WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 14, 2008

อย่าตีความตามที่อยากให้เป็น

มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารไว้รวม 20 ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

(1) นายกรัฐมนตรี
(2) รองนายกรัฐมนตรี
(3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(4) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(5) รัฐมนตรีว่าการทบวง
(6) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
(7) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง
(8) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
(9) ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(10) ที่ปรึกษารัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(11) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
(12) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
(13) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(14) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(15) เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(16) ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
(17) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(18) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(19) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง
(20) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง

ในขณะที่มาตรา 102 (8) (9) และ (11) ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชการการเมือง จะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และจะต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ซึ่งหมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองได้ทุกตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น มาตรา 171 และมาตรา 172 ยังได้บัญญัติไว้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ โดยไม่ต้องลาออกหรือพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดง่ายๆ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะเดียวกันได้ และยังได้บัญญัติสำทับไว้อีกในมาตรา 177 วรรคสอง ว่า “ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนน ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น”

ทั้งหมดที่อ้างถึงนี้ย่อมหมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มิได้แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองอย่างเด็ดขาดแม้แต่ตำแหน่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องแปลกที่คนระดับประธาน สสร. รองประธาน สสร. หรือแม้แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ออกมาประสานเสียงรับลูก พร้อมกับยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี โดยอ้างมาตรา 265 (1) แถมยังสำทับอีกด้วยว่า สาเหตุที่ห้ามเพราะไม่ต้องการให้ ส.ส. ไปมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และต้องการที่จะแยกฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าตำรา “ไปไหนมาสามวาสองศอก” มากกว่า เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มิได้แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองอย่างเด็ดขาด ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรีในขณะเดียวกันได้ เพิ่งมามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นี่แหละ ที่แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดง่ายๆ คือ ห้ามควบตำแหน่ง ส.ส. กับรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน แม้กระนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ก็มิได้ห้าม ส.ส. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

และพอเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 บทบัญญัติหลายมาตราที่อ้างถึงข้างต้น ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนโดยแทบจะไม่ต้องตีความเลยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองได้ทุกตำแหน่งในขณะเดียวกัน โดยไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใด ซึ่งหมายความว่า รัฐธรรมนูญ 2550 หันกลับไปใช้หลักการไม่แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองเหมือนที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2521 และรัฐธรรมนูญปี 2534 ก่อนหน้าที่จะใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นเอง

แต่เหตุไฉนบุคคลสำคัญระดับแกนนำของสภาร่างรัฐธรรมนูญและของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงได้ออกมายืนยันอย่างแข็งขันว่า มาตรา 265 (1) ห้ามมิให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นที่ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี?

จะบอกว่าเป็นการตีความแบบ “เหวี่ยงแห” หรือตีความตามที่อยากให้เป็น เดี๋ยวก็จะหาว่าดูถูกภูมิปัญญาของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งกระผมมิบังอาจ

แต่ขอถามหน่อยเถอะว่า ในขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 102 (8) ซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ในเรื่องลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง แล้วเหตุไฉนจึงไปเอามาตรา 265 (1) ซึ่งมิได้กล่าวถึงคำว่า “ข้าราชการการเมือง” แม้แต่คำเดียว แถมยังเป็นเพียงเรื่อง “การกระทำอันต้องห้าม” เท่านั้น ไม่ใช่เรื่อง “ลักษณะต้องห้าม” ด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติมาตรา 102 (8) ดังกล่าว อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนั้นเล่า?

โดย : คณิน บุญสุวรรณ

สหภาพทีโอที ตามไล่บี้ สพรั่ง




สหภาพทีโอที ตามเช็คบิล “สพรั่ง” ยื่นหนังสือร้อง รมว.ไอซีที พิจารณาด่วน หลังพบว่าอดีตประธานบอร์ด เป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด มาตั้งแต่ปี 2548 ขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ส่อว่าการนั่งแท่นบริหารรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ระบุต้องรับผิดชอบความเสียหายจากนิติกรรมที่ทำไว้โดยไม่เกี่ยวข้องกับทีโอที พร้อมกับจี้คืนเบี้ยประชุม 30 ล้านบาท

จากกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไร้ฝีมือ และยังมีบางเรื่องราวที่ส่อเค้าจะมีความไม่ชอบมาพากลของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานบอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเสียงคัดค้านการดำรงตำแหน่งจากบรรดาผู้ถือหุ้น เนื่องจากการบริหารงานของ พล.อ.สพรั่ง ส่งผลให้รายได้ของทั้ง 2 องค์กรหดหายไปเป็นจำนวนมหาศาล และมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จี้ให้บรรดาประธานบอร์ด ที่ได้ตำแหน่งมาจากการยึดอำนาจควรจะลาออก แต่ พล.อ.สพรั่ง ก็ยังคงยื้อเวลาเรื่อยมา นั้น

ท่ามกลางกระแสสังคมที่กดดันและการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล ล่าสุดในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.อ.สพรั่ง ได้ยอมยื่นใบลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดทีโอที เรียบร้อยแล้ว โดยให้มีผลในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยที่บอร์ดทั้งชุดได้ยื่นใบลาออกตามมาในวันเดียวกัน

ขณะที่ในวันเดียวกันนี้ นายนุกูล บวรสิรินุกูล รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็ได้เข้ายื่นหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ สรท.51/0182 ถึงนายมั่น พัธโนทัย รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่องขอให้พิจารณาตรวจสอบสถานภาพกรรมการรัฐวิสาหกิจ

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า พล.อ.สพรั่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 30 กันยายน 2548 ซึ่งตามประมวลจริยธรรมข้าราชการ หมวด 4 ข้อ 27 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “การเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการของรัฐในทำนองเดียวกัน จักต้องได้รับอนุมัติจากก.ต. (คณะกรรมการข้าราชการตุลาการ) ด้วย”

พร้อมกับได้ขอให้มีการตรวจสอบและพิจารณาการทำนิติกรรมต่างๆ และค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียไปในช่วงที่ พล.อ.สพรั่ง ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด

นายนุกูล กล่าวภายหลังจากการเดินทางไปยื่นหนังสื่อร้องเรียนต่อนายมั่น พัธโนทัย รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผ่านนายศราวุธ เพชรพนมพร เลขานุการ รมว.ไอซีที กรณีกระทำการให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และได้มาซึ่งเงินทรัพย์สินของราชการโดยมิชอบ ว่าประเด็นนี้รัฐมนตรีควรให้ความสนใจ เพราะไม่ใช่แค่กระทบกระเทือน พล.อ.สพรั่งแต่
กระทบกระเทือนต่อรัฐ ซึ่งรัฐจะต้องเสียเบี้ยประชุมโดยมิชอบอย่างมากมาย และฝากรัฐมนตรีว่ากรณีเช่นนี้เข้าข่ายทุจริตหรือไหม
ดังนั้น จึงต้องมีการเรียกเงินคืนตามที่เอกสารได้ลงรายละเอียดไป ทั้งเงินเดือนและเบี้ยประชุม โดยไมได้เรียกคืนเฉพาะส่วนของพล.อ.สพรั่ง เท่านั้น แต่จะเรียกเบี้ยประชุมของบอร์ดทุกคนด้วย

