WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 11, 2008

ดุสิตโพลชี้ปชช.ไม่หนุนครม.เงาอ้างไม่มีบทบาทชัดเจน

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. และจังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 12 จังหวัด จำนวน 3,219 คน ระหว่างวันที่ 7-10 ก.พ. ในหัวข้อ "ครม.จริงกับ ครม.เงาในสายตาประชาชน" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 62.16 เห็นว่า ครม.จริง ทำงานได้จริงตามกฎหมายมากกว่า ครม.เงา ที่ไม่มีบทบาทหน้าที่ชัดเจน ขณะที่ร้อยละ 14.23 เห็นว่า รายชื่อ ครม.เงาเป็นที่รู้จักและมีประสบการณ์มากกว่ารายชื่อ ครม.จริง ร้อยละ 10.81 เห็นว่าเป็นลักษณะแก้เกมการเมือง ของฝ่ายค้าน นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ครม.จริงน่าจะมีความตั้งใจทำหน้าที่มากกว่า ครม.เงา และเห็นว่าเป็นการตรวจสอบ การทำงานที่กระจายหน้าที่ตามกระทรวง

สวนดุสิตโพล ยังสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่ประชาชนอยากฝาก ครม.จริง ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.41 ได้ฝากให้ ครม.จริงเร่งขยันทำงานอย่างจริงจังและรวดเร็ว ตามมาด้วยร้อยละ 27.65 ขอให้ทำงานอย่างซื่อสัตย์ สุจริตและโปร่งใส ร้อยละ 18.61 ขออย่าเล่นพวกพ้องต้องทำงานเพื่อประชาชน นอกจากนี้ ยังฝากให้ทำงานตาม ที่หาเสียงและสัญญาไว้กับประชาชน และฝากให้ระลึกเสมอว่า มีการตรวจสอบจากประชาชนและ ครม.เงา ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากฝาก ครม.เงา พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 39.89 ขออย่าให้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเกมการเมือง เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 22.15 ขอให้กำหนดหน้าที่การตรวจสอบให้ชัดเจน ร้อยละ 19.04 ขอให้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ ครม.จริงอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งขอให้ ครม.เงาอย่ากลั่นแกล้ง หรือขัดขวางการทำงานของ ครม.จริง และควรให้เวลาการทำงานแก่ ครม.จริงระยะหนึ่งก่อน

สวนดุสิตโพล ได้ตั้งคำถามว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการมี ครม.เงา ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 61.79 ไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ บทบาทหน้าที่ไม่ชัดเจน กลัวเป็นเกมการเมือง กลัวจะสร้างความขัดแย้งและแตกแยกมากขึ้น มีเพียงร้อยละ 30.63 เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการตั้ง ครม.เงา เนื่องจากจะเป็นการตรวจสอบการทำงานให้โปร่งใส ถูกต้อง รวดเร็ว และกระตุ้นการทำงานของ ครม.จริง อย่างไรก็ตาม มีประชาชนร้อยละ 7.58 ที่เห็นว่า เฉยๆ เพราะ ครม.เงาไม่มีกฎหมายรองรับการปฏิบัติงาน และคิดว่าคงทำอะไรไม่ได้มาก

Sunday, February 10, 2008

'สมัคร' อุ้ม พนง.ทีไอทีวียันมีงานทำในสถานีโทรทัศน์อื่น [10 ก.พ. 51 - 13:43]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววันนี้ (10 ก.พ.) ว่า อีก 2-3 วัน จะมีสื่อที่มีความเป็นกลางออกมานำเสนอแต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นสื่อประเภทใด และไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นสถานีโทรทัศน์พีทีวีของนายวีระ มุสิกพงศ์ หรือไม่ โดยให้ไปลองคิดดูกันเองว่าหมายถึงอะไร

