WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 14, 2008

อย่าปล้นชัยชนะของประชาชนไปเป็นของครอบครัวอยู่บำรุง

หากจะนับวันเวลาการต่อสู้เพื่อโค่นล้มเผด็จการ ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย และนำชัยชนะมาสู่พลังประชาชน แล้ว เฉลิม อยู่บำรุง น่าจะเป็นคนสุดท้ายหรือเกือบสุดท้าย ที่เข้ามามีส่วนร่วม

หากจะนับรางวัลหลังการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เฉลิม อยู่บำรุง น่าจะเป็นคนที่ได้รับรางวัลใหญ่ที่สุด ทั้งๆ ที่ลงทุนน้อยที่สุด

หากจะนับความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้ากับเผด็จการ แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่หวาดหวั่น ครั่นคร้าม พรั่นพรึง แบบถึงลูกถึงคน แล้ว เฉลิม อยู่บำรุง น่าจะมีน้อยกว่าคุณป้าที่ยืนตัวสั่น และเด็กหนุ่ม เด็กสาวที่ล้มทั้งยืนหน้าประตูรั้วบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อถูกไม้กระบองของตำรวจ

หากจะนับความลำพองในชัยชนะของพรรคพลังประชาชนที่มีเหนือเผด็จการ เฉลิม อยู่บำรุง น่าจะมากที่สุด ทั้งๆ ที่ได้แสดงความกล้าหาญในการต่อสู้น้อยที่สุด


วันนี้ เฉลิม อยู่บำรุง ได้รับรางวัลแห่งการต่อสู้ไปแล้ว คือ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เฝ้ารอมาทั้งชีวิต และเกือบจะหมดหวังไปแล้วง หากพรรคพลังประชาชนไม่ให้โอกาสเข้ามาร่วมงาน และเพียงแค่ 2 เดือน ที่เข้ามาอยู่ใต้กระแสความนิยมของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็ส่งผลให้เฉลิม อยู่บำรุง เดินถึงฝั่งฝันได้โดยไม่ยากเย็น

วันนี้ ประชาชนยังไม่ได้ผลตอบแทนของการต่อสู้เพื่อปกป้องนายกฯทักษิณ ชินวัตร และประจันหน้ากับเผด็จการมายาวนานเกือบ 2 ปี เพราะพวกเรายังไม่ได้นายกฯทักษิณ กลับ คืนสู่อ้อมกอดของแผ่นดินไทย มาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาทำงานช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ดังที่คาดหวัง และเป็นสิ่งเดียวที่พวกเราต้องการ ในการต่อ สู้

โดยเฉพาะ ประดาบ การกลับมาของนายกฯทักษิณ การพ้นมลทินจากข้อกล่าวหาของเผด็จการและเหล่าบริวาร คือ สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด

การต่อสู้ของเฉลิม อยู่บำรุง อาจจะจบสิ้นลงแล้ว เพราะเขาเดินถึงฝั่งฝันของเขาแล้ว เขาจึงไม่แยแส ไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของประชาชน

แต่การต่อสู้ของการประชาชนอย่างประดาบ เพิ่งผ่านพ้นไปเพียงแค่ด่านที่หนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายด่านที่พวกเราจะต้องฝ่าฟันและทำลายอุปสรรคกีดขวาง ขวากหนามที่เผด็จการวางซ่อน วางดักเอาไว้อีกหลายด่าน ให้ได้ เพื่อนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทยด้วยความปลอดภัย

แม้จะได้รับรางวัลใหญ่ ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังไม่พึงพอใจ ยังคงแสวงหารางวัลให้กับคนในครอบครัว อีกด้วย

เฉลิม อยู่บำรุง มีสิทธิที่จะคิดว่า วัน อยู่บำรุง มีบุญคุณกับพรรคพลังประชาชน ด้วยการเสียสละ ไม่ลงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ตามที่ผู้บริหารพรรคประชาชน ยื่นเงื่อนไข “เอาพ่อไม่เอาลูก” จึงสมควรได้รับผลตอบแทนด้วยการปูนตำแหน่งผู้ช่วย เลขานุการรัฐมนตรีว่า การกระทรวงสาธารณสุข

เฉลิม อยู่บำรุง มีสิทธิที่จะคิดว่า วัน อยู่บำรุง มีคุณสมบัติ ความสามารถ เพียบพร้อมที่จะทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ได้

ในฐานะพ่อ เฉลิม อยู่บำรุง ยังคงเป็นพ่อที่ดีที่สุด และป็นพ่อที่ลูกทั้งสามคนปลาบปลื้มเป็นที่สุดที่เกิดมาจากพ่อคนนี้

แต่ในความเป็นนักการเมือง เฉลิม อยู่บำรุง เป็นนักการเมืองที่แย่ที่สุด เห็นแก่ตัวเป็นที่สุด และฉกฉวยโอกาส หาประโยชน์จากชัยชนะของพรรคพลังประชาชน ให้แก่ตนเองและครอบครัว อย่างร้ายกาจที่สุด

ผมไม่เคยคิดที่จะทวงถามว่า เฉลิม อยู่บำรุง อยู่ตรงไหน วัน อยู่บำรุง อยู่ที่ใด รวมไปถึงสมาชิกครอบครัวอยู่บำรุงทุกคน ไปกินเที่ยวหาความสุขอยู่กับใคร ในวันที่ประชาชนรวมพลังกันต่อสู้กับเผด็จการที่ท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน และ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ท่ามกลางฝนหนักและแดดจัด กันอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

แต่วันนี้ ผมต้องถามว่าแท้จริงแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง มีส่วนร่วมกับชัยชนะของพรรคพลังประชาชนเหนือเผด็จการคมช. ในฐานะใด

ผู้นำขบวน ไม่ใช่แน่นอน เพราะเรามีนปก. เป็นหัวแถวอยู่แล้ว

ผู้ตามแห่ที่เบียดตัวเองจากนอกขบวนเข้ามายืนแทรกอยู่ด้านหน้า ในวันที่พลังประชา ชนเดินมาเกือบถึงเส้นชัยเต็มที น่าจะถูกต้องมากกว่า

ในขณะที่ วัน อยู่บำรุง ไม่ปรากฏทั้งชื่อ และ เงา ให้ได้เห็น อีกทั้งยังขึ้นป้ายลงสมัครส.ส.พรรคทางเลือกใหม่ ด้วยซ้ำไป

รอจนกระทั่ง พรรคพลังประชาชน ติดลมบน เพราะกระแสนิยมนายกฯทักษิณ หนุนส่งเต็มกำลัง ฉลิม อยู่บำรุง กับ วัน อยู่บำรุง และ ดวง อยู่บำรุง สามคนพ่อลูกจึงทิ้งพรรคทางเลือกใหม่ ที่ตั้งมาเองกับมือ เข้ามาขอซุกอยู่ใต้ปีกพรรคพลังประชาชน พร้อมเงื่อนไข “Love Me Love My Dog” รับพ่อต้องรับลูกด้วย

การเข้ามาของสามคนพ่อลูกอยู่บำรุง ทำให้พรรคพลังประชนเกือบแตก เมื่อทุกคนอยู่ในสภาพ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนกระทั่ง สมัคร สุนทรเวช ต้องลงทุนขอร้องเฉลิม อยู่บำรุง ด้วยตนเองให้เห็นแก่พรรค และภารกิจฟื้นฟูประชาธิปไตย เอาชัยเหนือเผด็จการ ให้เห็นแก่ส่วนรวมก่อนที่จะเห็นแก่ส่วนตัวและครอบครัวอยู่บำรุง เฉลิม อยู่บำรุง จึงยอมรับเงื่อนไข “เอาพ่อ ไม่เอาลูก”

เฉลิม อยู่บำรุง มีสิทธิที่จะคิดว่าการเสียสละของ วัน อยู่บำรุง และ ดวง อยู่บำรุง ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน เป็นเรื่องที่พรรคพลังประชาชนต้องชดใช้เยียวยาจิตใจลูกชายทั้งสอง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของครอบครัวของอยู่บำรุง ที่ไม่ทำให้พรรคต้องลำบากใจในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

