WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 11, 2008

ยุทธการเหยียบ 'นักการเมืองรากหญ้า' ให้ต่ำ ยกชั้น 'อำมาตย์เผด็จการ' ให้สูง


โดย คุณ Black Propaganda
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
11 กุมภาพันธ์ 2551

แฟชั่นล่าสุด ที่ต้องถือว่าเป็น "วาระแห่งเผด็จการศักดินา ขัตติยาธิปไตย" สำหรับ พ.ศ.นี้ นั่นก็คือ

ส่งบุคคลที่คิดว่า พอจะมีราคาหลงเหลืออยู่ จากซากระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ดาหน้าออกมาดิสเครดิต นักการเมือง ให้ดูต่ำต้อยด้อยค่า ยกหัว ชูคอ เหล่าศักดินามหาอำมาตย์ ให้ดูสูงส่ง เด่นเป็นสง่า เหนือกว่าใครในสังคมไทย สร้างภาพให้เห็นว่า ยังคงมีความสำคัญ สามารถเป็นที่พึ่งที่หวังได้สำหรับสังคมไทยได้อยู่

หลังจากที่ต้องกระเจิด กระเจิง จากผลงานการบริหารประเทศอัน สุดแสนจะทุเรศอัปลักษณ์ของรัฐบาลขิงเฒ่าที่ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างปัญหา สร้างปมทิ้งเอาไว้ให้กับชาติบ้านเมืองมากมาย สร้างความเสียหาย เสียหน้าเป็นอย่างมาก กับกลุ่มชนชั้นของตน กลายเป็นตัวตลก ให้ชาวบ้านร้านถิ่นหัวเราะเยาะในความโง่เขลา เบาปัญญา

และถ้าหากว่า ยกนี้ นักการเมือง ที่กลับเข้ามาบริหารประเทศ เกิดสร้างผลงานอันเอกอุ เข้าตาประชาชนทั้งๆ ที่หน้าตา ครม.ก็ "ยี้" ไม่เป็นที่ประทับใจคุณนายไฮโซ "มันจะยิ่งไปกันใหญ่"

เมื่อถึงเวลานั้น ประชาชนคนไทยจะเกิดการเปรียบเทียบครั้งสำคัญว่า "นี่หรือ รัฐบาลเผด็จการศักดินามหาอำมาตย์ มันทำงานได้แค่นี้เองหรือ เห็นคุยนักคุยหนา ว่ายอดเยี่ยม ดูรัฐบาลที่มาจากชนชั้นรากหญ้า หน้าตาขี้เหร่ ซิ ฝีมือการทำงานต่างกันราวฟ้ากับดิน"

ยุทธการ ดิสเครดิต นักการเมืองทั้งหลาย จะออกมาอย่างต่อเนื่อง และแนบเนียนที่สุด

แต่น่าเสียดาย ที่นายอานันท์ ผิดคิว "ปากพาไป" แสดงอาการยะโส ดูถูกประชาชนคนรากหญ้า ว่าเป็นพลเมืองไร้คุณภาพ เลือกนักการเมืองพรรค์นี้เข้าสภาฯ ได้อย่างไร

นั่นกลับจะยิ่งเป็นผลร้ายกับ ชนชั้นไฮโซศักดินา เพราะมันจะยิ่งทำให้ ชนชั้นกลางในเมือง รู้เช่นเห็นชาติ คนแบบนี้ว่าแท้ที่จริงแล้ว กำพืดภายในนั้นเป็นเช่นไร และทำให้ชนชั้นรากหญ้า มีความรู้สึกว่า มันอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันไม่ได้เสียแล้ว

มันจะยุ่งเอานะ ทีหน้าทีหลัง ก่อนจะผรุสวาท อะไรออกมา ใช้สมองคิดให้ดีเสียก่อน แทนที่จะได้มวลชนเพิ่มขึ้น มันจะยิ่งพากันเจ๊ง


จาก Thai E-News

บทความ: การบังคับใช้ CL ของรัฐบาลขิงแก่คือ การขโมยสิทธิบัตรโดยอ้างสิทธิความเป็นประเทศยากจน (แต่จนไม่จริง)

โดย เอื้องอัยราวัณ
ที่มา
เว็บบอร์ดพันทิป
10 กุมภาพันธ์ 2550

จากข่าวที่ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องการทบทวนการประกาศซีแอลยามะเร็ง 4 รายการ เนื่องจากทางสมาคมผู้วิจัยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์หรือ"พรีม่า" จะทำความเห็นเสนอให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เลื่อนสถานะของไทยจากประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List) มาเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตามองสูงสุด (PFC) ซึ่งนายไชยามีความเห็นว่า แม้การประกาศซีแอลยาเอดส์ที่ผ่านมาจะช่วยประหยัดงบถึง 500 ล้านบาท แต่ก็ทำให้กระทรวงพาณิชย์ เสียหายการส่งออกเป็นหมื่นล้านแสนล้านบาท รวมไปถึงอาจถูกระงับการส่งออกด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องคิดให้รอบด้านและต้องอยู่บนความถูกต้อง ยึดตามกฎหมายเพราะกฎหมายมีไว้ให้คนใช้อย่าทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย

ซึ่งในตอนนี้ก็มีกลุ่ม NGO ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้าน มาตรการการทบทวนของ รมต. สาธารณสุขคนใหม่นี้ อีกทั้งยังมีการนำเอาเรื่อง”ซีแอล” มาปลุกกระแสแนวคิดชาตินิยมขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์กระดาษเปื้อนหมึกที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการตลอดมา

สำหรับผู้เขียนแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ไทยจะมีทบทวนการประกาศซีแอลสมัยที่รมต. ของรัฐบาลขิงแก่ได้ทำไว้ เพราะการที่กระทรวงสาธารณสุขที่มี นพ. มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร ที่เรียกกันติดปากว่า “ซีแอล” (CL-Compulsory Licensing) นั้นหากพูดกันตรงๆตามภาษาชาวบ้านก็มันก็คือ การขโมยสิทธิบัตรยาโดยอ้างสิทธิความเป็นประเทศยากจน (แต่จนไม่จริง) นั่นเอง

มีหลากหลายทางออกที่ผู้ซื้อคือกระทรวงสาธารณสุขกับผู้ผลิตคือภาคอุตสาหกรรมยายังมีช่องทางเจรจากันได้แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเจรจาในระดับภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรมยาเกิดขึ้นเลย

ย้อนกลับไปที่เมื่อครั้งรัฐบาลสุรยุทธ์บอกผ่านสื่อว่าได้ส่ง นพ.มงคล ณ สงขลา รมว.สาธารณสุข บินด่วนไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯเพราะเกรงจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) นั้น นพ. มงคลในฐานะรมว.สาธารณสุข ก็ไม่
ได้เดินทางไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯแต่อย่างใด แต่กลับไปลงนามความร่วมมือกับมูลนิธิคลินตัน(Clinton Foundation) ของนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแทนซึ่งมูลนิธิคลินตันเป็นองค์กรเอกชนไม่ใช่เป็นองค์กรภาครัฐและนายบิล คลินตันเองก็เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐไปแล้ว ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐปัจจุบัน

ในเมื่อไม่เคยมีการเจรจากันในระดับภาครัฐเกิดขึ้น ในเมื่อไม่เคยมีการเจรจาในระดับภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรมยาเลย การสร้างความเข้าใจ การเจรจาระหว่างสองฝ่ายย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็พอเข้าใจได้ไม่ยากค่ะว่าเหตุใดการเจรจาระดับรัฐจึงไม่เคยเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลสุรยุทธ์เป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร การเจรจาใดๆจึงต้องถูกระงับไว้ก่อน

สรุปได้อย่างสั้นๆก็คือนพ.มงคลหาได้เดินทางไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯอย่างอดีตนายกสุรยุทธ์บอกผ่านสื่อไม่ แต่นพ.มงคลเดินทางไปหา “พรรคพวก” ซึ่งมีอยู่ 2 สิ่งที่นพ.มงคลได้มาเป็นพวกติดไม้ติดมือกลับมาเมืองไทยก็คือ

1. มูลนิธิคลินตัน และ
2. คำพูดของนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่บอกว่า "ผมสนับสนุนอย่างยิ่งต่อท่าทีและการตัดสินใจของรัฐบาลไทย(รัฐบาลสุรยุทธ์) และบราซิล หลังจากที่ได้มีการเจรจาต่อรองเพื่อระงับการใช้สิทธิบัตรยานี้มาพอสมควรแล้ว" ซึ่งถูกนำไปอ้างในทุกเว็บที่สนับสนุนการขโมยสิทธิบัตรยา

ด้วยหวังว่าจะใช้มูลนิธิคลินตันมากดดันบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่และไม่ต้องการให้ตนโดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศในที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกที่ผ่านมา แต่ผู้เขียนคิดว่าตราบใดที่มาตรการ CL ที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ไม่ได้รับการทบทวนแล้วจะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาวอย่างแน่นอนโดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่เกิดวิกฤติการเมืองไทยตามมาด้วยรัฐประหารในปี 2548-2549 นั้น FDI ในประเทศไทยลดลงจาก 64.6% มาอยู่ที่ 24.5% ตามลำดับ และคนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดก็คือ ประชาชนไทยนั่นเอง

บริษัทยาและอีกทั้งประชาชนของเขาก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ทางอเมริกาก็ได้มีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแล้วในการกดดันให้รัฐบาลสหรัฐดำเนินมาตรการตอบโต้กับ มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรของไทยที่ออกมาสมัยรัฐบาลทหาร มากกว่าจัดลำดับให้ไทยเป็นเพียงประเทศในบัญชีที่ต้องจับตามอง "Priority Watch List" เท่านั้น

มีคำร้องเรียนมากมายที่ยื่นไปถึงประธานาธิบดีบุชและสภาครองเกรสของสหรัฐให้ดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างจริงจังกับรัฐบาลไทยที่ไป “steal” ขโมยนวัตกรรมทางการแพทย์ของอเมริกา(American medical innovations) และสิทธิบัตรด้านเวชกรรมที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นโดยบริษัทสัญชาติอเมริกันและคนงานชาวอเมริกัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับ special benefits อย่างมากมายจากสหรัฐเช่นระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี)ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าทั้งนี้ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯจะเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น รวมไปถึงความช่วยเหลือทางด้านการทหารและด้านมนุษยธรรมหลายพันล้านดอลล่าร์

การเขียนจดหมายร้องเรียนสภาคองเกรสนั้นเป็นเรื่องที่อเมริกันชนหรือในประเทศตะวันตกเขาทำกันเป็นธรรมดาเพราะคนเหล่านี้เป็นผู้แทนของเขามิใช่เป็นเรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด

อีกด้านหนึ่งที่ประเทศไทยต้องมองและควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลสหรัฐนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนของเขาเป็นสำคัญ บริษัทยาและคนงานก็คือประชาชนของเขาเช่นกันเหมือนดังที่เราอยากให้รัฐบาลไทยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยนั่นแหละ

ดังนั้นองค์กร NGO หรือแกนนำมูลนิธิผู้ป่วยต่างๆหรือสื่ออย่างนายสุทธิชัย หยุ่นจะมาพูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวว่า มหาอำนาจกำลังรังแกประเทศเล็กที่ยากจนกว่าเพราะผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มและเฉพาะตน มันเป็นการมองด้านเดียวและเห็นแก่ตัวเกินไปมั้ง

รายการนี้นายสุทธิชัย หยุ่นพูดชมอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันที่ประกาศอยู่ข้างเดียวกับไทยและบราซิลในเรื่องสิทธิบัตรยาไปเต็มๆ เพราะเห็นว่ามูลนิธิคลินตันเข้าข้างรัฐบาลขิงแก่

การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory License หรือ CL) กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศบังคับใช้ มันก็คือการที่รัฐบาลบังคับให้บริษัทหนึ่งจำหน่ายเวชภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตร ให้กับประชาชนของตนโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การขโมยสิทธิบัตรนั่นเอง

รัฐบาลทหารได้ปกป้องมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (หรือ ซีแอล) ว่าเป็นสิ่งที่ "พึงกระทำได้" เป็นมาตรการที่อยู่ภายใต้ ปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์กับการสาธารณสุขภายใต้กรอบของ WTO ที่ระบุว่า ประเทศสมาชิก WTO มีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ด้วยการบังคับใช้สิทธิในกรณีที่มีความจำเป็นเป็นการเร่งด่วน รวมทั้งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ

แต่ความตกลงทริปส์ (TRIPs agreement) ได้อนุญาตให้ประเทศที่เป็นสมาชิกประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาได้โดยมีเงื่อนไขว่า “ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) หรือมีความจำเป็นเร่งด่วน (extreme urgency) หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่ในเชิงพาณิชย์” เท่านั้นและข้อตกลงยังระบุด้วยว่า ”ให้มีการจ่ายค่าชดเชยในจำนวนที่เหมาะสมให้กับเจ้าของสิทธิบัตร” ด้วย

ในกรณี โรคเอดส์และโรคหัวใจในประเทศไทยนั้นไม่เข้าข่าย ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) เลยแม้แต่น้อย

ผู้เขียนขอยกคำพูดของ ธีระ ฉกาจนโรดมนายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PREMA) ที่กล่าวถึงเรื่องความตกลงทริปส์ภายใต้กรอบของ WTO นี้ว่า