นอกจากนี้ไม่ว่าพล.อ.สพรั่ง ได้ไปทำนิติกรรมใดๆ ไว้และก่อให้เกิดความเสียต่อ ทีโอทีและคดีต่างๆ ที่มีบริษัทเอกชนฟ้องทีโอที ให้จ่ายค่าเสียหายต่อบริษัทเอกชนนั้น พล.อ.สพรั่ง ก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช่ค่าเสียหายแทนทีโอทีทั้งหมดด้วย

นายนุกูล กล่าวต่อไปว่า ความเสียหายที่เกิดจากการที่ พล.อ.สพรั่ง เข้ามานั้งเป็นประธานบอร์ดและบริหารงานทีโอทีนั้น อาจมองไม่เห็นในวันนี้ ซึ่งก็อาจจะต้องไปว่ากันในภายหลัง แต่อย่างน้อยเฉพาะค่าเบี้ยประชุมก็จะต้องเรียกคืนให้ได้

นอกจากนี้ นายนุกูลยังได้ยื่นสำเนาฉบับที่ได้ไปยื่นให้กับรมว.ไอซีที ต่อนายกิตติพงศ์ เตมียะประดิษฐ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด ให้ไปตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ยังได้ฝากข้อความถึงนพ.สุรวงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยผ่านนายสราวุธ ว่าให้ช่วยตรวจสอบนายทหารทุกคนที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ด้วย หากพบทุจริตเงินของราชการ ก็ควรดำเนินคดีเรียกเก็บคืนทั้งหมด

“เพราะฉนั้นวันนี้ นายทหารทั้งหลายอย่าเซ่อซ่าเข้ามา” นายนุกูลกล่าว

อนึ่ง ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาบอร์ด ทีโอที ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขการเบิกเบี้ยประชุมของคณะกรรมการจากเดิมกำหนดให้เบิกได้เดือนละ 10,000 บาท เพิ่มเป็นประชุมครั้งละ 10,000 บาท โดยพบว่ากรรมการบางคนมีการประชุมวันเดียวมากกว่า 1 ครั้งในบางโอกาส และบางทียังมีเวลาคาบเกี่ยวกันด้วย

โดยแหล่งข่าวระบุว่าจากการประมาณการคร่าวๆ ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการทีโอทีน่าจะรับเบี้ยประชุมไปประมาณ คนละ 1 ล้านบาท ทำให้ทีโอทีต้องจ่ายเบี้ยประชุมให้กับคณะกรรมกามรชุดนี้ไปแล้วเกือบ 30 ล้านบาท

Wednesday, February 13, 2008

คตส.ย้ำมีอำนาจยื่นฟ้องคดีหวยบนดินได้

คตส. 13 ก.พ. - คตส.ประสานเสียงมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา นักการเมือง ยืนยันยื่นฟ้องคดีหวยบนดินได้

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อัยการสูงสุดออกมาระบุ คตส.ไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องในคดีหวยบนดิน ว่า ประเด็นนี้คงต้องมีการหารือในที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่ ว่าเหตุใดอัยการจึงออกมาให้ความเห็นในลักษณะนี้ เพราะการแสดงความเห็นดังกล่าว อาจเป็นการเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้ และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ข้อ 9 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าในกรณีที่ คตส.มีความเห็นแตกต่างในคดีที่ คตส.ส่งเรื่องไปให้ แต่ คตส.ยืนยันความเห็นเดิม คตส.มีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเองได้

นายอุดม กล่าวว่า หลังจากที่ คตส.ส่งสำนวนสอบสวนคดีนี้ไปให้อัยการ ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นว่าสำนวนสอบสวนของ คตส.ไม่สมบูรณ์ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาความเห็นร่วมกับคณะทำงานของ คตส. ซึ่งภายหลังการประชุม 2 ครั้ง คณะทำงานฝ่ายอัยการยังยืนยันความเห็นเดิมว่าสำนวนสอบสวนของ คตส.ไม่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของ คตส.ยืนยันว่าสำนวนสมบูรณ์ดีแล้ว และที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะทำงานฝ่าย คตส.ที่จะให้ทำหนังสือขอให้อัยการส่งสำนวนสอบสวนคดีคืนมาเพื่อที่ คตส.ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเองตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่า คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ในการยื่นเรื่องฟ้องคดีหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า คตส.มีอำนาจในการใช้กฎหมาย ของ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาฯ คตส.ก็มีอำนาจนี้ด้วย

ด้านนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวว่า เมื่ออัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส. เราก็มีอำนาจที่จะฟ้องร้องคดีเองได้ ซึ่งในประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ระบุไว้ชัดเจนถึงอำนาจในเรื่องนี้ ส่วนความเห็นของอัยการที่ออกมาจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไร

“ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ให้อำนาจ คตส.ฟ้องร้องคดีเอง เมื่ออัยการไม่เห็นด้วย คตส.ก็ต้องฟ้องคดีเอง ซึ่งในส่วนคดีกล้ายาง ก็คงเป็นเหมือนกัน ถ้าอัยการเห็นต่าง เราก็ต้องฟ้องคดีเอง ซึ่งอาจจะรวมถึงคดีอื่นด้วย ที่ต่อไปเราจะต้องฟ้องร้องเองหมด” นายนาม กล่าว

ขณะที่ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส.ซึ่งมีตำแหน่งเป็น 1 ในกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า คตส.มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ในการยื่นเรื่องฟ้องคดีเองได้ เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช. มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาฯ คตส.ก็มีอำนาจนี้ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-13 16:14:52

ร.ต.อ.เฉลิม ไม่คิดไกลเรียก 3 จว.ใต้ เป็นเขตปกครองกันเอง

มหาดไทย 13 ก.พ.- “ร.ต.อ.เฉลิม” ให้เรียกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเขตปกครองเฉพาะส่วน ไม่ให้มีสถานบริการ ข้าราชการมหาดไทยได้สวัสดิการพิเศษ ย้ำไม่คิดไกลถึงขนาดเรียกเป็นเขตปกครองกันเอง เตรียมมอบนโยบายให้นายอำเภอ 22 ก.พ.นี้ พร้อมตั้ง Call Center เพื่อรับปัญหาไปแก้ไข ยอมรับ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” คุมมหาดไทยเป็นเรื่องที่ดี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปมากแล้ว ว่า ยังไม่ขอให้ความเห็นต้องรอแถลงนโยบายต่อสภาก่อนและขอย้ำว่าต่อจากนี้จะเรียกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เป็นเขตปกครองเฉพาะส่วนและไม่ได้คิดไกลไปถึงการเป็นเขตปกครองกันเอง แต่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีความใหม่ เช่น ไม่ให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานบริการ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จะได้รับสิทธิพิเศษในการเสนอเลื่อนขั้นเร็วกว่าที่อื่น ได้เบี้ยสวัสดิการพิเศษ ทั้งนี้ ไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เชื่อว่าในยุคที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีผู้เข้ามาสมัครไปทำงานที่ภาคใต้ยาวเป็นศอก โดยมั่นใจว่าหลังจากแถลงนโยบายเสร็จและมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และนายอำเภอที่เลื่อนมาเป็นวันที่ 22 ก.พ.นี้แล้ว จะทำงานได้ทันที


