ส.ส.ปชป.ภาคใต้ สอนเชิงมวย 'เฉลิม' รู้ไม่จริงว่าเที่ยวกระพือข่าวสร้างปัญหาใต้ไม่รู้จบสิ้น เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมทั้งคนนอกและในพื้นที่ เชื่อทั้งนายกรัฐมนตรีกับมท.1ไม่รู้ปัญหาใต้
นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแนวคิดจัดตั้งเขตปกครองพิเศษใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า แนวคิดดังกล่าวจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับสถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม และร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เข้าใจปัญหาภาคใต้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ปัญหาในภาคใต้ แม้จะมีบางส่วนที่มีความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเช่นนั้น ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่สังคม โดยจะต้องควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย และต้องไม่ฝืนวิถีชีวิตของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ตนไม่แน่ใจกรอบความคิดของรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร จึงอยากฟังนายกรัฐมนตรีพูดถึงนโยบายการแก้ปัญหาภาคใต้ แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญระดับชาติ กระบวนการความคิดเรื่องคนมุสลิมในแต่ละพื้นที่ แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ นายเจะอามิงกล่าวว่า ตนขอเสนอแนะให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ ซึ่งสามารถให้ทั้งคนนอก และในพื้นที่มาร่วมกันทำงาน เนื่องจากขณะนี้ฝ่ายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯ และรมว.มหาดไทย ไม่มีคนที่เข้าใจปัญหานี้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ตนจะยื่นญัตติเร่งด่วนต่อสภาในเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ประกอบไปด้วย 11 ประเด็น อาทิ ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเด็กกำพร้าของเหยื่อผู้ก่อความไม่สงบ เป็นต้น เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ให้มีเอกภาพในการทำงานและต้องลดความหวาดระแวงของประชาชนในพื้นที่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, February 13, 2008
ปชป.รู้แกวสอนมวย มท.1 เติมเชื้อไฟใต้
คลิป!! นายกฯประเดิมจัดรายการสนทนาประสาสมัคร
ชม คลิป!! นายกฯประเดิมจัดรายการสนทนาประสาสมัคร
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมจัดรายการสด "สนทนาประสาสมัคร " ครั้งแรก ในวันนี้เวลาประมาณ 08.30น. ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนรูปแบบรายการนั้น จะเป็นการสนทนาสดของนายกรัฐมนตรีความยาวประมาณ1 ชั่วโมง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั่วไป รวมถึงกรณีที่ได้รับการจับตามองของนโยบายของรัฐบาล โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 ก.พ.นี้ จะมีการสรุปนโยบายออกเป็นรูปเล่ม และเสนอต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแถลงนโยบายภายหลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา คณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลได้เห็นชอบ และร่างนโยบายและเตรียมส่งให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบ โดยมีร่างนโยบายเร่งด่วน 9 เรื่อง อาทิ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความยากจน และการแก้ปัญหายาเสพติด
โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร " โดยระบุว่า รายการนี้เป็นช่องทางการเจรจา เพื่อแก้ปัญหาการเข้าใจผิดให้กับประชาชน โดยได้บอกเล่าภารกิจภายหลังได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คืด การต้อนรับและเลี้ยงพระกายาหารเที่ยงนายกรัฐมนตรีบาห์เรน การเตรียมนโยบายของรัฐบาล และการยกเลิกมาตรการกันสำรอง โดยระบุว่า เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และจะต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน รวมถึงความเข้าใจผิดกับสื่อมวลชนไทย และตำหนิการรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนเก้าอี้นั่ง เนื่องจากมีความสูงเกินไป พร้อมได้นัดแนะเรื่องการให้สัญญาณจบเบรกรายการด้วย
"สื่อ"ต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ
ในฐานะของคนทำสื่อ ผมรู้ ผมเห็น และ ผมกล้าฟันธงว่า "สื่อ" นี่ล่ะ ที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ ที่ตั้งเค้ามาตั้งแต่ปลายปี 2548
สื่อ มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมใหญ่ ที่ประชาชนหรือสมาชิกของสังคมไม่อาจจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้โดยตรง จึงต้องพึ่งพาอาศัยการถ่ายทอดของสื่อ และรอรับฟังข่าวจากสื่อ
