WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 10, 2008

'สมัคร' โชว์กึ๋นเดินหน้าขนส่งมวลชนทั้งระบบ

นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนให้เป็นรูปธรรม เน้นขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสู่ชานเมือง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะเดินหน้าแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนให้เป็นรูปธรรม หลังจากที่เห็นว่าล่าช้ามา 30 ปี โดยเน้นขยายเส้นทางออกไปยังชานเมือง เนื่องจากประชาชนจะได้รับประโยชน์มาก ซึ่งจะเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปทุกภูมิภาค เช่น ขยายเส้นทางจากหมอชิตไปลำลูกกา บางใหญ่ อ้อมน้อย และบางปู เส้นทางละ 30 กิโลเมตร โดยน่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี

นายสมัคร กล่าวอีกว่า ในส่วนของวงแหวนรอบใน จะมีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน 40 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ จะต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้งทั้งในส่วนของกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง

สมัคร แย้มอีก 1-2 วัน จะมีทีวีอิสระมาแข่งทีวีสาธารณะ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงข้อเสนอให้จัดการกับสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่โจมตีรัฐบาล หรือทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง โดยนายสมัคร กล่าวว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดไว้แล้วว่า ต้องมีความเป็นธรรม เราจะให้มีสถานีโทรทัศน์ที่เป็นกลางโดยสัญชาติ ไม่ต้องมีใครมาสั่งสอน


“สถานีที่เป็นกลางและดีที่สุด หารายได้ของตัวเองมาดูแลเองได้หมด ถูกทำลาย ถูกยึด นั่นแหละความเป็นธรรมไม่มีในโลกนี้ ผมไม่ได้ท้าทาย แต่อีก 1-2 วัน จะทำให้ดูว่า คนที่มีฝีมือต้องมีช่องทำงาน และให้เขาทำงานโดยอิสระ แล้วดูว่าสาธารณะกับที่มีอิสระโดยไม่ต้องเอาเงินของรัฐปีละ 2,000 ล้านมาทำ อันไหนจะดีกว่ากัน” นายสมัคร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-10 12:36:34

ยกเลิกประกาศ คปค.

สัญลักษณ์ของเผด็จการ คมช. ที่ยังคงอยู่และครอบงำประเทศไทยให้ตกอยู่ใต้อาณัติคำสั่งของคณะ คมช. ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลประชาธิปไตย ต้องยกเลิกให้เร็วที่สุดก็คือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบในประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ประกาศ คปค. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คปค. เป็นผู้ลงนามแต่เพียงผู้เดียว

ถึงแม้ว่าประกาศ คปค. หลายฉบับจะไม่ได้นำมาใช้แล้ว แต่ก็ยัง มีอีกหลายฉบับที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ และบางฉบับยังทำให้เกิดผลในรูปของคณะกรรมการ และการทำงานต่างๆ อยู่ในขณะนี้

มีเหตุผล 3 ประการ ที่ผมเห็นว่ารัฐบาลโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งยกเลิกประกาศ คปค. ทุกฉบับโดยเร็วที่สุด หรือต้องจัดไว้เป็นลำดับแรกของการทำงาน กระทั่งว่าต้องบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล ก็จำเป็นต้องทำ คือ

1.ประกาศ คปค. มีสถานะเช่นเดียวกับกฎหมายบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศ แต่กระบวนการออกประกาศ คปค. มิได้เป็นไปด้วยความชอบธรรม ไม่มีการพิจารณากลั่นกรองจากประชาชนหรือตัวแทนของประชาชน เป็นกฎหมายที่ออกโดยหัวหน้าคณะรัฐประหาร และมีเจตนารมณ์การออกกฎหมายในรูปของประกาศ คปค. เพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของผู้ปกครองหรือผู้ถืออำนาจเป็นสำคัญ จึงเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็น กฎหมายเผด็จการ เพื่อประโยชน์ของคณะรัฐประหาร มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ประกาศ คปค. อาจจะมีความจำเป็นในสถานการณ์หนึ่ง แต่เมื่อพ้นจากสถานการณ์ดังว่าไปแล้ว ประเทศชาติกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ออกมาแล้วว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ประเทศชาติมีกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ รัฐบาล และกลไกการออกกฎหมาย ได้แก่ รัฐสภา ตามปกติ ตามหลักเกณฑ์หลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่เราจะต้องใช้ประกาศ คปค. เป็นเครื่องมือ เป็นกฎหมายในการบังคับประชาชนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครองโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนในยุคสมัยของผู้ปกครองประเทศเป็นเผด็จการอีกต่อไป

หากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าประกาศ คปค. ฉบับใด มิได้เป็นโทษแก่ประชาชน มีประโยชน์อยู่บ้างกับส่วนรวม ก็สมควรที่จะแปรเป็นกฎหมายที่ถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย โดยผ่านระบบรัฐสภา ไม่ใช่มาสวมรอยต่อท่อใช้อำนาจตามประกาศ คปค. ที่เผด็จการสร้างไว้

2.ประกาศ คปค. ถูกนำมาบังคับใช้ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่มีกระบวนการพิจารณาตรากฎหมาย เนื่องจากคณะรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้อำนาจเผด็จการสั่งยุบเลิกทุกองค์กร ทุกสถาบัน ที่ทำหน้าที่พิจารณาตรากฎหมายตามกระบวนการประชาธิปไตย ทิ้งทั้งหมด

ในขณะนี้ ประเทศไทยได้กลับคืนสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงข้างมาก มีรัฐบาล มีรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยสมบูรณ์แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดจะต้องคงประกาศ คปค. ไว้อีก เว้นเสียแต่รัฐบาลประชาธิปไตยจะยอมรับกฎหมายของเผด็จการ และมีรสนิยมที่จะเดินตามรอยเผด็จการ

ประกาศ คปค. หลายฉบับ มีเนื้อหาขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์กรหลายองค์กรที่เกิดขึ้นตามประกาศ คปค. ก็มีที่มาขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกฎหมายการจัดตั้งองค์กรนั้นๆ อาทิ ป.ป.ช. กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาจากอำนาจของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แต่ด้วยเหตุที่มีประกาศ คปค. คุ้มหัวอยู่ จึงทำให้องค์กรเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ อีกแล้วที่จะต้องอยู่ เนื่องจากกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกยกเลิกไป ได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติแล้ว

3.ประกาศ คปค. เป็นการทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในสายตาของชาวไทยและชาวต่างประเทศ และทำให้คนทั้งโลกเข้าใจสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคณะรัฐประหารได้แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาผูกโยงเกี่ยวข้องกับการก่อการรัฐประหาร ด้วยการตั้งชื่อคณะของตัวเองว่าเป็นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีชื่อย่อว่า คปค.

เรื่องนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่นำมาชี้ประเด็นให้ประชาชนเห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของคณะรัฐประหาร จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่ นายสมัคร สุนทรเวช จะต้องแสดงให้เห็นว่านอกจากการพูดแล้ว จะต้องกระทำตามที่พูด ด้วยการยกเลิกประกาศ คปค. ทั้งหมด

เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลที่มีนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับการกระทำที่แอบอ้างหาประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสื่อมเสียพระเกียรติยศ เว้นเสียแต่ว่า นายสมัครจะพูดเพื่อการหาเสียงเท่านั้น

ด้วยเหตุผล 3 ประการนี้ น่าจะเพียงพอแล้วที่รัฐบาลประชาธิปไตยจะยกเลิกประกาศ คปค. ทุกฉบับ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่คิดที่จะฉกฉวยหาโอกาส หาประโยชน์จากกฎหมายของเผด็จการ และไม่ได้ตกอยู่ใต้คำสั่งของ คปค. ทั้งนี้ เพื่อความสง่างามของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการปล้นอำนาจของประชาชน

การยกเลิกประกาศ คปค. ไม่ใช่การล้างแค้นคณะรัฐประหาร หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของประชาชนไม่ยอมรับผลผลิตและกฎหมายของเผด็จการ เท่านั้นเอง

/////////

คอลัมน์:ละครชีวิต....นายกอ 08/02/2551

ครม."สมัคร"ขอโอกาส "ทำ"ตาม"พูด" เปลี่ยน"เป็ดขี้เหร่"เป็น"หงส์"

