WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 18, 2008

นายกฯสมัครแถลงนโยบายห้วง4ปีรัฐบาล

นายกฯแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 09.30 น. โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 28 หน้า จากนั้นเปิดโอกาสให้ ส.ส.รัฐบาลฝ่ายค้าน และสนช. แสดงความเห็น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงแนวทางการดำเนินการตามแนวทางนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเวลาประมาณ 09.30 น. วันนี้ โดยคำแถลงวันนี้ความยาวร่วมทั้งสิ้น 28 หน้า

ขณะที่ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.ปฎิบัติหน้าที่แทนสมาชิกวุฒิสภา จะใช้สิทธิอภิปรายสนับสนุนท้วงติงและเสนอแนะ โดยเบื้องต้นกำหนดให้ใช้เวลา 3 วัน วันและประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เวลา 4 ชั่วโมง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง และสนช. 9 ชั่วโมง ทั้งนี้ในการอภิปรายจะไม่มีการลงมติไว้วางใจ อย่างไรก็ตามฝ่ายหลังผ่านการแถลงนโยบายแล้ว รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มตัว

ขณะความเคลื่อนไหวที่รัฐสภาวันนี้ เวลา 09.30 น. จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 พื่อรับฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี จากมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ไม่มีจำกัดเวลาการอภิปรายของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางส.ส.ฝ่ายค้านได้มีการวางตัวผู้อภิปรายไว้ถึง 50 คน โดยจะให้บทบาทความสำคัญกับคณะรัฐมนตรีเงา ที่มีการจัดตั้งขึ้น คณะที่ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมีผู้อภิปราย 40 คน คณะที่สาระสำคัญของนโยบายของรัฐบาลมีสองด้าน คือ นโยบายที่ต้องทำภายใน 1 ปี มี 19 ด้าน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการสานต่อโครงการประชานิยมและนโยบายหลัก ซึ่งทำใน 4 ปีมี 8 ด้าน

จาก hi-thaksin

นโยบาย 5 ส. [18 ก.พ. 51 - 17:39]

บ้านเมือง ฟ้าหลังฝน แต่ละสถาบันก็เร่งปรับกระบวนการบริหารเพื่อการพัฒนาไปข้างหน้า เช่นเดียวกับ สถาบันตุลาการ กระบวนการยุติธรรมได้เน้นนโยบายการบริหารที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้เป็นที่พึ่งหลักของประชาชนอย่างทั่วถึงและเที่ยงธรรม

ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม โดย คุณพินิจ สุเสารัจ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้วางแนวนโยบายในการปฏิบัติงานของบุคลากร เพื่อปลุกจิตสำนึกที่ดีในการบริการประชาชน ภายใต้ แนวนโยบาย 5 ส. คือ สำนึก สามัคคี สนับสนุน ส่งเสริมและสัมฤทธิผล

กับคำขวัญที่ว่า “สำนึกในหน้าที่ เอื้ออารีประชาชน”

นอกจากนี้ ยังประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกันที่จะต้องเร่งผลักดัน เริ่มจากยุทธศาสตร์ที่ 1 ได้แก่ การรักษาความเข้มแข็งและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการอำนวยความยุติธรรม

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคม ผ่านภารกิจ 3 ประการคือ การพิจารณาคดี การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย

จุดประสงค์แนวทางการดำเนินงานมีทั้งการปฏิรูประบบการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลสูง สร้างความพร้อมและความเข้มแข็ง ให้แก่ศาลฎีกาในการพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคดีเลือกตั้ง เสริมสร้างความเข้มแข็งของศาลชั้นต้น เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา รวมถึงการรักษามาตรฐานของคำพิพากษา