ในอดีต สื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้อ่าน ได้ฟัง และได้ชม โดยเน้นเนื้อหาของข่าวและสาระของเรื่อง มากกว่าที่จะแสดงความรู้สึกและอารมณ์ของคนทำสื่อ ที่เต็มไปด้วยอคติ ผสมปนเปอยู่ในข่าว จนยากที่จะแยกแยะได้ว่า อะไรคือสาระของข่าว ส่วนใดคือเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการนำเสนอกันแน่ ระหว่างข้อเท็จจริงของข่าวกับอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ เช่นในปัจจุบัน
ในสังคมใหญ่ที่อะไรๆ ก็ดูจะเร่งรีบ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางและการทำมาหากินเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาอันจำกัด และต้องรีบเร่งรับจนแทบจับสาระสำคัญของข่าวประเด็นหลักของเรื่องไม่ได้เลย เมื่อเจอกับข่าวที่มีเนื้อหายาวๆ เรื่องราวที่มีความสลับซับซ้อน ยุ่งยากต่อการอ่านและทำความเข้าใจ จึงต้องอาศัยสื่อทำหน้าที่ช่วยย่อย ช่วยแสดงความคิดเห็น และช่วยคิดแทน ต่อกรณีที่เกิดขึ้นในแต่ละเรื่องข่าว แต่ละเรื่อง ประชาชนควรจะมีทัศนคติอย่างไร
จึงเป็นโอกาสของคนทำสื่อจำนวนหนึ่ง ที่มีเจตนาร้าย มีอคติต่อเรื่อง มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้เป็นข่าว ที่จะนำเสนอเรื่องราวข่าวคราวแบบสั้นๆ กระชับๆ โดยเลือกตัดเนื้อหาส่วนที่ตนไม่ต้องการนำเสนอทิ้งไปทั้งหมด แล้วยัดเยียดเนื้อหาส่วนที่ตนต้องการจะให้ประชาชนรับฟังเข้าไปแทนแบบ "ข้างเดียว" แถมพกด้วยการสอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง ทั้งรัก ชอบ โกรธ แค้น เกลียด ชัง เข้าไปในข่าว เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ประชาชนผู้รับสื่อผ่านปากของตน ทั้งปากคน และปากกา
ในระยะ 2-3 ปีมานี้ จะเห็นได้ว่าสื่อไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ หากแต่ทำหน้าที่เป็นสื่อที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ ควบคู่ไปกับข้อเท็จจริง และหลายครั้ง สัดส่วนอารมณ์ความรู้สึกของคนทำสื่อ จะมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง ด้วยซ้ำไป เนื่องจากสื่อกำหนดบทบาทตัวเองให้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เป็นข่าวด้วย มิใช่เป็นสื่อเพียงสถานะเดียว
เมื่อสื่อไม่ทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมา หากแต่ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของเรื่อง เป็นตัวละครตัวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ความเป็นกลางของข่าวก็ห่างหายออกไป กระทั่งความเป็นจริงก็ถูกบิดเบือนไป จนถึงลบเลือน ปิดบัง ไม่นำเสนอต่อประชาชน และพยายามหามุมมองที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองมานำเสนอแทน
สื่อหลายรายปรับเปลี่ยนหน้าที่และวิธีการทำข่าว จาก "การรายงานข่าว" มาเป็น "การสร้างข่าว" โดยตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าจะนำเสนอข่าวแต่ละชิ้นไปในทิศทางใด แล้วก็หาบุคคลมาให้สัมภาษณ์ตามแนวทางที่ตนต้องการ เช่น หากต้องการเล่นงานรัฐบาล ก็จะไปสัมภาษณ์นักการเมือง นักวิชาการ ฝ่ายตรงข้าม ที่มีทรรศนะขัดแย้งกับรัฐบาล มานำเสนอเป็นข่าว แต่จะหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอความเห็นของนักวิชาการ นักการเมือง ที่เห็นสอดคล้องกับรัฐบาล จากนั้นก็ใช้วิธีการพาดหัวข่าวในทางร้ายตัวใหญ่ๆ เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามไปตาม "ธง" ที่ตนตั้งไว้
สื่อบางรายกระโดดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ เป็นตัวสร้างเหตุการณ์ สร้างข่าว และเป็นตัวเดินข่าว จนกลายเป็นตัวละครหลักของข่าว แต่ก็ยังอ้างว่าเป็นสื่อ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของสื่อแล้ว เช่น หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และเอเอสทีวี ที่เป็นผู้เริ่มต้นก่อเหตุที่นำมาสู่หายนะของชาติอย่างร้ายแรง เนื่องจากคนทำสื่อไม่ได้ดำรงตนอยู่ในฐานะของสื่อ หากแต่เข้าไปเล่นการเมือง แสวงหาประโยชน์ และวางแผนล้มล้างรัฐบาลด้วยอคติ มีจิตพยาบาทอาฆาตมาดร้าย โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือนำเสนอความเท็จ หลอกลวง มอมเมาให้ประชาชนหลงเชื่อ ด้วยการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์แบ่งแยกประชาชน ใช้สื่อปลุกระดมประชาชนโค่นล้มรัฐบาล จนทำให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงของคนในชาติ
สื่อหลายรายหลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอข้อเท็จจริง และบางรายก็จงใจสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่าเกลียด เช่น กรณีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ กับเอกสารลับสกัดพรรคพลังประชาชน ของ คมช. ซึ่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอข่าวนี้อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่กล้าชี้ว่า คมช. กระทำผิด ในขณะที่หนังสือพิมพ์อื่นๆ นำเสนอข่าวนี้แบบกลัวๆ กล้าๆ และ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เสนอข่าวแบบสวนทางกับความจริงว่า เรื่องเอกสารลับเป็นเรื่องเท็จ เป็นท่าทีที่สอดรับกับท่าทีของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช. อย่างแนบแน่นยิ่งนัก เป็นพฤติกรรมของสื่อที่เลือกข้างอย่างชัดเจน ไม่สนใจที่จะทำหน้าที่ของสื่อ ค้นหาความจริง หากแต่เป็นสื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของ "ฝ่าย" ที่ตนเลือกอยู่ด้วย
สื่อบางรายผูกติดตัวเองกับการแสวงหาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เช่น หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่รายหนึ่ง เมื่อถูกขัดผลประโยชน์จากรัฐบาลคณะหนึ่ง ก็ผูกใจเจ็บ เก็บเป็นความแค้น เมื่อสบโอกาสก็ใช้ความเป็นสื่อแก้แค้นตอบโต้ทุกวิถีทาง นำเสนอข่าวและความเห็นด้วยอคติตลอดมานับแต่ไม่สมประโยชน์ ซึ่งประชาชนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของสื่อสำนักนี้กันหมดแล้ว ยิ่งกระจายคนของตัวเองไปอยู่ในโทรทัศน์หลายช่อง ก็ยิ่งได้เห็นชัดเจนมากขึ้น จนเรียกได้ว่าสื่อสำนักนี้ได้แก้ผ้าเปลือยตัวเองให้ประชาชนรู้เห็นหมดแล้ว ว่าเพื่อให้สมประโยชน์ทางธุรกิจ แม้จะต้องอยู่ใต้อำนาจเผด็จการก็ทำได้ ในขณะที่ปากก็พร่ำบ่นแต่คำว่า "เราเป็นมืออาชีพ ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" ไม่ต่างจาก ปีศาจคาบคัมภีร์ แต่อย่างใด
สื่อเหล่านี้อวดอ้างตัวเองเป็น "สื่อแท้" แต่กระทำตนเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุแห่งหายนะของชาติ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงปัจจุบัน และไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกสำนึกตนได้ว่ากระทำความเสียหายอะไรให้แก่วิชาชีพสื่อและประเทศชาติบ้าง หากแต่ยังโยนความผิดให้เป็นของผู้อื่นตลอดเวลา
สื่อเหล่านี้ชี้ว่า รัฐบาลทักษิณไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศ เรียกร้องชักชวนให้ทหารก่อการรัฐประหาร โดยไม่สนใจว่าการรัฐประหารเป็นวิธีการที่ชอบธรรมหรือไม่ เมื่อคณะรัฐประหารเดินไม่ถึงฝั่ง ล้มเหลว เพราะประชาชนไม่สนับสนุน สื่อเหล่านี้ก็ด่าคณะรัฐประหาร ที่ตนเรียกร้องเชิญชวนให้มาทำรัฐประหาร และยกย่องราวกับเป็นเทวดาในวันยึดอำนาจ
ด้วยพฤติกรรมของสื่อเหล่านี้ จึงน่าจะถึงเวลาที่ประชาชนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิรูปสื่อ โดยไม่ต้องรอให้สื่อปฏิรูปตัวเอง วิธีการปฏิรูปสื่อของประชาชนไม่ใช่เรื่อง ยาก เพียงแค่ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์ ไม่ฟังวิทยุ ไม่ดูโทรทัศน์ ฉบับ รายการ และช่อง ที่มีพฤติกรรมดังที่ปรากฏแล้วได้ก่อให้เกิดหายนะของชาติขึ้นมา และไม่สนับสนุน ไม่ซื้อสินค้า ไม่ใช้บริการ ผู้ขายสินค้าและบริการที่ลงโฆษณาในสื่อเหล่านั้นด้วย
เพียงเท่านี้ สื่อที่เป็นต้นเหตุแห่งหายนะของชาติก็จะค่อยๆ หายไปจากสังคมไทยทีละรายๆ
นี่คือวิธีการปฏิรูปสื่อที่ดีและได้ผลมากที่สุด ซึ่งประชาชนลงมือทำได้เลยตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป
อย่าปล่อยให้สื่อเลวๆ นำพาประเทศไทยหวนกลับไปสู่เส้นทางแห่งหายนะได้อีก
'นายกอ'
////////
คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์ ฉบับวันที่ 12/02/2551
จักรภพรุกจัดระบบสื่อ กรมกร๊วกเจอด่านแรก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (12 ก.พ.) กรณีอาจมีการปลดนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่า ถ้าจะแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ก็ต้องมีเหตุผลชัดเจนว่า เป็นเรื่องการบริหารหรือเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่อยากเห็นเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ในการโยกย้ายข้าราชการ หากยึดโยงระบบและความเหมาะสมก็ไม่มีปัญหา แต่หากไม่ใช่ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดี ที่ผ่านมาก็มีการสูญเสียลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้ว และหากไปเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบและแทรกแซงสื่อ จะกลายเป็นเรื่องความขัดแย้งทางอำนาจ ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องอธิบายให้ชัดเจน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อกรณีรัฐบาลเตรียมให้มีสถานีโทรทัศน์เสรีเพิ่มขึ้น ว่า หากมีทีวีเสรีจริง ถือเป็นเรื่องดี และตนให้การสนับสนุน แต่ต้องเสรีจริงๆ เหมือนยุคก่อนที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวีจะถูกแทรกแซง
'ต้องรอการจัดสรรคลื่นความถี่ หากมีการเพิ่มทีวีเสรีก็ไม่มีปัญหา โดยสามารถทำไปพร้อมๆ กับทีวีเสรี ที่มีอยู่แล้วและทีวีสาธารณะได้ แต่ทีวีเสรีจะต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ และไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ ์ของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่เสรี ควรให้เป็นสถานีโทรทัศน์ที่สามารถนำเสนอสาระได้ ในสัดส่วน ที่ดีและเหมาะสม มีการทำงานที่แข่งขันกับทีวีทั่วไป ก็ไม่มีปัญหา แต่ขอให้มีเป้าหมายในการนำเสนอเนื้อหา สาระให้ความรู้ต่อประชาชน"หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจที่ได้รับมอบหมายจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้มาดูแลรับผิดชอบงานด้านสื่อ และถือเป็นเรื่องดีที่มีคนให้ความสนใจ จากนี้ไปเรื่องสื่อจะต้องมีการพูดกันอย่างเปิดเผยและจริงจังมากขึ้น โดยการจัดระบบสื่อจะไม่ใช่เรื่องลึกลับ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าจะมีการเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน ยืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายและแนวความคิดที่จะเข้าไปแทรกแซงการทำงานของสื่อ
'สื่อ และ รัฐบาล ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม เพียงแต่รัฐบาลมีหน้าที่ในการวางระบบไม่ให้เกิดปัญหาในวงการสื่อ' รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า หลังจากนี้ไปจะไปประชุมมอบนโยบายให้กับข้าราชการของ กรมประชาสัมพันธ์ จะเชิญสื่อเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย เพราะจะเป็นการวางแนวทางและกรอบการทำงาน ในภาพรวมของการจัดระเบียบสื่อของรัฐบาลชุดนี้
'สมัคร'แบ่งงานรองนายกฯ - รมต.ประจำสำนักนายกฯ
วันนี้ (12 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกรัฐบาล แถลงว่า นายกรัฐมนตรีได้แบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มหาดไทย วัฒนธรรม ศึกษาธิการ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กำกับดูแลกระทรวงการคลัง สาธารณสุข สภาพัฒน์ กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ พาณิชย์ แรงงาน สำนักงานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมประชาสัมพันธ์
นายสหัส บัณฑิตกุล ดูแลกระทรวงคมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ คุณกิตติ กำกับดูแลกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อุตสาหกรรม นายชูศักดิ์ ศิรินิล ดูแล สคบ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนา และนายจักรภพ ดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมทฯ
หมอเลี้ยบเผยนโยบายศก.เน้นเติบโตมีเสถียรภาพ
หมอเลี้ยบเผยรัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายเศรษฐกิจ 18 ก.พ.นี้ เน้นเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เสริมทักษะฝีมือแรงงานภาคอุตสาหกรรม
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่จะเสนอต่อรัฐสภาในวันที่ 18 ก.พ.นี้ว่า จะอยู่ภายใต้กรอบการมุ่งบริหารให้เศรษฐกิจมีการเจริญเติบโต อย่างมีเสถียรภาพ แต่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในแต่ละปีไว้ในร่างนโยบาย
ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจ ยังมีแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้มีทักษะ และฝีมือ การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และให้มีมูลค่าเพิ่ม
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีการพิจารณาร่างนโยบายของรัฐบาล จำนวน 26 หน้า ซึ่งรัฐมนตรีส่วนหนึ่งราว 6-7 คน ได้ท้วงติงในบางประเด็น จึงให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปแก้ไขรายละเอียด ถ้อยคำ ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 18 ก.พ.นี้
'วันนี้ได้แจกให้ทุกคนได้อ่านแล้ว วันที่ 18 (ก.พ.) ก็จะแถลงนโยบายรัฐบาลให้ที่ประชุมรัฐสภาได้รับทราบ'
'สมชาย'ยันมีงบประมาณเพียงพอกับนโยบายรัฐบาล
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นห่วงเรื่อง ภาระงบประมาณหรือไม่ เพราะนโยบายส่วนใหญ่เป็นเรื่องประชานิยมนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้เรียกประชานิยมแล้ว แต่เรียกว่านโยบายเพื่อประชาชน ทั้งนี้ในเรื่องของงบประมาณนั้น ช่วงที่มีการประชุมจัดทำนโยบาย ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงบประมาณ เข้ามาร่วมประชุมเพื่อให้ช่วยดูอีกทางหนึ่งด้วย และวันนี้หลังจากการประชุมนโยบายเสร็จ สำนักงบประมาณ ก็ได้เสนอปฏิทินการจัดทำงบประมาณ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา
เมื่อถามว่า สำนักงบประมาณได้ให้ความมั่นใจหรือไม่ว่าจะมีงบประมาณเพียงพอ นายสมชาย กล่าวว่า ณ ขณะนี้สำนักงบประมาณ ไม่ได้พูดว่ามั่นใจหรือไม่มั่นใจ แต่นโยบายที่ทำมานี้ หลายนโยบายก็เคยทำมาแล้ว ซึ่งก็เป็นแนวเดิมที่เคยปฏิบัติ ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณก็มีแนวทางอยู่ ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อมีการจัดงบมา สำนักงบฯ ก็ต้องคอยดูอีกทีหนึ่งว่าครอบคลุมแค่ไหน ต่อข้อถามว่า จะต้องมีการจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติมหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดกัน ส่วนมีความเป็นไปได้หรือไม่ยังตอบไม่ได้ เพราะรัฐบาลยังไม่ได้เริ่มปฏิบัตินโยบาย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมครม. นายกรัฐมนตรี ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่าโครงการส่วนมากเป็นไปตามนโยบาย ส่วนปัญหาตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัวนั้น ในส่วนของพรรคพลังประชาชนไม่มีปัญหาอะไร เพราะพรรคมีคนเป็นจำนวนมาก ก็ต้องมาจัดให้เข้ารูปเข้ารอย แต่ไม่ได้มีการจัดสรรใหม่ เพียงแต่ว่ายังไม่พร้อม ซึ่งในพรรคก็จะช่วยๆ กันดูอยู่
Tuesday, February 12, 2008
"ปราโมช"ปัดเกาเหลา"จักรภพ" - ไม่หวั่นถูกเด้งพ้นกรมกร๊วก
วันนี้ (12 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงกระแสข่าวความขัดแย้งระหว่างนายปราโมช กับนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จนอาจจะถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง ว่า ตนยังทำหน้าที่ปกติอยู่ และไม่รู้สึกหวั่นไหวกับข่าวดังกล่าว เพราะคนที่เป็นข้าราชการก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เข้าพบ นายจักรภพ ก็ให้ตนนัดหมายวัน เวลา เพื่อที่จะไปมอบนโยบายให้กับข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ ก็ยังแปลกใจว่าทำไมจึงเกิดประเด็นต่างๆ ขึ้น ทั้งที่ไม่มีความขัดแย้ง และไม่มีประเด็นที่แตกต่าง
“อย่าเพิ่งไปพูดสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลก็เพิ่งเข้ามาไม่กี่วัน ยังมีขั้นตอนอะไรต่างๆ ที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควร รัฐบาลคงไม่ใช่เข้ามาเพื่อจะมาเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนอะไรทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม เป็นข้าราชการก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และผมอยู่ในฐานะผู้บริหารก็ต้องรับนโยบายเพื่อนำไปปฏิบัติ” นายปราโมช. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายของรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้วมาก จะต้องปรับตัวอย่างไน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลจะกำหนดทิศทางและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งข้าราชการก็จะต้องปฏิบัติตาม รัฐบาลคือผู้บังคับบัญชา ที่เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม ซึ่งวันนี้รัฐบาลคือผู้บังคับบัญชา ที่เราจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะเป็นปัญหา จะปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ จะทำหน้าที่ในส่วนที่กรมประชาสัมพันธ์รับผิดชอบ คือการนำข่าวสารไปสู่ประชาชนให้เกิดความเข้าใจ
เมื่อบทบาทสื่อสารมวลชน แยกไม่ออกจากบทบาททางการเมือง?
โดย คุณเรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
12 กุมภาพันธ์ 2551
อะไรจะปวดแสบปวดร้อนไปมากกว่านี้ เมื่อวงการสื่อมวลชนกับอำนาจทางการเมือง-กลุ่มผลประโยชน์ ได้ถูกกระทำให้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จะพูดว่าพวกสื่อเข้าไปรับใช้อำนาจ หรือกลายไปเป็นอำนาจเสียเองก็ยังได้นะครับ ...
รัฐธรรมนูญฉบับเคร่งศีลธรรมแบบตอแหล ที่ไปเขียนบัญญัติให้บรรดาพรรคการเมือง นักการเมือง ห้ามมีหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของสื่อ มาตรานี้มองข้ามไปไกลๆ ได้เลย มันไม่มีความหมายอะไรหรอก?
ใช้วิธีจัดตั้งเครือข่าย สนับสนุนเป็นรายบุคคล ไม่เห็นจะต้องไปลงทุนกันในทางตรง ใครๆ เขาคงทำอย่างนี้ทั้งงั้นแหละ ... เราพิจารณาความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วมองไปยังการกระทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ มันคงจะตอบคำถามกันได้ว่า “อะไรเป็นอะไร?”
ทีวี.บางช่องหรือพิธีกรดำเนินรายการเป็นอย่างไร? ...วิทยุชุมชนบางสถานี กระทำตนเป็นกระบอกเสียงของบางพรรคการเมืองโดยเปิดเผย มีแต่รายการด่าทอ ซัดสาด และโจมตีฝ่ายที่ตนคิดเห็นว่า “เป็นศัตรูที่ต้องโค่น” ...อะไรต่อมิอะไร มันดำเนินไปอย่างซ้ำซาก นี่เป็นตัวสะท้อนว่า ข้อห้ามในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีผลบังคับเป็นความศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งสิ้น?
