โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
12 กุมภาพันธ์ 2551
อะไรจะปวดแสบปวดร้อนไปมากกว่านี้ เมื่อวงการสื่อมวลชนกับอำนาจทางการเมือง-กลุ่มผลประโยชน์ ได้ถูกกระทำให้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จะพูดว่าพวกสื่อเข้าไปรับใช้อำนาจ หรือกลายไปเป็นอำนาจเสียเองก็ยังได้นะครับ ...
รัฐธรรมนูญฉบับเคร่งศีลธรรมแบบตอแหล ที่ไปเขียนบัญญัติให้บรรดาพรรคการเมือง นักการเมือง ห้ามมีหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของสื่อ มาตรานี้มองข้ามไปไกลๆ ได้เลย มันไม่มีความหมายอะไรหรอก?
ใช้วิธีจัดตั้งเครือข่าย สนับสนุนเป็นรายบุคคล ไม่เห็นจะต้องไปลงทุนกันในทางตรง ใครๆ เขาคงทำอย่างนี้ทั้งงั้นแหละ ... เราพิจารณาความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วมองไปยังการกระทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ มันคงจะตอบคำถามกันได้ว่า “อะไรเป็นอะไร?”
ทีวี.บางช่องหรือพิธีกรดำเนินรายการเป็นอย่างไร? ...วิทยุชุมชนบางสถานี กระทำตนเป็นกระบอกเสียงของบางพรรคการเมืองโดยเปิดเผย มีแต่รายการด่าทอ ซัดสาด และโจมตีฝ่ายที่ตนคิดเห็นว่า “เป็นศัตรูที่ต้องโค่น” ...อะไรต่อมิอะไร มันดำเนินไปอย่างซ้ำซาก นี่เป็นตัวสะท้อนว่า ข้อห้ามในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีผลบังคับเป็นความศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งสิ้น?
ขนาดสื่อที่ต้องผลักดันออกกฎหมาย ประกาศตนว่าเป็น “สื่อสาธารณะ” มองกราดเข้าไปหยาบๆ เราก็รู้และสัมผัสได้แล้ว มองเห็นถึงความเป็นจริง รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร? ...อาจจะพูดไม่ได้ว่าคนที่เข้าไปคุม จัดการบริหารสื่อสาธารณะส่วนใหญ่นั้น ก็ได้แก่กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มสื่อ ที่วางตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชุดไทยรักไทยโดยเฉพาะ ข้อนี้แม้จะ “จริง” เราก็ต้องปล่อยไป เพราะเป็นกระบวนการที่ถูกผลักดันและเกิดขึ้นตามกฎหมาย ส่วนกฎหมายจะมีเหตุผลหรือถูกต้องหรือไม่? เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ พิสูจน์ไปตามกระบวนการ?
ลงท้ายเรื่องโทรทัศน์สาธารณะยังมีโอกาสที่อาจต้องทบทวนกันใหม่ เรื่องราวของไทยพีบีเอสสำหรับวันนี้ ก็ไม่ได้นิ่งเสียทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของบอร์ดชั่วคราว 5 คน เป็นประเด็นอ่อนไหว ต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบมาก เพราะที่มาที่ไปนั้น ถูกตั้งข้อกังขา
จะเป็นนอมินีของกลุ่มอำนาจทางการเมืองเครือข่ายใด?
เข้ามาขับเคลื่อนสื่อสาธารณะ จัดแบ่งเค้กให้กลุ่มนายทุนสื่อสายไหนบ้าง?
ซึ่งคำถามหลายหัวข้อกลายเป็นภารกิจหลักให้บอร์ด และฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำการสำรวจตรวจสอบ และเข้มงวดกับตัวเองในการตัดสินใจและสั่งการต่างๆ ด้วยความโปร่งใส ให้สอดคล้องกับที่เคยประกาศอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ดั้งเดิมของฝ่ายตนเอง ซึ่งย้ำถึงธรรมาภิบาล จริยธรรม และความโปร่งใส มาค่อนข้างจะเป็นชนิดผูกขาด?
ปัญหาของการห้ามใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำหรับนักการเมือง มันเป็นรายการที่ก้าวข้ามพ้นมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ข้ามไปอย่างไกลลิบลับ จนไม่จำเป็นต้องแยแสมาตรานี้แต่ประการใด? เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้ถูกห้ามไม่ให้เป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในหนังสือพิมพ์, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ... มันยังมีกลวิธีสารพัดช่องทางที่คนเหล่านี้ล้วน “รู้รอบ” ที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการทำให้สอดคล้องกับกฎหมายต่างๆ เพราะการใช้ประโยชน์จากสื่อ มันก็มิใช่เรื่องที่จะเล่นกันยากเย็นอะไรนัก?
มันเซ่อและโง่เกินไป สำหรับการใช้ชื่อตัวเองหรือผู้อื่น ให้เป็นเจ้าของด้วยการถือหุ้นแทน เหมือนอย่างที่มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ แต่ถ้าเราศึกษาและมีประสบการณ์อันลึกซึ้งเพียงพอในข่ายงานสื่อสารมวลชน กับหนทางของอำนาจการเมือง ซึ่งต้องการเพิ่มอำนาจของตัวเองไปอีกหนทางหนึ่ง ด้วยการซ้อนและซ่อนเข้าไปในอำนาจของสื่อ รับรองว่าทำได้ไม่ยากเย็นอะไร?
การเขียนมาตรา 48 เอาไว้ แม้กระทั่งห้ามนักการเมือง “เข้าไปใช้วิธีการอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการของสื่อสารมวลชน ในลักษณะทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการเหล่านี้” พิจารณาไปแล้วย่อมเท่ากับเป็นข้อห้ามที่เกิดจากมุมมองและสติปัญญาอันตื้นเขินเกินไป ...คือรับรอง ไม่มีใครเขาสนใจรัฐธรรมนูญมาตรา 48 นี้ให้รกหูรกตาและเปลืองสมองเปล่าๆ?
ข้อเท็จจริงนั้น เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ย่อมเป็นสิ่งที่ได้รับการค้ำประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างจากมาตรา 45 ก็บัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นๆ ...มาตรานี้ยังห้ามการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพ คือห้ามไม่ให้มีการแทรกแซงด้วยวิธีการทุกๆชนิด...
