WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 19, 2008

กฤษฏีกาตีความแล้ว!ส.ส.นั่งที่ปรึกษา-เลขารมว.ได้

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นว่ารัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งให้ ส.ส.ทั้งระบบแบ่งเขต และ ส.ส.ระบบสัดส่วน เป็นที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรีได้ โดยได้นำส่งผลการตีความดังกล่าวให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตลอดจนส่งให้แก่ทุกพรรคการเมืองไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
แต่อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าการแต่งตั้ง ส.ส.ในตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อมาตรา 265 ในรัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่ หากมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นนี้
คุณพรทิพย์ กล่าวว่า จะนำเสนอผลตีความการแต่งตั้ง ส.ส.เป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้(20 ก.พ.) เพื่อให้พิจารณาการแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีต่อไป


จาก hi=thaksin

มูลนิธิไทยคม เปิดประสบการณ์ระดับโลก

โอกาสของเด็กไทย 130 คน เข้าไทยคมฟุตบอลแคมป์ 7 วัน ฝึกทักษะด้านฟุตบอล ณ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทอง กรุงเทพฯ

ขอเชิญเยาวชนไทยทั่วประเทศ สมัครเข้าคัดเลือกเป็นตัวแทน เพื่อเข้าร่วมโครงการ “มูลนิธิไทยคมเปิดประสบการณ์ระดับโลก พาเยาวชนไทยไปแมนเชสเตอร์ซิตี้” โดยจะทำการคัดเลือกรอบแรกเพื่อให้ได้ตัวแทนจากทั้ง 4 ภาค รวม 130 คน เข้ารับการฝึกทักษะเข้มข้นในแคมป์ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทองธานี กรุงเทพฯ อาทิ ทักษะการเล่นฟุตบอล กับทีมงานระดับประเทศ รวมทั้งการ ฝึกภาษาอังกฤษ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ

ตัวแทน 15 คน เปิดประสบการณ์ระดับโลกกับทีมระดับโลก 10 วัน เยาวชนไทยที่ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้าย เพียง 15 คน จะได้เดินทางไปฝึกทักษะกับโค้ชมืออาชีพของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ ฟูลแลม พร้อมเติมความรู้ใหม่ๆ จากการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญของเมือง

ประตูสู่แมนซิตี้ โอกาสการเรียนรู้ระดับโลกเปิดกว้างแล้ววันนี้

เงื่อนไขการสมัคร

เยาวชนไทย ช / ญ อายุระหว่าง 12-16 ปี พร้อมรูปถ่าย 2 นิ้ว 2 ใบ , สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน หรือ สูจิบัตร

กำหนดการรับสมัครและคัดเลือกรอบแรก (หาตัวแทน 130 คน)

จังหวัดสุราษฎร์ธานี 30 คน

รับสมัครวันที่ 25-29 ก.พ. / คัดเลือกวันที่ 1 มี.ค. ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฏร์ธานี

จังหวัดอุบลราชธานี 30 คน

รับสมัครวันที่ 3-7 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 8 มี.ค. ณ สนามกีฬาโรงเรียนกีฬาอุบลราชธานี

จังหวัดเชียงใหม่ 30 คน

รับสมัครวันที่ 10-14 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 15 มี.ค. ณ สโมสรเชียงใหม่-ลำพูน กอล์ฟ

กรุงเทพมหานคร 40 คน

รับสมัครวันที่ 17-21 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 22 มี.ค. ณ สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิธีการรับสมัคร

1. สมัครทาง www.siamsport.co.th

2. สมัครทางโทรศัพท์

- สุราษฏร์ธานี โทร 077-283668

- อุบลราชธานี โทร 086-7197575

- เชียงใหม่ โทร 02-2182834

- กรุงเทพมหานคร โทร 02-2182834

24-30 มี.ค. คัดเลือกตัวแทน 15 คน

ณ ไทยคมฟุตบอลแคมป์ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร

21-30 เม.ย. เปิดประสบการณ์ระดับโลกที่แมนเชสเตอร์ซิตี้ ประเทศอังกฤษ

---------------------

ที่มา : มูลนิธีไทยคม

จาก hi-thaksin

Monday, February 18, 2008

แผนปฏิบัติการล้างสมองเยาวชน : การบ่อนทำลายรากฐานสังคม

โดย คุณ Klass
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
18 กุมภาพันธ์ 2551

แผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ดูเหมือนจะเป็นแผนที่ต้องใช้คนระดับด็อกเตอร์คิดขึ้นมา เพื่อช่วงชิงมวลชนในสังคม

แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นแผนของคนสิ้นคิด สิ้นคิดทั้งคนเสนอแผน ทั้งคนรับแผน ทั้งคนปฏิบัติตามแผน

วันนี้.... การขยายฐานจากแผนของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์เชิงลึก เข้ามาสู่ทีวีสาธารณะ นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของฝ่ายเผด็จการ ที่ได้วางหมากในการต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่า

ปฏิบัติการเพื่อคงอำนาจมืด และรักษามวลชนบางส่วนในสังคมเอาไว้

การเผยแพร่เรื่องราวของ 6 ตุลา ในจอทีวีสาธารณะ มีความประสงค์อย่างไรต่อสาธารณะ?

หากรับฟังว่า นายกสมัครพูดผิด แล้วเผยแพร่ข้อมูลตามจริง ก็ใช่
หากรับฟังว่า เป็นกล่าวถึงอดีตของนายกสมัคร ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น ก็ใช่
หากรับฟังว่า เป็นการตอกย้ำโดยการใช้ความคลุมเครือของสถานการณ์นั้น และมีนายกสมัครเข้าไปเกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้น ก็ใช่

ทีวีสาธารณะทำอย่างนี้ทำไม? หวังผลอะไร? สั่งการโดยใคร? ใครได้ประโยชน์? ไม่มีคำตอบใครเสียหาย?

ตอบได้ว่า ประเทศชาติเสียหาย

ทุกวันนี้ ปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่า ใช่ว่าจะหยุดลงตามที่สถานการณ์ควรจะหยุด แต่กลับเร่งเครื่องอย่างหนักหน่วง และยังคงมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นหลัก ก็ยังมีความพยายามที่จะตอกย้ำถึงความเสียหายจากการคอรัปชั่น ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ และประเด็นเรื่องความจงรักภักดีต่อสามสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งการตั้งรัฐบาลตัวแทนของระบอบทักษิณ อันจะนำไปสู่การคอรัปชั่นครั้งใหม่ และจะทำให้วิกฤตการครั้งใหม่ในประเทศ เพื่อรองรับการกลับมาของทักษิณเพื่อแก้ไขวิกฤติ

นับเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้าย ที่มีผลกระทบรุนแรงยิ่ง การขยายช่องว่างระหว่างความแตกแยกของประชาชน ยังคงกระทำอย่างต่อเนื่อง

แผนปฏิบัติการดังกล่าว ยังไม่ได้ถูกยกเลิก การปฏิบัติการทั้งหมดยังคงขับเคลื่อนต่อไป โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งทั้งนอกเมือง ในเมือง ต่างจังหวัด จนถึงต่างประเทศ

ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติการต่อเยาวชน ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในการเรียนการสอนในระดับประถมในหลายพื้นที่ตามต่างจังหวัด

ผู้สอนได้ทำการสอดแทรกเรื่องความเลวร้ายของระบอบทักษิณ เข้าไปในชั้นเรียน บางคนอาจคิดว่าเป็นอคติและความเห็นส่วนตัวเฉพาะผู้สอน นั่นก็มีส่วนถูก เพราะการระดมบุคลากรในครั้งนั้น ต้องเลือกบุคลากรที่มีอคติกับระบอบทักษิณเป็นเบื้องต้น และเมื่อวิเคราะห์ถึงการกระจายตัวของเหตุการณ์ดังกล่าว ผนวกกับบุคลากรที่ดูแลแต่ละพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการนั้น

เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายปฏิบัติการยังคงดำเนินการต่อไป โดยงบประมาณที่มองไม่เห็น การสอดแทรกของผู้สอนที่อคติ จะเป็นเพราะว่ารับข้อมูลข่าวสารด้านเดียว หรือเป็นพวกรับจ้างอยู่ในบัญชีของฝ่ายปฏิบัติการก็ตาม จะถือได้ว่า เป็นการล้างสมองเยาวชนส่วนที่ขาดโอกาสทางข้อมูล เป็นการบ่อนทำลายถึงรากฐานของสังคม

วันนี้ ผู้ใหญ่แบ่งข้างกันชัดเจน และหาจุดร่วมค่อนข้างที่จะยากแล้ว

ในอนาคตพวกสิ้นคิด ยังจะวางหมากไว้ให้ลูกหลานไทยแตกแยกกันต่อไปหรือ

จะมีใครเข้าถึง และ จัดการหยุดยั้ง และทำลายแผนการสิ้นคิดนี้

(อ่านเอกสารแผนปฏิบัติการฉบับเต็มได้โดยคลิกที่ ลิงก์ )


จาก Thai E-News

รฟม.เชื่อรัฐบาลใหม่ไม่รื้อโครงการรถไฟฟ้าแน่

ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดการประชาพิจารณ์รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่สภาพัฒน์เพื่อนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดินหน้าโครงการต่อ เชื่อ รัฐบาลใหม่ ไม่รื้อ โครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด แต่น่าจะเป็นเพียงการปรับโครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด


นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ มูลค่าโครงการ 7 หมื่นล้านบาท เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะนำข้อสรุปที่ได้รายงานต่อกระทรวงคมนาคม นำเข้าสู่สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบดำเนินโครงการต่อไป


โดยนายประภัสร์ กล่าวว่า ผลการฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่คัดค้านต่อการดำเนินโครงการ แม้ว่าก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการพิจารณาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการก่อสร้างโครงการบริเวณสถานีสนามชัย ซึ่งคณะอนุกรรมการเกรงว่าจะกระทบต่อทัศนียภาพและความมั่นคงแข็งแรงต่อวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) พระอารามหลวงและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไทย โดยนายประภัสร์ ยืนยันว่า โครงการจะยังคงเดินหน้าต่อตามเส้นทางเดิม เพราะเห็นว่ามีความเหมาะสมแล้ว และมีวิธีการก่อสร้างที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ขั้นตอนการก่อสร้างโครงการ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีลงความเห็นชอบแล้ว รฟม.จะต้องเข้าหารือเรื่องวงเงินก่อสร้างโครงการกับกระทรวงการคลัง และใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีครึ่ง ถึง 5 ปี ซึ่งน่าจะทันต่อผลการศึกษาปรับความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าใหม่ของรัฐบาล หากจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางในอนาคต



ทั้งนี้เชื่อว่า การปรับเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะไม่กระทบต่อการเดินหน้าโครงการในส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว เพราะเชื่อว่าการปรับโครงข่ายรถไฟฟ้าจะไม่มีการรื้อโครงการใหม่ทั้งหมด ซึ่งในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วก็สามารถเดินหน้าต่อได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องรอฟังนโยบายที่ชัดเจนจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันนี้ก่อน โดยในส่วนของ รฟม.ก็พร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลแนวทางและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล หากจะมีการปรับเปลี่ยนโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น




ธนารักษ์ยันเหรียญสตางค์ไม่ขาดแคลน

กรมธนารักษ์ ยืนยัน เหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ ไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอกับความต้องการใช้ของตลาด พร้อมนำข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ ทั้งเรื่องการผลิต จำนวนที่ผลิต ปริมาณเหรียญหมุนเวียนในตลาด และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาในวันนี้ ระบุไม่เกี่ยวกับราคาสินค้าที่เเพงขึ้น


นางสาวจารุวรรณ จันทิมาพงษ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านเหรียญกษาปณ์ กล่าวว่า ถ้าตลาดมีความต้องการเหรียญสตางค์เพิ่ม กรมธนารักษ์ก็พร้อมที่จะผลิตเพิ่มได้ทันที เพราะมีวัตถุดิบ และได้จัดสรรงบประมาณรองรับไว้ 200 ล้านบาทต่อเหรียญต่อชนิดราคาอยู่แล้ว


โดยปัจจุบันการแลก หรือความต้องการใช้เหรียญของประชาชน ในกรณีเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ จะอยู่ที่ 12-13 ล้านเหรียญต่อเดือน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้ในขณะนี้


แต่เหรียญที่มีการผลิตออกใช้มากสุด คือ เหรียญ 1 บาท ผลิตเดือนละ 60-80 ล้านเหรียญ / เหรียญ 10 บาท ผลิต 12-15 ล้านเหรียญ และเหรียญ 5 บาท ผลิต 20-25 ล้านเหรียญต่อเดือน


โดยกลุ่มที่มีการแลกเหรียญมากที่สุดจะเป็น โทรศัพท์ ร้านค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต และพ่อค้า แม่ค้าทั่วไป

อย่างไรก็ดี รองอธิบดีกรมธนารักษ์เห็นว่า การขึ้นราคาสินค้าของภาคเอกชน ไม่น่าจะเกี่ยวกับเหรียญ 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์ แต่เป็นเรื่องของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้ามากกว่า ที่จะขึ้นราคาสินค้าในอัตรามากหรือน้อย ซึ่งกรมธนารักษ์ขอยืนยันว่า ปัจจุบันการผลิตเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ มีเพียงพอต่อยอดจ่ายแลก ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด


โดยวันนี้ กรมฯ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ทั้งหมด ทั้งเรื่องของการผลิต จำนวนที่ผลิต ปริมาณเหรียญหมุนเวียนในตลาด และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งเห็นว่าไม่น่าจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และราคาสินค้าที่แพง


