WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 15, 2008

"ยงยุทธ" ตอบโต้มือดีปล่อยข่าวโดนใบแดงกดดัน กกต.

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ออกแถลงการณ์โต้มือดีฉวยโอกาสปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมกดดันกกต.ตัดสินอีกด้านจะตกเป็นจําเลยสังคม

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) อ่านแถลงการณ์ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังมีกระแสข่าวว่าจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ใบแดง โดยระบุว่ามีกลุ่มผู้บงการหวังออกมากดดันการทำงานของ กกต. เพื่อให้ผลการตัดสินออกมาตามทิศทางที่ต้องการ อันจะนำไปสู่การยุบพรรค พปช. ซึ่งคดีดังกล่าวมีการวางแผนจัดฉากมาตั้งแต่แรก
"มีผู้บงการ หวังจะกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้สังคมเห็นว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ มีมติให้ใบแดงแล้ว หาก กกต.พิจารณาในทางที่เป็นคุณ(ต่อนายยงยุทธ) กกต.ชุดนี้ก็จะต้องเป็นจำเลยต่อสังคม" พ.ต.ท.กานต์ กล่าว
พ.ต.ท.กานต์ ยังชี้แจงเหตุที่นายยงยุทธออกแถลงการณ์แทนการแถลงข่าวด้วยตัวเองว่า นายยงยุทธไม่ต้องการให้สังคมเข้าใจผิดว่าออกมากดดันการทำงานของ กกต. แต่ยืนยันว่านายยงยุทธยังให้ความมั่นใจว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม
พร้อมเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคำร้องทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธได้พิจารณาหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของวีซีดีที่ถูกอ้างว่าได้บันทึกภาพการกระทำที่ทุจริตเลือกตั้ง ตลอดจนพิจารณาถึงความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนชุด พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ระบุว่า กรณีมีการปล่อยข่าวว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ สรุปผลสอบออกมาแล้วว่าจะให้ใบแดงแก่นายยงยุทธหลังจากมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงการกระทำทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. ซึ่ง กกต.เตรียมจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข่าวดังกล่าว

รัฐมนตรี มีสิทธิ์ไหมครับ

ลำพังสถานการณ์ภายนอกที่ต้องเจออยู่กับสภาพการเมืองยุคหลังรัฐประหาร ก็ยากเข็นเต็มทีอยู่แล้วกับการจะนำพารัฐนาวาที่ถูกดูดจมดิ่งในทะเลเผด็จการ กลับขึ้นมาสู่สังคมโลกประชาธิปไตย แต่กลับมามีความปั่นป่วนจากภายใน ที่เกิดขึ้นเพราะกิเลสและความไม่รู้จักพอของคนภายในด้วยแล้ว ผมได้แต่เห็นใจนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ไม่ว่าจะเป็นเซียนการเมืองระดับใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่ำชองกลการเมืองขนาดไหน หากมาเจอความโลภของมนุษย์ ก็มีอันต้องปวดหัวทุกคนไป

เพียงแค่สัปดาห์เดียวของการเป็นนายกรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องเรียกหายา ทัมใจ มากิน เมื่อได้เห็นชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขารัฐมนตรี ที่ส่งมาถึงมือ พร้อมกับคำวิพากษ์ของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วไปในสังคมว่า "รับไม่ได้" กับรายชื่อที่ปรากฏออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์

จะจริงจะเท็จ ยังไม่อาจทราบได้ว่าชื่อคนเหล่านั้นจะได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือไม่ แต่ที่จริงแน่ๆ ไม่มีเท็จก็คือ หลายรายชื่อหรือเกินกว่าครึ่ง เป็นรายชื่อที่ประชาชนร้อง "ยี้" ทั้งยี้เพราะรับพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ และยี้เพราะไม่เชื่อว่าจะทำประโยชน์อะไรให้แก่ประชาชนได้ นอกจากทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นเครื่องฟอกตัวของลูกนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเป็นคนเลวในสายตาของประชาชนให้เป็นคนดีขึ้นมาแบบเฉียบพลัน ตามติดด้วยการขอโอกาสให้เห็นใจกันบ้าง โดยยกองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง

แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาประชาชน ลูกนักการเมืองจำพวกนั้น เป็นมารโดยกำเนิดและชาติพันธุ์ จึงไม่รู้จักองคุลิมาล และไม่มีวันที่จะเป็นองคุลิมาลได้ การทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้อำนาจของพ่อแม่รังแกประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และจบลงด้วยการขอโอกาสจากประชาชน ด้วยอาการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ว่าสำนึกผิดแล้วไม่รู้กี่หนกี่ครั้ง เป็นการยืนยันได้ดีว่าลูกนักการเมืองบางคนไม่อาจจะเป็นองคุลิมาลได้ เป็นได้เพียงแค่มาร

คนไทยมีภาษิตที่สอนมาดี และเห็นภาพชัด คือ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นรางวัลปลอบใจ ส.ส. สอบตก เพราะประชาชนไม่ลงคะแนนให้ เป็นการปูนบำเหน็จเกียรติยศ หน้าที่การงาน และเงินเดือน ตลอดจนช่องทางทำมาหากินให้แก่พวกพ้อง โดยไม่พิจารณาว่าแต่ละคน แต่ละชื่อที่เสนอกันเข้ามา มีคุณงามความดี คุณสมบัติ และความสามารถมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่กับการทำหน้าที่ตามที่อยากได้อยากมีตำแหน่ง

ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียดหน้ากระดาษสำหรับลูกนักการเมืองบางคน และเป็นขยะรกหน้ากระดาษสำหรับชื่อ ส.ส. สอบตกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่กับตำแหน่งที่อยากนำมาต่อท้ายชื่อ และเห็นว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่เครื่องสนองความต้องการ บำบัดความใคร่ทางอำนาจของตนเองเท่านั้น

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความหมาย มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารงานราชการแผ่นดินระดับสูงสุดของประเทศ ที่จะต้องรับฟังความคิด ความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารและการตัดสินใจ จากที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา และจำเป็นต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญการทำงาน ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และการประสานงานที่ดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จากเลขานุการรัฐมนตรี ที่ทำงานเข้ามือเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดี
ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นที่ปรึกษา เป็นเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะปฏิเสธบุคคลบางคนบางกลุ่ม ที่จะเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ยังคาดเดาไม่ได้ มองภาพไม่ออกว่าการทำงานของตนกับที่ปรึกษา กับเลขานุการจะออกมาในรูปแบบใด เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการ

แต่ขณะนี้ เท่าที่ได้ยินได้ฟังจากรัฐมนตรีหลายคนหลายท่าน ต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือ รอดูว่าจะมี
"มือที่มองไม่เห็น" จับใคร ชื่ออะไร ยัดเยียดมาให้ตัวเองบ้าง

เท่านั้นไม่พอ รัฐมนตรีหลายคนกำลังคิดหาทางออกให้กับตนเอง ว่าจะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาและเลขานุการที่ไม่อยากได้กันอย่างไร หรือจะทำงานอย่างให้ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมน้อยที่สุด

รัฐมนตรีหลายคนอึดอัดเต็มทีกับอาการ "ผีจับยัด" โดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคนมาทำงานด้วยตนเอง

เพียงเพราะเหตุผลทางการเมืองภายในพรรค ว่าจะต้องตอบแทนและจัดสรรปันตำแหน่งที่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชน ให้แก่นักการเมืองทุกคนของพรรคอย่างถ้วนหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าคนที่ได้ตำแหน่งไปจะไปทำงานให้แก่ประชาชนได้หรือไม่ จะเข้าไปขัดหรือแย้ง หรือทำตามนโยบายรัฐมนตรี หรือไปตั้งกลุ่ม ตั้งก๊ก แบ่งกันหาแบ่งกันกิน โดยไม่สนใจสายตาประชาชนกันอีกแล้ว

ผมติดตามการทำงานการเมืองของ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่เคยได้ยินสักครั้งที่จะเห็นนักการเมืองอาวุโสที่เชี่ยวชาญเกมการเมืองท่านนี้ จะต้องร้องหายาทัมใจเช่นในวันนี้ แม้กระทั่งวันที่โดน นายชวน หลีกภัย ปล้นลูกพรรคประชากรไทย ก็ยังไม่ปวดหัวขนาดนี้ แสดงว่ารายชื่อที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี ที่ส่งไปถึงมือนายกรัฐมนตรี จะต้องมียี้มากกว่าเยี่ยม อยู่มากมายหลายชื่อ

จึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ นายสมัคร สุนทรเวช ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ไม่นำรายชื่อทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารับรอง และนำกลับไปพิจารณาทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่

ผมเชื่อว่าถึงนาทีนี้ กระแสสังคมได้ตอบแล้ว ชื่อไหนรับได้ ชื่อไหนรับไม่ได้ หากรัฐบาลยังดันทุรังไม่ฟังประชาชน จะทำตามใจตัวเอง ไม่ฟังเสียงประชาชน ก็นับวันเวลาถอยหลังได้เลย

รัฐบาลนี้มีจุดแข็งเพียงจุดเดียว คือ ประชาชนเอา หากวันใดประชาชนไม่เอา ก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว

ไม่ต้องคิดหันหน้าไปหาสื่อที่รอขย้ำ ทหารที่รอเชือด และระบบราชการที่สวามิภักดิ์กับอำมาตยาธิปไตย ไม่มีวันถอนตัว

หนทางที่ นายสมัคร สุนทรเวช ควรจะทำต่อกรณีที่ปรึกษา และรัฐมนตรี ก็คือ เปิดให้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ที่จะเลือกคนมาทำงานด้วย เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสและมีสิทธิ์เลือกคนมาทำงาน ในฐานะเลขานุการนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

อกเราเป็นฉันใด อกเขาก็เป็นฉันนั้น

"รัฐมนตรีมีสิทธิ์ไหมครับ"

‘นายกอ'

/////////////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์...