ปัญหาสำคัญนั้น มิใช่เรื่องห้ามนักการเมืองแทรกแซงหรือเป็นเจ้าของสื่อ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงการ “สมยอม” และผลประโยชน์ต่างตอบแทน แม้จนทรรศนะส่วนตัวของสื่อ ไปสอดคล้องกับทรรศนะทางการเมืองของกลุ่มการเมืองนั้นๆ จึงทำให้ต้องศิโรราบรับใช้... เมื่อเราพิจารณาไปอย่างนี้แล้วมาตรา 48 ตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีความหมายอะไร? ยกเลิกไปเถอะครับ?
เพราะปัจจุบันนี้ยังมีอีกปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแทรกแซงการเมืองของฝ่ายสื่อสารมวลชนต่างหาก
ขนาด “บิ๊กบัง” ประกาศถอยเป็นพี่น้องกับรัฐบาล แต่สื่ออีกจำนวนยังโกรธ “บิ๊กบัง” เหตุใดไม่สู้ต่อ? เนื่องจากการจัดแบ่งเค้กให้กับสื่อยังไม่ลงตัว... “ถอยทำไม?”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 12, 2008
เมื่อบทบาทสื่อสารมวลชน แยกไม่ออกจากบทบาททางการเมือง?
มาตรการสำรอง [12 ก.พ. 51 - 18:47]
มีผู้คนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังจะเสนอยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ที่มีขึ้นในสมัยที่แล้วตามแนวคิดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เพื่อสกัดการแข็งตัวของค่าเงินบาท ปรากฏว่าให้ยาแรงไปหน่อย ตลาดหุ้นตลาดทุนเจ๊งระเนนระนาด เงินทุนจากต่างประเทศหยุดชะงักแถมยังสกัดค่าเงินบาทแข็งไม่อยู่ฉิบ
ธุรกิจภาคเอกชนต่างก็ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามมีเสียงเตือนเบาๆ ว่าการจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวก็อาจจะมีผลกระทบเช่นกัน อาทิการส่งออก ควรจะพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ และควรจะมีมาตรการอะไรมาชดเชยหรือป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะขืนไปทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ก็จะเกิดผลกระทบขึ้นมาอีก
เราควรจะมองถึงปัญหาในอนาคตเป็นปัจจัยสำคัญ การขาดแคลนเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศน่าจับตามากที่สุด มีการคำนวณกันว่า แม้จะช่วยเรื่องของการส่งออกได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่รายได้จากการส่งออกเข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ หรือเม็ดเงินส่วนหนึ่งไปซุกอยู่ที่ไหนเพราะมาตรการสำรองดังกล่าว
มีปัญหากับสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน ได้คุ้มเสียหรือไม่ เป็นโจทย์ที่จะต้องนำไปพิจารณาด้วย นี่เดชะบุญว่าเศรษฐกิจบ้านเราอยู่ ในช่วงขาลง มีการชะลอตัวตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจ ความต้องการเม็ดเงินในการลงทุนจึงลดลงตามไปด้วย
ในอนาคตสมมติเศรษฐกิจเกิดบูมขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ปัญหาสภาพคล่อง น่าเป็นห่วง ถึงกระนั้นก็เถอะ อย่างที่เกริ่นเอาไว้แล้วว่าจะมีคำถามตามมาว่า แล้วถ้ายกเลิกมาตรการสำรองในขณะนี้ จะมีผลต่อการส่งออก ดอกเบี้ย ค่าเงินแค่ไหน
เป็นหน้าที่ ธปท.จะต้องหาคำตอบ
เราคงไม่สามารถที่จะแก้เศรษฐกิจทุกด้านไปพร้อมๆ กันได้ แก้ทางหนึ่งก็มากระทบอีกทางหนึ่งมีผลดีกับการส่งออกก็มีผลกระทบกับการนำเข้า เพราะฉะนั้นจึงต้องมาดูกันทั้งระบบ
ต้องรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจเอาไว้ด้วย
หลักใหญ่ใจความน่าจะอยู่ที่ ความมีเสถียรภาพมากกว่า ค่าเงินแข็ง ค่าเงินอ่อน ก็เป็นไปตามกลไกของเศรษฐกิจ สำคัญคืออย่าให้ผันผวนมากนักก็แล้วกัน
เรื่องนี้ว่าจะง่ายก็ง่าย ว่าจะยากก็ยาก การตีโจทย์เศรษฐกิจในอนาคตให้แตกหรือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าพลาดก็หมายถึงความเสียหายอย่างมหาศาล
เท่าที่ฟังความเห็นจากผู้รู้ทั้งหลายส่วนใหญ่ สนับสนุนให้มีการยกเลิกมาตรการสำรอง มากกว่าครึ่งเพราะที่ผ่านมามีผลเสียมากกว่าได้แต่มีความเห็นที่ตามมาก็คือ รัฐบาลควรจะหามาตรการอื่นไว้ ทดแทนด้วย เช่นการเรียกเก็บภาษีจากกำไรและดอกเบี้ยของผู้ที่จะนำเงินออกจากประเทศเป็นต้น
บทเรียนจากที่ผ่านมา ธปท.ต้องเอาเงินสำรองเป็นแสนล้านไปพยุงค่าเงิน อุ้มผู้ส่งออกไม่ค่อยจะคุ้มเท่าไหร่ งานชิ้นแรกของ รมว.คลังก็ไม่หมูเสียแล้ว.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
รอ “ทักษิณ” ยกเครื่อง! [12 ก.พ. 51 - 03:23]
ถือฤกษ์ 08.30 น. “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าขวาเข้าสักการะเจ้าพ่อหอกลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงกลาโหมในเวลา 09.20 น.