นางสาวจารุวรรณกล่าวด้วยว่า ในเดือนก.ค.-ส.ค.นี้ กรมธนารักษ์จะจัดทำเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 5 บาท และ 10 บาท โดยการผลิตจะใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ราคาหน้าเหรียญสอดคล้องกับต้นทุน



มิ่งขวัญเตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าหารือต้นทุนส่วนต่าง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าทั่ประเทศหารือ 22 ก.พ.นี้เพื่อพิจารณาต้นทุน และส่วนต่างก่อนที่จะกำหนดราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินจริง


นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้เตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศจำนวน 250 คน มาหารือในเรื่องของต้นทุกราคาสินค้า และส่วนต่างในแต่ละรายการว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงจะดูในรายละเอียดทุกตัวเพื่อที่จะกำหนดราคาสินค้าว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร โดยยอมรับว่าที่ผ่านมามีราคาสินค้าบางตัวที่ไม่สามารถยอมรับได้ในการขึ้นราคาสินค้า


รัฐบาลเตรียมเรียกประชุมหน.ส่วนฯ รับฟังนโยบายรัฐบาล

รัฐบาลเตรียมเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการเพื่อรับฟังนโยบายจากนายกรัฐมนตรีจันทร์ที่ 25 ก.พ.นี้เพื่อนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วในวันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ รัฐบาลได้เตรียมเรียกประชุมผู้บริหารและหัวหย้าส่วนราชการทั้งหมด เพื่อรับฟังนโยบายจากนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อที่จะนำนโยบายที่แถลงไว้นำไปสูการปฎฺบัติ โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมต่างๆ ที่รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง แม้จะถูกท้วงติงจากฝ่ายค้านก็ตาม ก็ไม่เป็นห่วงเพราะนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดเป็นการร่วมมือกับทั้ง 6 พรรคการเมือง จึงว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร





สมัครสาบานกลางสภา ไม่เกี่ยวข้อง 6-14 ตุลา [18 ก.พ. 51 - 14:22]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (18 ก.พ.) ชี้แจงนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล กรณีถูกระบุว่า ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะความตกต่ำของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตนลาออกเพราะมีความขัดแย้งกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น เนื่องจากไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรี

"ผมลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2519 ระหว่างที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เลี้ยงส่งข้าราชการ ที่ข้างสระน้ำโรงแรมเอเชีย โรงแรมเอเชีย และ วันที่ 1 ตุลาคม ผมก็ไม่มีชื่อเป็นรัฐมนตรี รวมทั้งผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวใดๆทั้งปวงกับเหตุการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม ผมชอบสาบาน ดังนั้น หากผมเกี่ยวข้องขอให้ผม อย่ามีความเจริญในชีวิตนี้ต่อไป "นายกรัฐมนตรีกล่าว


นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า การเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ของตน ไม่ใช่เช่นที่ ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า พรรคล้มแล้วถีบหัวส่งเดินออกมา แต่ผมออกมาขณะที่พรรคยังดีๆอยู่ เพราะไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรี และตนก็ได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 22 ต.ค. หลังมีการเปลี่ยนแปลง 6 ต.ค.2519 โดยตนไม่มีสถานะใดๆที่จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 หรือ 14 ต.ค.2516 หากตนเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ขอให้มีอันเป็น แต่หากตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้นายสมัคร สุนทรเวช มีความเจริญทางการเมืองและในชีวิตทั้งหมด


ด้าน นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางคนในขณะนั้น เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ล้มแล้ว ส่วนนายสมัครคิดจะคิดอย่างไรตนไม่รู้ความในใจ แต่ทราบว่า มีการเตรียมตั้งพรรคการเมือง และหลังเหตุการณ์ผ่านไป ความจริงจึงค่อยปรากฏขึ้น


ต่อมา นายสมัคร กล่าวด้วยว่า ตนเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 30 ก.ย.2519 ออกมาเป็นคนธรรมดา และมาตั้งพรรคประชากรไทย เดือน เม.ย.2522 เวลาห่างกัน 3 ปี


คำต่อคำ 'สนทนาประสาสมัคร' ครั้งที่ 2




คลิปเสียง ความยาว 58 นาที

รายการ “สนทนาประสาสมัคร”
โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 08.30 น
สวัสดีครับท่านผู้ชมที่เคารพ ผมสมัคร สุนทรเวช มาสนทนาประสาสมัครเหมือนอย่างเคยวันอาทิตย์ 08.30 น. หลังพระเทศน์จบนะครับ ก่อนอื่นต้องอยากจะเรียนว่ารายการคงจะเป็นการบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่าอะไรเป็นอย่างไรมา แล้วก็ชี้แจงอะไรที่ขัดข้องนิดหน่อย ต่อไปจะคุยสารคดีวันนี้คือ เรื่องแก้เศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ ซึ่งจะอยู่ค่อนหลัง สักเศษ 3 ส่วน 4 ของเวลาทั้งหมดจะคุยเรื่องที่ว่า

อยากจะเริ่มต้นตรงนี้ครับ คราวที่แล้วพอออกอากาศไปแล้ว คนวิพากษ์วิจารณ์น่าดู วิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมจัดรายการอะไร นั่งเห็นทั้งตัว พุงพุ้ยและเห็นหัวเข่า ผมบอกว่าผมได้ต่อว่าไปแล้ว พวกนั้นมาดูทีหลัง วันนี้ก็จัดการนั่งโต๊ะมีที่รองแขน เรียบร้อยไม่มีปัญหา พออธิบายเสร็จเรียบร้อยต้องบอกไว้ว่า เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมต้องเช็ดจมูกด้วย มันเป็นเรื่องของขนจมูก อันไหนถ้าไม่ยาวถอนออกไปแล้วก็ไม่เป็นไร ถ้ายาวมันโดนก็ต้องเช็ดหน่อย ทำไมต้องเช็ดปาก ขอบปากเวลาคนพูดเยอะ ๆ นานๆ น้ำลายออกมาอยู่ตรงมุมปาก เรารำคาญก็ต้องเช็ด ขอให้อภัยเถอะครับว่าเป็นพฤติกรรมส่วนตัวเล็กน้อย ก็จะพยายามไม่ให้เช็ดบ่อยนัก ต้องชี้แจงนะครับ ไม่อย่างนั้นก็บุคลิกลักษณะท่าทางอย่างไร เคราะห์ดีว่าวันนี้ไม่ไอ ไม่อย่างนั้นโดนว่าอีก

ขอบคุณอธิบดี กปส. และบริษัท ฟาติมา ชี้แจงการยุติรายการของเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

รายการวันนี้จะเริ่มต้นด้วยการขอบคุณท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (นายปราโมช รัฐวินิจ) บริษัท ฟาติมา ทำไมต้องขอบคุณ เพราะเหตุว่ามีคนเล่นไม่ค่อยดีกับรัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้นก็จัดการเลย พูดเสียหายล่ะครับ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจักรภพ เพ็ญแข) เขาก็เก่ง เขาบอกเอาบริษัทมาชี้แจง บริษัทก็ชี้แจง ท่านอธิบดีฯ ชี้แจงหน่อย สามโมงเย็นท่านอธิบดีฯ ชี้แจง เรียบร้อยครับ เห็นได้เลยว่า เอาความไม่เข้าท่ามาให้รัฐบาล ให้คนในรัฐบาล มาถึงก็ถอนรายการไปเอง คือว่าเขาโครม ๆ แล้วก็ถอนรายการออกไป แล้วบอกว่าสั่งให้ถอน ขอบคุณทั้งสองทั้งบริษัท ทั้งอธิบดีฯ จริง ๆ ให้คนทั้งประเทศเข้าใจเลยว่า เขาเล่นสกปรกกันแบบนี้ ต้องขอบคุณรายการนี้ที่มีช่องทางให้ผมได้มีโอกาสมาชี้แจงเรื่องอย่างนี้ ปรับปรุงช่อง 11 ให้ทันสมัยเสนอข่าวตรงไปตรงมา

ถัดไปเรื่องทีวีที่จะทำช่องไหนดี ผมเรียนแล้ววันนั้น ครั้งแรกที่มาจะเปิดทีวีช่องใหม่ เท่านั้นแหละครับ ผมก็เกิดสนุกขึ้นมา คุณคอยดูแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร ก็วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ เลยกลายเป็นเหมือนกับผมโยนหินถามทาง วิพากษ์วิจารณ์กันน่าดูเลยก็แล้วกัน เสร็จแล้วไป ๆ มา ๆ สุดท้ายผมก็รำคาญเต็มที ผมก็ให้สัมภาษณ์ว่าผมจะทำอย่างไร ผมจะปรับปรุงช่อง 11 เป็น Modern Eleven ใช้สำนวนช่อง 9 พอเสร็จเรียบร้อยอย่างนี้ก็จะทำช่องนี้ ตั้งใจว่าจะทำให้ดีเลย หมายความว่าที่ใช้เวลาตรวจสอบอาทิตย์หนึ่ง คือว่ามีโฆษณาเป็นเฉพาะโลโก้ได้ไหม ไม่โฆษณาสินค้า ดูแลต่าง ๆ หมด แล้วอันไหนที่เย็นชาจืดชืด ก็จะทำให้ดีทันสมัย พูดชัดเจนเลยว่าทำทีวีช่อง 11 ให้ทันสมัย แล้วการเสนอข่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้องเชียร์รัฐบาล ตรงไปตรงมา ช่องไหนเขาทำอย่างไรทำเหมือนกับเขาเลย แล้วรัฐบาลจะชี้แจงตัวเองอย่างไร ผมบอกมี รายการผมนี่ไง (รายการสนทนาประสาสมัคร) รายการผมอาทิตย์หนึ่ง วันหนึ่ง 24 ชั่วโมง เอา 7 คูณ ได้เท่าไรผมใช้ชั่วโมงเดียว ผมจะมานั่งด่ารัฐบาลเองเหรอ ไม่ใช่ ผมก็ต้องสนับสนุนมาชี้แจง นี่แหละตัวนี้ล่ะ ไม่น่าเกียจนะครับ พูดเองของเราเอง รัฐมนตรีมาออกรายการชี้แจงก็ต้องพูดเรื่องกระทรวงเรื่องงานของเขา เท่านี้พอแล้วครับ นอกนั้นที่ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่นายกฯ ว่าเลยครับ ให้ความทันสมัย ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์อีกหาว่าควบคุมสื่อ ให้สื่อเป็นอิสระยิ่งขึ้น แล้วสื่อรัฐบาลเท่านั้นด้วยว่าจะให้เขาเป็นอิสระยิ่งขึ้น ไม่ดี เรื่องนี้ใครพูดอย่างนี้ ท่านผู้ชมทั้งหลายก็ดูแล้วกันครับว่าคิดแบบอะไรอย่างไร รับรองทำได้ครับ แล้วทำแน่ เมื่อวานนี้พอพูดออกไป นักวิชาการออกมาแล้ว ทำไม่ได้ ช่อง 11 ปรับปรุงไม่ได้ กฎหมายที่ออกมาครอบคลุมถึงช่อง 11 ผมบอกอย่างนี้เกินเหตุแล้ว พูดไปก็อายคนทั้งประเทศเขาก็แล้วกัน จะมาออกกฎหมายไว้ให้ ตัดออกไปช่องเอาไปทำ ยังไม่ทันจะลงมือกันเท่าไร พอทางนี้จะทำ อ้าขาผวาปีกมา ไม่ได้ ช่อง 11 ปรับปรุงไม่ได้ ผมบอกไม่เข้าท่า อย่าออกความเห็นดีกว่าแบบนี้ คอยดูแล้วกันว่าจะทำได้อย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

ชี้แจงสื่อพาดหัวข่าวมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์

ถัดไปคือเรื่องชอบกลในการเสนอข่าว ชอบกลอย่างไร เรื่องแรกพูดจากันดิบดีเรียบร้อย ทีแรกก็บอกว่าผมจะมาออกมติครม. ผมบอกไม่ใช่ อธิบายความว่าเป็นเรื่องที่ว่า 6 พรรคการเมืองมารวมกันตอนหาเสียงก็พูดเหมือนกัน เรื่องมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ตกลงก็มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) ไปเจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทย เขาเกี่ยวตะขอกันอยู่ ทุกอย่างก็ส่งใส่ไม้ใส่มือไปเสร็จเรียบร้อย ไม่น่าจะเป็นปัญหา เขาบอกเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้ พูดแล้วกระทบ คำว่าเดี๋ยวบาทเดี๋ยวบาทอ่อน หลุดปากไปคำเดียว คุยไปบอกว่าคงให้เวลาเขาสัก 2 เดือน ดูสิว่าจะคืบหน้าไปอย่างไร ไม่ได้คิดอะไรอื่นเลยครับ พอ เสนอข่าว เอาตรงนี้ทันทีเลยครับ สมัครคาดใช้เวลา 2 เดือน ก็เสร็จสิครับอย่างนี้ แสดงว่าหัวหน้ารัฐบาลไปกำหนดเวลาว่าจะต้องอะไรอย่างไร มันสัญชาติญาณของคนก็ให้เวลาประมาณเขาไว้หน่อย ไม่ได้เลยครับ เอาไปขึ้นพาดหัวเลย สมัครคาดการณ์ให้เสร็จ 2 เดือน กลายเป็นว่ารัฐบาลยุ่งอีก ความจริงรัฐบาลต้องดูแล แต่ต้องดูกันเป็นภายใน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง อธิบายอย่างดี ผมตรวจสอบแล้ว ที่ผมพูดอย่างดีไม่ออก แต่ไปเขียนข่าวออกเองว่าเป็นทำนองคาดการณ์ นี่เป็นเทคนิคของการเสนอข่าวร้ายให้รัฐบาล ต้องทำแบบนี้ครับ พูดจาดี อ่านแล้วเขาก็ฟัง เขาเข้าใจดี แต่ทำให้ร้ายคือว่า เอาคำที่บอกว่า รอดูเขาสัก 2 เดือนจะอย่างไร เท่านั้นแหละครับ เอาอีก หมายความว่าหัวหน้านายกฯ ไปยุ่งยิ่งกว่าเขาอีก อธิบายให้รู้ตอนนี้นะครับว่า ไม่ยุ่ง เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะดูแล ใครจะอะไรอย่างไร สมาคมพ่อค้า ธนาคาร ก็ว่ากันไป รัฐบาลไม่ว่า แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็พูดกับธนาคารแห่งประเทศไทย ถ้าลองอย่างนี้แล้ว พูดกันเข้าหูตรงไปตรงมา จะดูสิว่าใครจะตะแบงทำข่าว ตะแบงให้เสียหายอีก

