WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 16, 2008

สมัครไม่รับคำเชิญ กกต. พรีเซ็นเตอร์เลือกตั้ง ส.ว. [16 ก.พ. 51 - 03:14]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววานนี้ (15 ก.พ.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญเป็นพรีเซ็นเตอร์ โฆษณาเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า เขาเชิญตามมาตรฐาน ไม่ได้มาขอโดยตรง กกต.มาบอกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ตนเป็นนักการเมืองก็ยั่วกลับไปว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะมองว่ากรุงเทพฯมีคนตั้งมาก แต่ทำไมมี ส.ว.ได้คนเดียว ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ จึงบอกเพียงว่า จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณเต็มที่ แต่จะมาเชิญตนก็ขอความกรุณาไม่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถ้าอย่างอื่นจะเป็นให้

ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค. โดยมีดารานักร้องจากบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมร้องเพลงในสปอตโฆษณามาร่วมงาน อาทิ ปาน ธนพร, ฟลุค วงไอน้ำ, ตอง ภัครมัย และวงโปงลางสะออน


นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ได้ร่วมกับศิลปินจัดทำเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งขึ้น หวังว่า บทเพลงจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ไม่น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.ได้เปิดเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. 2 เพลงคือ เพลงประชาธิปไตยเต็มใบขับร้อง และเพลงรวมพลังเลือกตั้ง ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วานนี้ คณะกรรมการสรรหา สว. ได้ประชุมกันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งที่ 6 เพื่อมีมติเลือกผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็น สว. โดยได้เลือกจากกลุ่มวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ และภาครัฐ กลุ่มละ 15 คน ยกเว้นในกลุ่มภาครัฐที่จะเลือกเพียง 14 คน


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการสรรหา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติที่จะไม่เปิดเผยรายชื่อทั้งหมด โดยจะให้ กกต.เป็นผู้เปิดเผยชื่อ หลังรับมอบรายชื่อ สว.ทั้ง 74 คน ในวันที่ 19 ก.พ.นี้


ชั่ว

“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
แค่ 5 คำเท่านั้น..ของ นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี..ความศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี
คนใหม่ ก็เพิ่มขึ้นมาอักโข
ความเป็น สมัคร สุนทรเวช นั้น..แน่นอน
เด่นชัดมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มนมไม่แตกพาน...
และยิ่งเมื่อเนิ่นนานผ่านร้อนผ่านหนาว มาจนถึง
อีก 7 ปีอายุครบ 80 ด้วยแล้ว
ยิ่งจะต้องแจ่มแจ้งชัดเจน
รัฐบาลนี้..เป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย..ที่รัฐบาลที่ถูกปฏิวัติสามารถ
กลับมาเป็นรัฐบาลได้ในทันทีที่การปฏิวัติสิ้นสุดลง
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือสปิริตของ
กองทัพ ที่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน
ส่วนใหญ่..และไม่ใช้วิธีการลึกลับเข้ามาบีบบังคับ
เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ให้เบี่ยงเบนไปจาก
เจตนาของประชาชนส่วนใหญ่
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือความรู้สึก
ของประชาชน ที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ขึ้นมา..และรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนจะ
ต้อง..ไม่กระทำการใดๆ ที่ทำให้..เป็นปัญหากับ
การต่อสู้ทางคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ
ชินวัตร และ พจมาน ชินวัตร กับครอบครัว
ของเขา ในอนาคตอันใกล้
รัฐบาลพลังประชาชนเสื่อมความนิยม
ลงรวดเร็วเท่าไหร่..ปัญหาในการเผชิญคดีของ
อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ก็ยิ่งผกผัน
มากขึ้นเท่านั้น
รัฐบาลพลังประชาชน..ยิ่งใหญ่ขึ้นมาจาก
ฐานรากหญ้า..แต่ศรัทธาในหมู่มวลชนที่สูงขึ้น
มาในแทบจะทุกสถาบันยังมีปัญหา..รัฐบาล
พลังประชาชนถูกหวังจะให้เป็นผู้แก้ปัญหา
เศรษฐกิจของชาติ
วันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการ
แก้ไข..แต่รัฐบาลพลังประชาชนกลับทำในสิ่งที่..
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช..ให้คำจำกัดความ
ไว้..แจ่มแจ้งว่า..
“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
รัฐบาลพลังประชาชนยอมรับโดยผู้นำ
รัฐบาลว่า..ขี้ริ้ว..และเกือบจะไม่มีใครผู้ใดปฏิเสธ
ว่า..นั่นไม่ใช่...“ความจริง”
แต่...“ขี้ริ้ว” นั้น..ยังห่างกันใกล้กับคำว่า
“ชั่ว”
ประเทศที่มีรัฐบาลขี้ริ้วนั้น..มันก็ยากลำบาก
อยู่แล้วที่จะอยู่ให้ครบสมัย..แต่...ใครจะให้
“รัฐบาลชั่ว”...อยู่ได้ครบปี..
ไม่รักชาติ สงสารประชาชน..ก็ไม่ว่า...แต่
อย่าเนรคุณกับ “ทักษิณ-พจมาน” ที่ทำให้พวก
ท่านมีวันนี้ก็แล้ว
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เร่ง ‘สมัคร’ ใส่เกียร์ 5 รถไฟฟ้า