วิเคราะห์

ในที่สุดรายชื่อคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 57 มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศออกมา

ประกอบด้วย 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงศึกษาธิการ 2.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ 3.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง 4.นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ 5.พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ

6.นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม 7.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 8.นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9.นายสมัคร สุนทรเวช รมว.กลาโหม (อีกตำแหน่ง) 10.นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) กระทรวงการคลัง

11.ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง 12.นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ 13.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 14.นายสุธา ชันแสง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 15.นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์

16.นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรและสหกรณ์ 17.นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ 18.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม 19.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม 20.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม

21.นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 22.นายมั่น พัธโนทัย รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 23.พล.ท.(หญิง) พูนภิรมณ์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน 24.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ 25.พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์

26.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย 27.นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย 28.นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย 29.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม 30.นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน

31.นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม 32.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 33.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ 34.นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิการ 35.นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข 36.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข

น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า รายชื่อที่ปรากฏส่วนใหญ่จะถูกต้องสอดคล้องกับกระแสข่าวที่เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะมีเสียงร้อง "ยี้" ดังลั่นหลังจากที่รู้ว่า รายชื่อบุคคลที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้

ได้กลายเป็นรัฐมนตรีกันไปเป็นแถว

และจากรายชื่อที่ปรากฏ ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้รับฉายาก่อนที่จะได้ทำงานกันเสียอีก

ทั้งคณะรัฐมนตรีนอมินี คณะรัฐมนตรีต่างตอบแทน คณะรัฐมนตรีคู่สมรส และอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีการปรามาสฝีไม้ลายมือรัฐมนตรีใหม่ในเรื่องความสามารถ

ที่สำคัญคือรัฐมนตรีแต่ละคนที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งครั้งนี้

หลายคนมีภาพลบ

หลายคนขึ้นมาเพราะเคยทำหน้าที่พิทักษ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยเดิม

อีกหลายคนไม่มีภาพของความเป็น "ตัวจริง"

ดังนั้น ทุนทางสังคมของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช จึงติดลบ!

และดูเหมือนว่า สมาชิกในรัฐบาลชุดใหม่ก็รู้ตัวเองดี

นายสมัครตั้งใจว่าจะพูดดี

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ขอโอกาสให้ ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ทำงานในหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิสูจน์ฝีมือ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาขอโทษที่เคยทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

พร้อมทั้งยืนยันว่า ลูกชายทั้ง 3 คน จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงาน

นี่เป็นปฏิกิริยาของคณะรัฐมนตรีที่ตอบรับกระแส "ยี้" จากสังคม

สังคมที่ให้คุณค่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ติดลบ

หนทางแห่งความอยู่รอดของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช คือการยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานในวันถวายสัตย์

นั่นคือ

"ขอให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งอาจจะทำยาก แต่เชื่อว่าจะต้องทำได้ เพื่อให้ประเทศชาติไม่ผิดหวัง

"ถ้าทำด้วยความดีนั้น ที่จริงก็โก้ไม่หยอก รู้สึกโก้ดี ที่ทำเพื่อให้ประชาชนได้หวัง แล้วก็มองเห็นว่า นี่ขณะนี้เป็นรัฐมนตรีจะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อท่านได้ปฏิญาณว่าท่านจะทำเพื่อส่วนรวม ท่านก็มีเกียรติไม่น้อย ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านพยายามทำตามที่ท่านได้ปฏิญาณตน

"ทั้ง 35 คน บวกกับนายกฯ เป็น 36 คน ทำเพื่อคนเป็นจำนวนล้าน เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุด แล้วก็ท่านเองเมื่อรักษาความดี ความตั้งใจที่จะให้คณะของท่านอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติก็อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ถ้าทำได้ดี ท่านก็มีเกียรติ แล้วก็คณะท่านก็มีเกียรติ ก็ขอให้ท่านทำสำเร็จ เพื่อเกียรติของคณะรัฐบาลไทย แล้วก็ของประเทศชาติ"

คือ การทำเพื่อประโยชน์คนส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อรับใช้ใครคนใดคนหนึ่ง