ไม่มีแนวคิดให้อดีต กก.บห.111 คนเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ

ข่าวตะแบงที่สองคืออะไร ท่านผู้ชมนั่งดูเห็นนะครับ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องตอบคำถามเรื่องจะเอาอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน มา คุณหมอท่านเป็นสุภาพบุรุษ ท่านก็ไม่รู้ว่าใครในพรรคพลังประชาชนพูดหรือเปล่า ท่านก็ตอบของท่าน ผมดูแล้วหมอสุรพงษ์ไม่เคยเป็นอย่างนี้ ตอบหลบไปเลี่ยงมา รู้ทันทีเลยว่า ไม่ใช่เป็นต้นตอข่าว แต่ถูกยัดใส่ปาก แต่ความที่เป็นสุภาพบุรุษกลัวว่าใครในพรรคจะวุ่น หรือกลัวนายกฯ อาจจะพูดไป พอเสร็จเรียบร้อย วันศุกร์บ่ายผมให้สัมภาษณ์ 11.30 น. มาถึงถามเลย 111 คนจะเอามาเป็นคณะกรรมการบริหารของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ผมถามว่าใครบอก คุณหมอสุรพงษ์ฯ ผมบอกว่าคุณอย่ามาพูดอย่างนี้ ผมดูหมอสุรพงษ์พูด เขาแสดงความเห็นอึกอัก ๆ เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของ คุณไปถามเขา เสร็จแล้วคุณมาเล่าให้ผมฟังเป็นอย่างนี้ ผมบอกเลยว่าคุณไปเอาต้นตอ ถามกับใคร บอกว่าสิว่าใครต้นตอ ฉบับไหน คนไหนที่พูดเรื่องนี้ ตอบไม่ได้ครับ อย่างนี้เขาเรียก “เต๊า” กัน เต๊าแล้วเอามาเล่นอย่างนี้ เสียหายครับ ผมพูดเฉียดไปหน่อยเดียวว่า เอาสักครึ่งทาง ก็ดูเรื่อง 111 คนที่จะไปออกกฎหมายนิรโทษกรรม เท่านั้นแหละโดนว่าแล้วครับ ว่า ผมก็ไม่พูด ตามใจ เรื่องรัฐธรรมนูญ 3 เดือนจะเลิกค่อยว่ากัน นี่ไปสักครึ่งทางคือ 2 ปี ควรจะแค่นั้น แปลว่า 2 ปีจะทำในเรื่องนิรโทษกรรม โดนว่า แล้วอยู่ดี ๆ เพิ่งว่าไปหยก ๆ เป็นไปได้อย่างไรครับ จะเอา 111 คนมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นไปไม่ได้ครับ ผมบอกเลยว่าผมไม่เห็นด้วย และผมก็ไม่ใช่ต้นตอไปคิด คุณบอกมาว่าใครคิด ก็บอกได้เลยว่าใครจะมีตัวคนคิดสุดแท้แต่ แต่เขาต้องปิดแหล่งข่าว คุณปิดไว้สิไม่ว่า แต่ว่านายกฯ พูด รัฐมนตรีคลังก็ต้องยืนยันต่อไปด้วยว่า ไม่มี คิดยังไม่คิดเลยครับ แล้วไปเสนอข่าวอย่างไร แปลว่าเสนอข่าวให้พรรคพลังประชาชนเสียหาย เสนอข่าวให้รัฐบาลเสียหาย ใครจะคิดออกมา ไม่คิด แต่เสนอข่าวกันแล้ว ผมไม่เห็นด้วย 111 คน ผิด แต่ถ้าสภาพสังคมเป็นอย่างนี้ ผมก็ไม่หยิบต้องมา ปล่อยเขาไปอย่างนั้น ยังไม่ต้องยุ่ง วันนี้ที่พูดต้องการย้ำว่า ไม่ ใครเป็นคนเสนอข่าว คุณรับผิดชอบ น่าประหลาดตรงพวกเสนอข่าวไม่ต้องรับผิดชอบ คือ เต๊าเอาข่าวออกมา เอามาให้เสียหาย

ชมเชย กกต.จัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อย

ผมยกตัวอย่างเรื่องมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ เรื่อง 111 คนจะมาเป็นกรรมการ นี่แสดงให้เห็นว่ามีคนจะเอาข่าวอย่างนี้มาทำสกปรก และให้เสียหาย เสียหายประธานสภาฯ ไหมครับ เสียหายครับ ผู้คนไม่รู้ก็นึกว่าข่าวรั่วมาจริง ผมยืนยันว่าไม่รั่ว ใครจะว่าอย่างไร เชื่อผมไหมว่าไม่รั่ว ออกข่าวอย่างนี้เพื่อต้องการอะไร เพื่อต้องการให้กระทบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 5 คน อย่างนี้ว่าอย่างนั้น ยังไม่ต้องไปทำอะไรเลย ปล่อยให้ธรรมชาติ ผมนี่เวลานั่นผมป้องกันกกต. ตอนเลือกตั้งผมก็ป้องกัน กกต. เลือกตั้งแล้วก็ยังป้องกันอยู่ ผมบอกเลยว่ามาจนถึงวันนี้ เลือกตั้งกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง ตอนเลือกตั้งเสร็จทั่วโลกมาชมเชยเลือกตั้งดี กกต.เขาทำงาน มีคนไปแทรกแซงกกต. แอบข้างหลัง ผมบอกเลยว่าผมกัน กกต. เลยทันที และผมแสดงให้เห็นเลยว่า มีจริง แล้วลาออกไปจริงไหม เข้ามาจริงไหม คนเข้ามาแล้วไม่ใช้เงินจริงไหม จริงทั้งนั้นครับ แต่พวกเสนอข่าวไม่ชอบเสนอความจริงตรงนั้น ไม่เสนอครับ เราก็ชี้แจงว่าเขาถอยออกไปแล้วก็พอแล้ว กกต.ก็เป็น กกต. กำลังนี้กำลังทำงานจะเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็ให้ท่านทำให้ตลอดรอดฝั่งนะครับ คือว่า 5 ท่าน ผู้พิพากษา 4 คน อัยการ 1 คน จะด้วยอย่างไร ท่านจะเถียงอย่างไรในประเด็นของท่านเอง แต่ทั้งหมดแล้วต้องถือว่ากกต.ชุดนี้ ได้ทำคุณให้บ้านเมืองนี้ คือมีการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง เสร็จเรียบร้อย ใครจะมาขอแทรกแซงต่าง ๆ ท่านก็ดำเนินการของท่านจนเสร็จ สุดท้ายเขาต้องชมเชยว่าการเลือกตั้งประเทศไทยเรียบร้อย ไม่มีข่าวอื้อฉาว จะใบเขียว ใบแดง อะไร ก็ว่ากันไป ผมบอกจริง ๆ ว่าเป็นหน้าที่ของผมจะต้องดูแล พวกเล่นไม่จบนะครับ

มีมือที่มองไม่เห็นจ้องทำลายล้างพรรคพลังประชาชน

ยังมีนะครับ หัวหน้าหน่วยงานส่งคนออกไป จะไปตามไปขู่ไปเข็ญ ยังทำอยู่ครับ มือที่มองไม่เห็นยังดำเนินการอยู่ แต่ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของผมเอง ไม่เลิกครับ มีรัฐบาลแล้วจนถึงวันนี้ยังไม่เลิก ไม่เลิกเรื่องไหนครับ เรื่องรังควานเรื่องการเลือกตั้ง ยังดำเนินการอยู่ เอาล่ะใครเป็นหัวโจกดำเนินการ คุณก็ระมัดระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน ต่อไปนี้ถึงต้องใช้มาตรการว่าคุณทำทำไม คุณต้องการจะทำลายล้างพรรคการเมืองนี้ ใครสั่ง จะต้องได้ตัวแน่นอน ไม่มีปัญหาล่ะครับต่อไปนี้ ที่พูดจาไม่ได้ทำอะไรให้ขุ่นมัว แต่ถ้าไม่พูดให้รู้เสียอย่างนี้ ไม่เลิกครับ ยังไม่เลิก ยังเอากันอยู่ ยังพยายามอยู่ ยังสั่งกันอยู่ ผมไม่อยากจะพูดแล้ว มือคนที่มองไม่เห็น จะต้องพูดให้รู้ เพราะว่ายังดำเนินการอยู่ คนในต่างจังหวัดยังรายงานเข้ามาอยู่ว่า ความสกปรกยังแผ่ไปข่มขู่อยู่ ไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่มีรัฐบาลแล้วนะครับ ผมต้องตรงไปตรงมาอย่างนี้ครับ แล้วผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมพูด อย่าลืมนะครับ กกต.ท่านเชิญชวน ท่านจะทำงานอะไรต่าง ๆ ผมก็ต้องมีหน้าที่สนับสนุน ท่านจะเลือกตั้งส.ว. ก็ขอให้ท่านดำเนินการให้เรียบร้อย หน่วยงานราชการทุกหน่วยก็ขอให้ความสนับสนุน ไม่มีปัญหาอื่นครับ วันนี้ต้องพูดถึงท่านเพราะเหตุว่า คณะอนุกรรมการ กกต. ก็โดนคนทำสกปรก เพื่อจะให้ กกต. 5 คนเดือดร้อนอีกว่า รายงานอะไรออกไปอย่างไร เสียหายครับ ถ้าไม่มีอะไร ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ จะออกหัวออกก้อย ก็ตามธรรมชาติ ผมไม่ว่าอะไร คุณได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

บ่ายสองโมงวันนี้ไปงานที่สวนลุมพินี

ถัดไปพูดถึงเรื่องที่ต้องโดนตำหนิอีก คือผู้สื่อข่าวคอยตำหนิ ไปไหนที่มีรายการขึ้นมาแล้วไม่บอก ก็ถูกว่า เชื่อไหมครับ ที่แล้วมาคือยังไม่มีอะไรเป็นสาระสำคัญมากมายนัก ผมก็ไม่เกี่ยงว่าได้ทำอะไรมา ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคาร เขาบอกงดประชุมสภาฯ วันพุธ วันพฤหัสบดี พอผมไปถึง 10.00 น. งด ผมบอกถ้าอย่างนั้นก็ทำงานตามหน้าที่ถวายเจ้านาย คือเราเป็นกรรมการที่จะต้องไปดูแลเรื่องงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ก็ไปดู ตอน 10.00 น.คิดจะไปดู ถูกต่อว่า ๆ ไม่บอก ไปกันเต็มหมด เขาแจ้งนะครับ แต่แจ้งกะทันหันหน่อย ไปรอผมเลย ผมจะไปเงียบ ๆ ธรรมดา เขาแจ้งเสร็จเรียบร้อย ไปรอ รถไปติดอยู่ยมราช ไปช้า 25 นาที ก็เสียหายนะครับ ไม่นัดหมาย ผมจะไปดูของผมเอง ผมไปดูเรื่องการบูรณะซ่อมแซมราชรถ และไปดูบริเวณสนามหลวง เขาจะขยับที่ทางกันอย่างไร บ่ายก็ไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ไม่มีอะไรอื่น แต่ที่จะบอกไว้ตรงนี้ วันนี้ต้องว่าผมอีก เพราะว่าวันนี้มีงานพุทธศาสนา จัดที่สนามหลวงไม่ได้ ก็ไปจัดที่สวนลุมพินี ทางพระท่านก็แจ้งมา ผมก็ต้องไป วันนี้ 14.00 น. ผมจะไปสวนลุมพินี ไม่มีหรอกครับ ผมเพิ่งรู้ตอนเช้าวันนี้ แล้วผมจะไปบอกใครที่ไหน พูดกันบอกฝากใครก็ไม่ได้นะครับ คนรับฝากเดือดร้อน ก็บอกเสียตรงนี้ผมจะไปสวนลุมพินีบ่ายสองโมง คุณจะไปทำข่าว หรือไม่ทำข่าวสุดแท้แต่ แต่อย่ามาว่าอีกแล้วกันว่าไปไหนไม่บอก