“การประกาศซีแอลตามกฎหมายระหว่างประเทศทำได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นมีโรคติดต่อร้ายแรงอย่างซาร์ส ไข้หวัดนก หรือโรคเอดส์ แต่กรณีรัฐบาลไทยประกาศซีแอลกับยาพลาวิกซ์ซึ่งมีผลต่อการรักษาโรคหัวใจไม่น่าจะอยู่ในข่ายนี้ การซีแอลยาตัวนี้อยู่นอกกฎเกณฑ์ของทริปส์และองค์การการค้าโลกอย่างแน่นอน อีกอย่าง ผมมองว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะเป็นโรคหัวใจต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าเป็นแล้วก็มีวิธีรักษาตั้งแต่เบื้องต้นไปจนถึงขั้นอาการหนัก แม้คนไทยจะป่วยด้วยโรคหัวใจสูงถึง ๑ ใน ๕ อันดับแรก แต่ก็น่าจะหาทางป้องกันมากกว่าการแก้ที่ปลายเหตุ ข้ออ้างว่างบประมาณไม่พอทั้งที่ตั้งไว้สูงถึงร้อยละ ๑๒ ของจีดีพี ทางพรีมามีข้อมูลขององค์การอนามัยโลกว่างบประมาณที่ว่านั้นมีเพียงร้อยละ ๓.๓ ของจีดีพี จึงต้องดูว่าคำนวณจากฐานใด”

อีกประการหนึ่งก็คือประเทศไทยไม่ได้อยู่ระหว่างเกิดวิกฤตโรคเอดส์เพราะไม่เฉพาะแต่ไทยเท่านั้นแต่ทั้งโลกก็กำลังประสบกับภาวะโรคเอดส์เช่นกัน

อีกทั้งประเทศไทยก็ไม่จัดอยู่ในข่ายประเทศยากจนเหมือนทางประเทศในแถบ Sub-Saharan Africa ที่ไม่มีความสามารถในการจัดซื้อยาจากประเทศตะวันตกได้ ไทยถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 21 ของโลกเมื่อวัดจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ที่คิดสัดส่วนจากการเปรียบเทียบกำลังซื้อ (PPP) ไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าประเทศอื่นๆ อีก 100 ประเทศทั่วโลก การกระทำของไทยจึงไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลกแต่อย่างใด

ต่างชาติเขาตรวจสอบดูงบประมาณด้านการทหารของไทยเขาก็รู้แล้วว่าประเทศไทยนั้น “จนไม่จริง”เพราะหลังจากที่ คมช. เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนด้วยการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 และแต่งตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนนั้น ต้องบอกว่าเงินภาษีของประชาชนได้ถูกทหารถลุงไปใช้อย่างมือเปิบโดยขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เรียกว่า “องค์กรอิสระ” ใดๆทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่คณะนายทหารชั้นนำเพิ่มค่าตอบแทนให้กลุ่มทหารเป็นเงินจำนวนเกือบ 300 ล้านบาทต่อปีในขณะเดียวกันรัฐบาลที่ทหารแต่งตั้งขึ้นก็เพิ่มงบประมาณทางทหารใหม่ให้กับกองทัพมากกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1.1 พันล้านเหรียญฯสหรัฐแต่กลับไปตัดงบประมาณด้านการสาธารณสุขถึง 384 ล้านบาท แปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่าเป็นการเพิ่มเงินงบประมาณให้กับรัฐบาลทหารมากขึ้น แต่ตัดงบประมาณที่ใช้ในการบริการสาธารณะสุขให้กับประชาชนของตนน้อยลง

เหมือนที่นาย Ken Adelman เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ไว้ว่า

“แนวโน้มการลงทุนในไทยมีทิศทางถดถอยลงจากมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อสิทธิบัตรยา...ไทยมีงบประมาณเพียงพอจะช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ผู้ยากไร้ แต่เลือกที่จะไม่จัดสรรเงินนั้นสำหรับการสาธารณสุข ในทางกลับกัน หน่วยงานด้านกลาโหมของไทยกลับได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า ๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ (๓๕,๐๐๐ ล้านบาท)”

จนทำให้รัฐบาลขิงแก่ และนายสุทธิชัย หยุ่นรีบเสนอข่าวโจมตีนาย Ken Adelman ทันทีและไม่พ้นที่จะพยายามโยงความผิดมาให้ พตท.ทักษิณว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการที่ประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำประเทศลักลอบละเมิดลิขสิทธิ์เพียงเพราะนาย Adelman เป็นที่ปรึกษาของบริษัทอีเดลแมนเท่านั้นเองซึ่งบริษัทอีเดลแมนที่ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างก็เป็นบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลที่ถูกใส่ร้ายและบิดเบือนเกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณภายหลังการยึดอำนาจ ไม่ได้ว่าจ้างให้ไปโจมตีรัฐบาลไทยหรือคมช. และบริษัทอีเดลแมนก็ไม่ใช่บริษัทล็อบบี้ยิสต์ อีกทั้งนาย Adelman ก็ไม่ได้ทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

กระทรวงสาธารณสุขภายใต้รัฐบาลทหารมุ่งใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาเป็นเครื่องมือหลักในการลดราคายารายการสำคัญเพื่อมุ่งประโยชน์แก่การผูกขาดของรัฐในตลาดยาเป็นสำคัญด้วยการยึดสิทธิบัตรยาจำนวนหนึ่งของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยแล้วเอาไปให้องค์การเภสัชกรรมผลิตโดยไม่สนใจผลกระทบอื่นใด การแก้ปัญหาเรื่องราคาและการเข้าถึงยาของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมามันจึงเป็นทางเลือกของคนที่มักง่ายและที่สำคัญมันดูไร้เกียรติ


จาก Thai E-News

“คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ไม่ใช่ “ศาล” ไม่สวมครุยและใช้คำว่า “วินิจฉัย” แทน “พิพากษา”


โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
9 กุมภาพันธ์ 2551

อ่านบทบรรณาธิการเรื่อง “อย่าด่วนจุดไฟขัดแย้ง”(ไทยรัฐ,๙ กุมภาพันธ์ ๕๑) แล้วเห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ประเด็นที่คิดว่าจำเป็นต้องขอถกเถียง คือ ประเด็นที่เขียนในสองย่อหน้าสุดท้ายซึ่งมีข้อความ ดังนี้


"นายกฯสมัครเข้าใจผิดที่พูดว่าเหตุที่ 111 คนโดนใบแดง ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรม เพราะไม่มีตำรวจจับไปสอบสวน ไม่มีอัยการสั่งฟ้อง และตุลาการรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ ศาล แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คดีการยุบพรรคไทยรักไทย ได้ดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่ร้องเรียนต่อ กกต.ให้ยุบพรรค เมื่อ กกต.เห็นด้วยจึงส่งต่ออัยการสูงสุด เมื่อไม่ใช่คดีอาญาจึงไม่มีตำรวจจับไปสอบสวนกรณีนี้อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2549 ขอให้สั่งยุบพรรค แต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญถูกยุบเลิกไป แต่ รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้มอบอำนาจให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่แทน และต่อมาคณะตุลาการฯก็มีคำวินิจฉัยสั่งยุบพรรค คำถามเฉพาะหน้าขณะนี้ก็คือ การนิรโทษกรรม เป็นการกระทำเพื่อส่วนรวมหรือเพื่อพวกพ้อง?"