เฉลิม อยู่บำรุง มีสิทธิที่จะคิดเช่นนั้น ในฐานะพ่อที่ดีที่สุดในโลกของลูกทั้งสามคน ซึ่งในสายตาของเฉลิม อยู่บำรุง เห็นลูกทั้งสามคนเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีความสามารถเหมาะ สมกับทุกตำแหน่ง จึงดึงดันที่จะกระทำในสิ่งที่ท้าทายประชาชนและไม่เกรงใจประชาชน ซึ่งพิพากษาและประทับตรา ลูกเป็ดขี้เหร่ให้แก่ลูกชายทั้งสามคนไปนานแล้ว ทั้งไม่เชื่อว่าลูกชายของเฉลิม อยู่บำรุง จะกลับตัวกลับใจ จากอันธพาลของสังคม และภัยของประชาชน มาเป็นผู้รับใช้สังคม และเป็นมิตรกับประชาชนได้

เนื่องเพราะพฤติกรรมแต่ละครั้งของ “ลูกเหลิม” ไม่ได้เกิดขึ้นจากความวู่วาม ความคึกคะนอง ความด้อยวุฒิภาวะ การขาดสติเพราะแอลกอฮอล์ หรือพวกมากลากไป หากแต่เกิดจาก “สันดาน” ที่บ่มเพาะมาแต่เล็กแต่น้อย เนื่องจากซึมซับภาพการใช้อำนาจที่เกิดขึ้นใกล้ตัว ทั้งในบ้านและนอกบ้าน อยู่เป็นประจำ จนเห็นว่าการใช้อำนาจเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ได้ผลรวดเร็ว ทันใจ การใช้ปัญญาเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะต้องรอนานกว่าจะได้ผล

ข่าวคาวที่เงียบหายไป “ลูกเหลิม” เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะชี้ชัดได้เกิดจาก สำนึกผิด เห็นแก่บาปบุญคุณโทษ หรือ เกิดจากคำสั่งของศาลที่ห้ามเข้าใกล้สถานบันเทิง กันแน่ เช่นเดียวกับที่บางครั้งก็ต้องกลับมาคิดเหมือนกันว่าพฤติกรรมในอดีตของลูกทั้งสามคน เกิดจากกมลสันดานของผู้เป็นลูก หรือ เกิดจากการกล่อมเกลาปลูกฝังของผู้เป็นพ่อ กันแน่

กล่าวง่ายๆ ก็คือ ไม่รู้ว่า เหตุที่ “ลูกเหลิม” เป็นเช่นนี้ เพราะ “ลูก” หรือ เพราะ “เหลิม” กันแน่

ผมเชื่อและค่อนไปทางมั่นใจด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หาก เฉลิม อยู่บำรุง ดึงดันคะยั้นคะยอจะส่ง วัน อยู่บำรุง และ ดวง อยู่บำรุง ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กรุงเทพมหานคร ให้ได้ วันนี้ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังต้องฝันต่อไปถึงเก้าอี้ มท.1 ไม่มีโอกาสได้นั่งจริง หรือบางทีวันนี้ เฉลิม อยู่บำรุง อาจจะเป็นส.ส.สอบตก ในนามผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคทางเลือกใหม่ ก็เป็นได้

ผมมั่นใจว่าหากวันนั้น เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ยอม พรรคพลังประชาชนก็คงไม่ยอมเช่นกัน เฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้มาอาศัยใบบุญพรรคพลังประชาชน และกระแสนิยมนายกฯทักษิณ ส่งตัวเองถึงฝั่งฝันดังใจหมายเช่นวันนี้ หรือบางทีหากพรรคพลังประชาชน ยอมตามที่เฉลิม อยู่บำรุง ต้องการ วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็อาจจะเป็นรัฐบาลไปแล้ว ในขณะที่พรรคพลังประชาชนต้องเป็นฝ่ายค้าน และ 3 พ่อลูกอยู่บำรุงกลายเป็นส.ส.สอบตก

ผมเชื่อและค่อนไปทางมั่นใจอีกด้วยว่า จะมีหรือไม่มีเฉลิม อยู่บำรุง พรรคพลังประชาชน ก็ชนะเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาลเหมือนในวันนี้ เพราะมีประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นกำลังหลัก มิใช่มี เฉลิม อยู่บำรุง เป็นกำลังสำคัญ

ตรงกันข้าม ผมเชื่อและค่อนไปทางมั่นใจด้วยว่า หากไม่มีพรรคพลังประชาชน และประชาชนที่นิยมและต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร มายาวนาน เฉลิม อยู่บำรุง ก็จะไม่มีวันนี้ วันที่กำลังแสดงอาการอหังการ์ต่อหน้าต่อตาประชาชน และไม่เห็นหัวประชาชน อีกต่อไป

แม้แต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังเชื่อมั่นในกระแสนิยมฯทักษิณ ที่มีประชาชนหนุนส่ง ว่าได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน ตั้งแต่ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เฉลิม อยู่บำรุง จะเชื่อมั่นเช่นนั้น จนกระทั่งยอมตัดใจตัดลูกทิ้ง เพื่อให้พ่อเอาตัวรอดไปก่อน แล้วค่อยพายเรือทวนกระแสและท้าทายความศรัทธาของประชาชน มารับลูกขึ้นเรือลำใหญ่ลำนี้ในภาย หลัง เช่นที่กำลังกระทำอยู่ในเวลานี้

วันที่ เฉลิม อยู่บำรุง กระโดดขึ้นเวทีหาเสียงที่สนามหลวง และ ทุกเวทีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ก็รู้อยู่แก่ใจว่า คนเรือนหมื่นรือนแสนไม่ได้มาฟังปราศรัย เพราะสำนวน ลีลา วาจา โวหารแบบเฉลิม อยู่บำรุง หากแต่มาเพราะต้องการให้กำลังใจพรรคพลังประชาชน และแสดงตนให้ชัดเจนว่ายืนข้าง นายกฯทักษิณ ไม่ญาติดีกับคณะรัฐประหาร

ทุกเวทีที่ เฉลิม อยู่บำรุง ขึ้นปราศรัยจึงต้อง อาศัยเกาะกระแสนายกฯทักษิณ หากินไปเก็บตุนคะแนนนิยมส่วนตัว ด้วยการประกาศจะเป็นผู้นำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยตนเอง

แต่ทว่า พฤติกรรมของ เฉลิม และครอบครัวอยู่บำรุง ในวันนี้ แตกต่างจากเมื่อวันนั้น ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า

ภารกิจแรกที่ เฉลิม อยู่บำรุง ควรคิดและกระทำคือ เคลียร์เส้นทางการเดินทางกลับบ้านของนายกฯทักษิณ และสร้างกระแสความนิยมศรัทธาให้แก่พรรคพลังประชาชน เพื่อเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันนายกฯทักษิณ หากทำให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมไม่ได้ ก็อย่าทำลายความนิยมศรัทธา ให้ลดน้อยลง

สิ่งที่ควรอยู่ในสำนึกและต้องระลึกถึงอยู่ในสมองของ เฉลิม อยู่บำรุง อยู่ตลอดเวลา ควรจะเป็นการทำเพื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตร ที่ยังตกระกำลำบาก ไม่รู้จะถูกคลื่นใหญ่พัดพาไปทางใดอีก มิใช่เฝ้าแต่คำนึงถึงตำแหน่งของ วัน อยู่บำรุง และผลประโยชน์ของตนเอง บนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่อยไปจนถึงความอุดมสมบูรณ์ทั้งทรัพย์สินเงินทอง และ บารมีที่หดหายไปหมดแล้ว ให้กลับคืนมาอีกครั้ง

พฤติกรรมของ เฉลิม และครอบครัวอยู่บำรุง ในขณะนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า เฉลิม อยู่บำรุง เห็นแก่ตัวและความสุขครอบครัวอยู่บำรุง มากว่าทำเพื่อนายกฯทักษิณ และปกป้องครอบครัวชินวัตร ดังที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนบนเวทีหาเสียงเลือกตั้ง

กระสุนนัดที่ปลิดชีวิต “ดาบยิ้ม” ซึ่งไม่ต้องบอกว่ามาจากปืนในมือของใคร ในสถานบันเทิงย่านรัชดาฯ ได้ทะลุไปเจาะเข้าขั้วหัวใจของ เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งนอนอยู่ที่บ้านบางบอน จนตายไปจากความเชื่อถือและศรัทธาของประชาชน ฉันใด

การส่ง วัน อยู่บำรุง เข้ามาเป็นเลขารัฐมนตรี ก็ไม่แตกต่างจากการลั่นกระสุนเข้าใส่รัฐบาล และกำลังจะปลิดชีวิตพรรคพลังประชาชน ให้ตายไปจากความนิยมศรัทธาของประชาชน ฉันนั้น