พ่อค้าแม่ค้าขอให้ช่วยแก้ปัญหาของแพง

ทีนี้ถึงเรื่องที่จะตั้งใจมาคุยวันนี้ครับ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ เป็นวันมาฆบูชา ทุกคนต้องเข้าใจ ต้องรู้ว่าอะไรอย่างไร จาตุรงคสันนิบาต อะไรต่าง ๆ เรียนหนังสือมาต้องรู้กันหมดแล้ว ที่รู้คือว่าขอได้อ้างอิงทั้งพุทธศาสนาหน่อย ผมนี่แหละครับใช้ธรรม ใช้หลักการในพุทธศาสนา เอามาใช้ในการบริหารบ้านเมือง คือถ้าเราศึกษาเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เรื่องวันมาฆบูชา ไม่ใช่วันวิสาขบูชานะครับ วิสาขบูชานั่นคือประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ปฐมเทศนา ในวันเดียวกัน ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ สมัยเด็ก ๆ ต้องเรียน สมัยนี้ไม่รู้ว่ามีหรือเปล่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 เรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อธิบายความง่ายๆ คือว่า ท่านได้ตรัสรู้ว่าการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เป็นทุกข์ ในหลักพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าต้องไปหาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ถึงจะรู้ว่าเมื่อดับทุกข์แล้ว มีความสุขอย่างไร แล้วสุดท้ายก็สอนเรื่องหนทางไปสู่ความดับทุกข์ ทุกข์ สมุทัยก็เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธก็การดับทุกข์ มีความสงบอย่างไร มรรคคือหนทางไปสู่ทางดับทุกข์ ผมได้คุยเสมอเรื่องจราจรติดขัด ก็เป็นทุกข์ เงินเดือนน้อยก็เป็นทุกข์ ไม่มีเงินใช้ก็เป็นทุกข์ มีเงินมากก็เป็นทุกข์ แล้วทำอย่างไร ความทุกข์ต่าง ๆ เหล่านี้วันนี้ราคาสินค้าแพง โดยไม่มีเหตุผล ย่อมเป็นทุกข์แน่นอน ลองฟังดู ผมได้รับความทุกข์ของพ่อค้าแม่ค้ามา ลองฟังเสียงดู

คำถาม ราคาสินค้าที่ขึ้นอยู่ในช่วงนี้ ท่านนายกฯ มีนโยบายหรือมีข้อคิดเห็นอย่างไรในการขึ้นราคา เพราะไม่ว่าจะเป็นข้าว ไข่ หรือสินค้าอุปโภคบริโภคตอนนี้ทุกอย่างขึ้นราคากันสูงหมด น้ำมัน น้ำตาลทราย น้ำปลา สินค้าที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อยากให้ท่านนายกฯ มีคำตอบให้กับประชาชนทุกคนด้วย

คำถาม อยากให้ท่านนายกฯ ช่วยหน่อย เพราะตอนนี้มีแม่ค้าหลายคนที่ค้าขายข้าวแกงหรืออาหารตามสั่ง เขาจะบอกว่าของแพงมาก ๆ เลย อยากให้ท่านนายกฯ ช่วยตรงนี้ด้วย เพราะของทะเลตอนนี้ก็แพงมาก ๆ ไหนจะค่าน้ำมัน ตอนนี้ก็เดือดร้อนกันไปหมด ขอฝากท่านนายกฯ ด้วย

คำถาม อยากจะฝากบอกช่อง 11 ฝากบอกกับท่านนายกฯ ค้าขายตอนนี้ตกต่ำซบเซามากเลย อยากจะให้ฟื้นฟูแบบเมื่อก่อนนี้ เร่งมือนิดหนึ่งค่ะ

คำถาม ช่วยบอกท่านนายกฯ และกระทรวงพาณิชย์ด้วยครับ ประชาชนเวลานี้ซื้อหมู บ่นกันแพง ค้าขายก็จะขายกันไม่ได้แล้ว คนจ่ายกับข้าวมาบอกว่าหมูทำไมแพงนัก ไม่มีการแก้ไขหรืออย่างไร และขอให้รีบ ๆ หน่อย ประชาชนสำคัญที่สุดเลยครับ

คำถาม ขอฝากท่านนายกฯ หน่อยครับ เรื่องราคาหมู ตอนนี้ราคาแพงมากประมาณกิโลกรัมละ 120 บาท เพื่อประชาชน และเป็นกำลังใจให้นายกฯ ทำงานนะครับ

ขอบคุณทั้ง 5 ท่าน ท่านผู้ชมคงจะเห็นนะครับ เคราะห์ดีที่ผมพูดไว้อาทิตย์ที่แล้วว่า วันนี้สารคดีประจำสัปดาห์ของผมคือ แก้เศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ ตั้งใจจะมาพูด และแสดงความเห็นไว้หลายที่หลายทางมาแล้ว วันนี้จะพูดกับประชาชนทั้งประเทศ ทางกรมประชาสัมพันธ์ก็เก่ง เขาไปถามพ่อค้าแม่ค้า ไม่ได้มีการตกแต่งนะครับ ไปถามแล้วก็เอามาสัก 4 รายการ นี่แหละครับความทุกข์เรื่องสินค้าราคาแพง ผมจะบอกให้ฟังครับ สินค้าราคาแพงได้ แต่ต้องแพงโดยมีเหตุผล โดยมีสัดส่วนของความแพง เวลานี้น้ำมันพืชขึ้นราคาไปทีหนึ่งขวดละ 4 บาท หมู 100 บาทขึ้นไป 120 บาท ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ นี่คือทุกข์ ต่อไปนี้ผมจะคุยเรื่องสมุทัย ท่านผู้ชมต้องทนฟังหน่อย ฟังผมคุยเรื่องนี้ก่อนแล้วถึงจะรู้ว่า มรรค สุดท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการอะไรไว้อย่างไร จะคุยเรื่องสมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

อธิบายเรื่องเงินเหรียญของอเมริกา

อยากจะอธิบายอย่างนี้นะครับ เราคนไทยชอบเทียบ อะไรก็เทียบต่างชาติ เทียบไปเทียบมา อ้างต่างชาติเสมอเลย คราวนี้ก็สมควรอ้าง ต้องอ้างประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไปเรียนหนังสือที่นั่นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก่อนหน้าผม คนไปเรียนหนังสือรุ่นแรกๆ สงครามโลกเลิก ประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว และก่อนหน้านี้สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อเมริกา เขามีเงินใช้ เขามีอยู่ 6 เหรียญ มี 1 ดอลลาร์ เหรียญ 50 เซ็นต์ เหรียญ 25 เซ็นต์ คนไทยไปอยู่ที่นั่นเรียกเหรียญสลึง เหรียญ 10 เซ็นต์ เรียกว่า dime เหรียญ 5 เซ็นต์ เรียกว่า nickel และเหรียญทองแดง เรียกว่า penny penny เล็กที่สุดเป็นสีทองแดง nickel ใหญ่กว่ามีใส่ข้างในด้วย 5 เซ็นต์ แล้ว dime เนื้อเนียนบางเล็ก 10 เซ็นต์ เหรียญสลึงเหมือนเหรียญ 5 บาทของเรา แต่กลม เสร็จแล้วเขาก็มีเหรียญ 50 เหรียญ 100 เหรียญ 1 เหรียญ เหรียญละเหรียญเขาเลิกแล้ว เดี๋ยวนี้ไปอยู่ในคาสิโนหมด ไปใช้เวลาแจ็คพ็อตไหลลงมา 50 เซ็นต์ก็อยู่ในคาสิโน 25 เซ็นต์เป็นเหรียญที่ใช้หยอดเวลาทำ slot machine ต่าง ๆ ...............

การคำนวณราคาขายข้าวแกงอย่างเป็นธรรม

ย้อนไป 30 – 40 ปี ที่คุยนี้เพราะท่านที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ยังพอนึกออก ข้าวแกงจานละ 3 บาท ประเทศไทยข้าวแกงจานละ 3 บาท ราคาแถวบ้านข้าวราดแกง 3 บาท วันดีคืนดีค่าครองชีพขึ้น ข้าวแกงขึ้นเท่าไร 3.10 บาท 3.25 บาท 3.50 บาท 3.75 บาท ไม่มีข้าวแกงขึ้นมาราคาจานละ 4 บาท 3 บาทขึ้นเป็น 4 บาท คนร้องโวยวายไหม ไม่โวยวาย ทำไม เศษสตางค์ตอนนั้นเหรียญ 25 สตางค์ยังมี 50 สตางค์ยังมี แต่เขาขึ้น 1 บาท ไม่มีใครทักท้วง ข้าวแกงจาก 3 บาทเป็น 4 บาทเฉย ๆ ทราบไหมว่าขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ 33 เปอร์เซ็นต์ อาหารการกินขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์นี้ถ้าเป็นอเมริกาเกิดจลาจลแล้ว ของเราเฉย ๆ 3 บาทขึ้นเป็น 4 บาท อยู่ได้พักเดียว รำคาญเรื่องสตางค์จะเอา 5 บาทให้ได้อย่างไรไม่ทราบ ข้าวมากหน่อยแกงมากหน่อยขึ้นไป 5 บาท ไม่มีใครว่า ข้าวแกงจาก 4 บาทขึ้นเป็น 5 บาท 25 เปอร์เซ็นต์ ครั้งแรกขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ เผลอประเดี๋ยวเดียวข้าวแกงขึ้นอีก 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 5 บาท ข้าวแกง 5 บาทเป็น 6 บาท ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ข้าวแกง 6 บาทไม่มี 7 บาท ไป 8 บาท 6 บาท ไป 8 บาท 33 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว ข้าวแกง 8 บาทไป 10 บาท 25 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว เผลอประเดี๋ยวเดียว 10 ไป 12 20 เปอร์เซ็นต์ 12 ไป 15 25 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว 15 ไม่มี 16 - 17 – 18 - 19 ไม่มี 15 ไป 20 33 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว เวลานี้ข้าวแกงมาตรฐานอยู่ในตลาด 25 บาท จะขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นเป็น 30 บาท ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว เห็นไหมขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ท่านดูก็แล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวแกง ระยะเวลาที่ผ่านมา 30 ปีที่ว่านี้ ข้าวแกงขึ้นจากจานละ 3 บาท มาเป็นจานละ 30 บาท 10 เท่า ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านลองโปรดดู พ่อค้าแม่ค้าข้าวแกงอย่าว่าผมก็แล้วกัน ต่อไปนี้เป็นความจริงที่ปรากฏขึ้น ย้อนลงไปหน่อยเอาตอนที่ว่าข้าวแกงจานละ 20 บาท แล้วข้าวแกงบอกว่าน้ำมันแพง อะไร ๆ แพง แก๊สแพง ขึ้นมาเป็นจานละ 25 บาท ถามว่ายุติธรรมกับผู้บริโภคไหม ขึ้นมาทีเดียว 25 เปอร์เซ็นต์ โปรดดู สินค้าเวลานั้นถ้าดูกันจริง ๆ เครื่องปรุงอะไรต่ออะไรทั้งหลายทั้งปวง วันหนึ่งค่าเครื่องปรุงอาจจะจ่ายแพงขึ้นไปสัก 50 บาท แม่ค้าขายข้าวแกงเฉลี่ยขายได้วันหนึ่ง 100 จาน แม่ค้าขายได้ 100 จาน แม่ค้าลงทุนมีกำไรพอสมควร วันหนึ่งข้าวของแพงขึ้น คือแทนที่จะได้กำไรอีกสัก 50 บาท ก็หดไปเพราะของแพง 50 บาท ถ้าหากเป็นความเป็นธรรม ถ้าแม่ค้าขึ้นข้าวแกงจานละ 1 บาท คือขาย 21 บาท แม่ค้าขาย 100 จาน วันหนึ่งแม่ค้าก็ขายได้กำไรมากกว่าธรรมดา 100 บาท แล้วไปจ่ายค่าที่แก๊สแพงอะไรแพงไปอีก 50 บาท แม่ค้าก็กำไร 50 บาท เอาไว้ไปซื้อของอะไรที่แพงขึ้นด้วย นี่คือความเป็นธรรม