แม้ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เหตุที่ต้องโต้แย้งเพราะเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และไม่ต้องการให้สื่อมวลชนสร้างความสับสนให้ประชาชนในเรื่องคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แม้สื่อมวลชนอาจมิได้มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม

ถูกต้องแล้วว่าคดียุบพรรค เป็นคดีที่ดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน คือ มีการร้องเรียนต่อ กกต. (มีทั้งเรื่องที่ร้องให้ยุบพรรคไทยรักไทยและที่ร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์)

ต่อมา กกต.ได้ส่งสำนวนเรื่องยุบพรรคไปยังอัยการสูงสุด

อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคการเมืองทั้งหมดไปยัง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๙

แต่แล้วสังคมไทยก็ไม่ได้รับโอกาสฟังการพิพากษาของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ว่าจะยกคำร้อง ยุบพรรคการเมืองทุกพรรคหรือบางพรรค เนื่องจากได้เกิดการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขึ้นเสียก่อน

โดยต่อมาคณะรัฐประหารได้ใช้อำนาจตามคำสั่งประกาศ คปค. ยุบเลิก “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ได้ถูกล้มล้างไป และได้แต่งตั้ง “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ขึ้นทำหน้าที่แทน

ตรงนี้นี่เองที่เป็นประเด็นสำคัญ ที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมในคดียุบพรรคผิดเพี้ยนไป !!!

แม้จะมีผู้อ้างว่า “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่จะต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่มีการยึดอำนาจ ได้มีการยุบสภาไปแล้ว นั่นหมายความว่ารัฐบาลในขณะนั้นได้คืนอำนาจอธิปไตยให้ปวงชนชาวไทย เพื่อนำสิทธิไปใช้ตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ให้เข้ามาใช้อำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารต่อไป

รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่บัญญัติขึ้น ในขณะที่อำนาจอธิปไตยได้คืนกลับมาเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งหมดแล้ว โดยกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ได้ดำเนินไปจนถึงขั้นตอนที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะกำหนดไว้ว่า “ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย”

บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือคณะบุคคลใด จึงไม่มีอำนาจตรารัฐธรรมนูญ โดยปวงชนชาวไทยไม่ให้ความยินยอม

รัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

“คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” จึงไม่ใช่ “ศาล” ตามที่ท่านนายกฯ สมัครกล่าวไว้นั้นถูกต้องแล้ว !!!

ดังจะเห็นได้ว่า “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ” ไม่สวมครุยและใช้คำว่า “วินิจฉัย” แทน “พิพากษา” ทั้งยังเป็นการวินิจฉัยตามความในคำสั่งของประกาศ คปค. และรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๔๙ อีกด้วย


จาก Thai E-News

นายกฯ คุยกับผู้นำเหล่าทัพชื่นมื่น เข้าใจกันดี

กลาโหม 11 ก.พ.- นายกฯ เยี่ยมกระทรวงกลาโหม ยันทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีความกังวลหรือต้องปรับความเข้าใจอะไร เพราะไม่ได้เข้าใจผิดกัน เผยคุยกับ “พล.อ.สพรั่ง” นานสุด เพราะรู้ทุกเรื่อง เตรียมยกปัญหาใต้คุยวงเล็กอีกครั้ง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับผู้นำเหล่าทัพ ว่า เรียบร้อยดี ตกลงการทำงานเรียบร้อย แต่บอกรายละเอียดไม่ได้ ต้องรอให้มีการประชุมห้องเล็กอีกครั้ง ซึ่งกำลังเลือกสถานที่อยู่

“แต่ถ้าทางเหล่าทัพจะบอก ท่านจะเป็นผู้พูดเอง ถ้าไม่คุยก็แสดงว่าท่านไม่อยากบอก สำหรับเรื่องเงินประจำตำแหน่งที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ปรากฏว่าผมเชย เพราะกฎหมายออกมาแล้ว แต่ผมก็ไปพูดในขณะที่กฎหมายออกมาแล้ว เชยจริง ๆ เขาเรียบร้อยไปแล้ว” นายสมัคร กล่าว

ส่วนความกังวลในการทำงานร่วมกับกองทัพ นายสมัคร กล่าวว่า เหตุใดต้องกังวล พูดจากันดี ทุกอย่างไม่ต้องแบกความกังวลอะไรมา ทุกคนดีหมด คุยกันยาว คนที่คุยกับตนนานที่สุด คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม

“เป็นการคุยเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เพราะไปถามปัญหาหลายอย่างแล้ว พล.อ.สพรั่ง ก็รู้ดีกว่าเพื่อน มีประสบการณ์ก็เลยตอบ ก็คุยกันยาวเลยเท่านั้นเอง วันนี้ไม่ใช่การให้นโยบาย เพียงแต่คุยว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เหมือนกับรายงานสถานการณ์ให้ฟังว่าอะไรเป็นอะไร” นายสมัคร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาที่หนักที่สุดของกระทรวงกลาโหม ที่ฝ่ายทหารมาคุยให้ฟังคืออะไร นายสมัคร กล่าวว่า ปัญหาหนัก คือ ปืนที่อยู่ข้างหน้า แต่ไม่ได้ถามเรื่องน้ำหนักว่าใครจะชั่งอะไรเท่าไหน เมื่อถามว่า ปัญหาภาคใต้ถือเป็นปัญหาหนักหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ยังไม่ได้คุย จะคุยกันห้องเล็ก
เมื่อถามว่าได้เสนอแนวคิดอย่างไรบ้างในฐานะพลเรือน นายสมัคร กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ ยังไม่บอกอะไร เอาเป็นว่าคุยกันเรียบร้อยดีก็แล้วกัน เมื่อถามถึงธรรมเนียมปฏิบัติของกองทัพที่อาจจะมีการตบเท้าเข้าไปพบที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ นายสมัคร กล่าวว่า “คำถามอย่างนี้ไม่ตอบ”

เมื่อถามว่า จะเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า เรื่องนี้รายละเอียดค่อยว่ากันทีหลัง เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามากระทรวงกลาโหมวันแรก นายสมัคร กล่าวว่า “จะให้รู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมข้างในกระทรวงถึงได้โล่งขนาดนี้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นลานโล่ง เพราะเมื่อก่อนเขาบอกว่าเป็นโรงทหารรุงรังพันเต ก็ประหลาดใจว่าทำไมหน้าตาเป็นอย่างนี้ ผมไม่เคยมาเลย ก็ทึ่งว่าสะอาดเรียบร้อย”

ส่วนการประชุมวงเล็กจะมีขึ้นเมื่อไร นายสมัคร กล่าวว่า ทหารเขาบอกว่าเวลานัดหมาย วันเวลานาที เขาไม่ประกาศล่วงหน้า เมื่อถามว่า จะเข้ากระทรวงกลาโหมบ่อยแค่ไหน สัปดาห์ละกี่ครั้ง นายสมัคร กล่าวว่า มีงานเมื่อไหร่ก็ต้องมา เมื่อสักครู่เข้าไปนั่งในห้องทำงาน จุดธูปเทียนเรียบร้อย ห้องโบราณอายุ 123 ปี เมื่อถามต่อว่า รู้สึกว่ามีอาถรรพ์หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า อาถรรพ์ทำไม มันจะอาถรรพ์ตรงไหน แล้วประเทศไทยมันกี่ปีมาแล้วรู้ไหม