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า พนักงานเดิมของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีที่ไม่ได้เข้าทำงานที่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นั้น จะได้ทำงานอย่างแน่นอนในสถานีโทรทัศน์อื่น โดยหลังแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วได้วางแผนเดินทางพบปะประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งจะกำหนดอีกครั้งว่าเป็นเมื่อไหร่ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนไม่ต้องติดตามไปทำข่าว เวลาเดินตลาดหรือรับประทานอาหารในตลาดและร้านอาหาร โดยขอเป็นเรื่องส่วนตัว

'สมัคร' โชว์กึ๋นเดินหน้าขนส่งมวลชนทั้งระบบ

นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนให้เป็นรูปธรรม เน้นขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสู่ชานเมือง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จะเดินหน้าแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนให้เป็นรูปธรรม หลังจากที่เห็นว่าล่าช้ามา 30 ปี โดยเน้นขยายเส้นทางออกไปยังชานเมือง เนื่องจากประชาชนจะได้รับประโยชน์มาก ซึ่งจะเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟฟ้าออกไปทุกภูมิภาค เช่น ขยายเส้นทางจากหมอชิตไปลำลูกกา บางใหญ่ อ้อมน้อย และบางปู เส้นทางละ 30 กิโลเมตร โดยน่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี

นายสมัคร กล่าวอีกว่า ในส่วนของวงแหวนรอบใน จะมีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน 40 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ จะต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้งทั้งในส่วนของกระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง

สมัคร แย้มอีก 1-2 วัน จะมีทีวีอิสระมาแข่งทีวีสาธารณะ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถึงข้อเสนอให้จัดการกับสถานีวิทยุและโทรทัศน์ที่โจมตีรัฐบาล หรือทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง โดยนายสมัคร กล่าวว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดไว้แล้วว่า ต้องมีความเป็นธรรม เราจะให้มีสถานีโทรทัศน์ที่เป็นกลางโดยสัญชาติ ไม่ต้องมีใครมาสั่งสอน


“สถานีที่เป็นกลางและดีที่สุด หารายได้ของตัวเองมาดูแลเองได้หมด ถูกทำลาย ถูกยึด นั่นแหละความเป็นธรรมไม่มีในโลกนี้ ผมไม่ได้ท้าทาย แต่อีก 1-2 วัน จะทำให้ดูว่า คนที่มีฝีมือต้องมีช่องทำงาน และให้เขาทำงานโดยอิสระ แล้วดูว่าสาธารณะกับที่มีอิสระโดยไม่ต้องเอาเงินของรัฐปีละ 2,000 ล้านมาทำ อันไหนจะดีกว่ากัน” นายสมัคร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-10 12:36:34

ยกเลิกประกาศ คปค.

สัญลักษณ์ของเผด็จการ คมช. ที่ยังคงอยู่และครอบงำประเทศไทยให้ตกอยู่ใต้อาณัติคำสั่งของคณะ คมช. ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลประชาธิปไตย ต้องยกเลิกให้เร็วที่สุดก็คือ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองระบอบในประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ ประกาศ คปค. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คปค. เป็นผู้ลงนามแต่เพียงผู้เดียว

ถึงแม้ว่าประกาศ คปค. หลายฉบับจะไม่ได้นำมาใช้แล้ว แต่ก็ยัง มีอีกหลายฉบับที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้ และบางฉบับยังทำให้เกิดผลในรูปของคณะกรรมการ และการทำงานต่างๆ อยู่ในขณะนี้

มีเหตุผล 3 ประการ ที่ผมเห็นว่ารัฐบาลโดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งยกเลิกประกาศ คปค. ทุกฉบับโดยเร็วที่สุด หรือต้องจัดไว้เป็นลำดับแรกของการทำงาน กระทั่งว่าต้องบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล ก็จำเป็นต้องทำ คือ

