WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 11, 2008

มท.1 รับทราบปัญหาเอกภาพในการดับไฟใต้

กรุงเทพฯ 11 ก.พ. - รมว.มหาดไทย สั่งผู้ว่าฯ 5 จังหวัดชายแดนใต้ แจงปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานราชการในพื้นที่เพื่อปรับการทำงาน พร้อมเตรียมสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิพิเศษในสายงาน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการหารือระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับผู้อำนวยการ ศอ.บต. และ 5 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับทราบปัญหาในเชิงลึกของแต่ละพื้นที่ และมอบแนวทางเบื้องต้นให้ทุกจังหวัดเร่งรวบรวมปัญหาที่ทำให้การทำงานไม่เป็นเอกภาพระหว่างข้าราชการในพื้นที่ด้วยกันกลับมารายงานโดยเร็วที่สุด เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ช่วยกันหาวิธีการสร้างขวัญกำลังใจกับข้าราชการในพื้นที่ เช่น การเอื้ออำนวยสิทธิพิเศษต่าง ๆ ทางการศึกษาอบรม ให้สิทธิแบบ fast track ระดับนักปกครอง การมีสิทธิขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนสวัสดิการพิเศษต่อครอบครัว

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัญหาหลักที่พบมากที่สุดในทุกจังหวัดคือ ปัญหางบประมาณที่ไม่เพียงพอ และสวัสดิการในการทำงานของข้าราชการ และความเป็นเอกภาพในการทำงาน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำเรื่องการจัดระเบียบสถานบริการกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดกวดขันผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ และยาเสพติดที่แพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศที่พระที่นั่งนงคราญสโมสร และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จะพบกับนายอำเภอทั่วประเทศที่วิทยาลัยการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อมอบนโยบายต่อไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-11 16:11:00

รมว.พม.ฟันธงยุคผมทุบแฟลตดินแดงรู้ผลแน่

รมว..พม.ลุยโครงการบ้านเอื้ออาทร เดินหน้าต่อยอดโครงการแฟลตดินแดงของกสรเคหะแห่งชาติ การันตีทุบไม่ทุบแฟลตดินแดงยุคผมแน่นอน โดยยึดหลักความมั่งคงปลอดภัยจากทางวิชาการเป็นหลักพิจารณา

นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงโครงการบ้านเอื้ออาทร และการฟื้นฟูโครงการแฟลตดินแดงของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ว่า ยังคงเดินหน้าต่อทั้ง 2 โครงการ
โดยแฟลตดินแดงก็ให้ กคช.ดำเนินการไปตามกระบวนการ แต่ขณะเดียวกันทางกระทรวงก็จะต้องหาคนกลางมาประเมินหรือตรวจสอบสภาพความชำรุดของอาคารอีกรอบ แม้ว่าที่ผ่านมาทางสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) เห็นว่าควรมีการก่อสร้างใหม่ เพราะไม่มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย
ขณะที่ทางสภาวิศวกรระบุว่ายังสามารถซ่อมแซมได้ จึงต้องหาคนกลางมาหาข้อยุติ ซึ่งข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแฟลตดินแดงนั้นจะต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสมัยที่ตนเองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่จะต้องดูรายละเอียดจำนวนยูนิตที่จะทำการพัฒนาก่อน แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก สามารถดำเนินไปตามที่มติ ครม.อนุมัติล่าสุดที่ให้พัฒนาแค่เพียง 300,504 ยูนิต ซึ่งหากพัฒนาเสร็จแล้วยังมีความต้องการอยู่ก็สามารถขยายจำนวนยูนิตเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ส่วนปัญหาหนี้สินจากบ้านเอื้ออาทรนั้น ขณะนี้กคช.กำลังแก้ปัญหาอยู่ โดยจะคืนหนี้ก่อน 10,000 ล้าบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30,000 ล้านนั้น จะทำการรีไฟแนนซ์ ส่วนงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติมที่กคช.จะขอเพิ่มอีกยูนิตละ 30,000 บาทนั้น ก็จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน ว่ามีงบประมาณหรือมีความพร้อมที่จะอุดหนุนหรือไม่

ครม. สมัคร ขี้เหร่ ผมอยากทราบว่า ขี้เหร่ในสายตาของใคร ?

จากการที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็มีเสียงวิจารณ์ผ่านสื่อ กันขรมว่า รายชื่อ ครม. ชุดนี้ ขี้เหร่ ซึ่งผมก็ไม่อยากเถียง เพราะการมองว่าดี หรือ ขี้เหร่ เป็นการมองแบบอัตวิสัยล้วน ๆ ที่ใช้ความชอบ รสนิยมส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่สามารถตัดสินเป็นมาตรฐานกลางได้ว่า ขี้เหร่ หรือ สวยงาม นั้นสายตาของใครดีกว่ากัน

เสียงที่วิจารณ์ออกมา ก็วิจารณ์โดยสื่อ ที่เมื่อปีที่แล้วยังพูดว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราหนีรัฐประหารไปไม่พ้น เราต้องยอมรับรัฐประหาร สุดท้าย คนพวกนี้ ทั้งสื่อ และนักวิชาการที่มีความรู้ท่วมหัว จริยธรรมสูงส่งทั้งหลาย ก็ไปสยบยอมต่ออำนาจกระบอกปืนและรถถัง แล้วชมว่า นายกฯ และรัฐมนตรีที่มาจาก คณะรัฐประหาร ของ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีที่สวยงาม เป็น คณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะต่างก็เป็นมืออาชีพ ในสาขาของตนทั้งสิ้น