คือ การทำความดี มิใช่ทำความชั่ว

และคือการทำตามที่พูด

ดังนั้น พรรคพลังประชาชนเคยรับปากประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเช่นไร ก็ขอให้ทำตามที่พูด

คณะรัฐมนตรีให้คำสัตย์ปฏิญาณตนต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้เยี่ยงไร ก็ต้องทำตามนั้น

นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ลั่นวาจาจะปรับปรุงตัวในเรื่องไหน ก็ให้ทำตามที่ตัวเองได้พูด

หากทำเช่นนั้นได้ "เป็ดขี้เหร่" ก็จะกลายเป็น "หงส์" เหมือนที่นายสมัครคาดหวัง

คำสบประมาทที่เคยได้รับก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นคำชื่นชม

ทุนทางสังคมที่ติดลบอยู่ ก็จะพอกพูนขึ้น จนกลายเป็นคณะรัฐมนตรีในหัวใจชาวไทย

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับตัวคณะรัฐมนตรีที่จะต้องทำตามที่พูด

และนี่คือหนทางกอบกู้ "ทุนทางสังคม" ของ ครม.ชุดที่ 57 ของประเทศไทย


กรรมสั้น-กรรมยาว [10 ก.พ. 51 - 16:49]

รัฐบาล “สมัคร 1” เดินเครื่องคุยโขมงนโนบายเพียบกลบรอยขี้เหร่หลายคนปรับท่าที 70% สร้างภาพใหม่จะไฉไลแค่ไหน 3-6 เดือนรู้แน่ “ทักษิณ” มาแล้ว

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ รัฐบาล “สมัคร 1” เริ่มเดินหน้าทำงานแล้ว ด้วยการประชุม ครม.นัดพิเศษเป็นประเดิม

รัฐบาลชุดนี้ไล่ตั้งแต่นายกฯลงมาดู เหมือนว่ามีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนท่าทีให้นุ่มละมุนละไมขึ้น

เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความระแวงและคลางแคลงใจ บางคนทำเหมือนเสือสำนึกบาปขอโทษขอโพยเอาฤกษ์เอาชัย

จะจริงแท้แค่ไหน เป็นไปได้นานแค่ไหนก็ต้องดูกันไป

แต่ที่แน่ๆต้องยอมรับว่าทุกคน “แคร์สังคม” จนต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง แม้ดูกระท่อนกระ-แท่นบ้าง

“จริง” หรือ “เทียม” อีกไม่นานก็ได้รู้กัน

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลชุดนี้ถูกมองในแง่ลบ มีรัฐมนตรีขี้เหร่ แต่ด้วยท่าทีอย่างนี้ทำให้ความรู้สึกยอมรับมีมากขึ้น

3-6 เดือนน่าจะผ่านไปได้ จากนั้นก็อยู่ที่ผลงานและนโยบายที่ประกาศเอาไว้ว่าจะทำอะไร แก้ตรงไหน เสริมตรงไหน ตัดทิ้งตรงไหน

“เศรษฐกิจ” น่าจะเป็นตัวชี้วัดดีที่สุด หากฟื้นเร็วพอเห็นหน้าเห็นตาได้ นั่นแหละจะเป็นอะไรที่เป็นคุณต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้อยู่ที่รัฐบาลเอง ไม่ใช่ คมช. ไม่ใช่กลุ่มพันธมิตร ไม่ใช่กองทัพ ฯลฯ

คมช.ประกาศอำลาการเมืองไปแล้ว พร้อมกับสารภาพบาปว่าการยึดอำนาจที่ผ่านมาล้มเหลว

ขออภัย... “หน่อมแน้ม” ไปหน่อย

กองทัพก็ดูเหมือนจะแฮปปี้ขึ้นเพราะมีช่องทางถอย กอปรกับนายกฯ ชื่อ “สมัคร” นั้นถึงอย่างไรก็ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดกับทหารอยู่แล้ว

สิ่งที่เห็นก็คือ แค่เริ่มต้นทำงาน รัฐมนตรีทุกคนดูเหมือนมีการทำการบ้านกันพอสมควร ทำให้พอเริ่มทำหน้าที่ก็เดินไปได้เลย