เหรียญบาทกลายเป็นเศษสตางค์ที่เล็กที่สุดในประเทศไทย

ถามว่าอย่างนี้ ความเป็นธรรมอย่างนี้เกิดได้หรือไม่ ต้องเกิดได้หากว่าเรามีเศษสตางค์สำหรับทอน ถามว่าเหรียญบาทเป็นเศษสตางค์ไหม เห็นเหรียญตั้งบาทจะนับเป็นเศษสตางค์ก็ได้ เมื่อตอนที่มีเหรียญ 25 สตางค์ เหรียญ 50 สตางค์ เดี๋ยวนี้ 1 สตางค์ก็ยังไม่เลิกใช้ เขาเอาไว้ใช้สำหรับเวลาแสดงว่าเงินคงเท่าไร ต้องแสดงให้ดูว่ามีเท่าไร แต่ 25 สตางค์ เหรียญ 50 สตางค์ ยังพอคิดกันอยู่ได้อยู่ในตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ตเขาใช้เครื่อง ออกมาเป็นทศนิยม .25 .50 .75 ไม่เป็นปัญหา นั่นความเป็นธรรมพอมี แต่ว่าเหรียญ 1 บาท ถ้าคนไทยมาคิดวันนี้ แล้วเทียบกับอเมริกาเมื่อ 100 ปีก่อน เมื่อ 50 ปีก่อน เมื่อ 40 ปีก่อนที่ผมไปเรียนหนังสือ ถ้าคิดวันนี้ ถ้าเหรียญ 1 เซ็นต์ของอเมริกา คิดกันว่ากำลังนี้ของเหรียญไทยเล็กที่สุดที่มองเห็นได้ 1 บาท ถ้าเราจะเก็บเหรียญ 1 บาท 5 บาทไว้ เก็บ 10 บาทไว้ เอา 3 เหรียญนี้ และธนบัตรก็ใบละ 20 บาท ใบละ 50 บาท ยังใช้อยู่ ใบละ 100 บาทยังใช้อยู่ ธนบัตร 3 ใบ 20 – 50 – 100 บาท เหรียญ 3 อัน 1 บาท 5 บาท 10 บาท ถ้าเราเก็บอันนี้ไว้ได้ เก็บ 3 อันนี้ไว้ได้ ลองดูตอนแม่ค้าขึ้นราคา แม่ค้าขึ้นราคาแม่ค้าขายข้าวแกง 20 บาท เขาซื้อ 21 บาท ถ้า 21 บาท ก็ให้ไป 30 บาท ทอน 9 บาท เหรียญ 5 1 อัน เหรียญบาท 4 อัน บรรยากาศนี้เกิดได้ไหม ผมบอกถ้าใครอยู่กรุงเทพฯ แวะไปดูที่ร้านนิตยา ร้านนิตยาที่ขายน้ำพริก เขาขายกับข้าวด้วย ที่ปากซอยรามบุตรี ถนนจักรพงษ์ ไปดูสิครับ เหรียญบาทเป็นจานเลย คือเขายินดีทอน แสดงว่าเขาต้องมีราคาสินค้าของเขาซึ่งต้องทอนด้วยเศษสตางค์ เหรียญบาทกลายเป็นเศษสตางค์ที่เล็กที่สุดในประเทศไทย เอาอย่างนั้น ถ้าเก็บไว้ได้ ซื้อเท่าไร 21 บาทเขาก็ทอน 9 บาท ซื้อ 26 บาทเขาทอน 4 บาท เขาจัดเขาทอนอยู่ตลอดเวลานี้ ผมเห็นแล้วบอกว่าผมจะเอาไปคุยให้ฟัง ผมเห็นเหรียญบาทกองไว้อย่างนั้นน่าชื่นใจ แปลว่าเขาเต็มใจทอนครับ แปลว่าแม่ค้าถ้าขึ้นราคา ข้าวแกงขาย 20 บาทขึ้นไป 21 บาท แม่ค้าขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาอาหารขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์พอสมควรแก่เหตุ วันหนึ่งขาย 100 จาน ก็ขายได้เพิ่มอีก 100 บาท ของทั้งหลายแพงขึ้นอีก 50 บาท แม่ค้าก็ไปซื้อของแพงอื่นอีก 50 บาท นี่คือความเป็นธรรมในสังคม เรื่องอย่างนี้เราคิดกันบ้างไหมว่าเพราะเราเอาเศษสตางค์โยนทิ้งไป เพราะเราไม่เข้าถึงเศษสตางค์ เพราะไม่มีความร่วมมือทุกฝ่าย และเพราะทางราชการเองไม่เอาใจใส่

ไม่มีเศษสตางค์ทอนเลยขึ้นราคา

ขอเล่าถึงเรื่องเศรษฐกิจและเศษสตางค์ให้ฟังอีกนิดหนึ่ง ท่านทั้งหลายที่อายุใกล้เคียงผม อ่อนแก่กว่านั้นหน่อย แต่ท่านต้องนึกออก ไม้ขีดไฟบ้านเรา เป็นตัวให้เห็นเลยว่าเศษสตางค์หายไปแล้วเดือดร้อนอย่างไร ไม้ขีดไฟตอนผมเป็นหนุ่ม ๆ ไม้ขีดไฟกลักละ 25 สตางค์ ไปดูอัตราส่วนขายส่งกลักละ 18 สตางค์ คนขายได้ 7 สตางค์ เศษสตางค์ตอนนั้น 1 สตางค์ไม่ใช้ไม่หยิบกันแล้วก็ตาม แต่ว่า 25 สตางค์ยังใช้อยู่ ไม่ขีดไฟกลักละ 25 สตางค์ คนขายส่งขายกันมานานเลย จะตราอีแปะหรือตราพญานาค 25 สตางค์ ต้นทุน 18 สตางค์ ขายปลีก 25 สตางค์ กำไร 7 สตางค์ อยู่มาพักหนึ่งหลายปีต่อมาบอกว่าไม่ไหว ต้องขึ้นราคาแล้ว เขาขอขึ้นอย่างไร เขาขอขึ้นราคา 4 สตางค์ คือขึ้นราคาจากขายส่ง 18 สตางค์เป็น 22 สตางค์ ให้ขายปลีก 30 สตางค์ แล้วคนขายปลีกเคยได้ 7 สตางค์ ก็ได้เป็น 8 สตางค์ คนนั้นได้ 4 สตางค์ ทางนี้ได้ 8 สตางค์ แล้วเป็นอย่างไร ไม้ขีดไฟกลักละ 30 สตางค์ได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะว่าสตางค์ที่จะทอนตรงนั้น ไม่มีสตางค์จะทอนกันตรงนั้นแล้ว เขาทำอย่างไร เขาขาย 3 กลัก 1 บาท ยุติธรรมครับ เขาอาศัย 3 กลัก 1 บาท ไป ๆ มา ใครจะซื้อไม้ขีดไฟทีละ 3 กลัก พวกสูบบุหรี่เยอะ ๆ เมื่อก่อนนี้เขาซื้อไม้ขีดไฟ เขาซื้อกลักเดียว กลักเดียวเอาเท่าไร 50 สตางค์ เห็นไหมโดนเข้าไปอีกแล้ว อยากซื้อกลักเดียว 50 สตางค์ 33 สตางค์ไม่มีสตางค์มาทอน เขาเสีย 50 สตางค์ บัดนี้ไม้ขีดไฟกลักละ 1 บาท ขึ้นราคาตอนไหน ตอนขึ้นจาก 50 สตางค์ไม่เป็น 75 สตางค์ด้วย ขาย 1 บาท ขึ้นราคา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะอะไร เพราะไม่มีเศษสตางค์จะทอนกัน เลยขึ้นกันแบบนี้

การผลิตเหรียญ 2 บาท

ถามว่าถ้าวันนี้เรายังเก็บเหรียญบาทของเราไว้ได้ แล้วผลิตเหรียญบาทออกมา ขอนินทาความไม่เข้าท่าหน่อย ไม่รู้ใครเป็นคนต้นคิด ทำเหรียญ 2 บาทออกมา เคราะห์ดีที่ออกมาแล้วกระจายมาพอสมควร สับสนพอสมควร คนนับผิดนับถูก เสียหายกันไป ทำเหรียญ 2 บาท ทำทำไมเหรียญ 2 บาท ผมก็ลองไปหาสาเหตุ ทำไม เขาบอกว่าเหรียญเปล่า คือตัวเปล่าไปซื้อจากต่างประเทศ เราไม่ได้ผลิตเอง มีเกาหลี หลายประเทศในยุโรป ในเอเชียเกาหลีผลิต ขายเหรียญตัวเปล่า เหรียญที่ขนาดที่เราเลือกไว้แล้ว 1 เซ็นติเมตรกว่า ๆ กี่มิลลิเมตรแล้วแต่ ซื้อตัวเปล่ามา ถ้าสมมติว่าเราซื้อมา 50 สตางค์ เราไปตัว 1 บาทก็กำไร ทำอย่างนี้ 75 สตางค์กำไร บัดนี้เหรียญตัวเปล่านี้สมมติขึ้นมาสัก 1 บาทกับ 2 สตางค์ มูลค่า 1 บาทกับ 2 สตางค์ เขาคิดอย่างไร เอาเหรียญให้โตกว่าเหรียญบาทนิดหนึ่ง แล้วพิมพ์เหรียญเป็น 2 บาท โตกว่านิดหนึ่งแล้วเป็น 2 บาท แปลว่าคิดอย่างเดียวคือลงทุนในการทำสตางค์ คือหมายความว่ามีกำไรในการทำสตางค์ขึ้นมาอย่างนั้น คิดตรงนั้น เลยออกเหรียญสองบาท แปลว่าวัสดุโตขึ้นมานิดหนึ่งแต่มูลค่าได้เป็น 2 บาท คิดแบบนี้ขอประทานโทษครับ คือคิดแบบไม่คิดถึงอะไรในบ้านเมืองเลย

อเมริการักษาราคาสินค้าด้วยการเก็บเศษสตางค์

ต้องที่อเมริกา อเมริกาคิดอย่างไร ผมบังเอิญได้อ่านสารคดีเรื่อง 1 penny ของอเมริกา สมัยก่อนเนื้อทองจริง ๆ ทั้งหมดมูลค่าเท่านั้น ต่อมาทองแดงแพงขึ้น คนอเมริกันทำอย่างไร เขารักษาเหรียญทองแดงอันนี้ไว้โดยวิธีการใส่วัสดุอย่างอื่นที่ถูกกว่าทองแดงลงไป ใส่ลงไป ๆ ราคาก็ยังไม่เกินมูลค่า เขาแก้ไข สียังคงเป็นทองแดงอย่างนั้นอยู่ แต่ว่าราคาไม่เกินมูลค่า เห็นไหม แม้วันหลังเขาบอกราคาเกิน 1 penny มาแล้ว แต่เขาก็ต้องผลิตเหรียญ 1 penny เพื่อรักษาการซื้อ 98 ทอน 2 97 ทอน 3 เห็นไหมคนอเมริกันมีความคิด เขาคิดรักษาราคาสินค้าด้วยการเก็บเศษสตางค์ไว้ แม้จะต้องแพงกว่าตัวนี้ แต่ที่ต้องจ่ายแพงไป รัฐบาลจ่ายแพงเท่าไรแต่ราคาสินค้าที่ไม่ขึ้นพรวดพราดนั้นคุ้มค่ากว่ากัน นี่คือวิธีความคิดของคนที่เขาคิด คิดของเราเรื่องเศษสตางค์ ตอนคิด 1 บาทเป็น 2 บาท เพื่อจะรักษาว่า จะได้มีความสบายใจว่าราคามูลค่าไม่เกินกว่าราคาหน้าเหรียญ เห็นไหม แม้ถ้าเกินมาหน่อยแล้วยังทำอยู่ ถ้าอย่างนี้ 1 บาท 2 สตางค์ มูลค่า 1 บาท เราก็รักษาที่เสีย 2 สตางค์ แต่จะทำให้เหรียญนี้ได้ใช้ คิดอย่างนี้ให้ฟังก็เพื่อจะบอกว่ายังไม่สายเกินไป


กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาสินค้า 33 รายการ มาถึงตรงนี้ มาถึงตรงที่ว่าบอกถึงสมุทัยแล้ว สินค้าถูกต้องดีแน่นอน นั่นคือนิโรธ คนสบายใจ ไม่ใช่เรียกว่าถูก เรียกว่ายุติธรรม เรียกว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น บัดนี้รัฐมนตรีของผมชื่อมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อยู่กระทรวงพาณิชย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้วย ดำเนินการ คุณมิ่งขวัญฯ ไม่ได้หารือผมเลย ได้ดำเนินการทำเหมือนที่ผมคิด และกระซิบบอกว่าผมได้ดำเนินการแล้ว 33 รายการ ทำอย่างไร ขอสนทนาขอตรวจสอบ แปลว่าอย่าง น้ำมันพืชขึ้นทีละ 4 บาท ขึ้นกระโดด 2 หน จาก 29 บาทกลายเป็น 40 บาท จะเป็น 50 บาท ได้อย่างไรครับ อั้นมานานขนาดไหนอย่างไร ถ้าจำเป็นไม่ว่า แต่ว่าถ้าไม่จำเป็นล่ะ เพราะฉะนั้น ดูสิครับเขาคำนวณแล้วเวลาแก๊สขึ้นราคา แม่ค้าทำกับข้าวแก๊สขึ้นราคานี้ เขาคำนวณเสร็จเลย ซึ่งก็ต้องน่าฟัง ข้าวจานหนึ่งแก๊สขึ้นราคาตามที่ขึ้นมาใหม่แล้ว เฉลี่ยข้าว 1 จาน 4 สตางค์ ความแพงของแก๊สที่ขึ้นอยู่ในจานข้าว 4 สตางค์ แล้วอะไร ๆ กับข้าวกับปลาแพงขึ้น ถ้าหากว่าแพงขึ้นสัก 1 บาท แล้วเวลาขายก็ปรับราคาขึ้นมา 2 บาท อย่างนี้เป็นธรรม เรียกว่าพอเป็นธรรม มันขึ้นมา 1 บาทเราเอาเป็น 2 บาท เพราะคนค้าขายจะได้มีกำไรด้วย แต่นี่ขึ้นมาเป็น 5 บาท อีก 3 บาทไปอยู่ในกระเป๋าของคนพวกนั้น 21 บาทไปเป็น 25 บาท แม่ค้าขายของซื้อของแพงไปวันหนึ่ง ขายของ 100 จานซื้อของแพงไปวันหนึ่ง 50 บาท ได้กำไรจานละ 1 บาทคือ 5 เปอร์เซ็นต์ จานละ 1 บาท 100 จานก็ได้วันละ 100 บาท ชดเชยความแพงที่ซื้อกับข้าว 50 บาท เอาไว้เอง 50 บาท ไปซื้อของอื่นแพง นี่เป็นธรรม แต่แม่ค้าขาย 25 บาท ขึ้นไป 25 บาทเลย แม่ค้าเสียแพง 50 บาทแต่ว่าได้เงินวันละ 500 บาท จานละ 5 บาท 100 จานก็ 500 บาท อย่างนี้เป็นธรรมต่อสังคมหรือไม่ อันนี้คุณมิ่งขวัญฯ ได้เริ่มต้นไปดู จัดการไปตรวจสอบทั้งหมด จะเจรจาความ คือเอามาดูกันเลยว่าเท่าไร แล้วต้องให้ขึ้นหรือไม่ ขึ้นต้องให้ขึ้น ต้องขึ้นแต่ว่าต้องมีความเป็นธรรม ในขณะเดียวกัน เมื่อดูตรงนี้เสร็จแล้วต้องดูรายได้ขึ้น