ฉบับประจำวันที่ 15/02/2551

จาก hi-thaksin

อย่าแยกแผ่นดิน

"ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้"
ยังไม่เคยมีสักรัฐธรรมนูญของประเทศไทย...ที่ความในมาตรา 1 ดังว่าไม่ถูกบัญญัติไว้
และก็จะไม่มีรัฐสภาใดๆ กล้าคิดกล้าทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากบทบัญญัตินี้
รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน ใช้ชื่อพรรคว่าพลังประชาชน
แต่พรรคไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกประชาชนคนไทยออกจากกัน
ด้วยคำว่า...เขตปกครองพิ เศษ
พรรคพลังประชาชน...เป็นพรรคที่กลายร่างมาจากพรรคไทยรักไทย...
ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้า...
และเมื่อรัฐบาลถูกปฏิวัติ...1 ในคำกล่าวหาสำคัญนั้น...พาดพิงไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในคำกล่าวหาดังกล่าว...
แต่หาก...พรรคพลังประชาชน จะแบ่งแยกประชาชนออกเป็นเขตปกครองที่แตกต่างกันพรรคจะทำให้คำกล่าวหานั้น
เป็นความจริง
อีกไม่นาน...เราจะมีเขตปกครองพิเศษ9 จังหวัดภาคอีสาน...เขตปกครองพิเศษอีสานตอนล่าง
เขตปกครองพิเศษประเทศไทยกับชนส่วนน้อยภาคตะวันตก ฯลฯ
เราเชื่อว่า....เจตนาที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐบาลนั้น...
เป็นเจตนาดี...แต่การมุ่งมองหวังแก้ปัญหาในจุดเดียว แต่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น
จะก่อให้เกิดปัญหา มหึมาในวันข้างหน้า...
เพราะว่า...เขตปกครองพิเศษ....ก็คือ มีผู้ปกครองพิเศษ...มีประชาชนพิเศษ...
เป็นความพิเศษของประชาชนที่จับอาวุธขึ้นมา ต่อต้านและทำสงครามกับรัฐ
เราเชื่อว่า...หากความพยายามในเรื่องนี้ยังปรากฏต่อไป จนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นกฎหมายเข้าไปสู่สภา
รัฐบาลนี้...และรัฐสภาแห่งนี้...จะถูกหยุดยั้งด้วยการรัฐประหาร....เพราะจะไม่มีคนรักชาติ รักแผ่นดินคนใด...
ยอมให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...
เขตปกครองพิเศษ...ในประเทศต่างๆนั้น....เขาพิเศษกันเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจไม่ใช่การปกครอง
คอมมิวนิสต์มีเขตปกครองพิเศษเพื่อติดต่อกับโลกเสรี...
เมื่ออังกฤษคืนฮ่องกงให้กับจีน..จีนให้ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ...
เพราะมันพิเศษมาก่อนหน้า
ด้วยความเคารพต่อเจตนาดี ของ...ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง


● พญาไม้ ●

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์ ...จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ประจำวันที่ 14/02/2551

จาก hi-thaksin

ยงยุทธร้องขอกกต.เป็นกลาง จี้ตรวจสอบ 'ชัยยะ-วีซีดี' [15 ก.พ. 51 - 15:30]

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงวันนี้ (15 ก.พ.) ที่รัฐสภา ในคดีที่ นายยงยุทธ อดีต ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง โดยอ่านแถลงการณ์ของ นายยงยุทธ ระบุว่า มีความพยายามปล่อยข่าวผ่านสื่อมวลชน อ้างแหล่งข่าวคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธาน เห็นว่าเป็นความตั้งใจกดดันการทำงานของ กกต.กลาง หากในที่สุด กกต.กลาง มีคำวินิจฉัยตรงกันข้ามกับอนุกรรมการ กกต. ที่ออกมา ก็จะถูกกดดัน

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า การร้องเรียนคดีทุจริตที่ จ.เชียงราย เป็นการจัดฉาก พรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้มีการพิจารณาหาทางออก หากเรื่องดังกล่าวมีข้อสรุปจาก กกต. และเสนอไปยังศาลฎีกาที่อาจมีผลต้องระงับการทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของ นายยงยุทธ เพราะยังเชื่อในคุณธรรมของ กกต. ขณะเดียวกันเรียกร้องให้อนุกรรมการ กกต. และ กกต. พิจารณา 2 ประเด็น ตามที่ นายยงยุทธ เคยเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ ความเป็นกลางของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้ทำสำนวนคดีดังกล่าว รวมถึงวีซีดี ที่อ้างเป็นหลักฐานการทุจริต


ด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยอมรับว่า การที่ กกต.เตรียมให้ใบแดง นายยงยุทธ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคพลังประชาชน


ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เห็นว่ายังเหลืออีกหลายขั้นตอน กว่าจะตัดสินยุบพรรค จึงไม่หวั่นไหวว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบในการยุบพรรคพลังประชาชน


"ผมเห็นว่าคนที่ออกมาให้ความเห็นไม่เข้าใจกระบวนการ เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้โดยง่าย แต่หากยุบจริง ผมจะให้ตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคทักษิณ" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวเรื่องเดียวกันว่า คณะอนุกรรมการ กกต. จะส่งสำนวนดังกล่าวมายัง กกต.ได้ภายในวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. และจำนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. เป็นวาระเร่งด่วน คาดว่าได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า โดยจะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนนำไปสู่ประเด็นการยุบพรรค อย่างไรก็ตาม กกต.ไม่จำเป็นต้องเรียกบุคคลใดมาชี้แจงเพิ่มเติม ส่วนประเด็นสำนวนการสอบสวนรั่ว ไม่ถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. เพราะ กกต.ต้องพิจารณาไปตามสำนวนที่มีอยู่


