WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 15, 2008

ตอนนั้นไม่เห็นค้านเลย [15 ก.พ. 51 - 03:31]

“มาวันนี้ก็มารับการอบรมบ่มนิสัยว่า เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องพูดจาระมัดระวังหน่อย”

ดูเหมือนนี่จะเป็นข่าวดี ข่าวสร้างสรรค์ที่สุดในรอบวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เอ่ยปากเอง ต่อไปจะระมัดระวังคำพูดคำจาในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะ “ชิมไปบ่นไป” ยังไงก็ได้

ใช้ฤกษ์วันแห่งความรัก ปรับบุคลิก พลิกบทบาทกันใหม่

แต่ที่ได้ลุ้นได้ตื่นเต้นกันในวันแห่งความรัก ต่อเนื่องจากที่ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ประกาศบนเวทีปราศรัยหาเสียงท้องสนามหลวง

ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี กลับประเทศไทย ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ก็เลยมีข่าวลือตลอดทั้งวันที่ผ่านมาว่า อดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งล่าสุดมาปักหลักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์

เตรียมบินกลับประเทศไทยในวันวาเลนไทน์

ข่าวลือหนาหู แต่เท่าที่เช็กไปในหมู่คนวงในใกล้ชิด ประเภทต่อสายถึงกันได้ทันที

“สิงห์เหลิม” ออกตัว ถ้ากลับจริง ระดับ มท 1 ไม่น่าตกข่าว ขณะที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ปฏิเสธไม่รู้เรื่อง ได้ทราบจากข่าวเหมือนกัน ไม่ได้ติดต่ออดีตนายกฯทักษิณนานแล้ว

แต่ที่ฟันธงก็คือ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะมือกฎหมายคู่ใจ ยืนยันอดีตนายกฯทักษิณจะยังไม่เดินทางกลับเมืองไทยในขณะนี้ตามที่มีกระแสข่าว แต่จะเดินทางกลับประเทศก่อนเดือนพฤษภาคมอย่างเปิดเผย สง่างาม

ไม่หลบๆซ่อนๆ

จบข่าวดี ข่าวสร้างสรรค์ ข่าวลือร้อนๆในวันวาเลนไทน์

มาถึงข่าวเย็นๆที่เหมือนจะวางโปรแกรมกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ล่าสุด นพ.สุรพงษ์ยืนยันแนวคิดในการแต่งตั้งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าเป็นประธานและกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังเช็กคุณสมบัติ ตรวจสอบแล้วไม่ผิดข้อกฎหมาย

ส่งสัญญาณไฟเขียวเดินหน้า

แม้แต่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองประธาน คมช. ก็ออก มาสนับสนุน ยืนยันความเห็นส่วนตัว ควรให้โอกาส เพราะเชื่อว่า ทุกคนมีความหวังดีต่อรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐ

ไม่ควรไปติติงล่วงหน้า

จะมีก็แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังเงา นำทีมออกมาส่งเสียงเย้วๆ คัดค้านการตั้งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นประธานหรือกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ อ้างเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะบุคคลที่จะเข้ามาเป็นบอร์ดต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

มีความสำคัญเกินกว่าที่จะใช้เป็นบ้านพักสำหรับนักการ เมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง

พูดไปพูดมาก็เหมือนยังไม่หายแสลงใจ ขนาดเครือข่ายไทยรักไทยโดนยุบพรรค นักเลือกตั้งบิ๊กเนมถูกดองเค็มในบ้านเลขที่ 111 ขยับไม่ออก

ประชาธิปัตย์ยังทำได้แค่ตั้ง “รัฐบาลเงา”

ก็เลยตามกัดติดไม่ปล่อย

ทั้งๆที่มันน่าเอะใจ ทีเมื่อตอนคณะรัฐประหารตั้งทหารตบเท้าเข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แถมพ่วงด้วยเครือข่ายใกล้ชิดที่คน ประชาธิปัตย์คุ้นหน้าคุ้นตา ไม่ยักมีเสียงคัดค้านสักแอะดังออกมาจากค่ายประชาธิปัตย์

ปล่อยให้ขับรถไถกันตามอำเภอใจ

และผลก็อย่างที่ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม พูดทิ้งทวนภายหลังตัดสินใจลาออกจากประธานบอร์ดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และตั้งท่าจะถอยจากเก้าอี้ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เร็วๆนี้

ยอมรับกันชัดถ้อยชัดคำแบบลูกผู้ชายชาติทหาร

ที่ผ่านมามีคนแอบอ้างชื่อไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆของหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ เช่น กรณีกลุ่มคิงพาวเวอร์ โครงการโทรศัพท์มือถือ 3 จี

โดยเฉพาะผู้ที่ทำก็คือเพื่อนสนิทของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุด

ขอให้สื่อติดตามข่าวอย่างละเอียดและลึกซึ้งให้มากขึ้นก็จะทราบความจริงเรื่องต่างๆ

เรื่องฉาวๆชัดๆแบบนี้ ประชาธิปัตย์ไม่คิดลุยกัดติดมั่งหรือ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมืองวิเคราะห์

เหตุผลที่ควรไว้ใจ จักรภพ เพ็ญแข

นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลที่เลือก จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้ดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ อสมท. และกรมประชาสัมพันธ์ไว้ว่า “ต้องรู้เขารู้เรา”

ขอถือวิสาสะเพิ่มเติมเหตุผลในครั้งนี้ว่า “เพราะจะได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ด้วย

จักรภพ อาจจะเคยทำงานเป็นสื่อมวลชนอาชีพก่อนเข้ามาเป็นโฆษกรัฐบาลสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่สิ่งที่ทำให้สื่อมวลชนส่วนหนึ่งรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจในตัวจักรภพ ย่อมไม่น่าจะใช่เพียงความรู้ความสามารถ ซึ่งนั่นจะหาใครมาทำก็ได้

แต่เป็นเพราะห้วงยามหนึ่งที่อำนาจรัฐไม่ได้อยู่เคียงข้างเขา ห้วงยามหนึ่งที่เขาถูกรังแกโดยรัฐ เช่น การถูกสกัดกั้นการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีทีวีที่จักรภพเป็นผู้บริหาร มาถึงการดิ้นรนหาทางออกด้วยการตั้งเวทีชุมนุมที่สนามหลวง แต่ก็ยังไม่วายถูกเรียกอย่างหยามหยันจากสื่อว่ารับเงินมาเคลื่อนไหวบ้าง บิดเบือนเนื้อหาหรือกระทั่งตัวเลขผู้ชุมนุมบ้าง นำเสนอข่าวอย่างเอนเอียงบ้าง...

การเคยเป็น ผู้ถูกกระทำ ดังที่ผ่านมาเหล่านี้ต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้หลายคนมีความหวังเรืองรองขึ้นมาว่า จักรภพจะไม่กระทำซ้ำรอยเลวทรามเหล่านั้นอีก

จริงอยู่ที่ว่าการเข้ามาจัดระบบสื่อฯ ตามที่เขาเรียกนั้น จะถูกดักคอว่าเป็นการ “ตามเช็กบิล” หรือเปล่า แต่หากพิจารณาตามเนื้อผ้าแล้ว ความ “เอียง” อย่างเด่นชัดจนน่ารังเกียจของบางสื่อบางคนนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดจริง เห็นได้จริง จนยากที่ใครจะปั้นน้ำเป็นตัวหรือสร้างเหตุผลมาสั่งลงดาบแบบข้างๆ คูๆ ได้

ที่น่าสังเกตมากกว่าก็คือ ในบรรดาคนที่ออกมาตีกันจักรภพไม่ให้ล้วงลูกสื่อนั้น ก็ล้วนเป็นคนที่เคยได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเมื่อครั้ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นใหญ่ทั้งนั้น

“สื่อย่อมไม่มีความเป็นกลาง และจะได้ดิบได้ดีเมื่อสมประโยชน์กับอำนาจรัฐได้” ผู้ใดบ้างที่พิสูจน์ความจริงของประโยคดังกล่าวนี้...ช่วงที่ผ่านมาเราก็คงได้เห็นกันมาแล้วโดยไม่ต้องให้เอ่ยชื่อ

หากเป็นสื่อมวลชนที่ยึดการนำเสนอข่าวตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ก็คงไม่ต้องออกอาการร้อนตัวว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือใครจะมาดูแล ที่ออกอาการร้อนรุ่มจนอยู่เฉยไม่ได้ก็เห็นจะมีแต่พวกวัวสันหลังหวะเท่านั้นกระมัง

เช่นเดียวกับกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่แม้จะชวนเชื่อว่าคือทีวีสาธารณะที่ไม่ขึ้นต่อใคร แต่เพียงรายชื่อของ 5 อรหันต์ที่ถูกตั้งมาเป็นคณะกรรมการชั่วคราว ก็สร้างความสะอิดสะเอียนให้ประชาชนได้มากพอแล้ว เพราะเห็นกันเต็มตาว่าใครเป็นใคร ประวัติอย่างไร และที่สำคัญ อยู่ข้างใคร...