ความนิยมศรัทธาต่อพรรคพลังประชาชน ที่ลดน้อยถอยลง ย่อมจะมีความหมายถึงความปลอดภัยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องสุ่มเสี่ยงมากขึ้น หากกลับเข้ามาในวันที่พรรคพลังประชาชน ไม่เข้มแข็ง และอ่อนแอ เพราะการกระทำของเฉลิม อยู่บำรุง ที่เห็นแก่ตัวมากกว่าส่วนรวม

กับการต่อสู้ที่เพิ่งจบลงไป สำหรับประชาชนอย่างผม ที่ยืนซดกับเผด็จการคมช.มา 14 เดือนเต็มๆ ก็เพียงแค่ยกแรกเพิ่งผ่านไป สิ่งที่เราต้องการ ได้มาเพียงแค่เรื่องเดียว คือ พรรคพลังประชาชน ชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ นายกฯทักษิณ กลับคืนสู่ประเทศไทย ยังไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน

หากว่าบุคลากรทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน ยังประพฤติ ปฏิบัติชนิดที่ตัดขาดตัวเองออกจากความเชื่อมโยงกับประชาชน ทำอะไรกันไม่เกรงใจประชาชน ไม่สนใจว่าประ ชาชนที่นิยมศรัทธา กาคะแนนให้จะคิดเห็นอย่างไรกับความเห็นแก่ตัวของตนเอง

การแย่งชิงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเรื่องไม่ประหลาดสำหรับนักการเมือง ประชาชนพอทำใจรับได้ แต่การทำร้ายจิตใจประชาชน ด้วยการตั้งบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม และเป็นภัยต่อประชาชน โดยกมลสันดาน และการกล่อมเกลาของครอบครัว มาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่าง วัน อยู่บำรุง เป็นเรื่องที่เกินกว่าจะทำใจยอมรับได้

วัน อยู่บำรุง มิอาจจะเปรียบเทียบได้กับ องคุลีมาล เนื่องเพราะการกระทำขององคุลีมาล เกิดจากความเข้าใจผิด หลงผิด เมื่อได้รับฟังธรรมะจากพุทธองค์ จึง “สว่าง” และสำนึกผิด เปลี่ยนเส้นทางเดินของชีวิต ได้

แต่ วัน อยู่บำรุง กระทำผิด เพราะสันดาน และ การเลี้ยงดูที่ผิดแปลกแตกต่างไปจากผู้คนทั่วไป เติบโตมาในสังคมที่ใช้อำนาจเป็นเครื่องตัดสินความถูกต้อง มากกว่าเหตุผล เห็นการยอมจำนนของผู้อื่น เป็นการเพิ่มเติมความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง

วัน อยู่บำรุง มิได้กระทำผิด เพราะหลงผิด เข้าใจผิด เช่น องคุลีมาล หากแต่กระทำผิดเพราะสภาพแวดล้อม และการสนับสนุน ส่งเสริม เลี้ยงดูของครอบครัว ซึ่งหาก วัน อยู่บำรุง ยังคงอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน เลี้ยงดูแบบเดิมๆ ก็ยากจะเชื่อ วัน อยู่บำรุง จะกลับเนื้อกลับตัว และ “สว่าง” ได้เหมือนองคุลีมาล

จะมีใครสักกี่คนที่เชื่อว่า วัน อยู่บำรุง จะกลับเนื้อกลับตัว กลับใจ จากผู้ทำร้ายสังคม มาเป็นผู้รับใช้สังคม ได้เหมือนที่ เฉลิม อยู่บำรุง พูด

เพราะแม้แต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ยังทำไม่ได้ และยังคงทำร้ายสังคมและจิตใจประชาชน ด้วยการส่ง วัน อยู่บำรุง มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรี

ผมไม่แน่ใจกระทั่งว่า วัน อยู่บำรุง จะเชื่อสิ่งที่ เฉลิม อยู่บำรุง พูดหรือไม่

เฉลิม อยู่บำรุง ต้องเร่งรีบทบทวนพฤติกรรมของตนเป็นการด่วน ก่อนที่จะถูกประชาชนจับได้ไล่ทัน ว่าการกระทำ และคำพูดที่ผ่านมาทั้งหมด มิใช่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีเกียรติยศของนายกฯทักษิณ ชินวัตร หากแต่เพื่อฟื้นฟูบารมีและอำนาจของครอบครัวอยู่บำรุง

ทั้งหมดนี้ ที่เขียนมา ก็เหมือนที่เคยเขียนท้วงติง เฉลิม อยู่บำรุง ด้วยความเคารพ เมื่อครั้งจะดึงดันส่ง วัน และ ดวง อยู่บำรุง ลงสมัครส.ส.พรรคพลังประชาชนมาแล้ว ครั้งนั้นถึงที่สุดแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง ก็ตัดสินใจเลือกเดินทางถูก จึงทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นวันนี้

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน หากแต่ว่าคำท้วงติงในครั้งนี้ จำต้องหนักหน่วงและแรง ชนิดที่อาจจะทำให้ เฉลิม อยู่บำรุง โกรธแค้น ประดาบ ไปชั่วชีวิต แต่ก็จำต้องหนักและแรงเช่นนี้ เพราะอาการของเฉลิม อยู่บำรุง วันนี้ แตกต่างจากเมื่อวันก่อนจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า จึงจำเป็นที่จะต้องกระตุกด้วยความแรง ไม่เช่นนั้น คงไม่อาจจะทำให้ เฉลิม อยู่บำรุง หยุดการกระทำอันย่ามใจ และทำร้ายจิตใจประชาชน อย่างไม่ใยดี ได้

ประดาบ ก็เพียงแค่เขียนเพื่อเตือนสติ และกระตุกความคิด เฉลิม อยู่บำรุง เท่านั้นว่าเมื่อมาจากประชาชนได้ ก็ไปจากประชาชนได้เช่นกัน

วันใดที่ วัน อยู่บำรุง เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี หรือ เลขานุการรัฐมนตรี เข้ามาจริงๆ ดังที่ เฉลิม อยู่บำรุง ผลักดัน และกระทำลงไปด้วยอาการขาดสติ และย่ามใจในชัยชนะที่ประชาชนสร้างขึ้น

วันนั้น ประดาบ จะส่งหรีดดำหนึ่งพวงไปมอบให้ เฉลิม อยู่บำรุง ที่กระทรวง มหาดไทย เพื่อเป็นการแสดงสัญญลักษณ์ว่า จากนี้ไป ประดาบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง จะไม่ไว้ไมตรีต่อกัน อีกต่อไป

เพราะไม่อาจเชื่อใจได้อีกต่อไปว่า เฉลิม อยู่บำรุง คือ ผู้หวังดีกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร จริงหรือไม่

หรือว่าแท้จริงแล้ว เฉลิม อยู่บำรุง ก็คือนักฉกฉวยโอกาสทางการเมือง ที่มาปล้นชัยชนะของประชาชนไปปรนเปรอแก่ตนเองและครอบครัวอยู่บำรุง เพียงเท่านั้น

แม้ภารกิจทำความฝันให้เป็นจริงของ เฉลิม อยู่บำรุง จะสิ้นสุดแล้ว แต่ ภารกิจของประดาบ ที่จะทำทางให้นายกฯทักษิณ กลับคืนสู่ประเทศไทย ด้วยความปลอดภัย ยังต้องเดินหน้าต่อไป

ใครจะหยุดอยู่แค่ชัยชนะเพียงยกแรก และร่วมฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ก็เชิญทางหนึ่ง

ใครจะร่วมเดินทางไกลต่อไปกับประดาบ เพื่อสู่เป้าหมายนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ก็เตรียมสัมภาระทางความคิด และความกล้าหาญที่จะใช้เป็นอาวุธฆ่าฟันอำนาจอันไม่ชอบธรรมทุกชนิด ใส่เป้หลังแล้วเดินทางกันต่อไป

เราไม่อาจจะหยุดพักฉลองชัยในยกที่หนึ่งได้นานนัก เพราะเวลาไม่รอท่า ก่อนที่เผด็จการจะฟื้นอำนาจ เพราะความขาดสติ ลำพอง และอหังการ์ของนักการเมืองบางคน เป็นอาหารกระตุ้นให้เผด็จการเติบโตได้รวดเร็ว