สุดท้ายแล้ว ผลงานเป็นไง ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลที่สายงาม แต่ผลงานนั้นขี้เหร่สุดๆ

ดังนั้น สวยงาม หรือขี้เหร่ ในสายตาของใครกันแน่

แน่นอน ครม. ชุดของ นายกฯ สมัคร ตั้งขึ้นมาได้ด้วยเงื่อนไขจำกัด เพราะพวกผู้ดีทั้งหลาย ใช้อำนาจเถื่อน ใช้การกระทำอันป่าเถื่อน ออกกฎไปห้ามนักการเมืองของชาวบ้าน นายกรัฐมนตรีที่ชาวบ้านรักไม่ให้ลงสนาม ชาวบ้านเขาย่อมไม่มีทางเลือก เขารักนายกฯ ทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย เมื่อใช้อำนาจเถื่อน มาออกกฎไม่ให้คนเหล่านี้ เข้ามาเล่นการเมือง และกีดกันทุกอย่าง สุดท้ายก็สู้กระแสเสียงศรัทธาของชาวบ้านไม่ได้ ชาวบ้านเขาก็ต้องเลือกนักการเมืองที่เป็นตัวแทน หรือ จะเรียกแบบใส่ร้ายก็ได้ว่า นอมินีของคนที่เขารัก

ก็ห้ามคนที่เขารักลงสนาม เขาก็ต้องเลือกตัวแทนของคนเหล่านั้น ซึ่งในสายตาของชาวบ้าน เขาคิดว่า เขาได้สองต่อ เพราะได้ทั้งคนที่เขารักเข้ามามีอำนาจทำงานให้เขา และได้ทั้งตัวแทน เรียกว่า ซื้อหนึ่งแถมสองก็ว่าได้

จะให้ ชาวบ้านเขาเลือก อภิสิทธิ์ หรืออย่างไร จึงจะเรียกว่า ครม.ที่สวยงาม สำหรับผมแล้ว อะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวข้องกับ นายอภิสิทธิ์ ที่เป็น นอมินีของเผด็จการ ผมถือว่าขี้เหร่ทั้งสิ้น

ครม.ชุด นายกฯสมัคร สุนทรเวช สวยงามที่สุดแล้ว เท่าที่คนที่เขาสนับสนุน นายกฯทักษิณ จะเลือกได้ อย่างน้อย ครม. ชุดนายกฯสมัคร ก็เป็น รัฐบาลของชาวบ้าน รัฐบาลของคนรากหญ้า ไม่ใช่รัฐบาลของสื่อ ไม่ใช่รัฐบาลของพวกผู้รากมากดี แน่นอน

เมื่อเป็นรัฐบาลของชาวบ้าน รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องคำนึงถึงคนรากหญ้า ทำงานเพื่อคนรากหญ้า แคร์ต่อความรู้สึกของคนรากหญ้า แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว และผมคิดว่า ชาวบ้านที่เลือกคนเหล่านี้ขึ้นมาเขาก็ต้องพอใจเช่นกัน

ที่ผมรู้สึกสบายใจอย่างยิ่งคือ ทันที ที่ท่านสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกฯ ก็แถลงทันทีว่าจะทำโครงการเรื่องน้ำ ผันน้ำจากแม่น้ำโขง ด้วยระบบท่อ เข้าสู่ภาคอีสาน ครม. ชุดนี้จะขี้เหร่ หรือสวยงาม ในสายตาของใครก็ตาม แต่หากทำโครงการนี้สำเร็จ ผมว่าเป็น ครม. ที่สวยงาม เป็น ครม. ที่สุดยอดแล้ว ของคนอีสาน และของคนรากหญ้า เพราะมันตอบสนองสิ่งที่คนอีสานเขาต้องการ มันตอบสนองต่อความจำเป็นในวิถีชีวิตของพวกเขา

ผมไม่ต้องการ รัฐมนตรี ที่มีชื่อเสียงดี เรียนมาสูง เป็นผู้ดีแปดสาแหรก เป็น ครม. ที่สวยงาม (ของคนเมืองและสื่อ) แบบ ครม. ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่พอตั้งขึ้นมา พวกคนเมืองที่ไปสนับสนุนรัฐประหารก็ซู๊ดปากกันทั้งนั้น สุดท้าย รัฐบาลชุดของสุรยุทธ์ ที่มี คณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุด มีความรู้มากที่สุด เท่าที่คนชั้นนำ คนชั้นผู้รากมากดีจะหาได้ ก็ทำงานล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่สมกับราคาที่คุยเอาไว้ แค่เป็นรัฐบาลเพียงหนึ่งปี ก็สร้างความเอือมระอากับคนทั้งประเทศแล้ว

ผมเข็ดแล้วกับ คณะรัฐมนตรีแบบนี้ คณะรัฐมนตรีที่เป็นเทวดาอย่างนี้

ผมต้องการคณะรัฐมนตรีของชาวบ้าน คณะรัฐมนตรีที่ฟังเสียงชาวบ้านเดินถนนทั่วไป ผมไม่ต้องการคณะรัฐมนตรีเทวดา ที่มาจากฝากฟ้า มาจากสวรรค์ประทาน เวลาชาวบ้านเข้าไปหา ต้องคลานเข่า ต้องมอบกราบเข้าไป

คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และกำกับดูแลนโยบายให้ออกมาตามที่ คณะรัฐบาลตั้งไว้ ส่วนการปฎิบัติตามนโยบายเป็นหน้าที่ของ "ข้าราชการประจำ" ที่มีคนจบการศึกษา ระดับด็อกเตอร์มากมายหลายพันคน จบปริญญาโท ก็หลายหมื่น และมีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครไปสอน สิ่งที่คนมีการศึกษาสูงเหล่านี้ไม่รู้อย่างเดียวเท่านั้นคือ ไม่รู้ว่าชาวบ้านเขาต้องการอะไรกันแน่