เพื่อนรักจอมไถ

ถ้าเป็นประเทศอังกฤษ คงมีการเปิดโต๊ะรับแทงแล้วว่า “ความรัก” ที่ “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” มีต่อ “เสนาะ เทียนทอง” กับความรักที่ คมช.ทั้งคณะมีให้ “บิ๊กจิ๋ว” ความรักของฝ่ายไหนจะมากกว่ากันถ้าประชัยฟังคำเตือนของเสนาะ ถ้าคมช.ฟังคำเตือนของพี่จิ๋วก็คงไม่เจ็บในวันที่ประชัย สลัดรัก”ป๋าเหนาะ” ถลาเข้าสู่อ้อมกอดของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นั้น ป๋าได้พูดกับนักข่าวฝากไปถึงประชัยว่า คืออนุบาลการเมือง และขอให้จำคำของป๋าเอาไว้ “จะเสียใจที่สุด”“พี่จิ๋ว”พูดเตือนน้องคมช.ว่าอย่าส่งนายทหารใหญ่เข้าไปกินรัฐวิสาหกิจ หรืออย่าส่งเข้าไปเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เหมือนคณะปฏิวัติในอดีต เพราะทหารไม่รู้เรื่องการบริหาร

วันนี้คำเตือนของพี่และป๋าเป็นจริงแล้ว“ประชัย เลี่ยวไพรัตน์”ยอมรับต่อนห้านักข่าวแล้วว่าตัวเองคืออนุบาลการเมือง แต่ประเด็น จะเจ็บที่สุด ประชัยยังไม่ได้พูด จึงยังไม่รู้ว่าเจ็บที่สุดหรือไม่ส่วนนายทหารใหญ่แห่งคมช.ผู้มีชื่อว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ลั่นคำออกมาแล้วเมื่อตอนเช้าวันที่ 14ก.พ.51 วันวาเลนไทน์ และเป็นวันที่ใบลาออกจากการตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท.มีผล

“ผมอาจจะลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด ทีโอที ซึ่งอาจจะเป็นเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่อง การลาออกต้องเป็นการลงอย่างสง่างาม และที่ผ่านมามีผู้แอบอ้างชื่อของผมไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ เช่น กรณีกลุ่มคิงพาวเวอร์ และในโครงการโทรศัพท์มือถือสามจี โดยเฉพาะผู้ที่ทำก็คือ เพื่อนสนิทของผม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียใจมากที่สุด แต่ผมก็ยังไม่ถอดใจเนื่องจากการปกป้องประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ขอให้สื่อมวลชนติดตามข่าวอย่างละเอียดและลึกซึ้งให้มากขึ้น ก็จะทราบความจริงเรื่องต่างๆ”คือ คำกล่าวของพล.อ.สพรั่ง เมื่อตอนเช้าวันวาเลนไทน์

ในการแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งประธาน พร้อมกับการลาออกของบอร์ดคนอื่นๆยกชุด ต่อหน้าสื่อมวลชนที่สำนักงานใหญ่ ทอท.ดอนเมือง เมื่อบ่ายวันที่ 13กพ พล.อ.สะพร่งกล่าวว่า“ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธาน ทอท. แล้ว จะมีผลทันทีในวันที่ 14 ก.พ. ผมส่วนกรรมการคนอื่นๆก็แล้วแต่ละคน ผมลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลคนอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน และเพื่อให้การทำงานของบริษัทขับเคลื่อนไปได้ ส่วนที่ไม่ประกาศลาออกก่อนหน้านี้เป็นเพราะ ต้องการสะสางงานบางอย่างและรอจังหวะที่เหมาะสม หากทำอะไรรีบร้อนเหมือนจะ

ลนลาน เหมือนกับขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ผมไม่ทำ การจะลาออกต้องเป็นจังหวะที่เหมาะ แล้วก็ทำให้องค์กรนั้นเดินไปได้ด้วย แต่สำหรับบอร์ดอื่นๆนั้นแม้จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ไม่ได้เป็นปัญหาทางการเมืองรุนแรงเหมือนกับ 2 บอร์ดที่ผมเป็น ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และพอใจในผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน บอร์ด ทอท.ได้ลาออกยกชุด ประกอบด้วยพล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย

จำกัด (มหาชน) นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการอาวุโส นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เสนาธิการทหารอากาศฝ่ายยุทธการ กองบัญชาการกอง

ทัพอากาศ นายนนทพล นิ่มสมบุญ ประธานกรรมการ บริษัท เอเอ็มซี อินเตอร์เนชั่นแนล คอนซัลติ้ง จำกัด นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการ บริษัท วิศวกรที่ปรึกษาต่อตระกูล ยมนาค และคณะ จำกัด นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล โพรเจคแอดมินิสเตรชั่น จำกัด

