WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 13, 2008

สพรั่งลาประธานบอร์ดทอท. มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ [13 ก.พ. 51 - 13:42]

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ประธานกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แถลงระหว่างพักการประชุมคณะกรรมการ ทอท. วันนี้ (13 ก.พ.) ว่าจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท. ต่อกระทรวงคมนาคม ในวันนี้ เพื่อให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนกรรมการ ทอท.รายอื่นจะลาออกหรือไม่นั้น จะสอบถามเจตนารมณ์ของกรรมการแต่ละคนอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สพรั่ง จัดทำรายงานผลงานคณะกรรมการ ทอท.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน พร้อมทั้งเปิดใจถึงในการทำงานช่วง 1ปีทีผ่านมา ว่า มีผลงานเป็นรูปธรรมสามารถตรวจสอบได้ อาทิ การยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสำคัญในการกำกับดูแลของ ทอท.ส่วนการตัดสินใจลาออกวันนี้ ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม เป็นการพิสูจน์ว่าตนทำงานอยู่บนหลักการ และไม่มีใครสามารถกดดันให้ลาออกหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ แต่จะตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องด้วยตนเอง


ผู้สื่อข่าวถามว่า 1 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของ ทอท. ลดลงถือเป็นความล้มเหลวหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ผลประกอบการถือเป็นตัวเลขทางบัญชี เนื่องจากคณะกรรมการ ทอท. พยายามเข้ามาแก้ไขความไม่ถูกต้องที่ทำไว้ในอดีต


เร่งแก้ไขกฏหมายและคำสั่งที่ออกมาภายใต้ท็อปบู๊ต



00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551

00 แม้ประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่ประเทศไทย มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน วันที่ 2 มีนาคม 2551 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ 1 คนจำนวน 76 รวมกับที่มาจากการแต่งตั้ง 74 คน จะทำหน้าที่แทนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่คณะเผด็จการตั้งขึ้นมา แต่คราบไคลของเผด็จการยังคงอยู่ที่ หนังสือพิมพ์ทางเลือกฉบับนี้ที่ชื่อประชาทรรศน์ ยังคงเดินหน้าจี้ให้เร่งแก้ไขกฏหมายและคำสั่งที่ออกมาภายใต้ท็อปบู๊ต เพราะในระบอบประชาธิปไตย กฏหมายที่บังคับใช้ จะต้องออกมาจากสภาผู้แทนราษฎร

00 เมื่อตั้งเข็มไว้ชัดเจน ในภาวะที่ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย ประชาชนคนไทยมีเสรีภาพทางการพูดการเขียน น.ส.พ.ประชาทรรศน์ เปิดเวทีเสวนาทางวิชาการ เชิญนักวิชาการ นักการเมือง มาร่วมกันแสดงความคิดความเห็นในแต่ละประเด็นแต่ละครั้ง เริ่มวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.นี้ เสวนาเรื่อง ยกเลิกกฏหมายท็อปบู๊ต ที่ห้องมาลัย หุวะนันท์ ชั้น 1 อาคาร 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบกับวิทยากร อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล นพ.เหวง โตจิราการ และ อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักสู้เพื่อประชาธิปไตยมาทุกยุคทุกสมัย จนต้องถูกสมุนเผด็จการล่าชื่อกันปลดพ้นกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งๆที่อยู่ในช่วงรักษาการ งานเริ่มเวลา 13.00 -17.00 น. สำรองที่นั่ง 0-2641-7580 ต่อ 102 ที่นั่งจำนวนจำกัด ส่วนงานต่อๆไป จะเป็นเรื่องอะไร จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ นี่คือภารกิจที่เราจะเดินหน้าต่อไป

00 นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ยกตัวอย่างเสียน่ากลัว เป็นองคุลีมาล กรณี นายวัน อยู่บำรุง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ด็อกเตอร์เหลิม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข ในเมื่อตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบรรดาลูกๆของ ด็อกเตอร์เหลิม ทำงานการเมืองในพื้นที่มาตลอด แต่มีเงื่อนไขบางประการ จึงไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ ถือว่า เสียสละพอแล้ว

00 เอกฉัตร เห็นด้วยกับรัฐมนตรีไชยา สะสมทรัพย์ พฤติกรรมของคนเปลี่ยนกันได้ วันนี้บรรดาลูกๆของ ด็อกเตอร์เหลิม เป็นผู้ใหญ่ การศึกษาด้อยกว่าพ่อนิดหน่อย น่าจะให้โอกาสกันบ้าง บทเรียนในอดีตมากเพียงพอที่จะทำให้สำนึกได้ ยิ่งยอดคุณพ่อยกมือไหว้รอบทิศขอโทษขอโพยไปไม่กี่วันมานี้ ลูกที่ดีจะทำให้พ่อเสียชื่อเชียวหรือ

00 ก้อไหนบอกว่าสังคมนี้จะต้องให้โอกาสกับทุกคน แม้แต่นักโทษคดีอาญาที่พ้นคุกออกมา เพื่อให้เขาอยู่ได้ในสังคมนี้ แต่นี่เขาไม่ใช่นักโทษ ที่ผ่านมาเพียงเป็นผู้ต้องหาคดีวิวาทตามประสาวัยรุ่นที่มีพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่ ไม่ใช่นักโทษชาย แล้วจะไม่ให้โอกาสกันหรือ เมื่อให้โอกาสยอดคุณพ่อได้นั่งทำงานในกระทรวงที่อยากจะนั่งมาตั้งแต่เข้ามาสู่การเมืองเมื่อปี 2524 แถมพ่วงลูกไปสักคนสองคน น่าจะให้กันได้ ใช่ทุกคนล้วนมีอดีตทั้งนั้น ไม่น่าประชดประชันกันว่าเป็นเลขาฯหน้าผับ

00 เอกฉัตร ฟังมา ที่มาที่ไปของเก้าอี้ตัวนี้ เป็นโควต้าของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ที่ตั้งใจจะปลอบใจ นางศุภมาส อิศรภักดี ที่เป็น ส.ส.สอบตก แต่คุณหญิงหน่อยระยะหลังมีแรงต้านในพรรครอบทิศ เพราะในห้วงเวลาที่ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือสู้กับเผด็จการ ยืนกลางแจ้งประกาศตัวให้ทุกคนเห็น ดูเหมือนว่า คุณหญิงหน่อย รับบท “อ.ต.ร.” เอาตัวรอด หลบหน้า มีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เป็นข่าว เมื่อไปปีนรั้วฟังพรรคพลังประชาชนปราศรัยที่ท้องสนามหลวง แย่งซีนคนพูดบนเวทีอีกต่างหาก

00 นอกจากนั้นผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่คุณหญิงหน่อย เคยคุยอย่างภูมิอกภูมิใจ ทำผลงานไว้บานเบอะจะต้องยึดพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ หลุดรอดมาได้แค่ 9 คน อดีต ส.ส.หลายคน ชื่อชั้นไม่น่าจะสอบตก หากสู้เต็มที่และผู้จัดการทีมตั้งใจจริง

00 เพราะงั้น คนที่ผ่านงานการเมืองมานาน เคยได้ฉายาสวยแต่เจ็บ มีหรือที่ คุณหญิงหน่อย จะมองอนาคตทางการเมืองไม่ทะลุปรุโปร่ง ขืนอยู่อย่างนางพญาท่ามกลางลูกน้องแต่ไร้พันธมิตรในพรรค ชื่อเสียงมีสิทธิ์ถูกกลืนหายไปในห้วงเวลา 5 ปี