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐมนตรีคือ กำหนดนโยบาย เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร อะไรจำเป็นก่อน หลัง ที่ชาวบ้านต้องการ เมื่อรัฐมนตรีเหล่านี้รู้ ก็ต้องตามจิกข้าราชการที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญสูงเหล่านี้ ให้ทำตามนโยบายที่รัฐมนตรีได้ประกาศไว้ หากจิกเช้าจิกเย็น ผลงานย่อมมีออกมาแน่นอน เพราะข้าราชการไทยมีความสามารถอยู่แล้ว ความรู้ก็มีมากมาย

เพียงแต่หางานให้ทำ กำหนดนโยบายให้ชัดเจน แค่นี้รัฐมนตรีที่ว่าขี้เหร่ ก็จะมีผลงานมากมายแล้ว

-----------------------------

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

กลุ่มสื่อประชาชน โดยประชาชน...เพื่อประชาชน www.thaifreenews.com

รมต.ประจำสำนักฯ ปฎิเสธจะไม่ตั้งทีวีช่องใหม่

ทำเนียบรัฐบาล 11 ก.พ.- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฎิเสธจะไม่ตั้งทีวีช่องใหม่ แต่จะให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องสื่ออีกครั้ง ติดตามจากคุณอณัญญา ตั้งใจตรง รายงานสดจากทำเนียบรัฐบาล



อัพเดตเมื่อ 2008-02-11 11:02:40

ประวัติศาสตร์ตุลาชนฯเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า




วิสา คัญทัพ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ชำแหละเพื่อนเดือนตุลาฯ จุดยืนทางชนชั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว เปรียบเทียบเหมือนอนุสาวรีย์ คนจริง คนปลอม ตำหนิ “คนเข้าป่า” นำสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำร้ายระบอบทักษิณ ทั้งที่เคยถูกใส่ร้ายแบบเดียวกันนี้จนขบวนการนักศึกษาพังทลาย ชี้สังคมไม่ควรให้อภัยคณะปฏิวัติรัฐประหารและผู้สนับสนุน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แนะประจานในตำราเรียนจะได้เข็ดหลาบ

*มองภาพรวมการเมืองที่ผ่านมา ทั้งก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร และหลังการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าอย่างไร

เวลาที่ผมมองการเมืองในยุคปัจจุบัน ผมจะมองอย่างไม่นิ่งกับเรื่องปัจจุบัน แต่จะมองอย่างเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เหมือนบทความที่เขียนไว้ ซึ่งมันจะบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันมีความสัมพันธ์กับลักษณะประวัติศาสตร์ที่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองโครงสร้างใหญ่ๆ ของสังคม สังคมเราเป็นประชาธิปไตยในลักษณะที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาตั้งแต่อดีตแล้ว ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แล้วบทบาทของทหารเนี่ย ไม่ได้พ้นไปจากระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลย เราสามารถโยงใยความสัมพันธ์ตรงนี้ได้ตลอด


อ่านรายละเอียดต่อ ประชาทรรศน์

ไส้ในเผด็จการ...?

อย่างที่เคยได้กล่าวในคอลัมน์นี้ว่า การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่ความบังเอิญ ... ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง ... หรือการเมืองถึงทางตีบตันแต่อย่างใด...!!!


แต่เป็นการงวางแผน เตรียมการกันมาพอสมควร แล้วคอยช่วงจังหวะเวลาที่เหาะสม เพราะจุดอ่อนของสังคมไทยก็คือ เมื่อมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น เป็นต้องเรียกหา “อัศวินม้าขาว” มาแก้ไข จึงเข้าทางพวกอำนาจนิยมเผด็จการ

เริ่มจากปั่นกระแสสังคมให้วุ่นวาย จนดูเหมือนรัฐบาลจะควบคุมไม่อยู่ สบช่องก็ให้เหล่าขุนศึกเคลื่อนพลเข้ามาเป็น “ฮีโร่” พร้อมเสียงเชียร์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม

แต่แล้วทุกครั้งที่ผ่านมาของการปฏิวัติรัฐประหาร ท้ายสุด อัศวินก็กลายเป็นโจร ฮีโร่ก็กลายเป็นผู้ร้าย ลงท้ายก็เป็นคนทำให้บ้านเมืองตกต่ำลงทุกครั้ง

ดังมีนัยให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เอง จากปากคำของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รักษาการประธาน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

โดยยอมรับแบบเชิงให้ความเห็นแก่นักข่าวว่า หากจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีก นานาประเทศจะไม่คบหาด้วย พลอยส่งผลกระทบมาถึงพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ

แต่กระนั้น ผู้นำทหารท่านนี้ก็ยังคงนำประเด็นที่สร้างขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้าง 4 ข้อ ในการทำรัฐประหารมากล่าวย้ำอีก ทั้งที่ผ่านมาจะปีครึ่งแล้ว ข้อกล่าวหาเหล่านั้นกลับไม่มีข้อใดสักข้อที่พิสูจน์ได้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นได้กระทำ

นั่นหมายถึง ผู้นำทหารยังคงแกล้งทำเป็นปิดหูปิดตา ปิดมโนสำนึกของตัวเองว่า ที่กระทำไปแล้วนั้นเป็นความถูกต้อง แม้ประชาชนจะต้องทนทุกข์ยากจากการกระทำของ คมช.มาอย่างต่อเนื่องถึง 1 ปี 5 เดือน

แต่นั่นก็เป็นเพียงการจบในกระบวนการที่วางแผนไว้แต่ต้นเท่านั้น ที่ผู้นำทหารหลายคนตกหลุมพรางของกระบวนการปลุกผีอำมาตยาธิปไตยให้กลับเข้ามามีอำนาจเหนืออำนาจประชาชน

ถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศ คปค. และกฎหมายที่ออกมาจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. หลายฉบับ เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อค้ำระบอบอำมาตยาธิปไตย...!!!