โครงการรถไฟฟ้า 9 สาย
1. บางใหญ่-ไทรน้อย-ดาวคะนอง 35 กม.
2. สำโรง-เมืองโบราณ 17 กม.
3. หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา-ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 36.6 กม.
4. ตากสิน-มหาชัย 20 กม.
5. บางซื่อ-คลองเตย 29 กม.
6. มีนบุรี-ศาลายา 51 กม.
7. ตากสิน-พุทธมณฑล สาย 421.7 กม.
8. วัดใหญ่-ป้อมพระจุล 6 กม.
9. บางกะปิ 95 กม

หนุนรัฐบาลเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย อดีตนายกฯสมาคมอสังหาฯ เร่งเดินหน้าเกียร์ 5 ฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ให้ความสำคัญแค่ภาคส่งออก ระบุ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวดีแล้วจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าพลังงาน แนะให้ภาคส่งออกปรับตัวส่งสินค้าพรีเมียมแข่งขันกับตลาดโลก ย้อนอดีตนำบทเรียนยุคสหรัฐฯ ฟองสบู่แตก “บิล คลินตัน” ชูโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลัง ฟื้นเศรษฐกิจกว่า 2 ปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องเผชิญกับหลายปัจจัยลบที่มาฉุดกำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการกันเงินสำรอง 30% แต่หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แม้ว่าหน้าตารัฐบาลจะยังไม่เป็นที่ถูกใจ แต่การได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมีผลในแง่จิตวิทยา สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตลอดจนนักลงทุนคืนมารศ.ดร.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาเคหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “บางกอกทูเดย์” ถึงทิศทางของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า“การเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคอสังหาฯ รู้สึกน้อยใจว่า ไม่มีวาระของธุรกิจนี้ชูประเด็นในการหาเสียงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ทั้งที่รัฐบาลชุดเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่น้องกับ

รัฐบาลชุดนี้ เคยใช้นโยบายภาคอสังหาฯ หาเสียง แต่ก็ขอบคุณโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟฟ้ารางคู่และโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะนำมาเป็นโครงการเบิกฤกษ์ ย่อมเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”รศ.ดร.มานพ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายภาคอสังหาฯ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า การสร้างบ้าน 1 หลัง สามารถสร้างงานได้ 2.5 เท่า ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งตัวที่ดิน วัสดุก่อสร้าง อาทิ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเฟอร์นิเจอร์ สี เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ ในยุคที่มี นายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดี ได้ใช้นโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลังภายใน 1 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศซึ่งก็ได้ผล ขณะที่สิงคโปร์สร้างชาติให้รุ่งเรือง ด้วยการผุดโครงการก่อสร้างแฟลตทั่วประเทศ เช่นเดียวกับเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนต่างก็ยอมรับแนวคิดนี้“รัฐบาลมีหน้าที่หาเงินให้ประชาชน ไม่ใช่มีหน้าที่ใช้ภาษีของประชาชน นโยบายประชานิยมไม่ใช่ของฟรี ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะเสียหาย”

สำหรับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมี 2 แนวทาง คือ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจนอกประเทศด้วยการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมีการแข่งขันสูง และ 2. กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ สร้างกำลังซื้อให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษี เรียนฟรี อย่างที่สหรัฐเมริกาหรือเกาหลีใต้ใช้วิธีปล่อยให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยนำรายได้ในอนาคตมาใช้ ซึ่งวิธีนี้ไม่ยั่งยืน“ดังนั้น วิธีที่ยั่งยืนที่สุด คือ การก่อสร้างสาธารณูปโภค สร้างบ้าน สร้างถนนหนทาง โดยเฉพาะโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้