00 สะพานเชื่อมไมตรีจากวังทองหลางถึงบางบอนจึงเกิด คุณหญิงหน่อย ย่อมมองทะลุว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ย่อมไม่ใช่ธรรมดาที่ได้นั่งเก้าอี้ระหัสเรียกขาน มท.1 ตามที่ประกาศไว้บนเวทีปราศรัย ต้องคบไว้เป็นพันธมิตร มีแต่ได้กับได้ และใครก้อรู้ว่า สิ่งที่ ด็อกเตอร์เหลิมรักที่สุดในชีวิตนี้ คือ ลูกชายทั้งสามคน การมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ลูก ซึ่งเป็นของขวัญที่พ่อต้องการจะให้ แต่เคยลั่นวาจาไว้ยังให้ไม่ได้ ทำแค่นี้ สะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีจากวังทองหลางสู่บางบอนลื่นใหลไร้อุปสรรค

00 ตอนอ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ค่าจ้างจัดพิมพ์แพงทั้ง 309 มาตรา แม้จะไม่ลงลึกในรายละเอียดทุกมาตรา เอกฉัตร บอกตรงๆ คิดถูกทุกประการที่กากบาทไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พอมาถึงขั้นตอนการปฏิบัติ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปอย่างเฉียดฉิว ทำให้หัวใจสดชื่นที่นักการเมืองเริ่มมองเห็นสารพัดปัญหาที่ซุกไว้ในรัฐธรรมนูญ

00 ไม่ทราบว่า นายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่เคยมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ เป็นรัฐธรรมนูญเฮงซวย แต่ไหงจึงประกาศว่าจะแก้เมื่อรัฐบาลใกล้จะหมดวาระ 3 เดือน หรือว่าหวั่นคำขู่ของกลุ่มพันธมิตรเพื่อเผด็จการ ท้าเหย็งๆให้เร่งแก้รัฐธรรมนูญเร็วไว รัฐบาลจะเริ่มนับเคาท์ดาวน์ แต่เท่าที่รู้ประวัติของ นายกฯสมัคร เคยกลัวใครที่ไหน จนถึงวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ ทำไมต้องปล่อยให้เนิ่นนานไปจนถึง 3 เดือนจะหมดวาระรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระละ ล้วนเป็นคำถามที่ค้างคาใจ ชะเอย

เอกฉัตร


ย้อนรอยทีวีสาธารณะ ก่อนจะมีทีวีเสรีช่องใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน2550 คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ซึ่งหมายถึงสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นนัดสุดท้าย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชนกับฝ่ายธุรกิจโทรทัศน์ที่มีความเห็นแตกต่างกันค่อนข้างมาก


ในครั้งนั้นมีการตั้งโจทย์ทำนองให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "ทีวีเสรี” กับ “ทีวีสาธารณะ" โดยกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนบางคนประกาศทวงถามถึงสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่เกิดขึ้นเพื่อต่อสู่กับเผด็จการ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และเห็นว่าทีไอทีวี ต้อง เป็น"ทีวีสาธารณะ" สถานเดียว

จนที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งองค์กรบริหารสถานีโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ หรือทีไอทีวีในลักษณะสื่อสาธารณะ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบยูเอชเอฟ ที่มีนางดรุณี หิรัญรักษ์ ประธาน

โดยก่อนที่จะมีการตัดสินใจดังกล่าว มีการพิจารณาทั้งรูปแบบสื่อสาธารณะ ที่เสนอโดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ และรูปแบบทีวีเสรี โดยนายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ด้วยติดขัดในข้อกฎหมายจึงทำให้ต้องเลือกแปรรูปทีไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ ท่ากลางความเห็นของบรรดานักวิชาการว่าน่าจะเกิดทีวีทั้ง 2 รูปแบบขึ้นในเมืองไทย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

โดยเอกสารที่ผ่านคณะกรรมการฯ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. นำเสนอว่า ทีวีสาธารณะ (public service television) แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ เช่น ITV ในอดีต และสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือการมีปรัชญาและแนวทางในการดำเนินการที่ถือว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นพลเมืองในขณะที่สื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในการให้ข้อมูลข่าวสารและตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

เพื่อให้สามารถเป็น "พื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ได้อย่างแท้จริง ทีวีสาธารณะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลและกลุ่มทุน การเป็นอิสระจากรัฐบาลจะช่วยให้ทีวีสาธารณะสามารถนำเสนอข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้านแก่ประชาชน และสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ส่วนการที่ต้องเป็นอิสระจากกลุ่มทุนก็เนื่องจาก นอกจากการตรวจสอบรัฐบาลแล้ว สื่อมวลชนรวมทั้งสื่อโทรทัศน์ยังควรมีหน้าที่ตรวจสอบกลุ่มทุนด้วย เพราะในหลายกรณีกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมายหรือไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

จากปรัชญาและแนวคิดดังกล่าว ทีวีสาธารณะจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.มีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน จากการมีหลักประกันทางกฎหมายที่ป้องกันการแทรกแซงจากทางรัฐบาลและให้ความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการห้ามโฆษณา เพื่อให้ปลอดจากการถูกแทรกแซงจากกลุ่มทุน

2.ผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่มีคุณภาพสูง เช่น รายการข่าว และรายการเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนรอบด้านในประเด็นที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ รายการการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน และรายการที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

3.ผลิตและเผยแพร่รายการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมจากการมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานของรายการ (programming standard) และจริยธรรมทางวิชาชีพ (code of conduct)

4.มีกลไกให้สังคมมีส่วนร่วม เช่น การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนให้สามารถใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์ในการสื่อสารเพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน และมีกลไกสำรวจความพึงพอใจของประชาชนเป็นประจำตลอดจนมีกลไกที่ประชาชนสามารถให้คำแนะนำและข้อคิดเห็น ร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานของทีวีสาธารณะได้โดยง่าย

ขณะเดียวกันสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นจากการมีทีวีสาธารณะ ก็คือ
1.รายการข่าว และรายการสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น รายการอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ที่มีความเที่ยงตรง เป็นกลางและครบถ้วนรอบด้าน ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มทุน สามารถทำข่าวเจาะลึก เปิดเผยเรื่องที่ประชาชนควรรู้แต่ไม่มีโอกาสรับรู้มาก่อนได้

2.รายการการศึกษาและบันเทิงสำหรับเด็กและเยาวชนที่เอื้อต่อการเรียนรู้พัฒนาสติปัญญา ไม่มีพิษภัยจากเนื้อหาทางเพศที่ไม่เหมาะสม ความรุนแรงภาษาหยาบคาย การดูถูกผู้อื่น เช่น คนกลุ่มน้อย

3.รายการสารคดีทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพสูง น่าติดตามและให้ความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย

4.รายการบันเทิงที่ดูสนุก เพลิดเพลิน ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์และยกระดับรสนิยมของคนในสังคม

ในขณะที่แนวคิดเรื่อง "สื่อเสรี" ตามแนวทางของนายเถกิง ชี้ให้เห็นว่าเป็นแนวคิดที่เข้าข่าย "ธุรกิจเพื่อสังคม" ซึ่งภายใต้แนวคิด ธุรกิจเพื่อสังคมจะดำเนินกิจการแบบแสวงหากำไร เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการบริหารจัดการแบบธุรกิจให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีประโยชน์ทางสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินงาน ไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด

สถานีโทรทัศน์รูปแบบอิสระ เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ดำเนินงานโดยระบบเอกชนเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับภาคประชาชนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เปิดกว้างต่อการนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม มีรายได้ของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ

เป็นสถานีโทรทัศน์แบบผสมเพื่อสาธารณะและแสวงหากำไรได้แต่ไม่มากเกินไป และไม่อยู่ในการครอบงำ ของกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เปิดโอกาสให้ประชาชน ตลอดจนองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเจ้าของและร่วมตรวจสอบการทำงาน

ซึ่งแม้ว่าประชาชนอาจจะมีหุ้นส่วนเพียงส่วนน้อย แต่ก็สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารได้ แล้วแต่จะจัดโครงสร้างการบริหารจัดการบริษัทอย่างไร เพราะอันที่จริงสัดส่วนการถือหุ้นนั้นเชื่อมโยงอยู่กับ "ความเป็นเจ้าของเงินทุน" เพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับอำนาจการบริหารจัดการด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นที่ใส่เงินร้อยละ 25 ในบริษัท อาจยอมสละอำนาจในการบริหารจัดการทั้งปวงในบริษัท หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "silent partner" หากผู้ถือหุ้นรายนั้น "ไว้ใจ" ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นจะสามารถควบคุมดูแลคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทให้นำส่งผลตอบแทนสูงๆ ต่อเนื่องกันทุกปีได้

การมีผู้ถือหุ้นแบบ silent partner อาจทำให้ภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระขึ้นมาปกป้องประโยชน์สังคม ในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนการถือหุ้นของตน เช่น ภาคประชาชนถือหุ้นร้อยละ 25 แต่มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระ 5 คน จากกรรมการทั้งหมด 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ของคณะกรรมการทั้งหมด เป็นต้น

นอกจากนี้ ข้อบังคับของบริษัททีวีเสรีอาจมีข้อกำหนดแบบเฉพาะเจาะจง ให้อำนาจชี้ขาดในประเด็นสำคัญๆ ที่มี "มิติทางสังคม" สูง และสะท้อนระดับ "ความเป็นอิสระ" ขององค์กร เช่น ผังรายการข่าวและนโยบายด้านการทำข่าว ตกเป็นของประธานกรรมการอิสระซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประชาชน แทนที่จะเป็นประธานกรรมการบริษัทเหมือนกรณีการทำธุรกิจทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจทำสัญญาระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า shareholders’ agreement เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่ง หรือหลายรายรวมกัน จะขายหุ้นออกไปให้กับกลุ่มธนกิจการเมือง ที่ต้องการครอบงำสื่อ โดยระบุในสัญญาฉบับนี้ว่า ผู้ถือหุ้นที่ประสงค์จะขายหุ้นออกจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นทุกรายที่เหลือก่อน

เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนโยบายทีวีสาธารณะทั้ง 5 คน ที่กำลังร้อนๆ หนาวๆ ก็ไม่เห็นจะต้องไปวิตกกังวลอะไร เมื่อมีหน้าที่ในการผลักดันให้เกิดทีวีสาธารณะ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเสนอข่าวสารตามสาระสำคัญที่กำหนดไว้ ก็ทำงานไปตามหน้าที่ ไม่ต้องหวั่นไหวกับการจะเกิดสื่อโทรทัศน์ขึ้นมาอีกหรือไม่ เพียงแต่อย่างทำงานให้เกิดความกังวลสงสัยหรือเกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองก็เพียงพอ

ขณะเดียวกันการเกิดทีวีเสรี หากดูตามแนวทางดังข้อเสอนอข้างต้นแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายเช่นกัน เพราะมีแต่เรื่องที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และก็สามารถจัดรูปแบบให้ปลอดจากการเมือง ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญยังสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลปีละมหาศาล
ถือเป็นโอกาสในการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน...!!

ต้นแบบสื่อสาธารณะ

ตารางเปรียบเทียบสื่อสาธารณะในประเทศอื่น

BBC (อังกฤษ) PBS (สหรัฐ) NHK (ญี่ปุ่น) CBC (แคนาดา) ABC (ออสเตรเลีย)

1.ภารกิจ
ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยการนำเสนอรายการและบริการที่ให้ข้อมูล การศึกษาและให้ความบันเทิง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนอเมริกันด้วยรายการคุณภาพ ให้บริการด้านการศึกษาซึ่งให้ข้อมูล สร้างแรงบันดาลใจและความเบิกบานใจ นำเสนอรายการที่มีคุณภาพแลความถูกต้อง รวมทั้งข้อมูลและข่าวสารที่เป็นกลาง เพื่อยกระดับวัฒนธรรม ความผาสุกและสร้างเสริมประชาธิปไตย ให้บริการโทรทัศน์และวิทยุที่หลากหลาย โดยมุ่งให้ข้อมูล ความรู้และความบันเทิง สร้างคุณค่าและบูรณาการวัฒนธรรมของประเทศ โดยนำเสนอรายการที่หลากหลายมีความเป็นอิสระ แตกต่างและน่าสนใจ

2.รูปแบบกฎหมายในการจัดตั้งองค์กร
แต่เดิมการกระจายเสียงดำเนินการโดยบริษัทเอกชน แต่เกิดปัญหาด้านการแทรกแซงความถี่ รัฐบาลอังกฤษก่อตั้ง BBC ด้วยกฎบัตร (Charter) ในพระบรมราชโองการผ่านทางรัฐสภาในปี ค.ศ. 1927 CPB (Corporation for Public Broadcasting) ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS (Public Broadcasting Service) ขึ้นในปี ค.ศ.1969 ด้วยการสนับสนุนของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์สาธารณะทั่วประเทศมากกว่า 1,000 แห่ง SCAP (Supreme Commander for Allied Powers) ได้ยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่รัฐใช้ควบคุมสื่อและออกกฎหมายกระจายเสียงในปี ค.ศ.1950 กำหนดให้การกระจายเสียงเป็น Dual System โดยเปลี่ยนโครงสร้าง NHK เป็นบรรษัทสาธารณะ ตั้งขึ้นในปีค.ศ.1936 ในฐานะบรรษัทของกษัตริย์ (Crown Corporation) โดย Act of Parliament ตาม Royal Commission เพื่อลดอิทธิพลของวิทยุกระจายเสียงของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปีค.ศ.1932 โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะ Australian Broadcasting Commission เพื่อให้เป็นสถานีบริการสาธารณะ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศอังกฤษในการดำเนินการต่างๆ

3.การกำกับดูแล
รัฐบาลเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะกรรมการบริการจำนวน 12 คน ที่มาจากสาขาอาชีพที่ต่างกัน ขึ้นทูลเกล้าสมเด็กพระราชินีของอังกฤษ เพื่อให้แต่งตั้งเป็น คณะกรรมการบริหาร (Broad of Governor) มีอายุการทำงาน 5 ปี มีรูปแบบการบริหารงานแบบองค์กรเอกชนโดยมีคณะกรรมการ (Broad of Director) ซึ่งเป็นตัวแทนของมลรัฐต่างๆ และเจ้าหน้าที่ (Corporate Officer) ซึ่งรับผิดชอบงานด้านต่างๆ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีประสบการณ์และความรู้จากสาขาอาชีพต่างๆ มาจากทั้ง 8 ภูมิภาคของประเทศ มีอายุการทำงาน 3 ปี รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ (Broad of Director) จำนวน 12 คน ซึ่งรวม chairperson และ president&CEO ด้วย ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 5 ปี รัฐบาลเป็นผู้แนะนำแต่งตั้ง Board จำนวน 7 คนเพื่อทำหน้าที่แต่งตั้ง Broad Managing Director โดยกำหนดคุณวุฒิตาม ABC Act