“ส่วนการท้วงติงจากนายกรัฐมนตรีก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและท่านดุมาถูกต้องแล้ว เพราะเป็นผู้ใหญ่ท้วงติงมา ก็ต้องรับฟัง เพราะสุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็ต้องนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาเห็นชอบ” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาภาคใต้โดยเฉพาะนั้น ตนเห็นว่าคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เคยตั้งกันมา ตั้งมากี่รอบแล้วไม่เคยมีข้อสรุป

เมื่อถามว่าจะมีการมอบหมายผู้ดูแลโดยตรงเขตปกครองเฉพาะส่วนที่จะตั้งขึ้นหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น ต้องให้นายสมัครเป็นคนพูด จะทำในสิ่งที่เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยพึงมี โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ใช้สิ่งที่มีอยู่และสติปัญญามาประยุกต์ให้ไปสู่เป้าหมายให้ได้ ทั้งนี้ ไม่ต้องนำเข้า ครม. เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

รมว.มหาดไทย ยังกล่าวด้วยว่า ในยุคของตนจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทยในลักษณะ Call Center ที่จะแบ่งเป็นกลุ่มงานแก้ปัญหาและให้ความช่วยในทุกด้าน อาทิ ด้านยาเสพติด ความยากจน ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และปัญหาภาคใต้ เป็นต้น โดยเลขานุการรัฐมนตรีจะเป็นคนประสานและเน้นใช้ข้าราชการในกระทรวงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตนไม่ขอตัวใครมาช่วยราชการนอกเหนือไปจากเพื่อนที่เป็นอดีตรองอัยการสูงสุดและตอนนี้เป็นอัยการอาวุโส และไม่มีแนวคิดที่ขอตัวคนอื่นมาช่วยราชการอีก เพราะต้องการใช้ทรัพยากรบุคคลของมหาดไทย เพราะเชื่อในความรู้ความสามารถ ดังนั้น อธิบดีกรมการปกครองต้องเหนื่อยต่อจากปลัดกระทรวงฯ ตลอดจนผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมต่าง ๆ ต้องเข้ามาช่วยคิดช่วยทำ

ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ ครม.มอบหมายให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ว่า เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเคยเป็นผู้พิพากษาเก่า มีความรู้ความสามารถ กระทรวงมหาดไทยขอต้อนรับ.- สำนักข่าวไทย




อัพเดตเมื่อ 2008-02-13 16:02:53

สพรั่งลาประธานบอร์ดทอท. มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ [13 ก.พ. 51 - 13:42]

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ประธานกรรมการ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แถลงระหว่างพักการประชุมคณะกรรมการ ทอท. วันนี้ (13 ก.พ.) ว่าจะยื่นใบลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท. ต่อกระทรวงคมนาคม ในวันนี้ เพื่อให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนกรรมการ ทอท.รายอื่นจะลาออกหรือไม่นั้น จะสอบถามเจตนารมณ์ของกรรมการแต่ละคนอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สพรั่ง จัดทำรายงานผลงานคณะกรรมการ ทอท.ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแจกจ่ายให้สื่อมวลชน พร้อมทั้งเปิดใจถึงในการทำงานช่วง 1ปีทีผ่านมา ว่า มีผลงานเป็นรูปธรรมสามารถตรวจสอบได้ อาทิ การยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสำคัญในการกำกับดูแลของ ทอท.ส่วนการตัดสินใจลาออกวันนี้ ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม เป็นการพิสูจน์ว่าตนทำงานอยู่บนหลักการ และไม่มีใครสามารถกดดันให้ลาออกหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ แต่จะตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องด้วยตนเอง


ผู้สื่อข่าวถามว่า 1 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของ ทอท. ลดลงถือเป็นความล้มเหลวหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ผลประกอบการถือเป็นตัวเลขทางบัญชี เนื่องจากคณะกรรมการ ทอท. พยายามเข้ามาแก้ไขความไม่ถูกต้องที่ทำไว้ในอดีต


เร่งแก้ไขกฏหมายและคำสั่งที่ออกมาภายใต้ท็อปบู๊ต



00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551

00 แม้ประชาธิปไตยจะกลับคืนสู่ประเทศไทย มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน วันที่ 2 มีนาคม 2551 จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละ 1 คนจำนวน 76 รวมกับที่มาจากการแต่งตั้ง 74 คน จะทำหน้าที่แทนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ที่คณะเผด็จการตั้งขึ้นมา แต่คราบไคลของเผด็จการยังคงอยู่ที่ หนังสือพิมพ์ทางเลือกฉบับนี้ที่ชื่อประชาทรรศน์ ยังคงเดินหน้าจี้ให้เร่งแก้ไขกฏหมายและคำสั่งที่ออกมาภายใต้ท็อปบู๊ต เพราะในระบอบประชาธิปไตย กฏหมายที่บังคับใช้ จะต้องออกมาจากสภาผู้แทนราษฎร

00 เมื่อตั้งเข็มไว้ชัดเจน ในภาวะที่ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตย ประชาชนคนไทยมีเสรีภาพทางการพูดการเขียน น.ส.พ.ประชาทรรศน์ เปิดเวทีเสวนาทางวิชาการ เชิญนักวิชาการ นักการเมือง มาร่วมกันแสดงความคิดความเห็นในแต่ละประเด็นแต่ละครั้ง เริ่มวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.นี้ เสวนาเรื่อง ยกเลิกกฏหมายท็อปบู๊ต ที่ห้องมาลัย หุวะนันท์ ชั้น 1 อาคาร 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบกับวิทยากร อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล นพ.เหวง โตจิราการ และ อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย นักสู้เพื่อประชาธิปไตยมาทุกยุคทุกสมัย จนต้องถูกสมุนเผด็จการล่าชื่อกันปลดพ้นกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งๆที่อยู่ในช่วงรักษาการ งานเริ่มเวลา 13.00 -17.00 น. สำรองที่นั่ง 0-2641-7580 ต่อ 102 ที่นั่งจำนวนจำกัด ส่วนงานต่อๆไป จะเป็นเรื่องอะไร จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ นี่คือภารกิจที่เราจะเดินหน้าต่อไป

00 นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีสาธารณสุข ยกตัวอย่างเสียน่ากลัว เป็นองคุลีมาล กรณี นายวัน อยู่บำรุง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ด็อกเตอร์เหลิม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธาณสุข ในเมื่อตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบรรดาลูกๆของ ด็อกเตอร์เหลิม ทำงานการเมืองในพื้นที่มาตลอด แต่มีเงื่อนไขบางประการ จึงไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ ถือว่า เสียสละพอแล้ว

00 เอกฉัตร เห็นด้วยกับรัฐมนตรีไชยา สะสมทรัพย์ พฤติกรรมของคนเปลี่ยนกันได้ วันนี้บรรดาลูกๆของ ด็อกเตอร์เหลิม เป็นผู้ใหญ่ การศึกษาด้อยกว่าพ่อนิดหน่อย น่าจะให้โอกาสกันบ้าง บทเรียนในอดีตมากเพียงพอที่จะทำให้สำนึกได้ ยิ่งยอดคุณพ่อยกมือไหว้รอบทิศขอโทษขอโพยไปไม่กี่วันมานี้ ลูกที่ดีจะทำให้พ่อเสียชื่อเชียวหรือ