ประชาชน รวมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ต้องใช้เม็ดเงินทุ่มลงไป จะสะท้อนกลับถึงภาคเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน”รศ.ดร.มานพ ชี้ว่า นักการเงินหลายคนเข้าใจผิด ถึงการลงทุนสร้างบ้าน สร้างถนน แล้วจะต้องมีจุดคุ้มทุนเหมือนการค้าขาย แต่ที่จริงแล้วมันมีผลประโยชน์ตอบแทนข้างเคียง เป็น Economic Valueซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น ไม่ใช่ Financial Valueดังนั้น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับภาคอสังหาฯ อย่าหวังเพียงแค่การส่งออกแล้วมีนโยบายทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง มองว่ารัฐบาลกำลังหลงทาง ค่าเงินบาทต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เงินบาทที่แข็งค่าทุกวันนี้ดีแล้ว เพราะเราต้องใช้จ่ายเป็นค่าเชื้อเพลิงพลังงานถึง 30%

ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องให้ผู้ส่งออกเร่งปรับตัว ส่งสินค้าพรีเมียมที่มีราคาไปแข่งในตลาดโลก ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่ข้าวเกรดต่ำที่แตกหัก ต้องเป็นสินค้าเกรดเอซึ่งคนไทยทำได้ดีอยู่แล้วรศ.ดร.มานพ กล่าวถึงโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า เดินมาถูกทางแล้ว แต่จุดอ่อน คือ จะระดมทุนจำนวนมากมาจากไหน แล้วต้องรีบแก้ไข“ที่จริงแล้วเงินมีเยอะมาก แต่ถูกบล็อกที่แบงก์ชาติ กระทรวงการคลังต้องดูเรื่องการเงินว่าเป็นเรื่องของ Financial วิธีคิดต้องต่อยอดแบบบูรณาการ ไม่ใช่คิดแบบ Sector สิ่งที่รัฐบาลทำดีอยู่แล้วก็ขอให้เร่งใส่เกียร์ 5 ต้องลุยเรื่องสาธารณูปโภค โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 9 สายต้องรีบทำแต่ต้องแบ่งกันทำ อย่าทำรวบกินคนเดียว จะมีศัตรูเยอะ และต้องแบ่งงานให้ชัดเจน”


Friday, February 15, 2008

ครป.ชี้ถอดรายการ เจิมศักดิ์ ส่งสัญญาณรัฐแทรกแซงสื่อฯ

กรุงเทพฯ 15 ก.พ. - เลขาธิการ ครป. ชี้รัฐถอดรายการของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ระบุเป็นการส่งสัญญาณเข้าไปแทรกแซงสื่อฯ แนะสมาคมนักข่าวฯ-กลุ่มธุรกิจด้านสื่อรวมพลังป้องกัน

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงการถอดรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จากคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 105.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ว่าน่าจะเป็นการกดดันจากฝ่ายการเมือง แม้จะไม่มีใบสั่งที่เป็นรูปธรรม แต่การประกาศจัดระเบียบสื่อของรัฐบาลทันทีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าสื่อแขนงใดวิพากษ์วิจารณ์ หรือตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา อาจโดนแบล็กลิสต์

ส่วนกรณีบริษัท ฟาติมา ผู้ได้รับสัมปทานคลื่นวิทยุดังกล่าวไฟเขียวให้ปลดรายการของนายเจิมศักดิ์ นายสุริยะใส กล่าวว่า ชี้ให้เห็นถึงยุคแห่งการเซฟและเซ็นเซอร์ตัวเอง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะหากจัดการกับรายการของนายเจิมศักดิ์ได้ รายการอื่นๆ ยิ่งจะง่ายขึ้น การที่นายจักรภพ และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จี้ให้บริษัทพูดความจริงนั้น เป็นไปได้ที่เจ้าของบริษัทจะสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรี เพราะเป็นการทุบหม้อข้าวตนเอง

