WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 16, 2008

นายกฯสมัครคาดใช้เวลา2เดือนชี้ขาดกันสำรอง30%

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความเห็นกรณีการพิจารณายกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร วอนอย่าเพิ่งวิจารณ์ในช่วงนี้



นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพิจารณายกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังกำหนดท่าทีอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน และการดำเนินการต่างๆได้กำหนดไว้แล้ว ดังนั้นขออย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงนี้และอย่าถามเรื่องนี้อีก เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการอยู่แล้ว
“เขาบอกว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เขาไม่พูดกัน เขากำลังดำเนินการนุ่มนวลแล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้นายสมัครตอบว่า ปล่อยให้สถานการณ์ค่อยๆเป็นไปตามสถานการณ์ที่ควรจะเป็นก็แล้วกัน”นายสมัครกล่าว

สมัครอัดเทปแรกชิมไปบ่นไปหลังเป็นนายกฯ

นายกฯ ถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไปนัดแรก หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ ที่บ้านพัก ซ.นวมินทร์ 81 โดยไม่ให้สื่อเข้าสังเกตการณ์ ขณะต้องติดตามจะได้ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ช่องใด

ความเคลื่อนไหว บริเวณบ้านพักของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซ.นวมินทร์ 81 บรรยากาศคึกคักคับคั่งด้วยเจ้าหน้าที่
จากกองถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไป กว่า 30 คน เพื่อถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไป ครั้งนี้เป็นการถ่ายทำครั้งแรก หลังจากที่ นายสมัคร
ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ได้เป็นผู้ดำเนิน
รายการโทรทัศน์ 3 รายการ คือ ยกโขยง 6 โมงเช้า รายการชิมไปบ่นไป และรายการอร่อยไม่ปรึกษาใคร

สำหรับ การถ่ายทำรายการชิมไปบ่นไปครั้งนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปร่วมสังเกตการณ์แต่อย่างใด และรายการชิมไปบ่นไปนายสมัคร ได้ดำเนินรายการมาแล้วก่อนหน้านี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี แต่ขณะนี้เมื่อสถานีโทรทัศน์ ถูกยุบไปก็ต้องติดตามว่า รายการดังกล่าว จะได้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องใด


เปิดนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 18 ก.พ.นี้

นโยบายที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ มีการกำหนดนโยบายสำคัญ 8 ด้าน ที่สำคัญได้แบ่งการทำงานเป็นระยะเร่งด่วน และแผนการบริหารราชการ 4 ปี ไปติดตามรายละเอียด

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแถลงต่อรัฐสภา ดำเนินการบนพื้นฐานที่ประเทศจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลก ที่มีความรุนแรง คือปัญหาซับไพร์ม ที่อาจส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงปัญหาราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดกรอบการแก้ปัญหา เป็น 2 ระยะ คือระยะเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการในปีแรก และ ระยะการบริหารราชการแผ่นดิน โดยได้แบ่งนโยบายเป็น 8 ด้าน นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะน้อมนำแนวพระราชทานเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินการบนพื้นฐานความเป็นธรรม และยุติธรรม แก้ไขปัญหายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการดูแลค่าเงินบาท เพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน พร้อมๆไปกับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้รัฐบาลยังให้คำมั่น จะเร่งรัดการลงทุนที่สำคัญ เช่นการพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล 9 สาย รวมไปถึงรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง ลดผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยการเสริมสร้างการใช้พลังงานทดแทน ทั้งยังประกาศจะฟื้นความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยประกาศให้ปี 2551- 2552 เป็นปีแห่งการลงทุน และปีแห่งการท่องเที่ยวไทย

สำหรับนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะให้ความสำคัญในการยกคุณภาพการศึกษา โดยให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพิ่มคุณภาพระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อมๆ ไปกับสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ด้านนโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลยืนยันจะรักษาวินัยการคลัง ดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินบาท ให้สอดคล้องสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่จะมีการปรับโครงสร้างด้วยการส่งเสริมการทำงาน ส่งเสริมภาคเกษตร ตามแนวทฤษฎีใหม่ ในระดับชุมชนตามแนวพระราชดำริ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน อนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ โดยใช้โครงการตามแนวพระราชดำริ เช่น โครงการปลูกหญ้าแฝก การฟื้นฟูป่า