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางดนุชา ยินดีพิธ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และ พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ส่วน นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล อดีตอธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ได้ลา

ออกไปก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 51)ก็เป็นอันว่า พล.อ.สพรั่ง จบชีวิตการเป็นประธานบอร์ด ทอท.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ประธานบอร์ด ทีโอที ยังไม่ออก ซึ่งตามข่าวบอกว่าจะออกเช้าวันที่ 14 ก.พ. แต่ยังไม่ออก และยังมีมือดีขอให้พล.อ.สพรั่งประชุมนัดส่งท้าย โดยเตรียมโครงการให้อนุมัติ 2 แฟ้มใหญ่ แต่พล.อ.สพรั่ง ไม่ยอมทำตาม สั่งเลื่อนประชุม

บอร์ดไม่มีกำหนด และยังไม่รู้แน่ว่าจะลาออกจากประธานบอร์ด ทีโอที วันไหน
คนไทยชอบเบื้องหลังเมื่อ พล.อ.สพรั่ง หลุดออกมาแล้วว่าเสียใจที่สุดที่เพื่อนสนิทไปรีดไถกิจการที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ทั้งกรณี คิงเพาเวอร์ ที่ประกอบกิจการดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ และกิจการใน ทีโอทีด้วยเสียงลือเสียงเล่าขาน กรณีเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง ไปไถที่นั่นที่กระหึ่มมานาน

แล้ว เพราะตัวบุคคลที่ประกอบกันนั้นมีประวัติและผลงานการไถที่โด่งดังมาก โดยเฉพาะ “นักข่าวผู้มีรายชื่อบนหนังหมา” แห่งวงการหนังสือพิมพ์รายวัน ทุกคนรู้ดีว่าในอดีตทำอะไรไว้บ้างเราไปเจาะมาไถตรงๆกับคิงเพาเวอร์ก็มีโดยมีคนคณะหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง นัดพบผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มคิงเพาเวอร์ พูดจาเป็นทำนองว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ในกรณีที่บอร์ด ทอท.มีมติ

ให้ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยหาว่าได้สัญญามาโดยมิชอบนั้น จะเคลียร์ให้ทางฝ่ายผู้บริหารระดับสูงของคิงเพาเวอร์ก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจะต้องไปเคลียร์เคลียร์ ในภาษาทางการเมืองการค้าหมายความว่า จ่ายเงินมา แล้วจะจบเรื่องแต่คิงเพาเวอร์ไม่จ่าย เรื่องก็เลยมีการเย่อกันหลายยกมาก กระทั่งมีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ขบวนการเพื่อนสนิท ของพล.อ.สพรั่ง ยังไปรับเงินจากพวกผู้ค้าของนำเข้าย่านสนามบินดอนเมือง เพื่อเดิมเกมจะเปิดสนามบินดอนเมือง รับสายการบินนานาชาติตามเดิม เพื่อที่จะได้ขายของได้และมีกรณีปั้นข่าว รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิร้าว เพื่อให้เกิดรายการเข้าไปซ่อมอย่างฉุกละหุกจะได้โมเมตัวเลขได้สะดวกสำหรับภาพของพล.อ.สพรั่ง ที่นำมาลงประกอบในวันนี้ เป็นรูปที่ขณะกำลังรุ่งเรืองสูงสุด ยามไปไหนมาไหนจะมีทหารในชุดพร้อมรบติดอาวุธเต็มอัตราศึกของ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษคมช.” ที่พล.อ.สพรั่ง บังคับบัญชาอยู่แต่ผู้เดียว12,000 นาย ให้การคุ้มกัน เหลียวซ้ายแลขวาอย่างที่เห็น เราเลือกรูปนี้เพื่อสื่อความหมายว่า พล.อ.สพรั่ง มีอดีตที่ยิ่งใหญ่และงดงามจริงๆ แต่ก็ต้องมาหมดสิ้นเพราะเพื่อนที่ตัวเองสนิทมาก“เพื่อนรักจอมไถ” คือใคร พล.อ.สพรั่ง ไม่ได้บอกชื่อแซ่ให้คนไทยรู้แต่ก็ยังดีอยู่หน่อย ที่กล้ารับสารภาพว่า…เสียใจมากที่สุด เพราะคนไถคือเพื่อนสนิทของตัวเอง


นายกฯแจงยกเครื่องช่อง11ชี้'เจิมศักดิ์'กล่าวหามั่วถูกถอดรายการ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่จะมีการปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ช่อง11ให้มีความทันสมัยเป็น'โมเดิร์น อีเลฟเว่น ' พร้อมทั้งโต้กลับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองที่กล่าวหามั่วกรณีถูกถอดรายการออกไป