แม้แต่จะชวน (ให้) เชื่อว่าเป็นสาธารณะ ก็ยังอุตส่าห์ทำได้ไม่แนบเนียน จนคนเขาสิ้นศรัทธาตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มออกอากาศ

นี่ก็เป็นอีกแห่งที่แอบหวังว่าจักรภพจะช่วยเข้ามาทำให้มันสะอาดและสมกับคำว่า ทีวีสาธารณะ ได้มากขึ้น แม้เบื้องต้นฝ่ายผู้บริหารชั่วคราวของไทยพีบีเอสจะอ้าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มายันไว้ แต่ก็อย่างที่จักรภพตอบไว้ชัดเจนนั่นแหละว่า ไทยพีบีเอสไม่ใช่เป้าหมาย แต่ เป้าหมายที่แท้จริงคือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญต่างหาก หากพิจารณาดูแล้วว่าอะไรที่ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้รับแต่ก็น้อยกว่าที่ควรจะได้ แล้วจะนำมาสู่การปรับเปลี่ยน...ก็คงไม่น่าแปลกอันใด

แล้วก็อย่างที่บอกไว้นั่นแหละว่า ในฐานะที่เคยเป็นสื่อที่ถูกรัฐรังแก คราวนี้เราก็เชื่อว่าจักรภพคงไม่ใช้ความเป็นรัฐของตัวเองไปรังแกสื่ออย่างที่ตัวเองเคยโดน...ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล และไม่ใช่เหตุผลแบบเอาสีข้างเข้าถูอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สื่อที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็คงไม่มีอะไรต้องน่าห่วง เพราะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่เคยเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพคนนี้ ไม่น่าจะทำอะไรให้น่าผิดหวัง...ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อคนที่เห็นว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แล้วยังเคยผ่านมรสุมการเมืองในฐานะฝ่ายที่ถูกรังแก เพลี่ยงพล้ำมาด้วย ย่อมเข้าใจหัวอกคนที่ถูกความไม่เป็นธรรมเล่นงานได้ดีกว่าใครๆ

และยิ่งเคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนด้วยแล้ว คงยิ่งเข้าใจดีว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนของอีกหลายๆ สำนักนั้น เป็นไปด้วยความเที่ยงตรงต่อหน้าที่ หวังดีต่อประเทศชาติด้วยหลักการ “หมาเฝ้าบ้าน” อย่างจริงแท้...แม้จะตามจิกตีรัฐบาลในหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ก็เป็นไปด้วยหลักการเดียวกันกับที่จักรภพกล่าวไว้ นั่นคือ “คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”

อาจไม่ใช่คนในรัฐบาลทั้งหมดที่จะเข้าใจหน้าที่นี้ และมัวแต่คิดว่าสื่อจ้องเล่นงานจนเกินพอดี แต่นี่เพราะเป็นจักรภพ จึงมั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะเข้าใจ และไม่ทำอะไรที่เป็นการก้าวล่วงหน้าที่ของกันและกัน

ไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ฝากเดิมพันไว้...หน้าตาของจักรภพก็ฝากไว้ด้วยภารกิจนี้

ซึ่งแน่นอนว่าสื่อมวลชนทั้งหลายจะเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อกันต่อไป

อธิบดีกปส.ยันไม่มีแทรกสื่อ ผู้ผลิตเบรกเองไม่เกี่ยวรัฐบาล


“ปราโมช รัฐวินิจ” ยันปลดรายการ “เจิมศักดิ์” ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีการแทรกแซงสื่อ ระบุผู้ผลิตสั่งระงับเอง เชื่อเป็นข่าวปล่อยจากคนใน ด้าน “จักรภพ” ย้ำรัฐบาลไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อ สั่งอธิบดีฯ สอบหาต้นตอข่าว ระบุให้ “เจิมศักดิ์” เปิดตัวคนให้ข่าวออกมายืนยัน

จากกรณีมีข่าวปล่อยว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงสื่อ โดยการอ้างว่ามีรัฐมนตรีต่อสายตรงถึงผู้ใหญ่ใน บริษัท ฟาติมา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานคลื่นความถี่ 105 เมกะเฮิรตช์ และมีคำสั่งถอดรายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ ออกอากาศในช่วงเวลา 08.00-09.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทางคลื่นวิทยุ วิสดอมเรดิโอ ออกจากผังรายการ นั้น

มีการตั้งข้อสังเกตุว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวหาจากนายเจิมศักดิ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ปรากฎว่าทั้งทางฟาติมา และวิสดอม เรดิโอกลับไม่มีใครระบุว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

แม้แต่เมื่อนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้หารือและสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัทผู้บริหารสถานี ก็ยังยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงสื่อมวลชนเกิดขึ้น

นายปราโมช กล่าวว่าไม่มีการแทรกแซงรายการของนายเจิมศักดิ์อย่างที่เป็นข่าว และตนก็ไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวออกมาได้อย่างไร ส่วนจะเป็นการปล่อยข่าวจากคนภายในหรือไม่นั้น ไม่ทราบ และก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า เกิดขึ้นได้อย่างไรเท่าที่ทราบ ทางบริษัทฟาติมา เป็นผู้สั่งระงับการออกอากาศของรายการดังกล่าวเอง เนื่องจากเล็งเห็นว่ารูปแบบรายการรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะในส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ นายเจิมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการก็ยินยอมแต่โดยดี

ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อของรัฐ ยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีรัฐมนตรี หรือ คนของรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงรายการดังกล่าว หรือกระทำการส่งสัญญาณทางตรงและทางอ้อม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล วันนี้ ตนให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ เจ้าของสถานีวิสดอมเรดิโอ 105 เมกกะเฮิรซ์ มาแถลงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับทราบ

“ยืนยันว่า ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ก็ไม่รู้ว่า มีมือ หรือ เท้าที่มองไม่เห็นหรือไม่ เพราะช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นมากเพื่อหวังทำลาย และป้ายสีรัฐบาลในช่วงที่กำลังหัวหมุนอยู่ ซึ่งผมต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการให้ชี้แจงประชาชนทราบ” นายจักรภพ กล่าวชี้แจง
พร้อมย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีการโทรไปหรือส่งใครไปโทรอย่างแน่นอน เรื่องนี้มันไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อย ถ้านายเจิมศักดิ์คิดแบบนั้นก็ให้มีการบอกชื่อของคนที่ฟาติมาออกมายืนยันด้วย เขามีหลักฐานอะไรให้โทรเข้าไป ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีในการบันทึกขอความการสนทนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่เข้าไปขับไล่หรือแทรกแซงสื่อ และในฐานะกำกับสื่อของรัฐ จะไม่ไล่สื่อ เพราะเห็นถึงการนำเสนอของสื่อที่หลากหลายมากกว่า

อย่างไรก็ดี ได้ส่งอธิบดีฯ ไปเคลียร์ในเรื่องนี้แล้ว โดยเข้าไปคุยกับทางฟาติมาเพื่อหาตัวบุคคลที่โทรเข้าไปในรายการให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้คิดดี จะได้รู้ที่มาที่ไปของเรื่อง

ในขณะที่ นายเจิมศักดิ์ กล่าวยืนยันหลังรายการถูกถอดออกจากผังรายการตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ว่า ได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบริหารของฟาติมาฯ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคำสั่งจากนายจักรภพ ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สั่งไม่ต่อให้สัญญา โดยอ้างว่ามีการปรับผังรายการใหม่จึงยุติไม่ให้ดำเนินรายการ

นายเจิมศักดิ์ ยังระบุอีกว่าเหตุผลของคำสั่งถอดรายการ น่าจะเป็นเหตุผลมาจากเนื้อหารายการที่นำเสนอเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

สพรั่ง ฟ้องเพื่อนรัก อ้างชื่อตบทรัพย์


“สพรั่ง” สาวไส้ขบวนการตบทรัพย์ใน “ทีโอที-ทอท” ประกาศดับเครื่องชน “มิตรอำมหิต” ที่เคยร่วมรบและร่วมงานกันมาแอบอ้างชื่อไปหากิน กว่าจะรู้ตัวก็นานหลายเดือน เผยโดนเรื่องคิงพาวเวอร์หนักที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องดำเนินดคี ชาวเวบตั้งคำถามเพื่อนรักใช่ “บิ๊กบัน” กับ“นายช้าง หนุ่มรถไถ” หรือเปล่า

หลังจากตกเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ไร้ฝีมือในการบริหารงานในฐานะประธานบอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งส่อว่าจะเกิดกรณีทุจริตคอรัปชั่น สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล จากผลประกอบการที่ลดลง 80-90% นั้น

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2551 พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงการลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดว่าในส่วนของบอร์ดทีโอทีนั้นได้ลาออกไปแล้ว และในส่วนการเป็นบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คงจะเป็นเร็วๆ นี้ เพราะมีเรื่องต้องดำเนินการหลายเรื่อง ไม่ใช่เกี่ยวกับเหตุอื่น เพราะ 2 องค์กรที่ตนเป็นประธาน เป็นที่สนใจทางด้านการเมือง เพราะที่มีการต่อสู้กันบนท้องถนน ก็มาจาก 2 องค์กรนี้

เมื่อถามว่าการดึงจังหวะลาออกจาก บอร์ดทอท.เป็นเพราะอะไร พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า มี 2 ประเด็นคือ ต้องลงอย่างสง่างาม และประกันว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ เราไม่ได้ไปทำลายหลักฐานนะ มีมติอะไร และตกหล่นด้วยคำพูด ก็จะตรวจสอบว่า ไม่ให้เป็นมติอัปยศ

“รวมถึงคนเอาชื่อของผมไปทำมาหากิน เพราะเราไม่คิดว่า บุคคลที่อาศัยแอบอิงผมมาตลอด คนวงใน ก็คิดว่าผมไปเกี่ยวข้องด้วย และในที่สุดก็รู้ว่า ถูกอ้างชื่อไปหากิน มารู้เมื่ออยู่ในช่วง 2 ใน 3 ของเวลาแล้ว เปรียบเหมือนในห้องที่มีกลิ่นอับเหม็น พอเราเดินผ่านไปกลิ่นก็ติดเสื้อ กระทั่งถึงมีผู้ใหญ่บ้านเมืองโทรมาถาม ผมโตมาขนาดนี้ เกียรติภูมิทำกันมาขนาดนี้ เมื่อตรวจสอบแล้ว เพื่อนของผมเอาชื่อไปหากิน ตอนนี้ผมกำลังจะฟ้องอยู่ คนที่อยู่ในบริษัทที่ผมเป็นประธานจะทราบดี อยากให้สื่อเจาะลึกๆ อย่าฟังคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อเท่านั้น คนอ้างชื่อผมไปหากินนั้น ผมเป็นลูกผู้ชายพอ พร้อมชนตรงๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่อ้างชื่อ”