“บรรยากาศแบบนี้กำลังย้อนยุคกลับไปสู่ยุคระบอบทักษิณที่มีการแทรกแซงและแทรกซึมสื่อสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสั่งถอดรายการทิ้ง สั่งคุมเนื้อหา หรือใช้งบโฆษณาของหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ กระทั่งกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองในเครือรัฐบาลต่อรองบรรดาสื่อเพื่อตัดงบ หรือไม่สนับสนุน หากสื่อเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา จนทำให้สังคมไทยตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าพูดความจริง และสังคมต้องยอมจำนนกับความจริงด้านเดียว จนทำให้ระบอบทักษิณแข็งแกร่งและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จได้ในขณะนั้น” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นการส่งสัญญาณรุกอย่างชัดเจนของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการเข้ามาจัดระเบียบสื่อ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง จึงจำเป็นที่สมาคมนักข่าวฯ และสื่อจะต้องระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหามาตรการป้องกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจที่ได้สัมปทานคลื่นหรือรายการจากสื่อวิทยุโทรทัศน์ ควรจัดตั้งองค์กรเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมือง และมีมาตรการกำกับควบคุมจริยธรรมกันเอง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 17:59:40

'ยงยุทธ'มีคำสั่งนัดประชุมสภา18-19 กพ.

นายยงยุทธ ติยะไพรัชมีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ที่บัญญัติให้ ครม.ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา 75 โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ

สำหรับนโยบายของรัฐบาลมีทั้งหมด 8 ข้อ ความยาว 44 หน้า ประกอบด้วย 1. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก 2. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต 2. นโยบายเศรษฐกิจ 3. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 6. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 7. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ และ 8. นโยบายการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ ยังมีภาคผนวก ก เรื่อง การดำเนินการตราหรือปรับปรุงกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และภาคผนวก 2 เรื่อง บัญชีหัวข้อนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี เปรียบเทียบกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะมีสมาชิกทั้งสิ้น 690 คน แยกเป็น ส.ส. 480 คน และ สนช.เหลืออยู่ 210 คน

'สมัคร'ชี้รัฐประหาร19 กันยาฯ ล้มเหลว เอาผิดใครไม่ได้

นายกรัฐมนตรี แจงต่อพระภิกษุ ระบุรัฐประหารรสช.ปี2534 ทำให้พัฒนาการทิศทางการเมืองไทยดีขึ้น โจมตีรัฐประหาร 19กันยาฯ49 ล้มเหลว และไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในช่วงเช้าปาฐกถาในการเปิดฝึกอบรมสอบความรู้ ู้พระอุปัชฌาย์รุ่นที่ 43 ประจำปี โดยเป็นการบรรยายความรู้แก่พระสังฆาธิการ จำนวน 279 รูป ที่จะสอบความรู้เป็น พระอุปัชฌาย์ ในหัวข้อ 'สถานการ์บ้านเมืองปัจจุบัน' ที่วัดสามพระยา เขตพระนคร

เนื้อหาส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้เล่าถึงพัฒนาการของการเมืองไทย ย้อนหลังไปหลายสิบปี และได้พูดถึงการปฏิวัติสมัย รสช.เมื่อปี 2534 ว่า มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ของการเมือง ในทิศทาง ที่ดีขึ้น แต่การปฏิวัติครั้งล่าสุดที่อ้างสาเหตุของความแตกแยกในสังคม มีการกล่าวหาในหลายเรื่อง แต่ก็ล้มเหลว เพราะไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ไข ปัญหาต่างๆ หลายเรื่อง ที่สำคัญขอให้คนในชาติยึดหลักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นเสาหลักสำคัญ ในการยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้บอกกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้สัมภาษณ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันศุกร์

โดยวันศุกร์นี้ ได้นัดหมายเวลา 11.30 น.และคาดว่าในการพบปะสื่อมวลชนกับนายกรัฐมนตรี นายสมัคร น่าจะมีการสอบถามถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงกรณีที่อนุกรรมการตรวจสอบการทุจริต เลือกตั้งที่เชียงราย ได้มีการสอบสำนวนเอาผิดกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย

นายสมัคร กล่าวว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของบ้านเมืองที่ต้องคิดย้อนหลัง พร้อมได้เล่าถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเชิงชื่นชม

นายสมัคร กล่าวยอมรับการที่เขาได้มาเป็นนายกฯว่าเป็นผลพลอยได้จากการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่มีการใส่ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งขอย้ำว่าจะใช้การเมืองเป็นข้อพิสูจน์ ในตอนนี้ถือว่าสถานการณ์กลับสู่ ู่สถานะเดิม แม้จะยังไม่เต็ม100% โดยเกิดจากพื้นฐานความผูกพันในความเป็นชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสมัคร ระบุว่าเรื่องนอมินี ที่ถูกถามตั้งแต่วันแรกที่รับอาสามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เขาได้ย้อนถามนักข่าวว่า นอมินีมันเลวร้ายตรงไหน และก็ไม่ได้พูดว่าเป็นนอมินีของใคร