เราต้องไปถึงเป้าหมายของเรา และนำนายกฯทักษิณ กลับคืนสู่ประเทศไทย ให้ได้ทัน เวลา

ผมไม่หวังที่จะให้พรรคพลังประชาชน รับภาระนำนายกฯทักษิณ กลับคืนประเทศไทย อีกแล้ว เพราะแม้แต่ความกล้าหาญที่จะตัด วัน อยู่บำรุง ออกไปจากเส้นทางการกลับประเทศไทย ของนายกฯทักษิณ พวกเขายังไม่กล้า แล้วเรายังจะเชื่อใจคนขี้ขลาดที่กำลังอิ่มเอมกับตำแหน่งและผลประโยชน์ทางการเมือง อย่างคนพวกนั้น ว่าจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ได้อีกหรือ

ประดาบ พร้อมแล้วที่จะเดินต่อ ใครยังลังเลและรีรอ ก็ไม่ว่ากัน

จาก hi-thaksin

ระหว่างต้นไม้ กับกระถาง

เกิดเป็นประชาชน ต้องอดทนกับคำว่า"ผิดหวัง"
เกิดมาเป็นรัฐมนตรี..ต้องอดทนกับคำว่า"ไม่สมหวัง"
ประชาชนนั้นหวังว่า..เมื่อได้รัฐบาลขึ้นมา..
รัฐบาลนั้นจะต้องมีรัฐมนตรีที่ดี รัฐมนตรีที่รู้ว่า
ประชาชนอยากได้อะไร ไม่อยากได้อะไร
รัฐมนตรีในรัฐบาลนั้นๆ จะต้องช่วยกันสร้างและรักษาภาพร่วมกัน
ให้ประชาชนเชื่อและศรัทธา
เกิดมาเป็นรัฐมนตรี ต้องอดทนกับคำว่าไม่สมหวัง..
หากว่าสิ่งหวังสิ่งที่ปรารถนาต้องการนั้น ประชาชนคงทนรับไม่ได้
สิ่งที่หวังนั้นมันเป็นเพียงความต้องการส่วนตน
แต่ให้คนในรัฐบาลเพื่อนร่วมคณะรัฐมนตรีต้องมาแบกรับร่วมด้วย
ประเทศ..ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร..
รัฐบาลก็ไม่ใช่เจ้าของประเทศ..ชัยชนะในการเลือกตั้งเป็นเพียงคำอนุญาตให้มาแก้ไขปัญหา
มาเจือจานแบ่งปันผลประโยชน์ให้คนในชาติ
มีสุขมีทุกข์ร่วมกัน ไม่ให้ผู้คนในชาติจับอาวุธขึ้นมาแย่งชิงผลประโยชน์ต่อกัน
ไม่ใช่คำอนุญาต..ให้ขึ้นมาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ อยากจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
ไม่ใช่คำอนุญาต..ให้กดขี่ประชาชนลงไปเป็นทาส อยากจะกระทำการใดๆ ก็ได้ โดยไม่
คำนึงถึงความคิดจิตใจของประชาชน
ประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชนขึ้นมาเพราะหวังว่า..จะอาศัยเป็นยานพาหนะ พาตัวให้
พ้นจากการปกครองของคนในเครื่องแบบที่ครอบครองอาวุธสงคราม
อย่าให้เขารู้สึกว่า หนีเสือปะจระเข้
ประชาชนไม่รังเกียจความร่ำรวยของทักษิณ ชินวัตร เพราะรู้ว่าส่วนหนึ่งของความร่ำรวยนั้น
มาจากการทำมาหากินในวันที่ยังไม่มี
อำนาจวาสนาทางการเมือง ประชาชนได้สัมผัสว่า..ทักษิณสามารถเพียงพอที่จะทำให้เกียรติภูมิ
ของประเทศสูงขึ้นในอารยประเทศ และทำให้ความแร้นแ ค้นในชีวิตประจำวันของเขามีคำตอบในทางที่ดีขึ้น
ประชาชน..ส่วนใหญ่ จึงให้โอกาสเลือกพรรคของเขา ทั้งๆ ที่ไม่มีเขา
ในกระถางแห่งความศรัทธาระหว่างประชาชนกับทักษิณ..
ขออย่าให้มีมันผู้ใดหรือใครคนหนึ่งหรือสองคน ฉกฉวยโอกาส..เอาพืชพันธุ์อันต้องห้ามหรือเอาขยะปฏิกูลไปเทใส่
เมื่อประชาชนรับไม่ได้..เขาจะต้องทำลายกระถางนั้นทิ้ง..


พญาไม้

///////////////////

คอลัมน์พญาไม้ ทูเดย์...

จากหนังสือพิมพ์บางกอก ทูเดย์ ฉบับประจำวันที่ 13/02/2551

ครูสมัคร

กาหลิบ

ความหมายที่คุณสมัครสื่อในคราวนี้คือ พรรคพลังประชาชนมาได้ก็ด้วยประชาชน ทำอะไรก็ต้องคิดถึงความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งหลาย และภาพที่เขามองเข้ามาให้มาก ก็ต้องคอยจับตาดูว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือไม่จาก "บทเรียน" ที่สำคัญในครั้งนี้
ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาและไม่ได้เห็นบ่อยครั้งนัก เมื่อนายกรัฐมนตรีเปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์และฟันธงลงไปเลยทีเดียวว่า รายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคเสนอมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างๆนั้น ขาดความเหมาะสมเสียมากกว่าครึ่ง
แล้วก็ส่งกลับไปเปลี่ยนโดยพลัน ไม่นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ด้วย
คุณสมัครเน้นย้ำว่า ที่พูดนั้นหมายถึงพรรคพลังประชาชนอย่างเดียวที่มีปัญหา ไม่ได้รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆที่ดูแล้วก็เรียบร้อยดี
ฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชนก็อาจจะตกอกตกใจว่าเกิดความขัดแย้งอะไรกันขึ้นหรือไม่ในพรรค โดยเฉพาะคนใหญ่ที่สุดของพรรคสองคนซึ่งไม่ต้องเอ่ยชื่อกันตรงนี้
แต่พอฟังนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคอธิบายความต่อมาอีกหน่อย ก็จะพบว่าไม่ใช่
เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นธุระอย่างยิ่งกับการระดมคนมาใส่ในรายชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นคนที่กำลังรู้สึกตัวว่าจะเสียบทบาทและความสำคัญในพรรคพลังประชาชนไป ซึ่งความจริงก็เสียรังวัดมาตั้งแต่เมื่อคุณสมัครรับมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนโน่นแล้ว
เป็นคนคนเดียวที่ว่าไปแล้วก็มีพรรคพวกไม่มากนักในพรรคนั้น
เดิมทีก็มีพวกมาก เพราะเป็นคนเก่งกล้าสามารถและโด่งดัง ทำท่าจะเป็นผู้นำรุ่นต่อไปของพรรคที่ผู้คนเชื่อว่าสามารถคว้าชัยชนะมาสู่พรรคได้ แต่แล้วพฤติกรรมส่วนตัวอันมีปรกติวิสัยขบกัดก็เป็นเหตุให้มิตรภาพที่เคยมีเริ่มเลือนรางหายไป
การลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยวิธี "ยัดไส้กินเงินเดือน" (ศัพท์ของนายกรัฐมนตรี) โดยใส่พวกของตัวเข้าไปในตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีอย่างครึกครื้น จึงเป็นยุทธวิธีในการต่อสู้เพื่อแสดงความสำคัญของตนในฐานะที่เป็นนักการเมืองใหญ่
ประเด็นคือหัวหน้าพรรคท่านก็รู้แกว และใช้บทบาทนายกรัฐมนตรีติงกลับมาอย่างรุนแรงว่าทำอะไรไม่คิดถึงภาพลักษณ์ของรัฐบาล และผลกระทบต่อบ้านเมืองอย่างนี้ไม่ได้
การไม่ยอมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถือเป็นการส่งสัญญาณที่แรง แรงขนาดที่ต้องย้อนกลับไปพูดกันในพรรคทีเดียวว่าถูกของท่านหรือไม่
คุณสมัครบอกว่าเลขานุการรัฐมนตรีนั้นตั้งไปเถิด เพราะมีฐานะที่ต้องรับคำสั่งจากรัฐมนตรี แต่ที่ปรึกษารัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่รัฐมนตรีเขาจะต้องปรึกษาหารือและขอสติปัญญา สมควรจะตั้งคนที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์พอสมควร
ถ้ายอมรับว่าเหตุผลและหลักการอย่างนี้ถูกต้อง ก็แปลว่าหลักการตั้งคนมาแก้ปัญหาทางการเมืองภายในพรรคเป็นหลักการที่ผิด
ท่านส่งคืนให้พรรค หรือพูดให้ชัดเจนคือส่งคืนให้กับคนที่มีบทบาทเบื้องหลังในการเสนอชื่อบุคคลเหล่านี้ในนามพรรค ก็ต้องถือว่าเหมาะสมแล้ว
พรรคพลังประชาชนควรจะถือโอกาสนี้อภิปรายกันให้กว้างขวางในพรรคว่าต่อไปการเสนอชื่อบุคคลมาสู่ตำแหน่งแห่งหนต่างๆ ตั้งแต่ตำแหน่งในพรรคไปจนถึงตำแหน่งในรัฐบาลจากนี้ไป จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดและทำหรือไม่
ความหมายที่คุณสมัครสื่อในคราวนี้คือ พรรคพลังประชาชนมาได้ก็ด้วยประชาชน ทำอะไรก็ต้องคิดถึงความรู้สึกนึกคิดของคนทั้งหลาย และภาพที่เขามองเข้ามาให้มาก
ใครบางคนที่ชอบอ้างประชาชนด้วยการสร้างภาพที่เขตพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบว่าประชาชนรักมาก ถึงขนาดที่พรรคแพ้แต่เขตของตนก็ยังอุตส่าห์ไม่แพ้นั้น อาจจะต้องนำความหมายนี้กลับบ้านไปคิดต่อให้หนัก
และคนอื่นๆในพรรคก็ต้องคอยจับตาดูว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหรือไม่จาก "บทเรียน" ที่สำคัญในครั้งนี้
ทุกคนรู้ดีว่าคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นคนใหม่ในพรรคพลังประชาชน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับพรรคไทยรักไทย อันเป็นพรรคเดิมที่สมาชิกพรรคพลังประชาชนเป็นจำนวนมากเคยสังกัดอยู่ด้วยซ้ำ
แต่ความคิดและจิตใจแบบคุณสมัคร ผู้เป็น "ผู้ใหญ่" ขนาดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับสั่งถึงในขณะที่นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ฯ น่าจะช่วย "เติมเต็ม" ในบางด้านที่พรรคพลังประชาชนขาดตกบกพร่องได้
ทัศนะของท่านนายกรัฐมนตรีในจังหวะนี้ย่อมมีความหมายที่ลึกซึ้งต่ออนาคตของพรรคพลังประชาชนเอง-ถ้ารู้จักคิด
ความเก่งกาจด้านการบริหาร และการพัฒนานโยบายที่สุดยอด คงไม่ต้องมีใครไปสอนผู้คนในพรรคพลังประชาชนมากนัก แต่ในความรู้สึกนึกคิดอย่างไทยที่ประกอบด้วยความเกรงใจและความนอบน้อมคารวะเป็นพื้น จนสามารถเชื่อมต่อกับองค์ประกอบอื่นๆในสังคมไทยได้อย่างราบรื่น อาจจะต้องเรียนกันเพิ่มเติม
เรียนจากครูสมัคร-ของดีที่อยู่ไม่ไกลนี่แหละครับ.--จบ-