ปลุกพระเรียกความมั่นใจในการบุกเข้าถ้ำเสือเป็นวันแรก
ในฐานะพลเรือนคนที่ 3 ที่ได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “ลุงหมัก” ต้องทำทุกอย่างเพื่อหลักประกันความปลอดภัย
คุมม้าพยศง่ายซะที่ไหน
แต่ก่อนหน้านั้นก็เกือบเสียฤกษ์ไป กับคิวของนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ สายพ่อมดเขมร ออกมาวิ่งล่อกระสุนรถถัง
ตะโกนเสียงดังๆ ขณะนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนกับภาวะเศรษฐกิจ ทหารก็ต้องดูด้วยว่า งบฯที่จะไปซื้ออาวุธจำเป็นหรือไม่
หากไม่จำเป็นต้องตัดออก นำงบประมาณมาช่วยเกษตรกรผู้เดือดร้อนดีกว่า
ทำเป็นแกล้งแหย่ไข่จงอาง
ทั้งๆที่กำลังเป็นประเด็นข่าวอยู่ว่า พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับนายสมัครที่กระทรวงกลาโหม
เพราะบินไปเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินรบมูลค่านับหมื่นๆล้านบาทที่ประเทศสวีเดน
ถึงขั้นที่ น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองโฆษกกองทัพอากาศ ต้องออกมาชี้แจงแถลงไข
“รัฐบาลไทยกับรัฐบาลสวีเดนได้บรรลุข้อตกลงดังกล่าวแล้ว และได้ตกลงที่จะลงนามในการจัดซื้อเครื่องบินในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นการนัดหมายล่วงหน้า ทั้งนี้การชี้แจงก็เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่า ผบ.ทอ.ไม่ยอมร่วมงานพิธีต้อนรับนายสมัครที่กระทรวงกลาโหม”
“ซีเรียส” เอาการอยู่
กำลังล่อแหลมๆ นายธีระชัยเขี่ยลูก โดนใจดำพอดี
หนวดไม่กระดิกให้รู้ไป
ซึ่งก็เป็นอะไรที่การันตีมาตรฐาน “ผีเจาะปาก” ยี่ห้อ “อีโต้อีสาน” ยังรับประกันได้ ในเรื่องของการท้ารบสิบทิศ
แม้สถานภาพจะเปลี่ยนไปเป็นท่านรัฐมนตรี แต่ก็ยังยินดีกับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน
ได้ดิบได้ดีเพราะเก่งตีฝีปาก
โชว์มาตรฐานรัฐมนตรี “สมัคร 1” พร้อมเข้าสถานีรบปะฉะดะไปทั่ว โดยไม่เลือกบรรยากาศและไม่สนสถานการณ์
เงินไม่ต้องพก ไปหาบาทาเอาข้างหน้า
มาถึงตรงนี้ต้องยกมาทั้งประโยคยาวๆเลย กับบทสรุปของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
“รัฐบาลเองถ้าเห็นว่าบริหารประเทศไม่ดีก็ต้องปรับ ครม. ต้องยอมรับว่าการตั้ง ครม. คราวนี้ยาก เพราะได้ผ่านเหตุการณ์ที่ต่อสู้กันมาเข้มข้น ส่วนหนึ่งก็ต่อสู้กันมาช่วยเหลือกันมา รวมถึงการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค
นอกจากนี้ ตัวรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ทำให้คนนอกไม่กล้าเข้ามา บวกกับพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้วางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ควรตั้ง ครม.ให้ดีแค่ไหนอย่างไร ผลที่ออกมาเลยไม่ได้อย่างที่คาดหวัง
คนที่น่าเห็นใจมากคือตัวนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น ถ้าทำงานไปซักระยะแล้วเห็นว่าทำไม่ได้ก็ต้องปรับ ครม.ให้ดีขึ้น และต้องดีขึ้นอย่างมากๆด้วย นายกฯต้องมีความกล้าที่จะปรับ โดยไม่ต้องดูอีกแล้วว่าใครเป็นตัวแทนของใครกลุ่มใด”
ออกตัวให้เสร็จสรรพ พร้อมกับเปิดทางให้ล่วงหน้า
สอดรับกับที่นายสมัครตั้งเงื่อนไขไว้ ถ้าภายใน 3 เดือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็ต้องมาตั้งวงถกกันในหมู่คณะรัฐมนตรี และถ้าใน 6 เดือนยังเห็นเนื้อเห็นหนัง
ก็ต้องขยับปรับ ครม.กันใหม่
และเท่าที่เช็กจากคนในแวดวงใกล้ตัว ประเมินเงื่อนเวลา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น่าจะบินกลับประเทศไทยช่วงเดือนมีนาคม
ตัวจริงกลับมาได้จังหวะยกเครื่องพอดี.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
รัฐบาลอาจขอแถลงนโยบายต่อสภาฯ ก่อนวันที่ 18 ก.พ.
ทำเนียบรัฐบาล 12 ก.พ.- การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ หารือเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะเลื่อนการแถลงต่อรัฐสภาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์มาเป็นวันที่ 13- 14 กุมภาพันธ์นี้

คัมภีร์ปฏิวัติ (1)
ฝรั่งถาม...สมัครตอบ...ไม่รับรองว่าประเทศนี้จะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่..ระดับ..
สมัคร สุนทรเวช นั้น..ไม่มีสิทธิตอบอย่างอื่น
สำหรับ..คำถามนี้..
ถ้าคณะปฏิวัติตัวจริง..หรือกลุ่มทหารเก่า
ทหารแก่..กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะ
ผู้บัญชาการทหารบก..ผู้สวมบทหัวหน้าคณะปฏิวัติ
ได้เรียนรู้ว่า
ประชาธิปไตยนั้น..มันก็คือเผด็จการ
ที่พัฒนาแล้ว พวกท่านถึงได้กำไรจากการปฏิวัติ
เพราะพวกท่านสามารถดำรงการปฏิวัตินั้น
ให้ดำรงคงอยู่ และฟื้นฟูประเทศชาติให้จำเริญ
รุ่งเรืองได้ดังใจปรารถนา ให้สมกับความยินดี
ปรีดาของประชาชนที่ชื่นชมกับการปฏิวัติ
พวกท่าน...จะได้ไม่ต้องตีอกชกหัวตัวเอง
อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้
พวกท่าน...จะไม่ต้องหวาดหวั่นกับการกลัว
การเอาคืนจากรัฐบาลใหม่ ที่เกิดจากรัฐบาลที่ท่าน
เพิ่งล้มล้างลงไปเมื่อไม่ถึง 1 ปีกับ 4 เดือน
พวกท่าน...ทำให้กองทัพยับเยินไปกับความ
ไม่เอาไหนของพวกท่าน..ทำให้วิญญาณของเหล่า
ผู้นำกองทัพในอดีตต้องอับอายขายหน้า
ประเทศนี้..ปฏิวัติได้ง่าย และก็สามารถ
ยึดครองได้ง่ายๆ เช่นกัน..หากพวกท่าน
มีความรู้ ความเข้าใจ ในความเป็นจริงที่เป็น
พื้นฐานของการดำรงครอบครัว ตั้งแต่ 2 ฟาก
ฝั่งถนนไปจนถึงรอยตะเข็บชายแดนที่แร้นแค้น
กันดาร
มันไม่มีบทเรียนอะไรที่ซับซ้อน
มันไม่ต้องใช้ดอกเตอร์หรือนักวิชาการ
อย่างที่พวกท่าน..หลงทางไปชื่นชมบูชา..