แต่ใครคิดอย่างไร นโยบายออกมาแบบไหน เจาะลึกลงไปก็พอจะมองเห็นเบื้องหน้าเบื้องหลังได้

พูดง่ายๆ พอการเมืองเดินหน้าได้ อะไรมันก็ดูจะสะพัดไปหมด

นั่นก็คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยจะต้องเกาะติด อย่าคิดเพียงแค่ว่าเลือกตั้งเสร็จก็จบกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ขณะที่รัฐบาลเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศ แต่ข่าวคู่ขนานกันก็คือ การที่อดีตนายกฯ ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทย

แม้กำหนดการที่ชัดเจนยังไม่มีออกมา มีแต่คนโน้นพูดทีคนนี้พูดที ล่าสุดมีว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้น

ไม่วันใดก็วันหนึ่งในเร็วๆนี้

แต่เชื่อว่าน่าจะเร็วขึ้น เพราะรัฐบาลตั้งเสร็จ สามารถเดินหน้าอย่างราบรื่นได้ ปัญหาภายในรัฐบาลก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

คมช.ก็ถอย กองทัพก็พร้อมสมานฉันท์ จะไปอยู่เมืองนอกทำไมให้เมื่อยตุ้ม

เพราะแน่นอนว่า “ทักษิณ” นั้นอยากกลับเมืองไทยทุกลมหายใจ ขอให้มีช่องทางเปิดและมั่นใจในความปลอดภัย

อีกไม่กี่วันคงได้เห็นตัวจริงเสียงจริงแน่

แต่ที่บอกว่าจะเข้ามาสู้คดี 7 วัน จากนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศอีก นั่นอาจจะเป็นเป้าลวงเพื่อไม่ให้เกิดความระแวง

มีโอกาสได้กลับบ้านแล้ว ไม่มีใครคิดจะออกไปอีกแน่

อยู่ที่ว่าการต่อสู้คดีจะลงเอยในรูปแบบใดเท่านั้น...เพราะหากชนะคดีก็รอดตัว ถือเป็น “กรรมสั้น” แต่ถ้าแพ้คดีก็เป็น “กรรมยาว” ต่อไป

ถ้าจะออกนอกประเทศอีกทีก็คงจะเป็นเรื่องของ “กรรมยาว” นั่นแล...!!!

ลิขิต จงสกุล

คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์

สดศรี ชี้ควรให้ ส.ส.ยื่นตีความกรณีห้าม ส.ส.เป็นเลขานุการ รมต

กรุงเทพฯ 9 ก.พ. - “สดศรี สัตยธรรม” ระบุ รธน. ปี 50 ไม่ต้องการให้นักการเมืองยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการประจำ หากต้องการให้ตีความ กรณีห้าม ส.ส.เป็นเลขานุการ หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี ควรให้ ส.ส.เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ระบุหากต่อไปต้องการแก้ไข รธน.ฉบับนี้ ควรสอบถามประชามติจากประชาชนก่อน


นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็น กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ การเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ ส.ส. (กรณี ส.ส.เป็นเลขานุการ หรือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี) ว่าจุดใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ไม่ต้องการให้นักการเมืองยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการประจำ ดังนั้น บทบัญญัติต่างๆ ที่ออกมาจึงระบุว่า เมื่อเข้าสู่การเมือง เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ไม่ควรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งทางราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ

“การยื่นตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ควรให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การที่รัฐบาลให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นส่วนหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยกันมาตลอด ดังนั้น การตีความควรยึดตัวบทของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก” นางสดศรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม นางสดศรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด พิจารณาศึกษารัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่าเป็นการปิดกั้นนักการเมือง จนไม่สามารถหาทางออกในเรื่องต่างๆ มากเกินไปหรือไม่ แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญมาช่วงหนึ่งแล้ว ก็ต้องมาทบทวนดูว่า มีส่วนดี ส่วนเสียอย่างไร มีช่องว่างที่ทำให้การเมืองเดินไม่สะดวกหรือไม่ หากพบก็เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล ที่จะต้องมาทบทวน และพิจารณาแก้ไขในสภาฯ ต่อไป โดยให้ทุกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม

“เวลายกร่างรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับต่างๆ ที่บัญญัติไว้ กรรมาธิการยกร่างฯ ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก บางเรื่องมติก็ไม่เป็นเอกฉันท์ การตีความกรณีที่เกิดขึ้น น่าจะให้ ส.ส.เข้าชื่อกัน ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา น่าจะเหมาะสมกว่า” นางสดศรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้ นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การเข้าไปทำงานในลักษณะเหมือนเป็นการควบคุมการทำงานของข้าราชการประจำ ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น การเมืองกับข้าราชการต้องแยกออกจากกันได้ และว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน ในขั้นตอนการลงประชามติมาแล้ว ผู้ที่จะแก้ไขก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการทำประชามติก่อนว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้ไข เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-09 19:01:57

นโยบายรัฐบาลวางกรอบ9ข้อเร่งด่วนแก้ศก.ไฟใต้ใน6ด.

ที่ประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล วางกรอบ 9 ข้อเร่งด่วน เสนอ ครม. วันอังคารนี้ ก่อนประสานเลขาฯสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเป็นวาระวันที่ 18 ก.พ.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล วันนี้ (9 ก.พ.) ว่า ขณะนี้การจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว โดยคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เห็นด้วยกับนโยบายทั้งหมด และพึงพอใจ

“การจัดทำนโยบายรัฐบาลไม่ยาก เนื่องจากแนวทางนโยบายของ 6 พรรค เป็นไปทิศทางเดียวกัน และในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะประสานไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนจัดพิมพ์ และวันจันทร์ที่ 11 ก.พ. จะนำไปแจกจ่ายให้กับรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล และเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่ 12 ก.พ.นี้”

นายสมชาย กล่าวว่า ภาพรวมนโยบายมีหลายข้อ แต่นโยบายเร่งด่วน 8 – 9 ข้อ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาปากท้องประชาชน การศึกษา และความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าภายใน 6 เดือน นโยบายเร่งด่วนจะเห็นเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลทั้งหมดทำได้จริง เพราะได้ไปหาเสียงกับประชาชนไว้แล้ว ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำให้ประชาชนพอใจ เมื่อครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนจะได้พิจารณาว่า จะให้ทำงานต่อไปหรือไม่

ส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาจะเป็นเมื่อใดนั้น นายสมชาย กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เคยบอกว่า จะขอแถลงนโยบาย ในวันที่ 18 ก.พ. แต่คงต้องหารือไปยังสภาฯ ก่อนว่า จะสามารถบรรจุวาระการประชุมได้ทันหรือไม่

'ส.อ.ท.'ปลื้มรัฐบาลตั้งใจทำงาน-สานต่อประชานิยม

'สันติ วิลาสศักดานนท์' ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปลื้มรัฐบาลชุดใหม่ตั้งใจทำงาน สานต่อนโยบายประชา มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวชื่นชมรัฐบาลชุดใหม่ โดยระบุว่า มีความตั้งใจทำงาน ซึ่งจากการติดตามนโยบายของรัฐมนตรีโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง รู้สึกพอใจ และการที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายประชานิยมโดยระบุว่าจะมีการใช้เงิน 80,000 ล้านบาท ต่อยอดกองทุนหมู่บ้านนั้น หากใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบ ใช้ในสิ่งที่มีประโยชน์ ก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้
ประธาน ส.อ.ท.ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนเริ่มดีขึ้น การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค การลงทุนต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามา ซึ่งการที่รัฐบาลเตรียมออกไปโรดโชว์ น่าจะให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 และปีนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 4.5 - 6.0
นายสันติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้โรงงานต่างๆ มีการใช้กำลังการผลิตค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังการผลิต ขณะเดียวกันโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ต่างๆ การลงทุนระบบลอจิสติกส์ เช่น ระบบรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า หากเร่งดำเนินการความเชื่อมั่นจะกลับมาเร็ว ด้านกระทรวงพาณิชย์ การดูแลราคาสินค้าหากดูแลอย่างละเอียดและทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นผลดี แต่จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่แท้จริงด้วย
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีข้อมูลอยู่แล้ว ส่วนการลดต้นทุนการผลิต ก็ทำได้หลายวิธี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สามารถระดมความคิดเห็นจากผู้ผลิต เพื่อผลิตสินค้าราคาประหยัดขายให้กับผู้บริโภค