/////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...

จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับประจำวันที่ 14/02/2551

นพ.สุรพงษ์ ระบุยังไม่ได้รับแจ้ง พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับไทย

กรุงเทพฯ 14 ก.พ. - นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยวันวาเลนไทน์ หรือวันนี้ (14 ก.พ.) โดยระบุว่า ได้ทราบข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่รับแจ้งเข้ามา ส่วนที่จะมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยไปนั่งในตำแหน่งบอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับฝ่ายกฎหมาย แต่การเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อกฎระเบียบ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงานนั้นๆ. - สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-02-14 09:44:53

นายกฯฟังบรรยายสรุปที่กระทรวงต่างประเทศ นายกฯควงรมว.คลังเลี้ยงพระครบรอบ 49 ปี สำนักงบฯ

นายกรัฐมนตรี เข้ารับฟังบรรยายสรุปภาระกิจการเดินทางเยือนต่างประเทศ และนัดให้สัมภาษณ์สื่อ หลังเสร็จภาระกิจที่กระทรวง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้ว เพื่อเข้ารับฟังบรรยายสรุปเรื่องภาระกิจการเยือนต่างประเทศของนายกฯ และประเด็นการต่างประเทศที่สำคัญเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ และการตอบข้อสักถาม รวมทั้งการแนะนำปลัดกระทรวงและผู้บริหารกระทรวงในระดับ 10 ขึ้นไป

โดย นายกฯ ได้รับการต้อนรับจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีฯต่างประเทศ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง อย่างไรก็ตาม นายกฯจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นพิธิการต้อนรับและบรรยายสรุปแล้ว

นายกฯ ควง รัฐมนตรีฯคลัง เลี้ยงภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ เนื่องในโอกาศครบรอบ 49 ปี สำนักงบประมาณ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการทำบุญเลี้ยงภัตตาหารพระสงฆ์ จำนวน 50 รูป เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงบประมาณ 49 ปี ร่วมกับ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีฯคลัง ซึ่งเมื่อเวลา 06.30 น. ที่ผ่านมา ได้มีการทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งของคณะกรรมการในสำนักงบประมาณไปแล้ว พร้อมกับบวงสรวงศาลพระภูมิสิ่งศักดิ์ประจำกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ในเวลา 09.00 น. เพื่อประชุมกับหน่วยราชการ
ที่เกี่ยวข้องในกระทรวงและมอบนโยบายให้กับข้าราชการ

รัฐธรรมนูญเสียงส่วนน้อย ต้นตอปัญหาความขัดแย้ง

มีคำถามมากมายเกิดขึ้นกับการเมืองของประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาโดยตลอด แม้เป้าประสงค์ส่วนรวมจะตรงกันหมด คือ ประเทศไทยต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตย....


แต่อย่างที่ประวัติศาสตร์ได้บ่งบอกให้เห็นชัดเจน อย่างอยากที่ใครจะมานั่งเถียงให้เส้นเอ็นที่คอแข็งไปโดยใช่เหตุ ก็คือ ประชาธิปไตยของไทย ล้มลุกคลุกคลาน มาโดยตลอดเช่นเดียวกัน...!!!

เพราะตลอดห่วง 75 ปี ขึ้นปีที่ 76 แล้วด้วยซ้ำ การปฏิวัติ – รัฐประหาร เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการบันทึกไว้ว่า กบฏ 12 ครั้ง ปฏิวัติ 1 ครั้ง และรัฐประหารอีก 8 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดก่อการโดยกลุ่มนายทหารที่ถืออาวุธทั้งนั้น

แต่ในวันนี้จะขอละไว้สำหรับความคิด และมโนสำนึกของบรรดาเหล่าขุนศึกผู้ถืออาวุธที่มาจากภาษีของประชาชนไว้ชั่วขณะ

แต่อยากจะขอพูดถึงพลเรือนด้วยกัน ยิ่งในระยะหลังๆ แล้ว บุคคลที่มีชื่อเสียงบางท่าน นักวิชาการบางคน ได้สร้างความสับสนให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก

เป็นความสับสนที่ก่อตัวเป็นจนกลายปัญหาใหญ่ของประเทศอยู่ในขณะนี้...!!!

เป็นการสร้างความสับสนที่เกิดขึ้นจากวาทะกรรม ที่ประดิดประดอยให้ดูสวยหรู แต่หากในรายละเอียด และพฤติกรรมที่สำแดงออกมาของผู้พูดแล้ว มันกลายเป็นยาพิษที่ป้อนให้กับสังคมไทย

และยังเป็นการสร้างความสับสนด้วยจริตที่เบี่ยงเบนจากความเป็นจริง เบี่ยงเบนไปจากหลักการที่คนทั่วโลกเขาปฏิบัติกัน

โดยเฉพาะกับคำว่า “ประชาธิปไตย”.... !!!