เมื่อถามว่า ทหารเรือเพื่อนของท่าน เป็นคนนำชื่อไปหากินหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวตอบว่า “ขอให้ไปตรวจสอบเอาเอง เพราะไม่อย่างนั้นต่อไปคนดีจะไม่เหลือเลย จะทำให้บ้านเมืองกลียุคหรือไม่ สังคมเกิดความหดหู่ คนชั่วเสียงดังในสังคมนี้ ผมเจ็บปวดที่สุดก็คือเพื่อน และหลายคนที่เคยคิดว่า รักบ้านรักเมือง พอเรามาช่วยกันทำ ออกมาเพื่อยืนหยัดว่าจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่ในนั้นกลับมีคนที่ชั่ว คนไทยเราอ่อนเรื่องกำพืด เราเจอกันในยามวิกฤต จึงขอให้มาช่วยกันทำเพื่อบ้านเมือง พอมาเจอแล้ว ถึงรู้ว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ น่าเป็นห่วงมาก ที่ยังไม่อยากพูดอะไร เพราะผมกำลังดำเนินคดีอยู่ จะซัดกันอย่างซึ่งหน้า จะไม่เอ่ยชื่อใคร เพราะบางคนมันเจ้าเล่ห์เพทุบาย

ผมจะฟ้องตามหลักฐานที่ปรากฏ ขณะนี้ให้ทนายดำเนินการแล้ว เพื่อรักษาเกียรติภูมิของผม บอกให้สื่อตรวจสอบลึกๆ คนไหนชอบพอกันแล้วไม่ตรวจสอบก็แย่” พล.อ.สพรั่ง กล่าว

เมื่อถามว่า ที่ทอท.มีข่าวเรื่องตบทรัพย์คิงเพาเวอร์ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “ผมโดนเรื่องคิงเพาเวอร์มากที่สุด ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองโทรมาหาผมหลายคน ผมก็บอกว่า เชิญคุณวิชัย รักศรีอักษร ประธานและคุณจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานคิงพาวเวอร์มาเลย ผมบอกผมเห็นใจนะ แต่หากทำผิดก็รับผิดไป แต่ผมจะไม่ซ้ำเติมคุณ และที่เจ็บปวดคือเพื่อนไปตบทรัพย์คุณวิชัย ผมก็ยังตามตัวคุณวิชัยอยู่ เพราะถ้าผมจะทำชั่ว ไม่ต้องเป็นประธานบอร์ดหรอกครับ เพราะแม้แต่บาทเดียวผมจะคืนให้คุณเลย คุณแค่บอกมาเท่านั้น ผมจะเอาเข้าเครื่องจับเท็จเลย”

ส่วนกรณีที่ทีโอทีที่มีข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งไปรับงานวิ่งเต้นจากเมืองจีน พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวตนเองพร้อมเผชิญกับคู่ต่อสู้อยู่แล้ว ในที่สาธารณะ มีการบันทึกเทป มันเข้าข่ายเรื่องหลักฐาน แต่สงครามใส่ร้ายป้ายสี มีคนหนึ่งคนในองค์กร ก็เลวร้าย คนในสังคมก็เอือมระอา แต่ทำไมไม่ปกป้ององค์กร

“เค้าเดินมาพบผม บอกเห็นใจท่านประธาน แต่คุณไม่ปกป้ององค์กร บอกมาเลย ผมอยากให้สื่อเจาะลึกไปเลยว่า 2 องค์กรที่ผมเป็นประธานนั้น แย่ที่สุดหรือไม่ และค่อยๆ เจาะเรื่องว่า ผมมีส่วนรู้ส่วนเห็นไปตั้งโต๊ะ อะไรบ้าบอคอแตกอย่างนั้น อยากให้สื่อเจาะลึกๆ และให้เจ้าของผู้เสียหาย ช่วยแอบกระซิบสื่อด้วย ให้เอาสพรั่ง ขึ้นศาลเลย”

พล.อ.สพรั่ง กล่าวด้วยว่า ในทีโอที เรื่องเครือข่าย 3 จี ก็ถูกแอบอ้างชื่อไปมาก แต่ตนเองไม่ยอมเกลือกกลั้วกับความสกปรก อยากให้ทีโอที รักองค์กรของตัวเอง ขอให้อยู่กันได้ด้วยความเข้มแข็ง ไม่ห่ำหั่นกันจนประชาชนเสียประโยชน์ เรื่องผลประโยชน์ผมจะรู้ได้อย่างไร คนที่รู้ก็คือคนที่ตั้งใจทำมาหากิน ไม่ใช่คนที่เป็นทหารอย่างตนเอง และเสียใจมากคือ เพื่อนร่วมรบ มิตรที่เคยร่วมทำงานกันมา ซึ่งขอเรียกว่า “มิตรอำมหิต” ที่ทำแบบนี้

“เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คนพูดกันให้ควั่ก เราก็ต้องทำความเข้าใจกับบุคคลต่างๆ ทั้งทางตรงในที่ประชุม เพราะเมื่อเราไม่ได้เป็นคนสกปรก ก็จะไม่ร้อนตัวจนเกินเหตุ คนในย่อมรู้ หากคนในเกลียดผมสิ ก็คงน่าเศร้ามาก และคงเสียใจกับสิ่งที่ทำผิดพลาดไป”พล.อ.สพรั่งกล่าว

พล.อ.สพรั่ง กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย อยากให้ไปถามบอร์ดด้วยกันเอง ลองถามสิว่า ผมเข้าข่ายที่เป็นคนสกปรกหรือไม่ ไปถามเลย ผมไม่ได้ถอดใจ ตอนแรกจะถอดใจแล้วว่า บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่มาคิดอีกที เราก็ปกป้องเพื่อประเทศชาติมาตลอด ก็ภูมิใจตัวเองมาตลอด แต่บางครั้งก็ท้อ”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการนำเสนอข่าวดังกล่าวผ่านเวบไซต์ไทยอินไซเดอร์ ได้มีผู้อ่านข่าวเข้าไปโพสต์ข้อความเอาไว้ บางคนก็ระบุว่าจะพูดจาปกป้องตัวเองลอยๆ ไม่ได้ สังคมต้องการมให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม หรือบางกระทู้ก็ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า เพื่อนที่พล.อ.สพรั่งพูดถึงใช่ “กลุ่มบิ๊กบัน” และ “นายช้าง หนุ่มรถไถ” หรือไม่

ยงยุทธ ติยะไพรัช โบกธง'สมานฉันท์'

สัมภาษณ์พิเศษ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการผลักดันการนิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ถูกระบุว่าเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้

แต่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ในฐานะประมุขฝ่าย นิติบัญญัติ ที่มาจากพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธว่า ทั้ง 2 เรื่องไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

แต่เรื่องเร่งด่วนที่จะทำคือการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศชาติ

โดยนายยงยุทธ ให้สัมภาษณ์เปิดใจถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ไว้ว่า

ทูตอียูเชิญไปร่วมรับประทานอาหาร สนใจท่าทีของผมว่าเป็นอย่างไร ก็บอกจุดยืนที่กลับประเทศ ยืนยันความจงรักภักดีให้คนได้เห็น ความปรองดอง

วันนี้สังคมประชาธิปไตยไม่มีใครในโลกมีความเห็นเหมือนกันหมด ต้องมีเวทีให้แสดงความเห็นคือสภา แต่บางช่วงอาจมีความไม่สบายใจขึ้นเมื่อเกิดรัฐประหาร พอเอาหลักการประชาธิปไตยมาจับแล้วต้องเริ่มต้นใหม่

วันนี้จำเป็นต้องลืมข้างหลัง มองไปข้างหน้าให้เกิดความเชื่อมั่น สภาเป็นกลไกสำคัญทำให้เกิดความ ปรองดอง จัดที่จัดทางให้ทุกคนมีบทบาทหน้าที่ ให้ยืนได้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน วันนี้ต้องกลับมาอยู่ร่วมกันให้ได้

เมื่อสภาสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันให้ประชาชนเห็น จะช่วยผ่อนคลายได้มาก ไม่ใช่เสียดสี ีเหน็บแนมตลอด ความหม่นหมองใจจะเกิดขึ้นได้ ผมจึงให้นโยบายกับเจ้าหน้าที่และรองประธานทั้ง 2 คนว่า ไม่ต้องกลัวเสียหน้า ถูกด่า ทำให้สภาไปได้

แม้บอกว่าประธานไม่แข็ง แต่การประชุมเป็นไปด้วยความอะลุ้มอล่วย ภาพรวมไปได้ ไม่ใช่ประธานเด็ดขาด แล้วสภาล่มก็ไม่ไหว

ส่วนการทำงานนอกสภา ในฐานะประธาน ผมจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำจังหวัดขึ้นทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์รวมที่ส.ส.และประชาชนจะมาหารือหรือร้องเรียนในเรื่องต่างๆ โดยไม่ต้องเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ

เราคนน้อยไปหาคนส่วนมากจะดีกว่า เมื่อรับฟังปัญหาแล้วส.ส.จะนำเข้ามาหรือในที่ประชุมสภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากมูล บ่อนอก หินกรูด ไม่ต้องหอบลูกจูงหลานมา

ที่ผ่านมาเกิดปัญหาปีนรั้วสภาโดยไม่มีการป้องกันปัญหา แล้วปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ต่อไปอาจจัดหาเวทีให้ เช่น หากมาเป็นหมื่นคนก็จัดให้ไปอยู่ที่เขาดิน แล้วส่งตัวแทนมาเจรจา หรืออะไรที่ให้คณะกรรมาธิการต่างๆ หรือรัฐบาลต้องรับรู้ ก็ส่งเรื่องไปตามหน่วยงานนั้นๆ เพื่อหาทางแก้ตช่องทางการเผยแพร่การทำงานของสภา วันนี้ให้ที่ปรึกษาไปเจรจากับเคเบิลท้องถิ่น ขอฟรีไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว อาจจัดสถานที่คล้ายโรงหนังเล็กๆ แล้วนำจานดาวเทียมไปติด เมื่อชาวบ้านมาพบส.ส .อาจนั่งดูรายการไป ส.ส.คนไหนอยู่หัวไร่ ปลายนา อาจไปสร้างกระท่อมแล้วติดจานดาวเทียม

ทูตอียูยังถามเรื่องนิรโทษกรรม ผมชี้แจงว่า ณ เวลานี้ยังไม่ใช่ ถ้าถึงเวลาที่เหมาะสมต้องดูกันอีกครั้ง ต้องดูเจตนารมณ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ดูว่าเป็นการลงโทษหรือเปล่า ถ้าเป็นการลงโทษถือว่าสามารถนิรโทษได้