ส่งเสริมให้ข้าราชการยืนอยู่เหนือประชาชน ทั้งที่ข้าราชการเหล่านั้น หามีจิตสำนึกไม่ว่า เงินเดือนที่เลี้ยงชีพ เลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัวอยู่ทุกวันนี้ คือภาษีที่ประชาชนต้องจ่าย... นี่คือเงินของประชาชน...

แล้วแค่เพียงวันแรกของการประชุมคณะรัฐมนตรี มิทันที่รัฐบาลใหม่จะได้บริหารประเทศเงื่อนปมจากกฎหมายเจ้าเล่ห์ก็เริ่มเปิดให้เห็นเค้าลางของกระบวนการฝ่ายอำมาตยาธิปไตยแจ่มชัดยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ถึงกลับร้องอุทานอกมาให้สังคมได้รับรู้กันดังๆ ว่าที่ผ่านมา พวกยึดอำนาจทำอะไรไว้บ้าง ร่างกฎหมายกันอย่างไร...?

เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหาที่ไม่น่าเชื่อ

“ครอบครัวเขาอยู่กันมาดีๆ มันเสียหายหมด เพราะความเคียดแค้นชิงชัง ไม่ชอบก็มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ในอดีตเขียนไว้ในระเบียบต่างๆ แต่วันนี้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่เคยคิดว่าจะเป็นอันตราย แต่วันนี้ถือว่าอันตรายมาก”

ประโยคข้างต้น คือประเด็นของปัญหาที่ตัวแทนของประชาชนในระดับผู้นำประเทศ เปิดปมให้เห็น...

ดูอาจะเป็นเรื่องดี ที่ห้ามรัฐมนตรี กินรวมไปถึงลูกเมียมีหุ้นในบริษัทห้างร้านต่างๆ แต่ถามเถอะว่า เมื่อผู้ที่เขามีความรู้ความสามารถ หากจะทั้งต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศเอง หรือถูกชักชวนเข้ามาทำประโยชน์ให้ประเทศ การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทย จำเป็นต้องทิ้ง ... จำเป็นต้องทำลายมันทั้งครอบครัวด้วยหรือ...?

คิดแบบนี้ ... เขียนออกมาด้วยอคติอย่างนี้ ใครที่ไหนเขาจะเข้ามาให้มันเปลืองตัว...เห็นจะมีอยู่ไม่กี่พวก กี่กลุ่มเท่านั้น ที่สเป็กดูจะตรงกับกฎหมายนี้

หนึ่ง ก็พวกนักการเมืองอาชีพ ที่ไม่มีอาชีพอะไรทำนอกจากเป็นนักการเมืองที่แหกปากตำหนิคนอื่นเป็นอยู่อย่างเดียว...

สอง ก็พวกข้าราชการทหารและพลเรือนชั้นผู้ใหญ่ที่ปลดเกษียณ...

และสาม ก็พวกนักวิชาการจอมปลอม...

หากกำหนดเอาแต่พองาม ไหนเลยใครจะก่นด่าออกมา นี่มันก็ไม่ผิดอะไรกับการล็อกสเป็กรัฐมนตรีให้มาอยู่ฝากฝั่งตัวเองมากที่สุด

แล้วไม่ทันไร ก็โผล่หน้าออกมาจริงๆ เพราะพลันที่นายกรัฐมนตรี ร้องดังๆ ออกมาเท่านั้น นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมุนโจร ก็ออกมาตอบโต้ทันที

“เจตนารมณ์ของผู้ร่างต้องการให้ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งคิดให้ดี หากยังต้องการให้คู่สมรสและบุตรยังมีหุ้น ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐมนตรีก็ได้ เมื่อรู้กติกาตั้งแต่แรกก็ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ต้องเข้ามาเล่น”

ปากเสีย ... ไม่สมกับเป็นถึงหนึ่งในคณบดี นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ...!!!

อีกกฎหมายหนึ่งที่ออกจะเกินเลยเอามากๆ ที่เรียกขานกันว่า “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร” .... กฎหมายบ้าๆ บอๆ ที่สามัญสำนึกเกิดจากคิดเพียงว่า พวกตัวเองเท่านั้นคือคนไทย

ผมเห็นด้วยกับ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ยาก เพราะผู้เขียนไม่ได้วางอนาคต และไม่ได้บอกแนวทางการพัฒนาประเทศว่าควรจะไปในทิศทางใด

“จึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นตัวตั้ง ส่วนจะแก้เมื่อใดขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมทางการเมือง สำหรับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนตัวหรือที่เรียกว่ากฎหมายเอาผิด 7 ชั่วโคตรก็ต้องได้รับการแก้ไขด้วย”

อีกหนึ่งท่านก็คือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 บางคนวิจารณ์ว่า คมช. พ่ายแพ้ แต่ตนคิดว่ายังไม่แพ้ เพราะมีการสืบทอดอำนาจอยู่