1.ประกาศ คปค. มีสถานะเช่นเดียวกับกฎหมายบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศ แต่กระบวนการออกประกาศ คปค. มิได้เป็นไปด้วยความชอบธรรม ไม่มีการพิจารณากลั่นกรองจากประชาชนหรือตัวแทนของประชาชน เป็นกฎหมายที่ออกโดยหัวหน้าคณะรัฐประหาร และมีเจตนารมณ์การออกกฎหมายในรูปของประกาศ คปค. เพื่อความมั่นคงและความอยู่รอดของผู้ปกครองหรือผู้ถืออำนาจเป็นสำคัญ จึงเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็น กฎหมายเผด็จการ เพื่อประโยชน์ของคณะรัฐประหาร มิใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ประกาศ คปค. อาจจะมีความจำเป็นในสถานการณ์หนึ่ง แต่เมื่อพ้นจากสถานการณ์ดังว่าไปแล้ว ประเทศชาติกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์ออกมาแล้วว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ประเทศชาติมีกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ รัฐบาล และกลไกการออกกฎหมาย ได้แก่ รัฐสภา ตามปกติ ตามหลักเกณฑ์หลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดที่เราจะต้องใช้ประกาศ คปค. เป็นเครื่องมือ เป็นกฎหมายในการบังคับประชาชนให้ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครองโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนในยุคสมัยของผู้ปกครองประเทศเป็นเผด็จการอีกต่อไป

หากรัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าประกาศ คปค. ฉบับใด มิได้เป็นโทษแก่ประชาชน มีประโยชน์อยู่บ้างกับส่วนรวม ก็สมควรที่จะแปรเป็นกฎหมายที่ถูกต้องตามกระบวนการประชาธิปไตย โดยผ่านระบบรัฐสภา ไม่ใช่มาสวมรอยต่อท่อใช้อำนาจตามประกาศ คปค. ที่เผด็จการสร้างไว้

2.ประกาศ คปค. ถูกนำมาบังคับใช้ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยไม่มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่มีกระบวนการพิจารณาตรากฎหมาย เนื่องจากคณะรัฐประหารล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้อำนาจเผด็จการสั่งยุบเลิกทุกองค์กร ทุกสถาบัน ที่ทำหน้าที่พิจารณาตรากฎหมายตามกระบวนการประชาธิปไตย ทิ้งทั้งหมด

ในขณะนี้ ประเทศไทยได้กลับคืนสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียงข้างมาก มีรัฐบาล มีรัฐสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยสมบูรณ์แล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดจะต้องคงประกาศ คปค. ไว้อีก เว้นเสียแต่รัฐบาลประชาธิปไตยจะยอมรับกฎหมายของเผด็จการ และมีรสนิยมที่จะเดินตามรอยเผด็จการ

ประกาศ คปค. หลายฉบับ มีเนื้อหาขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน องค์กรหลายองค์กรที่เกิดขึ้นตามประกาศ คปค. ก็มีที่มาขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงกฎหมายการจัดตั้งองค์กรนั้นๆ อาทิ ป.ป.ช. กกต. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาจากอำนาจของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งๆ ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

แต่ด้วยเหตุที่มีประกาศ คปค. คุ้มหัวอยู่ จึงทำให้องค์กรเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ อีกแล้วที่จะต้องอยู่ เนื่องจากกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยที่ถูกยกเลิกไป ได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติแล้ว

3.ประกาศ คปค. เป็นการทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ ในสายตาของชาวไทยและชาวต่างประเทศ และทำให้คนทั้งโลกเข้าใจสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ไม่ถูกต้อง เนื่องจากคณะรัฐประหารได้แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาผูกโยงเกี่ยวข้องกับการก่อการรัฐประหาร ด้วยการตั้งชื่อคณะของตัวเองว่าเป็นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีชื่อย่อว่า คปค.