พัฒนาระบบงานในศาลชั้นต้น ทั้งกรอบเวลาและความชัดเจนในการดำเนินงาน พัฒนาแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหมายจับ หมายค้น จะต้องมีความรวดเร็ว ถูกต้อง เสมอภาคและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะให้มีบุคลากรของศาล ดูแล กลุ่มคนเหล่านี้เป็นพิเศษเช่นเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ สร้างโอกาส ให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้ด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการเพิ่มศักยภาพระบบการสนับสนุนการอำนวย ความยุติธรรม อาทิ การปฏิรูประบบบริหารบุคคลข้าราชการศาลยุติธรรม ระบบการคัดเลือกคน การพัฒนากลไกและกระบวนการรักษาและปกป้องระบบคุณธรรมเพื่อขวัญและกำลังใจ จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา ทำแผนพัฒนากฎหมาย เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประสานความร่วมมือกับยุทธศาสตร์ชาติด้าน ข้อพิพาท ในเชิงเศรษฐกิจภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อให้ เกิดกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับการพัฒนาประเทศ

การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ พัฒนากระบวนการพิจารณาคดีของศาลชำนาญพิเศษ เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สรุปง่ายๆก็คือกฎหมายที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านการยุติธรรม ทั้งในและระหว่างประเทศ ที่มุ่งขยายขอบข่ายการประสานการยุติธรรมเต็มรูปแบบ

และยุทธศาสตร์ที่ 5 การให้บริการประชาชนและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จะเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าใจ และเข้าถึงในกฎหมายพอที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้ เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมนำไปสู่ความเชื่อมั่นในระบบศาลยุติธรรมอย่างยั่งยืน.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

รัฐบาลเริ่มแถลงนโยบายแล้วในเวลา36ชั่วโมง

ในเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ก.พ.51 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเนื้อหาของแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีหลายอย่างจะเป็นการสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว โดยบางนโยบายจะทำเหมือนเดิม บางนโยบายอาจจะมีการปรับปรุงเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งทุกนโยบายที่นำมาดำเนินการต่อนั้นได้มีการประเมินผลก่อนที่จะนำมาบรรจุในแนวนโยบายใหม่นี้ ส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการจัดทำนโยบายนี้ สำหรับกำหนดใช้ระยะเวลาอภิปรายรวม 36 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 9 ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรี 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะไม่รวมกับเวลาของนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรค

ทางด้านนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าสภาผู้แทนฯจะส่งร่างคำแถลงนโยบายให้กับสมาชิกเพื่อทำการศึกษา โดยกรอบเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น ทางฝ่ายค้านขอใช้เวลาอภิปราย 3 วัน ส่วนฝ่ายรัฐบาลเห็นควรอภิปรายเรื่องนี้แค่ 2 วัน ซึ่งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กับวิปฝ่ายค้านรวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้ข้อสรุปว่าจะแถลงนโยบาย 3

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ไม่ใช่การซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงขอบอกรัฐบาลว่าอย่ากังวล แต่ยอมรับว่าในการอภิปรายจะมีการพูดถึงกรณีอำนาจในการบริหารงานของนายสมัครว่า มีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายสมัครได้แสดงความอึดอัดใจไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เกี่ยวกับการตัดสินใจในหลายเรื่อง ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น และยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความเห็นแต่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้ประชาชนสับสน

สำหรับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็จะเปิดโอกาสให้ สนช.อภิปรายอย่างทั่วถึงโดยไม่จำกัดจำนวน และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล สำหรับการจัดทำผลดำเนินงานของ สนช.นั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยจะมีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และแจกจ่ายไปยังสถานศึกษาต่างๆ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในภายหลัง รวมถึงจะเป็นประโยชน์กับ สนช.ชุดหลังที่จะเข้ามาว่าจะมีการศึกษาต่อยอดหรือไม่


หวั่นเลือกส.ว.ทำ-ศาลถูกแทรก"มีชัย"แนะแนวทางแก้ไขรธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ รร. ไอยราปาร์ค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จ.อุทัยธานี คณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมือง ได้นำเสนอผลรายงานความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยเฉพาะการกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครอง รวมกับประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอีก 4 คน รวมเป็น 7 คน ร่วมกันสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกรรมาธิการฯมีข้อกังวลว่า องค์กรดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเพียงใดและองค์กรดังกล่าวจะรับผิดและรับชอบต่อใคร และท้ายที่สุดการเมืองซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเคยอยู่ห่างไกลจากศาล จะต้องเข้าไปสร้างพันธมิตรกับศาลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองหรือไม่

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสามารถแก้ไขได้ใน ทุกเรื่องที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ แต่ในขณะนี้คิดว่า รัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข โดยขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายการเมืองอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา องค์กรอิสระ นักวิชาการ อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการศึกษาประเด็นที่ควรจะแก้ไขเสียก่อนจากนั้นจึงจะมีการแก้ไข.