แต่ถ้าเป็นการลิดรอนสิทธิ ตัดสิทธิ อะไรคือช่องทางที่แก้ไขได้ และความจำเป็นในระยะนี้ต้องทำหรือไม่ ความรู้สึกประชาชน สังคมมองอย่างไรในประเด็นนี้

หรือถ้าทำแล้วจะกลายเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอีกหรือไม่ ต้องดูรอบด้าน และต้องไม่เริ่มต้นโดยผม ต้องปรึกษาหารือกัน เรื่องนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่เร่งรีบ แต่เมื่อสถานการณ์เหมาะสมแล้วค่อยมาว่ากัน วันนี้ขอให้บ้านเมืองเดินไปได้สักระยะหนึ่ง

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ถ้าประธานมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองบกพร่อง ทุกคนคิดว่าทำงานแล้ว จะไปรอดหรือเปล่า ยิ่งไปเพิ่มปัญหาเข้าไปอีกเกรงว่าความร่วมมือทางสังคมจะหายไป

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นเรื่องตกผลึกจากประชาชนและองค์กรหน่วยงานที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อแก้ไขแล้วต้องดีขึ้น มีประโยชน์กว่า ทำให้บ้านเมืองไปได้ ถึงเวลานั้นสังคมตกผลึกแล้วจึงริเริ่ม พูดขึ้นวันนี้จะทำให้ปัญหาต่างๆ ตามมา เพราะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม

อย่างมาตรา 265(1) ที่ห้ามไม่ให้ส.ส.และส.ว.ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นประเด็นถกเถียงอยู่ ถ้าเริ่มต้นโดยส.ส.ขอแก้ไขจะเกิดคำถามว่าเป็นการแก้ไขเพื่อตนเอง มาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น สิทธิของ พลเมือง เพื่อการเสนอกฎหมาย การกระจายอำนาจการคลัง ควรให้โอกาสกับประชาชนมากกว่านี้หรือไม่

หรือการบริหารงาน วันนี้ส.ส.ย้ายพรรคกันง่าย ไม่จำเป็นต้องฟังมติพรรคในการโหวตเรื่องสำคัญ จะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย กระทบความมั่น เศรษฐกิจหรือไม่

ต้องฟังประเด็นอื่นๆ จนเห็นว่าครบถ้วน มีองค์กรต่างๆ มาร่วมกันทำ แต่หากเห็นเรื่องพลกำลังส.ส. มีมาก จะดึงดัน ตั้งหน้าตั้งตาแก้ไข แม้ทำได้แต่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์

การแก้ไขต้องรอบคอบ มือในสภาไม่ยากแต่ที่ยากคือความตกผลึก ผมอยากให้สภามีความสดสวย จึงต้องรอกัน และการเริ่มต้นต้องไม่ใช่จากผม เพราะเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

วันนี้มีความสงสัยว่าผมจะวางตัวเป็นกลางหรือเปล่า ขอให้ดูที่ผลของการกระทำ

ผมกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำงานร่วมกันมา 8 ปี ถ้าถามว่าเคยพูดคุยกันหรือไม่หลังปฏิวัติ ถ้าผมตอแหลให้รอดพ้นตัวเอง สังคมก็ไม่เชื่อ

เรื่องนอมินีที่พูดกันมาก มองว่าแกนนำพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ศาลสั่งยุบพรรคไทยรักไทย และห้ามอดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คนยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ขอถามว่าแล้วห้ามยุ่งแค่ไหน

ถ้าถามว่ามาควบคุมจิตวิญญาณของเรา หรือมาควบคุมทุกอิริยาบถ ขณะที่บางพรรคที่เกิดขึ้นภายหลัง การรัฐประหารส่งคนไปลงสมัครในกทม. ไม่เห็นถูกด่าว่าเป็นนอมินี บางคนส่งสมาชิกในครอบครัวลงสมัครก็ไม่ถูกว่า พอเป็นพลังประชาชนทุกคนก็สงสัย ถูกด่า เป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณหรือเปล่า

วันนี้ความรู้สึกที่ไม่แยกแยะเป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยยุติธรรม หากมองความใกล้ชิดเป็นนอมินีก็ไม่ยุติธรรม เช่นกัน วันนี้ผมติดต่อพ.ต.ท.ทักษิณน้อยกว่าคนอื่นๆ ที่อยู่นอกพรรคอีก ไม่เชื่อไปเช็กโทรศัพท์ดูได้

ผมไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในบ้านเมือง เป็นที่รักของคนทั่วไป เอาไว้ให้หมดวาระผมจะเล่าให้ฟังว่า ผู้ใหญ่ท่านนั้นว่าอย่างไร

ผมคุยกับท่านว่าวันนี้ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ห่วงใยเรื่องความมั่นคงเรื่องสถาบัน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มพรรคพลังประชาชน

วันนี้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง 2 กลุ่มนั้นไม่ยอมแน่ เกิดการเผชิญหน้ากัน หรือถ้า 2 กลุ่มนั้น ชนะการเลือกตั้ง กลุ่มที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนก็เพิกเฉย ไม่ให้ความร่วมมือ บ้านเมืองก็ไปไม่ได้

วันนี้เราทำเป็น 2 แกนได้หรือไม่ แกนนำแนวตั้ง ถามว่าประเด็นอะไรบ้างที่ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งกัน แนวนอนก็ถามว่ากลุ่มบุคคลที่มีความขัดแย้งนั้นมีใครบ้าง เสร็จเรียบร้อยแล้วเรามีคณะผู้ใหญ่สักกลุ่มที่เป็นที่เคารพ ของบ้านเมืองไปบอกว่า เฮ้ย! เขาไม่ไว้ใจคุณจะล้มประเทศ ล้มสถาบัน คุณควรจะทำอย่างนี้ได้หรือไม่

เปิดการเจรจาลดบทบาท หรือบอกคุณจะมาเอาประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาทำงานจะมีปัญหานะ คุณจะทำอย่างนี้ได้หรือไม่ ไปนั่งโต๊ะคุยกัน เพื่อสร้างจุดยืนให้แต่ละคนยอมรับความเห็นชอบร่วมกัน แล้วเสนอให้สังคมรับรู้ ถอยกันคนละก้าวสองก้าว บ้านเมืองจะได้ไปได้

ท่านก็บอกว่าดี ผมบอกว่าถ้าท่านเป็นประธาน ผมจะลาออกเลยจากประธาน จากส.ส. เลิกเล่นการเมืองเลย จะมาเป็นพนักงานธุรการให้ ท่านบอกว่าอยากทำใจจะขาด แต่วันนี้ถ้าขืนทำคนจะหมั่นไส้เพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิด ไปทำก่อนไม่มีคนมาร่วมมือเราจะหน้าแตก เอาไว้ให้เหตุการณ์เกิดผมจะรับอาสา แล้วคุณก็ลาออกมาเป็นพนักงานธุรการก็แล้วกัน

สังคมไทยโครงการป้องกันนั้นไม่มี มีแต่เหตุเกิดขึ้นแล้วถึงทำ ถ้าเราใส่ภูมิคุ้มกันให้สังคมได้จะสุดยอดมาก แล้วถ้าบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ หัวใจสำคัญคือความปรองดอง จะใช้กลไกสภาในการร่วมมือและเริ่มต้น

ถามว่าทำไมต้องมีองค์คณะผู้ใหญ่มาร่วมหารือ เพราะผมเห็นว่าสภามีข้อจำจัด เป็นโครงสร้างของสถาบันตามระบบการเมือง แต่ในฐานะของสังคมไทยคือมีบารมีในฐานะที่เป็นสถาบัน

อย่างที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่าไว้ ปัญหาของบ้านเมือง เราต้องการบารมี โดยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการยอมรับของสังคมมาสร้างความปรองดอง

หากใช้บารมีโดยระบบสถาบันนั้นมันไม่ยั่งยืน เหมือนเมื่อผู้นำในองค์กรนั้นเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ก็ไม่มีคน เริ่มต้น เหมือนรัฐบาล เปลี่ยนเมื่อไหร่นโยบายก็เปลี่ยนทันที

ที่พูดถึงผู้มีบารมีนั้นเป็นในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทางลบ วันนี้แม้การเลือกตั้งผ่านไปแล้ว แต่ทัศนคติ ที่ไม่ดี ีต่อกันยังมีอยู่

ทางที่ดีต้องถอดชนวนเหล่านี้ออกและอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท

มท.1 วอนสื่อร่วมรณรงค์แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากวัยโจ๋

รมว.มหาดไทย ลงนามขอร่วมมือสื่อมวลชนช่วยรณรงค์แก้ปัญหาการกระทำทีไม่เหมาะสม ของบรรดา กลุ่มวัยรุ่น

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในหนังสือขอความร่วมมือ สื่อมวลชน ทุกแขนง ในการรณรงค์แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรำคาญของประชาชนเมื่อวานนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้รับการ ร้องเรียนจากประชาชน ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค จากความเดือดร้อนรำคาญจากการกระทำ ของกลุ่มเด็กวัยรุ่น และประชาชนบางกลุ่ม ทั้งเรื่องการแข่งรถบนถนนหลวง การเปิดสถานบริการหรือแหล่งบันเทิง ส่งเสียงดัง รวมทั้งกระทำอื่นๆ ที่รบกวนความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงทรวงมหาดไทย ได้นัดหมายให้เจ้าหน้าที่ๆ รับผิดชอบเข้าไปควบคุม ตรวจตรา กวดขัน ปราบปรามตลอดเวลา แต่ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ๆ รับผิดชอบมีอยู่น้อย แต่ผู้กระทำก็ไม่ค่อยเข็ดหลาบ

ทั้งนี้ หากสื่อมวลชนช่วยกันรณรงค์แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่าจะเป็นผลผลักดันให้ปัญหาสงบลง ได้ด้วยดี และอาจทำให้ผู้ที่สร้างปัญหาเกิดความละอายใจ ไม่กล้าจะก่อเหตุขึ้นอีก