(15 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ว่า ไม่ได้ต้องการให้สถานีโทรทัศน์มาสนับสนุนรัฐบาลเพราะอยู่มาได้เลือกตั้งผ่านมาไม่ต้องมีโทรทัศน์สักช่อง แค่อยากได้ข่าวตรงไปตรงมาเท่านั้น ความตั้งใจมีแค่นั้น ใครที่กระแนะกระแหนว่าต้องการจะมีทีวีเอาไว้สู้ไม่ใช่เลย เจตนาของตนตั้งใจว่า เมื่อช่องที่เขาเสนอข่าว ตรงไปตรงมา ถูกยึดเอาไปทำอย่างอื่น ตนไม่คิดจะไปตามรังควาญ คุณทำกันได้ตามสบาย และช่อง 11 เป็นช่องสาธารณะ มาตั้งแต่ต้น แต่ถูกเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นจนกลายเป็นสถานีรัฐบาลไป ไม่เป็นสาธารณะ
“ผมนี่แหละจะทำให้ ช่อง 11 ไม่เรียก สาธารณะ แข่งกับเขาจะให้เป็นสถานีโทรทัศน์ซึ่งเสนอข่าว ตรงไปตรงมา เสนอข่าวไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาล ไม่ต้องมาเชลียร์รัฐบาล ไม่ต้องการเลย พูดง่ายๆว่า จะปรับปรุงช่อง 11 ให้ทันสมัยโดยเอาคนที่มีฝีมือมาทำ และวิธีการคือว่า ช่อง 11 เขาใช้งบประมาณแต่เราไม่ต้องการใช้งบประมาณมากกว่าที่เขาเคยมี แต่เราจะมีวิธีการ และทำ ทำนองเดียวกับที่เขาจะทำทีวีสาธารณะ เราจะใช้ช่อง 11 ทำให้ทันสมัย แบบโมเดิร์นอีเลฟเว่น ไม่ต้องอิงหรือประจบประแจงรัฐบาล ตรงไปตรงมายิ่งชอบ ฉะนั้นขอให้เลิกวิจารณ์ เวลานี้กำลังดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจคือ ตั้งใจดีจริงๆที่จะพูดจาและทำความเข้าใจรักษาเวลานี้ตลอดไปฉะนั้นเรื่องที่ใครตั้งโปรแกรมอะไรไว้ให้มันเกินเหตุ กรุณายกเลิกโปรแกรมนั้นไปแต่ไม่ขอพูดรายละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงสื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสมัครกล่าวว่า โปรดสบายใจได้ไม่มีการแทรกแซงด้วยประการทั้งปวงและขอท้าทายให้พิสูจน์ด้วย ไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิด และไม่ต้องการแทรกแซงขอให้พิสูจน์ด้วยว่าแทรกแซงอย่างไร ช่วยบอกด้วย ถ้าไม่สบายใจขอให้สบายใจได้
เมื่อถามว่า การประพฤติปฏิบัติควบคุมสื่อของรัฐ รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายสมัครกล่าวว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกแล้วว่าต้องการให้สื่อตรงไปตรงมา แต่ก่อนก็ตะแคง ตะแคงใครก็ไม่ว่า ตะแคงเข้ารัฐบาลเราก็ไม่ชอบ ให้ตรงไปตรงมาเสนอข่าวทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะของรัฐคนอื่นก็ไม่เข้าไปยุ่งกับเขาด้วย
เมื่อถามว่า ทีวีช่องใหม่ที่จะเกิดขึ้นที่บอกว่า จะไม่เชียร์รัฐบาลเสนอข่าวตรงไปตรงมา แต่สังกัดอยู่กรมประชาสัมพันธ์ จะบอกได้อย่างไรว่าไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ นายสมัครกล่าวว่า ขอให้รอดูต่อไป ไม่เห็นเป็นปัญหาผิดกฎหมายหรอถ้าให้อิงรัฐบาล ถามจริงๆไม่ได้ถามเล่นๆ ผิดกฎหมายหรอ
เมื่อถามว่า ทำไมใช้ช่องที่สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ที่ควบคุมโดยรัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า รัฐบาลจะทำให้ทันสมัยไม่ได้เหรอ ห้ามเหรอ หรือไง ถ้าเป็นรัฐบาลต้องหลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาลตะบี้ตะบัน เมื่อถามว่า สิ่งที่กังวลต่อไปในอนาคตคือ เมื่อเป็นทีวีสังกัดในหน่วยงานรัฐจะหนีไม่พ้นภาพความเป็นการประชาสัมพันธ์รัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า แล้วถ้าไม่พีอาร์รัฐบาลจะเป็นอย่างไรมั๊ย เสนอข่าวกลางๆ เราอยากอย่างนั้น เป็นไงมั๊ย ผิดรัฐธรรมนูญมั๊ย
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลทำภาพลบช่อง 11 ก็สามารถที่จะนำเสนอได้ไหม นายสมัครกล่าวว่า แน่นอนก็ต้องการอย่างนั้น เมื่อถามว่า จะเอางบประมาณที่ไหน นายสมัครกล่าวว่า เวลาที่เขาสปอนเซอร์กันแบบไม่มีโฆษณามีไหมที่เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ และที่ช่อง 11 ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำอย่างเดียวกัน สนับสนุนใส่โลโก้อย่างเดียว เป็นไงมั๊ย ก็เลียนแบบอย่างนั้นเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ทำไมไม่เลือกปรับใช้ทีวีสาธารณะที่เพิ่งจะเกิดนายสมัคร กล่าวว่า “โอ๊ย ตนไม่กล้าหรอก ทีวีสาธารณะเขาสร้างองคาพยพไว้น่ากลัวจะตาย โอ้โห เปิดดูยังไม่กล้าเลย กลัว” เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐบาลสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่ดีได้ไม่ใช่หรือ นายสมัครกล่าวว่า เข้าไปปรับปรุงก็โดนด่าสิ เขาจะไปอย่างนั้นก็ให้เขาไป ก็ท้ากัน มาอวดกัน คุณก็ทำไปสิเราจะดู ไม่ได้ห้าม