เพราะส่วนใหญ่ในเขาเหล่านั้นก็คือกาฝากแห่ง
อำนาจ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาจากขี้นกที่ไม่ทราบ
พันธุ์ ที่โบยบินไปทั่วผืนป่า
มันไม่ต้องใช้เกจิเจ้าแห่งตำรา..ที่เขียน
รัฐธรรมนูญขึ้นมาจนประเทศต้องง่อยเปลี้ยเสียขา
ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้ จะยืนอยู่ก็ไม่ไหว จะถอยไป
ก็ฉิบหายแบบนี้
ล้อมวงกันเข้ามา..เพื่อว่าการปฏิวัติครั้ง
หน้า..จะได้เป็นการปฏิวัติอย่างแท้จริง..
ล้อมวงกันเข้ามา เพราะ “กองทัพ” ยังเป็น
สถาบันที่..ดีที่สุดของประเทศ..ล้อมวงกัน
เข้ามา..เพื่อเรียนตำรา..ที่ยังไม่ถูกเขียน
เป็นตำรา
เพราะ..สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้านั้น..คือ
ความสกปรก ที่ในที่สุด กองทัพจะต้องเป็น
ผู้เข้ามากวาดล้างอีกครั้ง
พรุ่งนี้..ตามมาดู..วิธียึดและครอง
พญาไม้
“เทพชัย หย่อง” ก้นร้อน ผวารัฐจัดระเบียบสื่อ
ออกอาการร้อนตัวจนเห็นได้ชัดเจน จนเหมือนเด็กที่แอบไปทำอะไรผิดเอาไว้ยังไงยังงั้น
เพียงแค่รัฐบาลใหม่ที่นำโดย สมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารบ้านเมือง
เพียงแค่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อของรัฐ เป็น จักรภพ เพ็ญแข ที่ออกมาประกาศเพียงว่าจะจัดระเบียบสื่อของรัฐเท่านั้น
เทพชัย หย่อง ก็ออกอาการ รีบออกมาตีลูกกันเสียแล้ว
โดยพยายามจะบอกว่าหากคิดจะแทรกแซงไทยพีบีเอส ก็ให้ไปดู พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ให้ชัดก่อน ว่าการเมืองจะเข้ามายุ่งได้หรือไม่
ทำอย่างกับว่าไทยพีบีเอสเป็นอาณาจักรส่วนตัวและพวกพ้อง
ก็เพียงแค่รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามกฎหมายจะกำกับดูแลให้ทีวีสาธารณะเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ตามสาระสำคัญของข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง มันจะแปลกตรงไหน
การที่รัฐมนตรีจะห่วงใยว่าการรับคนเข้าทำงานมีความชอบธรรมหรือเปล่า
ทั้งการคัดคนออกเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวให้ หรือการรับคนที่มีความสัมพันธ์กันมาแต่ดั้งเดิมเข้ามาทำงานในระดับหัวหน้าข่าว มีที่มาที่ไปอย่างไร
รวมไปถึงการให้บริษัทที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มกบฏไอทีวี ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นกลุ่มลูกน้องเก่าเมื่อคราวเครือเนชั่นเข้ามาบริหารไอทีวีจนเจ๊ง เข้ามารับงาน มีมูลความไม่ชอบมาพากลเหมือนที่ใครต่อใครร่ำลือกันหรือเปล่า
หรือยังมีเรื่องราวของการจัดซื้อสารคดีด้วยเงินสูงถึง 60 ล้านบาท ก็ยังไม่มีคำตอบให้สาธารณชนสบายใจถึงความโปร่งใสของคนจัดซื้อ
เรื่องราวเหล่านี้คนเป็นรัฐมนตรีสามารถเข้าไปดูแลได้หรือไม่
หรือจะต้องปล่อยให้ไทยพีบีเอสเป็นแดนสนธยา หรือเป็นแหล่งทำมาหากินของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังตกอยู่ในฐานะย่ำแย่ทางธุรกิจ แล้วหวังจะมาฟื้นตัวที่นี่
อีกเหตุหนึ่งที่ว่า “ร้อนตัว” ก็เพราะเมื่อพิจารณาตามเนื้อหาสาระของข่าวแล้ว ก็ยังไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีจักรภพจะเข้ามารื้อหรือแทรกแซงไทยพีบีเอสตรงไหน
เพียงแต่คำชัดเจนเท่าที่จับความได้มีเพียงว่า อย่างเพิ่งไปหลงว่าทีวีสาธารณะจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของประชาชน
ประชาชนจะต้องมีทางเลือกที่ดีที่สุด มีโอกาสที่ดีที่สุด
และที่สำคัญ จักรภพ บอกว่า ไทยพีบีเอสไม่ใช่เป้าหมายเลย
แต่เป้าหมายที่แท้จริงในการทำงาน คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
และจะไม่ผลีผลามดำเนินการ แต่จะรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย
จับความแล้ว ทั้งจากเสียงของนายกรัฐมนตรี และจากรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ การจะเกิดสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ขึ้นมายังมีความเป็นไปได้เสียมากกว่า
แล้วการจะเกิดสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ดังว่า ก็อย่าได้พยายามบิดเบือนให้กลายเป็นเรื่องอื่นเรื่องไกล
เหมือนที่มีสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับไปตั้งคำถามว่าจะเป็นสถานีพีทีวี ที่จักรภพเคยเป็นพิธีกรหรือไม่
ทั้งๆ ที่เรื่องของสถานีโทรทัศน์อีกแห่ง ถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่กลับไม่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีคนออกมาหาเหตุใส่ไคล้
หากไม่ความจำสั้น หรือความจำเสื่อมเกินไป คนที่อยู่ในแวดวงสื่อ หรือแวดวงทีวี คงจำกันได้ดี
ในวันที่รัฐบาลพยายามสะสางปัญหาทีไอทีวี มีการตั้งกรรมการศึกษาถึงการแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ
มีการเสนอทางออกให้กับรัฐบาล 2 แนวทางด้วยกัน
ทางหนึ่งเป็นการเสนอโมเดลทีวีสาธารณะ โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ
อีกทางหนึ่งเป็นการเสนอรูปแบบทีวีเสรี โดย เถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
บรรดานักวิชาการสื่อสารมวลชนมีความเห็นพ้องกันเป็นส่วนใหญ่ในขณะนั้นว่า ทั้ง 2 รูปแบบมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป
และที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าจะต้องเลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่สามารถมีโทรทัศน์ทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองไทย
ในตอนนั้นมีการคาดหมายกันว่า รัฐบาลจะจัดการให้ สทท.11 เป็นทีวีสาธารณะ เพราะมีลักษณะของโทรทัศน์ที่ปลอดจากการโฆษณา และรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการผลิตรายการอยู่แล้ว
หากตัดสินใจเช่นนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดมากนัก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีที่กำลังเป็นปัญหา ก็เข้าไปบริหารจัดการกันใหม่ในรูปแบบทีวีเสรี
ซึ่งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเช่นเดียวกัน
พนักงานจำนวนมหาศาลก็จะไม่ต้องตกงาน
รายได้กว่า 1,600 ล้านบาท ก็เป็นสิ่งที่รับประกันอยู่แล้วว่า สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะสามารถเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง และทำรายได้เข้ารัฐบาลจำนวนมหาศาล
แต่ในที่สุดคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เลือกที่จะปล่อยให้ช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์แบบลูกผีลูกคนอยู่อย่างเก่า
แล้วก็เลือกที่จะปิดสถานีโทรทัศน์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานีข่าวที่ดีที่สุด ในบรรดาโทรทัศน์ทุกช่อง
มีการปลดพนักงานหลายร้อยคนแบบสายฟ้าแลบ
และรัฐบาลขณะนั้นเลือกที่จะเสียรายได้ปีละ 1,600 ล้านบาท ไปเป็นการต้องจ่ายงบประมาณอุดหนุนเพื่อผลิตรายการราวปีละ 2 พันล้านบาทแทน
ตามมาด้วยการส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการนโยบาย 5 คน ที่ดูแล้วไม่ได้สร้างความสบายใจเลย ว่าจะทำให้ทีวีสาธารณะอันเป็นรูปแบบสากลที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ในเมืองไทย
จนถึงวันนี้ ผลงานที่ปรากฏกลับมีเพียงการปลดคนเก่า เอาคนใหม่เข้ามา
การกำหนดผังรายการท่ามกลางคำครหาว่ามี “คนคุ้นเคย” เข้ามามีเอี่ยวมากมาย
แล้วยังมีเรื่องของการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะการซื้อรายการสารคดีราคาแพง ทั้งที่ยังเป็นเพียงการออกอากาศขัดตาทัพ เพียงเพื่อไม่ให้จอมืด
แต่สาระสำคัญของทีวีสาธารณะที่ประชาชนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
หรือการตั้งสภาประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีสิทธิมีเสียงในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร กลับไม่เคยมีการพูดถึง
จนอยากจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่เข้าไปบริหารเป็นการชั่วคราวอยู่ในขณะนี้ มีความเข้าใจในแก่นสาระของทีวีสาธารณะมากน้อยแค่ไหน
หรือว่ารู้แล้วแต่ไม่สนใจกันแน่
จริงอยู่ว่ารัฐบาลชุดนี้แค่เพียงแสดงความไม่สบายใจต่อการดำเนินการบางเรื่องราวของไทยพีบีเอส และก็ยังไม่เคยเอ่ยว่าจะแทรกแซงหรือก้าวล่วง ดังที่ เทพชัย หย่อง ออกมาตีกัน
ทั้งที่จริงก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาสะสางและจัดการสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลให้เข้ารูปเข้ารอย
การเข้าไปรื้อสิ่งที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง ใช่ว่าจะเป็นการแทรกแซง เพียงแต่เป็นการทำตามหน้าที่ แล้วก็ผลักดันให้เกิดเป็นทีวีสาธารณะเต็มรูปแบบต่อไป
...เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง...!!
บทความการเมืองรัฐธรรมนูญของอำมาตยา…ผลงานโบแดงของ คมช.
แม้สุดท้าย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. จะออกมาแถลงยุติบทบาทอย่างเป็นทางการด้วยถ้อยคำที่ว่าพวกตนปฏิบัติภารกิจการรัฐประหารได้ไม่ลุล่วง...
แม้ภารกิจ 4 ข้อที่ใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหารสุดท้ายจะล้มเหลวทุกข้อ และบางข้อก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงแค่ “ข้อกล่าวหา” ไร้มูลความจริง...
แต่หากมองกันจริงๆ แล้ว ภาระหน้าที่ที่ คมช. เข้ามาทำ และผลงานที่ฝากไว้ให้สังคมการเมืองไทยนั้น มันลึกร้ายหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะมาทำถ่อมตนปฏิเสธผลงานของตัวเองได้
สิ่งที่คมช. ทำไม่สำเร็จ ก็คือข้ออ้าง 4 ข้อที่อุปโลกน์ขึ้นมา...
แต่หน้าที่แท้จริงที่ได้รับมอบหมายมา คมช.ทำได้ไม่พลาด และอย่างน้อยก็สำเร็จไปกว่าครึ่ง
แนวคิด และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2550 คือคำตอบว่าคมช. เข้ามาเพื่อทำอะไร...