ขนาดสื่อที่ต้องผลักดันออกกฎหมาย ประกาศตนว่าเป็น “สื่อสาธารณะ” มองกราดเข้าไปหยาบๆ เราก็รู้และสัมผัสได้แล้ว มองเห็นถึงความเป็นจริง รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร? ...อาจจะพูดไม่ได้ว่าคนที่เข้าไปคุม จัดการบริหารสื่อสาธารณะส่วนใหญ่นั้น ก็ได้แก่กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มสื่อ ที่วางตนเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลชุดไทยรักไทยโดยเฉพาะ ข้อนี้แม้จะ “จริง” เราก็ต้องปล่อยไป เพราะเป็นกระบวนการที่ถูกผลักดันและเกิดขึ้นตามกฎหมาย ส่วนกฎหมายจะมีเหตุผลหรือถูกต้องหรือไม่? เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ พิสูจน์ไปตามกระบวนการ?
ลงท้ายเรื่องโทรทัศน์สาธารณะยังมีโอกาสที่อาจต้องทบทวนกันใหม่ เรื่องราวของไทยพีบีเอสสำหรับวันนี้ ก็ไม่ได้นิ่งเสียทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องของบอร์ดชั่วคราว 5 คน เป็นประเด็นอ่อนไหว ต้องใช้ความระมัดระวังและรอบคอบมาก เพราะที่มาที่ไปนั้น ถูกตั้งข้อกังขา
จะเป็นนอมินีของกลุ่มอำนาจทางการเมืองเครือข่ายใด?
เข้ามาขับเคลื่อนสื่อสาธารณะ จัดแบ่งเค้กให้กลุ่มนายทุนสื่อสายไหนบ้าง?
ซึ่งคำถามหลายหัวข้อกลายเป็นภารกิจหลักให้บอร์ด และฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำการสำรวจตรวจสอบ และเข้มงวดกับตัวเองในการตัดสินใจและสั่งการต่างๆ ด้วยความโปร่งใส ให้สอดคล้องกับที่เคยประกาศอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ดั้งเดิมของฝ่ายตนเอง ซึ่งย้ำถึงธรรมาภิบาล จริยธรรม และความโปร่งใส มาค่อนข้างจะเป็นชนิดผูกขาด?
ปัญหาของการห้ามใช้สื่อเป็นเครื่องมือสำหรับนักการเมือง มันเป็นรายการที่ก้าวข้ามพ้นมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ข้ามไปอย่างไกลลิบลับ จนไม่จำเป็นต้องแยแสมาตรานี้แต่ประการใด? เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้ถูกห้ามไม่ให้เป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในหนังสือพิมพ์, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ... มันยังมีกลวิธีสารพัดช่องทางที่คนเหล่านี้ล้วน “รู้รอบ” ที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการทำให้สอดคล้องกับกฎหมายต่างๆ เพราะการใช้ประโยชน์จากสื่อ มันก็มิใช่เรื่องที่จะเล่นกันยากเย็นอะไรนัก?
มันเซ่อและโง่เกินไป สำหรับการใช้ชื่อตัวเองหรือผู้อื่น ให้เป็นเจ้าของด้วยการถือหุ้นแทน เหมือนอย่างที่มาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติเอาไว้ แต่ถ้าเราศึกษาและมีประสบการณ์อันลึกซึ้งเพียงพอในข่ายงานสื่อสารมวลชน กับหนทางของอำนาจการเมือง ซึ่งต้องการเพิ่มอำนาจของตัวเองไปอีกหนทางหนึ่ง ด้วยการซ้อนและซ่อนเข้าไปในอำนาจของสื่อ รับรองว่าทำได้ไม่ยากเย็นอะไร?
การเขียนมาตรา 48 เอาไว้ แม้กระทั่งห้ามนักการเมือง “เข้าไปใช้วิธีการอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการของสื่อสารมวลชน ในลักษณะทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นในกิจการเหล่านี้” พิจารณาไปแล้วย่อมเท่ากับเป็นข้อห้ามที่เกิดจากมุมมองและสติปัญญาอันตื้นเขินเกินไป ...คือรับรอง ไม่มีใครเขาสนใจรัฐธรรมนูญมาตรา 48 นี้ให้รกหูรกตาและเปลืองสมองเปล่าๆ?
ข้อเท็จจริงนั้น เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ย่อมเป็นสิ่งที่ได้รับการค้ำประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างจากมาตรา 45 ก็บัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นๆ ...มาตรานี้ยังห้ามการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพ คือห้ามไม่ให้มีการแทรกแซงด้วยวิธีการทุกๆชนิด...
ปัญหาสำคัญนั้น มิใช่เรื่องห้ามนักการเมืองแทรกแซงหรือเป็นเจ้าของสื่อ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงการ “สมยอม” และผลประโยชน์ต่างตอบแทน แม้จนทรรศนะส่วนตัวของสื่อ ไปสอดคล้องกับทรรศนะทางการเมืองของกลุ่มการเมืองนั้นๆ จึงทำให้ต้องศิโรราบรับใช้... เมื่อเราพิจารณาไปอย่างนี้แล้วมาตรา 48 ตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีความหมายอะไร? ยกเลิกไปเถอะครับ?