'หมอเลี้ยบ'ชู'พันศักดิ์'เป็นที่ปรึกษา แม้ไม่มีตำแหน่ง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าจะให้อดีตกรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเข้ามาเป็นบอร์ดในรัฐวิสาหกิจว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ได้ดูในรายละเอียด แต่ทราบว่ามีสื่อมวลชนเข้าไปสอบถามผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในแง่ของคุณสมบัติเบื้องต้น หากไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย มีการถือหุ้นที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนก็คงไม่สามารถมาทำหน้าที่ได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมประชุมกับ 4 หน่วยงานเรื่องเกี่ยวกับมาตรการกันสำรอง 30 % ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวย้อนถามว่าใครบอกว่านายพันศักดิ์เข้าร่วมประชุม การประชุมครั้งนั้นมี 4 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามย้ำว่าการประชุมวันนั้นนายพันศักดิ์เข้าร่วมประชุมด้วยหรือไม่ รมว.คลัง กล่าวเลี่ยงว่า ผู้ที่เข้าร่วมประชุม ต้องเป็นผู้ที่มีข้อมูล และเป็นผู้ที่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้รอบคอบมากขึ้น แต่การประชุมจะต้องเป็นความลับ ตนไม่รู้ว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้พูดคุยกันมีการเปิดเผยออกมาได้อย่างไร

'สำหรับคุณพันศักดิ์ผมถือว่าเป็นที่ปรึกษาที่ผมเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถ และเคยเป็นถึงอดีตประธานที่ปรึกษาของอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ มามาก เพราะฉะนั้นแม้จะเข้าประชุมหรือไม่เข้า ในบางเรื่องผมก็ต้องปรึกษาคุณพันศักดิ์อยู่ดี” นพ.สุรพงษ์ กล่าว เมื่อถามว่าแต่นายพันศักดิ์ไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เหมาะสมแล้วหรือที่จะเข้าร่วมประชุมด้วย นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในอดีตผู้ที่เคยเป็นรัฐมนตรี มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ ก็มีโอกาสให้คำปรึกษากับ ธปท. และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ ไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการจะไม่สามารถมาให้คำปรึกษาได้ แต่ยอมรับว่าตำแหน่งที่เป็นทางการก็เป็นเงื่อนไขหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าตนจะไม่สามารถไปปรึกษากับคนเหล่านั้นได้

กริพเพน เครื่องบินสังหาร สุรยุทธ์-ชลิต

ผมไม่อาจจะตอบได้ว่าการนำเงิน 19,000,000,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท) ไปแลกกับเครื่องบินรบจำนวน 6 ลำ มาสร้างแสนยานุภาพใหแก่กองทัพอากาศไทย เป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับการนำมาสร้างสวัสดิการความเป็นอยู่ทีดีขึ้นเพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ ของทหารชั้นผู้น้อย ที่ถูกตัดไป เพื่อนำเงินมาจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้

ผมไม่อาจจะรู้ได้ว่าการนำเงิน 19,000,000,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท) ไปซื้อเครื่องบินรบจำนวน 6 ลำ มาเป็นเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพอากาศ เป็นการใช้จ่ายที่คุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับการใช้เงินจำนวนนี้ติดอาวุธทางปัญญาให้กับเด็กนักเรียนไทย ที่ถูกเรียกกลับประเทศ เพราะรัฐบาลเผด็จการ และ คมช. ไม่ส่งเงินให้เรียนต่อ

ผมไม่อาจจะบอกได้ว่าการนำเงิน 19,000,000,000 บาท (อ่านว่าหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท) ไปซื้อเครื่องบินรบจำนวน 6 ลำ เพื่อให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่และนายหน้าค้าอาวุธบางคน ได้คอมมิชชั่นไปมากกว่าพันล้านบาท เป็นการใช้จ่ายคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับการใช้เงินจำนวนนี้เป็นค่าใช้จ่ายในการนำสินค้าเกษตรของไทยบุกเข้าไปในตลาดโลก และดินแดนที่ยังไม่เคยไป เพื่อนำเม็ดเงินและกำไรระดับแสนล้านบาทกลับเข้าสู่ประเทศไทย

เหตุที่ผมไม่อาจจะตอบ ไม่อาจจะรู้ และไม่อาจจะตอบได้ เพราะว่า ผมไม่ใช่นักการทหาร ไม่ใช่นักบินเครื่องบินรบ และไม่นายหน้าค้าอาวุธ

แต่ผมสามารถตอบตัวเองได้ว่า หากผมมีอำนาจวาสนาเช่นเดียวกับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ รักษาการประธาน คมช. ผมจะไม่ทำเช่นที่ท่านทำ

ผมจะไม่เห็นแก่ความแข็งแกร่งกองทัพอากาศ มากกว่าความแข็งแรงของประเทศไทย

ผมจะไม่เห็นแก่ความสมบูรณ์ทางอาวุธของกองทัพ มากกว่าความเข้มแข็งทางปัญญาของเยาวชนไทย

ผมจะไม่เห็นแก่คอมมิชชั่นพันล้านบาท มากกว่ารายได้แสนล้านบาทที่จะลงไปสู่เกษตรกรรากหญ้า เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่คนในชาติ

เพราะผมไม่เชื่อว่า กองทัพอากาศจะดำรงความเข้มแข็งอยู่ได้บนความอ่อนแอของประเทศและความยากจนของประชาชน

เงินจำนวน 19,000,000,000 บาท ที่เป็นภาระแก่ประเทศชาติที่จะต้องจัดหามาจากภาษีอากรของประชาชน เพื่อนำไปจ่ายค่าเครื่องบินรบกริพเพนจำนวน 6 ลำ นี้ ไม่อาจจะขูดรีดมาจากประชาชนผู้ยากจนได้ มีแต่ประชาชนที่ร่ำรวยและประเทศที่มั่งคั่งเท่านั้น จึงจะชำระค่าเครื่องบิน 19,000,000,000 บาท ฝูงนี้ได้ แต่กับประชาชนที่ยากจน ก็คงมีแต่หยาดเหงื่อและน้ำตาเท่านั้นที่จะนำไปจ่ายทดแทนได้

แต่ผมเชื่อว่ามีคนในกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นผู้รู้เกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องบินริบกริพเพน ฝูงนี้ จำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการเทเงิน 19,000,000,000 ล้านบาทไปให้รัฐบาลสวีเดน เพื่อแลกกับเครื่องบิน 6 ลำนี้ จึงมีใบปลิวออกมาโจมตี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ว่อนไปทั่วทุ่งดอนเมือง และเกือบทุกตารางนิ้วในกองทัพอากาศ

ปฏิกิริยาของพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ต่อกรณีใบปลิวโจมตีเรื่องจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 39 C/D จำนวน 6 ลำนี้ ก็คือ “เป็นฝีมือของผู้เสียผลประโยชน์”

หากตรรกะของพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ถูกต้อง คือ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการซื้อเครื่องบินกริพเพน ครั้งนี้ เป็นผู้เสียประโยชน์

ตรรกะของผู้ทำใบปลิว ที่บอกว่า ผู้เห็นด้วยกับการซื้อเครื่องบิน 6 ลำนี้ ได้ผลประโยชน์ ก็ไม่น่าจะผิด โดยเฉพาะ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ซึ่งเป็นผู้เสนอซื้อ ผู้ตัดสินใจซื้อ และผู้ลงนามจัดซื้อ เองแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งสอดคล้องกับตรรกะนี้ คือ มีผลประโยชน์มากมายมหาศาลเกิดขึ้นในการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 6 ลำนี้ และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก คือ บุคคลหนึ่งที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องพัวพันกับการได้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งและการเสียผลประโยชน์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างแน่นอน

แต่เรื่องผลประโยชน์ จะมากจะน้อยอย่างไรเท่าไร ในชั้นนี้ ยังไม่อาจหาคำตอบและหลักฐานมายืนยันได้ จึงต้องขวนขวายค้นหาหลักฐานทางการเงินกันต่อไปว่ามีใครหน้าไหนร่ำรวยแบบฉุกเฉินขึ้นมาจากจัดซื้อเครื่องกริพเพน 6 ลำนี้บ้าง

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน 6 ลำนี้ ในชั้นต้น ได้พบความไม่ปกติ และไม่เหมาะสมอยู่บางประการ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรต้องนำมาเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบการกระทำ พฤติกรรมของ นายทหารระดับผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่มีสถานะเป็นรองประธานคปค. ผู้ก่อการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยเหตุที่ต้องสงสัยว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น เพื่อที่ประชาชนจะได้เห็นตัวตนของคนเหล่านี้ ว่า พวกปีศาจคาบคัมภีร์ เขาทำมาหากินกันอย่างไร

อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ผมไม่อาจตอบได้ว่าการใช้เงิน 19,000,000,000 บาทไปซื้อเครื่องบิน กริพเพน 6 ลำ คุ้มค่าหรือไม่ แต่ผมบอกได้ว่าการอนุมัติเงิน 19,000,000,000 บาท ให้พล.อ.อ.ชลิต ไปจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเป็นการกระทำที่มีเงื่อนงำชวนให้สงสัยว่าเหตุใดจึงต้องรีบเร่งเสนอในวันส่งท้ายปีเก่า และ เร่งรีบอนุมัติในวันประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของปีใหม่ อีกทั้งยังเป็นการอนุมัติงบประมาณให้จัดซื้อ โดยที่ไม่มีแผนงานปรากฎอยู่ในเอกสารกำกับการใช้งบประมาณของกกองทัพอากาศ และกระทรวงกลาโหม มาก่อน

กล่าวได้ว่าเป็นการอนุมัติให้ใช้งบประมาณ โดยขัดระเบียบการใช้งบประมาณ ตามพ.ร.บ.งบ ประมาณ 2551 และหลบเลี่ยงที่จะนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณาการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ก่อน อีกทั้งยังดำเนินการในรูปของงบประมาณผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 – 2555