ส่วนนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม เน้นจะนำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ มาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิต นโยบายการต่างประเทศ และเศรฐกิจระหว่างประเทศ มีการพูดชัดจะสานต่อนโยบายทีมไทยแลนด์ พร้อมๆ ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอาเซี่ยน และมีบทบาทในเวทีสหประชาชาติ

นโยบายความมั่นคงของรัฐ จะเตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

นโยบายสุดท้ายคือการบริหารจัดการที่ดี เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความเป็นธรรม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีบทบาท

แน่นอนว่าในท่อนสุดท้ายของแถลงนโยบายดังกล่าว ได้กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยยอมรับว่าเป็นฉบับแรกที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบ แต่ยังมีความเห็นที่แตกต่าง จึงจะสนับสนุนให้มีการทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และแก้ไขให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย โดยจะดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 20:37:06

เสือเฒ่าเหมากินรวบ [16 ก.พ. 51 - 03:01]

เข้ากับสถานการณ์พอดี ล่าสุดมีภาพข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินชมนิทรรศการธุรกิจการบินอยู่ที่สนามบินเชค แลพ ก็อก เกาะฮ่องกง

ซึ่งตามข่าวบอกว่า อดีตนายกฯให้ความสนใจเครื่องบินส่วนตัวเป็นพิเศษ

“ทักษิณ” จะบินกลับไทยเร็วๆนี้

“สิงห์หนุ่ม” ส่งสัญญาณหวนคืนถ้ำ แต่ที่นับวันก็ยิ่งโชว์ความเป็น “เสือเฒ่าลายคราม” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ไอ้ที่มองว่า “นายกฯนอมินี” เป็นแค่ “หุ่นเชิด”

ต้องคิดกันใหม่

โดยจังหวะลีลาไม่ธรรมดามาตั้งแต่การชิงตำหนิ “ครม.ขี้เหร่” โดยเจาะจงโยนกลองไปที่คิวของ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง โควตาพรรคเพื่อแผ่นดิน

ถีบคนของพรรคร่วมรัฐบาลออกมาเป็นตัวล่อเป้า

กลบเกลื่อนตุ๊กตาเสียกบาลเซ่นผีไอ้ห้อยไอ้โหน ที่พาเหรดยึดโควตารัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน ยั้วเยี้ยไปหมด

เหยียบบ่าพรรคเพื่อแผ่นดิน ตีกรรเชียงหนี “ครม.ขี้เหร่” ได้เนียนเลย

ตามด้วยช็อตดึงเกมแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี “สมัคร” แตะดิสก์เบรกชื่อกุนซือประเภท “ผีจับยัด” ตำหนิคนจัดโผออกอากาศเสียงดังๆ การตั้งที่ปรึกษาขอให้คำนึงถึงหน้าตารัฐมนตรี และหน้าตาของคนเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

ชิงเล่นบทพระเอกเด่นอยู่คนเดียว

ชิ่งหนีข้อหา “หุ่นเชิด” ออกแอ็กชั่นให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ “นายกฯนอมินี”

พร้อมๆกับออกลีลาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก โบ๊ยให้กินยา “ทัมใจ” กับชื่อของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน

ชี้เป้าให้ปาขี้ใส่พรรคร่วมรัฐบาล

แต่ทีกับคิวของพรรคพลังประชาชน ที่มีชื่อนายวัน อยู่บำรุง ลูกชายของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย “ลุงหมัก” กลับเชียร์หน้าตาเฉย

“ไอ้เลขาฯเนี่ยเจ๋ง”

ลูกล่อลูกชนระดับเซียนเรียกพี่ “ลุงหมัก” ใช้ลีลาเก๋าๆของ “สิงห์เฒ่า” ประคองแรงเสียดทาน เล่นเอาล่อเอาเถิดกับกระแสสังคมภายนอก

ไม่จนมุมให้โดนถลุงง่ายๆ

ไหนจะเกมแห่งอำนาจภายในพรรคร่วมรัฐบาล โฟกัสลงไปในพรรคพลังประชาชน

“สมัคร” กินรวบเรียบร้อย

โฟกัสคำสั่งแบ่งงาน 6 รองนายกรัฐมนตรีที่ออกมาแบบ “เหมายกเข่ง”