“วางแผนทำให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลผสมที่ไม่มีความเข้มแข็ง และทำให้องค์กรอิสระมีแต่ข้าราชการเกษียณเข้ามาทำงาน พร้อมทั้งมีการใช้กฎหมายมาเป็นเกมการเมือง เช่น กรณีจะมีการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย”

หรือแม้แต่อดีตผู้พิพากษา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่กล่าวว่า แนวโน้มทางการเมืองไทยจะเป็นลักษณะของการต่อสู้ในสภาที่เข้มข้น ฝ่ายค้านจะพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาล

ส่วน ส.ว.ลูกผสม ขอตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทั้ง 7 คน หลายคนมาจาก คมช. คนกลุ่มนี้จะใช้มาตรฐานหรือหลักเกณฑ์อะไรในการคัดสรร ส.ว. ทั้ง 74 คน เพราะไม่มีการระบุมาตรฐานกฎเกณฑ์ออกมา

นอกจากนี้ คมช. ยังได้สร้างสิ่งป้องกันตัวเองไว้ เช่น พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม การที่ให้ กกต. ป.ป.ช. ที่ คมช. เป็นผู้เลือกมาทำหน้าที่จนครบวาระและยังให้อำนาจไว้มาก ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ... พอเห็นกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าเขาวางแผนและกระทำกันมาอย่างไร

ตอนนี้แนวร่วมอำมาตยาธิปไตย ที่คาดหวังว่าตัวเองจะได้ทั้งลาภ ทั้งยศ ก็คือเหล่านักวิชาการสมองเผด็จการ และสื่อโสมม เหมือนจะย้อนรอยเล่นบทเดิม อีกรอบ ด้วยการโหมกระหน่ำตีรัฐบาลประชาธิปไตย

ระวังหน่อยก็แล้วกันครับ... ได้ยินว่า หนนี้ประชาชนเขาไม่ยอมแน่ๆ...!!!

บทความการเมือง

คตส. ยื่นขา เข้าตาราง



* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 อ่านแล้วอึ้ง ดูแล้วทึ่ง รู้แล้วเสียวกับพฤติกรรมของ คตส. กรณีสอบสวนคดีกล้ายาง ตั้งใจทำชื่อ บรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หล่นหายไปต่อหน้าต่อตา ละเว้นกันจะๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบกันเห็นๆ คุกรออยู่ข้างหน้าแน่นอน

* คิดจะจับคนอื่นเข้าคุก แต่วันนี้ คตส. ยื่นขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในตะรางเสียแล้ว เพราะ ใช้ความแค้นนำหน้า ใช้อคตินำทาง หางจึงโผล่ก่อนที่หัวจะถึงเป้าหมาย คดีหวยบนดินอัยการสั่งไม่ฟ้อง คดีกล้ายาง จงใจทำชื่อผู้ต้องหาหล่นหาย คดีรถดับเพลิง ตั้งใจ ละเว้น อภิรักษ์ โกษะโยธิน แบบทำให้ประชาชนทั้งประเทศกังขา คดีเซ็นทรัลแล็บชี้ว่าทำให้รัฐเสียหาย แต่ข้อมูลกลับสวนทาง ปีนี้เซ็นทรัลแล็บมีกำไร อาการแบบนี้ หาก คตส. รอดคุกได้ ก็ปาฏิหาริย์ แล้วล่ะครับ

* ไม่เข้าใจทำไมทั้งสื่อในและสื่อนอกต้องตกใจ เมื่อได้ยิน สมัคร สุนทรเวช ประกาศว่าไม่ใช่หุ่นเชิด ไม่ใช่นอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร มีใครที่ไหนเคยได้ยิน สมัคร สุนทรเวช บอกว่าเป็นหุ่นเชิด เป็นนอมินี ทักษิณ ชินวัตร มาก่อนอย่างนั้นหรือ จงรัก ภักดีราช ก็ได้ยินอย่างนี้มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ทุกเวทีหาเสียง สมัครก็ประกาศอย่างนี้มาแต่ต้น มีแต่คนที่อยากจะปั่นกระแสให้ สมัคร-ทักษิณ ผิดใจกัน เท่านั้นที่ขยายและบิดเบือน “คำ” นี้ไปในทางร้าย

* เชียร์ จักรภพ เพ็ญแข เดินหน้าลุยเข้าใส่ความไม่ถูกต้องทั้งหลายทั้งปวง กำจัดเหลือบเผด็จการแอบอิงเกาะกินอยู่กับสื่อของรัฐ หากินกันปากมัน พุงปลิ้น อร่อยลิ้น ยังไม่สะใจ สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ทำบ้านเมืองล่มจม หลอกต้มประชาชนด้วยคำเท็จ พฤติกรรมคนทำสื่อแบบนี้ต้องกุดหัวให้หมด ไม่ใช่แค่ปิดโอกาสหากินเท่านั้น หากแต่ต้องดำเนินคดีให้เข็ดหลาบ เอาตัวมาลงโทษ ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป เหมือนกับที่ศาลสั่งจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นอีกต่อไป

* ชอบใจนักกับคำประกาศ “หากผมอยากอยู่สบาย คงไม่เลือกมาทำงานนี้” ใช่แล้วครับ เป็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เดินนำประชาชนขับไล่เผด็จการ เมื่อได้ชัยชนะอย่างสวยงามขาวสะอาดอย่างนี้แล้ว หากยังรีรอ ไม่กล้าลงมือ ขลาดกลัวที่จะกำจัดความผิด รื้อฟื้นความถูกต้อง ก็มีแต่จะถูกหัวเราะเยาะจากฝ่ายตรงข้าม และทำลายความหวังของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย

* “ปากกล้า ขาสั่น” ที่เห็นกันได้อย่างตัวเป็นๆ ก็คือ อลงกรณ์ พลบุตร อุตส่าห์หอบหลักฐานหลายแฟ้มใหญ่มาตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้ร้ายนักการเมืองใหญ่บุรีรัมย์ บุกรุกที่ดินออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ประกาศเสียงดังฟังชัด เรื่องนี้ต้องมีคนเข้าคุก แต่พอถูกศาลเรียกไปให้ปากคำ กลับขอเลื่อน อ้างติดภารกิจประชุมสภา มาศาลไม่ได้...โถๆๆๆ ปากกล้าแต่ในบ้าน พอเรื่องถึงศาลก็หนีหน้า ไม่เห็นกล้าอย่างที่คุย เห็นทีคดีนี้จะมีคนเข้าคุกจริงๆ และต้องจ่ายค่าปากเปราะอีก 100 ล้านบาท

* เรื่องเอกสารสิทธิที่ดินเขากระโดง บุรีรัมย์ จงรัก ภักดีราช เคยได้เห็นหลักฐานในมือทีมงาน พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เห็นจะจะคาตา ที่ดินแปลงเจ้าปัญหานั้น มีเอกสารสิทธิมาตั้งแต่ปี 2493 ก่อน เนวิน ชิดชอบ เกิด 7 ปี เป็นโฉนดมาตั้งแต่ปี 2517 ขณะ เนวิน ชิดชอบ เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ กรุณา ชิดชอบ ผู้เป็นภรรยา ไปซื้อมาเป็นมือที่ 4 นับแต่ที่ดินแปลงนี้มีเอกสารสิทธิ เมื่อปี 2540 หลังจากกรมที่ดินออกโฉนดมาแล้ว 23 ปี

* คดีนี้ หากสิ่งที่ อลงกรณ์ พลบุตร พูดเป็นเรื่องจริง ก็ต้องบอกว่า ปาฏิหาริย์บวกมหัศจรรย์ ที่คนอย่าง เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้มีอิทธิพล บุกรุกที่ดินตั้งแต่ยังไม่เกิด และขณะเรียนหนังสือชั้นมัธยม ก็บังคับให้กรมที่ดินออกโฉนดที่ดินได้ ที่สำคัญการได้ที่ดินจากการซื้อหลังจากออกโฉนดมาแล้ว 23 ปี ของภรรยา ก็ ยังทำให้ เนวิน ชิดชอบ ตกเป็นผู้ต้องหาบุกรุกที่ดิน

* พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เห็นข้อมูลทั้งหมด ก็ส่ายหัว เก็บเรื่องเข้าลิ้นชัก แต่ อลงกรณ์ พลบุตร เห็นแล้วกลับแกล้งทำตาบอด มองไม่เห็นสาระสำคัญของเรื่อง เพราะอคติบังตาและบังใจ จึงต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท และสุดท้ายก็ใช้เทคนิคต่อสู้คดี หนีหน้าไม่กล้าสู้ความจริงในชั้นศาล

* ตำรวจทั้งหลายต้องดูไว้เป็นตัวอย่าง ริจะเป็นตำรวจใหญ่ต้องจมูกไว และเปลี่ยนสีเร็วเหมือน เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นสมาชิก คมช. คนเดียว ที่ไม่เข้าร่วม พิธีปิดมหกรรรมปล้นประชาธิปไตย รูดม่านปิดฉาก คมช. ทิ้งไว้แต่ความล้มเหลว และความเสียหายของประเทศชาติ ไว้เป็นที่ระลึก ให้ประชาชนนึกด่าทุกครั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน เวียนมาถึงในทุกๆ ปี

* สืบข่าวมาขายประสา จงรัก ภักดีราช ได้ยินจากปากพยานในเหตุการณ์ว่า เหตุที่ เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ไม่ร่วมพิธีปิดมหกรรมปล้นประชาธิปไตยของ คมช. เพราะย้ายข้างไปนั่งเคียง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสียแล้ว หลายคืนก่อนเปิดบ้านอดีตนายทหารใหญ่ ชนแก้วไวน์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่ล่ะ...นายตำรวจน้ำดีที่ คมช. ส่งเสริมให้เป็นใหญ่ สะใจไหมพี่น้อง คมช. ทั้งหลาย

* แต่ฟังเหตุผลแล้วก็ต้องพยายามทำความเข้าใจ “เสรีพิศุทธ์ เปลี๊ยนไป๋” ครั้งนี้ เพราะมีความจำเป็นจริงๆ เนื่องจากตั้งใจจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เดือนสิงหาคมปีนี้ จึงจำเป็นต้องมีฐานเสียงพรรคการเมืองขนาดใหญ่หนุนหลัง วันนี้ไปหาประชาธิปัตย์ไม่ได้ อยู่กับ คมช. ก็เสียคะแนน จำต้องกลับมาสวามิภักดิ์ “พลังประชาชน” และอยู่ในโอวาท เฉลิม อยู่บำรุง เพื่อแลกกับคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ

* แต่ให้ตายเถอะ จงรัก ภักดีราช ทำใจไม่ได้จริงๆ นึกถึงวีรกรรมที่สั่งการให้ตำรวจทุบตีทำร้ายประชาชนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ใช้เลือดเนื้อของประชาชนแลกตำแหน่ง ผบ.ตร. ด้วยการทำให้ “ป๋า” พอใจ และขอฝากคำถามไปถึง จักรภพ เพ็ญแข อีกทั้งแกนนำ นปก. ทั้งหลาย ที่ได้ดิบได้ดีในรัฐบาลพลังประชาชน เรื่องระหว่างท่านและประชาชน กับเสรีพิศุทธ์ จะปล่อยให้จบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?