ไม่ควรเสนอข่าวเรื่องขึ้นเงินเดือน

แล้วเราจะตกลงกันได้ไหมครับว่าสื่อสารมวลชนต่อไปนี้ รัฐบาลจะปรับขึ้นเงินเดือน ไม่เป็นข่าว จะมีใครตายไหมที่โรงพิมพ์ คือไม่เสนอข่าวว่าจะขึ้นเงินเดือน คือมาช่วยกันช่วยสังคมไทย ถ้าไม่ได้พาดหัวว่าขึ้นเงินเดือนแล้วจะเป็นอย่างไรไหม ขอประทานโทษเมื่อสักครู่นี้ วันนี้จะต้องถูกคนด่าอีก ไปถามว่าถ้าไม่ได้พาดหัวเงินเดือนขึ้นจะมีใครโรงพิมพ์ตายไหม ขอถอนครับเมื่อสักครู่นี้ เดี๋ยวก็ว่าอีก นี่เป็นแบบของผม ที่ว่าอดไม่ได้ต้องพูดกระแทกแดกดันไปอย่างนี้ ผมว่าหลายคนก็คิด ใครเป็นผมก็อาจจะต้องพูดอย่างนั้น ก็ถามขึ้นมา ประเทศอเมริกาไม่ล่มสลายเพราะไม่เสนอข่าวเงินเดือนขึ้น ไม่ล่มสลาย เพราะไม่จำเป็นต้องเสนอข่าวเงินเดือนขึ้น 3 หน ทำไมประเทศอเมริกาไม่ล่มสลายที่ว่าเงินเดือนเป็นความลับของแต่ละคน ประเทศอเมริกานั้นสิทธิเสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใดเลย ใครได้เท่าไร ใครไม่ได้เท่าไร คุณไม่ต้องถามคนอื่น คุณเอา Paycheck มาเปิดไม่ได้เลยว่าใครเขาได้เท่าไร ใครมาอ้างเท่าไร เราจะมีธรรมเนียมนี้ไหม ว่าต่อไปนี้เงินเดือนนั้นเป็นความลับ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน การปรับปรุงเงินเดือนนั้นก็มีความเป็นธรรม ข่าวขึ้นเงินเดือน 3 หนไม่ออกข่าวเลย ทุกคนก็ยังอยู่ได้ แน่นอนทุกครอบครัวอยู่ได้เลย เพราะราคาสินค้าจะขึ้นไปตามสภาพของมันที่ต้องขึ้น และรายได้ก็จะปรับขึ้นมาตามสภาพที่ควรจะต้องปรับ เห็นไหมว่าถ้าเราเก็บเศษสตางค์ของเราไว้ แล้วถ้าเรามีความเป็นธรรม มรรค หนทางที่จะปรับปรุงคือที่รัฐมนตรีมิ่งขวัญฯ กำลังดำเนินการ 33 รายการ ผมจะตามดูอย่างใกล้ชิด นี่คือวิธีการแก้ปัญหา

ต้องปรับขึ้นราคาหมูอย่างเป็นธรรม

อย่างเวลานี้เราอยากจะดูหมูขึ้นราคา จากกิโลกรัมละ 100 บาทเป็น 120 บาท หน้าฟาร์มถ้าหมูขึ้น 3 บาท แล้วทำไมถึงกลายเป็น 120 บาท ต้องดูเลย คนขายตั้ง 120 บาททุนคุณขึ้นมาเท่าไร คุณเอาเท่าไร อันนี้ที่จะตามไปดู ดูได้แน่นอน ผมจะเล่าให้ฟัง บางเรื่องบางอย่างเป็นสารคดีประกอบ อย่างหมู เมื่อก่อนนี้มีคนทะเลาะกัน เขาขายซากหมู คือหมูที่ทำมาแล้ว ผ่ามาเสร็จแล้ว กิโลกรัมละ 21.50 บาท รัฐบาลกำหนดต้องขาย 21.50 บาท ปรากฏว่าวิวัฒนาการของค่ารายการเลี้ยงหมูเจริญก้าวหน้า หมูหลังแอ่นมีมันเยอะ มีเนื้อแดงอยู่ 33 กิโลกรัม ต่อมาวิวัฒนาการหมูหลังตรงมันมีน้อย มันราคาถูก แต่เนื้อแดงแพง เนื้อแดง 43 กิโลกรัม เนื้อแดงเพิ่มขึ้น 10 กิโลกรัม บริษัทที่ผลิตชนิดนี้ขึ้นมาก็บอกจะขอขาย 23 บาท รัฐบาลบอกว่าไม่ได้ แล้วท่านผู้ฟังลองฟังดู ซื้อหมูกิโลกรัมละ 21.50 บาท เอา 1 ตัวไปขายได้กำไร 150 บาท แต่ว่าถ้าซื้อหมูกิโลกรัมละ 23 บาท เอาไปขายจะได้กำไร 450 บาท ได้กำไรมากกว่ากัน 3 เท่า อย่างนี้ถ้าสมมติว่าให้เขาขายซากหมู 21.50 บาทเป็น 23 บาท แล้วแทนที่เขาจะขายได้กำไร 450 บาท เขาได้กำไรประมาณสัก 300 บาท แต่ว่าผู้บริโภคจะได้ซื้อของแพงขึ้นนิดหนึ่ง แต่คนขายได้แพงขึ้นอีกนิดหน่อย ฟาร์มก็จะขายได้ แปลว่าคนเลี้ยงเขาก็เลี้ยงอยู่ได้ เพราะเขาขายได้ 23 บาท คนมาขายก็ได้กำไรมากขึ้น แต่ว่าแทนที่จะขายได้กำไรตั้ง 450 บาท ได้กำไรแค่ 300 บาท คนบริโภคแทนที่จะต้องจ่ายแพง เขาก็จ่ายน้อยลงไปหน่อย นี่คือความเป็นธรรมในสังคมที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น เรื่องที่เล่าให้ฟังนี้ บริษัทขายหมูทั้งนั้น เลิกเลยครับ ไม่ให้ขาย ขายโดนจับ เลยเลิกเลี้ยงเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจะฆ่าหมูทำหมูตั้งแต่ต้นจนปลาย ไม่ทำ ทำแค่ลูกหมู ขายลูกหมูตัวละ 500 บาท เอาไปเลี้ยงต่อตามใจชอบ และซากไปค้าขายกัน แล้วต้องบังคับให้ 21.50 บาท เห็นไหมครับ 21.50 บาท บังคับให้เขาขายอย่างนั้น เลี้ยงมาเสร็จเรียบร้อยต้องขาดทุนอยู่ตรงนี้ เสร็จแล้วมาหากำไรตรงนี้ ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ไม่ถูกต้อง ทำให้เข้าที่เข้าทางตามระบบ คำนวณให้ดูหมดเลย มีชาร์ตให้ดูเลยว่ามีทุนเท่าไร คุณขึ้นราคาเท่าไร ขึ้นราคาต้องขึ้นได้โดยมีเหตุผล

รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลและแก้ปัญหาราคาสินค้า

เมื่อสักครู่ทั้งหมดที่รับฟังมานี้ เรื่องไข่ไก่ แม่ค้าขายไข่ไก่ต่าง ๆ นี่ก็เกี่ยวกับเรื่องการอุปสงค์อุปทาน เรื่อง supply demand อะไรอย่างหนึ่ง เรื่องนี้ต้องพูดกันให้ชัดเจนเลย ตอนก่อนตอนเด็ก ๆ บอกกินไข่ทุกวัน ๆ ละฟองไม่ต้องไปหาหมอ เดี๋ยวนี้บอกกินไข่ คนโต ๆ แล้วให้กินอาทิตย์ละ 2 ฟอง บางคนกินไข่วันละ 6 ฟอง 6 x 7 = 42 กิน 42 ฟองตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มยังไม่ตาย แต่ว่าหมอบอกว่าให้กินอาทิตย์ละ 2 ฟอง แต่ก่อนนี้บอกว่ากินไข่ทุกวัน ๆ ละฟองไม่ต้องไปหาหมอ นี่ต้องวัดให้แน่นอนราคาไข่จะได้คงที่ ผมเรียนแม่ค้าพ่อค้าทั้ง 4 คน ผมรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่บอกไว้ รับว่าจะต้องมาดู เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องดูแลเรื่องนี้ และจะต้องพยายามจัดการแก้ไขให้ได้ และขอให้เชื่อเถอะครับว่า แก้เรื่องเศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ มีโอกาสมากจริง ๆ เหรียญบาทขอให้เก็บไว้ เพราะถ้าหากว่าข้าวแกง 20 บาทเป็น 21 บาท ให้มา 30 บาทก็ทอน 9 บาท ให้มา 25 บาทก็ทอน 4 บาท ได้แน่นอน เรื่องอย่างนี้ให้ขึ้นได้แต่ค่อย ๆ ขยับขึ้น ขึ้นเป็นขั้น และรายได้นั้นควรจะดักหน้าอยู่กว่า และรายได้นั้นก็ควรจะเป็นความลับของแต่ละบุคคลที่ทำมาหาได้ แล้วแน่นอนครับ คนเป็นรัฐบาลก็ต้องมีใจเป็นธรรมที่จะต้องปรับปรุงรายได้ให้ใครเท่าไร อะไร อย่างไร เรื่องอย่างนี้ขอเรียนให้ทราบไว้ว่า งานในทางการเมืองต่างคนก็ต่างเข้ามา ยกคณะยกทีมเข้ามา บางคนก็มาทีมเดี่ยว ๆ รัฐบาลก่อนเขามาเดี่ยว ๆ รัฐบาลนี้มา 6 พรรคด้วยกัน นั่งกันเวลาปรึกษาหารือก็ต้อง 6 ความคิด เล็กบ้างใหญ่บ้างก็พยายามให้มีความคิดเท่าเทียมกัน ช่วยกันคิดช่วยกันอ่าน ช่วยกันทำ และในฝ่ายสื่อสารมวลชนทั้งหลาย ท่านก็คอยช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีใครเก่งสุดยอดมาหรอก แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดจะต้องหัวเราะเยาะเย้ยถากถางกัน

สร้างรางรถไฟให้กว้างเพื่อให้วิ่งได้เร็วขึ้น

ผมเรียนให้ทราบว่าเมื่อเวลามาคุยอธิบายความ เรื่องรถไฟจะทำอย่างนี้ เรื่องนี้จะทำด้วยอย่างนี้ ๆ มีคนให้สัมภาษณ์เยาะเย้ยถากถางเลย โง่เง่ามาพูดเป็นไปไม่ได้ รถไฟราง 1 เมตร สัญญากันแล้ว 6 ประเทศแถวนี้เซ็นสัญญาแล้วจะไม่ขยาย ผมบอกนั่นคิดแบบรถไฟก็คิดไปสิ ผมไม่ว่า ผมยังไม่แตะต้องรางเก่า แต่ว่าผมมีสิทธิที่จะทำรางใหม่ให้ จะไม่เชื่อมกับประเทศไหนก็ตามแต่ ไม่เชื่อม เวลานี้รถไฟมาเลเซียวิ่งถึงกรุงเทพฯ ไหม ก็วิ่งมาแค่ปาดังเบซาร์มาจ่อที่นั่น สุไหงโก-ลก ก็มาจ่อกันตรงนั้น รางไม่เท่ากันก็เปลี่ยนผู้โดยสารมาขึ้นรถของเรา และถามว่าจากพนมเปญเข้ามาหรือยัง ยันอยู่ตรงนั้น สงครามยังไม่เลิกตรงชายแดน รถไฟไม่เชื่อมกัน แต่รถไฟบอกไปเซ็นสัญญาบอกว่าจะผูกพันกัน 6 ประเทศใช้ราง 1 เมตร ไปเซ็นไว้แล้วเราจะเจริญไม่ได้ ถ้าเราจะพัฒนาของเราให้วิ่งเร็วขึ้น รถไฟบอกทำไม่ได้เพราะเหตุไปเซ็นกับเขาไว้ว่าต่อไปนี้ต้อง 1 เมตร คุณก็เอา 1 เมตรผูกไว้ เดี๋ยวผมจะทำใหม่ขึ้นมา แล้วต่อไปถ้าหากว่าเราทำจริง เร็วจริง เป็นประโยชน์จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เชื่อมกับใครเลย แต่บอกเซ็นสัญญากับเขาไว้ นี่คือเหตุ เหตุแห่งความไม่เจริญ แสดงความคิดเห็น หนังสือพิมพ์ลงข่าวเยาะเย้ยถากถาง นายกฯ สมัครฯ โง่ ใครเข้ามาจะต้องรถไฟ 1.435 ต้องคิดครับ ก็มันช้า จะทำให้เร็วก็ต้องรางกว้างขึ้น บอกไม่ได้เสียแล้ว ต้องได้ครับ ผมยืนยันอย่างไรก็ต้องได้