เมื่อถามว่า ก่อนที่จะเดินเข้ากระทรวงได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องหันปืนกระบอก เมื่อเข้ามาแล้ว จะมีการหันเปลี่ยนทิศหรือไม่ นายสมัคร กล่าวอุทานว่า “ไม่ใช่สาระ ผมก็ถามสนุก ๆ ถามว่าหันไปทางด้านโน้น มันเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็บอกว่าเปลี่ยนไปประมาณ 6 หนแล้ว หันไปหันมาก็เป็นความรู้ของเรา”

ผู้สื่อข่าวถามถึง เป้าหมายในการทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสมัคร กล่าวว่า ทำให้กองทัพอยู่กับบ้านเมืองอย่างเรียบร้อยดี ส่วนจะทำอะไรบ้างก่อนหลัง ฝ่ายทหารเป็นผู้บอกตนว่าจะทำอะไรบ้าง 1- 2 – 3- 4 ตนก็รับฟังแล้วก็บอกว่าใช้ได้ เรียบร้อยดี ซึ่งไม่ควรจะไปแถลงรายละเอียดตอนนี้

เมื่อถามถึงการโยกย้ายทหารที่จะมีขึ้นประมาณเดือน เม.ย.นี้ นายสมัคร กล่าวว่า ใจคิดแต่เรื่องพรรค์นี้หรือ นี่เดือนอะไร วันที่ 14 ก.พ.ยังไม่ถึงเลยด้วยซ้ำไป ทำไมลมหายใจจดจ่อแต่เรื่องโยกย้ายอย่างเดียวเลยหรือไง จะไปห่วงทำไมตนยังไม่ห่วงเลย แล้วสื่อมวลชนจะห่วงทำไม

ส่วนการหารือถึงการเดินทางกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร กล่าวว่า “ไม่ใช่สาระ ใครจะมาหารือกันวันนี้ มาหาแม่ทัพนายกองครั้งแรก แล้วจะพูดกันเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ เป็นคุณ คุณหารือเรื่องนี้หรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน”

เมื่อถามถึงบทบาทของฝ่ายทหารต่อการเมือง รวมทั้งบทบาทการเมืองนายสมัครจะมีต่อฝ่ายทหารได้หารือกันอย่างไร นายสมัคร กล่าวว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่ขอยืนยันว่าไม่ต้องมีการปรับความเข้าใจอะไรกัน เพราะไม่เคยเข้าใจอะไรกันผิด

“แล้วผมจะมาเล่าให้ฟัง เขาพูดกันภายใน รับรู้กันหมดแล้ว ไปถามทหารเอาเอง ถ้าท่านอยากจะบอกก็พูดเอง เพราะเขารู้ว่าอะไรควรพูดแค่ไหนอย่างไร” นายสมัคร กล่าว

เมื่อถามว่าทหารได้บอกหรือไม่ว่าจะมีการปฏวัติอีกหรือเปล่า นายสมัคร เลี่ยงที่จะตอบคำถาม

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและผู้นำเหล่าทัพ ว่า บรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-11 15:27:26

มท.1 รับทราบปัญหาเอกภาพในการดับไฟใต้

กรุงเทพฯ 11 ก.พ. - รมว.มหาดไทย สั่งผู้ว่าฯ 5 จังหวัดชายแดนใต้ แจงปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานราชการในพื้นที่เพื่อปรับการทำงาน พร้อมเตรียมสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ด้านสิทธิพิเศษในสายงาน

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลการหารือระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับผู้อำนวยการ ศอ.บต. และ 5 ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับทราบปัญหาในเชิงลึกของแต่ละพื้นที่ และมอบแนวทางเบื้องต้นให้ทุกจังหวัดเร่งรวบรวมปัญหาที่ทำให้การทำงานไม่เป็นเอกภาพระหว่างข้าราชการในพื้นที่ด้วยกันกลับมารายงานโดยเร็วที่สุด เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ช่วยกันหาวิธีการสร้างขวัญกำลังใจกับข้าราชการในพื้นที่ เช่น การเอื้ออำนวยสิทธิพิเศษต่าง ๆ ทางการศึกษาอบรม ให้สิทธิแบบ fast track ระดับนักปกครอง การมีสิทธิขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตลอดจนสวัสดิการพิเศษต่อครอบครัว

โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัญหาหลักที่พบมากที่สุดในทุกจังหวัดคือ ปัญหางบประมาณที่ไม่เพียงพอ และสวัสดิการในการทำงานของข้าราชการ และความเป็นเอกภาพในการทำงาน นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เน้นย้ำเรื่องการจัดระเบียบสถานบริการกับทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดกวดขันผู้ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ และยาเสพติดที่แพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศที่พระที่นั่งนงคราญสโมสร และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ จะพบกับนายอำเภอทั่วประเทศที่วิทยาลัยการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อมอบนโยบายต่อไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-11 16:11:00

รมว.พม.ฟันธงยุคผมทุบแฟลตดินแดงรู้ผลแน่

รมว..พม.ลุยโครงการบ้านเอื้ออาทร เดินหน้าต่อยอดโครงการแฟลตดินแดงของกสรเคหะแห่งชาติ การันตีทุบไม่ทุบแฟลตดินแดงยุคผมแน่นอน โดยยึดหลักความมั่งคงปลอดภัยจากทางวิชาการเป็นหลักพิจารณา

นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงโครงการบ้านเอื้ออาทร และการฟื้นฟูโครงการแฟลตดินแดงของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ว่า ยังคงเดินหน้าต่อทั้ง 2 โครงการ
โดยแฟลตดินแดงก็ให้ กคช.ดำเนินการไปตามกระบวนการ แต่ขณะเดียวกันทางกระทรวงก็จะต้องหาคนกลางมาประเมินหรือตรวจสอบสภาพความชำรุดของอาคารอีกรอบ แม้ว่าที่ผ่านมาทางสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) เห็นว่าควรมีการก่อสร้างใหม่ เพราะไม่มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย
ขณะที่ทางสภาวิศวกรระบุว่ายังสามารถซ่อมแซมได้ จึงต้องหาคนกลางมาหาข้อยุติ ซึ่งข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแฟลตดินแดงนั้นจะต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสมัยที่ตนเองดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรก็จะเดินหน้าโครงการต่อไป เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่จะต้องดูรายละเอียดจำนวนยูนิตที่จะทำการพัฒนาก่อน แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก สามารถดำเนินไปตามที่มติ ครม.อนุมัติล่าสุดที่ให้พัฒนาแค่เพียง 300,504 ยูนิต ซึ่งหากพัฒนาเสร็จแล้วยังมีความต้องการอยู่ก็สามารถขยายจำนวนยูนิตเพิ่มเติมได้ในภายหลัง ส่วนปัญหาหนี้สินจากบ้านเอื้ออาทรนั้น ขณะนี้กคช.กำลังแก้ปัญหาอยู่ โดยจะคืนหนี้ก่อน 10,000 ล้าบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30,000 ล้านนั้น จะทำการรีไฟแนนซ์ ส่วนงบประมาณอุดหนุนเพิ่มเติมที่กคช.จะขอเพิ่มอีกยูนิตละ 30,000 บาทนั้น ก็จะต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อน ว่ามีงบประมาณหรือมีความพร้อมที่จะอุดหนุนหรือไม่

ครม. สมัคร ขี้เหร่ ผมอยากทราบว่า ขี้เหร่ในสายตาของใคร ?