เมื่อถามว่า เวลาในการปรับช่อง 11 ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ นายสมัครกล่าวว่า ไม่นานเร็วๆนี้ เมื่อถามว่า การที่จะนำช่อง 11 มาทำให้ทันสมัยอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หูย ไปพูดอย่างนี้ก็เสียหาย ไม่ใช่มืออาชีพมือเก่ง ส่วนจะมีใครบ้างจะบอกตรงนี้ได้อย่างไร ไปว่ากล่าวเขาหมด ให้เขาทำให้ดูก่อน
เมื่อถามว่า จะดึงอีดตพนักงานทีไอทีวีที่เจ๋งมาทำงานในช่อง 11 หรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ตนไม่ดึงเข้ามาหรอก แค่ให้นโยบายไป เมื่อถามว่า ที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวอธิบดีและบุคลากรบางคนรวมทั้งการตัดรายการบางรายการที่อยู่ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ นายสมัครกล่าวว่า พูดอย่างนี้ขึ้นต้นก็เสียหายแล้ว ให้เขาทำอะไรอย่างไรเสียก่อนค่อยมาถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มาจัดระเบียบสื่อและแทรกแซงการทำงานสื่อให้ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอย่างเป็นอิสระ นายสมัครย้อนถามว่า สื่อไหน ลองบอกสิ ผู้สื่อข่าวตอบว่าสื่อทุกแขนง นายสมัครกล่าวว่า ทุกแขนงจะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร สื่อของรัฐบอกแล้วว่าจะให้เป็นกลางๆ เท่านี้ก็พอเพียงแล้ว เมื่อถามว่าชัดเจนใช่ไหมว่าจะไม่เข้าไปจัดระเบียบ นายสมัคร กล่าวว่า จะให้ทำสัญญามั๊ย ความเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี มันพูดกันตอนนี้กันสมควรแก่เหตุ ตั้งใจจะทำดี แล้วก็บอกว่าเขียนมาก่อนก็ดียังไง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรณีถูกถอดออกจากผังรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ว่า คุณยืนยันว่า ใช้คำว่า ถูกถอดออกเหรอ ผู้สื่อข่าวตอบว่า นายเจิมศักดิ์ ออกมายืนยันเช่นนั้น นายสมัครกล่าวว่า แล้วเจ้าของบริษัท เขาบอกว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า นายเจิมศักดิ์บอกบริษัทแจ้งว่า ทางผู้ใหญ่ขอให้ปรับปรุงรายการในแบบสมานฉันท์ นายสมัครกล่าวว่า บริษัทฟาติมาบอกอย่างนี้หรอ ตนฟังเปล่าเลย ตนฟังมาเหมือนกัน ฟาติมาเขาบอกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่เขาพิจารณากันเอง
นายสมัครกล่าวท้าทายว่า คุณเอาหลักฐานมาสิว่ารัฐบาลคนไหน หน้าตาอย่างที่ยืนข้างหลังนี้หรือเปล่า (นายจักรภพ เพ็ญแข ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังนายกรัฐมนตรีขณะที่กล่าวถึงเรื่องนี้) คนไหนที่ไปสั่ง ตนจะถาม เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกันอย่างนี้เลยและก็มีข่าวออกมาก็เลยบอกนี่ บริษัทแถลงหน่อยสิ อธิบดีแถลงหน่อย แต่อธิบดีก็ยังไม่แถลง อธิบดีต้องแถลงว่าไปสั่งเขาหรือเปล่า มีโทรศัพท์มาหรือเปล่า ไอ้เบอร์อะไรที่ว่ามา อธิบดีต้องตอบคำถามนี้ เพื่อให้คนของเรา ได้รู้ว่าเราไม่ไปยุ่งแล้วกัน คือทำอย่างนี้ ผมว่าไม่ยุติธรรม เลิกรายการเสร็จแล้ว มาบอกว่าถูกถอดออก ปัดโธ่ ยุคนี้มันยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรหมแดน
“ผมถามว่าใคร ออกข่าว เอาตัวมาสิ เป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บอกรู้เบอร์โทรศัพท์ไปเอาเบอร์มาสิ เป็นยังไง พิสูจน์มาสิ ผมบอกให้ไปถอดที่องค์การโทรศัพท์มาด้วย” นายสมัคร กล่าว เมื่อถามว่าถึงเวลานี้อธิบดียังไม่ชี้แจง นายสมัครกล่าวว่า ทำไมอธิบดีไม่ออกมาลองไปถามดูสิ รู้จักมั๊ยอธิบดี ไปถามท่านหน่อยแล้วมาถามตน