“ รัฐธรรมนูญ 2550 มองบุคคล 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือมองนักการเมืองอย่างหนึ่ง แล้วก็มองข้าราชการหรือระบบราชการอีกอย่างหนึ่ง...
(รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2550)
การเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ที่เต็มไปด้วยกระบวนการซับซ้อน สับสน ย้อนยุคไปเมื่อครั้งใช้ระบบรวมเขตเรียงเบอร์ ทำลายระบบบัญชีรายชื่อซึ่งเคยเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในการลงคะแนนเสียงของประชาชนแต่ละเขตที่เลือกได้ไม่เท่ากัน วางเงื่อนไขให้พรรคการเมืองมีความเปราะบาง อ่อนแอ ...เหล่านี้คือผลงานตัวเป็นๆ ลำดับแรกๆ ของคมช. ผ่านเครื่องมืออย่างรธน. 50
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังจะตามมาอย่างเงียบเชียบในวันที่ 2 มีนาคม 2551 นี่ก็อีกเช่นกัน...ในที่สุด คมช. และพลพรรครับใช้ก็สามารถสถาปนาระบบแต่งตั้งให้กลับมาในการเมืองไทยได้อีกครั้ง (เป็นการก้าวถอยหลังที่ประเทศพัฒนาแล้วที่ไหนก็ต้องงงไปตาม ๆกัน) จะมีบุคคลซึ่งมาจากการแต่งตั้งหรือพูดง่ายๆคือ ผ่านการคัดกรองจากสติปัญญา(และม่านมายาคติ)ของคณะกรรมการสรรหาที่มีกันเพียง 7 คนเข้ามานั่งในสภาสูงนี้กว่าครึ่ง เป็นบุคคลที่ไม่ได้มาจากฉันทามติของคนข้างมากแต่มาทำหน้าที่คัดกรองกฎหมายที่จะมีผลใช้กับคนทั้งประเทศ !!!
ระบบเช่นนี้ หากไม่ได้มาจากวิธีคิดของคนที่เชื่อว่าประเทศนี้มี “เทวดา” แล้วมันจะมาจากไหน
ความไม่เชื่อในเสียงของพลเมือง ไม่ต้องการยอมรับระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหล่านี้แทบจะเป็นคุณสมบัติตายตัวของชนชั้นข้าราชการ ขุนนาง อำมาตยา
ชนชั้นอำมาตยายอมรับไม่ได้ที่จะมีพรรคการเมือง-อันถือเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน-มาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากพลเมืองของประเทศนี้ (ซึ่งเหล่าขุนนางเรียกว่าชนชั้นไพร่) ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองหนึ่งในอดีตซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เอื้ออำนวยให้เป็นเช่นนั้น ทำให้ชนชั้นขุนนาง-กองทัพ ไม่อาจนั่งมองได้ด้วยความเย็นใจ การสื่อสารทางการเมืองโดยตรงระหว่างนักการเมืองกับประชาชนเจ้าของประเทศนี้ โดยที่ไม่มีตัวแปรอื่นมาคั่น ทำให้ขุนนางบางกลุ่มซึ่งเคยเป็นตัวละครสำคัญรู้สึกไม่พอใจ เพราะสำหรับพวกนี้ ความเป็นไปของบ้านเมืองจะปราศจากเขาเสียไม่ได้
ประชาชนไม่อาจเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงได้ โดยไม่ผ่านการ “อนุมัติ” จากใครบางคนเสียก่อน
เช่นเดียวกันกับการจัดตั้งรัฐบาลในอดีต นอกจากบัตรลงคะแนนที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องในวันเลือกตั้งล้วนๆ แล้ว...ก็เป็นที่รู้กันเสมอมาว่าสุดท้ายยังมี “ปัจจัย” อื่นที่สำคัญกว่าในการตัดสินว่าใครจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐบาล...ซึ่งแน่นอนว่าเสียงนั้นย่อมไม่ใช่เสียงประชาชนที่ตรงไปตรงมาตามระบอบประชาธิปไตย
ปัญหาความอ่อนแอของระบบพรรคการเมือง ปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ปัญหาความไม่มีเอกภาพในการบริหาร กระทั่งปัญหาการแทรกแซงจากกองทัพ(รัฐประหาร)...เหล่านี้คือโรคาเรื้อรังที่สังคมไทยเผชิญหน้ามาโดยตลอด และบั่นทอนให้ไม่อาจเดินหน้าพัฒนาไปได้
รัฐธรรมนูญ 2540 จึงเขียนขึ้นมาเพื่อแก้ไขให้ปัญหาโสมมเหล่านั้น ค่อย ๆหมดไปจากสังคมไทย
และก็เป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เข้ามาพิสูจน์ให้เห็น ด้วยการเป็นรัฐบาลที่ฉลาดเหลือเกินในการหยิบใช้ข้อดีจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และขณะเดียวกัน ความเข้มแข็งอย่างล้นเหลือนั้นก็เป็นการชี้ช่องโหว่ของ รธน. 40 ให้สังคมเห็นด้วยเช่นกันว่า ยังมีอะไรที่ขาดไป...
แต่ขณะที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยยังเริงร่าอยู่กับความเข้มแข็งที่ตัวเองได้รับ...กลุ่มบุคคลในเงามืดอีกกลุ่มหนึ่งก็ทวีความไม่พอใจรุนแรงขึ้น และกลายเป็นเบื้องหลังสำคัญในการผลักดันวาระเลวทรามบางประการให้กลับมาในสังคมไทย
อีแอบในเงามืดทั้งหลายเฝ้ารอคอยเวลาที่จะกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมๆ กับการกำจัดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง และช่วงชิงเอากระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาเป็นของตัวเองด้วยการแอบอ้างเรื่อง “ม็อบไล่รัฐบาล” มาเป็นข้ออ้างในการส่งลิ่วล้อเข้ามารัฐประหาร...