จากการที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งรัฐมนตรี ก็มีเสียงวิจารณ์ผ่านสื่อ กันขรมว่า รายชื่อ ครม. ชุดนี้ ขี้เหร่ ซึ่งผมก็ไม่อยากเถียง เพราะการมองว่าดี หรือ ขี้เหร่ เป็นการมองแบบอัตวิสัยล้วน ๆ ที่ใช้ความชอบ รสนิยมส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่สามารถตัดสินเป็นมาตรฐานกลางได้ว่า ขี้เหร่ หรือ สวยงาม นั้นสายตาของใครดีกว่ากัน

เสียงที่วิจารณ์ออกมา ก็วิจารณ์โดยสื่อ ที่เมื่อปีที่แล้วยังพูดว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เราหนีรัฐประหารไปไม่พ้น เราต้องยอมรับรัฐประหาร สุดท้าย คนพวกนี้ ทั้งสื่อ และนักวิชาการที่มีความรู้ท่วมหัว จริยธรรมสูงส่งทั้งหลาย ก็ไปสยบยอมต่ออำนาจกระบอกปืนและรถถัง แล้วชมว่า นายกฯ และรัฐมนตรีที่มาจาก คณะรัฐประหาร ของ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีที่สวยงาม เป็น คณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา เพราะต่างก็เป็นมืออาชีพ ในสาขาของตนทั้งสิ้น

สุดท้ายแล้ว ผลงานเป็นไง ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลที่สายงาม แต่ผลงานนั้นขี้เหร่สุดๆ

ดังนั้น สวยงาม หรือขี้เหร่ ในสายตาของใครกันแน่

แน่นอน ครม. ชุดของ นายกฯ สมัคร ตั้งขึ้นมาได้ด้วยเงื่อนไขจำกัด เพราะพวกผู้ดีทั้งหลาย ใช้อำนาจเถื่อน ใช้การกระทำอันป่าเถื่อน ออกกฎไปห้ามนักการเมืองของชาวบ้าน นายกรัฐมนตรีที่ชาวบ้านรักไม่ให้ลงสนาม ชาวบ้านเขาย่อมไม่มีทางเลือก เขารักนายกฯ ทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย เมื่อใช้อำนาจเถื่อน มาออกกฎไม่ให้คนเหล่านี้ เข้ามาเล่นการเมือง และกีดกันทุกอย่าง สุดท้ายก็สู้กระแสเสียงศรัทธาของชาวบ้านไม่ได้ ชาวบ้านเขาก็ต้องเลือกนักการเมืองที่เป็นตัวแทน หรือ จะเรียกแบบใส่ร้ายก็ได้ว่า นอมินีของคนที่เขารัก

ก็ห้ามคนที่เขารักลงสนาม เขาก็ต้องเลือกตัวแทนของคนเหล่านั้น ซึ่งในสายตาของชาวบ้าน เขาคิดว่า เขาได้สองต่อ เพราะได้ทั้งคนที่เขารักเข้ามามีอำนาจทำงานให้เขา และได้ทั้งตัวแทน เรียกว่า ซื้อหนึ่งแถมสองก็ว่าได้

จะให้ ชาวบ้านเขาเลือก อภิสิทธิ์ หรืออย่างไร จึงจะเรียกว่า ครม.ที่สวยงาม สำหรับผมแล้ว อะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวข้องกับ นายอภิสิทธิ์ ที่เป็น นอมินีของเผด็จการ ผมถือว่าขี้เหร่ทั้งสิ้น

ครม.ชุด นายกฯสมัคร สุนทรเวช สวยงามที่สุดแล้ว เท่าที่คนที่เขาสนับสนุน นายกฯทักษิณ จะเลือกได้ อย่างน้อย ครม. ชุดนายกฯสมัคร ก็เป็น รัฐบาลของชาวบ้าน รัฐบาลของคนรากหญ้า ไม่ใช่รัฐบาลของสื่อ ไม่ใช่รัฐบาลของพวกผู้รากมากดี แน่นอน

เมื่อเป็นรัฐบาลของชาวบ้าน รัฐบาลชุดนี้ก็ต้องคำนึงถึงคนรากหญ้า ทำงานเพื่อคนรากหญ้า แคร์ต่อความรู้สึกของคนรากหญ้า แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว และผมคิดว่า ชาวบ้านที่เลือกคนเหล่านี้ขึ้นมาเขาก็ต้องพอใจเช่นกัน

ที่ผมรู้สึกสบายใจอย่างยิ่งคือ ทันที ที่ท่านสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกฯ ก็แถลงทันทีว่าจะทำโครงการเรื่องน้ำ ผันน้ำจากแม่น้ำโขง ด้วยระบบท่อ เข้าสู่ภาคอีสาน ครม. ชุดนี้จะขี้เหร่ หรือสวยงาม ในสายตาของใครก็ตาม แต่หากทำโครงการนี้สำเร็จ ผมว่าเป็น ครม. ที่สวยงาม เป็น ครม. ที่สุดยอดแล้ว ของคนอีสาน และของคนรากหญ้า เพราะมันตอบสนองสิ่งที่คนอีสานเขาต้องการ มันตอบสนองต่อความจำเป็นในวิถีชีวิตของพวกเขา

ผมไม่ต้องการ รัฐมนตรี ที่มีชื่อเสียงดี เรียนมาสูง เป็นผู้ดีแปดสาแหรก เป็น ครม. ที่สวยงาม (ของคนเมืองและสื่อ) แบบ ครม. ของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่พอตั้งขึ้นมา พวกคนเมืองที่ไปสนับสนุนรัฐประหารก็ซู๊ดปากกันทั้งนั้น สุดท้าย รัฐบาลชุดของสุรยุทธ์ ที่มี คณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุด มีความรู้มากที่สุด เท่าที่คนชั้นนำ คนชั้นผู้รากมากดีจะหาได้ ก็ทำงานล้มเหลวไม่เป็นท่า ไม่สมกับราคาที่คุยเอาไว้ แค่เป็นรัฐบาลเพียงหนึ่งปี ก็สร้างความเอือมระอากับคนทั้งประเทศแล้ว