จับตาแถลงนโยบาย ห้วง4ปีรัฐบาลสมัคร [18 ก.พ. 51 - 07:47]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา กำหนดใช้ระยะเวลาอภิปรายรวม 36 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 9 ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรี 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะไม่รวมกับเวลาของนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรค

ซึ่งหลังจากเปิดประชุมแล้ว นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้อ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยยก 19 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก และนโยบายระยะยาวช่วง 4 ปี ชี้แจงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมเปิดโอกาสอภิปรายเต็มที่

รัฐบาลกำหนดหลักการที่จะบริหารประเทศในช่วง 4 ปีที่สำคัญไว้ 2 ประการ คือ การสร้างความสมานฉันท์ในชาติ และ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ โดยประเด็นหลักคือการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญผลกระทบจากปัจจัยภายนอก 2 ประการ คือ ปัญหาซับไพร์มและปัญหาราคาน้ำมันแพง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลวันนี้ ทั้งรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านได้กำชับสมาชิกพรรคให้อภิปรายโดยให้เน้นสาระเป็นหลัก

การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และการอภิปรายนโยบายครั้งนี้ มีกำหนดประชุมร่วมกัน 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ.นี้


“อภิสิทธิ์” จ้องย้ำแผลนายกฯ นอมินี [18 ก.พ. 51 - 03:03]

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า เบื้องต้นจะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎรให้มีการอภิปรายเป็นหมวดหมู่ แทนการอภิปรายในภาพรวม เนื่องจากเห็นว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการอภิปรายดังกล่าวไม่ใช่การซักซ้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้น ขอรัฐบาลอย่าได้กังวล “การอภิปรายนโยบายรัฐบาลจะมีการพูดถึงกรณีอำนาจการ บริหารงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่ามีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายสมัครแสดงความอึดอัดใจไม่น้อยกว่า 2 ครั้งเกี่ยวกับการตัดสินใจในหลายเรื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น”


เย้ย “สมัคร” คุมปาก รมต.ไม่ได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเพิ่งเริ่มบริหารงาน แต่แนวคิดของรัฐมนตรีหลายคนน่าเป็นห่วง และควรต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการแสดงความเห็นรายวัน ที่ไม่ได้ มีการระบุไว้ในแนวนโยบายหรือหารือร่วมกันในรัฐบาล อย่างกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ออกมาแสดงความเห็นในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และเสนอแนวความคิดต่างๆรายวัน และสิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดท้าทายว่านายสมัครมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำพอที่จะคุมรัฐมนตรีได้หรือไม่

ลดจำนวนคนซักฟอกเหลือ 50 คน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมแกนนำพรรคและทีมงานอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์จะแบ่งคณะบุคคลที่จะอภิปรายตามหมวดหมู่ 8 หมวด และจากการประมวลข้อมูลแล้วได้ลดทอนจำนวนคนที่จะอภิปรายจาก 90 คนเหลือประมาณ 50 คน ใช้เวลาอภิปรายคนละ 15 นาที เน้นเนื้อหาสาระ นำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นการอภิปรายเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ มุ่งหวังให้ผลจากการอภิปรายนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศ และอยากให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ ส.ส.รัฐบาลเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่เมื่อฝ่ายค้านเริ่มอภิปราย ก็จะมี ส.ส.บางคนลุกขึ้นประท้วงตีรวนเป็นระยะ

“ชวน” ร่วมทีมชำแหละปัญหาภาคใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แบ่งทิศทางการอภิปรายออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต มีนายเจริญ คันธวงศ์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม 2.นโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้ากลุ่ม 3.นโยบายที่ดิน ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นหัวหน้ากลุ่ม 4.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นหัวหน้ากลุ่ม 5.นโยบายความมั่นคงของรัฐ บริหารจัดการที่ดี และปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส.ส.ในกลุ่มที่ตนรับผิดชอบจะได้เวลาอภิปรายรวมกันทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง เรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนคือปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ จะต้องเป็นแนวทางที่ใช้แก้ปัญหาได้จริง จะต้องจัดการกับปัญหาได้ ต้องบอกให้ได้ว่ารัฐบาลจะทำอะไร อย่างไร ใช้ระยะเวลาอีกนานแค่ไหน หากไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้แสดงว่าไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ฝ่ายค้านจะชี้ให้ เห็นถึงความผิดพลาดในนโยบายแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งถึงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะร่วมอภิปรายในกลุ่มนี้ด้วย