00 ก้อไหนบอกว่าสังคมนี้จะต้องให้โอกาสกับทุกคน แม้แต่นักโทษคดีอาญาที่พ้นคุกออกมา เพื่อให้เขาอยู่ได้ในสังคมนี้ แต่นี่เขาไม่ใช่นักโทษ ที่ผ่านมาเพียงเป็นผู้ต้องหาคดีวิวาทตามประสาวัยรุ่นที่มีพ่อเป็นนักการเมืองใหญ่ ไม่ใช่นักโทษชาย แล้วจะไม่ให้โอกาสกันหรือ เมื่อให้โอกาสยอดคุณพ่อได้นั่งทำงานในกระทรวงที่อยากจะนั่งมาตั้งแต่เข้ามาสู่การเมืองเมื่อปี 2524 แถมพ่วงลูกไปสักคนสองคน น่าจะให้กันได้ ใช่ทุกคนล้วนมีอดีตทั้งนั้น ไม่น่าประชดประชันกันว่าเป็นเลขาฯหน้าผับ

00 เอกฉัตร ฟังมา ที่มาที่ไปของเก้าอี้ตัวนี้ เป็นโควต้าของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ที่ตั้งใจจะปลอบใจ นางศุภมาส อิศรภักดี ที่เป็น ส.ส.สอบตก แต่คุณหญิงหน่อยระยะหลังมีแรงต้านในพรรครอบทิศ เพราะในห้วงเวลาที่ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือสู้กับเผด็จการ ยืนกลางแจ้งประกาศตัวให้ทุกคนเห็น ดูเหมือนว่า คุณหญิงหน่อย รับบท “อ.ต.ร.” เอาตัวรอด หลบหน้า มีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้นที่เป็นข่าว เมื่อไปปีนรั้วฟังพรรคพลังประชาชนปราศรัยที่ท้องสนามหลวง แย่งซีนคนพูดบนเวทีอีกต่างหาก

00 นอกจากนั้นผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่คุณหญิงหน่อย เคยคุยอย่างภูมิอกภูมิใจ ทำผลงานไว้บานเบอะจะต้องยึดพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ หลุดรอดมาได้แค่ 9 คน อดีต ส.ส.หลายคน ชื่อชั้นไม่น่าจะสอบตก หากสู้เต็มที่และผู้จัดการทีมตั้งใจจริง

00 เพราะงั้น คนที่ผ่านงานการเมืองมานาน เคยได้ฉายาสวยแต่เจ็บ มีหรือที่ คุณหญิงหน่อย จะมองอนาคตทางการเมืองไม่ทะลุปรุโปร่ง ขืนอยู่อย่างนางพญาท่ามกลางลูกน้องแต่ไร้พันธมิตรในพรรค ชื่อเสียงมีสิทธิ์ถูกกลืนหายไปในห้วงเวลา 5 ปี

00 สะพานเชื่อมไมตรีจากวังทองหลางถึงบางบอนจึงเกิด คุณหญิงหน่อย ย่อมมองทะลุว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน ย่อมไม่ใช่ธรรมดาที่ได้นั่งเก้าอี้ระหัสเรียกขาน มท.1 ตามที่ประกาศไว้บนเวทีปราศรัย ต้องคบไว้เป็นพันธมิตร มีแต่ได้กับได้ และใครก้อรู้ว่า สิ่งที่ ด็อกเตอร์เหลิมรักที่สุดในชีวิตนี้ คือ ลูกชายทั้งสามคน การมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ลูก ซึ่งเป็นของขวัญที่พ่อต้องการจะให้ แต่เคยลั่นวาจาไว้ยังให้ไม่ได้ ทำแค่นี้ สะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีจากวังทองหลางสู่บางบอนลื่นใหลไร้อุปสรรค

00 ตอนอ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ค่าจ้างจัดพิมพ์แพงทั้ง 309 มาตรา แม้จะไม่ลงลึกในรายละเอียดทุกมาตรา เอกฉัตร บอกตรงๆ คิดถูกทุกประการที่กากบาทไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พอมาถึงขั้นตอนการปฏิบัติ เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปอย่างเฉียดฉิว ทำให้หัวใจสดชื่นที่นักการเมืองเริ่มมองเห็นสารพัดปัญหาที่ซุกไว้ในรัฐธรรมนูญ

00 ไม่ทราบว่า นายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่เคยมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำ เป็นรัฐธรรมนูญเฮงซวย แต่ไหงจึงประกาศว่าจะแก้เมื่อรัฐบาลใกล้จะหมดวาระ 3 เดือน หรือว่าหวั่นคำขู่ของกลุ่มพันธมิตรเพื่อเผด็จการ ท้าเหย็งๆให้เร่งแก้รัฐธรรมนูญเร็วไว รัฐบาลจะเริ่มนับเคาท์ดาวน์ แต่เท่าที่รู้ประวัติของ นายกฯสมัคร เคยกลัวใครที่ไหน จนถึงวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ ทำไมต้องปล่อยให้เนิ่นนานไปจนถึง 3 เดือนจะหมดวาระรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระละ ล้วนเป็นคำถามที่ค้างคาใจ ชะเอย

เอกฉัตร


ย้อนรอยทีวีสาธารณะ ก่อนจะมีทีวีเสรีช่องใหม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน2550 คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ ซึ่งหมายถึงสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นนัดสุดท้าย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชนกับฝ่ายธุรกิจโทรทัศน์ที่มีความเห็นแตกต่างกันค่อนข้างมาก


ในครั้งนั้นมีการตั้งโจทย์ทำนองให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "ทีวีเสรี” กับ “ทีวีสาธารณะ" โดยกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนบางคนประกาศทวงถามถึงสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ที่เกิดขึ้นเพื่อต่อสู่กับเผด็จการ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และเห็นว่าทีไอทีวี ต้อง เป็น"ทีวีสาธารณะ" สถานเดียว

จนที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งองค์กรบริหารสถานีโทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ หรือทีไอทีวีในลักษณะสื่อสาธารณะ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ ระบบยูเอชเอฟ ที่มีนางดรุณี หิรัญรักษ์ ประธาน

โดยก่อนที่จะมีการตัดสินใจดังกล่าว มีการพิจารณาทั้งรูปแบบสื่อสาธารณะ ที่เสนอโดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวณิชย์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ และรูปแบบทีวีเสรี โดยนายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แต่ด้วยติดขัดในข้อกฎหมายจึงทำให้ต้องเลือกแปรรูปทีไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ ท่ากลางความเห็นของบรรดานักวิชาการว่าน่าจะเกิดทีวีทั้ง 2 รูปแบบขึ้นในเมืองไทย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

โดยเอกสารที่ผ่านคณะกรรมการฯ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. นำเสนอว่า ทีวีสาธารณะ (public service television) แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ เช่น ITV ในอดีต และสถานีโทรทัศน์ของรัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือการมีปรัชญาและแนวทางในการดำเนินการที่ถือว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นพลเมืองในขณะที่สื่อเป็นพื้นที่สาธารณะในการให้ข้อมูลข่าวสารและตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