โดยที่นายสมัครดึงหน่วยงานหัวใจของประเทศอย่างสำนักงบประมาณ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกฎหมายของรัฐบาลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ล็อกไว้ในกำกับดูแลเองทั้งหมด

ขณะที่นายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกรัฐมนตรี สายตรงของ “ลุงหมัก” ก็ได้กำกับงานในส่วนของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และโดยเฉพาะเจาะจงกระทรวงคมนาคม

ถือเป็นการพลิกเกม

หลังก่อนหน้าตามที่มีข่าววงในระหว่างจัดโผรัฐมนตรี นายสมัครต้องการผลักดันให้นายสหัสนั่งในตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพื่อคุมงานที่นายสมัครเชี่ยวชาญโดยตรง แต่ไม่สามารถเบียด “ของจริง” สายตรงฮ่องกงอย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้

ทำให้นายสหัสต้องขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อผลการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีออกมา นายสหัสได้กำกับงานในส่วนของกระทรวงคมนาคม คุมเกมนายสันติอีกที

แสดงให้เห็นเลยว่า อำนาจนายกรัฐมนตรีอยู่ในมือแล้ว

“สมัคร” คุมเกมเล่นได้

แล้วไหนจะรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ที่ได้คิวจัดทุกวันอาทิตย์ เป็นเวทีให้ “ลุงหมัก” หาเสียงตีกินได้ตามสบาย

ดูๆแล้วก็เห็นมีกันอยู่แค่ 3 คนในรัฐบาล คือนายสมัคร นายสหัส และ “เสี่ยโป๋” นายธีรพล นพรัมภา เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

แต่กินรวบเหมาเข่งได้คิดดู.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์

สมัครไม่รับคำเชิญ กกต. พรีเซ็นเตอร์เลือกตั้ง ส.ว. [16 ก.พ. 51 - 03:14]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววานนี้ (15 ก.พ.) ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชิญเป็นพรีเซ็นเตอร์ โฆษณาเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า เขาเชิญตามมาตรฐาน ไม่ได้มาขอโดยตรง กกต.มาบอกให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ตนเป็นนักการเมืองก็ยั่วกลับไปว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะมองว่ากรุงเทพฯมีคนตั้งมาก แต่ทำไมมี ส.ว.ได้คนเดียว ไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ จึงบอกเพียงว่า จะสนับสนุนเรื่องงบประมาณเต็มที่ แต่จะมาเชิญตนก็ขอความกรุณาไม่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถ้าอย่างอื่นจะเป็นให้

ขณะที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็นประธานจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวเพลงรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 มี.ค. โดยมีดารานักร้องจากบริษัทอาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมร้องเพลงในสปอตโฆษณามาร่วมงาน อาทิ ปาน ธนพร, ฟลุค วงไอน้ำ, ตอง ภัครมัย และวงโปงลางสะออน


นายอภิชาต กล่าวว่า กกต.ได้ร่วมกับศิลปินจัดทำเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งขึ้น หวังว่า บทเพลงจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ไม่น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.ได้เปิดเพลงประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ส.ว. 2 เพลงคือ เพลงประชาธิปไตยเต็มใบขับร้อง และเพลงรวมพลังเลือกตั้ง ส.ว.


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วานนี้ คณะกรรมการสรรหา สว. ได้ประชุมกันที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งที่ 6 เพื่อมีมติเลือกผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเป็น สว. โดยได้เลือกจากกลุ่มวิชาการ กลุ่มวิชาชีพ และภาครัฐ กลุ่มละ 15 คน ยกเว้นในกลุ่มภาครัฐที่จะเลือกเพียง 14 คน


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการสรรหา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติที่จะไม่เปิดเผยรายชื่อทั้งหมด โดยจะให้ กกต.เป็นผู้เปิดเผยชื่อ หลังรับมอบรายชื่อ สว.ทั้ง 74 คน ในวันที่ 19 ก.พ.นี้