จากเอกสารจำนวน 9 แผ่น ที่ผมได้รับมาจากนายทหารอากาศบางคน ที่ถูกพล.อ.อ.ชลิต เรียก ว่า “ผู้เสียประโยชน์” และนำมาเสนอให้ทุกท่านได้พิจารณากัน บ่งชี้ข้อมูลสำคัญ 2 ประการ ก็คือ ว่า การเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติจัดซื้อเครื่องบิน มูลค่า 19,000,000,000 บาทในครั้งนี้ กระทำกันเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของปี หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไป เสร็จสิ้นแล้ว และรู้ผลแล้วว่าพรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกคมช. ที่มีพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก กำหนดให้เป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ ชนะการเลือกตั้ง สามารถฝ่าฟันทุกด่านสกัดของคมช.ที่วางไว้ในสนามเลือกตั้ง เข้ามาได้มากที่สุด และเตรียมการที่จะจัดตั้งรัฐบาล แล้ว

ข้อเสนอของกองทัพอากาศ ที่มี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก เป็นผู้บัญชาการ เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา อนุมัติ โดยผ่านช่องทางของกองบัญชาการทหารสูงสุด มีดังนี้

1. ให้ทอ.จัดซื้อ บ. Grippen 39 C/D จำนวน 6 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์อะไหล่และการฝึกอบรม โดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล (G TO G) จากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสวีเดน เป็นเงิน 18,284,000,000 บาท และการปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Upgrade) ณ บน 7 พล.บ.4 บยอ. และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น เป็นเงิน 716,000,000 บาท (ตามที่ปรากฎในเอกสาร) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,000,000,000 บาท โดยใช้งบประมาณปี 2551 จำนวน 1,900,000,000 บาท ซึ่งจะได้ดำเนินการขอปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณกับสำนักงบประมาณต่อไป สำหรับงบประมาณปี 2522-2555 จะขอตั้งงบประมาณ เพื่อรองรับการดำเนินการตามโครงการต่อไป

2. ให้ผบ.ทอ.เป็นผู้รับมอบอำนาจลงนามในข้อตกลงจัดซื้อบ.ฯในนามรัฐบาลแห่งราช อาณาจักรไทย รวมทั้งการแก้ไขข้อตกลงจัดซื้อ บ.ฯ โดยวงเงินรวมไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้ง 2 ข้อที่ กองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก นำเสนอต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไหลลื่นไปถึงคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง และคณะรัฐมนตรีที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ ในระหว่างรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ก็ได้พิจารณาอนุมัติ โดยแทบจะไม่ได้พิจารณาข้อความที่เสนอมาแม้แต่ตัวอักษรเดียว ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นการประชุมครม.นัดแรกของปี 2551 แต่เป็นการประชุมครม. หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 3 พรรค ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาล กันอย่างเป็นทางการ ไปแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ซึ่งหมายความว่าทั่วไทยและทั่วโลก ได้รับรู้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 แล้วว่านายสมัคร สุนทรเวช จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และพรรคพลังประชาชน ที่คมช.กำหนดเป็นปฏิปักษ์ จะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แต่ทว่า หลังจากนั้นเพียง 9 วัน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งอวดโอ่โชว์สรรพคุณตัวเองว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ มีมารยาทในการทำงาน และไม่ประสงค์จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ในระหว่างรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เข้ามาทำงานแทน ดำเนินการเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น กลับพิจารณาอนุมัติข้อเสนอทั้ง 2 ข้อของ พล.อ.อ.ชลิต พกุผาสุก

ทั้งๆ ที่เป็นข้อเสนอที่ขัดต่อหลักการทำงานของรัฐบาลรักษาการ ที่จะไม่อนุมัติเรื่องใดก็ตาม และ การใช้งบประมาณใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะเป็นงานต่อเนื่องและงบผูกพัน และผูกมัดให้รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินการโดยไม่สามารถพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ และผิดมารยาทการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เป็นอย่างยิ่ง

ข้อเสนอของพล.อ.อ.ชลิต ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังรู้ผลการเลือกตั้งแต่ 1 วัน ว่าพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง จึงดำเนินการกันอย่างเร่งรีบ และส่งไปถึงกองบัญชาการทารสูงสุด ในวันที่ 28 ธันวาคม 2550 ในขณะที่ กองบัญชาการทหารสูงสุด เสนอเรื่องถึงสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในวันเดียวกัน คือวันที่ 28 ธันวาคม 2550 ซึ่งผิดวิสัยการทำงานในวันส่งท้ายปีเก่าของส่วนราชการเป็นอย่างยิ่ง

แต่กระบวนการทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องเร่งรีบ และรวบรัดตัดความให้สั้นที่สุด เพื่อนำเสนอให้รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ พิจารณาอนุมัติให้เร็วที่สุด เพราะรู้ดีว่าหากรอให้รัฐบาลใหม่ที่มีพรรคพลังประชาชน มาเป็นผู้พิจารณา โอกาสที่จะได้ใช้งบประมาณ 19,000,000,000 บาท ไปจัดซื้อเครื่องบินรบ 6 ลำ คงเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมจะคำนึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นลำดับแรก มิใช่ประโยชน์ของกองทัพ เป็นลำดับต้น ดังเช่นรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ

ในแง่ของความถูกต้องตามกฎหมาย คงไม่มีใครทักท้วง เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ ยังคงมีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติราชการตามกฎหมาย หากแต่โดยมารยาท ธรรมเนียมปฏิบัติ ของรัฐบาลรักษาการ จะไม่พิจารณาอนุมัติการจัดซื้ออาวุธด้วยเงินงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ แต่หากพิจารณาด้านความเหมาะสมแล้ว อดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดจึงต้องรีบเร่งเสนอ และเร่งรีบอนุมัติกันเช่นนี้

มีการตกลงกันล่วงหน้า รับเงินค่าคอมมิชชั่นกันมาแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต จึงไม่รีบไม่ได้ และ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ไม่ฝ่าหลักการธรรมาภิบาล ไม่แหกด่านมารยาทการทำงานของรัฐบาลที่ดี ไม่ได้ จึงมีการอนุมัติเรื่องสำคัญ 3 เรื่อง คือ

1. อนุมัติให้จัดซื้อเครื่องบิน ด้วยงบประมาณ 19,000,000,000 บาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ และไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณของกองทัพอากาศ มาก่อน จึงต้องมีการโยกย้ายถ่ายเทงบประมาณ จากรายการอื่น มาเพื่อซื้อเครื่องบินฝูงนี้ โดยจัดทำเป็นงบหัวเชื้อไว้ 10 % แล้วค่อยไปหางบประมมาณในปีถัดๆ ไปอีก 90 % มาจ่าย จะได้หรือไม่ได้ ก็ให้เป็นภาระของรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งรู้อยู่แล้วในวันอนุมัติว่าเป็นรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลจากพรรคการเมืองที่คมช. มีความสัมพันธ์และครอบงำได้

การอนุมัติของพล.อ.สุรยุทธ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นการทำงานแบบปัดสวะ และไม่รับผิดชอบต่อภาระงบประมาณในอนาคต และไม่สนใจใยดีว่าจะเป็นปัญหางบประมาณสำหรับรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำงาน หรือไม่

2. การอนุมัติให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก เป็นผู้แทนรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ไปลงนามในข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน กับรัฐบาลราชอาณาจักรสวีเดน ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ทั้งๆ ที่รู้กว่าจะถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยสมบูรณ์แล้ว และรัฐบาลใหม่ก็คือรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ยังอนุมัติให้พล.อ.อ.ชลิต เป็นผู้แทนรัฐบาลล่วงหน้า เป็นผู้แทนรัฐบาลใหม่ ที่ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นผู้แทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นผู้แทนรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคพลังประชาชน

พล.อ.อ.ชลิต อาจจะมีคุณสมบัติและความเหมาะสมที่จะเป็นผู้แทนรัฐบาลเผด็จการ อย่างครบ ถ้วน แต่ไม่มีความเหมาะสมใดๆแม้แต่น้อยที่จะเป็นผู้แทนรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งของประชาชน โดย เฉพาะเป็นผู้แทนรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยพรรคการเมืองที่พล.อ.อ.ชลิต เห็นว่าเป็นศัตรู เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของชาติ ต่อ คมช. และต่อตนเอง

การอนุมัติของพล.อ.สุรยุทธ์ ให้พล.อ.อ.ชลิต เป็นผู้แทนรัฐบาลไทย จึงเป็นการอนุมัติที่ไร้มาร ยาทอย่างยิ่ง และเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลใหม่ อย่างเลวร้ายที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ชวนให้คิด และเป็นเงื่อนงำที่น่าสงสัยก็คือว่า เหตุใดการเซ็นสัญญาข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้ จึงไม่มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามแทนในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม น่าจะเป็นตัวแทนของรัฐบาล ที่มีความชอบธรรม มากกว่าผู้บัญชาการทหารอากาศ

แต่ด้วยเหตุที่ทราบผลการเลือกตั้งแล้วว่า พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กองทัพอากาศ โดย พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงหลีกเลี่ยงที่จะกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนาม เพราะรู้แน่ชัดว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนใหม่ ต้องเป็นคนที่พรรคพลังประชาชน เห็นชอบ มิใช่คนที่คมช.สนับสนุน

การสืบค้นข้อมูลในเรื่องนี้ จึงทำให้ได้คำตอบว่าเหตุใด พล.อ.อ.ชลิต จึงเสนอหน้าเข้ามาเสนอชื่อผู้เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าควรเป็นนายทหาร และเป็นบุคคลที่คมช. เห็น ชอบด้วย ทั้งยังเสนอชื่อนายทหารหลายคนให้เห็นเป็นตัวอย่าง ก็เพราะไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง และไม่มั่นใจข้อตกลงจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้ ที่น่าเชื่อว่ามีการรรับค่าคอมมิชชั่นล่วงหน้ากันไปแล้ว

เพราะกลัวว่า จะมีการพลิกผัน และต้องคืนเงินคอมมินชั่นที่รับมาแล้วล่วงหน้า จึงต้องกำหนดขั้นตอนการเสนอ การอนุมัติ การลงนามข้อตกลง กันอย่างรวบรัด และตัดตอนไม่ให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาเกี่ยวข้อง