เพื่อให้สามารถเป็น "พื้นที่สาธารณะเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ได้อย่างแท้จริง ทีวีสาธารณะต้องมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลและกลุ่มทุน การเป็นอิสระจากรัฐบาลจะช่วยให้ทีวีสาธารณะสามารถนำเสนอข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้านแก่ประชาชน และสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ส่วนการที่ต้องเป็นอิสระจากกลุ่มทุนก็เนื่องจาก นอกจากการตรวจสอบรัฐบาลแล้ว สื่อมวลชนรวมทั้งสื่อโทรทัศน์ยังควรมีหน้าที่ตรวจสอบกลุ่มทุนด้วย เพราะในหลายกรณีกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมายหรือไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

จากปรัชญาและแนวคิดดังกล่าว ทีวีสาธารณะจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้
1.มีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน จากการมีหลักประกันทางกฎหมายที่ป้องกันการแทรกแซงจากทางรัฐบาลและให้ความมั่นคงทางการเงินควบคู่ไปกับการห้ามโฆษณา เพื่อให้ปลอดจากการถูกแทรกแซงจากกลุ่มทุน

2.ผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่มีคุณภาพสูง เช่น รายการข่าว และรายการเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งให้ข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนรอบด้านในประเด็นที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ รายการการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน และรายการที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

3.ผลิตและเผยแพร่รายการอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมจากการมีข้อกำหนดด้านมาตรฐานของรายการ (programming standard) และจริยธรรมทางวิชาชีพ (code of conduct)

4.มีกลไกให้สังคมมีส่วนร่วม เช่น การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนให้สามารถใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์ในการสื่อสารเพื่อเรียนรู้ระหว่างกัน และมีกลไกสำรวจความพึงพอใจของประชาชนเป็นประจำตลอดจนมีกลไกที่ประชาชนสามารถให้คำแนะนำและข้อคิดเห็น ร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานของทีวีสาธารณะได้โดยง่าย

ขณะเดียวกันสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นจากการมีทีวีสาธารณะ ก็คือ
1.รายการข่าว และรายการสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น รายการอภิปรายปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม ที่มีความเที่ยงตรง เป็นกลางและครบถ้วนรอบด้าน ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มทุน สามารถทำข่าวเจาะลึก เปิดเผยเรื่องที่ประชาชนควรรู้แต่ไม่มีโอกาสรับรู้มาก่อนได้

2.รายการการศึกษาและบันเทิงสำหรับเด็กและเยาวชนที่เอื้อต่อการเรียนรู้พัฒนาสติปัญญา ไม่มีพิษภัยจากเนื้อหาทางเพศที่ไม่เหมาะสม ความรุนแรงภาษาหยาบคาย การดูถูกผู้อื่น เช่น คนกลุ่มน้อย

3.รายการสารคดีทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพสูง น่าติดตามและให้ความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย

4.รายการบันเทิงที่ดูสนุก เพลิดเพลิน ให้แนวคิดที่เป็นประโยชน์และยกระดับรสนิยมของคนในสังคม

ในขณะที่แนวคิดเรื่อง "สื่อเสรี" ตามแนวทางของนายเถกิง ชี้ให้เห็นว่าเป็นแนวคิดที่เข้าข่าย "ธุรกิจเพื่อสังคม" ซึ่งภายใต้แนวคิด ธุรกิจเพื่อสังคมจะดำเนินกิจการแบบแสวงหากำไร เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของการบริหารจัดการแบบธุรกิจให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีประโยชน์ทางสังคมเป็นเป้าหมายสูงสุดในการดำเนินงาน ไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด

สถานีโทรทัศน์รูปแบบอิสระ เป็นสถานีโทรทัศน์ ที่ดำเนินงานโดยระบบเอกชนเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับภาคประชาชนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) เปิดกว้างต่อการนำเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล คำนึงถึงประโยชน์ต่อส่วนรวม มีรายได้ของตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ

เป็นสถานีโทรทัศน์แบบผสมเพื่อสาธารณะและแสวงหากำไรได้แต่ไม่มากเกินไป และไม่อยู่ในการครอบงำ ของกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เปิดโอกาสให้ประชาชน ตลอดจนองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเจ้าของและร่วมตรวจสอบการทำงาน

ซึ่งแม้ว่าประชาชนอาจจะมีหุ้นส่วนเพียงส่วนน้อย แต่ก็สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารได้ แล้วแต่จะจัดโครงสร้างการบริหารจัดการบริษัทอย่างไร เพราะอันที่จริงสัดส่วนการถือหุ้นนั้นเชื่อมโยงอยู่กับ "ความเป็นเจ้าของเงินทุน" เพียงอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับอำนาจการบริหารจัดการด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ถือหุ้นที่ใส่เงินร้อยละ 25 ในบริษัท อาจยอมสละอำนาจในการบริหารจัดการทั้งปวงในบริษัท หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "silent partner" หากผู้ถือหุ้นรายนั้น "ไว้ใจ" ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นจะสามารถควบคุมดูแลคณะกรรมการและผู้บริหารบริษัทให้นำส่งผลตอบแทนสูงๆ ต่อเนื่องกันทุกปีได้

การมีผู้ถือหุ้นแบบ silent partner อาจทำให้ภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระขึ้นมาปกป้องประโยชน์สังคม ในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนการถือหุ้นของตน เช่น ภาคประชาชนถือหุ้นร้อยละ 25 แต่มีสิทธิเลือกกรรมการอิสระ 5 คน จากกรรมการทั้งหมด 10 คน คิดเป็นร้อยละ 50 ของคณะกรรมการทั้งหมด เป็นต้น

นอกจากนี้ ข้อบังคับของบริษัททีวีเสรีอาจมีข้อกำหนดแบบเฉพาะเจาะจง ให้อำนาจชี้ขาดในประเด็นสำคัญๆ ที่มี "มิติทางสังคม" สูง และสะท้อนระดับ "ความเป็นอิสระ" ขององค์กร เช่น ผังรายการข่าวและนโยบายด้านการทำข่าว ตกเป็นของประธานกรรมการอิสระซึ่งเป็นตัวแทนของภาคประชาชน แทนที่จะเป็นประธานกรรมการบริษัทเหมือนกรณีการทำธุรกิจทั่วๆ ไป

นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อาจทำสัญญาระหว่างกัน หรือที่เรียกว่า shareholders’ agreement เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่ง หรือหลายรายรวมกัน จะขายหุ้นออกไปให้กับกลุ่มธนกิจการเมือง ที่ต้องการครอบงำสื่อ โดยระบุในสัญญาฉบับนี้ว่า ผู้ถือหุ้นที่ประสงค์จะขายหุ้นออกจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นทุกรายที่เหลือก่อน

เพราะฉะนั้นคณะกรรมการนโยบายทีวีสาธารณะทั้ง 5 คน ที่กำลังร้อนๆ หนาวๆ ก็ไม่เห็นจะต้องไปวิตกกังวลอะไร เมื่อมีหน้าที่ในการผลักดันให้เกิดทีวีสาธารณะ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเสนอข่าวสารตามสาระสำคัญที่กำหนดไว้ ก็ทำงานไปตามหน้าที่ ไม่ต้องหวั่นไหวกับการจะเกิดสื่อโทรทัศน์ขึ้นมาอีกหรือไม่ เพียงแต่อย่างทำงานให้เกิดความกังวลสงสัยหรือเกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองก็เพียงพอ

ขณะเดียวกันการเกิดทีวีเสรี หากดูตามแนวทางดังข้อเสอนอข้างต้นแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหายเช่นกัน เพราะมีแต่เรื่องที่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และก็สามารถจัดรูปแบบให้ปลอดจากการเมือง ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญยังสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาลปีละมหาศาล
ถือเป็นโอกาสในการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน...!!