ชั่ว

“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
แค่ 5 คำเท่านั้น..ของ นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี..ความศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี
คนใหม่ ก็เพิ่มขึ้นมาอักโข
ความเป็น สมัคร สุนทรเวช นั้น..แน่นอน
เด่นชัดมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มนมไม่แตกพาน...
และยิ่งเมื่อเนิ่นนานผ่านร้อนผ่านหนาว มาจนถึง
อีก 7 ปีอายุครบ 80 ด้วยแล้ว
ยิ่งจะต้องแจ่มแจ้งชัดเจน
รัฐบาลนี้..เป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์
ของประเทศไทย..ที่รัฐบาลที่ถูกปฏิวัติสามารถ
กลับมาเป็นรัฐบาลได้ในทันทีที่การปฏิวัติสิ้นสุดลง
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือสปิริตของ
กองทัพ ที่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน
ส่วนใหญ่..และไม่ใช้วิธีการลึกลับเข้ามาบีบบังคับ
เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง ให้เบี่ยงเบนไปจาก
เจตนาของประชาชนส่วนใหญ่
ดังนั้น..สิ่งที่ต้องเคารพก็คือความรู้สึก
ของประชาชน ที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน
ขึ้นมา..และรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนจะ
ต้อง..ไม่กระทำการใดๆ ที่ทำให้..เป็นปัญหากับ
การต่อสู้ทางคดีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ
ชินวัตร และ พจมาน ชินวัตร กับครอบครัว
ของเขา ในอนาคตอันใกล้
รัฐบาลพลังประชาชนเสื่อมความนิยม
ลงรวดเร็วเท่าไหร่..ปัญหาในการเผชิญคดีของ
อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ก็ยิ่งผกผัน
มากขึ้นเท่านั้น
รัฐบาลพลังประชาชน..ยิ่งใหญ่ขึ้นมาจาก
ฐานรากหญ้า..แต่ศรัทธาในหมู่มวลชนที่สูงขึ้น
มาในแทบจะทุกสถาบันยังมีปัญหา..รัฐบาล
พลังประชาชนถูกหวังจะให้เป็นผู้แก้ปัญหา
เศรษฐกิจของชาติ
วันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการ
แก้ไข..แต่รัฐบาลพลังประชาชนกลับทำในสิ่งที่..
นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช..ให้คำจำกัดความ
ไว้..แจ่มแจ้งว่า..
“มันไม่ยุติธรรมกับสังคม”
รัฐบาลพลังประชาชนยอมรับโดยผู้นำ
รัฐบาลว่า..ขี้ริ้ว..และเกือบจะไม่มีใครผู้ใดปฏิเสธ
ว่า..นั่นไม่ใช่...“ความจริง”
แต่...“ขี้ริ้ว” นั้น..ยังห่างกันใกล้กับคำว่า
“ชั่ว”
ประเทศที่มีรัฐบาลขี้ริ้วนั้น..มันก็ยากลำบาก
อยู่แล้วที่จะอยู่ให้ครบสมัย..แต่...ใครจะให้
“รัฐบาลชั่ว”...อยู่ได้ครบปี..
ไม่รักชาติ สงสารประชาชน..ก็ไม่ว่า...แต่
อย่าเนรคุณกับ “ทักษิณ-พจมาน” ที่ทำให้พวก
ท่านมีวันนี้ก็แล้ว
พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

เร่ง ‘สมัคร’ ใส่เกียร์ 5 รถไฟฟ้า

โครงการรถไฟฟ้า 9 สาย
1. บางใหญ่-ไทรน้อย-ดาวคะนอง 35 กม.
2. สำโรง-เมืองโบราณ 17 กม.
3. หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา-ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 36.6 กม.
4. ตากสิน-มหาชัย 20 กม.
5. บางซื่อ-คลองเตย 29 กม.
6. มีนบุรี-ศาลายา 51 กม.
7. ตากสิน-พุทธมณฑล สาย 421.7 กม.
8. วัดใหญ่-ป้อมพระจุล 6 กม.
9. บางกะปิ 95 กม

หนุนรัฐบาลเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย อดีตนายกฯสมาคมอสังหาฯ เร่งเดินหน้าเกียร์ 5 ฟื้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่ให้ความสำคัญแค่ภาคส่งออก ระบุ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวดีแล้วจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าพลังงาน แนะให้ภาคส่งออกปรับตัวส่งสินค้าพรีเมียมแข่งขันกับตลาดโลก ย้อนอดีตนำบทเรียนยุคสหรัฐฯ ฟองสบู่แตก “บิล คลินตัน” ชูโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลัง ฟื้นเศรษฐกิจกว่า 2 ปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต้องเผชิญกับหลายปัจจัยลบที่มาฉุดกำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการกันเงินสำรอง 30% แต่หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แม้ว่าหน้าตารัฐบาลจะยังไม่เป็นที่ถูกใจ แต่การได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมีผลในแง่จิตวิทยา สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตลอดจนนักลงทุนคืนมารศ.ดร.มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาควิชาเคหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “บางกอกทูเดย์” ถึงทิศทางของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยฝากไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ว่า“การเลือกตั้งที่ผ่านมา ภาคอสังหาฯ รู้สึกน้อยใจว่า ไม่มีวาระของธุรกิจนี้ชูประเด็นในการหาเสียงหรือกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ทั้งที่รัฐบาลชุดเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นพี่น้องกับ

รัฐบาลชุดนี้ เคยใช้นโยบายภาคอสังหาฯ หาเสียง แต่ก็ขอบคุณโครงการเมกะโปรเจกต์ ทั้งรถไฟฟ้ารางคู่และโครงการรถไฟฟ้า 9 สาย ที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะนำมาเป็นโครงการเบิกฤกษ์ ย่อมเป็นแนวโน้มที่ดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ”รศ.ดร.มานพ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรใช้นโยบายภาคอสังหาฯ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า การสร้างบ้าน 1 หลัง สามารถสร้างงานได้ 2.5 เท่า ทำให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งตัวที่ดิน วัสดุก่อสร้าง อาทิ อิฐ หิน ปูน ทราย เหล็กเฟอร์นิเจอร์ สี เช่นเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ ในยุคที่มี นายบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดี ได้ใช้นโยบายสร้างบ้าน 1 ล้านหลังภายใน 1 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศซึ่งก็ได้ผล ขณะที่สิงคโปร์สร้างชาติให้รุ่งเรือง ด้วยการผุดโครงการก่อสร้างแฟลตทั่วประเทศ เช่นเดียวกับเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนต่างก็ยอมรับแนวคิดนี้“รัฐบาลมีหน้าที่หาเงินให้ประชาชน ไม่ใช่มีหน้าที่ใช้ภาษีของประชาชน นโยบายประชานิยมไม่ใช่ของฟรี ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะเสียหาย”

สำหรับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมี 2 แนวทาง คือ 1. กระตุ้นเศรษฐกิจนอกประเทศด้วยการส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งมีการแข่งขันสูง และ 2. กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ คือ สร้างกำลังซื้อให้ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่น มาตรการลดภาษี เรียนฟรี อย่างที่สหรัฐเมริกาหรือเกาหลีใต้ใช้วิธีปล่อยให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยนำรายได้ในอนาคตมาใช้ ซึ่งวิธีนี้ไม่ยั่งยืน“ดังนั้น วิธีที่ยั่งยืนที่สุด คือ การก่อสร้างสาธารณูปโภค สร้างบ้าน สร้างถนนหนทาง โดยเฉพาะโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานให้

ประชาชน รวมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ต้องใช้เม็ดเงินทุ่มลงไป จะสะท้อนกลับถึงภาคเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน”รศ.ดร.มานพ ชี้ว่า นักการเงินหลายคนเข้าใจผิด ถึงการลงทุนสร้างบ้าน สร้างถนน แล้วจะต้องมีจุดคุ้มทุนเหมือนการค้าขาย แต่ที่จริงแล้วมันมีผลประโยชน์ตอบแทนข้างเคียง เป็น Economic Valueซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานมากขึ้น ไม่ใช่ Financial Valueดังนั้น รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับภาคอสังหาฯ อย่าหวังเพียงแค่การส่งออกแล้วมีนโยบายทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง มองว่ารัฐบาลกำลังหลงทาง ค่าเงินบาทต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เงินบาทที่แข็งค่าทุกวันนี้ดีแล้ว เพราะเราต้องใช้จ่ายเป็นค่าเชื้อเพลิงพลังงานถึง 30%

ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล ในทางกลับกัน รัฐบาลต้องให้ผู้ส่งออกเร่งปรับตัว ส่งสินค้าพรีเมียมที่มีราคาไปแข่งในตลาดโลก ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวหอมมะลิ ไม่ใช่ข้าวเกรดต่ำที่แตกหัก ต้องเป็นสินค้าเกรดเอซึ่งคนไทยทำได้ดีอยู่แล้วรศ.ดร.มานพ กล่าวถึงโครงการขนส่งมวลชน หรือ Mass Transit ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า เดินมาถูกทางแล้ว แต่จุดอ่อน คือ จะระดมทุนจำนวนมากมาจากไหน แล้วต้องรีบแก้ไข“ที่จริงแล้วเงินมีเยอะมาก แต่ถูกบล็อกที่แบงก์ชาติ กระทรวงการคลังต้องดูเรื่องการเงินว่าเป็นเรื่องของ Financial วิธีคิดต้องต่อยอดแบบบูรณาการ ไม่ใช่คิดแบบ Sector สิ่งที่รัฐบาลทำดีอยู่แล้วก็ขอให้เร่งใส่เกียร์ 5 ต้องลุยเรื่องสาธารณูปโภค โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า 9 สายต้องรีบทำแต่ต้องแบ่งกันทำ อย่าทำรวบกินคนเดียว จะมีศัตรูเยอะ และต้องแบ่งงานให้ชัดเจน”


Friday, February 15, 2008

ครป.ชี้ถอดรายการ เจิมศักดิ์ ส่งสัญญาณรัฐแทรกแซงสื่อฯ

กรุงเทพฯ 15 ก.พ. - เลขาธิการ ครป. ชี้รัฐถอดรายการของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ระบุเป็นการส่งสัญญาณเข้าไปแทรกแซงสื่อฯ แนะสมาคมนักข่าวฯ-กลุ่มธุรกิจด้านสื่อรวมพลังป้องกัน

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวถึงการถอดรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จากคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 105.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ว่าน่าจะเป็นการกดดันจากฝ่ายการเมือง แม้จะไม่มีใบสั่งที่เป็นรูปธรรม แต่การประกาศจัดระเบียบสื่อของรัฐบาลทันทีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ถ้าสื่อแขนงใดวิพากษ์วิจารณ์ หรือตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา อาจโดนแบล็กลิสต์

ส่วนกรณีบริษัท ฟาติมา ผู้ได้รับสัมปทานคลื่นวิทยุดังกล่าวไฟเขียวให้ปลดรายการของนายเจิมศักดิ์ นายสุริยะใส กล่าวว่า ชี้ให้เห็นถึงยุคแห่งการเซฟและเซ็นเซอร์ตัวเอง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะหากจัดการกับรายการของนายเจิมศักดิ์ได้ รายการอื่นๆ ยิ่งจะง่ายขึ้น การที่นายจักรภพ และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จี้ให้บริษัทพูดความจริงนั้น เป็นไปได้ที่เจ้าของบริษัทจะสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรี เพราะเป็นการทุบหม้อข้าวตนเอง

“บรรยากาศแบบนี้กำลังย้อนยุคกลับไปสู่ยุคระบอบทักษิณที่มีการแทรกแซงและแทรกซึมสื่อสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสั่งถอดรายการทิ้ง สั่งคุมเนื้อหา หรือใช้งบโฆษณาของหน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ กระทั่งกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองในเครือรัฐบาลต่อรองบรรดาสื่อเพื่อตัดงบ หรือไม่สนับสนุน หากสื่อเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา จนทำให้สังคมไทยตกอยู่ในอาณาจักรแห่งความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าพูดความจริง และสังคมต้องยอมจำนนกับความจริงด้านเดียว จนทำให้ระบอบทักษิณแข็งแกร่งและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จได้ในขณะนั้น” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นการส่งสัญญาณรุกอย่างชัดเจนของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการเข้ามาจัดระเบียบสื่อ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง จึงจำเป็นที่สมาคมนักข่าวฯ และสื่อจะต้องระดมความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อหามาตรการป้องกัน ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจที่ได้สัมปทานคลื่นหรือรายการจากสื่อวิทยุโทรทัศน์ ควรจัดตั้งองค์กรเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มการเมือง และมีมาตรการกำกับควบคุมจริยธรรมกันเอง. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-15 17:59:40

'ยงยุทธ'มีคำสั่งนัดประชุมสภา18-19 กพ.