ผมเข็ดแล้วกับ คณะรัฐมนตรีแบบนี้ คณะรัฐมนตรีที่เป็นเทวดาอย่างนี้

ผมต้องการคณะรัฐมนตรีของชาวบ้าน คณะรัฐมนตรีที่ฟังเสียงชาวบ้านเดินถนนทั่วไป ผมไม่ต้องการคณะรัฐมนตรีเทวดา ที่มาจากฝากฟ้า มาจากสวรรค์ประทาน เวลาชาวบ้านเข้าไปหา ต้องคลานเข่า ต้องมอบกราบเข้าไป

คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และกำกับดูแลนโยบายให้ออกมาตามที่ คณะรัฐบาลตั้งไว้ ส่วนการปฎิบัติตามนโยบายเป็นหน้าที่ของ "ข้าราชการประจำ" ที่มีคนจบการศึกษา ระดับด็อกเตอร์มากมายหลายพันคน จบปริญญาโท ก็หลายหมื่น และมีความเชี่ยวชาญในงานของตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครไปสอน สิ่งที่คนมีการศึกษาสูงเหล่านี้ไม่รู้อย่างเดียวเท่านั้นคือ ไม่รู้ว่าชาวบ้านเขาต้องการอะไรกันแน่

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐมนตรีคือ กำหนดนโยบาย เพราะคนเหล่านี้รู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร อะไรจำเป็นก่อน หลัง ที่ชาวบ้านต้องการ เมื่อรัฐมนตรีเหล่านี้รู้ ก็ต้องตามจิกข้าราชการที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญสูงเหล่านี้ ให้ทำตามนโยบายที่รัฐมนตรีได้ประกาศไว้ หากจิกเช้าจิกเย็น ผลงานย่อมมีออกมาแน่นอน เพราะข้าราชการไทยมีความสามารถอยู่แล้ว ความรู้ก็มีมากมาย

เพียงแต่หางานให้ทำ กำหนดนโยบายให้ชัดเจน แค่นี้รัฐมนตรีที่ว่าขี้เหร่ ก็จะมีผลงานมากมายแล้ว

-----------------------------

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย

กลุ่มสื่อประชาชน โดยประชาชน...เพื่อประชาชน www.thaifreenews.com

รมต.ประจำสำนักฯ ปฎิเสธจะไม่ตั้งทีวีช่องใหม่

ทำเนียบรัฐบาล 11 ก.พ.- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฎิเสธจะไม่ตั้งทีวีช่องใหม่ แต่จะให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องสื่ออีกครั้ง ติดตามจากคุณอณัญญา ตั้งใจตรง รายงานสดจากทำเนียบรัฐบาล



อัพเดตเมื่อ 2008-02-11 11:02:40

ประวัติศาสตร์ตุลาชนฯเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า




วิสา คัญทัพ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ชำแหละเพื่อนเดือนตุลาฯ จุดยืนทางชนชั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว เปรียบเทียบเหมือนอนุสาวรีย์ คนจริง คนปลอม ตำหนิ “คนเข้าป่า” นำสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำร้ายระบอบทักษิณ ทั้งที่เคยถูกใส่ร้ายแบบเดียวกันนี้จนขบวนการนักศึกษาพังทลาย ชี้สังคมไม่ควรให้อภัยคณะปฏิวัติรัฐประหารและผู้สนับสนุน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แนะประจานในตำราเรียนจะได้เข็ดหลาบ

*มองภาพรวมการเมืองที่ผ่านมา ทั้งก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร และหลังการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าอย่างไร

เวลาที่ผมมองการเมืองในยุคปัจจุบัน ผมจะมองอย่างไม่นิ่งกับเรื่องปัจจุบัน แต่จะมองอย่างเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เหมือนบทความที่เขียนไว้ ซึ่งมันจะบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันมีความสัมพันธ์กับลักษณะประวัติศาสตร์ที่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมองโครงสร้างใหญ่ๆ ของสังคม สังคมเราเป็นประชาธิปไตยในลักษณะที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริงมาตั้งแต่อดีตแล้ว ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 แล้วบทบาทของทหารเนี่ย ไม่ได้พ้นไปจากระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเลย เราสามารถโยงใยความสัมพันธ์ตรงนี้ได้ตลอด


อ่านรายละเอียดต่อ ประชาทรรศน์

ไส้ในเผด็จการ...?

อย่างที่เคยได้กล่าวในคอลัมน์นี้ว่า การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่ความบังเอิญ ... ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง ... หรือการเมืองถึงทางตีบตันแต่อย่างใด...!!!


แต่เป็นการงวางแผน เตรียมการกันมาพอสมควร แล้วคอยช่วงจังหวะเวลาที่เหาะสม เพราะจุดอ่อนของสังคมไทยก็คือ เมื่อมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น เป็นต้องเรียกหา “อัศวินม้าขาว” มาแก้ไข จึงเข้าทางพวกอำนาจนิยมเผด็จการ

เริ่มจากปั่นกระแสสังคมให้วุ่นวาย จนดูเหมือนรัฐบาลจะควบคุมไม่อยู่ สบช่องก็ให้เหล่าขุนศึกเคลื่อนพลเข้ามาเป็น “ฮีโร่” พร้อมเสียงเชียร์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม

แต่แล้วทุกครั้งที่ผ่านมาของการปฏิวัติรัฐประหาร ท้ายสุด อัศวินก็กลายเป็นโจร ฮีโร่ก็กลายเป็นผู้ร้าย ลงท้ายก็เป็นคนทำให้บ้านเมืองตกต่ำลงทุกครั้ง

ดังมีนัยให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้เอง จากปากคำของ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข รักษาการประธาน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

โดยยอมรับแบบเชิงให้ความเห็นแก่นักข่าวว่า หากจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีก นานาประเทศจะไม่คบหาด้วย พลอยส่งผลกระทบมาถึงพี่น้องประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ

แต่กระนั้น ผู้นำทหารท่านนี้ก็ยังคงนำประเด็นที่สร้างขึ้นเป็นข้อกล่าวอ้าง 4 ข้อ ในการทำรัฐประหารมากล่าวย้ำอีก ทั้งที่ผ่านมาจะปีครึ่งแล้ว ข้อกล่าวหาเหล่านั้นกลับไม่มีข้อใดสักข้อที่พิสูจน์ได้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นได้กระทำ

นั่นหมายถึง ผู้นำทหารยังคงแกล้งทำเป็นปิดหูปิดตา ปิดมโนสำนึกของตัวเองว่า ที่กระทำไปแล้วนั้นเป็นความถูกต้อง แม้ประชาชนจะต้องทนทุกข์ยากจากการกระทำของ คมช.มาอย่างต่อเนื่องถึง 1 ปี 5 เดือน

แต่นั่นก็เป็นเพียงการจบในกระบวนการที่วางแผนไว้แต่ต้นเท่านั้น ที่ผู้นำทหารหลายคนตกหลุมพรางของกระบวนการปลุกผีอำมาตยาธิปไตยให้กลับเข้ามามีอำนาจเหนืออำนาจประชาชน

ถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศ คปค. และกฎหมายที่ออกมาจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. หลายฉบับ เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อค้ำระบอบอำมาตยาธิปไตย...!!!