4.เนื้อหารายการ
BBC มีช่องรายการโทรทัศน์ 4 ช่องโดยช่อง 1 มีรายการโทรทัศน์ทุกประเภท ช่อง2 นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ สารคดีและศิลปะ ช่อง3 เน้นกลุ่มวัยรุ่นเริ่มต้นทำงาน โดยนำเสนอข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมือง ดนตรี และรายการบันเทิง ช่อง4 นำเสนอเรื่องราวนอกกระแสหลัก ชุดรายการหลักที่ PBS จัดให้แก่สถานีสมาชิกได้แก่ รายการเกี่ยวกับเด็ก วัฒนธรรม การศึกษา ประวัติศาสตร์ ข่าวธรรมชาติ เรื่องที่สาธารณชนสนใจ วิทยาศาสตร์ และรายการเสริมทักษะต่างๆ รายการโทรทัศน์ของ NHK มีจำนวน 2 ช่อง –Geneal TV เสนอข่าว 40.5% วัฒนธรรม 24.7% บันเทิง 23.7% และการศึกษา 11.1% -Education TV เสนอรายการการศึกษา81.1% วัฒนธรรม16.3% และรายการข่าว 2.6% ให้บริการในรูปแบบภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส (ตามลักษณะประชากรของประเทศที่ใช้สองภาษา) ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต โดยมุ่งนำเสนอรายการที่ให้ข้อมูล เรื่องที่อยู่ในความสนใจทั่วไป ดนตรี วัฒนธรรม รายการโทรทัศน์ของสถานีมีสัดส่วนดังนี้ รายการเด็ก 18.8% ภาพยนตร์ 13.1% บันเทิง 11.8% เหตุการณ์บ้านเมือง 9.3% ละคร 9.3% การศึกษา 8.5% และอื่นๆ
รายการวิทยุมีสัดส่วน ดังนี้ ดนตรี 35.3% ข่าว 20% Factual 18% กีฬา 5.2% และอื่นๆ

5.ที่มาขอรายการ
ผลิตรายการส่วนใหญ่ด้วยตนเอง รับซื้อรายการจากผู้ผลิตทั้งแบบประจำและผู้ผลิตอิสระ (ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดส่งรายการให้สถานีต่างๆ) ผลิตรายการต่างๆ ด้วยตนเอง (แยกแผนสำหรับผลิตรายการต่างๆ ) ส่วนใหญ่จะผลิตเอง แต่บางส่วนจะร่วมผลิตกับต่างประเทศ หรือให้ผู้ผลิตอิสระเป็นผู้รับผลิต ผลิตเองและรับซื้อจากผู้ผลิตต่างๆ

6.ผู้ชมรายการ
-ผู้ชม/ผู้ฟังรับชม/ฟังรายการโทรทัศน์ 86.5% วิทยุ 63.4%
-สัดส่วนความนิยม โทรทัศน์ 38.44% วิทยุ 50.2%
-99% ของครัวเรือนที่มีโทรทัศน์สามารถรับรายการของสถานีได้
-71% ของครัวเรือนที่มีโทรทัศน์ได้ชมรายการของสถานีโดยใช้เวลามากกว่า 7.5 ชั่วโมง/เดือน -สมาชิกของ NHK มีจำนวนประมาณ 37.6 ล้านครัวเรือน
-ผู้ชมใช้เวลาชม NHK ประมาณ 1 ชั่วโมง 13 นาทีต่อวัน -88% ใช้บริการเครือข่าย ABC อย่างน้อย 1 บริการ
-Rating รายการโทรทัศน์ของสถานีอังกฤษและฝรั่งเศสคือ 7.6% และ 14%
-40% รับชมรายการวิทยุของสถานี -91% เชื่อว่าสถานีให้บริการที่มีคุณค่าต่อชุมชน
-78% เชื่อมั่นว่ารายการของสถานีโทรทัศน์ของ ABC มีคุณภาพดี (เปรียบเทียบกับสถานพาณิชย์ที่มีความเชื่อมั่น 43%) 7. กลไกการตรวจสอบ

การทำงานของ BBC อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการมาตรฐานการกระจายเสียง (BSC-Broadcasting Standards Commission) ซึ่งสามารถตรวจสอบเนื้อหารายการในแง่ต่างๆ และต้องทำรายงานประจำปีเพื่อเสนอรัฐสภา สำนักงานผู้ตรวจการ (IG:Office of the Inspector General) เป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของ CPB ในด้านต่างๆ เช่น การจัดหาเงินทุน เนื้อหารายการ การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สื่อสาธารณะ NHK ได้ตั้ง “กรรมาธิการที่ปรึกษาเกี่ยวกับผู้ชม” (Audience Advisory Councils) ประกอบด้วยบุคคลจากสาขาอาชีพต่างๆ กระจายไปทุกจังหวัด เพื่อประเมินผลรายการและให้ข้อเสนอแนะ มีความรับผิดชอบต่อชาวแคนาดาทุกคน โดยต้องนำเสนอรายการประจำปีผ่านรัฐสภาและมี The Office of the Ombudsman เพื่อรับข้อร้องเรียนต่างๆ โดยขึ้นตรงกับประธานาธิบดี มีการว่าจ้างบริษัทภายนอกเพื่อสำรวจความนิยมของสถานี และรับข้อร้องเรียนโดยตรง (ผ่านจดหมาย โทรศัพท์ อีเมล์) นอกจากนี้ยังมี Australian Nation Audit Office (AN
AO) เพื่อตรวจสอบการบริหารจัดการของสถานี รายงานตรงต่อรัฐสภา 8. แหล่งที่มาของเงินสนับสนุนในการดำเนินงานแต่ละปี

-รายรับภายในประเทศทั้งหมด 2,778.6 ล้านปอนด์
-จากค่าธรรมเนียมการรับ 91.8%
-อื่นๆ 9.2% รายรับทั้งหมด 534 ล้านเหรียญ
-จากการขายรายการ 40.5%
สมาชิก 28.7% CPB และรัฐบาล 14.6% ดำเนินธุรกิจ 8.2% ขายผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา 8% รายรับทั้งหมด 668.7 พันล้านเยน
-จากค่าธรรมเนียม 97%
-อื่นๆ 3% รายรับทั้งหมด 1506 ล้านเหรียญ
-รัฐสภา 64.5%
-โฆษณา 21.2%
-อื่นๆ 14.3% รายรับทั้งหมด 859 ล้านเหรียญ
-จากรัฐบาล 82.7%
-จากการขายสินค้าและบริการ 12.1%
-อื่นๆ 5.2% 9.รายจ่ายของสถานี

รายจ่ายการผลิตภายในประเทศทั้งหมด 2,602.1 ล้านปอนด์
-ผลิตรายการและกระจายเสียง 55.9%
-อื่นๆ 0.5%