นี่จึงอาจจะเป็นเหตุผลที่บอกว่า ทำไม พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก ผบ.ทอ. จึงไม่เข้าประชุมรับฟังนโยบายจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงกลาโหม และเป็นการเดินทางไปพบปะผู้บริหารกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าติดภารกิจไปลงนามข้อตกลงการจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้ ซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นเอง

เช่นเดียวกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ที่เป็นผู้รับลูกข้อเสนอซื้อเครื่องบินฝูงนี้ จาก พล.อ.อ.ชลิต และรีบเร่งนำเสนอให้สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี อย่างรวบรัด ก็ไม่เข้าประชุมพบปะกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่กระทรวงกลาโหม เช่นเดียวกัน ด้วยข้ออ้างติดภารกิจเดินทางเยือนประเทศตะวันออกกลางต่อเนื่องจากที่พล.อ.สนธิ ได้ปฏิบัติภารกิจค้างไว้

พฤติกรรมความไม่เหมาะสมเหล่านี้ ล้วนแต่มีเหตุมาจากการอนุมัติของพล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทอย่างที่สุด และไม่เคยมีนายกรัฐมนตรี คนใดกล้ากระทำเช่นนี้มาก่อน

3. การอนุมัติข้อความที่ว่า “รวมทั้งการแก้ไขข้อตกลงจัดซื้อ บ.ฯ โดยวงเงินรวมไม่เปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นวรรคท้ายของข้อเสนอข้อที่ 2 ของกองทัพอากาศ ของพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นการอนุมัติที่ไร้มารยาท และบ่งบอกถึงการทำงานที่ไม่มีหลักธรรมาภิบาล ดังที่อวดอ้างไว้แม้แต่น้อย

ความในข้อนี้ ที่พล.อ.สุรยุทธ์ อนุมัติไป เท่ากับเป็นการนำอำนาจของรัฐบาลทั้งคณะ ไปไว้ในมือของพล.อ.อ.ชลิต แต่เพียงผู้เดียว ที่จะคิด จะทำ จะตัดสินใจอย่างไรก็ได้ กับการใช้เงิน 19,000,000,000 บาท

เนื่องจากสาระสำคัญที่กำหนดไว้คือ ให้พล.อ.อ.ชลิต แก้ไขข้อตกลงจัดซื้อที่เสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติไปแล้ว ได้ทุกกรณี ขอเพียงแต่อย่าให้เกินวงเงินที่กำหนดไว้เท่านั้น แปลว่าครม.ไม่สน ใจเรื่องเงื่อนไขการจัดซื้อ แต่สนใจเรื่องเงินเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการอนุมัติที่ผิดหลักการดำเนินงานอย่างยิ่ง

หากครม.ต้องการให้พล.อ.อ.ชลิต มีอำนาจแก้ไขข้อตกลงได้ ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเงื่อนไขข้อตกลงที่กองทัพอากาศ เสนอมา เพียงแต่อนุมัติวงเงินงบประมาณตามที่ขอมา ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องสนใจรายละเอียดว่าจะซื้อกี่ลำ มีเครื่องมือ อุปกรณ์ ประกอบอย่างไรบ้าง มีการจัดอบรม ฝึกสอน หรือไม่

ที่สำคัญก็คือ คณะรัฐมนตรีของพล.อ.สุรยุทธ์ ไม่มีสิทธิ และไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้แก่พล.อ.อ.ชลิต ดำเนินการเช่นนั้น เนื่องจากรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ และรู้ดีว่าจะต้องพ้นจากวาระไปก่อนที่พล.อ.อ.ชลิต จะลงนามในข้อตกลง แต่ก็ยังอนุมติและมอบอำนาจให้พล.อ.อ.ชลิต ดำเนินการในนามของรัฐบาลได้ โดยที่ไม่ต้องนำกลับมาให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้ง หากว่าเงื่อนไขการตกลงซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่เคยเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ไว้

ด้วยเหตุที่ปรากฎเช่นนี้ ด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบพบเช่นนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ มิได้เป็นรัฐบาลที่มีมารยาทในการทำงาน และซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ มีหลักธรรมาภิบาล ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามที่อวดอ้างไว้แต่อย่างใด อีกทั้งยังทำให้เห็นว่าการจัดซื้อเครื่องบิน กริพเพน 6 ลำนี้ มีเงื่อนงำชวนให้สงสัยว่าเหตุจึงต้องรีบเร่งรวดรัดตัดตอนตั้งแต่การเสนอซื้อจนถึงอนุมัติใช้เวลาพิจารณาไม่ถึงสิบวันเท่านั้น ทั้งๆ ที่ต้องเป็นภาระแก่งบประมาณมากถึง 19,000,000,000 บาท และผูกพันไปอีก 4 ปีข้างหน้า และหลังการอนุมัติของรัฐบาลรักษาการ ก็ใช้เวลาเพียง 30 วัน ก็สามารถลงนามข้อตกลงจัดซื้อได้ทันที เป็นการดำเนินการอย่างร่งด่วน เหมือนกับกลัวว่าจะถูกระงับเพราะตรวจสอบพบว่าไม่โปร่งใส

อย่างที่ผมบอกไว้แต่ต้นว่า ผมไม่รู้ว่าการจัดซื้อครั้งนี้คุ้มค่ากับเงิน 19,000,000,000 บาทที่เสียไปหรือไม่ แต่ผมกล้าฟันธงว่าการดำเนินการของกองทัพอากาศ และ รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ มีข้อพิรุธ น่าสงสัย มีเงื่อนงำชวนให้ค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ และติดตามหาคอมมิชชั่นที่ตกหล่นแถวทุ่งดอนเมือง จนเป็นเหตุให้เกิดปรากฎการณ์ใบปลิวโจมตีพล.อ.อ.ชลิต หลังการจัดซื้อสิ้นสุดลง เพราะแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว

เรื่องราวแบบนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรจะต้องให้ความสนใจและติดตามตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน ฝูงนี้ ว่า “ได้คุ้มเสีย” หรือไม่ หากว่ารัฐบาลนี้ ต้องการสร้างชื่อให้ประชาชนได้ประจักษ์ ว่า เป็นรัฐบาลที่จะต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้ง ป้องกัน และ กำจัด ทั้งในส่วนของรัฐบาลเอง และส่วนราชการทุกหน่วย ที่ตกเป็นเป้าของสายตาประชาชน

ผมไม่รู้ว่าการจัดซื้อเครื่องบินฝูงนี้ด้วยเงิน 19,000,000,000 บาท คุ้มค่าหรือไม่

แต่ผมเชื่อว่าการใช้เหตุจากเครื่องบินฝูงนี้กำจัดเหลือบประเทศไทย และเหลือบกองทัพ ที่ชื่อว่า คมช. เป็นการกระทำที่คุ้มค่า และสมควรแก่การกระทำอย่างยิ่ง

อ่านรายละเอียด บันทึกลับมาก

ประดาบ

จาก hi-thaksin

กัลยาณมิตร ณ สพรั่ง

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ตอบคำถามนักข่าวทิ้งท้ายก่อนลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ว่าทราบดีว่ามีการนำชื่อ “สพรั่ง กัลยาณมิตร” ไปแอบอ้าง รีดไถ หาประโยชน์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย และรู้สึก เสียใจที่คนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น คือเพื่อนสนิทของตนเอง

เป็นครั้งแรกที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ยอมรับว่ามีบุคคลเข้าไปแสวงหาประโยชน์จาก ทอท. โดยมิชอบ

เป็นครั้งแรกที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ยอมรับว่าบุคคลที่เข้าไปหาประโยชน์จาก ทอท. เป็นเพื่อนสนิทของตนเอง

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารของทอท. ในยุคที่มี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณ มิตร เป็นประธานบอร์ด ได้ยินเรื่องราวแบบนี้ หากแต่ได้ยินมาตลอดนับแต่สัปดาห์แรกที่ ประ ธานบอร์ด ทอท. ชื่อ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ชี้เบาะแสให้ พล.อ.สพรั่ง เรื่อยมาว่ามีการหาประโยชน์โดยมิชอบ เรียกคู่สัญญา คู่ค้าของ ทอท. มารีดไถ ตบทรัพย์ รับกันไปคนละหลายล้านบาท โดยเฉพาะเพื่อนสนิทคนหนึ่งของพล.อ.สพรั่ง จัดเป็นทหารน้ำมือหนัก ตบแต่ละครั้ง ตวาดแต่ละที เรียกหาไม่น้อยกว่าร้อยล้านบาท

แต่ทว่า ใขณะมีอำนาจ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็เมาอำนาจ จนหูอื้อ ตาลาย ฟังคำเตือนของใครก็ไม่รู้เรื่อง มองเห็นคนทั้งโลกเป็นคนชั่วร้าย และโง่เขลาทั้งหมด ยกเว้นเพื่อนของตน และลิ่วล้อบริวารที่เดินล้อมหน้าล้อมหลัง มีความสุขอยู่กับคำเรียกขาน “ท่านครับ” “ท่านขา” หาได้ตระหนักถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นห่วงแต่เพื่อนรัก และบริวารจะไม่อิ่มท้อง ไม่สมบูรณ์พูนสุข จึงแต่งตั้งเข้าไปรับตำแหน่งแสวงหาประโยชน์ในทอท. อย่างไม่บันยะบันยัง

น่าเสียดายที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร มาเปิดเผยเรื่องเพื่อนสนิทแอบอ้างชื่อไปหาประ โยชน์ ในทอท. ทั้งรีดไถ ตบทรัพย์ และข่มขู่ จนนำมาสู่ผลประกอบการที่เจ๊งไม่เป็นท่าของ ทอท. ในวันที่ยื่นใบลาออกจากประธานบอร์ด ทอท. และไม่คิดที่จะลากคอคนผิด ทั้งๆที่รู้ตัวแล้วว่าเป็นใครมาลงโทษ มารับผิด มาชดใช้ให้แก่ ทอท.

พฤติกรรมของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก็ยังคงเห็นแก่ตัว เห็นแก่เพื่อนสนิท มากกว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และ ทอท.

พฤติกรรมในอดีตที่ผ่านมาของพล.อ.สพรั่ง ทำให้เชื่อไม่ได้ว่าสิ่งที่พล.อ.สพรั่ง พูดออกมาเรื่องเพื่อนสนิท แอบอ้างชื่อไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบในทอท. เป็นเรื่องจริง อาจจะเป็นเรื่องที่พล.อ.สพรั่ง โกหกขึ้นมา แต่งเรื่องขึ้นมา เพื่อเอาตัวรอดคนเดียว เพื่อโยนบาปให้เพื่อนสนิท เพื่อให้สังคมอภัยให้ตนเอง แล้วติดตามเอาผิดกับเพื่อนสนิท พร้อมทั้งบริวารลิ่วล้อ โดยที่ตนไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย

เชื่อได้หรือไม่ว่าพล.อ.สพรั่ง ไม่รู้เรื่องว่าเพื่อนสนิท นำชื่อไปแอบอ้างหาประโยชน์จากคู่ค้าของทอท. ในเมื่อ พล.อ.สพรั่ง เป็นผู้แต่งตั้งเพื่อนสนิท เข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษาของตนเอง ทั้งในทอท. และ ทีโอที สองรัฐวิสาหกิจใหญ่ ที่พล.อ.สพรั่ง เป็นประธาน และใช้เวลาเพียง 1 ปี ล้างผลาญผลกำไรของ ทอท. และ ทีโอที แบบย่อยยับไปกับตา จากที่เคยกำไรหนึ่งหมื่นล้านบาท เหลือเพียงหนึ่งพันล้านบาท

เชื่อได้หรือไม่ว่า พล.อ.สพรั่ง ไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำของเพื่อนสนิท ในขณะที่สื่อมวลชน และคู่ค้าของ ทอท. ทั้งรู้ทั้งเห็นพฤติกรรมของเพื่อนสนิท เป็นอย่างดี และได้ชี้ให้เห็นแล้ว เพื่อนสนิทคนนั้น ไม่ใช่ทหารเรือ แต่เป็นทหารเหลือบ แต่ พล.อ.สพรั่ง ก็ไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด กลับปกป้องเพื่อนสนิทและลิ่วล้อบริวารทั้งกลุ่มยกแก๊งค์ และยังใช้เพื่อนสนิท ไปทำงานสำคัญอีกหลายชิ้นหลายวาระในเวลาต่อมา

เชื่อได้หรือไม่ว่า พล.อ.สพรั่ง ไม่ได้มีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่เพื่อนสนิท แสวงหามาได้ เพราะแม้แต่บริวารลิ่วล้อของเพื่อนสนิทยังอิ่มหมีพีมัน ปากเปรอะ พุงปลิ้นกันทั่วหน้า แล้วหัวหน้าใหญ่อย่าง พล.อ.สพรั่ง จะไม่ได้รับส่วนแบ่งอันใดเลย ทั้งๆ ที่เป็นผู้เปิดทางให้เพื่อนสนิทและลิ่วล้อบริวารทุกคน เข้าก่อกรรมทำเข็ญกับคู่ค้าของทอท. จนกระทั่งขาเก่าต้องเลิกรา ขาใหม่ไม่กล้าเข้าใกล้

เชื่อได้หรือไม่ว่า พล.อ.สพรั่ง จะไม่โยนบาปให้เพื่อนสนิท เมื่อทั้งสองคนต้องพ้นจากวงอำนาจอย่างไม่ทันตั้งตัว และเกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ที่แสวงหามาได้ จนกระทั่งเกิดอาการ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” ขึ้น กับเพื่อนสนิทคู่หนึ่งที่คบหากันมาตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 7 นับเนื่องถึงปัจจุบันก็ เกือบ 40 ปี แต่ก็อย่างว่า เงินทองไม่เข้าใครออกใคร เพื่อนรักก็ยังหักเหลี่ยมโหดได้ เมื่อขัดแย้งกันเรื่องเงินๆ ทองๆ

ผมอยากจะเชื่อคำพูดของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการรีดไถ ตบทรัพย์ แสวงหาประโยชน์ในทอท. ที่เกิดขึ้นใต้เก้าอี้ประธานบอร์ด ทอท. ของตนเอง หากว่า พล.อ.สพรั่ง จะแสดงความเป็นชายชาติทหารที่มีความรักประเทศชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ด้วยการนำตัวคนกระทำความผิดมาลงโทษ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่นอีกต่อไป ในเรื่องการแอบอ้างชื่อ “สพรั่ง กัลยาณมิตร” ไปแสวงหาประโยชน์

หาก พล.อ.สพรั่ง รักประเทศชาติ จริงดังปากว่า และ เกลียดคนที่มีพฤติกรรมทุจริตคอรัปชั่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น จริงดังคำคุยโอ่ ตลอดจนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าส่วนตนและพวกพ้อง จริง ดังที่อวดอ้าง ก็ต้องช่วยเหลือทางราชการนำตัวเพื่อนสนิทคนที่กล่าวถึง มาดำเนินคดี มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ปกปิด ปกป้องเพื่อนสนิทคนดังกล่าว แม้แต่ชื่อยังไม่กล้าเอ่ยให้ประชาชนทราบ เพื่อจะได้ระมัดระวังตัว ไม่เข้าไปเฉียดใกล้

ดังนั้น ตราบใดที่พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ยังไม่ลากตัว เพื่อนสนิท มาแฉประจานให้สังคมได้รับรู้พฤติกรรมชั่วร้าย และลงโทษตามกฎหมาย ผมก้ไม่อาจเชื่อได้ว่า พล.อ.สพรั่ง พูดเรื่องจริง และเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากผมจะอุตริคิดว่า พล.อ.สพรั่ง โยนบาปใส่เพื่อนสนิท เพื่อเอาตัวรอดคนเดียว เพราะรู้ว่าหนีไม่พ้นการกระทำความผิดของเพื่อนสนิทและลิ่วล้อบริวาร ที่ตนเองแต่งตั้งเข้ามามีตำแหน่งแสวงหาประโยชน์จากทอท. โดยมิชอบ

กระทั่งไม่แน่ใจว่า ระหว่างเพื่อนสนิทคนนั้น กับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ใครแอบอ้างใครเพื่อหาประโยชน์ และ ใครแอบอ้างใคร เพื่อเอาตัวรอด กันแน่

ใครรู้ว่าเพื่อนสนิทของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ชื่ออะไร ช่วยบอกผมด้วยเถิด

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Thursday, February 14, 2008

อนุฯ กกต. มีมติให้ใบแดง 'ยงยุทธ'

คณะอนุ กก.สอบทุจริตเลือกตั้งเชียงรายมีมติให้ใบแดง"นายยงยุทธ ติยะไพรัช" หลังพยานยืนยันทำผิดจริง นอกจากนี้กกต.มีมติ ให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 2 จ.เพชรบูรณ์

กกต.มีมติ ให้เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 2 จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายเอี่ยม ทองใจสด นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ และนายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธุ์ ซึ่งทั้งหมดสังกัดพรรคพลังประชาชน

นายสุวิทย์ ธีรพงศ์ ประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน คดีทุจริตจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า คณะกรรมการได้มีความเห็นสรุปความเห็นเสนอต่อ กกต.แล้วในกรณีที่มีการกล่าวหาว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่มที่1 พรรคพลังประชาชนกระทำผิดกม. เลือกตั้ง โดยดูจากการสอบพยานไม่ได้ให้การผิดไปจากที่เคยให้การไว้กับชุดสืบสวนสอบสวนของสันติบาล ดังนั้นจึงได้เสนอข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นประกอบข้อกฎหมายเลือกตั้ง ม. 53 (2) และมาตรา 57 ให้ กกต.แล้ว จึงถือว่าหน้าที่ของคณะกรรมการยุติแล้ว

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ไปแล้ว หาก กกต.มีความเห็นยืนว่ายงยุทธ์มีความผิดจริง ตามที่กรรมการชุดนายสุวิทย์ มีความเห็นก็ต้องเสนอต่อศาลฎีกา ให้พิจารณา โดยเมื่อศาลฏีการมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้วนายยงยุทธ ติยะไพรัช จะต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ในทันทีจนกว่าศาลจะมี่คำสั่งยกคำร้อง แต่ทั้งนี้หากศาลมีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช นายยงยุทธ์ ซึ่งมีตำแหน่งรอง หน.พรรคพลังประชาชนในขณะที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น กกต.ก็จะมาพิจารณาในเรื่องของการเสนอยุบพรรคพลังประชาชน

ทั้งนี้นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนสำนวนร้องคัดค้านการทุจริตนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ภายหลังที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานจำนวน 6 คน ซึ่งเป็นพยานทั้งฝ่ายผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ จากการที่ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อสืบสวนและสอบสวนข้อมูลเพิ่มเติม พบว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านบางคน จากจำนวน 10 คน ยังคงยืนยันตามการให้ปากคำกับคณะอนุกรรมการสอบสวนของตำรวจสันติบาลไปก่อนหน้านี่ ดังนั้น ตรงจุดนี้ คณะอนุกรรมการฯ จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ทั้งนี้ ขบวนการสอบสวนสำนวนทั้งหมด คณะอนุกรรมการฯ ได้นำสำนวนเดิมของกกต.มาใช้เป็นฐานข้อมูลในการสืบสวนและสอบสวน

นายสุวิทย์ กล่าวว่า วันที่ 14 ก.พ.นี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้นำเสนอสำนวนดังกล่าวให้กกต.รับทราบ โดยเป็นการสรุปรายละเอียดทั้งหมด ประกอบกับข้อกฎหมาย มาตรา 53 และ 57 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. ทั้งนี้ กระบวนการเสนอสำนวนคงยังอยู่ระหว่างกระบวนการทางธุรกาตของกกต. โดยคาดว่าวันที่ 18 หรือ 19 ก.พ.นี้ เจ้าหน้าที่กกต.จะส่งสำนวนถึงมือกกต. เพื่อให้นำไปพิจารณาต่อไป