เพราะปัจจุบันนี้ยังมีอีกปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแทรกแซงการเมืองของฝ่ายสื่อสารมวลชนต่างหาก
ขนาด “บิ๊กบัง” ประกาศถอยเป็นพี่น้องกับรัฐบาล แต่สื่ออีกจำนวนยังโกรธ “บิ๊กบัง” เหตุใดไม่สู้ต่อ? เนื่องจากการจัดแบ่งเค้กให้กับสื่อยังไม่ลงตัว... “ถอยทำไม?”
มาตรการสำรอง [12 ก.พ. 51 - 18:47]
มีผู้คนแสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังจะเสนอยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ที่มีขึ้นในสมัยที่แล้วตามแนวคิดของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เพื่อสกัดการแข็งตัวของค่าเงินบาท ปรากฏว่าให้ยาแรงไปหน่อย ตลาดหุ้นตลาดทุนเจ๊งระเนนระนาด เงินทุนจากต่างประเทศหยุดชะงักแถมยังสกัดค่าเงินบาทแข็งไม่อยู่ฉิบ
ธุรกิจภาคเอกชนต่างก็ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามมีเสียงเตือนเบาๆ ว่าการจะยกเลิกมาตรการดังกล่าวก็อาจจะมีผลกระทบเช่นกัน อาทิการส่งออก ควรจะพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ และควรจะมีมาตรการอะไรมาชดเชยหรือป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะขืนไปทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ก็จะเกิดผลกระทบขึ้นมาอีก
เราควรจะมองถึงปัญหาในอนาคตเป็นปัจจัยสำคัญ การขาดแคลนเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศน่าจับตามากที่สุด มีการคำนวณกันว่า แม้จะช่วยเรื่องของการส่งออกได้ส่วนหนึ่งก็จริง แต่รายได้จากการส่งออกเข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ หรือเม็ดเงินส่วนหนึ่งไปซุกอยู่ที่ไหนเพราะมาตรการสำรองดังกล่าว
มีปัญหากับสภาพคล่องมากน้อยแค่ไหน ได้คุ้มเสียหรือไม่ เป็นโจทย์ที่จะต้องนำไปพิจารณาด้วย นี่เดชะบุญว่าเศรษฐกิจบ้านเราอยู่ ในช่วงขาลง มีการชะลอตัวตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจ ความต้องการเม็ดเงินในการลงทุนจึงลดลงตามไปด้วย
ในอนาคตสมมติเศรษฐกิจเกิดบูมขึ้นมาอย่างทันทีทันใด ปัญหาสภาพคล่อง น่าเป็นห่วง ถึงกระนั้นก็เถอะ อย่างที่เกริ่นเอาไว้แล้วว่าจะมีคำถามตามมาว่า แล้วถ้ายกเลิกมาตรการสำรองในขณะนี้ จะมีผลต่อการส่งออก ดอกเบี้ย ค่าเงินแค่ไหน
เป็นหน้าที่ ธปท.จะต้องหาคำตอบ
เราคงไม่สามารถที่จะแก้เศรษฐกิจทุกด้านไปพร้อมๆ กันได้ แก้ทางหนึ่งก็มากระทบอีกทางหนึ่งมีผลดีกับการส่งออกก็มีผลกระทบกับการนำเข้า เพราะฉะนั้นจึงต้องมาดูกันทั้งระบบ
ต้องรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจเอาไว้ด้วย
หลักใหญ่ใจความน่าจะอยู่ที่ ความมีเสถียรภาพมากกว่า ค่าเงินแข็ง ค่าเงินอ่อน ก็เป็นไปตามกลไกของเศรษฐกิจ สำคัญคืออย่าให้ผันผวนมากนักก็แล้วกัน
เรื่องนี้ว่าจะง่ายก็ง่าย ว่าจะยากก็ยาก การตีโจทย์เศรษฐกิจในอนาคตให้แตกหรือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะถ้าพลาดก็หมายถึงความเสียหายอย่างมหาศาล
เท่าที่ฟังความเห็นจากผู้รู้ทั้งหลายส่วนใหญ่ สนับสนุนให้มีการยกเลิกมาตรการสำรอง มากกว่าครึ่งเพราะที่ผ่านมามีผลเสียมากกว่าได้แต่มีความเห็นที่ตามมาก็คือ รัฐบาลควรจะหามาตรการอื่นไว้ ทดแทนด้วย เช่นการเรียกเก็บภาษีจากกำไรและดอกเบี้ยของผู้ที่จะนำเงินออกจากประเทศเป็นต้น
บทเรียนจากที่ผ่านมา ธปท.ต้องเอาเงินสำรองเป็นแสนล้านไปพยุงค่าเงิน อุ้มผู้ส่งออกไม่ค่อยจะคุ้มเท่าไหร่ งานชิ้นแรกของ รมว.คลังก็ไม่หมูเสียแล้ว.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
รอ “ทักษิณ” ยกเครื่อง! [12 ก.พ. 51 - 03:23]
ถือฤกษ์ 08.30 น. “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าขวาเข้าสักการะเจ้าพ่อหอกลองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงกลาโหมในเวลา 09.20 น.