เรื่องนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่นำมาชี้ประเด็นให้ประชาชนเห็นและเข้าใจถึงพฤติกรรมแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ของคณะรัฐประหาร จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่ นายสมัคร สุนทรเวช จะต้องแสดงให้เห็นว่านอกจากการพูดแล้ว จะต้องกระทำตามที่พูด ด้วยการยกเลิกประกาศ คปค. ทั้งหมด

เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลที่มีนายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับการกระทำที่แอบอ้างหาประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ และทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสื่อมเสียพระเกียรติยศ เว้นเสียแต่ว่า นายสมัครจะพูดเพื่อการหาเสียงเท่านั้น

ด้วยเหตุผล 3 ประการนี้ น่าจะเพียงพอแล้วที่รัฐบาลประชาธิปไตยจะยกเลิกประกาศ คปค. ทุกฉบับ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่คิดที่จะฉกฉวยหาโอกาส หาประโยชน์จากกฎหมายของเผด็จการ และไม่ได้ตกอยู่ใต้คำสั่งของ คปค. ทั้งนี้ เพื่อความสง่างามของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการปล้นอำนาจของประชาชน

การยกเลิกประกาศ คปค. ไม่ใช่การล้างแค้นคณะรัฐประหาร หากแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของประชาชนไม่ยอมรับผลผลิตและกฎหมายของเผด็จการ เท่านั้นเอง

/////////

คอลัมน์:ละครชีวิต....นายกอ 08/02/2551

ครม."สมัคร"ขอโอกาส "ทำ"ตาม"พูด" เปลี่ยน"เป็ดขี้เหร่"เป็น"หงส์"

วิเคราะห์

ในที่สุดรายชื่อคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 57 มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ประกาศออกมา

ประกอบด้วย 1.นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงศึกษาธิการ 2.นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ 3.นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง 4.นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ 5.พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ

6.นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม 7.นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 8.นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9.นายสมัคร สุนทรเวช รมว.กลาโหม (อีกตำแหน่ง) 10.นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) กระทรวงการคลัง

11.ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง 12.นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ 13.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 14.นายสุธา ชันแสง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 15.นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์

16.นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรและสหกรณ์ 17.นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ 18.นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม 19.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม 20.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม

21.นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 22.นายมั่น พัธโนทัย รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 23.พล.ท.(หญิง) พูนภิรมณ์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน 24.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ 25.พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์

26.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย 27.นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย 28.นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย 29.นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม 30.นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน

31.นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม 32.นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 33.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ 34.นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิการ 35.นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข 36.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข

น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า รายชื่อที่ปรากฏส่วนใหญ่จะถูกต้องสอดคล้องกับกระแสข่าวที่เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะมีเสียงร้อง "ยี้" ดังลั่นหลังจากที่รู้ว่า รายชื่อบุคคลที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้

ได้กลายเป็นรัฐมนตรีกันไปเป็นแถว

และจากรายชื่อที่ปรากฏ ทำให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้รับฉายาก่อนที่จะได้ทำงานกันเสียอีก

ทั้งคณะรัฐมนตรีนอมินี คณะรัฐมนตรีต่างตอบแทน คณะรัฐมนตรีคู่สมรส และอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีการปรามาสฝีไม้ลายมือรัฐมนตรีใหม่ในเรื่องความสามารถ

ที่สำคัญคือรัฐมนตรีแต่ละคนที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งครั้งนี้

หลายคนมีภาพลบ

หลายคนขึ้นมาเพราะเคยทำหน้าที่พิทักษ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยเดิม

อีกหลายคนไม่มีภาพของความเป็น "ตัวจริง"

ดังนั้น ทุนทางสังคมของรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช จึงติดลบ!