คอลัมน์ สามเหลี่ยมดินแดง

กำจัดให้สิ้นซาก ‘สื่อ’เชลียร์เผด็จการ

ออกอาการสะออนกันเป็นทิวแถว บรรดาสื่อไทยที่ทำตัวเชลียร์เผด็จการ เพราะเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ได้ดิบได้ดีกันอยู่ปีเศษๆ กิน คลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ กินงบโฆษณา โปรเจ็กต์ประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กัน อิ่มหนำสำราญใจ มาวันนี้ รัฐในระบอบประชาธิปไตย จะเข้ามาจัดการ ทำเป็น ดิ้น...กระแด่ว กระแด่ว เอา หน้ากากสื่อ มาเป็น เกราะป้องกันตัว


ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นความผิดปกติในหน้าจอทีวี คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ พร้อมใจกันปรับผังรายการ เอาสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทชอบพอกับ คณะเผด็จการ คมช. มาเช่าคลื่นทำรายการกินโฆษณากันเป็นล่ำเป็นสัน

สื่อบางสำนักไม่เคยทำโทรทัศน์ ยังได้เวลาไปกับเขาด้วย เพราะมีบทบาทในการนำพลพรรคของ สมาคมวิชาชีพ หันหัวเรือเข้าไปเป็น “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่า เป็นเสาหลักค้ำชูเผด็จการ เป็น เครื่องมือของพวกคณะปฏิวัติรัฐประหาร ในการออกกฎหมายอันไม่ชอบธรรมให้เกิดความชอบธรรม

เรื่องเหล่านี้เป็นที่ทราบกันดีกับสาธารณชน เพราะ นักข่าวกว่า 100 ชีวิต ร่วมล่าชื่อคัดค้านการที่สื่อเข้าไปเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กระทำการอันผิดหลักการ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการ ผิดกฎเหล็กข้อห้ามในประมวลจริยธรรมแห่งวิชาชีพ อย่างมาก แต่ไม่เป็นผล

เพราะสมาคมที่อ้างว่าเป็น สมาคมนักข่าว แต่ ผู้บริหารข่าว ทั้งนั้นที่นั่งกัน หน้าสลอน

ผู้บริหารจึงเรียกไปข่มขู่ กล่าวโทษ และที่สุดมีการเชือดไก่ให้ลิงดู สำนักข่าวใหญ่ภาษาต่างประเทศ โต้โผล่าชื่อ โดนเรียกตัวเข้าไปดองเปรี้ยวดองเค็มในสำนักงาน!!!

จากนั้นใช้ อิทธิพล ของการมีส่วนร่วมเหล่านี้เข้าไป ผลักดันในส่วนราชการ ที่เป็น เจ้าของคลื่นความถี่ต่างๆ ให้ คายคลื่นให้บริษัท หรือพรรคพวกของตนเอง เพื่อเอามาเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ประโคมข่าวที่บิดเบือนต่อหน้าสาธารณชน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในแต่ละเรื่องแต่ละราว เพราะมีการ นำความเท็จ การเบี่ยงเบนประเด็น การพูดความจริงด้านเดียว การไม่ให้โอกาสทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ตาม ข้อตกลงกับผู้มีอำนาจฝ่ายเผด็จการ ที่รับปากกันไว้ ให้ได้ สัมปทานคลื่น มา
แทนที่ สื่อเหล่านี้ จะหันมาต่อสู้เผด็จการ สื่อเหล่านี้กลับไป อุ้มสม-สมสู่ กับ เผด็จการ

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วง เวลา 1 ปี กับ 4 เดือนที่ผ่านมา

เป็น ข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ ชัดว่า สื่อ เหล่านี้ ไม่ได้ภักดีกับระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มีบทบาทในการ เชลียร์ท็อปบู๊ต หรือ เชลียร์ผลผลิตของท็อปบู๊ต โดยอ้างเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำตัวเป็นศาลเตี้ยตามคณะปฏิวัติรัฐประหารไปด้วย ทั้งที่รู้กันดีว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป อยู่แล้ว
แต่พวกนี้ทำไมจึงต้องทำ มี “วาระซ่อนเร้น” ใดกันแน่

หาคำตอบใดไม่ได้ นอกจากสื่อเหล่านี้ที่แอบอ้างว่ามีจริยธรรมในวิชาชีพสูงส่งนั้น ทุกผู้ตัวคนล้วนมีความต้องการในผลประโยชน์ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังแทบทั้งนั้น

1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่าสื่อที่อ้างตัวว่าเป็น “สื่อแท้-เป็นศาสดาสื่อ” นอกจากจะ กินคลื่นความถี่ กินงบโฆษณา กันแล้ว

ยัง สยายปีกธุรกิจเขมือบงบประชาสัมพันธ์ รูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การ จัดงานอีเวนต์ประจำปี เพราะนอกจากมีเงินอุดหนุนจากหน่วยงานแล้ว ยังมีการ นำไลเซนส์ จัดงาน ไปหาโฆษณา สนับสนุน เพราะรู้กันดีว่างานเหล่านี้ บวกกับโฆษณาในงาน เช่น ป้ายหลังงาน จะมี กำไรมหาศาล ว่ากันว่า 2-300 ล้านบาท ต่องานทีเดียว

ผมอยากจะเรียกร้องให้ ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข นอกจากจะ โยกวิกสื่อ เหล่านี้ ให้พ้นหูพ้นตาจากหน้าปัดสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์แล้ว ต้อง ตามเช็กบิล ขบวนการงาบอภิโปรเจ็กต์โฆษณาประชาสัมพันธ์ ออกมาตีแผ่ด้วย