สมัครฉะ กทม.ไม่ใส่ใจจัดงานวันมาฆบูชาที่สวนลุมฯ [18 ก.พ. 51 - 03:14]

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (17 ก.พ.) ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี เพื่อร่วมพิธีเปิดงานสัปดาห์มาฆบูชา งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กทม. ในพิธีมีนายสมัครเป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ขณะที่พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์

นายสมัคร กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ปีนี้การจัดงานมาฆบูชาต้องย้ายจากสนามหลวงมาจัดที่สวนลุมพินี แต่น่าเสียดายที่ กทม. ไม่ได้สนใจสักเท่าไรทั้งที่รู้ล่วงหน้า สงสัยว่าจะมีรัฐบาลและนายกฯใหม่ ก็เลยทำแบบเสียไม่ได้ ความจริงดอกไม้ต้องเต็มพรึบไปหมด แท่นพระก็ต้องมี บอกกองสวนของ กทม. แค่ครึ่งวันก็บันดาลได้หมด ผู้ว่าฯ กทม.ไม่มาก็ไม่เป็นไร ให้ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.มาแทนก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ กทม.ทำกับพุทธศาสนาวันนี้ ตนเสียใจจริงๆ เข้ามานึกว่าจะสวยงาม เขียวชอุ่ม


ยุติทำ

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงคำรำพันของอดีตผู้นำการปฏิวัติท่านหนึ่ง ที่ขึ้นมาจับอาวุธล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่สิ่งที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ได้กล่าวทิ้งไว้ ก่อนวันอำลาตำแหน่งประธานบอร์ดทั้งหลายนั้น.ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ลืมได้ง่าย เพราะในทางการเมืองและอาชญาวิทยาแล้ว นั่นคือการแจ้งความพล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “ที่ผ่านมา มีผู้แอบอ้างชื่อของผมไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ

เช่น กรณีคิง เพาเวอร์ และโทรศัพท์มือถือ 3G”พล.อ.สพรั่ง ระบุว่า “ผู้ที่ทำ คือ เพื่อนสนิทของผม”ไม่มีใครรู้ว่าเพื่อนสนิทของ พล.อ.สพรั่ง คือใคร..แต่ที่แน่ใจได้นั้น พล.อ.สพรั่ง จะต้องรู้ เพราะท่านกล่าวถึงและระบุถึงพฤติกรรม และแจงถึงหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายชัดเจนถูกต้องดังนั้น ไม่ว่า คตส. หรือ ป.ป.ช. หรือแม้แต่..สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงจะเพิกเฉยไม่ดำเนินการต่อเห็นจะไม่ได้ เพราะในขณะนี้..พล.อ.สพรั่ง ยังดำรงตำแหน่ง..รองปลัดกระทรวงกลาโหมตัว พล.อ.สพรั่ง เองก็เช่นกันมีการเรียกร้องผลประโยชน์โดยมิชอบ..โดยการแอบอ้างชื่อท่าน หากท่านเพิกเฉย ท่านกำลังทำผิดกฎหมายหลายมาตรา เริ่มกันตั้งแต่มาตรา 157 ไม่นับรวมถึงความเป็น คมช. ของท่านทั้ง กล้านรงค์ จันทิก ทั้ง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ล้วนอยู่ในฐานะไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เพราะการไม่รู้ไม่เห็น..น่าจะพา

ให้ท่านทำผิดกฎหมาย ไม่มาตราใดก็มาตราหนึ่งหรือหลายๆ มาตราท่านผู้มีหน้าที่ทั้งหลาย..ท่านคือผู้บริโภคเงินเดือนจากภาษีของราษฎร แต่จนถึงวันนี้ ท่านยังดูเหมือนจะไม่ได้อ่าน ไม่ได้ยิน สิ่งที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กล่าวถึง พูดถึงแต่ท่านรับรู้และกล่าวหา..อีกหลายๆ เรื่อง โดยการตั้งสมมติฐานแต่เบื้องต้นว่า..นั่นคือการทำผิดและจะต้องดำเนินคดีให้ได้ ท่านพิพากษาก่อนหน้าและหาหลักฐานมาประกอบการพิพากษาของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านไม่ใช่ศาลต่อหน้ากระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ..พฤติกรรมดังที่พรรณนามา..จะยืนยันว่า..เรามีกระบวนการยุติธรรมของชาติ..ที่ถูกต้องแล้วหรือยังถ้ายัง..เราจะต้องทำกันอย่างไรต่อไป..คืนความเป็นอิสระที่ไม่อิสระ..ให้กับ..นาจตุลาการที่แท้ดีกว่าหรือไม่..

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์


ยุทธการเศษสตางค์

จัดเป็นกลุ่มคน “รู้ทันสื่อ” ประเภท “ถึงกึ๋น” อีกคน สำหรับ “สมัคร สุนทรเวช” นายกฯ และ รมว.กลาโหม คนนี้รายการ “สนทนาประสาสมัคร” ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันที่ 17 ก.พ. มี 3 เรื่องเต็มๆ “ฉีกหน้า” วงการสื่อมวลชนไทยเรื่องแรก...มาตรการกันสำรอง 30%ที่ “สมัคร สุนทรเวช” บอกว่า...สื่อเขียนคาดการณ์เอง

ทั้งที่ความจริง แค่ให้โอกาสหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง...กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำงานในช่วง 2-3 เดือนแต่ไม่ใช่การขีดเส้นตาย 2-3 เดือน อย่างที่สื่อประโคมข่าว!!!ที่สำคัญ “สมัคร สุนทรเวช” ยืนยันว่า...งานนี้จะไม่มีการแทรกแซงการตัดสินใจของ ธปท. อย่างเด็ดขาดเรื่องที่ 2...การดึงเอาคนใน “หมู่บ้าน 111 คน” มาเป็น “บอร์ดรัฐวิสาหกิจ”

“สมัคร สุนทรเวช” ชี้ว่า...รัฐบาลไม่มีความคิด และ “หมอเลี้ยบ” หรือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็ไม่ใช่ “ต้นคิด” !!! เป็นสื่อเองต่างหากที่ป้อนคำถามใส่ “หมอเลี้ยบ” แต่ด้วยความที่เป็น...สุภาพบุรุษ ก็ตอบแบบเลี่ยงๆเมื่อสื่อคิดเอง ก็ต้องตอบสังคมเอง???เรื่องสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ก็คือ...“ใบแดง” ที่ดูเหมือนมันจะ “รั่ว” ออกมาจาก กกต. โดยระบุว่า...อนุฯ กกต. ลงมติแจก...ใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” แล้วทั้งที่ความจริงยังไม่มีการประชุมสรุปแต่อย่างใด ที่สำคัญ “สมัคร สุนทรเวช” ย้ำว่า...มันไม่ใช่ข่าวรั่ว หรือข่าวหลุด

แต่เป็น “ข่าวปล่อย” ของใครบางคน ที่อาศัยสื่อ “ตีข่าว” หวังทำลายตัวเขาและพรรคพลังประชาชนพร้อมๆ กับหวังบีบ “5 เสือ กกต.” ให้ต้องเดินตามเกมที่วางไว้ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความพยายามของ “มือที่มองไม่เห็น” สั่งการให้ใครบางคน ทำการข่มขู่..บังคับชาวบ้านในต่างจังหวัด ให้ข้อมูลเท็จ เพื่อหวังเพิ่ม “ใบเหลือง-ใบแดง” ตามมานอกจากเรื่อง “ฉีกหน้าสื่อ” แล้ว ก็ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจ แต่ที่ “บางกอกทูเดย์” สนใจ กระทั่งต้องนำมาวิเคราะห์ถึงก็คือ...

มาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับรากหญ้า...ปากท้องชาวบ้าน ด้วยยุทธศาสตร์ “เศษสตางค์”!!!สิ่งนี้...ถือเป็นเรื่องใหม่ ที่ไม่เคยมีรัฐบาลยุคสมัยใดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา...เคยคิดถึงแต่ “สมัคร สุนทรเวช” กลับคิดถึงและจะดำเนินการต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหาการขึ้นราคาสินค้าที่ไม่เป็นธรรมกับคนในสังคม!?!ภายใต้คอนเซ็ปต์ สินค้าขึ้นราคาได้แต่ต้องเป็นไปตามกลไกของต้นทุนและราคาตลาด

มิใช่ขึ้นกันตามอำเภอใจ???อีกจุดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่เคยมีนายกฯ คนไหนเคยคิดถึงก็คือ...ต่อไป...ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง) และสื่อมวลชน หยุดให้ข่าวและนำเสนอข่าวการปรับเงินเดือนข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจประมาณว่า...สังคมไทย ต้องร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรม” การ “ปิดข่าว” ปรับขึ้นเงินเดือนให้เป็นความลับ สื่อเองก็ต้องหยุดขุดคุ้ยที่จะนำเสนอข่าวอย่างนี้

จากนี้ไป...การถามถึงเงินเดือนระหว่างกัน คือ การกระทำที่เสียมารยาทมากๆก็ไม่รู้สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และนานเท่าใด???กลับเข้าเรื่องหลักของเรา...ยุทธการ “เศษสตางค์” หัวข้อเด่นประจำสัปดาห์ของ “สมัคร สุนทรเวช”อย่างที่ “บางกอกทูเดย์” บอกนั่นแหละ สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ สำหรับเมืองไทย แม้ว่ามันจะเรื่องเก่าของบางประเทศก็ตาม

ใหม่ขนาดที่ “บางกอกทูเดย์” คงต้องแนะนำให้ “ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี” ผู้กำกับดูแล...กรมธนารักษ์ จี้ให้มีการ “ปัดฝุ่น” ผลิตเหรียญ 5 สต. และ 10 สต. ขึ้นมาใหม่พร้อมกับเพิ่มกำลังผลิตเหรียญ 25 สต. และ 50 สต. ให้มากยิ่งขึ้นเพราะดูทีท่าของ “สมัคร สุนทรเวช” ที่พูดในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” แล้วมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่คนไทยจะต้องหันมาให้ความสำคัญและพกพา “เศษสตางค์” เหมือนที่คนอเมริกันและคนอังกฤษใช้กัน เมื่อกว่า 100 ปีก่อนจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

หลังจากที่ “สมัคร สุนทรเวช” ได้รับรายงานจาก “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” ในฐานะ “ว่าการกระทรวงพาณิชย์” ที่ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง “กรมการค้าภายใน” ทบทวนและตรวจสอบ “ต้นทุนที่แท้จริง” ของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 300 รายการเรียกว่า...ปรับรื้อระบบการคิดคำนวณต้นทุน ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ยัน “ปลายน้ำ” ใหม่...ทั้งระบบสิ่งนี้ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย จะมีก็แต่ยุคสมัยนี้!!!

“บางกอกทูเดย์” ต้องขอชื่นชมกับแนวคิดของ “สมัคร สุนทรเวช” ที่หวังจะสร้างความเป็นธรรมในสังคมไทยยุค “ข้าวยากหมากแพง” ด้วย ยุทธการ “เศษสตางค์”เราหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า...จากนี้ไป เราจะไม่ต้องพบเห็นข่าวในลักษณะเช่นนี้...

1. ข่าวการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปรับโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานบริษัทเอกชน รวมถึงการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานเพราะทุกครั้งที่สื่อ “ตีข่าว” ออกไปคราใด ราคาสินค้าก็จะวิ่งไปดักรอล่วงหน้าทุกที

2. การปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการแต่ละครั้ง จะยืนอยู่บนพื้นฐานของราคาต้นทุนแท้จริงที่เพิ่มขึ้น มิใช่...เพิ่มตามอำเภอใจทีละ 20% หรือ 30% อย่างที่เป็นอยู่เราหวังจะได้เห็นการปรับเพิ่มสินค้าทีละ 1-2% หรืออย่างมากก็ไม่น่าจะเกิน 5%หากจะเกินกว่านี้ ก็ต้องมีตัวเลขแสดงหลักฐาน...ต้นทุนที่เพิ่มสูงจริงๆ !!!