และดูเหมือนว่า สมาชิกในรัฐบาลชุดใหม่ก็รู้ตัวเองดี

นายสมัครตั้งใจว่าจะพูดดี

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ขอโอกาสให้ ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ทำงานในหน้าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิสูจน์ฝีมือ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาขอโทษที่เคยทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

พร้อมทั้งยืนยันว่า ลูกชายทั้ง 3 คน จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงาน

นี่เป็นปฏิกิริยาของคณะรัฐมนตรีที่ตอบรับกระแส "ยี้" จากสังคม

สังคมที่ให้คุณค่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ติดลบ

หนทางแห่งความอยู่รอดของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช คือการยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานในวันถวายสัตย์

นั่นคือ

"ขอให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งอาจจะทำยาก แต่เชื่อว่าจะต้องทำได้ เพื่อให้ประเทศชาติไม่ผิดหวัง

"ถ้าทำด้วยความดีนั้น ที่จริงก็โก้ไม่หยอก รู้สึกโก้ดี ที่ทำเพื่อให้ประชาชนได้หวัง แล้วก็มองเห็นว่า นี่ขณะนี้เป็นรัฐมนตรีจะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อท่านได้ปฏิญาณว่าท่านจะทำเพื่อส่วนรวม ท่านก็มีเกียรติไม่น้อย ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านพยายามทำตามที่ท่านได้ปฏิญาณตน

"ทั้ง 35 คน บวกกับนายกฯ เป็น 36 คน ทำเพื่อคนเป็นจำนวนล้าน เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่สุด แล้วก็ท่านเองเมื่อรักษาความดี ความตั้งใจที่จะให้คณะของท่านอยู่เย็นเป็นสุข ประเทศชาติก็อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ถ้าทำได้ดี ท่านก็มีเกียรติ แล้วก็คณะท่านก็มีเกียรติ ก็ขอให้ท่านทำสำเร็จ เพื่อเกียรติของคณะรัฐบาลไทย แล้วก็ของประเทศชาติ"

คือ การทำเพื่อประโยชน์คนส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อรับใช้ใครคนใดคนหนึ่ง

คือ การทำความดี มิใช่ทำความชั่ว

และคือการทำตามที่พูด

ดังนั้น พรรคพลังประชาชนเคยรับปากประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเช่นไร ก็ขอให้ทำตามที่พูด

คณะรัฐมนตรีให้คำสัตย์ปฏิญาณตนต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้เยี่ยงไร ก็ต้องทำตามนั้น

นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ลั่นวาจาจะปรับปรุงตัวในเรื่องไหน ก็ให้ทำตามที่ตัวเองได้พูด

หากทำเช่นนั้นได้ "เป็ดขี้เหร่" ก็จะกลายเป็น "หงส์" เหมือนที่นายสมัครคาดหวัง

คำสบประมาทที่เคยได้รับก็จะเปลี่ยนแปลงเป็นคำชื่นชม

ทุนทางสังคมที่ติดลบอยู่ ก็จะพอกพูนขึ้น จนกลายเป็นคณะรัฐมนตรีในหัวใจชาวไทย

ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับตัวคณะรัฐมนตรีที่จะต้องทำตามที่พูด

และนี่คือหนทางกอบกู้ "ทุนทางสังคม" ของ ครม.ชุดที่ 57 ของประเทศไทย


กรรมสั้น-กรรมยาว [10 ก.พ. 51 - 16:49]

รัฐบาล “สมัคร 1” เดินเครื่องคุยโขมงนโนบายเพียบกลบรอยขี้เหร่หลายคนปรับท่าที 70% สร้างภาพใหม่จะไฉไลแค่ไหน 3-6 เดือนรู้แน่ “ทักษิณ” มาแล้ว

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ รัฐบาล “สมัคร 1” เริ่มเดินหน้าทำงานแล้ว ด้วยการประชุม ครม.นัดพิเศษเป็นประเดิม

รัฐบาลชุดนี้ไล่ตั้งแต่นายกฯลงมาดู เหมือนว่ามีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนท่าทีให้นุ่มละมุนละไมขึ้น

เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความระแวงและคลางแคลงใจ บางคนทำเหมือนเสือสำนึกบาปขอโทษขอโพยเอาฤกษ์เอาชัย