คปค. หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงเข้ามาได้ด้วยเหตุอันนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. ในเวลาต่อมา
เพื่อความไม่น่าเกลียด...คมช. ต้องอ้างเหตุผลขึ้นมา 4 ข้อ ตั้งหน่วยงานตามเช็คบิลรัฐบาลเก่า ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และตั้งรัฐบาลเพื่อให้ช่วยประคับประคองบ้านเมืองไปให้ได้ก่อนระยะหนึ่ง...โดยระหว่างนี้ ประชาชนจะเข้าใจว่าภารกิจของพวกเขาคือเหตุผล 4 ข้อนั่น
แต่ความจริง ภารกิจที่สำคัญกว่า อยู่ในกฎหมายแต่ละตัวที่มอบหมายให้ สนช. ไปทำมาอีกต่อหนึ่งเช่น พ.ร.บ. ความมั่นคง และอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่โดนด่าถ้วนหน้าว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับอภิชน
วันนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพวกอภิชนเกลียดนักเกลียดหนา ได้กลับเข้ามาแล้ว คมช. หมดหน้าที่และกล่าวอำลาพร้อมทิ้งซากเศษปฏิกูลไว้ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องชำระล้าง
แต่ใครจะสนล่ะ...ก็ในเมื่อ “ภารกิจแท้จริง” ของพวกเขา สำเร็จไปแล้ว.
รายงานพิเศษ
ผลิตผลโจรปล้น ปชต. หมดความชอบธรรม
ผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ภายใต้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และภายหลังได้กลายร่างเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งเป็นผลผลิตแห่งความไม่ชอบธรรม เนื่องจาก เป็นการใช้อำนาจเถื่อนที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน มีที่มาจากโจรปล้นประชาธิปไตยเป็นผู้แต่งตั้ง
องค์กรต่างๆ ที่เป็น ผลผลิตของโจรปล้นประชาธิปไตย มีจำนวนมากมายที่ยังไม่ยอม ลาออกจากตำแหน่ง ยุบเลิกองค์กร ไปเสีย ทั้งที่ หัวหน้าโจร และ พรรคพวก ต่าง ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อประชาชน ผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศไปแล้ว ยอมยุติบทบาท ทั้งหมด กลับ เข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง ต้อนรับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มีที่มาจากประชาชน ขาดซึ่งความสง่างามในการทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ
วันนี้บ้านเมืองกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาตามอำนาจโจรปล้นประชาธิปไตย จึงควรจะทบทวนตัวเอง องค์กรเหล่านี้มีอะไรบ้าง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง ทำหน้าที่ต่อไป
ป.ป.ช. ที่ใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้ ป.ป.ช. โดยการแต่งตั้งของ คปค. ทำหน้าที่ต่อไป
สิ่งเหล่านี้คือองค์กรที่เรียกได้ว่าเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่เกิดขึ้นมา ท่ามกลางข้อครหา ว่านำพวกพ้องที่ ไม่เป็นกลาง มีอคติ เข้ามาร่วมเป็นส่วนสำคัญในองค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นความ อยุติธรรม ตั้งแต่เริ่มแรกในกระบวนการยุติธรรม ในยุคเผด็จการครองเมือง
คตส. เป็นสิ่งสะท้อนได้ดีที่สุด
เอาแค่คดีเดียวคือกรณี เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและสายพานลำเลียง ซีทีเอ็กซ์9000 ที่มีการกล่าวหากันว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีเอกสารมัดแน่น นี่ 1 ปีกับอีก 4 เดือน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แล้วมาแก้ตัวว่าไม่มีอะไรช้า เห็นชัดๆ ว่าที่แท้ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สมอ้างตั้งแต่เริ่มแรก มาจัดการเขาได้ มีแต่การอนุมาน มีแต่ความคิดเห็นจากฝ่ายแค้นเท่านั้น
อีกกรณีคือ คดี กล้ายางพารา ออกข่าวเช้าสายบ่ายค่ำ ให้คนเข้าใจไปว่าคดีนี้มี การดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ต่างๆ นานา จนที่สุดมีการดำเนินการส่งฟ้องไปที่อัยการ แต่หลักฐานที่ออกมาให้สาธารณชนเห็น ล้วนแต่ขัดกับ สิ่งที่ คตส. ได้สรุปออกมา ทั้งการสอบถามกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีผลประโยชน์ขัดกัน ทั้งเอกสารแบ่งส่วนราชการ ล้วนแต่เป็นเอกสารราชการที่ยืนยันในความโปร่งใสของการดำเนินโครงการ
กรณี จัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. คนเซ็น เปิด แอลซี ไม่ผิดหน้าตาเฉย คนสั่งจ่ายเงิน ไม่ผิด หน้าตาเฉย กระบวนการพิจารณาถูกตีตกแล้วตกอีก เอาไปสอบกันใหม่ ท่ามกลางข่าวลือสะพัด ว่า ป.เป็ด สั่งให้ช่วย มันเกิดอะไรขึ้น ขนาด กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่เคยสรุปสำนวนไว้ ยังบอกใส่ชื่อ คนเซ็นเปิดแอลซี คนเซ็นเช็คสั่งจ่าย ส่งไปที่ อัยการ เลย
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามตัวโตตามมาในสังคมว่า องค์กรที่เป็นผลผลิตจากโจรปล้นประชาธิปไตย มีที่มา ไม่ชอบธรรม ยัง มีอคติในการตรวจสอบ เลือก ตรวจสอบแต่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่า ยัง เลือกที่จะกล่าวร้ายลงโทษคนทำผิดเฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม อีกต่างหาก
เรียกได้ว่า สมบูรณ์ครบเครื่องแห่งความอยุติธรรม โดยแท้
ในเมื่อบ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่เป็น ประชาธิปไตย แล้ว เราจะปล่อยให้ อำนาจอยุติธรรม เหล่านี้ ทำหน้าที่ต่อไป อย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ ตำตา
ไม่มีใครคิดว่า องค์กรที่เป็นผลผลิตของโจรปล้นประชาธิปไตย เป็น เสี้ยนที่ตำตา ก่อให้เกิด ความระคายเคือง ต่อ ลูกตา บ้างเลยหรืออย่างไร? หากปล่อยเอาไว้ อาจจะทำให้ตาเป็นหนอง ทำให้ตาบอด และร้ายกว่านั้นอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสโลหิต ตายวันตายพรุ่ง ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้
ทางที่ดี ต้อง กำจัด ตั้งแต่ต้นทาง อย่าปล่อยให้ เสี้ยนหนาม เหล่านี้อยู่ต่อไป ไม่ดีกว่าหรือ
ในเมื่อคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความละอายต่อบาปกรรม ที่ไปร่วมย่ำยีประชาธิปไตย ขนาดที่หัวหน้าคณะก่อการ ยังเหนียมอาย ประกาศ “ไอ้เสือถอย” กันแล้ว