นายยงยุทธ ติยะไพรัชมีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) ในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา เพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ที่บัญญัติให้ ครม.ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และชี้แจงการดำเนินการตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามมาตรา 75 โดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ

สำหรับนโยบายของรัฐบาลมีทั้งหมด 8 ข้อ ความยาว 44 หน้า ประกอบด้วย 1. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก 2. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต 2. นโยบายเศรษฐกิจ 3. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 6. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 7. นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ และ 8. นโยบายการบริหารจัดการที่ดี นอกจากนี้ ยังมีภาคผนวก ก เรื่อง การดำเนินการตราหรือปรับปรุงกฎหมายตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และภาคผนวก 2 เรื่อง บัญชีหัวข้อนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี เปรียบเทียบกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา จะมีสมาชิกทั้งสิ้น 690 คน แยกเป็น ส.ส. 480 คน และ สนช.เหลืออยู่ 210 คน

'สมัคร'ชี้รัฐประหาร19 กันยาฯ ล้มเหลว เอาผิดใครไม่ได้

นายกรัฐมนตรี แจงต่อพระภิกษุ ระบุรัฐประหารรสช.ปี2534 ทำให้พัฒนาการทิศทางการเมืองไทยดีขึ้น โจมตีรัฐประหาร 19กันยาฯ49 ล้มเหลว และไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลาในช่วงเช้าปาฐกถาในการเปิดฝึกอบรมสอบความรู้ ู้พระอุปัชฌาย์รุ่นที่ 43 ประจำปี โดยเป็นการบรรยายความรู้แก่พระสังฆาธิการ จำนวน 279 รูป ที่จะสอบความรู้เป็น พระอุปัชฌาย์ ในหัวข้อ 'สถานการ์บ้านเมืองปัจจุบัน' ที่วัดสามพระยา เขตพระนคร

เนื้อหาส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้เล่าถึงพัฒนาการของการเมืองไทย ย้อนหลังไปหลายสิบปี และได้พูดถึงการปฏิวัติสมัย รสช.เมื่อปี 2534 ว่า มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาการเปลี่ยนแปลง ของการเมือง ในทิศทาง ที่ดีขึ้น แต่การปฏิวัติครั้งล่าสุดที่อ้างสาเหตุของความแตกแยกในสังคม มีการกล่าวหาในหลายเรื่อง แต่ก็ล้มเหลว เพราะไม่สามารถเอาผิดกับผู้ถูกกล่าวหาได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเลือกตั้งทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ไข ปัญหาต่างๆ หลายเรื่อง ที่สำคัญขอให้คนในชาติยึดหลักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นเสาหลักสำคัญ ในการยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้บอกกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า จะให้สัมภาษณ์สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันศุกร์

โดยวันศุกร์นี้ ได้นัดหมายเวลา 11.30 น.และคาดว่าในการพบปะสื่อมวลชนกับนายกรัฐมนตรี นายสมัคร น่าจะมีการสอบถามถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงกรณีที่อนุกรรมการตรวจสอบการทุจริต เลือกตั้งที่เชียงราย ได้มีการสอบสำนวนเอาผิดกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย

นายสมัคร กล่าวว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของบ้านเมืองที่ต้องคิดย้อนหลัง พร้อมได้เล่าถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนายชวน หลีกภัย นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รวมถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเชิงชื่นชม

นายสมัคร กล่าวยอมรับการที่เขาได้มาเป็นนายกฯว่าเป็นผลพลอยได้จากการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ที่มีการใส่ร้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งขอย้ำว่าจะใช้การเมืองเป็นข้อพิสูจน์ ในตอนนี้ถือว่าสถานการณ์กลับสู่ ู่สถานะเดิม แม้จะยังไม่เต็ม100% โดยเกิดจากพื้นฐานความผูกพันในความเป็นชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสมัคร ระบุว่าเรื่องนอมินี ที่ถูกถามตั้งแต่วันแรกที่รับอาสามาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เขาได้ย้อนถามนักข่าวว่า นอมินีมันเลวร้ายตรงไหน และก็ไม่ได้พูดว่าเป็นนอมินีของใคร

'บ้านเมืองมาถึงขณะนี้ ถือว่าดีแล้ว ส่วนกฎเกณฑ์บ้านเมืองเป็นตัวกำหนดชะตา ส่วนจะทำให้เกิดกลียุคหรือไม่ ก็ขึ้นกับอนาคต ไม่มีอะไรแน่นอน ขนาด ส.ส.ได้เลือกมาแล้ว ยังถูกถอดถอนได้'นายสมัคร กล่าว