จะจริงแท้แค่ไหน เป็นไปได้นานแค่ไหนก็ต้องดูกันไป

แต่ที่แน่ๆต้องยอมรับว่าทุกคน “แคร์สังคม” จนต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง แม้ดูกระท่อนกระ-แท่นบ้าง

“จริง” หรือ “เทียม” อีกไม่นานก็ได้รู้กัน

อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลชุดนี้ถูกมองในแง่ลบ มีรัฐมนตรีขี้เหร่ แต่ด้วยท่าทีอย่างนี้ทำให้ความรู้สึกยอมรับมีมากขึ้น

3-6 เดือนน่าจะผ่านไปได้ จากนั้นก็อยู่ที่ผลงานและนโยบายที่ประกาศเอาไว้ว่าจะทำอะไร แก้ตรงไหน เสริมตรงไหน ตัดทิ้งตรงไหน

“เศรษฐกิจ” น่าจะเป็นตัวชี้วัดดีที่สุด หากฟื้นเร็วพอเห็นหน้าเห็นตาได้ นั่นแหละจะเป็นอะไรที่เป็นคุณต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้อยู่ที่รัฐบาลเอง ไม่ใช่ คมช. ไม่ใช่กลุ่มพันธมิตร ไม่ใช่กองทัพ ฯลฯ

คมช.ประกาศอำลาการเมืองไปแล้ว พร้อมกับสารภาพบาปว่าการยึดอำนาจที่ผ่านมาล้มเหลว

ขออภัย... “หน่อมแน้ม” ไปหน่อย

กองทัพก็ดูเหมือนจะแฮปปี้ขึ้นเพราะมีช่องทางถอย กอปรกับนายกฯ ชื่อ “สมัคร” นั้นถึงอย่างไรก็ตัดไม่ได้ขายไม่ขาดกับทหารอยู่แล้ว

สิ่งที่เห็นก็คือ แค่เริ่มต้นทำงาน รัฐมนตรีทุกคนดูเหมือนมีการทำการบ้านกันพอสมควร ทำให้พอเริ่มทำหน้าที่ก็เดินไปได้เลย

แต่ใครคิดอย่างไร นโยบายออกมาแบบไหน เจาะลึกลงไปก็พอจะมองเห็นเบื้องหน้าเบื้องหลังได้

พูดง่ายๆ พอการเมืองเดินหน้าได้ อะไรมันก็ดูจะสะพัดไปหมด

นั่นก็คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยจะต้องเกาะติด อย่าคิดเพียงแค่ว่าเลือกตั้งเสร็จก็จบกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม

ขณะที่รัฐบาลเริ่มเดินหน้าบริหารประเทศ แต่ข่าวคู่ขนานกันก็คือ การที่อดีตนายกฯ ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทย

แม้กำหนดการที่ชัดเจนยังไม่มีออกมา มีแต่คนโน้นพูดทีคนนี้พูดที ล่าสุดมีว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยเร็วขึ้น

ไม่วันใดก็วันหนึ่งในเร็วๆนี้

แต่เชื่อว่าน่าจะเร็วขึ้น เพราะรัฐบาลตั้งเสร็จ สามารถเดินหน้าอย่างราบรื่นได้ ปัญหาภายในรัฐบาลก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

คมช.ก็ถอย กองทัพก็พร้อมสมานฉันท์ จะไปอยู่เมืองนอกทำไมให้เมื่อยตุ้ม

เพราะแน่นอนว่า “ทักษิณ” นั้นอยากกลับเมืองไทยทุกลมหายใจ ขอให้มีช่องทางเปิดและมั่นใจในความปลอดภัย

อีกไม่กี่วันคงได้เห็นตัวจริงเสียงจริงแน่

แต่ที่บอกว่าจะเข้ามาสู้คดี 7 วัน จากนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศอีก นั่นอาจจะเป็นเป้าลวงเพื่อไม่ให้เกิดความระแวง

มีโอกาสได้กลับบ้านแล้ว ไม่มีใครคิดจะออกไปอีกแน่

อยู่ที่ว่าการต่อสู้คดีจะลงเอยในรูปแบบใดเท่านั้น...เพราะหากชนะคดีก็รอดตัว ถือเป็น “กรรมสั้น” แต่ถ้าแพ้คดีก็เป็น “กรรมยาว” ต่อไป

ถ้าจะออกนอกประเทศอีกทีก็คงจะเป็นเรื่องของ “กรรมยาว” นั่นแล...!!!