'ประชัย'พร้อมลูกทีม12คนยื่นลาออกสมาชิกมฌ.

นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยสมาชิกพรรค รวมนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปกกต.เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค

นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ตัวเขาพร้อมด้วยสมาชิกพรรค และนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพราะเห็นว่าไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้

โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ ยังกล่าวถึงกลุ่มของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีการเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อลงมติในเรื่องต่างฯ เช่น การเข้าร่วมกับรัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามมติพรรค มักจะดำเนินการไปตามลำพัง เหมือนกับไม่ให้ความสำคัญ

"การลาออกของเราไม่ได้มองว่าแพ้หรือชนะหรือไม่ เรามองว่าเราไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับเขาได้ เพราะมีอุดมการณ์แตกต่างกันจนไม่สามารถเดินด้วยกันได้" นายณรงค์กล่าว

นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่ได้คุยกับนายประชัย ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่านายประชัย จะยังสู้ต่อไปในทางการเมือง เพราะยังห่วงบ้านเมืองอยู่

"นายประชัย เป็นคนซื่อและพูดตรงกับใจคิด ไม่มีเล่ห์อุบายใดๆ รวมทั้งไม่ใช่วิธีการสกปรก ย่อมรู้สึกเจ็บปวดธรรมดา แต่เป็นแปลกที่ยังสามารถทำอะไรได้ ส่วนจะออกมาในรูปแบบใดนั้นยังไม่ได้หารือกัน" โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ กล่าว

มท.1ฟังกระแสสังคมยุติเขตปกครองพิเศษเร่งดับไฟใต้

มท.1 ยอมฟังกระแสสังคม ยุติแนวคิดเขตปกครองพิเศษ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเร่งหาวิธีดับไฟใต้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย กล่าวว่า ตนขอหยุดแนวคิดเขตปกครองพิเศษใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยขอให้เป็นเขตปกครองธรรมดา เนื่องจากมีหลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และจะมีการผลักดันให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในภาคใต้มีสิทธิพิเศษในเรื่องของสวัสดิการ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยังกล่าวอีกว่า การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นสิ่งที่เกินเป้าหมาย จึงไม่อยากให้ใครมองในลักษณะนั้น โดยส่วนตัวยังต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับประเทศไทยโดยเร็ว โดยหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นตนจะเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพหนีเข้าประเทศเป็นอันดับแรก

กกต.จะนำคดียงยุทธเข้าที่ประชุมใหญ่19ก.พ.

ประธานกกต. เตรียมนำสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง "ยงยุทธ" เข้าที่ประชุมใหญ่ 19 ก.พ. ขณะประพันธ์ นัยโกวิท ยัน ตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ส่งผลต่อการทำคดี

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า กล่าวถึงสำนวนการพิจาณาความผิดของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส. แบบสัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า กกต.จะนำเข้าสู่การพิจารณาได้ในวันอังคารที่ 19 ก.พ. ทั้งนี้คงไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนกรณีที่ นายยงยุทธ ยืนยันว่าเป็นการจัดฉากนั้น ประธานกกต.กล่าวว่า เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น และหากนายยงยุทธ จะนำกรณีที่ กกต. ไม่ส่งวีซีดีลับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิสูจน์มาเป็นข้ออ้าง กกต.ก็จะดูความจำเป็นว่าเป็นการประวงเวลาหรือไม่

ขณะที่ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ยืนยันว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯของนายยงยุทธ จะไม่ส่งผลกระทบกับการพิจารณา สำนวนของกกต. ส่วนความผิดของนายยงยุทธ จะโยงไปถึงพรรคพลังประชาชน จนเป็นเหตุให้ยุบพรรคหรือไม่นั้น เบื้องต้นเห็นว่าเป็นความผิดส่วนตัว ซึ่งจะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ว่าจะพิจารณาให้ใบแดงหรือไม่

สมัคร ยอมรับผลพวงจากปฏิวัติ ทำให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

กรุงเทพฯ 15 ก.พ. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่วัดสามพระยา เขตพระนคร เป็นองค์วิทยากรในการฝึกซ้อมอบรม หรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ รุ่นที่ 43 ประจำปี 2551 โดยเป็นการบรรยายความรู้แก่พระสังฆาธิการ จำนวน 279 รูป ที่จะสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในหัวข้อ "สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน" ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของบ้านเมืองที่ต้องคิดย้อนหลัง โดยเฉพาะการพัฒนาทางการเมืองของไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่การปฏิวัติ ยึดอำนาจสมัย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่การปฏิวัติครั้งล่าสุด 19 กันยายน 2549 ที่อ้างเหตุปัญหาความแตกแยกทางสังคม มีการกล่าวหารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริตหลายเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี ก็เห็นแล้วว่า การทำปฏิวัติล้มเหลว ไม่สามารถเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาได้ อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเข้าสูสภาวะปกติ ตนจึงอยากเน้นย้ำให้เข้าใจความสำคัญของสถาบันหลัก 3 ส่วน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนใช้เป็นหลักในการยึดเหนี่ยวจิตใจ


นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า หลังการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชนและการที่ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติครั้งที่ผ่านมา. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 14:18:39