ปลุกพระเรียกความมั่นใจในการบุกเข้าถ้ำเสือเป็นวันแรก
ในฐานะพลเรือนคนที่ 3 ที่ได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม “ลุงหมัก” ต้องทำทุกอย่างเพื่อหลักประกันความปลอดภัย
คุมม้าพยศง่ายซะที่ไหน
แต่ก่อนหน้านั้นก็เกือบเสียฤกษ์ไป กับคิวของนายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ สายพ่อมดเขมร ออกมาวิ่งล่อกระสุนรถถัง
ตะโกนเสียงดังๆ ขณะนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนกับภาวะเศรษฐกิจ ทหารก็ต้องดูด้วยว่า งบฯที่จะไปซื้ออาวุธจำเป็นหรือไม่
หากไม่จำเป็นต้องตัดออก นำงบประมาณมาช่วยเกษตรกรผู้เดือดร้อนดีกว่า
ทำเป็นแกล้งแหย่ไข่จงอาง
ทั้งๆที่กำลังเป็นประเด็นข่าวอยู่ว่า พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับนายสมัครที่กระทรวงกลาโหม
เพราะบินไปเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินรบมูลค่านับหมื่นๆล้านบาทที่ประเทศสวีเดน
ถึงขั้นที่ น.อ.มณฑล สัชฌุกร รองโฆษกกองทัพอากาศ ต้องออกมาชี้แจงแถลงไข
“รัฐบาลไทยกับรัฐบาลสวีเดนได้บรรลุข้อตกลงดังกล่าวแล้ว และได้ตกลงที่จะลงนามในการจัดซื้อเครื่องบินในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เป็นการนัดหมายล่วงหน้า ทั้งนี้การชี้แจงก็เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่า ผบ.ทอ.ไม่ยอมร่วมงานพิธีต้อนรับนายสมัครที่กระทรวงกลาโหม”
“ซีเรียส” เอาการอยู่
กำลังล่อแหลมๆ นายธีระชัยเขี่ยลูก โดนใจดำพอดี
หนวดไม่กระดิกให้รู้ไป
ซึ่งก็เป็นอะไรที่การันตีมาตรฐาน “ผีเจาะปาก” ยี่ห้อ “อีโต้อีสาน” ยังรับประกันได้ ในเรื่องของการท้ารบสิบทิศ
แม้สถานภาพจะเปลี่ยนไปเป็นท่านรัฐมนตรี แต่ก็ยังยินดีกับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน
ได้ดิบได้ดีเพราะเก่งตีฝีปาก
โชว์มาตรฐานรัฐมนตรี “สมัคร 1” พร้อมเข้าสถานีรบปะฉะดะไปทั่ว โดยไม่เลือกบรรยากาศและไม่สนสถานการณ์
เงินไม่ต้องพก ไปหาบาทาเอาข้างหน้า
มาถึงตรงนี้ต้องยกมาทั้งประโยคยาวๆเลย กับบทสรุปของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
“รัฐบาลเองถ้าเห็นว่าบริหารประเทศไม่ดีก็ต้องปรับ ครม. ต้องยอมรับว่าการตั้ง ครม. คราวนี้ยาก เพราะได้ผ่านเหตุการณ์ที่ต่อสู้กันมาเข้มข้น ส่วนหนึ่งก็ต่อสู้กันมาช่วยเหลือกันมา รวมถึงการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค
นอกจากนี้ ตัวรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ทำให้คนนอกไม่กล้าเข้ามา บวกกับพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้วางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ควรตั้ง ครม.ให้ดีแค่ไหนอย่างไร ผลที่ออกมาเลยไม่ได้อย่างที่คาดหวัง
คนที่น่าเห็นใจมากคือตัวนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น ถ้าทำงานไปซักระยะแล้วเห็นว่าทำไม่ได้ก็ต้องปรับ ครม.ให้ดีขึ้น และต้องดีขึ้นอย่างมากๆด้วย นายกฯต้องมีความกล้าที่จะปรับ โดยไม่ต้องดูอีกแล้วว่าใครเป็นตัวแทนของใครกลุ่มใด”
ออกตัวให้เสร็จสรรพ พร้อมกับเปิดทางให้ล่วงหน้า
สอดรับกับที่นายสมัครตั้งเงื่อนไขไว้ ถ้าภายใน 3 เดือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็ต้องมาตั้งวงถกกันในหมู่คณะรัฐมนตรี และถ้าใน 6 เดือนยังเห็นเนื้อเห็นหนัง
ก็ต้องขยับปรับ ครม.กันใหม่
และเท่าที่เช็กจากคนในแวดวงใกล้ตัว ประเมินเงื่อนเวลา พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น่าจะบินกลับประเทศไทยช่วงเดือนมีนาคม
ตัวจริงกลับมาได้จังหวะยกเครื่องพอดี.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)