ส่งเสริมให้ข้าราชการยืนอยู่เหนือประชาชน ทั้งที่ข้าราชการเหล่านั้น หามีจิตสำนึกไม่ว่า เงินเดือนที่เลี้ยงชีพ เลี้ยงชีวิต เลี้ยงครอบครัวอยู่ทุกวันนี้ คือภาษีที่ประชาชนต้องจ่าย... นี่คือเงินของประชาชน...

แล้วแค่เพียงวันแรกของการประชุมคณะรัฐมนตรี มิทันที่รัฐบาลใหม่จะได้บริหารประเทศเงื่อนปมจากกฎหมายเจ้าเล่ห์ก็เริ่มเปิดให้เห็นเค้าลางของกระบวนการฝ่ายอำมาตยาธิปไตยแจ่มชัดยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ถึงกลับร้องอุทานอกมาให้สังคมได้รับรู้กันดังๆ ว่าที่ผ่านมา พวกยึดอำนาจทำอะไรไว้บ้าง ร่างกฎหมายกันอย่างไร...?

เมื่อเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหาที่ไม่น่าเชื่อ

“ครอบครัวเขาอยู่กันมาดีๆ มันเสียหายหมด เพราะความเคียดแค้นชิงชัง ไม่ชอบก็มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ในอดีตเขียนไว้ในระเบียบต่างๆ แต่วันนี้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ไม่เคยคิดว่าจะเป็นอันตราย แต่วันนี้ถือว่าอันตรายมาก”

ประโยคข้างต้น คือประเด็นของปัญหาที่ตัวแทนของประชาชนในระดับผู้นำประเทศ เปิดปมให้เห็น...

ดูอาจะเป็นเรื่องดี ที่ห้ามรัฐมนตรี กินรวมไปถึงลูกเมียมีหุ้นในบริษัทห้างร้านต่างๆ แต่ถามเถอะว่า เมื่อผู้ที่เขามีความรู้ความสามารถ หากจะทั้งต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศเอง หรือถูกชักชวนเข้ามาทำประโยชน์ให้ประเทศ การเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทย จำเป็นต้องทิ้ง ... จำเป็นต้องทำลายมันทั้งครอบครัวด้วยหรือ...?

คิดแบบนี้ ... เขียนออกมาด้วยอคติอย่างนี้ ใครที่ไหนเขาจะเข้ามาให้มันเปลืองตัว...เห็นจะมีอยู่ไม่กี่พวก กี่กลุ่มเท่านั้น ที่สเป็กดูจะตรงกับกฎหมายนี้

หนึ่ง ก็พวกนักการเมืองอาชีพ ที่ไม่มีอาชีพอะไรทำนอกจากเป็นนักการเมืองที่แหกปากตำหนิคนอื่นเป็นอยู่อย่างเดียว...

สอง ก็พวกข้าราชการทหารและพลเรือนชั้นผู้ใหญ่ที่ปลดเกษียณ...

และสาม ก็พวกนักวิชาการจอมปลอม...

หากกำหนดเอาแต่พองาม ไหนเลยใครจะก่นด่าออกมา นี่มันก็ไม่ผิดอะไรกับการล็อกสเป็กรัฐมนตรีให้มาอยู่ฝากฝั่งตัวเองมากที่สุด

แล้วไม่ทันไร ก็โผล่หน้าออกมาจริงๆ เพราะพลันที่นายกรัฐมนตรี ร้องดังๆ ออกมาเท่านั้น นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมุนโจร ก็ออกมาตอบโต้ทันที

“เจตนารมณ์ของผู้ร่างต้องการให้ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งคิดให้ดี หากยังต้องการให้คู่สมรสและบุตรยังมีหุ้น ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐมนตรีก็ได้ เมื่อรู้กติกาตั้งแต่แรกก็ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ต้องเข้ามาเล่น”

ปากเสีย ... ไม่สมกับเป็นถึงหนึ่งในคณบดี นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศ...!!!

อีกกฎหมายหนึ่งที่ออกจะเกินเลยเอามากๆ ที่เรียกขานกันว่า “กฎหมายเจ็ดชั่วโคตร” .... กฎหมายบ้าๆ บอๆ ที่สามัญสำนึกเกิดจากคิดเพียงว่า พวกตัวเองเท่านั้นคือคนไทย

ผมเห็นด้วยกับ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ยาก เพราะผู้เขียนไม่ได้วางอนาคต และไม่ได้บอกแนวทางการพัฒนาประเทศว่าควรจะไปในทิศทางใด

“จึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นตัวตั้ง ส่วนจะแก้เมื่อใดขึ้นอยู่กับเวลาที่เหมาะสมทางการเมือง สำหรับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนตัวหรือที่เรียกว่ากฎหมายเอาผิด 7 ชั่วโคตรก็ต้องได้รับการแก้ไขด้วย”

อีกหนึ่งท่านก็คือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 บางคนวิจารณ์ว่า คมช. พ่ายแพ้ แต่ตนคิดว่ายังไม่แพ้ เพราะมีการสืบทอดอำนาจอยู่

“วางแผนทำให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลผสมที่ไม่มีความเข้มแข็ง และทำให้องค์กรอิสระมีแต่ข้าราชการเกษียณเข้ามาทำงาน พร้อมทั้งมีการใช้กฎหมายมาเป็นเกมการเมือง เช่น กรณีจะมีการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย”

หรือแม้แต่อดีตผู้พิพากษา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่กล่าวว่า แนวโน้มทางการเมืองไทยจะเป็นลักษณะของการต่อสู้ในสภาที่เข้มข้น ฝ่ายค้านจะพยายามหาทางโค่นล้มรัฐบาล

ส่วน ส.ว.ลูกผสม ขอตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทั้ง 7 คน หลายคนมาจาก คมช. คนกลุ่มนี้จะใช้มาตรฐานหรือหลักเกณฑ์อะไรในการคัดสรร ส.ว. ทั้ง 74 คน เพราะไม่มีการระบุมาตรฐานกฎเกณฑ์ออกมา

นอกจากนี้ คมช. ยังได้สร้างสิ่งป้องกันตัวเองไว้ เช่น พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม การที่ให้ กกต. ป.ป.ช. ที่ คมช. เป็นผู้เลือกมาทำหน้าที่จนครบวาระและยังให้อำนาจไว้มาก ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ... พอเห็นกันแล้วใช่ไหมครับ ว่าเขาวางแผนและกระทำกันมาอย่างไร

ตอนนี้แนวร่วมอำมาตยาธิปไตย ที่คาดหวังว่าตัวเองจะได้ทั้งลาภ ทั้งยศ ก็คือเหล่านักวิชาการสมองเผด็จการ และสื่อโสมม เหมือนจะย้อนรอยเล่นบทเดิม อีกรอบ ด้วยการโหมกระหน่ำตีรัฐบาลประชาธิปไตย

ระวังหน่อยก็แล้วกันครับ... ได้ยินว่า หนนี้ประชาชนเขาไม่ยอมแน่ๆ...!!!

บทความการเมือง