ลิขิต จงสกุล

คอลัมน์ สับรางวันอาทิตย์

สดศรี ชี้ควรให้ ส.ส.ยื่นตีความกรณีห้าม ส.ส.เป็นเลขานุการ รมต

กรุงเทพฯ 9 ก.พ. - “สดศรี สัตยธรรม” ระบุ รธน. ปี 50 ไม่ต้องการให้นักการเมืองยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการประจำ หากต้องการให้ตีความ กรณีห้าม ส.ส.เป็นเลขานุการ หรือที่ปรึกษารัฐมนตรี ควรให้ ส.ส.เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ระบุหากต่อไปต้องการแก้ไข รธน.ฉบับนี้ ควรสอบถามประชามติจากประชาชนก่อน


นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็น กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ การเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของ ส.ส. (กรณี ส.ส.เป็นเลขานุการ หรือ ที่ปรึกษารัฐมนตรี) ว่าจุดใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ไม่ต้องการให้นักการเมืองยุ่งเกี่ยวกับข้าราชการประจำ ดังนั้น บทบัญญัติต่างๆ ที่ออกมาจึงระบุว่า เมื่อเข้าสู่การเมือง เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ก็ไม่ควรเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งทางราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ

“การยื่นตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ควรให้ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ ศาลรัฐธรรมนูญตีความ การที่รัฐบาลให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เห็นว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นส่วนหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยกันมาตลอด ดังนั้น การตีความควรยึดตัวบทของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก” นางสดศรี กล่าว

อย่างไรก็ตาม นางสดศรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งคณะทำงาน 1 ชุด พิจารณาศึกษารัฐธรรมนูญ ปี 2550 ว่าเป็นการปิดกั้นนักการเมือง จนไม่สามารถหาทางออกในเรื่องต่างๆ มากเกินไปหรือไม่ แต่เมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญมาช่วงหนึ่งแล้ว ก็ต้องมาทบทวนดูว่า มีส่วนดี ส่วนเสียอย่างไร มีช่องว่างที่ทำให้การเมืองเดินไม่สะดวกหรือไม่ หากพบก็เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล ที่จะต้องมาทบทวน และพิจารณาแก้ไขในสภาฯ ต่อไป โดยให้ทุกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม

“เวลายกร่างรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับต่างๆ ที่บัญญัติไว้ กรรมาธิการยกร่างฯ ก็มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก บางเรื่องมติก็ไม่เป็นเอกฉันท์ การตีความกรณีที่เกิดขึ้น น่าจะให้ ส.ส.เข้าชื่อกัน ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา น่าจะเหมาะสมกว่า” นางสดศรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นนี้ นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การเข้าไปทำงานในลักษณะเหมือนเป็นการควบคุมการทำงานของข้าราชการประจำ ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ดังนั้น การเมืองกับข้าราชการต้องแยกออกจากกันได้ และว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชน ในขั้นตอนการลงประชามติมาแล้ว ผู้ที่จะแก้ไขก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ด้วยการทำประชามติก่อนว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้ไข เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-09 19:01:57

นโยบายรัฐบาลวางกรอบ9ข้อเร่งด่วนแก้ศก.ไฟใต้ใน6ด.