*ไม่รวมต้นทุนค่าบุคลากร 758 ล้านปอนด์ รายจ่ายทั้งหมด 520 ล้านเหรียญ
-จัดหารายการ 73%
-ให้สมาชิกและสนับสนุนรายการด้านการศึกษา 18%
-บริการทางเทคนิค 6%
-บริหารจัดการองค์กร 3% รายจ่ายทั้งหมด 660.35 พันล้านเยน
-ผลิตและกระจายเสียง 74.2%
-กระบวนการทำสัญญาและค่าธรรมเนียมต่างๆ 12.5%
-การบริหารจัดการ 4.8%
-อื่นๆ 8.5% รายจ่ายทั้งหมด 1,496 ล้านเหรียญ
-สถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษ 37.4%
-สถานีโทรทัศน์ภาษาฝรั่งเศส 21.3%
-สถานีวิทยุรวม 18.2%
-การจัดจำหน่ายและบริษัทย่อยต่างๆ 5.3%
-อื่นๆ 17.8% รายจ่ายทั้งหมด 773.1 ล้านเหรียญ
-Supplier 40.3%
-ค่าจ้างพนักงาน 35.8%
-ผ่อนรายการ 13.8%
-อื่นๆ 10.1%
* จากงานวิจัยเรื่อง 'สื่อสาธารณะ' โดย ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ตุลาคม 2546

เมื่อ “กรมกร๊วก” กล้าลองดี

ไม่น่าทำตัวเป็นหนูลองยา สำหรับ...นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ ออกมาตีกัน รัฐบาล ไม่ให้มีการจัด ตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ โดยอ้างข้อกฎหมายต่างๆ นานา ที่เกี่ยวข้อง


มีการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อกรณีการเกิดของ “ทีวีสาธารณะ” บอกเพียงแค่ว่า “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นปกติ ผู้ใหญ่คงเข้าใจว่าบทบาทและหน้าที่เป็นอย่างไร ก็ต้องขอเวลาดูอีกระยะหนึ่ง”

ทั้งที่นายปราโมชมีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งกำลังจะพ้นหน้าที่ไปเพียงแค่ไม่ถึง 10 วันทำการเท่านั้น

กรณีกล้ายางพารา คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. บอกว่า นายเนวิน ชิดชอบ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น เซ็นงานออกไปทั้งที่ผ่านกระบวนการทางราชการทุกอย่าง สอบถามแม้กระทั่งอัยการสูงสุด ยังบอกว่าผิด แล้วกรณีทีวีสาธารณะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นนโยบายใหญ่ ทำไมไม่รอรัฐบาลที่มาจากประชาชนเป็นคนเข้ามาตัดสินใจ

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ดูจะ เป็นผู้ที่ตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตก ที่สุดคนหนึ่ง โดยมีความคิดเห็นน่าสนใจ

มีการ คลอดกฎหมายฉบับนี้อย่างเร่งด่วน 3 วาระรวด จะมีความรอบคอบในการเขียนกฎหมายได้อย่างไร และเนื่องด้วยกฎหมายผ่านสภาที่เป็น ผลิตผล ของ โจรปล้นประชาธิปไตย ขาดซึ่ง ความสง่างาม ของ สถานีแห่งนี้ โดยสิ้นเชิง

ซ้ำร้ายกว่านั้น การเสนอชื่อ คณะกรรมการนโยบาย ขึ้นมา และ ผู้อำนวยการสถานี ขึ้นมา โดยมีการกระทำ ลักษณะเหมือนล็อบบี้ จงใจให้ได้มา อยากจะถามว่าได้ คำนึงถึงความชอบธรรม มากน้อยแค่ไหน เพราะมีข้อที่ทำให้สาธารณชน ตะขิดตะขวง ใจว่าเป็นผู้ที่ฝักใฝ่เผด็จการ ฉุดกระชากลากถูทหารเข้ามา ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครอง เป็นพวก กบฏ ส่งเสริมซึ่ง “โจรปล้นประชาธิปไตย”

อคติ เต็มไปใน หัวสมอง
ซึ่งพฤติกรรมที่เห็นชัดเจนนี้ อาจจะขัดหรือแย้งกับตัวบทกฎหมาย เนื้อหาในกฎหมาย มาตรา 7 (2) เขียนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า “ผลิตรายการทางด้านข่าวสาร สารประโยชน์ทางด้านการศึกษา และสาระบันเทิง ที่มีสัดส่วนอย่างเหมาะสม และมีคุณภาพสูง เน้นความหลากหลายในมิติต่างๆ โดยมุ่งดำเนินการอย่างปราศจากความอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยึดถือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ”

การนำคนที่มี อคติทางการเมือง เห็นกันประจักษ์ชัดแจ้งมาดำเนินการ มันจะสอดคล้องกันได้เพียงใด
ที่จริงเรื่อง สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ ที่ว่ากันนี้ มีหลายแนวทาง
สถานีโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ มี แอบซุกช่องทีวีเอาไว้อีก 3-4 ช่อง ที่เรียกกันว่า รูท 1 รูท 2 รูท 3...ผ่านดาวเทียม กันนั้น หรือจะเป็น ช่อง 3 เดิม ที่เปลี่ยนระบบไปในคลื่น ยูเอชเอฟ มัน ไม่ใช่ของเก่า ที่เหลืออยู่หรือ ถามว่า เป็นการหมกเม็ด หรือไม่ อย่างไร

เอาเวลาไปหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อกันใช่หรือไม่?
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เคยรู้เรื่องเหล่านี้ไหม?

อย่างกรณีวิทยุชุมชน ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาบอกกันว่า ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์นั่นแหละตัวดี ผลิตเครื่องขาย เอาเสาไปติด เอาเครื่องไปตั้ง ไปเร่ขายให้วัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย แล้วทำให้มีปัญหาตามมา

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวบางเลยหรือ หรือท่านอยากจะทำตัวเป็น หนูตะเภาลองยา ตั้งท่า ตั้งทาง ให้ รัฐบาลชุดใหม่ ที่มีเจตนาจะมีสื่อสารมวลชนที่ ปกป้องประชาธิปไตย แต่กลับไม่เล่นด้วย แบบนี้ไม่เรียกว่าท้าทาย แล้วจะเรียกว่าอะไร

ในเมื่อประกาศลั่นใน เชิงท้าทายรัฐบาล สอนสั่งรัฐบาล ขัดขวางนโยบายนายกรัฐมนตรี แบบนี้ต่อไปจะ ไม่เป็นตัวอย่างให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นๆ นำไปปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่างกันหรือ อย่างไร

ที่จริง ทีวีช่องใหม่ หากจะใช้แนวคิด ทีวีเสรี ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เอาคลื่นทีวีของกรมประชาสัมพันธ์ที่หมกเม็ด เอาไว้นั่นแหละ เอามาสวม ทำแบบที่ ทีวีสาธารณะ เอา ทีไอทีวี ไปสวมอยู่ นั่นแหละ ง่ายนิดเดียว ไม่เห็นยากเย็นอะไรเลย

กฎหมายใดที่เป็นปัญหาและอุปสรรค ในการที่จะทำเรื่อง เครื่องมือในการปกปักษ์รักษา ปกป้องประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เรื่องสำคัญของชาติ รัฐบาลในฐานะเสียงข้างมาก ได้ฉันทามติจากประชาชนท่วมท้น ทำไมจะไม่มีสิทธิ์เสนอกฎหมาย ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้

จำได้ว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เคยขอร้องกับสื่อมวลชนว่า เลิกพูดถึงคำว่า “กรมกร๊วก” กันเสียที วันนี้หากท่านเลิกพฤติกรรมในอดีตเสีย มายืนข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย คำว่า “กรมกร๊วก” คงไม่ถูกนำกลับมาใช้อีก