การเบี่ยงเบนความหมายโดยนัยแท้ๆ ของ “ประชาธิปไตย” นี่แหละ ที่เป็นต้นร่างของความผิดเพี้ยนหลายๆ เรื่อง

ส่งผลให้บุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่เบื้องต้นของพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงบุคคลที่เข้าไปใช้อำนาจรัฐ หลงทาง หลงผิด ในการทำหน้าที่ สำคัญๆ

ส่งผลให้เกิดการเบี่ยงเบนเจตนาของเสียงส่วนใหญ่ในสังคม กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่เหล่านั้นไม่ถูกต้อง ไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้

กลายเป็นความต้องการของเสียงส่วนน้อย คือสิ่งที่ถูกต้อง ไปเสียอย่างนั้น

ผมเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ไม่เคยโยกย้ายถิ่นพำนักไปที่ไหน อยู่ในแวดวงการข่าว การหนังสือพิมพ์มาก็อย่างยาวนานถึงกว่า 20 ปี

รู้จัก... ติดตามข่าวของผู้คนมาก็มาก แต่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกกันว่า ส.ว. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลิตผลของเผด็จการ 19 กันยายน 2549 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม ที่จะถึงนี้นั้น กลับทำให้เกิดความประหลาดใจกับตัวเองเป็นอย่างมาก

เพราะในจำนวนผู้เสนอตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ส.ว. ตามรายชื่อที่ประกาศออกมา เอาแค่กรุงเทพมหานครจำนวน 35 คนนั้น แทบจะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ไม่รู้จักประวัติการทำคุณประโยชน์ต่อสังคมเกินกว่า 2 คน

แล้วจะไปหย่อนบัตรเลือกใครเป็นตัวแทนของผมดี....???

นับประสาอะไรกับพลเมืองไทยอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดข่าวสารจะทราบรายละเอียด พฤติกรรมที่แท้จริงของบุคคลที่เขาควรเลือกเข้าไปทำหน้าที่ ส.ว.ครั้งนี้ได้อย่างไร

แต่ก็ไม่แปลกใจ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ออกมาบ่น ออกมาแสดงท่าทีหนักใจต่อกระแสความสนใจของประชาชนในการการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้

ดูเหมือนจะถูกเมิน ถูกเบือนหน้าหนีลงไปอย่างสิ้นเชิง....!!!

ทั้งที่ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับนี้ มีอำนาจถึงขั้นถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และส.ส. รวมไปถึงตำแหน่งใหญ่ๆ ขององค์กรสำคัญๆ ของประเทศอย่างมากมาย

นั่นก็เพราะ กกต.อาจไม่เคยยืนอยู่ด้วยตัวตนที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย หรืออาจได้เสพความผิดเพี้ยนมากจนมองไม่เห็นพื้นฐานของคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว....!!!

ความไม่เข้าใจของ กกต.ต่อปัญหาการไปใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้เดือดร้อนไปถึงการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอีกจำนวนเป็นสิบเป็นร้อยล้านมาดำเนินการประชาสัมพันธ์เร่งเร้าให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

เพราะเริ่มเห็นทั้งคัดเอาต์ ป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ผุดขึ้นอย่างเกินความจำเป็น แต่ประเด็นก็คงไม่ใช่เรื่องการแปะป้าย ติดคัดเอาต์อย่างที่กล่าว

การไม่ได้ความสนใจจากประชาชนที่เกิดขึ้น นัยยะน่าจะบอกได้ชัดเจนว่า กติกาที่เกิดขึ้นจากการร่างของเผด็จการ มันเป็นกติกาที่ไมถูกต้อง.... ไม่ชอบธรรม

เป็นกติกาที่แฝงไว้ด้วยเลศนัย เป็นกติกาที่ถูกกำหนดเขียนเส้นไปสู่เป้าหมายแอบเร้นของกลุ่มผู้ร่าง....!!!

แล้วดูเหมือนมันยังสะท้อนไปถึงคณะกรรมการ กกต.ด้วยว่า หาใช่เป็นกลุ่มคณะที่เข้าใจต่อพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมประชาธิปไตยแต่อย่างใด หากแต่เป็นกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยังหลงทางอยู่ในตรอกซอกซอยที่ยังหาถนนสายประชาธิปไตยไม่เจอ

การทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของคนในระบอบประชาธิปไตย คือจัดและดูแลกำกับการเลือกตั้ง รวมถึงการใช้กฎหมาย จึงดูผิดเพี้ยน เป็นลูกผสมของเผด็จการ

แล้วก็ไม่แปลกใจอีกด้วย เมื่อมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ออกอาการขึงขัง กับกกต.ที่เข้าพบเมื่อวันก่อน เพื่อให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค. ที่จะถึงนี้

โดยเรื่องที่ กกต.เข้าพบมี 2 เรื่อง คือ ให้รัฐบาลตอกย้ำกับข้าราชการในทุกระดับให้วางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง ส.ว.

และ 2. อยากให้ ครม.เป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือง่ายๆ ก็ยืมตัวนายกฯหรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ไปเป็นนายแบบออกประชาสัมพันธ์เชิญชวน ประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

แต่ดูแล้วความขึงขังที่เกิดขึ้นของนายกฯ ไม่ได้มีเป้าประสงค์รังเกียจ หรือปฏิเสธการสนับสนุนการทำหน้าที่ของ กกต. เพราะในส่วนของการกำชับข้าราชการให้วางตัวเป็นกลาง ซึ่งอาจเป็นการออกหนังสือเวียน มิได้ปฏิเสธ

ขณะที่ข้อ 2 นี่แหล.... ที่ถือว่า นายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมัคร สุนทรเวช ได้แสดงถึงจุดยืนของคนในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน....

โดยกล่าวว่า คงไม่ไปร่วมประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะที่มาของการจัดการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ 50 นั้น ไม่ชอบธรรม เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญ เป็นกติกาที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่ใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจมาจากประชาชน แล้วมาสร้าง มาเขียนกติกาขึ้นใหม่

ชัดๆ ก็คือ เป็นกติกาของเผด็จการที่ร่างขึ้นมาอย่างมีเลศนัย เป็นการวางกลโกงล่วงหน้าไว้ในกฎหมาย เพื่อให้ประโยชน์แก่ฝักฝ่ายพวกตัวเอง ไม่ใช่กติกาที่ชอบธรรม

แล้วทำไมผู้คนถึงได้มีปฏกิริยาต่อรัฐธรรมนูญ 50 เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง มากมายถึงเพียงนี้....???
กลายเป็นกระแส กลายเป็นประเด็น ที่เริ่มขยายวงออกไปทุกที ต่อการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว

เสียงเรียกร้องเริ่มก้องหูมากขึ้น.... แม้แต่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่มีสายสนกลในกับเหล่าเผด็จการมาอย่างยาวนาน ยังถึงกับร้องออกมาดังๆ ว่า อะไรมันถึงเขียนงกันออกมาได้อย่างนี้

เป็นการร่าง เป็นการเขียน ที่วางน้ำหนักไม่ให้พรรคการเมืองเติบโต เป็นอคติของกลุ่มคนร่างที่มีเป้าหมายทำลายภาพนักการเมือง ให้กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายสำหรับสังคมไทย แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกเข้ามาก็ตาม

ไม่ต้องถามใครให้เมื่อยปาก ก็น่าจะบอกได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 รวมถึงกฎหมายลูกอีกหลายฉบับที่เกิดขึ้น...!!!

แล้วก็น่าเลยไปถึงการค้นหาความจริงต่อลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 50 ที่ผ่านมา กลุ่มใดบ้าง ใครกันบ้าง ที่ใช้อำนาจและเงินภาษีของประชาชนบิดเบือน....

เป็นเพราะเสียงส่วนน้อยของประเทศ ฝ่าฝืนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ใช้กำลังเข้าทำการล้มล้างกติกาของคนส่วนใหญ่ แล้วกำหนดกฎเกณฑ์ตามความคิดของเสียงส่วนน้อยมาควบคุมเสียงส่วนใหญ่....

ปัญหาของสังคมไทยที่ขะมุกขะมัว เสมือนจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกขณะ รอวันระเบิดอยู่นี้ จึงอุบัติขึ้น....