เหมือนเช่นราคาข้าวแกงที่ “สมัคร สุนทรเวช” ยกตัวอย่างว่า...ได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนแก๊สที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 สต.ต่อจานเท่านั้น เมื่อนำมารวมกับต้นทุนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น...น้ำมันพืช น้ำตาลทราย วัตถุดิบปรุงอาหาร ฯลฯ รวมถึงค่าขนส่งหากรวมต้นทุนต่อจานที่เพิ่มขึ้นราว 1 บาทเศษๆ นั้น พ่อค้าแม่ค้าก็ไม่น่าจะปรับขึ้นราคาขายเกิน 2 บาทต่อจาน มิใช่ 5 บาทอย่างที่เป็นอยู่สำหรับ “บางกอกทูเดย์” มอง ยุทธการ “เศษเหรียญ” ของ “สมัคร สุนทรเวช” ครั้งนี้

มิต่างจากการ “รื้อโครงสร้าง” ต้นทุนราคาสินค้าและบริการใหม่...ทั้งโขยง เพื่อให้สะท้อนราคาที่แท้จริงและเป็นธรรม ชนิดไม่เอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไปเหมือนที่แล้วๆ มาทั้งหมดก็เพื่อรองรับ “เศษสตางค์” ตั้งแต่ 10 บาท 5 บาท 1 บาท เรื่อยลงไปจนถึงเศษเงิน 10 สต. และ 5 สต. ที่ไม่แน่ว่า...อาจเกิดขึ้นตามมาในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้ถึงตอนนั้น คงจะไม่มีพ่อค้าแม่ค้ารายใด แสดงอาการ “หน้าเลือด” ออกนอกหน้ากันอีกแล้ว!!!

กระนั้น ก็ต้องขึ้นกับทีมงาน “กรมการค้าภายใน” ภายใต้การนำของ “ยรรยง พวงราช” ด้วยว่า...จะเท่าทันพ่อค้าแม่ค้าและนายหน้าพ่อค้าคนกลางหรือไม่???อย่าให้เกิดข่าว ขึ้นราคาสินค้าและบริการ เท่าที่ทางการควบคุมเอาไว้ แต่หันไปลดสเปคองค์ประกอบของสินค้าและบริการนั้นๆ แทนไม่งั้น...ยุทธการ “เศษเหรียญ” ของ “สมัคร สุนทรเวช” ก็จะเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า ในความรู้สึกของสังคมไทย!!!


Sunday, February 17, 2008

'สมัคร'เตือนลูกพรรคอภิปรายสาระอย่าเยินยอนโยบายรัฐ

หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กำชับ ส.ส. อภิปรายนโยบายรัฐบาลด้วยเหตุผล อย่าเยินยอเกินเหตุ พร้อมวางตัว 30 ส.ส.จาก 6 พรรค ลุกอภิปราย

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ให้นโยบายกับส.ส.เกี่ยวกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ โดยขอให้ส.ส.อภิปรายด้วยเหตุผลไม่เยินยอนโยบายของรัฐบาลจนเกินเหตุ ขณะที่แสดงความใส่ใจเกี่ยวกับกรณีที่พรรคฝ่ายค้านได้วางตัวผู้อภิปรายไว้ถึง 96 คน แต่ทั้งนี้เชื่อว่าจะมีการอภิปรายอยู่ในกรอบกติกา ซึ่งพรรคพลังประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมทีมขึ้นมาตอบโต้การอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน สำหรับจำนวนผู้ที่จะต้องอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ เบื้องต้นมีจำนวนไม่เกิน 30 คน จาก 6 พรรคร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ร.ท.กุเทพ ยังระบุว่า นายสมัครย้ำในที่ประชุมส.ส.ว่า ขณะนี้ยังมีมือที่มองไม่เห็นคอยปล่อยข่าวสร้างความเสียหายให้กับพรรคประชาชน อาทิ ข่าวที่จะให้ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เข้ามาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมถึงข่าวที่อนุกรรมการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนายสมัคร มั่นใจว่าข่าวดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลออกมาจากฝ่ายอนุกรรมการ กกต.