'บ้านเมืองมาถึงขณะนี้ ถือว่าดีแล้ว ส่วนกฎเกณฑ์บ้านเมืองเป็นตัวกำหนดชะตา ส่วนจะทำให้เกิดกลียุคหรือไม่ ก็ขึ้นกับอนาคต ไม่มีอะไรแน่นอน ขนาด ส.ส.ได้เลือกมาแล้ว ยังถูกถอดถอนได้'นายสมัคร กล่าว

"ยงยุทธ" ตอบโต้มือดีปล่อยข่าวโดนใบแดงกดดัน กกต.

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ออกแถลงการณ์โต้มือดีฉวยโอกาสปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมกดดันกกต.ตัดสินอีกด้านจะตกเป็นจําเลยสังคม

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) อ่านแถลงการณ์ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังมีกระแสข่าวว่าจะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้ใบแดง โดยระบุว่ามีกลุ่มผู้บงการหวังออกมากดดันการทำงานของ กกต. เพื่อให้ผลการตัดสินออกมาตามทิศทางที่ต้องการ อันจะนำไปสู่การยุบพรรค พปช. ซึ่งคดีดังกล่าวมีการวางแผนจัดฉากมาตั้งแต่แรก
"มีผู้บงการ หวังจะกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้สังคมเห็นว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ มีมติให้ใบแดงแล้ว หาก กกต.พิจารณาในทางที่เป็นคุณ(ต่อนายยงยุทธ) กกต.ชุดนี้ก็จะต้องเป็นจำเลยต่อสังคม" พ.ต.ท.กานต์ กล่าว
พ.ต.ท.กานต์ ยังชี้แจงเหตุที่นายยงยุทธออกแถลงการณ์แทนการแถลงข่าวด้วยตัวเองว่า นายยงยุทธไม่ต้องการให้สังคมเข้าใจผิดว่าออกมากดดันการทำงานของ กกต. แต่ยืนยันว่านายยงยุทธยังให้ความมั่นใจว่า กกต.จะให้ความเป็นธรรม
พร้อมเรียกร้องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคำร้องทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธได้พิจารณาหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของวีซีดีที่ถูกอ้างว่าได้บันทึกภาพการกระทำที่ทุจริตเลือกตั้ง ตลอดจนพิจารณาถึงความเป็นกลางของพนักงานสอบสวนชุด พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธุ์กุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล
ก่อนหน้านี้ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ระบุว่า กรณีมีการปล่อยข่าวว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ สรุปผลสอบออกมาแล้วว่าจะให้ใบแดงแก่นายยงยุทธหลังจากมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนถึงการกระทำทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. ซึ่ง กกต.เตรียมจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข่าวดังกล่าว

รัฐมนตรี มีสิทธิ์ไหมครับ

ลำพังสถานการณ์ภายนอกที่ต้องเจออยู่กับสภาพการเมืองยุคหลังรัฐประหาร ก็ยากเข็นเต็มทีอยู่แล้วกับการจะนำพารัฐนาวาที่ถูกดูดจมดิ่งในทะเลเผด็จการ กลับขึ้นมาสู่สังคมโลกประชาธิปไตย แต่กลับมามีความปั่นป่วนจากภายใน ที่เกิดขึ้นเพราะกิเลสและความไม่รู้จักพอของคนภายในด้วยแล้ว ผมได้แต่เห็นใจนายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ไม่ว่าจะเป็นเซียนการเมืองระดับใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่ำชองกลการเมืองขนาดไหน หากมาเจอความโลภของมนุษย์ ก็มีอันต้องปวดหัวทุกคนไป

เพียงแค่สัปดาห์เดียวของการเป็นนายกรัฐมนตรีโดยสมบูรณ์ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ต้องเรียกหายา ทัมใจ มากิน เมื่อได้เห็นชื่อที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขารัฐมนตรี ที่ส่งมาถึงมือ พร้อมกับคำวิพากษ์ของสื่อมวลชนและผู้คนทั่วไปในสังคมว่า "รับไม่ได้" กับรายชื่อที่ปรากฏออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์