ยกตัวอย่างงานที่ สื่อใหญ่ค่ายบางนา ไปสวาปามอภิโปรเจ็กต์ ที่ ททท. แล้วนำโครงการนี้ไป ไถโฆษณากินกันหกเรี่ยราด ที่ ทอท. เพราะ ซี้ปึ้ก กับ นายพลไซซ์เอส บิ๊ก คมช. ต่ออีกทอด ไม่เชื่อลองไปสืบเสาะดูได้

ใคร หน่วยงานใด ที่ไม่เห็นดีเห็นงามกับ “สื่อชั่วช้าสามานย์” พวกนี้ ให้ส่งเอกสารหลักฐานมาได้ที่นี่ เราพร้อมตรวจสอบและส่งต่อให้ผู้มีอำนาจได้ดำเนินการต่อไป และจะขอบำเหน็จรางวัลพิเศษ ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ขุดโค่นอำนาจเผด็จการ

บทบรรณาธิการ

นายกฯสมัครสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้ากระทรวงกลาโหม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีซึ่งคสบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง ในช่วงเวลาประมาณ 08.30 น. เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ๆ กระทรวงกลาโหม

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง ในเวลา 08.30 น. เพื่อเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ ก่อนถือฤกษ์ดีเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงกลาโหม และเคารพธง ก่อนปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ เวลาประมาณ 09.00 น. จะเข้าประชุมร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพและข้าราชการระดับสูงของ กระทรวงกลาโหม เพื่อรับทราบภารกิจในเบื้องต้น และพูดคุยถึงแนวทางในการทำงาน โดยจะยังไม่ใช่การรับทราบนโยบาย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเตรียมนำกรณีเงินประจำตำแหน่งของนายทหารเข้าหารือถึงที่ประชุมด้วย เนื่องจากที่ผ่านทราบว่านายทหารไม่เคยได้รับการจัดสรรเงินดังกล่าว

รอให้ตกตะกอน [11 ก.พ. 51 - 17:47]

ผมว่า นโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อสภาภายในสัปดาห์หน้า คงจะไม่มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจ เท่ากับข่าวการจะกลับมาประเทศไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำ

อันที่จริง ถ้าดูกันตามเนื้อผ้า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นคนไทยคนหนึ่งย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน เพียงแต่ว่ามีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเท่านั้น

การจะกลับเข้ามาสู้คดีเพื่อเคลียร์ตัวเองว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น ยิ่งเป็นที่เรื่องที่สาธารณชนจับตาดูอยู่ ผมว่าทุกฝ่ายย่อมจะทำอะไรอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายและระบบยุติธรรมเดียวกัน

ศาลสถิตยุติธรรมในยุคนี้ท่านประกาศ ยึดหลักระบบยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่มีอะไร น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นระยะเวลาจะเป็นเดือน ก.พ. หรือ มี.ค.หรือ เม.ย. หรือจะ พ.ค. จะช้าจะเร็ว ไม่สำคัญ

เพียงแต่ว่าทุกฝ่ายอย่าตั้งแง่ อย่าก่อเรื่องให้เกิดวิกฤติประเทศขึ้นมาอีก ที่ผมต้องพูดดักคอเอาไว้อย่างนี้ เพราะได้ยินข่าวมาว่า เกมชิงอำนาจการเมืองภาคสอง กำลังก่อตัว

โดยเอาเงื่อนไข ทักษิณ มาเป็นตัวจุดชนวน

เรื่องอย่างนี้อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ผมถึงได้บอกไว้แล้วว่า วิกฤติการเมืองที่ผ่านมาลงรากลึก ไม่มีใครแพ้หรือชนะอย่างถาวร มีช่องมีจังหวะเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น

คงไม่ต้องเล่ารายละเอียดว่าใครกำลังทำอะไร

และถ้าเกิดวิกฤติขึ้นครั้งนี้ จะมีผลกระทบไปถึงรัฐบาล กระทบไปถึงการเมือง และการเดินหน้าของอนาคต ประเทศอีกครั้ง เพราะการเมืองดันแบ่งขั้ว แบ่งข้างกันเกือบจะถาวร

ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายในรัฐบาลหรือนอกรัฐบาลผลกระทบจะเป็นโดมิโน

ตรงนี้ที่ผมห่วงมากที่สุด เงื่อนไขที่เป็นกับดักนำไปสู่วิกฤติประเทศ ยังมีอยู่เต็มไปหมด ถ้ายังกู้กับระเบิดเหล่านี้ไม่หมด

การเมืองอย่าเพิ่งขยับ

เพราะฉะนั้น อะไรที่เป็นจุดล่อแหลมต่อการนำไปสู่หายนะของประเทศก็ควรจะหยุดเอาไว้ก่อน จะเป็นการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ การคิดจะลองของรัฐธรรมนูญ ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ

ถึงจุดปลอดภัยจากวิกฤติการเมืองหรือไม่

อย่าเปิดช่องว่างเด็ดขาด

เราช่วยกันประคับประคองประเทศให้ผ่านวิกฤติมาได้จนถึงขณะนี้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ ก็ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของประเทศและประชาชนอย่างที่สุด ความหวังของประชาชน ต่อรัฐบาลชุดนี้คือเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา โปรดอย่าคิดว่าชัยชนะ คือรางวัล แต่ชัยชนะคือความรับผิดชอบต่างหาก

อย่าไปเหลิง.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก