WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 18, 2008

‘จักรภพ'เดินหน้าพัฒนา‘โมเดิร์น อีเลฟเว่น'

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 ให้เปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์ทันสมัยภายใต้ชื่อใหม่ว่า โมเดิร์น อีเลฟเว่น ภายใน 1 สัปดาห์ ว่า เวลา 1 สัปดาห์จะเป็นการรวบรวมความคิดในแง่นโยบายช่อง 11ว่า จะเดินไปอย่างไรให้พ้นจากระบบราชการที่จะทำเป็นการสานต่อเอสดียูที่เคยทำในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ จะมีการแยกช่อง 11 ออกจากการกำกับของกรมประชาสัมพันธ์โดยขึ้นตรงกับรัฐบาลแต่เลี่ยงที่จะตอบให้ชัดเจนว่า โมเดิร์น อีเลฟเว่น จะมีสถานะเป็นทีวีสาธารณะ ทีวีเสรี หรือทีวีของรัฐ

นอกจากนี้ นายจักรภพกล่าวถึงแนวทางการนำเงินมาลงทุนในช่อง 11 ในรูปแบบใหม่ว่า จะมีการหากลุ่มที่สนใจลงทุนเข้ามาลงทุนร่วมกับช่อง 11 ซึ่งเชื่อว่า มีนักลงทุนที่สนใจลงทุนอยู่แล้ว


จาก hi-thaksin

'ยงยุทธ'มั่นใจประชุมสภาราบรื่น

นายกฯสมัคร อ่านแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาแล้ว ประธานยงยุทธ มั่นใจประชุมราบรื่น

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญทั่วไป) คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. ที่ผ่านมา โดยนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยบรรยากาศภายในห้องประชุมขณะนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังอ่านคำแถลงนโยบาย ภายในห้องประชุม

นายยงยุทธ กล่าวให้สัมภาษณ์ ก่อนการประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า บรรยากาศในการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้จะเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาความขัดแย้งหรือตอบโต้กันรุนแรง ส่วนการทำหน้าที่ประธานสภาฯ ของตนจะได้รับความเชื่อมั่นจากสมาชิกหรือไม่ จากกรณีที่ตนมีคดีความอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น เห็นว่าเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งตนก็พร้อมที่จะให้ตรวจสอบอยู่แล้ว ขอเพียงผู้ที่ทำการตรวจสอบต้องให้ความยุติธรรมด้วย

ส่วนการชุมนุมของประชาชนที่ จ.เชียงราย นายยงยุทธ เห็นว่า เป็นการสร้างข่าว เพื่อให้สังคมมองว่าตนเป็นบุคคลไม่ดี และไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นกลุ่มบุคคลใด เนื่องจากตนไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งในสังคมอีกแล้ว เพราะเห็นแก่ประเทศชาติบ้านเมือง

นายกฯสมัครแถลงนโยบายห้วง4ปีรัฐบาล

นายกฯแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 09.30 น. โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 28 หน้า จากนั้นเปิดโอกาสให้ ส.ส.รัฐบาลฝ่ายค้าน และสนช. แสดงความเห็น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและชี้แจงแนวทางการดำเนินการตามแนวทางนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเวลาประมาณ 09.30 น. วันนี้ โดยคำแถลงวันนี้ความยาวร่วมทั้งสิ้น 28 หน้า

ขณะที่ส.ส.ของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือสนช.ปฎิบัติหน้าที่แทนสมาชิกวุฒิสภา จะใช้สิทธิอภิปรายสนับสนุนท้วงติงและเสนอแนะ โดยเบื้องต้นกำหนดให้ใช้เวลา 3 วัน วันและประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เวลา 4 ชั่วโมง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง และสนช. 9 ชั่วโมง ทั้งนี้ในการอภิปรายจะไม่มีการลงมติไว้วางใจ อย่างไรก็ตามฝ่ายหลังผ่านการแถลงนโยบายแล้ว รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มตัว

ขณะความเคลื่อนไหวที่รัฐสภาวันนี้ เวลา 09.30 น. จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 พื่อรับฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี จากมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ไม่มีจำกัดเวลาการอภิปรายของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคการเมือง

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางส.ส.ฝ่ายค้านได้มีการวางตัวผู้อภิปรายไว้ถึง 50 คน โดยจะให้บทบาทความสำคัญกับคณะรัฐมนตรีเงา ที่มีการจัดตั้งขึ้น คณะที่ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลมีผู้อภิปราย 40 คน คณะที่สาระสำคัญของนโยบายของรัฐบาลมีสองด้าน คือ นโยบายที่ต้องทำภายใน 1 ปี มี 19 ด้าน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการสานต่อโครงการประชานิยมและนโยบายหลัก ซึ่งทำใน 4 ปีมี 8 ด้าน

จาก hi-thaksin

นโยบาย 5 ส. [18 ก.พ. 51 - 17:39]

บ้านเมือง ฟ้าหลังฝน แต่ละสถาบันก็เร่งปรับกระบวนการบริหารเพื่อการพัฒนาไปข้างหน้า เช่นเดียวกับ สถาบันตุลาการ กระบวนการยุติธรรมได้เน้นนโยบายการบริหารที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อให้เป็นที่พึ่งหลักของประชาชนอย่างทั่วถึงและเที่ยงธรรม

ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม โดย คุณพินิจ สุเสารัจ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้วางแนวนโยบายในการปฏิบัติงานของบุคลากร เพื่อปลุกจิตสำนึกที่ดีในการบริการประชาชน ภายใต้ แนวนโยบาย 5 ส. คือ สำนึก สามัคคี สนับสนุน ส่งเสริมและสัมฤทธิผล

กับคำขวัญที่ว่า “สำนึกในหน้าที่ เอื้ออารีประชาชน”

นอกจากนี้ ยังประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์ศาลยุติธรรม 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกันที่จะต้องเร่งผลักดัน เริ่มจากยุทธศาสตร์ที่ 1 ได้แก่ การรักษาความเข้มแข็งและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการอำนวยความยุติธรรม

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาความสงบสุขของสังคม ผ่านภารกิจ 3 ประการคือ การพิจารณาคดี การไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย

จุดประสงค์แนวทางการดำเนินงานมีทั้งการปฏิรูประบบการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลสูง สร้างความพร้อมและความเข้มแข็ง ให้แก่ศาลฎีกาในการพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคดีเลือกตั้ง เสริมสร้างความเข้มแข็งของศาลชั้นต้น เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธา รวมถึงการรักษามาตรฐานของคำพิพากษา

พัฒนาระบบงานในศาลชั้นต้น ทั้งกรอบเวลาและความชัดเจนในการดำเนินงาน พัฒนาแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นหมายจับ หมายค้น จะต้องมีความรวดเร็ว ถูกต้อง เสมอภาคและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะให้มีบุคลากรของศาล ดูแล กลุ่มคนเหล่านี้เป็นพิเศษเช่นเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ สร้างโอกาส ให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้ด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการเพิ่มศักยภาพระบบการสนับสนุนการอำนวย ความยุติธรรม อาทิ การปฏิรูประบบบริหารบุคคลข้าราชการศาลยุติธรรม ระบบการคัดเลือกคน การพัฒนากลไกและกระบวนการรักษาและปกป้องระบบคุณธรรมเพื่อขวัญและกำลังใจ จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา ทำแผนพัฒนากฎหมาย เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การประสานความร่วมมือกับยุทธศาสตร์ชาติด้าน ข้อพิพาท ในเชิงเศรษฐกิจภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อให้ เกิดกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับการพัฒนาประเทศ

การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ พัฒนากระบวนการพิจารณาคดีของศาลชำนาญพิเศษ เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สรุปง่ายๆก็คือกฎหมายที่มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสนับสนุนและพัฒนาความร่วมมือด้านการยุติธรรม ทั้งในและระหว่างประเทศ ที่มุ่งขยายขอบข่ายการประสานการยุติธรรมเต็มรูปแบบ

และยุทธศาสตร์ที่ 5 การให้บริการประชาชนและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่จะเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าใจ และเข้าถึงในกฎหมายพอที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของตัวเองได้ เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรมนำไปสู่ความเชื่อมั่นในระบบศาลยุติธรรมอย่างยั่งยืน.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

รัฐบาลเริ่มแถลงนโยบายแล้วในเวลา36ชั่วโมง

ในเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ก.พ.51 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเนื้อหาของแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีหลายอย่างจะเป็นการสานต่อจากรัฐบาลที่แล้ว โดยบางนโยบายจะทำเหมือนเดิม บางนโยบายอาจจะมีการปรับปรุงเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งทุกนโยบายที่นำมาดำเนินการต่อนั้นได้มีการประเมินผลก่อนที่จะนำมาบรรจุในแนวนโยบายใหม่นี้ ส่วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการจัดทำนโยบายนี้ สำหรับกำหนดใช้ระยะเวลาอภิปรายรวม 36 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 9 ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรี 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะไม่รวมกับเวลาของนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรค

ทางด้านนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าสภาผู้แทนฯจะส่งร่างคำแถลงนโยบายให้กับสมาชิกเพื่อทำการศึกษา โดยกรอบเวลาในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น ทางฝ่ายค้านขอใช้เวลาอภิปราย 3 วัน ส่วนฝ่ายรัฐบาลเห็นควรอภิปรายเรื่องนี้แค่ 2 วัน ซึ่งผลการหารือระหว่างคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กับวิปฝ่ายค้านรวมถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้ข้อสรุปว่าจะแถลงนโยบาย 3

ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ไม่ใช่การซ้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงขอบอกรัฐบาลว่าอย่ากังวล แต่ยอมรับว่าในการอภิปรายจะมีการพูดถึงกรณีอำนาจในการบริหารงานของนายสมัครว่า มีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายสมัครได้แสดงความอึดอัดใจไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง เกี่ยวกับการตัดสินใจในหลายเรื่อง ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น และยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความเห็นแต่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้ประชาชนสับสน

สำหรับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็จะเปิดโอกาสให้ สนช.อภิปรายอย่างทั่วถึงโดยไม่จำกัดจำนวน และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล สำหรับการจัดทำผลดำเนินงานของ สนช.นั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยจะมีการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม และแจกจ่ายไปยังสถานศึกษาต่างๆ เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในภายหลัง รวมถึงจะเป็นประโยชน์กับ สนช.ชุดหลังที่จะเข้ามาว่าจะมีการศึกษาต่อยอดหรือไม่


หวั่นเลือกส.ว.ทำ-ศาลถูกแทรก"มีชัย"แนะแนวทางแก้ไขรธน.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ รร. ไอยราปาร์ค โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท จ.อุทัยธานี คณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมือง ได้นำเสนอผลรายงานความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยเฉพาะการกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครอง รวมกับประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอีก 4 คน รวมเป็น 7 คน ร่วมกันสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกรรมาธิการฯมีข้อกังวลว่า องค์กรดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับประชาชนหรือผู้แทนประชาชนเพียงใดและองค์กรดังกล่าวจะรับผิดและรับชอบต่อใคร และท้ายที่สุดการเมืองซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเคยอยู่ห่างไกลจากศาล จะต้องเข้าไปสร้างพันธมิตรกับศาลเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคการเมืองหรือไม่

ขณะที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสามารถแก้ไขได้ใน ทุกเรื่องที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ แต่ในขณะนี้คิดว่า รัฐบาลควรเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข โดยขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายการเมืองอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา องค์กรอิสระ นักวิชาการ อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีการศึกษาประเด็นที่ควรจะแก้ไขเสียก่อนจากนั้นจึงจะมีการแก้ไข.


จับตาแถลงนโยบาย ห้วง4ปีรัฐบาลสมัคร [18 ก.พ. 51 - 07:47]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา กำหนดใช้ระยะเวลาอภิปรายรวม 36 ชั่วโมง โดยมีสัดส่วนของฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 10 ชั่วโมง ฝ่ายค้าน 13 ชั่วโมง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 9 ชั่วโมง และคณะรัฐมนตรี 4 ชั่วโมง ทั้งนี้ จะไม่รวมกับเวลาของนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรค

ซึ่งหลังจากเปิดประชุมแล้ว นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้อ่านคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยยก 19 นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก และนโยบายระยะยาวช่วง 4 ปี ชี้แจงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมเปิดโอกาสอภิปรายเต็มที่

รัฐบาลกำหนดหลักการที่จะบริหารประเทศในช่วง 4 ปีที่สำคัญไว้ 2 ประการ คือ การสร้างความสมานฉันท์ในชาติ และ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ โดยประเด็นหลักคือการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญผลกระทบจากปัจจัยภายนอก 2 ประการ คือ ปัญหาซับไพร์มและปัญหาราคาน้ำมันแพง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลวันนี้ ทั้งรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านได้กำชับสมาชิกพรรคให้อภิปรายโดยให้เน้นสาระเป็นหลัก

การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และการอภิปรายนโยบายครั้งนี้ มีกำหนดประชุมร่วมกัน 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ก.พ.นี้


“อภิสิทธิ์” จ้องย้ำแผลนายกฯ นอมินี [18 ก.พ. 51 - 03:03]

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า เบื้องต้นจะเสนอประธานสภาผู้แทนราษฎรให้มีการอภิปรายเป็นหมวดหมู่ แทนการอภิปรายในภาพรวม เนื่องจากเห็นว่าจะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนได้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการอภิปรายดังกล่าวไม่ใช่การซักซ้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้น ขอรัฐบาลอย่าได้กังวล “การอภิปรายนโยบายรัฐบาลจะมีการพูดถึงกรณีอำนาจการ บริหารงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่ามีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายสมัครแสดงความอึดอัดใจไม่น้อยกว่า 2 ครั้งเกี่ยวกับการตัดสินใจในหลายเรื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความไม่เชื่อมั่น”


เย้ย “สมัคร” คุมปาก รมต.ไม่ได้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะเพิ่งเริ่มบริหารงาน แต่แนวคิดของรัฐมนตรีหลายคนน่าเป็นห่วง และควรต้องปรับปรุง โดยเฉพาะการแสดงความเห็นรายวัน ที่ไม่ได้ มีการระบุไว้ในแนวนโยบายหรือหารือร่วมกันในรัฐบาล อย่างกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ออกมาแสดงความเห็นในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ และเสนอแนวความคิดต่างๆรายวัน และสิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดท้าทายว่านายสมัครมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำพอที่จะคุมรัฐมนตรีได้หรือไม่

ลดจำนวนคนซักฟอกเหลือ 50 คน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมแกนนำพรรคและทีมงานอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า พรรคประชาธิปัตย์จะแบ่งคณะบุคคลที่จะอภิปรายตามหมวดหมู่ 8 หมวด และจากการประมวลข้อมูลแล้วได้ลดทอนจำนวนคนที่จะอภิปรายจาก 90 คนเหลือประมาณ 50 คน ใช้เวลาอภิปรายคนละ 15 นาที เน้นเนื้อหาสาระ นำเสนอข้อมูลที่เชื่อถือได้ เป็นการอภิปรายเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ มุ่งหวังให้ผลจากการอภิปรายนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศ และอยากให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของนโยบาย ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ ส.ส.รัฐบาลเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตที่เมื่อฝ่ายค้านเริ่มอภิปราย ก็จะมี ส.ส.บางคนลุกขึ้นประท้วงตีรวนเป็นระยะ

“ชวน” ร่วมทีมชำแหละปัญหาภาคใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แบ่งทิศทางการอภิปรายออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1.นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต มีนายเจริญ คันธวงศ์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม 2.นโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ มีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้ากลุ่ม 3.นโยบายที่ดิน ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นหัวหน้ากลุ่ม 4.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นหัวหน้ากลุ่ม 5.นโยบายความมั่นคงของรัฐ บริหารจัดการที่ดี และปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส.ส.ในกลุ่มที่ตนรับผิดชอบจะได้เวลาอภิปรายรวมกันทั้งหมด 2 ชั่วโมงครึ่ง เรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนคือปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ จะต้องเป็นแนวทางที่ใช้แก้ปัญหาได้จริง จะต้องจัดการกับปัญหาได้ ต้องบอกให้ได้ว่ารัฐบาลจะทำอะไร อย่างไร ใช้ระยะเวลาอีกนานแค่ไหน หากไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้แสดงว่าไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ฝ่ายค้านจะชี้ให้ เห็นถึงความผิดพลาดในนโยบายแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งถึงรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะร่วมอภิปรายในกลุ่มนี้ด้วย

สมัครฉะ กทม.ไม่ใส่ใจจัดงานวันมาฆบูชาที่สวนลุมฯ [18 ก.พ. 51 - 03:14]

ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (17 ก.พ.) ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี เพื่อร่วมพิธีเปิดงานสัปดาห์มาฆบูชา งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยสภาองค์กรพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กทม. ในพิธีมีนายสมัครเป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ขณะที่พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์