'หมอเลี้ยบ'หนุน111อดีตทรท.นั่งบอร์ดรสก.-มั่นใจทำประโยชน์ให้ชาติ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังกล่าวแสดงความเห็นสนับสนุนให้อดีตกรรมการบริหารอดีตพรรคไทยรักไทย111 คน นั่งบอร์ด รสก. มั่นใจเป็นประโยชน์แก่ประเทศ และเชื่อว่าคงไม่มีคนเอาไปโยงเป็นเรื่องการเมือง

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสว่ากลุ่มอดีตนักการเมือง 111 คน จะเข้ามามีบทบาทในการเป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หลังจากคณะกรรมการชุดเดิมทยอยลาออกเป็นจำนวนมากนั้น ซึ่งเรื่องนี้หากบุคคลดังกล่าวจะเข้ามาทำงานและไม่มีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้ก็เป็นสิทธิของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ก็น่าจะเข้ามาทำประโยชน์ให้กับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้
“ จากกระแสข่าวดังกล่าว โดยส่วนตัวแล้วอยากให้มองในเรื่องของความสามารถมากกว่า ดังนั้น หากมีการเข้ามาทำงานจริง และเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ก็เชื่อว่าคงไม่มีคนเอาไปโยงเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมองว่าเข้ามาแล้วทำงานได้จริงหรือไม่นั้น ” รมว.คลัง กล่าว

นายกฯเตรียมพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเตรียมหารือกับบรรดาผู้นำเหล่าทัพเพื่อพิจารณายกเลิกกฏอัยการศึกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ 179 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณตามแนวชายแดน และมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและความมั่นคง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เผยวันพรุ่งนี้(13 ก.พ.)จะใช้โอกาสที่เดินทางไปร่วมงานประชุม รมต.กลาโหมต่างประเทศ หารือกับผู้นำเหล่าทัพและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับการพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก

"วันที่ 13(ก.พ.) จะไปกินข้าวกับเขาที่กระทรวงการต่างประเทศ หากนั่งข้างๆ ใครก็จะลองถามเขาดู" นายสมัคร กล่าว

ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ 179 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณตามแนวชายแดน และมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและความมั่นคง

ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายสมัคร กล่าวว่า อีก 2-3 วันจะนัดหารือกับผู้นำเหล่าทัพอีกครั้ง โดยจะขอรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาจากผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งหากมีข้อเสนอใดที่เป็นประโยชน์ก็เชื่อว่าจะมีการนำไปใช้ในการอแก้ปัญหาดังกล่าว

ยี้เพราะติดล็อกกันหมด [13 ก.พ. 51 - 03:36]

“ช็อกเทอราปี” ฟังดูน่าสยองดี พานให้นึกถึงภาพการ “ชอร์ต” ด้วยไฟฟ้า มีสายแปะระโยงระยางตามหัวและลำตัวของคนป่วย

แต่จริงๆเลย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่า โปรแกรมนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ไม่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างที่บางคนเข้าใจ

แต่เป็นการพัฒนาพฤติกรรมเชิงบวก ผ่านกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กตระหนักถึงความผิด หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระทำอยู่ตามปกติ ให้หันไปสู่ทิศทางที่เหมาะสม มีวินัย ที่สำคัญไม่หันไปกระทำผิดซ้ำซากอีก

“ช็อกเทอราปี” มาตรการเยียวยาแก๊งแว้นบอย สก๊อยเกิร์ล เด็กซิ่งป่วนเมือง

ลูกหลานชาวบ้าน ทำผิดซ้ำซากไม่หลาบจำ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับเข้าโปรแกรม “ช็อกเทอราปี” ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

ล็อกตัวไว้ในสถานดัดสันดาน

แต่กับคิวลูกนักการเมืองที่มีพฤติกรรมฉาวบนหน้าหนังสือพิมพ์จนชื่อติดตลาด ผู้หลักผู้ใหญ่เขาส่งเข้ามาฝึกงานในตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี

อ้อนวอนสังคมให้โอกาสองคุลีมาลกลับใจ

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ฟ้องด้วยภาพ กับอาการกระอักกระอ่วนของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่โดนนักข่าวอาวุโสไล่ต้อนเรื่องที่ปรากฏชื่อของ “เสี่ยหนุ่ม” นายวัน อยู่บำรุง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข

แถมด้วยชื่อของ “เสี่ยเอ๋” นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน มีชื่ออยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย

พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ต้องชิ่งหนีขึ้นรถ

ขนาดนายกฯสมัครออกอาการไปไม่เป็น คนนอกอย่างเราๆท่านๆก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกเสียจากทำใจ มองโลกในแง่ดีเข้าไว้

คณะรัฐมนตรีก็ออกจะขี้เหร่ซะปานนั้น นับประสาอะไรกับเลขานุการรัฐมนตรี

ยังจะมีอะไรให้เสียอีก

มันก็อย่างที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ “มท.1 เงา” ออกมาพูดแบบติดตลก “บางทีลูกชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อาจทำงานเก่งกว่าพ่อก็ได้ ใครจะไปรู้”

ทำเป็นเล่นไป ยังไม่ทันรับตำแหน่งก็งานเข้าเลย

นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ทาบทามออกอากาศจะให้ “เสี่ยหนุ่ม” รับเป็นพรีเซ็นเตอร์รณรงค์เรื่องเลิกเหล้า เลิกบุหรี่

คิดซะแบบนี้ จะได้สบายใจไม่เครียด

และมองในมุมกลับกัน เหตุที่โฉมหน้า ครม.ขี้เหร่ ตุ๊กตาเสียกบาลเซ่นผีไอ้ห้อยไอ้โหนเดินกันเพ่นพ่านทำเนียบฯ พาลมาถึงบัญชีเลขานุการรัฐมนตรีชุดองคุลีมาลกลับใจ

ร้องยี้กันจนคอแหบคอแห้ง

ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจาก “ตัวจริง” ติดโทษแบนในบ้านเลขที่ 111 แถมรัฐธรรมนูญในฝันของคนไม่เคยลงเลือกตั้ง ยังมีกฎเหล็กหยุมหยิมห้าม ส.ส.เป็นเลขาฯรัฐมนตรี

อะไรๆก็ติดล็อกไปหมด หามือเจ๋งๆทำยาไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก็มีความพยายามเปิดเวทีให้เล่น ล่าสุดนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม แบะท่าเตรียมดึงอดีตรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าเป็นประธานและบอร์ด รัฐวิสาหกิจต่างๆ ตามแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ดีกว่าปล่อยประสบการณ์ที่มีค่า

ทิ้งเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

ปฏิเสธไม่ได้ ชื่ออย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายพินิจ จารุสมบัติ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ฯลฯ