ต้นแบบสื่อสาธารณะ

ตารางเปรียบเทียบสื่อสาธารณะในประเทศอื่น

BBC (อังกฤษ) PBS (สหรัฐ) NHK (ญี่ปุ่น) CBC (แคนาดา) ABC (ออสเตรเลีย)

1.ภารกิจ
ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยการนำเสนอรายการและบริการที่ให้ข้อมูล การศึกษาและให้ความบันเทิง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนอเมริกันด้วยรายการคุณภาพ ให้บริการด้านการศึกษาซึ่งให้ข้อมูล สร้างแรงบันดาลใจและความเบิกบานใจ นำเสนอรายการที่มีคุณภาพแลความถูกต้อง รวมทั้งข้อมูลและข่าวสารที่เป็นกลาง เพื่อยกระดับวัฒนธรรม ความผาสุกและสร้างเสริมประชาธิปไตย ให้บริการโทรทัศน์และวิทยุที่หลากหลาย โดยมุ่งให้ข้อมูล ความรู้และความบันเทิง สร้างคุณค่าและบูรณาการวัฒนธรรมของประเทศ โดยนำเสนอรายการที่หลากหลายมีความเป็นอิสระ แตกต่างและน่าสนใจ

2.รูปแบบกฎหมายในการจัดตั้งองค์กร
แต่เดิมการกระจายเสียงดำเนินการโดยบริษัทเอกชน แต่เกิดปัญหาด้านการแทรกแซงความถี่ รัฐบาลอังกฤษก่อตั้ง BBC ด้วยกฎบัตร (Charter) ในพระบรมราชโองการผ่านทางรัฐสภาในปี ค.ศ. 1927 CPB (Corporation for Public Broadcasting) ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS (Public Broadcasting Service) ขึ้นในปี ค.ศ.1969 ด้วยการสนับสนุนของสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์สาธารณะทั่วประเทศมากกว่า 1,000 แห่ง SCAP (Supreme Commander for Allied Powers) ได้ยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่รัฐใช้ควบคุมสื่อและออกกฎหมายกระจายเสียงในปี ค.ศ.1950 กำหนดให้การกระจายเสียงเป็น Dual System โดยเปลี่ยนโครงสร้าง NHK เป็นบรรษัทสาธารณะ ตั้งขึ้นในปีค.ศ.1936 ในฐานะบรรษัทของกษัตริย์ (Crown Corporation) โดย Act of Parliament ตาม Royal Commission เพื่อลดอิทธิพลของวิทยุกระจายเสียงของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปีค.ศ.1932 โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะ Australian Broadcasting Commission เพื่อให้เป็นสถานีบริการสาธารณะ โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศอังกฤษในการดำเนินการต่างๆ

3.การกำกับดูแล
รัฐบาลเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะกรรมการบริการจำนวน 12 คน ที่มาจากสาขาอาชีพที่ต่างกัน ขึ้นทูลเกล้าสมเด็กพระราชินีของอังกฤษ เพื่อให้แต่งตั้งเป็น คณะกรรมการบริหาร (Broad of Governor) มีอายุการทำงาน 5 ปี มีรูปแบบการบริหารงานแบบองค์กรเอกชนโดยมีคณะกรรมการ (Broad of Director) ซึ่งเป็นตัวแทนของมลรัฐต่างๆ และเจ้าหน้าที่ (Corporate Officer) ซึ่งรับผิดชอบงานด้านต่างๆ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีประสบการณ์และความรู้จากสาขาอาชีพต่างๆ มาจากทั้ง 8 ภูมิภาคของประเทศ มีอายุการทำงาน 3 ปี รัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ (Broad of Director) จำนวน 12 คน ซึ่งรวม chairperson และ president&CEO ด้วย ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 5 ปี รัฐบาลเป็นผู้แนะนำแต่งตั้ง Board จำนวน 7 คนเพื่อทำหน้าที่แต่งตั้ง Broad Managing Director โดยกำหนดคุณวุฒิตาม ABC Act

4.เนื้อหารายการ
BBC มีช่องรายการโทรทัศน์ 4 ช่องโดยช่อง 1 มีรายการโทรทัศน์ทุกประเภท ช่อง2 นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ สารคดีและศิลปะ ช่อง3 เน้นกลุ่มวัยรุ่นเริ่มต้นทำงาน โดยนำเสนอข่าวสารเหตุการณ์บ้านเมือง ดนตรี และรายการบันเทิง ช่อง4 นำเสนอเรื่องราวนอกกระแสหลัก ชุดรายการหลักที่ PBS จัดให้แก่สถานีสมาชิกได้แก่ รายการเกี่ยวกับเด็ก วัฒนธรรม การศึกษา ประวัติศาสตร์ ข่าวธรรมชาติ เรื่องที่สาธารณชนสนใจ วิทยาศาสตร์ และรายการเสริมทักษะต่างๆ รายการโทรทัศน์ของ NHK มีจำนวน 2 ช่อง –Geneal TV เสนอข่าว 40.5% วัฒนธรรม 24.7% บันเทิง 23.7% และการศึกษา 11.1% -Education TV เสนอรายการการศึกษา81.1% วัฒนธรรม16.3% และรายการข่าว 2.6% ให้บริการในรูปแบบภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส (ตามลักษณะประชากรของประเทศที่ใช้สองภาษา) ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต โดยมุ่งนำเสนอรายการที่ให้ข้อมูล เรื่องที่อยู่ในความสนใจทั่วไป ดนตรี วัฒนธรรม รายการโทรทัศน์ของสถานีมีสัดส่วนดังนี้ รายการเด็ก 18.8% ภาพยนตร์ 13.1% บันเทิง 11.8% เหตุการณ์บ้านเมือง 9.3% ละคร 9.3% การศึกษา 8.5% และอื่นๆ
รายการวิทยุมีสัดส่วน ดังนี้ ดนตรี 35.3% ข่าว 20% Factual 18% กีฬา 5.2% และอื่นๆ

5.ที่มาขอรายการ
ผลิตรายการส่วนใหญ่ด้วยตนเอง รับซื้อรายการจากผู้ผลิตทั้งแบบประจำและผู้ผลิตอิสระ (ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดส่งรายการให้สถานีต่างๆ) ผลิตรายการต่างๆ ด้วยตนเอง (แยกแผนสำหรับผลิตรายการต่างๆ ) ส่วนใหญ่จะผลิตเอง แต่บางส่วนจะร่วมผลิตกับต่างประเทศ หรือให้ผู้ผลิตอิสระเป็นผู้รับผลิต ผลิตเองและรับซื้อจากผู้ผลิตต่างๆ