นายสมัคร กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ปีนี้การจัดงานมาฆบูชาต้องย้ายจากสนามหลวงมาจัดที่สวนลุมพินี แต่น่าเสียดายที่ กทม. ไม่ได้สนใจสักเท่าไรทั้งที่รู้ล่วงหน้า สงสัยว่าจะมีรัฐบาลและนายกฯใหม่ ก็เลยทำแบบเสียไม่ได้ ความจริงดอกไม้ต้องเต็มพรึบไปหมด แท่นพระก็ต้องมี บอกกองสวนของ กทม. แค่ครึ่งวันก็บันดาลได้หมด ผู้ว่าฯ กทม.ไม่มาก็ไม่เป็นไร ให้ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.มาแทนก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่ กทม.ทำกับพุทธศาสนาวันนี้ ตนเสียใจจริงๆ เข้ามานึกว่าจะสวยงาม เขียวชอุ่ม


ยุติทำ

ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงคำรำพันของอดีตผู้นำการปฏิวัติท่านหนึ่ง ที่ขึ้นมาจับอาวุธล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่สิ่งที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ได้กล่าวทิ้งไว้ ก่อนวันอำลาตำแหน่งประธานบอร์ดทั้งหลายนั้น.ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ลืมได้ง่าย เพราะในทางการเมืองและอาชญาวิทยาแล้ว นั่นคือการแจ้งความพล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “ที่ผ่านมา มีผู้แอบอ้างชื่อของผมไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ

เช่น กรณีคิง เพาเวอร์ และโทรศัพท์มือถือ 3G”พล.อ.สพรั่ง ระบุว่า “ผู้ที่ทำ คือ เพื่อนสนิทของผม”ไม่มีใครรู้ว่าเพื่อนสนิทของ พล.อ.สพรั่ง คือใคร..แต่ที่แน่ใจได้นั้น พล.อ.สพรั่ง จะต้องรู้ เพราะท่านกล่าวถึงและระบุถึงพฤติกรรม และแจงถึงหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายชัดเจนถูกต้องดังนั้น ไม่ว่า คตส. หรือ ป.ป.ช. หรือแม้แต่..สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงจะเพิกเฉยไม่ดำเนินการต่อเห็นจะไม่ได้ เพราะในขณะนี้..พล.อ.สพรั่ง ยังดำรงตำแหน่ง..รองปลัดกระทรวงกลาโหมตัว พล.อ.สพรั่ง เองก็เช่นกันมีการเรียกร้องผลประโยชน์โดยมิชอบ..โดยการแอบอ้างชื่อท่าน หากท่านเพิกเฉย ท่านกำลังทำผิดกฎหมายหลายมาตรา เริ่มกันตั้งแต่มาตรา 157 ไม่นับรวมถึงความเป็น คมช. ของท่านทั้ง กล้านรงค์ จันทิก ทั้ง คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ล้วนอยู่ในฐานะไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เพราะการไม่รู้ไม่เห็น..น่าจะพา

ให้ท่านทำผิดกฎหมาย ไม่มาตราใดก็มาตราหนึ่งหรือหลายๆ มาตราท่านผู้มีหน้าที่ทั้งหลาย..ท่านคือผู้บริโภคเงินเดือนจากภาษีของราษฎร แต่จนถึงวันนี้ ท่านยังดูเหมือนจะไม่ได้อ่าน ไม่ได้ยิน สิ่งที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร กล่าวถึง พูดถึงแต่ท่านรับรู้และกล่าวหา..อีกหลายๆ เรื่อง โดยการตั้งสมมติฐานแต่เบื้องต้นว่า..นั่นคือการทำผิดและจะต้องดำเนินคดีให้ได้ ท่านพิพากษาก่อนหน้าและหาหลักฐานมาประกอบการพิพากษาของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านไม่ใช่ศาลต่อหน้ากระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ..พฤติกรรมดังที่พรรณนามา..จะยืนยันว่า..เรามีกระบวนการยุติธรรมของชาติ..ที่ถูกต้องแล้วหรือยังถ้ายัง..เราจะต้องทำกันอย่างไรต่อไป..คืนความเป็นอิสระที่ไม่อิสระ..ให้กับ..นาจตุลาการที่แท้ดีกว่าหรือไม่..

พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์