ที่ประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล วางกรอบ 9 ข้อเร่งด่วน เสนอ ครม. วันอังคารนี้ ก่อนประสานเลขาฯสภาผู้แทนราษฎรบรรจุเป็นวาระวันที่ 18 ก.พ.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่างนโยบายรัฐบาล วันนี้ (9 ก.พ.) ว่า ขณะนี้การจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว โดยคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เห็นด้วยกับนโยบายทั้งหมด และพึงพอใจ

“การจัดทำนโยบายรัฐบาลไม่ยาก เนื่องจากแนวทางนโยบายของ 6 พรรค เป็นไปทิศทางเดียวกัน และในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะประสานไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้ตรวจดูความเรียบร้อย ก่อนจัดพิมพ์ และวันจันทร์ที่ 11 ก.พ. จะนำไปแจกจ่ายให้กับรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล และเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี วันอังคารที่ 12 ก.พ.นี้”

นายสมชาย กล่าวว่า ภาพรวมนโยบายมีหลายข้อ แต่นโยบายเร่งด่วน 8 – 9 ข้อ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาปากท้องประชาชน การศึกษา และความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ คาดว่าภายใน 6 เดือน นโยบายเร่งด่วนจะเห็นเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาลทั้งหมดทำได้จริง เพราะได้ไปหาเสียงกับประชาชนไว้แล้ว ดังนั้น รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำให้ประชาชนพอใจ เมื่อครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนจะได้พิจารณาว่า จะให้ทำงานต่อไปหรือไม่

ส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาจะเป็นเมื่อใดนั้น นายสมชาย กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เคยบอกว่า จะขอแถลงนโยบาย ในวันที่ 18 ก.พ. แต่คงต้องหารือไปยังสภาฯ ก่อนว่า จะสามารถบรรจุวาระการประชุมได้ทันหรือไม่

'ส.อ.ท.'ปลื้มรัฐบาลตั้งใจทำงาน-สานต่อประชานิยม

'สันติ วิลาสศักดานนท์' ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปลื้มรัฐบาลชุดใหม่ตั้งใจทำงาน สานต่อนโยบายประชา มั่นใจเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว

นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวชื่นชมรัฐบาลชุดใหม่ โดยระบุว่า มีความตั้งใจทำงาน ซึ่งจากการติดตามนโยบายของรัฐมนตรีโดยเฉพาะกระทรวงการคลัง รู้สึกพอใจ และการที่รัฐบาลชุดนี้จะดำเนินนโยบายประชานิยมโดยระบุว่าจะมีการใช้เงิน 80,000 ล้านบาท ต่อยอดกองทุนหมู่บ้านนั้น หากใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบ ใช้ในสิ่งที่มีประโยชน์ ก็มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้
ประธาน ส.อ.ท.ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนเริ่มดีขึ้น การใช้จ่ายอุปโภคบริโภค การลงทุนต่างชาติจะเริ่มกลับเข้ามา ซึ่งการที่รัฐบาลเตรียมออกไปโรดโชว์ น่าจะให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีก โดยเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 หรือไตรมาส 3 และปีนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 4.5 - 6.0
นายสันติ กล่าวอีกว่า ขณะนี้โรงงานต่างๆ มีการใช้กำลังการผลิตค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังการผลิต ขณะเดียวกันโครงการลงทุนเมกะโปรเจกต์ต่างๆ การลงทุนระบบลอจิสติกส์ เช่น ระบบรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า หากเร่งดำเนินการความเชื่อมั่นจะกลับมาเร็ว ด้านกระทรวงพาณิชย์ การดูแลราคาสินค้าหากดูแลอย่างละเอียดและทำให้ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นก็จะเป็นผลดี แต่จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่แท้จริงด้วย
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในมีข้อมูลอยู่แล้ว ส่วนการลดต้นทุนการผลิต ก็ทำได้หลายวิธี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สามารถระดมความคิดเห็นจากผู้ผลิต เพื่อผลิตสินค้าราคาประหยัดขายให้กับผู้บริโภค