6.ผู้ชมรายการ
-ผู้ชม/ผู้ฟังรับชม/ฟังรายการโทรทัศน์ 86.5% วิทยุ 63.4%
-สัดส่วนความนิยม โทรทัศน์ 38.44% วิทยุ 50.2%
-99% ของครัวเรือนที่มีโทรทัศน์สามารถรับรายการของสถานีได้
-71% ของครัวเรือนที่มีโทรทัศน์ได้ชมรายการของสถานีโดยใช้เวลามากกว่า 7.5 ชั่วโมง/เดือน -สมาชิกของ NHK มีจำนวนประมาณ 37.6 ล้านครัวเรือน
-ผู้ชมใช้เวลาชม NHK ประมาณ 1 ชั่วโมง 13 นาทีต่อวัน -88% ใช้บริการเครือข่าย ABC อย่างน้อย 1 บริการ
-Rating รายการโทรทัศน์ของสถานีอังกฤษและฝรั่งเศสคือ 7.6% และ 14%
-40% รับชมรายการวิทยุของสถานี -91% เชื่อว่าสถานีให้บริการที่มีคุณค่าต่อชุมชน
-78% เชื่อมั่นว่ารายการของสถานีโทรทัศน์ของ ABC มีคุณภาพดี (เปรียบเทียบกับสถานพาณิชย์ที่มีความเชื่อมั่น 43%) 7. กลไกการตรวจสอบ

การทำงานของ BBC อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการมาตรฐานการกระจายเสียง (BSC-Broadcasting Standards Commission) ซึ่งสามารถตรวจสอบเนื้อหารายการในแง่ต่างๆ และต้องทำรายงานประจำปีเพื่อเสนอรัฐสภา สำนักงานผู้ตรวจการ (IG:Office of the Inspector General) เป็นผู้กำกับดูแลการทำงานของ CPB ในด้านต่างๆ เช่น การจัดหาเงินทุน เนื้อหารายการ การดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สื่อสาธารณะ NHK ได้ตั้ง “กรรมาธิการที่ปรึกษาเกี่ยวกับผู้ชม” (Audience Advisory Councils) ประกอบด้วยบุคคลจากสาขาอาชีพต่างๆ กระจายไปทุกจังหวัด เพื่อประเมินผลรายการและให้ข้อเสนอแนะ มีความรับผิดชอบต่อชาวแคนาดาทุกคน โดยต้องนำเสนอรายการประจำปีผ่านรัฐสภาและมี The Office of the Ombudsman เพื่อรับข้อร้องเรียนต่างๆ โดยขึ้นตรงกับประธานาธิบดี มีการว่าจ้างบริษัทภายนอกเพื่อสำรวจความนิยมของสถานี และรับข้อร้องเรียนโดยตรง (ผ่านจดหมาย โทรศัพท์ อีเมล์) นอกจากนี้ยังมี Australian Nation Audit Office (AN
AO) เพื่อตรวจสอบการบริหารจัดการของสถานี รายงานตรงต่อรัฐสภา 8. แหล่งที่มาของเงินสนับสนุนในการดำเนินงานแต่ละปี

-รายรับภายในประเทศทั้งหมด 2,778.6 ล้านปอนด์
-จากค่าธรรมเนียมการรับ 91.8%
-อื่นๆ 9.2% รายรับทั้งหมด 534 ล้านเหรียญ
-จากการขายรายการ 40.5%
สมาชิก 28.7% CPB และรัฐบาล 14.6% ดำเนินธุรกิจ 8.2% ขายผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา 8% รายรับทั้งหมด 668.7 พันล้านเยน
-จากค่าธรรมเนียม 97%
-อื่นๆ 3% รายรับทั้งหมด 1506 ล้านเหรียญ
-รัฐสภา 64.5%
-โฆษณา 21.2%
-อื่นๆ 14.3% รายรับทั้งหมด 859 ล้านเหรียญ
-จากรัฐบาล 82.7%
-จากการขายสินค้าและบริการ 12.1%
-อื่นๆ 5.2% 9.รายจ่ายของสถานี

รายจ่ายการผลิตภายในประเทศทั้งหมด 2,602.1 ล้านปอนด์
-ผลิตรายการและกระจายเสียง 55.9%
-อื่นๆ 0.5%

*ไม่รวมต้นทุนค่าบุคลากร 758 ล้านปอนด์ รายจ่ายทั้งหมด 520 ล้านเหรียญ
-จัดหารายการ 73%
-ให้สมาชิกและสนับสนุนรายการด้านการศึกษา 18%
-บริการทางเทคนิค 6%
-บริหารจัดการองค์กร 3% รายจ่ายทั้งหมด 660.35 พันล้านเยน
-ผลิตและกระจายเสียง 74.2%
-กระบวนการทำสัญญาและค่าธรรมเนียมต่างๆ 12.5%
-การบริหารจัดการ 4.8%
-อื่นๆ 8.5% รายจ่ายทั้งหมด 1,496 ล้านเหรียญ
-สถานีโทรทัศน์ภาษาอังกฤษ 37.4%
-สถานีโทรทัศน์ภาษาฝรั่งเศส 21.3%
-สถานีวิทยุรวม 18.2%
-การจัดจำหน่ายและบริษัทย่อยต่างๆ 5.3%
-อื่นๆ 17.8% รายจ่ายทั้งหมด 773.1 ล้านเหรียญ
-Supplier 40.3%
-ค่าจ้างพนักงาน 35.8%
-ผ่อนรายการ 13.8%
-อื่นๆ 10.1%
* จากงานวิจัยเรื่อง 'สื่อสาธารณะ' โดย ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ตุลาคม 2546

เมื่อ “กรมกร๊วก” กล้าลองดี

ไม่น่าทำตัวเป็นหนูลองยา สำหรับ...นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ ออกมาตีกัน รัฐบาล ไม่ให้มีการจัด ตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ โดยอ้างข้อกฎหมายต่างๆ นานา ที่เกี่ยวข้อง


มีการแสดงความไม่รับผิดชอบต่อกรณีการเกิดของ “ทีวีสาธารณะ” บอกเพียงแค่ว่า “ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเป็นปกติ ผู้ใหญ่คงเข้าใจว่าบทบาทและหน้าที่เป็นอย่างไร ก็ต้องขอเวลาดูอีกระยะหนึ่ง”

ทั้งที่นายปราโมชมีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งกำลังจะพ้นหน้าที่ไปเพียงแค่ไม่ถึง 10 วันทำการเท่านั้น

กรณีกล้ายางพารา คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. บอกว่า นายเนวิน ชิดชอบ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น เซ็นงานออกไปทั้งที่ผ่านกระบวนการทางราชการทุกอย่าง สอบถามแม้กระทั่งอัยการสูงสุด ยังบอกว่าผิด แล้วกรณีทีวีสาธารณะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นนโยบายใหญ่ ทำไมไม่รอรัฐบาลที่มาจากประชาชนเป็นคนเข้ามาตัดสินใจ

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ดูจะ เป็นผู้ที่ตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตก ที่สุดคนหนึ่ง โดยมีความคิดเห็นน่าสนใจ

มีการ คลอดกฎหมายฉบับนี้อย่างเร่งด่วน 3 วาระรวด จะมีความรอบคอบในการเขียนกฎหมายได้อย่างไร และเนื่องด้วยกฎหมายผ่านสภาที่เป็น ผลิตผล ของ โจรปล้นประชาธิปไตย ขาดซึ่ง ความสง่างาม ของ สถานีแห่งนี้ โดยสิ้นเชิง