สมัครย้ำCNNปัดหุ่นเชิดทักษิณไม่ชัวร์ทหารปฏิวัติอีก

สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์CNN ยืนยันไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ขณะไม่ให้หลักประกันจะไม่เกิดการปฏิวัติอีก

นายสมัคร ได้ให้สัมภาษณ์ทางรายการทอล์ค เอเชียที่มีแดน ริเวอร์ส ผู้สื่อข่าวของ CNN ดำเนินรายการ โดยริเวอร์สได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ที่ถูกระบุว่า เป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัครตอบว่า เขาไม่ใช่หุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเขามีความคิดของตัวเอง แต่ก็ได้ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้คำแนะนำดีๆ แก่คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค

นอกจากนี้ผู้สื่อ ข่าว CNN ยังได้ถามถึงกรณีที่นายสมัครควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง และถามว่า จะให้หลักประกันได้หรือไม่ว่า ทหารจะไม่ออกมาก่อรัฐประหารขึ้นอีก ซึ่งนายสมัครตอบว่า เขาคงไม่สามารถให้หลักประกันในเรื่องนี้ได้

ขณะที่สำนักข่าวเอพี รายงานโดยอ้างคำกล่าวของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ของไทยที่ระบุว่าเขาเป็นผู้นำประเทศและเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และไม่ได้เป็นหุ่นเชิดของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ตามที่มีเสียงวิจารณ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ มีการวิจารณ์ว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายสมัครล้วนเต็มไป ด้วยพันธมิตรและเครือญาติของพันตำรวจโททักษิณ รวมถึง มีการมองว่า นายสมัคร จะผลักดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศได้

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวเอพี ระบุอีกว่า ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายสมัคร ได้ชูนโยบายว่า เขาเป็นตัวแทนของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในระยะหลัง นายสมัคร ได้เปลี่ยนท่าทีของตัวเอง โดยกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นเพื่อนที่ดีและชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศ มานานถึง 5 ปี





จาก hi-thaksin

Saturday, February 9, 2008

คำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล 'คนอย่างนี้ไม่มีสิทธิพูด รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์'

ผมเห็นอาการของ สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว อดสมเพชไม่ได้

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ใครได้ยิน

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล อาจจะหลอกให้ตัวเองเชื่อว่า เป็นคนที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไปได้อีกนานเท่านาน ตราบเท่าที่ยังคิดจะหลอกตัวเอง

แต่คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่อาจจะหลอกประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ รวมไปถึงคนไทยในต่างประเทศ และคนทั่วโลกได้อีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อว่า สิ่งที่ตนพูดเป็นเรื่องจริง เป็นธรรมะ เป็นความสัตย์ หากยังมีคนเชื่อ คนคนนั้นก็คงชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง

ผมจึงอยากจะส่งคำเตือนถึง สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าสิ่งที่พูดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น ในหัวข้อ “คำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ปรากฎในเวปไซต์ Manager on lie และ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผ่านบทสัมภาษณ์ “สนธิ ขายความคิด โมเดลชาติ” นั้น ควรจะเก็บไว้คิดและทำแต่เพียงลำพัง ไม่ควรพูดออกมาดังๆ ให้ผมได้หัวเราะด้วยความสมเพช

ผมต้องสมเพช สนธิ ลิ้มทองกุล เพราะวันนี้คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ยังคิดที่จะขายความคิด “ล้างสมอง” คนไทย และเชื่อว่ายังมีความสามารถมากพอที่จะจูงจมูกให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ เดินตามหลังตนเองได้

คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากจะไม่สำนึกผิดในการกระทำของตนเองแล้ว ยังไม่มีสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี อยู่ในตัวเองด้วย

พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พยายามจะล้างสมองคนไทย ด้วยความเท็จในครั้งใหม่นี้ อาจจะทำให้คนหลายคนกังวล แต่สำหรับผม ได้แต่สมเพช ที่หมาหางด้วนตัวหนึ่ง พยายามจะกลับเข้าฝูง หลังจากชักชวนให้คนอื่นเห็นดีเห็นงามกับการตัดหางให้ด้วนเหมือนตัวเองไม่สำเร็จ

ผมไม่เชื่อว่าจะมีคนไทยจำนวนมากมายที่หลงเชื่อและเดินตามตูด สนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่คิดหน้าคิดหลังอีกแล้ว

หากคนไทยทุกคนจะย้อนกลับไปหวนระลึกถึงพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ก็จะพบว่าเป็นเพราะคนไทยส่วนหนึ่งไม่เคารพ ไม่เชื่อฟัง ไม่น้อมนำพระราชดำรัสพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ดังปากพูด นั่นเอง จึงทำให้ประเทศไทยต้องล่มจม ดำดิ่งสู่ก้นเหวดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะไปหลงเชื่อเรื่อง “กู้ชาติ” ของ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง แต่ไม่เชื่อฟังพระราชดำรัสในพระบาสทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบอกว่า “ไม่ต้องกู้ชาติ” เพราะชาติไม่ได้ล่มจม

หากวันนั้น คนไทยน้อมนำพระราชดำรัสใส่เกล้าใส่กระหม่อม จริงดังปากพูด ประเทศไทย ก็คงไม่ต้องวิบัติฉิบหายไปตามสายทางหายนะของปีศาจที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ขีดให้เดิน จูงให้ตาม

สนธิ ลิ้มทองกุล ยังต้องการที่จะเป็นผู้นำ มีอิทธิพลเหนือความคิดของบุคคลอื่น ต้องการครอบงำให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่ตนพูด เห็นด้วยกับสิ่งที่ตนทำ สนับสนุนสิ่งที่ตนคิด โดยที่หารู้ไม่ว่าบุคคลอื่น รู้เช่นเห็นชาติ รู้หมดแล้วว่าสนธิ ลิ้มทองกุล มีไส้กี่ขด แต่ละขดมีกี่ข้อ แต่ละข้อมีกี่คด เห็นกันหมดแล้วอย่างนี้ คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่ละอาย และไม่หวั่น เพราะคิดแต่ว่าคนไทยลืมง่าย

ก่อนที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะไปไกลตามใจฝันของตนเอง และ ก่อนที่คนไทยหลายคนจะยินยอมพร้อมใจกันนำปลายเชือกสนตะพายที่สนธิ ลิ้มทองกุล หยิบยื่นมาให้รอบใหม่นี้ ข้างหนึ่งร้อยจมูกตัวเอง และส่งอีกข้างหนึ่งกลับคืนให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้จูงจมูกพวกท่าน ประดาบ ขอเวลาท่านสักนิด ได้โปรดอ่านคำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ซึ่งมีความโดยสังเขป ตามที่คัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ คม-ชัด-ลึก ดังนี้ ...

ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯคนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”

ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”

ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้”

ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์

เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลือนลอย

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท

พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์

ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล..

พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลสั่งจำคุก 3 ปี ฐานกระทำความผิดใส่ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง แอบอ้างพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ยังมีคุณสมบัติมากพอที่จะท่านจะเดินตามต่อไปอีกหรือไม่

พฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่มุ่งร้ายทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหาษัตริย์ ยังเป็นคนดีมากพอที่ท่านจะเชื่อฟัง และสนับสนุนความคิดของคนคนนี้อีกหรือไม่


พฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล เยี่ยงนี้ ที่ศาลชี้ให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่ใช้วิธีกากล่าวหาให้ร้ายผู้อื่นด้วยความเท็จ ให้ได้รับความเสียหาย โดยไม่สนใจที่จะพิสูจน์ความจริง ยังเป็นคนที่น่าเคารพเชื่อถือ และเป็นผู้นำของประชาชนได้อีกหรือไม่

สำหรับผมแล้ว ก็อย่างที่เขียนหัวเรื่องไว้นั่นล่ะ

“คนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีสิทธิที่จะมาพูดเรื่อง ความรัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

เพราะเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

ประดาบ

จาก hi=thaksin