“บิ๊กเนม” ประทับตราอดีตรัฐมนตรีที่ผ่านงานมาโชกโชน

คุณสมบัติเหลือเฟือที่จะรับจ๊อบเป็นบอร์ดบริหารรัฐวิสาหกิจ

ฝึกไม้ฝึกมือไปพลางๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

อย่าสูบบุหรี่

รัฐมนตรีขี้เหร่ ไม่รู้ว่าคำพูดนี้ของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ทำให้“ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” เนื้อตัวบวมช้ำไปมากน้อยแค่ไหนที่จริงนายกฯ สมัคร ก็ไม่ได้บอกว่าระนองรักษ์คือรัฐมนตรีขี้เหร่ เพียงแต่มีการยกตัวอย่างให้นักข่าวญี่ปุ่นฟังว่า ตัวนายกฯ เองคือของจริง มีการแก้ชื่อรัฐมนตรีถึง 12 คนเพราะขี้เหร่ ก็เลยทำให้ระนองรักษ์ดวงไม่ดี ถูกเหมาไปเลยมาคราวนี้นายกฯ สมัคร ก็ได้พูดจาให้ “นักข่าว” หาตัวกันหูตูบอีกแล้วว่าใครคือคนที่นายกฯ สมัคร เห็นว่ามีความไม่เหมาะสมในการจะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีตอนแรกนักข่าวก็เข้าใจว่า “วัน อยู่บำรุง” ลูกชายสุดรักของ “เฉลิม ซี สก็อต” ของพวกเราชาว “บางกอกทูเดย์” จะผ่านการอนุมัติของครม.ให้เป็น ผช.เลขานุการ รมต.สาธารณสุขในการประชุมนัดแรกอังคารที่12 ก.พ.51 นี้เลย แต่ปรากฏว่าเรื่องยังไม่เข้า ทำให้นักข่าวตื่นเต้นพากันสงสัยไปว่า “พรีเซ็นเตอร์” เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ของ รมว.สาธารณสุข “ไชยา สะสมทรัพย์” ติดขัดอันใดฤา เพราะมีทั้งเสียงขานรับและทักท้วง

นายกรัฐมนตรี (เงา) “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์แต่เช้าวันอังคารว่า“ผมยังไม่ทราบว่ามีคำสั่งแต่งตั้งอย่างไร อยากให้รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลที่สังคมเชื่อมั่น จริงอยู่ที่เราอาจจะไปพิพากษาใครล่วงหน้าไม่ได้ แต่หากแต่งตั้งใครที่รับความเชื่อมั่นการทำงานก็จะง่ายขึ้น แต่หากตั้งบุคคลที่มีข้อเคลือบแคลงก็ต้องทำงานหนักขึ้น และต้องไปพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งใจผมอยากให้รัฐบาลทำงานได้อย่างราบรื่น และอะไรที่เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งก็ให้ลดลง จึงอยากให้รัฐมนตรีทุกคนตระหนักในเรื่องนี้”นี่ขนาดบอกว่ายังไม่รู้คำสั่ง แต่ท่านรัฐมนตรี (เงา) ยังสั่งสอนซะยาวขนาดนี้ในขณะที่ “เฉลิม ซี สก็อต” พ่อของ “วัน อยู่บำรุง” ยิ้มจนคนเห็นมีความรู้สึก “เมื่อยแก้มแทน” ได้ไปให้สัมภาษณ์นักข่าวที่หน้าตึกประชุมครม.ในเช้าวันเดียวกัน“ลูกชายบอกผมว่าเขายังฟิตอยู่ และเขาถามผมว่าเป็นความจริงหรือเปล่า ผมก็บอกไปว่าไม่ทราบ

เพราะพรรคพลังประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ อย่างผู้ที่จะมาเป็นเลขานุการ และที่ปรึกษาของผมพรรคก็เป็นคนดำเนินการให้ เช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ เรื่องแบบนี้เราต้องเคารพในมติพรรค ส่วนที่ว่าผมมั่นใจในตัวลูกชายหรือไม่ว่าจะทำหน้าที่ได้ ผมก็ยังพูดไม่ได้ เพราะยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการ แต่คนที่เรียนหนังสือจบในระดับปริญญาโทก็น่าจะมีสติปัญญา”นักข่าวถามว่า มองเสียงวิจารณ์อย่างไร“เฉลิม ซี สก็อต” ตอบว่า“ก็ดี... เป็นสีสัน และเป็นเรื่องธรรมดาเข้ามาอยู่ในวงการเมืองต้องอดทน และต้องรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์”นักข่าวถามต่อ....รู้สึกอย่างไรที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุขเปรียบนายวันเป็นองคุลีมาล
คราวนี้ “เฉลิม ซี สก็อต” หัวร่อเอิ๊กอ๊าก แล้วตอบว่า“ก็ดี ...ไม่เป็นไร ความจริง รมว.สาธารณสุข รู้จักกับลูกชายผมคนนี้ดี รู้จักมตั้งแต่เด็กๆ ส่วนคำแนะนำอย่าเพิ่งพูดถึง”คำถามสุดท้าย รู้สึกอย่างไรที่มีการเตรียมเสนอชื่อให้บุตรชายเป็นพรีเซ็นเตอร์เลิกเหล้า-บุหรี่“เฉลิม ซี สก็อต” ยิ้มหน้าบานตอบว่า“ไม่ต้องลงทุนโฆษณา แต่วันนี้ยังพูดไม่ได้ เพราะยังไม่มีเอกสารยืนยัน”มีความสุขจริงจริ๊งแต่จนแล้วจนรอด รายชื่อเลขานุการ ผู้ช่วยเลขานการ และบรรดาที่ปรึกษารองนายกฯ รวมทั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี ในส่วนของพรรคพลังประชาชน ยังไม่ออกมาเลย ในขณะที่ “พินิจจารุสมบัติ” ตั้ง “นางพรรณี จารุสมบัติ” น้องสาวเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ สุวิทย์ คุณกิตติ ผ่านครม.เรียบร้อยนายกฯ สมัคร ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ดึงเอาไว้ก็เพราะ“จะขอเวลาอีก 1 สัปดาห์ในการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้ง เนื่องจากขณะนี้การวางตัวตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี โดยเฉพาะในส่วนของพรรคพลังประชาชนเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ดังนั้น ในระหว่างนี้จะขอหารือกับรัฐมนตรีแต่ละคนของพรรค

ถึงการเสนอชื่อบุคคลเข้ามานั่งตำแหน่งที่ปรึกษาฯ เพื่อไม่ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่ผมควรจะให้ข้อคิดแก่รัฐมนตรี เพระบางคนเลขาฯ เก่ง แต่ที่ปรึกษาไม่ไหวทำอย่างนี้ได้อย่างไร การพิจารณาให้นึกถึงหน้าผม นึกถึงหน้า ครม.ด้วย ไม่ใช่จับใครมาใส่เป็นที่ปรึกษาแล้วมีเงินเดือนให้ มันไม่ยุติธรรมต่อสังคม ผมได้แนะนำให้พิจารณาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจากรายชื่อ ส.ส.สอบตกที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม มานั่งตำแหน่งที่ปรึกษา”“ส่วนกรณีลูกชายของคุณเฉลิมจะเข้ามาเป็นผู้ช่วยเลขานุการรมต.สาธารณสุข คุณเฉลิมก็บอกแล้วว่าจะไม่ให้ลูกชายเข้าไปทำงานที่กระทรวงมหาดไทย แต่หากรัฐมนตรีคนใดต้องการให้นายวันไปช่วยงานก็สามารถติดต่อไปได้ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้มีเจตนาฝากงานไปกับรัฐมนตรีคนอื่น วันนั้นผมฟังคุณเฉลิมพูดก็ยังชื่นชม แต่ท่านพูดตกไปนิดหนึ่งว่า ลูกผมจบปริญญาโทมา อายุก็ 35 ปีแล้ว หากรัฐมนตรีคนไหนไม่รังเกียจ อยากเรียกไปก็ขอบคุณ ก็ขอเขาเสียเลย แต่พูดตรงนั้นหมายความว่าจะไม่มาอยู่กับพ่อ ไม่ทำให้พ่อเสียหาย”ก็หวังว่า เมื่อ “เฉลิม ซี สก็อต” ฟังนายกรัฐมนตรีจบแล้ว ก็ขอให้ไปพูดเพิ่มเติมด้วยว่า “วัน อยู่บำรุง” จบปริญญาโท และอายุ 35 แล้ว ซึ่งหมายความว่าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะบ่ายวันเดียวกัน “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวถึง ว่าที่เลขานุการ อย่างดีมากว่า