ซ้ำร้ายกว่านั้น การเสนอชื่อ คณะกรรมการนโยบาย ขึ้นมา และ ผู้อำนวยการสถานี ขึ้นมา โดยมีการกระทำ ลักษณะเหมือนล็อบบี้ จงใจให้ได้มา อยากจะถามว่าได้ คำนึงถึงความชอบธรรม มากน้อยแค่ไหน เพราะมีข้อที่ทำให้สาธารณชน ตะขิดตะขวง ใจว่าเป็นผู้ที่ฝักใฝ่เผด็จการ ฉุดกระชากลากถูทหารเข้ามา ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครอง เป็นพวก กบฏ ส่งเสริมซึ่ง “โจรปล้นประชาธิปไตย”

อคติ เต็มไปใน หัวสมอง
ซึ่งพฤติกรรมที่เห็นชัดเจนนี้ อาจจะขัดหรือแย้งกับตัวบทกฎหมาย เนื้อหาในกฎหมาย มาตรา 7 (2) เขียนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า “ผลิตรายการทางด้านข่าวสาร สารประโยชน์ทางด้านการศึกษา และสาระบันเทิง ที่มีสัดส่วนอย่างเหมาะสม และมีคุณภาพสูง เน้นความหลากหลายในมิติต่างๆ โดยมุ่งดำเนินการอย่างปราศจากความอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และยึดถือผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ”

การนำคนที่มี อคติทางการเมือง เห็นกันประจักษ์ชัดแจ้งมาดำเนินการ มันจะสอดคล้องกันได้เพียงใด
ที่จริงเรื่อง สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ ที่ว่ากันนี้ มีหลายแนวทาง
สถานีโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ มี แอบซุกช่องทีวีเอาไว้อีก 3-4 ช่อง ที่เรียกกันว่า รูท 1 รูท 2 รูท 3...ผ่านดาวเทียม กันนั้น หรือจะเป็น ช่อง 3 เดิม ที่เปลี่ยนระบบไปในคลื่น ยูเอชเอฟ มัน ไม่ใช่ของเก่า ที่เหลืออยู่หรือ ถามว่า เป็นการหมกเม็ด หรือไม่ อย่างไร

เอาเวลาไปหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อกันใช่หรือไม่?
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เคยรู้เรื่องเหล่านี้ไหม?

อย่างกรณีวิทยุชุมชน ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาบอกกันว่า ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์นั่นแหละตัวดี ผลิตเครื่องขาย เอาเสาไปติด เอาเครื่องไปตั้ง ไปเร่ขายให้วัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย แล้วทำให้มีปัญหาตามมา

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวบางเลยหรือ หรือท่านอยากจะทำตัวเป็น หนูตะเภาลองยา ตั้งท่า ตั้งทาง ให้ รัฐบาลชุดใหม่ ที่มีเจตนาจะมีสื่อสารมวลชนที่ ปกป้องประชาธิปไตย แต่กลับไม่เล่นด้วย แบบนี้ไม่เรียกว่าท้าทาย แล้วจะเรียกว่าอะไร

ในเมื่อประกาศลั่นใน เชิงท้าทายรัฐบาล สอนสั่งรัฐบาล ขัดขวางนโยบายนายกรัฐมนตรี แบบนี้ต่อไปจะ ไม่เป็นตัวอย่างให้ข้าราชการหน่วยงานอื่นๆ นำไปปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่างกันหรือ อย่างไร

ที่จริง ทีวีช่องใหม่ หากจะใช้แนวคิด ทีวีเสรี ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เอาคลื่นทีวีของกรมประชาสัมพันธ์ที่หมกเม็ด เอาไว้นั่นแหละ เอามาสวม ทำแบบที่ ทีวีสาธารณะ เอา ทีไอทีวี ไปสวมอยู่ นั่นแหละ ง่ายนิดเดียว ไม่เห็นยากเย็นอะไรเลย

กฎหมายใดที่เป็นปัญหาและอุปสรรค ในการที่จะทำเรื่อง เครื่องมือในการปกปักษ์รักษา ปกป้องประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เรื่องสำคัญของชาติ รัฐบาลในฐานะเสียงข้างมาก ได้ฉันทามติจากประชาชนท่วมท้น ทำไมจะไม่มีสิทธิ์เสนอกฎหมาย ดำเนินการเรื่องเหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้

จำได้ว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เคยขอร้องกับสื่อมวลชนว่า เลิกพูดถึงคำว่า “กรมกร๊วก” กันเสียที วันนี้หากท่านเลิกพฤติกรรมในอดีตเสีย มายืนข้างประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย คำว่า “กรมกร๊วก” คงไม่ถูกนำกลับมาใช้อีก

'หมอเลี้ยบ'หนุน111อดีตทรท.นั่งบอร์ดรสก.-มั่นใจทำประโยชน์ให้ชาติ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลังกล่าวแสดงความเห็นสนับสนุนให้อดีตกรรมการบริหารอดีตพรรคไทยรักไทย111 คน นั่งบอร์ด รสก. มั่นใจเป็นประโยชน์แก่ประเทศ และเชื่อว่าคงไม่มีคนเอาไปโยงเป็นเรื่องการเมือง

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสว่ากลุ่มอดีตนักการเมือง 111 คน จะเข้ามามีบทบาทในการเป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ หลังจากคณะกรรมการชุดเดิมทยอยลาออกเป็นจำนวนมากนั้น ซึ่งเรื่องนี้หากบุคคลดังกล่าวจะเข้ามาทำงานและไม่มีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้ก็เป็นสิทธิของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ก็น่าจะเข้ามาทำประโยชน์ให้กับรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ได้
“ จากกระแสข่าวดังกล่าว โดยส่วนตัวแล้วอยากให้มองในเรื่องของความสามารถมากกว่า ดังนั้น หากมีการเข้ามาทำงานจริง และเป็นประโยชน์แก่ประเทศ ก็เชื่อว่าคงไม่มีคนเอาไปโยงเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะมองว่าเข้ามาแล้วทำงานได้จริงหรือไม่นั้น ” รมว.คลัง กล่าว

นายกฯเตรียมพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเตรียมหารือกับบรรดาผู้นำเหล่าทัพเพื่อพิจารณายกเลิกกฏอัยการศึกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ 179 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณตามแนวชายแดน และมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและความมั่นคง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เผยวันพรุ่งนี้(13 ก.พ.)จะใช้โอกาสที่เดินทางไปร่วมงานประชุม รมต.กลาโหมต่างประเทศ หารือกับผู้นำเหล่าทัพและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับการพิจารณายกเลิกกฎอัยการศึก

"วันที่ 13(ก.พ.) จะไปกินข้าวกับเขาที่กระทรวงการต่างประเทศ หากนั่งข้างๆ ใครก็จะลองถามเขาดู" นายสมัคร กล่าว

ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกอยู่ 179 อำเภอ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่บริเวณตามแนวชายแดน และมีปัญหาเรื่องยาเสพติดและความมั่นคง

ส่วนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายสมัคร กล่าวว่า อีก 2-3 วันจะนัดหารือกับผู้นำเหล่าทัพอีกครั้ง โดยจะขอรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาจากผู้นำเหล่าทัพ ซึ่งหากมีข้อเสนอใดที่เป็นประโยชน์ก็เชื่อว่าจะมีการนำไปใช้ในการอแก้ปัญหาดังกล่าว