สื่อบางฉบับเขียนบทความกล่าวหา

คุยเรื่องอุโมงค์ผันน้ำต่าง ๆ ผมบอกว่าผมรู้จักแม่โขง ให้แม่โขงอธิบายความได้ชัดเจน ผมไปกระทรวงการต่างประเทศผมจะคุยเรื่องนี้แถมให้ฟัง ผมไปคุยกับต่างประเทศเขา ฟังความแล้ว เหตุผลต้องจำนนด้วยเหตุผล ยังจะมาอ้างอิงอะไรต่าง ๆ คือฟังความข้างเดียวแล้วก็พูด ผมไม่มีวันยอมอย่างนั้นหรอก ผมต้องทำ แต่ที่น่าเสียดายตรงไหน น่าเสียดายตรงที่เข้ามายังนับวันถ้วน เป็นรัฐบาลยังไม่ถึงเดือนเลย ประชุมคณะรัฐมนตรีเพิ่งประชุมได้ 2 หนเท่านั้นเอง งานก็กำลังทำ กำลังจะบอกว่าจะทำอะไรอย่างไรบ้าง สื่อสารมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ชื่อครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง เขียนบทความด่าผมหยาบคาย ต่ำช้า พูดจาน่าเกลียดน่าชัง ผมเสนอโครงการพูดไป 3 โครงการเท่านั้น ใช้ชื่อบทความ 99,999 โครงการของนายสมัคร ทำไมเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คิดให้ฟัง 3 โครงการต้องใช้ 99,999 โครงการ พูดจาบอกเหมือนกับผมพูดจาเหมือนกับออกมาจากก้นพูด อย่างนี้อะไรกันครับ นี่หรือครับสื่อสารมวลชน พอเริ่มคิดให้ฟังเท่านั้น บอกกำหนดเลยว่าวันนี้เสร็จ ๆ มีรัฐบาลไหนทำล่ะครับ แสดงความคิดปั๊บให้ประกาศเลยวันนี้เสร็จ วันนี้เสร็จถึงจะเก่งจริง ผมไม่เก่งละครับ แต่ด่าผมหยาบคายเสียหาย ที่ด่ามานั้นน่าอายสำหรับวงการสื่อสารมวลชนทั้งหมด ว่านี่หรือสื่อสารมวลชน สติปัญญาเพียงเท่านี้หรือ ด่าเขาโดยยังไม่มีเหตุผล ด่าตั้งแต่ยังไม่ทำงาน พูดจาว่ากล่าวแบบชนิด มีหลายฉบับยังไม่อยากออกชื่อ ไม่อยากประกาศศัตรูกับใคร ผมต้องการจะทำดีให้บ้านเมืองนี้ ผมต้องการจะคิดดีให้บ้านเมืองนี้ แต่ไม่บ่นไม่ได้หรอกครับ ผมต้องขอใช้สิทธิผม ผมไม่ออกชื่อใครทั้งนั้น แต่มี ผมอ่านทุกวัน เขียนบทความว่ากล่าวกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ตั้งใจจะด่าก็ด่าตั้งใจจะว่าก็ว่า ตั้งใจจะเขียนต่าง ๆ แต่สมัยนี้ต้องมีอย่างที่ว่านี้ รายการอย่างวันนี้

ผมก็ทีละนิดละหน่อยต้องบอกให้ฟัง คนที่ทำอะไรไม่ดีจะได้รู้สึกบ้าง จะได้ไม่ทำอะไรตามใจชอบ ผู้อ่านเขาก็ซื้ออ่าน แต่อายคนอ่านเขาบ้าง ด่าเขาโดยไม่มีเหตุผล หยิบยกอะไรมาไม่เข้าท่า ถนัดติเรือทั้งโกลนก็นึกถึงสุภาษิตคนโบราณเขาบ้าง ยังไม่ทันจะเสนอความคิดเท่านั้น ฉับ ๆ ๆ ดูหมิ่นดูแคลนอะไรต่ออะไร เยาะเย้ยถากถางกันแล้ว ทำไมละครับ ทำไมบ้านเมืองเราถึงเป็นอย่างนี้ ผมต้องมาปรารภเอาไว้แล้วจะต้องพูดในสิ่งที่ว่าผมควรจะต้องพูด ใครบอกว่าพูดทำไม พูดเสียหาย ไม่อย่างนั้นครับ ผมยืนยันได้ว่าผมก็มีไมตรีดี กับสื่อสารมวลชนผมก็พูดจาให้ดี ผมเรียนฝากไว้ได้เลยครับ ใครที่ตั้งอาสากันมานี้ บอกว่าจะฟาดฟันทำให้สมัครตะบะแตกขนาดนั้น ๆ ไม่มีวันได้หรอกครับ ไม่มีวันได้ตามที่ไปตกลงกับเขาไว้หรอก เพราะผมไม่มีวันทำให้คุณได้สมประโยชน์อย่างนั้น ผมระมัดระวัง และผมรับอาสามาทำงานให้บ้านเมืองนี้ ผมเข้าตามตรอกออกตามประตู มาอย่างถูกต้องถามวิถีทาง ผมจะรักษาวิถีทางตรงนี้ไว้ แล้วดูก็แล้วกันว่าจะไปได้ไกลสักแค่ไหน เขายกป้ายเวลาหมด ยังไม่จบหรอกครับ อาทิตย์หน้าก็มีเรื่องมาคุย ผมจะหาเรื่องที่มาคุยแล้วเป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังที่อยู่ที่บ้าน ทั้งทางฝ่ายผมที่เป็นผู้ดำเนินการ ต้องลาก่อนครับ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. พบกันใหม่ สวัสดีครับ