อย่าตีความตามที่อยากให้เป็น

มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดตำแหน่งข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหารไว้รวม 20 ตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

(1) นายกรัฐมนตรี
(2) รองนายกรัฐมนตรี
(3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(4) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(5) รัฐมนตรีว่าการทบวง
(6) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง
(7) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง
(8) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
(9) ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(10) ที่ปรึกษารัฐมนตรีและที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(11) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
(12) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
(13) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(14) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(15) เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
(16) ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
(17) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(18) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
(19) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง
(20) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง

ในขณะที่มาตรา 102 (8) (9) และ (11) ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชการการเมือง จะต้องไม่เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และจะต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ซึ่งหมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองได้ทุกตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

นอกจากนั้น มาตรา 171 และมาตรา 172 ยังได้บัญญัติไว้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ โดยไม่ต้องลาออกหรือพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดง่ายๆ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะเดียวกันได้ และยังได้บัญญัติสำทับไว้อีกในมาตรา 177 วรรคสอง ว่า “ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนน ในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น”

ทั้งหมดที่อ้างถึงนี้ย่อมหมายความว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มิได้แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองอย่างเด็ดขาดแม้แต่ตำแหน่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องแปลกที่คนระดับประธาน สสร. รองประธาน สสร. หรือแม้แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ออกมาประสานเสียงรับลูก พร้อมกับยืนยันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี โดยอ้างมาตรา 265 (1) แถมยังสำทับอีกด้วยว่า สาเหตุที่ห้ามเพราะไม่ต้องการให้ ส.ส. ไปมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และต้องการที่จะแยกฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันอย่างเด็ดขาด ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าตำรา “ไปไหนมาสามวาสองศอก” มากกว่า เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 มิได้แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองอย่างเด็ดขาด ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรีในขณะเดียวกันได้ เพิ่งมามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 นี่แหละ ที่แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พูดง่ายๆ คือ ห้ามควบตำแหน่ง ส.ส. กับรัฐมนตรีในขณะเดียวกัน แม้กระนั้น รัฐธรรมนูญ 2540 ก็มิได้ห้าม ส.ส. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

และพอเปลี่ยนมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 บทบัญญัติหลายมาตราที่อ้างถึงข้างต้น ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนโดยแทบจะไม่ต้องตีความเลยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองได้ทุกตำแหน่งในขณะเดียวกัน โดยไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใด ซึ่งหมายความว่า รัฐธรรมนูญ 2550 หันกลับไปใช้หลักการไม่แยกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกจากข้าราชการการเมืองเหมือนที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2521 และรัฐธรรมนูญปี 2534 ก่อนหน้าที่จะใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นเอง

แต่เหตุไฉนบุคคลสำคัญระดับแกนนำของสภาร่างรัฐธรรมนูญและของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงได้ออกมายืนยันอย่างแข็งขันว่า มาตรา 265 (1) ห้ามมิให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่นที่ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี?

จะบอกว่าเป็นการตีความแบบ “เหวี่ยงแห” หรือตีความตามที่อยากให้เป็น เดี๋ยวก็จะหาว่าดูถูกภูมิปัญญาของท่านทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งกระผมมิบังอาจ

แต่ขอถามหน่อยเถอะว่า ในขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 102 (8) ซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ในเรื่องลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง แล้วเหตุไฉนจึงไปเอามาตรา 265 (1) ซึ่งมิได้กล่าวถึงคำว่า “ข้าราชการการเมือง” แม้แต่คำเดียว แถมยังเป็นเพียงเรื่อง “การกระทำอันต้องห้าม” เท่านั้น ไม่ใช่เรื่อง “ลักษณะต้องห้าม” ด้วยซ้ำ มาลบล้างบทบัญญัติมาตรา 102 (8) ดังกล่าว อย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนั้นเล่า?

โดย : คณิน บุญสุวรรณ

สหภาพทีโอที ตามไล่บี้ สพรั่ง




สหภาพทีโอที ตามเช็คบิล “สพรั่ง” ยื่นหนังสือร้อง รมว.ไอซีที พิจารณาด่วน หลังพบว่าอดีตประธานบอร์ด เป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด มาตั้งแต่ปี 2548 ขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ส่อว่าการนั่งแท่นบริหารรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมาเป็นโมฆะ ระบุต้องรับผิดชอบความเสียหายจากนิติกรรมที่ทำไว้โดยไม่เกี่ยวข้องกับทีโอที พร้อมกับจี้คืนเบี้ยประชุม 30 ล้านบาท

จากกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไร้ฝีมือ และยังมีบางเรื่องราวที่ส่อเค้าจะมีความไม่ชอบมาพากลของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานบอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีเสียงคัดค้านการดำรงตำแหน่งจากบรรดาผู้ถือหุ้น เนื่องจากการบริหารงานของ พล.อ.สพรั่ง ส่งผลให้รายได้ของทั้ง 2 องค์กรหดหายไปเป็นจำนวนมหาศาล และมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จี้ให้บรรดาประธานบอร์ด ที่ได้ตำแหน่งมาจากการยึดอำนาจควรจะลาออก แต่ พล.อ.สพรั่ง ก็ยังคงยื้อเวลาเรื่อยมา นั้น

ท่ามกลางกระแสสังคมที่กดดันและการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล ล่าสุดในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.อ.สพรั่ง ได้ยอมยื่นใบลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดทีโอที เรียบร้อยแล้ว โดยให้มีผลในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยที่บอร์ดทั้งชุดได้ยื่นใบลาออกตามมาในวันเดียวกัน

ขณะที่ในวันเดียวกันนี้ นายนุกูล บวรสิรินุกูล รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็ได้เข้ายื่นหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ สรท.51/0182 ถึงนายมั่น พัธโนทัย รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่องขอให้พิจารณาตรวจสอบสถานภาพกรรมการรัฐวิสาหกิจ

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า พล.อ.สพรั่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลทหารสูงสุด ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 30 กันยายน 2548 ซึ่งตามประมวลจริยธรรมข้าราชการ หมวด 4 ข้อ 27 มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “การเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการของรัฐในทำนองเดียวกัน จักต้องได้รับอนุมัติจากก.ต. (คณะกรรมการข้าราชการตุลาการ) ด้วย”

พร้อมกับได้ขอให้มีการตรวจสอบและพิจารณาการทำนิติกรรมต่างๆ และค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องสูญเสียไปในช่วงที่ พล.อ.สพรั่ง ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด

นายนุกูล กล่าวภายหลังจากการเดินทางไปยื่นหนังสื่อร้องเรียนต่อนายมั่น พัธโนทัย รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผ่านนายศราวุธ เพชรพนมพร เลขานุการ รมว.ไอซีที กรณีกระทำการให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ และได้มาซึ่งเงินทรัพย์สินของราชการโดยมิชอบ ว่าประเด็นนี้รัฐมนตรีควรให้ความสนใจ เพราะไม่ใช่แค่กระทบกระเทือน พล.อ.สพรั่งแต่
กระทบกระเทือนต่อรัฐ ซึ่งรัฐจะต้องเสียเบี้ยประชุมโดยมิชอบอย่างมากมาย และฝากรัฐมนตรีว่ากรณีเช่นนี้เข้าข่ายทุจริตหรือไหม
ดังนั้น จึงต้องมีการเรียกเงินคืนตามที่เอกสารได้ลงรายละเอียดไป ทั้งเงินเดือนและเบี้ยประชุม โดยไมได้เรียกคืนเฉพาะส่วนของพล.อ.สพรั่ง เท่านั้น แต่จะเรียกเบี้ยประชุมของบอร์ดทุกคนด้วย

นอกจากนี้ไม่ว่าพล.อ.สพรั่ง ได้ไปทำนิติกรรมใดๆ ไว้และก่อให้เกิดความเสียต่อ ทีโอทีและคดีต่างๆ ที่มีบริษัทเอกชนฟ้องทีโอที ให้จ่ายค่าเสียหายต่อบริษัทเอกชนนั้น พล.อ.สพรั่ง ก็จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช่ค่าเสียหายแทนทีโอทีทั้งหมดด้วย

นายนุกูล กล่าวต่อไปว่า ความเสียหายที่เกิดจากการที่ พล.อ.สพรั่ง เข้ามานั้งเป็นประธานบอร์ดและบริหารงานทีโอทีนั้น อาจมองไม่เห็นในวันนี้ ซึ่งก็อาจจะต้องไปว่ากันในภายหลัง แต่อย่างน้อยเฉพาะค่าเบี้ยประชุมก็จะต้องเรียกคืนให้ได้

นอกจากนี้ นายนุกูลยังได้ยื่นสำเนาฉบับที่ได้ไปยื่นให้กับรมว.ไอซีที ต่อนายกิตติพงศ์ เตมียะประดิษฐ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด ให้ไปตรวจสอบด้วย ทั้งนี้ยังได้ฝากข้อความถึงนพ.สุรวงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยผ่านนายสราวุธ ว่าให้ช่วยตรวจสอบนายทหารทุกคนที่เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ด้วย หากพบทุจริตเงินของราชการ ก็ควรดำเนินคดีเรียกเก็บคืนทั้งหมด