จะจริงจะเท็จ ยังไม่อาจทราบได้ว่าชื่อคนเหล่านั้นจะได้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี หรือไม่ แต่ที่จริงแน่ๆ ไม่มีเท็จก็คือ หลายรายชื่อหรือเกินกว่าครึ่ง เป็นรายชื่อที่ประชาชนร้อง "ยี้" ทั้งยี้เพราะรับพฤติกรรมในอดีตไม่ได้ และยี้เพราะไม่เชื่อว่าจะทำประโยชน์อะไรให้แก่ประชาชนได้ นอกจากทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและพวกพ้อง

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นเครื่องฟอกตัวของลูกนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเป็นคนเลวในสายตาของประชาชนให้เป็นคนดีขึ้นมาแบบเฉียบพลัน ตามติดด้วยการขอโอกาสให้เห็นใจกันบ้าง โดยยกองคุลิมาลเป็นตัวอย่าง

แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาประชาชน ลูกนักการเมืองจำพวกนั้น เป็นมารโดยกำเนิดและชาติพันธุ์ จึงไม่รู้จักองคุลิมาล และไม่มีวันที่จะเป็นองคุลิมาลได้ การทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้อำนาจของพ่อแม่รังแกประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และจบลงด้วยการขอโอกาสจากประชาชน ด้วยอาการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ว่าสำนึกผิดแล้วไม่รู้กี่หนกี่ครั้ง เป็นการยืนยันได้ดีว่าลูกนักการเมืองบางคนไม่อาจจะเป็นองคุลิมาลได้ เป็นได้เพียงแค่มาร

คนไทยมีภาษิตที่สอนมาดี และเห็นภาพชัด คือ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี กลายเป็นรางวัลปลอบใจ ส.ส. สอบตก เพราะประชาชนไม่ลงคะแนนให้ เป็นการปูนบำเหน็จเกียรติยศ หน้าที่การงาน และเงินเดือน ตลอดจนช่องทางทำมาหากินให้แก่พวกพ้อง โดยไม่พิจารณาว่าแต่ละคน แต่ละชื่อที่เสนอกันเข้ามา มีคุณงามความดี คุณสมบัติ และความสามารถมากน้อยเพียงใด เหมาะสมหรือไม่กับการทำหน้าที่ตามที่อยากได้อยากมีตำแหน่ง

ไม่อยากจะเอ่ยชื่อให้เป็นเสนียดหน้ากระดาษสำหรับลูกนักการเมืองบางคน และเป็นขยะรกหน้ากระดาษสำหรับชื่อ ส.ส. สอบตกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่รู้จักตัวตนของตัวเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่กับตำแหน่งที่อยากนำมาต่อท้ายชื่อ และเห็นว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่เครื่องสนองความต้องการ บำบัดความใคร่ทางอำนาจของตนเองเท่านั้น

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี เป็นตำแหน่งที่มีความหมาย มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารงานราชการแผ่นดินระดับสูงสุดของประเทศ ที่จะต้องรับฟังความคิด ความเห็นที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารและการตัดสินใจ จากที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา และจำเป็นต้องได้รับการจัดลำดับความสำคัญการทำงาน ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ต้องตัดสินใจ และการประสานงานที่ดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จากเลขานุการรัฐมนตรี ที่ทำงานเข้ามือเข้าคู่กันได้เป็นอย่างดี
ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นที่ปรึกษา เป็นเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะปฏิเสธบุคคลบางคนบางกลุ่ม ที่จะเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และเลขานุการของตนเอง

ไม่ใช่ว่า รัฐมนตรีก็ยังคาดเดาไม่ได้ มองภาพไม่ออกว่าการทำงานของตนกับที่ปรึกษา กับเลขานุการจะออกมาในรูปแบบใด เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการ

แต่ขณะนี้ เท่าที่ได้ยินได้ฟังจากรัฐมนตรีหลายคนหลายท่าน ต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือ รอดูว่าจะมี
"มือที่มองไม่เห็น" จับใคร ชื่ออะไร ยัดเยียดมาให้ตัวเองบ้าง

เท่านั้นไม่พอ รัฐมนตรีหลายคนกำลังคิดหาทางออกให้กับตนเอง ว่าจะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาและเลขานุการที่ไม่อยากได้กันอย่างไร หรือจะทำงานอย่างให้ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมน้อยที่สุด

รัฐมนตรีหลายคนอึดอัดเต็มทีกับอาการ "ผีจับยัด" โดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคนมาทำงานด้วยตนเอง