“ผมยังไม่พบกับเขา แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรหากต้องทำงานร่วมกัน เขาเป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จบการศึกษาปริญญาโทถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีคนหนึ่ง สังคมควรจะให้โอกาส อย่าไปปิดกั้นโอกาสเขา ปัญหาที่ผ่านมาเกิดขึ้นสมัยเป็นเด็ก แต่ปัจจุบันโตแล้วมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้น ในอดีตก็ยังไม่เห็นว่าเลวอะไร ไม่ได้ติดคุกติดตะราง ไม่มีคดีความอะไร หากสังคมลงโทษอย่างนี้ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ ถือว่าใช้ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน เชื่อว่าผมสามารถทำให้เขาเป็นลูกน้องที่ดีได้ ส่วนที่เขามาทำหน้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ ก็ดี กระทรวงไม่ต้องเสียเงินจ้างพรีเซ็นเตอร์ราคาแพง คนหนึ่งเสียเป็นแสนบาท หากเขาดังผมก็ดังไปด้วย”จากนั้นก็หยิบการ์ดแผ่นเล็กๆ ที่ทำขึ้นเอง มาแจกนักข่าวด้านหน้าของการ์ด พิมพ์คำสอน “ปรัชญาขงจื๊อ” เป็นภาษาจีน ภาษาไทย อังกฤษ กำกับไว้ว่า“หาญ หยั่ง”ขณะที่ ด้านหลังมีคำสอน 6 ข้อ

1.การมีสติ 2.การมีความอดกลั้น 3.การมีความอดทน 4.การรู้จักผ่อนหนักเป็นเบา 5.การรู้จักให้อภัยและอโหสิ และ 6.การมีคุณธรรม“ผมยึดถือหลักปรัชญานี้เป็นคุณธรรมประจำใจมานานกว่าสิบปี หากสังคมดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนนี้จะเป็นสังคมที่มีความสุข กรณีของนายวัน สังคมต้องยึดถือหลักข้อ 4 คือ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา 5.ให้อภัยซึ่งกันและกัน ปรัชญานี้ผมได้แจกให้ลูกน้องทุกคนเพื่อยึดเป็นแบบอย่างด้วย”ส่วนรูปที่เราเอามาลงประกอบเรื่องในวันนี้ ถ่ายที่กรุงลอนดอน ในโอกาสเดียวกับที่ไปช้อปปิ้งกับ “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อกันยายน 2550 ที่เอามาลงฉบับวานนี้ รูปนี้มี “โอ๊ค-พานทองแท้” ยืนอยู่ตรงกลาง ไม่คีบบุหรี่สำหรับ “วันกับดวง” ที่คีบบุหรี่ทั้งสองคนนั้น เราเชื่อว่า จะเป็นรูปสุดท้ายที่เห็นว่ายังคีบบุหรี่กันอยู่ เพราะเมื่อมาเป็น “พรีเซ็นเตอร์” เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ให้กับท่านรัฐมนตรีไชยาแล้ว จะคีบบุหรี่อีกไม่ได้บุหรี่มีแต่โทษ



ปชป.รู้แกวสอนมวย มท.1 เติมเชื้อไฟใต้

ส.ส.ปชป.ภาคใต้ สอนเชิงมวย 'เฉลิม' รู้ไม่จริงว่าเที่ยวกระพือข่าวสร้างปัญหาใต้ไม่รู้จบสิ้น เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมทั้งคนนอกและในพื้นที่ เชื่อทั้งนายกรัฐมนตรีกับมท.1ไม่รู้ปัญหาใต้
นายเจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ กล่าวถึงกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแนวคิดจัดตั้งเขตปกครองพิเศษใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า แนวคิดดังกล่าวจะยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับสถานการณ์รุนแรงกว่าเดิม และร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เข้าใจปัญหาภาคใต้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ปัญหาในภาคใต้ แม้จะมีบางส่วนที่มีความคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดเช่นนั้น ซึ่งจุดสำคัญอยู่ที่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่สังคม โดยจะต้องควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย และต้องไม่ฝืนวิถีชีวิตของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ตนไม่แน่ใจกรอบความคิดของรัฐบาลว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร จึงอยากฟังนายกรัฐมนตรีพูดถึงนโยบายการแก้ปัญหาภาคใต้ แต่นายกรัฐมนตรีกลับไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญระดับชาติ กระบวนการความคิดเรื่องคนมุสลิมในแต่ละพื้นที่ แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ นายเจะอามิงกล่าวว่า ตนขอเสนอแนะให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาความไม่สงบภาคใต้ ซึ่งสามารถให้ทั้งคนนอก และในพื้นที่มาร่วมกันทำงาน เนื่องจากขณะนี้ฝ่ายนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯ และรมว.มหาดไทย ไม่มีคนที่เข้าใจปัญหานี้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ตนจะยื่นญัตติเร่งด่วนต่อสภาในเรื่องการแก้ไขปัญหาภาคใต้ที่ประกอบไปด้วย 11 ประเด็น อาทิ ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาเด็กกำพร้าของเหยื่อผู้ก่อความไม่สงบ เป็นต้น เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ให้มีเอกภาพในการทำงานและต้องลดความหวาดระแวงของประชาชนในพื้นที่


คลิป!! นายกฯประเดิมจัดรายการสนทนาประสาสมัคร

ชม คลิป!! นายกฯประเดิมจัดรายการสนทนาประสาสมัคร

นายกรัฐมนตรี ประเดิมจัดรายการสด " สนทนาประสาสมัคร " ผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ช่อง 11 มอบหมาย รมว.คลัง หารือ 6 พรรคร่วมรัฐบาล ก่อนตัดสินใจเรื่องนโยบายกันเงินทุนสำรอง ร้อยละ 30

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมจัดรายการสด "สนทนาประสาสมัคร " ครั้งแรก ในวันนี้เวลาประมาณ 08.30น. ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนรูปแบบรายการนั้น จะเป็นการสนทนาสดของนายกรัฐมนตรีความยาวประมาณ1 ชั่วโมง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั่วไป รวมถึงกรณีที่ได้รับการจับตามองของนโยบายของรัฐบาล โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 ก.พ.นี้ จะมีการสรุปนโยบายออกเป็นรูปเล่ม และเสนอต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแถลงนโยบายภายหลังจากเมื่อวานที่ผ่านมา คณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลได้เห็นชอบ และร่างนโยบายและเตรียมส่งให้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบ โดยมีร่างนโยบายเร่งด่วน 9 เรื่อง อาทิ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหาความยากจน และการแก้ปัญหายาเสพติด

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร " โดยระบุว่า รายการนี้เป็นช่องทางการเจรจา เพื่อแก้ปัญหาการเข้าใจผิดให้กับประชาชน โดยได้บอกเล่าภารกิจภายหลังได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คืด การต้อนรับและเลี้ยงพระกายาหารเที่ยงนายกรัฐมนตรีบาห์เรน การเตรียมนโยบายของรัฐบาล และการยกเลิกมาตรการกันสำรอง โดยระบุว่า เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และจะต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน รวมถึงความเข้าใจผิดกับสื่อมวลชนไทย และตำหนิการรายงานข่าวของสื่อมวลชนไทย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนเก้าอี้นั่ง เนื่องจากมีความสูงเกินไป พร้อมได้นัดแนะเรื่องการให้สัญญาณจบเบรกรายการด้วย