“เพราะฉนั้นวันนี้ นายทหารทั้งหลายอย่าเซ่อซ่าเข้ามา” นายนุกูลกล่าว

อนึ่ง ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาบอร์ด ทีโอที ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขการเบิกเบี้ยประชุมของคณะกรรมการจากเดิมกำหนดให้เบิกได้เดือนละ 10,000 บาท เพิ่มเป็นประชุมครั้งละ 10,000 บาท โดยพบว่ากรรมการบางคนมีการประชุมวันเดียวมากกว่า 1 ครั้งในบางโอกาส และบางทียังมีเวลาคาบเกี่ยวกันด้วย

โดยแหล่งข่าวระบุว่าจากการประมาณการคร่าวๆ ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการทีโอทีน่าจะรับเบี้ยประชุมไปประมาณ คนละ 1 ล้านบาท ทำให้ทีโอทีต้องจ่ายเบี้ยประชุมให้กับคณะกรรมกามรชุดนี้ไปแล้วเกือบ 30 ล้านบาท

Wednesday, February 13, 2008

คตส.ย้ำมีอำนาจยื่นฟ้องคดีหวยบนดินได้

คตส. 13 ก.พ. - คตส.ประสานเสียงมีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา นักการเมือง ยืนยันยื่นฟ้องคดีหวยบนดินได้

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)
ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อัยการสูงสุดออกมาระบุ คตส.ไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องในคดีหวยบนดิน ว่า ประเด็นนี้คงต้องมีการหารือในที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่ ว่าเหตุใดอัยการจึงออกมาให้ความเห็นในลักษณะนี้ เพราะการแสดงความเห็นดังกล่าว อาจเป็นการเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้ และตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 ข้อ 9 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าในกรณีที่ คตส.มีความเห็นแตกต่างในคดีที่ คตส.ส่งเรื่องไปให้ แต่ คตส.ยืนยันความเห็นเดิม คตส.มีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเองได้

นายอุดม กล่าวว่า หลังจากที่ คตส.ส่งสำนวนสอบสวนคดีนี้ไปให้อัยการ ซึ่งอัยการสูงสุดมีความเห็นว่าสำนวนสอบสวนของ คตส.ไม่สมบูรณ์ และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาความเห็นร่วมกับคณะทำงานของ คตส. ซึ่งภายหลังการประชุม 2 ครั้ง คณะทำงานฝ่ายอัยการยังยืนยันความเห็นเดิมว่าสำนวนสอบสวนของ คตส.ไม่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของ คตส.ยืนยันว่าสำนวนสมบูรณ์ดีแล้ว และที่ประชุม คตส.ชุดใหญ่มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะทำงานฝ่าย คตส.ที่จะให้ทำหนังสือขอให้อัยการส่งสำนวนสอบสวนคดีคืนมาเพื่อที่ คตส.ได้ยื่นเรื่องฟ้องร้องเองตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

เมื่อถามว่า คตส.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ในการยื่นเรื่องฟ้องคดีหรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า คตส.มีอำนาจในการใช้กฎหมาย ของ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช.มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาฯ คตส.ก็มีอำนาจนี้ด้วย

ด้านนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวว่า เมื่ออัยการสูงสุดเห็นไม่ตรงกับ คตส. เราก็มีอำนาจที่จะฟ้องร้องคดีเองได้ ซึ่งในประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ระบุไว้ชัดเจนถึงอำนาจในเรื่องนี้ ส่วนความเห็นของอัยการที่ออกมาจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างไร

“ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ให้อำนาจ คตส.ฟ้องร้องคดีเอง เมื่ออัยการไม่เห็นด้วย คตส.ก็ต้องฟ้องคดีเอง ซึ่งในส่วนคดีกล้ายาง ก็คงเป็นเหมือนกัน ถ้าอัยการเห็นต่าง เราก็ต้องฟ้องคดีเอง ซึ่งอาจจะรวมถึงคดีอื่นด้วย ที่ต่อไปเราจะต้องฟ้องร้องเองหมด” นายนาม กล่าว

ขณะที่ นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส.ซึ่งมีตำแหน่งเป็น 1 ในกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า คตส.มีอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ในการยื่นเรื่องฟ้องคดีเองได้ เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. เมื่อ ป.ป.ช. มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาฯ คตส.ก็มีอำนาจนี้ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-13 16:14:52

ร.ต.อ.เฉลิม ไม่คิดไกลเรียก 3 จว.ใต้ เป็นเขตปกครองกันเอง

มหาดไทย 13 ก.พ.- “ร.ต.อ.เฉลิม” ให้เรียกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเขตปกครองเฉพาะส่วน ไม่ให้มีสถานบริการ ข้าราชการมหาดไทยได้สวัสดิการพิเศษ ย้ำไม่คิดไกลถึงขนาดเรียกเป็นเขตปกครองกันเอง เตรียมมอบนโยบายให้นายอำเภอ 22 ก.พ.นี้ พร้อมตั้ง Call Center เพื่อรับปัญหาไปแก้ไข ยอมรับ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” คุมมหาดไทยเป็นเรื่องที่ดี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการยกเลิกกฎอัยการศึก เพราะขณะนี้สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปมากแล้ว ว่า ยังไม่ขอให้ความเห็นต้องรอแถลงนโยบายต่อสภาก่อนและขอย้ำว่าต่อจากนี้จะเรียกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เป็นเขตปกครองเฉพาะส่วนและไม่ได้คิดไกลไปถึงการเป็นเขตปกครองกันเอง แต่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้มีความใหม่ เช่น ไม่ให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานบริการ เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จะได้รับสิทธิพิเศษในการเสนอเลื่อนขั้นเร็วกว่าที่อื่น ได้เบี้ยสวัสดิการพิเศษ ทั้งนี้ ไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เชื่อว่าในยุคที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะมีผู้เข้ามาสมัครไปทำงานที่ภาคใต้ยาวเป็นศอก โดยมั่นใจว่าหลังจากแถลงนโยบายเสร็จและมอบนโยบายให้กับผู้ว่าฯ และนายอำเภอที่เลื่อนมาเป็นวันที่ 22 ก.พ.นี้แล้ว จะทำงานได้ทันที


“ส่วนการท้วงติงจากนายกรัฐมนตรีก็ถือเป็นเรื่องที่ดีและท่านดุมาถูกต้องแล้ว เพราะเป็นผู้ใหญ่ท้วงติงมา ก็ต้องรับฟัง เพราะสุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็ต้องนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาเห็นชอบ” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ส่วนการที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอว่าควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลปัญหาภาคใต้โดยเฉพาะนั้น ตนเห็นว่าคณะกรรมการต่าง ๆ ที่เคยตั้งกันมา ตั้งมากี่รอบแล้วไม่เคยมีข้อสรุป

เมื่อถามว่าจะมีการมอบหมายผู้ดูแลโดยตรงเขตปกครองเฉพาะส่วนที่จะตั้งขึ้นหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนไม่ไปไกลถึงขั้นนั้น ต้องให้นายสมัครเป็นคนพูด จะทำในสิ่งที่เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยพึงมี โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย แต่ใช้สิ่งที่มีอยู่และสติปัญญามาประยุกต์ให้ไปสู่เป้าหมายให้ได้ ทั้งนี้ ไม่ต้องนำเข้า ครม. เพราะเป็นเรื่องของกระทรวงที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

รมว.มหาดไทย ยังกล่าวด้วยว่า ในยุคของตนจะตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทยในลักษณะ Call Center ที่จะแบ่งเป็นกลุ่มงานแก้ปัญหาและให้ความช่วยในทุกด้าน อาทิ ด้านยาเสพติด ความยากจน ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และปัญหาภาคใต้ เป็นต้น โดยเลขานุการรัฐมนตรีจะเป็นคนประสานและเน้นใช้ข้าราชการในกระทรวงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตนไม่ขอตัวใครมาช่วยราชการนอกเหนือไปจากเพื่อนที่เป็นอดีตรองอัยการสูงสุดและตอนนี้เป็นอัยการอาวุโส และไม่มีแนวคิดที่ขอตัวคนอื่นมาช่วยราชการอีก เพราะต้องการใช้ทรัพยากรบุคคลของมหาดไทย เพราะเชื่อในความรู้ความสามารถ ดังนั้น อธิบดีกรมการปกครองต้องเหนื่อยต่อจากปลัดกระทรวงฯ ตลอดจนผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมต่าง ๆ ต้องเข้ามาช่วยคิดช่วยทำ

ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ ครม.มอบหมายให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ว่า เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเคยเป็นผู้พิพากษาเก่า มีความรู้ความสามารถ กระทรวงมหาดไทยขอต้อนรับ.- สำนักข่าวไทย




อัพเดตเมื่อ 2008-02-13 16:02:53