เพียงเพราะเหตุผลทางการเมืองภายในพรรค ว่าจะต้องตอบแทนและจัดสรรปันตำแหน่งที่ได้มาจากการต่อสู้ของประชาชน ให้แก่นักการเมืองทุกคนของพรรคอย่างถ้วนหน้า โดยไม่ได้สนใจว่าคนที่ได้ตำแหน่งไปจะไปทำงานให้แก่ประชาชนได้หรือไม่ จะเข้าไปขัดหรือแย้ง หรือทำตามนโยบายรัฐมนตรี หรือไปตั้งกลุ่ม ตั้งก๊ก แบ่งกันหาแบ่งกันกิน โดยไม่สนใจสายตาประชาชนกันอีกแล้ว

ผมติดตามการทำงานการเมืองของ นายสมัคร สุนทรเวช ไม่เคยได้ยินสักครั้งที่จะเห็นนักการเมืองอาวุโสที่เชี่ยวชาญเกมการเมืองท่านนี้ จะต้องร้องหายาทัมใจเช่นในวันนี้ แม้กระทั่งวันที่โดน นายชวน หลีกภัย ปล้นลูกพรรคประชากรไทย ก็ยังไม่ปวดหัวขนาดนี้ แสดงว่ารายชื่อที่ปรึกษา และเลขานุการรัฐมนตรี ที่ส่งไปถึงมือนายกรัฐมนตรี จะต้องมียี้มากกว่าเยี่ยม อยู่มากมายหลายชื่อ

จึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ นายสมัคร สุนทรเวช ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี ไม่นำรายชื่อทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณารับรอง และนำกลับไปพิจารณาทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่

ผมเชื่อว่าถึงนาทีนี้ กระแสสังคมได้ตอบแล้ว ชื่อไหนรับได้ ชื่อไหนรับไม่ได้ หากรัฐบาลยังดันทุรังไม่ฟังประชาชน จะทำตามใจตัวเอง ไม่ฟังเสียงประชาชน ก็นับวันเวลาถอยหลังได้เลย

รัฐบาลนี้มีจุดแข็งเพียงจุดเดียว คือ ประชาชนเอา หากวันใดประชาชนไม่เอา ก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว

ไม่ต้องคิดหันหน้าไปหาสื่อที่รอขย้ำ ทหารที่รอเชือด และระบบราชการที่สวามิภักดิ์กับอำมาตยาธิปไตย ไม่มีวันถอนตัว

หนทางที่ นายสมัคร สุนทรเวช ควรจะทำต่อกรณีที่ปรึกษา และรัฐมนตรี ก็คือ เปิดให้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ที่จะเลือกคนมาทำงานด้วย เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีมีโอกาสและมีสิทธิ์เลือกคนมาทำงาน ในฐานะเลขานุการนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

อกเราเป็นฉันใด อกเขาก็เป็นฉันนั้น

"รัฐมนตรีมีสิทธิ์ไหมครับ"

‘นายกอ'

/////////////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์...

ฉบับประจำวันที่ 15/02/2551

จาก hi-thaksin

อย่าแยกแผ่นดิน

"ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้"
ยังไม่เคยมีสักรัฐธรรมนูญของประเทศไทย...ที่ความในมาตรา 1 ดังว่าไม่ถูกบัญญัติไว้
และก็จะไม่มีรัฐสภาใดๆ กล้าคิดกล้าทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากบทบัญญัตินี้
รัฐบาลนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน ใช้ชื่อพรรคว่าพลังประชาชน
แต่พรรคไม่มีสิทธิ์ที่จะแยกประชาชนคนไทยออกจากกัน
ด้วยคำว่า...เขตปกครองพิ เศษ
พรรคพลังประชาชน...เป็นพรรคที่กลายร่างมาจากพรรคไทยรักไทย...
ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้า...
และเมื่อรัฐบาลถูกปฏิวัติ...1 ในคำกล่าวหาสำคัญนั้น...พาดพิงไปถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร...ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในคำกล่าวหาดังกล่าว...
แต่หาก...พรรคพลังประชาชน จะแบ่งแยกประชาชนออกเป็นเขตปกครองที่แตกต่างกันพรรคจะทำให้คำกล่าวหานั้น
เป็นความจริง
อีกไม่นาน...เราจะมีเขตปกครองพิเศษ9 จังหวัดภาคอีสาน...เขตปกครองพิเศษอีสานตอนล่าง
เขตปกครองพิเศษประเทศไทยกับชนส่วนน้อยภาคตะวันตก ฯลฯ
เราเชื่อว่า....เจตนาที่จะยุติความขัดแย้งระหว่างประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับรัฐบาลนั้น...
เป็นเจตนาดี...แต่การมุ่งมองหวังแก้ปัญหาในจุดเดียว แต่ไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น
จะก่อให้เกิดปัญหา มหึมาในวันข้างหน้า...
เพราะว่า...เขตปกครองพิเศษ....ก็คือ มีผู้ปกครองพิเศษ...มีประชาชนพิเศษ...
เป็นความพิเศษของประชาชนที่จับอาวุธขึ้นมา ต่อต้านและทำสงครามกับรัฐ
เราเชื่อว่า...หากความพยายามในเรื่องนี้ยังปรากฏต่อไป จนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นกฎหมายเข้าไปสู่สภา
รัฐบาลนี้...และรัฐสภาแห่งนี้...จะถูกหยุดยั้งด้วยการรัฐประหาร....เพราะจะไม่มีคนรักชาติ รักแผ่นดินคนใด...
ยอมให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้...
เขตปกครองพิเศษ...ในประเทศต่างๆนั้น....เขาพิเศษกันเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจไม่ใช่การปกครอง
คอมมิวนิสต์มีเขตปกครองพิเศษเพื่อติดต่อกับโลกเสรี...
เมื่ออังกฤษคืนฮ่องกงให้กับจีน..จีนให้ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษ...
เพราะมันพิเศษมาก่อนหน้า
ด้วยความเคารพต่อเจตนาดี ของ...ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง


● พญาไม้ ●

//////////////////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์ ...จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ประจำวันที่ 14/02/2551

จาก hi-thaksin

ยงยุทธร้องขอกกต.เป็นกลาง จี้ตรวจสอบ 'ชัยยะ-วีซีดี' [15 ก.พ. 51 - 15:30]

พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงวันนี้ (15 ก.พ.) ที่รัฐสภา ในคดีที่ นายยงยุทธ อดีต ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ถูกกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง โดยอ่านแถลงการณ์ของ นายยงยุทธ ระบุว่า มีความพยายามปล่อยข่าวผ่านสื่อมวลชน อ้างแหล่งข่าวคณะอนุกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธาน เห็นว่าเป็นความตั้งใจกดดันการทำงานของ กกต.กลาง หากในที่สุด กกต.กลาง มีคำวินิจฉัยตรงกันข้ามกับอนุกรรมการ กกต. ที่ออกมา ก็จะถูกกดดัน

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวต่อว่า การร้องเรียนคดีทุจริตที่ จ.เชียงราย เป็นการจัดฉาก พรรคพลังประชาชน ยังไม่ได้มีการพิจารณาหาทางออก หากเรื่องดังกล่าวมีข้อสรุปจาก กกต. และเสนอไปยังศาลฎีกาที่อาจมีผลต้องระงับการทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของ นายยงยุทธ เพราะยังเชื่อในคุณธรรมของ กกต. ขณะเดียวกันเรียกร้องให้อนุกรรมการ กกต. และ กกต. พิจารณา 2 ประเด็น ตามที่ นายยงยุทธ เคยเรียกร้องก่อนหน้านี้ คือ ความเป็นกลางของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้ทำสำนวนคดีดังกล่าว รวมถึงวีซีดี ที่อ้างเป็นหลักฐานการทุจริต


ด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ยอมรับว่า การที่ กกต.เตรียมให้ใบแดง นายยงยุทธ ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคพลังประชาชน


ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เห็นว่ายังเหลืออีกหลายขั้นตอน กว่าจะตัดสินยุบพรรค จึงไม่หวั่นไหวว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบในการยุบพรรคพลังประชาชน


"ผมเห็นว่าคนที่ออกมาให้ความเห็นไม่เข้าใจกระบวนการ เพราะการยุบพรรคไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินได้โดยง่าย แต่หากยุบจริง ผมจะให้ตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคทักษิณ" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว


นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวเรื่องเดียวกันว่า คณะอนุกรรมการ กกต. จะส่งสำนวนดังกล่าวมายัง กกต.ได้ภายในวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. และจำนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กกต. เป็นวาระเร่งด่วน คาดว่าได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า โดยจะพิจารณาให้ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนนำไปสู่ประเด็นการยุบพรรค อย่างไรก็ตาม กกต.ไม่จำเป็นต้องเรียกบุคคลใดมาชี้แจงเพิ่มเติม ส่วนประเด็นสำนวนการสอบสวนรั่ว ไม่ถือเป็นการกดดันการทำงานของ กกต. เพราะ กกต.ต้องพิจารณาไปตามสำนวนที่มีอยู่