ในเมื่อ ไม่มีสปิริต ที่จะพิจารณาตัวเอง รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมที่จะ ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย จัดการ ผลผลิตเหล่านี้ให้สิ้นซาก อย่าปล่อยเป็นเสี้ยนหนามตำมือ ตำเท้า ตำตา อยู่ต่อไป
ใครจะกล้าแตะต้องหยิบจับ “เสี้ยน” สามสี่อันเหล่านี้บ้าง เพราะ แตะไม่ดี หยิบพลาด มันมีโอกาสทิ่มตำให้เจ็บเอาได้ แต่จับออกไปดีๆ อย่าให้พลาด เอาใส่ถังขยะ ปิดฝาทิ้งมันไปเสีย ทุกคนในสังคมก็ปลอดภัย
อยู่ที่ว่า กล้าพอไหม ต่างหาก
มท.1ปัดไม่รู้ลูกจะนั่งเลขารมต.-สุเทพชี้สังคมสอบ
รัฐมนตรีมหาดไทย แจง ไม่ทราบกรณีการเสนอชื่อบุตรชายเป็นเลขานุการรัฐมนตรีสาธารณสุข ชี้ บุตรชายมีความสามารถแต่ไม่คิดให้ช่วยงานที่มหาดไทย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธส่วนตัว และ นายวัน อยู่บำรุง ลูกชาย ไม่ทราบการเสนอลูกชายเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และไม่ได้ทำไขสือเพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่พรรคพิจารณารัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ทั้งนี้ยืนยันบุตรชายมีความสามารถแต่ไม่คิดจะดึงมาช่วยงานที่กระทรวงมหาดไทยเพราะกลัวถูกวิจารณ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการรณรง์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) วิจารณ์รัฐบาลว่ามุ่งเน้นแก้ปัญหาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่าประเทศชาติว่า ครป.เข้าใจผิด เพราะการดูแลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาสู้คดีเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง แนะ ครป.เปิดรัฐธรรมนูญอ่าน วอนอย่าทะเลาะกันมีอะไรแนะนำหรือต้องการสอบถามพร้อมตอบได้ทั้งหมดหรือว่างมานั่งคุยกันบ้างก็ได้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีเงา ในการติดตามกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายวัน อยู่บำรุง บุตรชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องตรวจสอบความจริง ซึ่งหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องทางพรรคฝ่ายค้านก็จะนำข้อมูลมาเปิดเผย แต่การเอารูปหรือเครือญาติมาทำวานการเมืองก็เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งบางทีบุตรชายของ ร.ต.อ.เฉลิม นั้นทำงานเก่งกว่าบิดาก็เป็นได้
ส่วนเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่นั้น นายสุเทพ เห็นว่านักการเมืองหรือรัฐบาลควรสำนึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายความรู้สึกของประชาชนจนมากเกินไปแต่ก็เป็นสิ่งที่จะสามารถตัดสินใจได้
รมต.บัวแก้ว ป้อง'ทักษิณ' ไม่เคยมีนโยบายฆ่าตัดตอน
'นพดล' ป้องนโยบายทำสงครามยาเสพติด มีคนตายต้องตรวจสอบสาเหตุ อ้างไม่เคยมีนโยบายฆ่าตัดตอนผู้ค้ายา ยึดมั่นคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในกติกาประชาธิปไตย
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการพบปะหารือกับ นายจาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย
โดยระบุว่า นายจาง ได้นำสารแสดงความยินดีจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนมามอบให้ ในโอกาสที่ตนเข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ได้มีการหารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในหลายเรื่อง ส่วนกรณีไต้หวันจะขอให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ลงประชามติเพื่อให้ไต้หวันเป็นสมาชิกยูเอ็นนั้น ไทยยืนยันว่า ไทยถือนโยบายจีนเดียว ซึ่งเป็นนโยบายด้านการต่างประเทศของไทยที่ยึดมั่นมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายงานที่สรุปผลการตรวจสอบเหตุการฆ่าตัดตอนจากนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดอย่างเป็นทางการที่ คณะกรรมการ อิสระตรวจสอบ และวิเคราะห์ การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติฺ ิจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) นายนพดล กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานดังกล่าว และขอยืนยันว่าช่วงที่ประกาศสงครามยาเสพติดในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เราไม่ได้ประกาศสงคราม กับผู้ค้ายาเสพติด แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ต้องตรวจสอบว่าเสียชีวิตจากเหตุใด
เช่น การวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการฆ่าตัดตอนของผู้ค้ายาเสพติดเอง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดใด รวมทั้งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยมีนโยบายสังหารผู้ค้ายาเสพติด ฉะนั้นซึ่งต้องชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบว่า สิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายแก่นแท้ของการต่างประเทศของไทย เราจะให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยึดมั่นในกติกาประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม
ส่วนกรณี นายอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะขอพบ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายนพดล กล่าวว่า ทั้งสองจะพบกันในเวลาที่เหมาะสม โดยเชื่อว่าทางมาเลเซียถือว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นปัญหาด้านความมั่นคงของมาเลเซียด้วย
'ซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่ง' นายนพดล ระบุ
ส่วนก่อนหน้านี้ นายนพดลมีกำหนดการเตรียมเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง 12-13 ก.พ.นี้ มีความจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อนนั้น นายนพดล ชี้แจงว่า พิจารณาตามรัฐธรรมนูญที่ได้ระบุว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรียังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ จนกว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเยือน สปป.ลาวออกไป พร้อมขอโทษไปยังนายทองลุน สีสุดลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาวแล้ว
ทั้งที่ มีความตั้งใจว่า จะเยือนเป็นประเทศแรก โดยทางฝ่ายลาวก็เข้าใจดี อย่างไรก็ตามตนจะหาช่วงเวลา ที่เหมาะสมเยือนประเทศลาวหลังจากกลับจากประเทศสิงคโปร์