ที่มา / ขอบคุณ

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

จินตนา/วิมลมาส ถอดเทป เรียบเรียง

และคุณ demagogue จากสนามหลวง Forum

จาก hi-thaksin

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงต่อรัฐสภา วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.40 น. ณ อาคารรัฐสภา
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้กระผมเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตามประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 นั้น
บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินเรียบร้อยแล้ว โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และครอบคลุมถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นปีที่ต้องเผชิญกับปัญหาจากเศรษฐกิจโลกที่มีความรุนแรง อย่างน้อยสองประการ คือ ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบถึงตลาดเงินและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในโลก และปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อในโลกและในประเทศไทย
นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังมีภารกิจสำคัญอื่น ๆ ในการวางรากฐานการเจริญเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน และส่งเสริมภาคการผลิตและบริการให้สามารถปรับตัวไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างระยะยาวของประเทศ ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สังคมไทยจะเริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้นของสังคมผู้สูงอายุในปี 2552 และประชากรไทยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุอยู่ในภาวะที่ต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมฐานความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ ในขณะที่ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติ และปัจจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ในช่วง 4 ปีต่อไป รัฐบาลจะดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว และมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศ ภายใต้หลักการสำคัญสองประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศ และประชาคมโลก
ประการแรก คือ การสร้างความสมานฉันท์ให้แก่คนไทยทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือกันในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ต่าง ๆ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับประเทศในอนาคต การสร้างความสมานฉันท์นี้รวมถึงเรื่องที่สำคัญ คือ การแก้ไขและเยียวยาปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่แนวทางของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและสามัคคีของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศให้เป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ
ประการที่สอง คือ การสร้างความสมดุลและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายในทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนาคนให้มีคุณธรรมนำความรู้ การสนับสนุนการออมระยะยาว การส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ที่เหมาะสม การพัฒนาชุมชนให้พึ่งตนเองได้และเชื่อมโยงกับตลาดอย่างเป็นขั้นตอน จนถึงการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์และต่อยอดเทคโนโลยีให้เข้ากับภูมิปัญญาไทยเพื่อนำไปสู่นวัตกรรมและสร้างรายได้ให้แก่ระบบเศรษฐกิจตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานของรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
นอกจากหลักการทั้งสองประการแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้ความสำคัญแก่บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ และกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้อยู่ในกรอบแนวทางของการบริหารประเทศตามหลักธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว และจะยึดเป็นแนวทางในการดำเนินงานของรัฐบาล
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วนที่ต้องเริ่มดำเนินการในปีแรก และระยะการบริหารราชการ 4 ปีของรัฐบาล ดังต่อไปนี้
1. นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก
รัฐบาลถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคม ปราบปรามยาเสพติด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ฟื้นฟูให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็ง แก้ไขปัญหาความยากจน โดยพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แรงงาน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญเร่งด่วน โดยมีนโยบายที่สำคัญ คือ
1.1 สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย โดยการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันของประชาชนในชาติให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ และสร้างเสถียรภาพทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง สังคม และเศรษฐกิจ โดยมุ่งถึงประโยชน์สุขของประชาชนส่วนรวมเป็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
1.2 แก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" มาดำเนินภารกิจในด้านความมั่นคงและด้านการพัฒนา โดยให้มีความสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของประชาชน ตลอดทั้งอำนวยความเป็นธรรมและความยุติธรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความสมานฉันท์และสันติสุขในพื้นที่โดยเร็วที่สุด
1.3 เร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยยังคงยึดหลักการ "ผู้เสพ คือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม" ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดปราบปรามการค้ายาเสพติด ลดปริมาณผู้เสพยา และป้องกันมิให้กลุ่มเสี่ยงเข้าไปเป็นเหยื่อของยาเสพติด โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่กับมาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตัดช่องทางการหาเงินทุจริตของผู้มีอิทธิพลในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้ทำลายป่า การค้ามนุษย์ และการเป็นเจ้ามือการพนัน เป็นต้น
1.4 ดำเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ โดยดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต พร้อมทั้งจัดหาสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย
1.5 เพิ่มศักยภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ให้เป็นแหล่งเงินหมุนเวียนในการลงทุน สร้างงานและอาชีพ สร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนในชุมชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน พัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่มีการบริหารจัดการที่ดี ให้สามารถยกระดับเป็นธนาคารหมู่บ้านและชุมชน
1.6 จัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร (Small Medium Large: SML) ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่จะก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการใช้ทรัพยากรของรัฐ ท้องถิ่น และจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ
1.7 สานต่อโครงการธนาคารประชาชน เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย สร้างทางเลือกและลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ด้วยตนเอง
1.8 สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้ ผ่านสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
1.9 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาสินค้า โดยรัฐพร้อมที่จะสนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่ แหล่งเงินทุน และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการตลาด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
1.10 พักหนี้ของเกษตรกรรายย่อยและยากจน ที่ผ่านกระบวนการจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคง
1.11 สร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยง อันเนื่องมาจากผลกระทบความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และสร้างกลไกในการสร้างเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตรที่เป็นธรรม
1.12 ขยายบทบาทของศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix-it Center) และสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ในการใช้ การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเครื่องมืออุปกรณ์การประกอบอาชีพ เครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งสร้างเครือข่ายศูนย์ฯ กับชุมชนและวิสาหกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ระบบรับรองและตรวจสอบคุณภาพในขั้นต้นของสินค้าชุมชน
1.13 สร้างโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง เช่น โครงการ "บ้านเอื้ออาทร" "บ้านรัฐสวัสดิการ" และ "ที่อยู่อาศัยของตนเองเป็นครั้งแรก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ซึ่งสามารถเดินทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลด้วยระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวก
1.14 เร่งรัดการลงทุนที่สำคัญของประเทศ เช่น การพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 9 สาย รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟชานเมือง และรถไฟก้างปลาเชื่อมโยงจังหวัดที่ยังไม่มีรถไฟขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้า และการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานสากล เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
1.15 ดำเนินมาตรการลดผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเร่งรัดโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากก๊าซธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตร เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล รวมทั้งเร่งรัดมาตรการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
1.16 ฟื้นความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยประกาศให้ปี 2551 - 2552 เป็น "ปีแห่งการลงทุน" และ "ปีแห่งการท่องเที่ยวไทย"
1.17 วางระบบการถือครองที่ดินและกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยใช้ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศ ภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกินและประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงและพอเพียง
1.18 ขยายพื้นที่ชลประทานและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน โดยฟื้นฟูและขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน โดยดำเนินการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อประโยชน์ในการปรับโครงสร้างภาคการเกษตร การบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งระบบประปาที่ถูกสุขอนามัย เพื่อการอุปโภคและบริโภคแก่ประชาชนให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำโดยการพัฒนาระบบชลประทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชลประทานระบบท่อ
1.19 เร่งรัดมาตรการและโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน โดยส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ธุรกิจเอกชน และชุมชน ให้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการปลูกและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับครัวเรือน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ในส่วนของนโยบายที่จะดำเนินการภายในช่วงระยะ 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายหลักในการบริหารประเทศซึ่งปรากฏตามนโยบายข้อที่ 2 ถึงข้อที่ 8 ดังต่อไปนี้
2. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลให้ความสำคัญแก่การให้หลักประกันขั้นพื้นฐานของบริการสาธารณะของรัฐภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การพัฒนาคนและสังคมให้มีคุณภาพ การมีสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต และประชาชนมีความสุข โดยจะดำเนินการ ดังนี้
2.1 นโยบายการศึกษา
2.1.1 ยกระดับคุณภาพการศึกษาของคนไทยอย่างมีบูรณาการและสอดคล้องกันตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษาทั้งในและนอกระบบการศึกษา และสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
2.1.2 พัฒนาหลักสูตร ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูให้มีคุณภาพและคุณธรรมอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์
2.1.3 ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การสอน และการเรียนรู้อย่างจริงจัง จัดให้มีการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างกว้างขวาง พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประกอบการเรียนการสอนให้โรงเรียนอย่างทั่วถึง
2.1.4 ดำเนินการให้บุคคลมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษา 12 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรืออยู่ในสภาวะยากลำบาก ให้ได้รับการศึกษา และเพิ่มโอกาสให้แก่เยาวชนในการศึกษาต่อผ่านกองทุนให้กู้ยืมที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต และเชื่อมโยงกับนโยบายการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของประเทศ รวมทั้งต่อยอดให้ทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
2.1.5 สนับสนุนการผลิตและพัฒนากำลังคนให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ และเร่งผลิตกำลังคนระดับอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสาขาต่าง ๆ เช่น ปิโตรเคมี ซอฟต์แวร์ อาหาร สิ่งทอ บริการสุขภาพและการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ เป็นต้น ด้วยความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทาง ตลอดจนให้มีการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพตามมาตรฐานสากล
2.1.6 ขยายบทบาทของระบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านองค์กรต่าง ๆ เช่น สำนักงานบริหารจัดการองค์ความรู้ ระบบห้องสมุดสมัยใหม่ หรืออุทยานการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ศูนย์พัฒนาด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ ศูนย์บำบัดและพัฒนาศักยภาพของบุคคลออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
2.2 นโยบายแรงงาน
2.2.1 เร่งฝึกอบรมและพัฒนาคนที่ทำงานแล้วและคนที่ถูกเลิกจ้าง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้น
2.2.2 จัดให้มีระบบเตือนภัยและติดตามสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อการจ้างงาน การเลิกจ้างอื่นเนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมทั้งจัดให้มีการจ้างงานใหม่โดยเร็ว
2.2.3 ให้การคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานแรงงานไทย ซึ่งให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยในการทำงานและสวัสดิการแรงงาน พร้อมทั้งจัดระบบการคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุมมากขึ้น
2.3 นโยบายการพัฒนาสุขภาพของประชาชน
2.3.1 เพิ่มคุณภาพของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไม่เป็นอุปสรรค พร้อมทั้งปฏิรูประบบบริหารจัดการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพทั่วถึงและครบวงจร ทั้งการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ การป้องกันโรค และการส่งเสริมสุขภาพ
2.3.2 จัดให้มีมาตรการลดปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพและภาวะทุพโภชนาการที่นำไปสู่การเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต และอุบัติเหตุจากการจราจร พร้อมทั้งนำมาตรการภาษีการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาใช้กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบุคคลให้ลด ละ และเลิก พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพ
2.3.3 ดำเนินการระบบเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคเชิงรุก เพื่อป้องกันปัญหาการป่วยและตายด้วยโรคอุบัติใหม่และระบาดซ้ำในคน พร้อมทั้งสร้างขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง วินิจฉัย และดูแลรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบที่ประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
2.3.4 เพิ่มแรงจูงใจและขยายงานอาสาสมัครสาธารณสุข เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้ชุมชนในการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลและการเฝ้าระวังโรคในชุมชน รวมทั้งเชื่อมโยงการดำเนินงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2.3.5 ส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีโอกาสออกกำลังกาย และเล่นกีฬาเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและพลานามัยที่ดี รวมทั้งพัฒนาทักษะทางด้านกีฬาสู่ความเป็นเลิศที่จะนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ สร้างนิสัยรักการกีฬาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงการหมกมุ่นและมั่วสุมกับอบายมุขและยาเสพติด
2.4 นโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
2.4.1 อุปถัมภ์ คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ เพื่อให้มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังให้ประชาชนเข้าใจและนำหลักธรรมของศาสนา มาใช้ในการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
2.4.2 ฟื้นฟูและสืบสานคุณค่าความหลากหลายของวัฒนธรรมไทยทั้งที่เป็นวิถีชีวิต ประเพณี ค่านิยมที่ดีงาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดูแลรักษาแหล่งอุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อการศึกษาเรียนรู้และใช้ประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตบนพื้นฐานความรู้และความเป็นไทย รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาโบราณสถานให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลก
2.4.3 พัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการนันทนาการ เพื่อส่งเสริมให้ วัยรุ่นไทยเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีคุณธรรมเอื้ออาทรต่อผู้อื่น และเกิดการเรียนรู้ศิลปะอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจถึงคุณค่า ซาบซึ้งในความสุนทรีย์ของศิลปะ
2.4.4 ขยายบทบาทสภาวัฒนธรรมทุกจังหวัดให้เป็นกลไกเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิตและสื่อทุกประเภทที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรม และพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อสังคม ขยายสื่อดีเพื่อนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมอย่างเท่าทันสถานการณ์
2.5 นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม
2.5.1 ประสานเชื่อมโยงการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากกองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนพัฒนาชุมชน และกองทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อให้เป็นพลังร่วมในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ
2.5.2 สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการพัฒนาให้มีความรู้และจริยธรรม เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิดและเยาวชนทุกช่วงวัย โดยให้ความสำคัญแก่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ครอบครัวที่อบอุ่น และสถานศึกษาที่เอาใจใส่ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดด้วยการปลูกฝังความรู้ที่ทันโลกและคุณค่าที่ดีของวัฒนธรรมไทย สร้างความเข้าใจให้แก่พ่อแม่ถึงวิธีการดูแลบุตรที่ถูกต้องตามระดับการพัฒนาของสมอง
2.5.3 สร้างหลักประกันความมั่นคงและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้เด็ก สตรี และคนพิการที่ด้อยโอกาส โดยจะขจัดขบวนการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป ขจัดการเลือกปฏิบัติและการละเมิดลิทธิเด็ก สตรี และคนพิการในทุกรูปแบบและอย่างเด็ดขาด รวมทั้งเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคมแก่คนพิการและผู้ด้อยโอกาสอย่างเหมาะสม และส่งเสริมความรู้และอาชีพให้สตรีและคนพิการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
2.5.4 เตรียมความพร้อมให้แก่สังคมผู้สูงอายุ โดยยึดหลักการให้ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยสร้างหลักประกันด้านรายได้และระบบการออมในช่วงวัยทำงานที่เพียงพอสำหรับช่วงวัยชรา สร้างพฤติกรรมด้านสุขภาพที่เหมาะสมกับช่วงวัย สนับสนุนครอบครัวให้เข้มแข็งสามารถดูแลสมาชิกได้อย่างมีคุณภาพ ขยายฐานการให้เบี้ยยังชีพแก่คนชราที่ไม่มีรายได้ และส่งเสริมการใช้ประสบการณ์ของผู้สูงอายุในกระบวนการพัฒนาประเทศโดยระบบคลังสมอง
2.5.5 สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ในสังคมเมือง โดยมีการวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจัดให้มีบริการขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสม มีโรงเรียนใกล้บ้าน มีการสื่อสารคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
3. นโยบายเศรษฐกิจ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลจะบริหารจัดการเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีความสมดุลและเข้มแข็ง ทั้งในภาคเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ มีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกทั้งด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยวางโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้ มีระบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริการ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม การเกษตร ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ พลังงาน และระบบโครงข่ายสารสนเทศและการสื่อสาร โดยจะดำเนินการ ดังนี้
3.1 นโยบายการเงินการคลัง
3.1.1 ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ โดยดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและกลไกตลาด ส่งเสริมประสิทธิภาพและความมั่นคงของภาคการเงินในประเทศ และส่งเสริมศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชน
3.1.2 รักษาวินัยการคลังเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ซึ่งครอบคลุมถึงเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ งบประมาณของท้องถิ่น ฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปฏิรูประบบงบประมาณแผ่นดินทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ ปรับปรุงระบบภาษีและการจัดเก็บภาษีให้มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และเพียงพอกับรายจ่ายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต
3.1.3 ส่งเสริมให้มีระบบการออมระยะยาว เพื่อให้มีเงินออมเพียงพอกับการดำรงชีพในยามชรา รวมทั้งเป็นการสร้างฐานเงินออมเพื่อการระดมทุนของประเทศในอนาคต
3.1.4 วางระบบการดูแลและส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ ทั้งการลงทุนของผู้ประกอบการและนักลงทุนที่เป็นสถาบัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการแข่งขัน เป้าหมายการส่งเสริมศักยภาพของสาขาการผลิตที่จำเป็น และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
3.1.5 ปรับปรุงประสิทธิภาพของตลาดทุนให้ทัดเทียมกับตลาดหลักในภูมิภาคและตลาดโลกทั้งด้านธรรมาภิบาล ราคา และคุณภาพ โดยให้ความสำคัญแก่การปรับปรุงมาตรการสิ่งจูงใจเพื่อสนับสนุนการออมของประเทศ การเพิ่มบทบาทของตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในการเป็นแหล่งทุนสำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และการจัดให้มีกลไกเพื่อกำกับดูแลการพัฒนาตลาดทุนให้ประสานสอดคล้องกับการพัฒนาตลาดเงิน
3.1.6 พัฒนารัฐวิสาหกิจให้สามารถเป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการลงทุนของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างฐานรายได้และมูลค่าให้แก่ทรัพย์สินของรัฐ มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตลอดจนกำกับดูแลการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ทั้งการจัดทำและแยกบัญชีเชิงสังคม ความโปร่งใส และการวัดประสิทธิภาพของการดำเนินงานในมาตรฐานไม่น้อยกว่าเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเร่งฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาฐานะการเงิน
3.2 นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
3.2.1 ภาคเกษตร
3.2.1.1 เร่งปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับโอกาสทางการตลาดและการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภค ทั้งที่เป็นตลาดเดิมและตลาดใหม่ โดยกำหนดยุทธศาสตร์ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลก เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของการทำประมง ปศุสัตว์ และพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศให้ครบวงจร รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง เพื่อสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทน และสนับสนุนการผลิตสินค้าใหม่ที่มีโอกาสทางการตลาด เช่น พืชเส้นใย และสมุนไพร เป็นต้น
3.2.1.2 ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าเกษตร โดยการแปรรูปที่ได้คุณภาพและมาตรฐานสากลเพื่อเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมการเกษตร โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ความปลอดภัยอาหารตามมาตรฐานสากล รวมทั้งให้มีระบบป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค ตลอดจนสนับสนุนการแปรรูปสินค้าเกษตรในชุมชน
3.2.1.3 เร่งรัดการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อป้องกันมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และพัฒนาโครงข่ายระบบการขนส่งสินค้าเกษตรทั้งในพื้นที่ชนบทและเมือง เพื่อขยายตลาดของสินค้าเกษตรและอาหารสู่ตลาดโลก
3.2.1.4 ส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ในระดับชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรกรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริมการขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือตามแนวพระราชดำริ โดยเกษตรกรและชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางและแนวทางด้วยตนเอง
3.2.1.5 ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรทั้งในด้านการรวมกลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนสภาเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการวางแนวทางพัฒนาการเกษตรและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันด้วยตนเอง
3.2.2 ภาคอุตสาหกรรม
3.2.2.1 พัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาค อุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างมูลค่าให้กับสินค้าอุตสาหกรรม ด้วยการยกระดับความสามารถ ทักษะแรงงาน การบริหารจัดการของผู้ประกอบการ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการภายในกลุ่มอุตสาหกรรม บนพื้นฐานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา

3.2.2.2 พัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงและมีความได้เปรียบ เช่น อาหาร เหล็ก ยานยนต์ ปิโตรเคมี พลังงาน และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ให้เป็นฐานการผลิตในระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือให้สิทธิพิเศษกับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ รวมทั้งจัดหาและพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะ 20 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่
3.2.2.3 สร้างสินค้าที่มีคุณภาพและมาตฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่สินที่ผลิตในประเทศไทย โดยสนับสนุนการพัฒนาทักษะฝีมือผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่น อัญมณี และเครื่องประดับ และสินค้าอื่น ๆ พร้อมทั้งใช้มาตรการด้านการตลาดและสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าของไทยให้เป็นที่นิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
3.2.2.4 สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นฐานการผลิตของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างธรรมาภิบาลในการประกอบการและความรับผิดชอบต่อสังคม
3.2.2.5 ส่งเสริมและขยายบทบาทศูนย์บ่มเพาะสำหรับผู้ประกอบการที่มุ่งสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ออกแบบให้มีความเหมาะสมตามศักยภาพในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งสร้างศูนย์พัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนให้มีการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
3.2.2.6 จัดตั้งกองทุนพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและการลงทุนเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมให้มีการปรับตัว และสนับสนุนการลงทุนของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงและใช้พลังงานน้อย รวมทั้งขยายบทบาทของกองทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถสนับสนุนการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.2.3 ภาคการท่องเที่ยวและบริการ
3.2.3.1 เร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว โดยฟื้นฟู พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มดูแลรักษาสุขภาพ กลุ่มประชุมและแสดงสินค้า และกลุ่มที่มีความสนใจด้านระบบนิเวศ วัฒนธรรมท้องถิ่น แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถาน เป็นต้น และดูแลให้นักท่องเที่ยวปลอดภัยจากอาชญากรรม การฉ้อฉล และอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ประกอบการ
3.2.3.2 พัฒนาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสการขยายฐานการผลิตและการตลาดในระดับภูมิภาค เช่น ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจ การประชุมและแสดงสินค้า การศึกษานานาชาติ การก่อสร้าง ธุรกิจภาพยนตร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและนันทนาการ เป็นต้น โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ การเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน มาตรฐานธุรกิจและการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการขยายตัวของธุรกิจ และการส่งเสริมด้านการตลาด
3.2.3.3 ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มอุตสาหกรรมการค้าและบริการที่เน้นความสำคัญของศักยภาพพื้นที่และเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม รวมทั้งความสามารถทางด้านบุคลากรเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ธุรกิจบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ที่เชื่อมโยงกับการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์
3.2.4 การตลาด การค้า และการลงทุน
3.2.4.1 ส่งเสริมนโยบายการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอน และคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
3.2.4.2 ดำเนินการตลาดเชิงรุกเพื่อรักษาตลาดเดิมและสร้างตลาดใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกไปตลาดหลัก โดยส่งเสริมการส่งออกในตลาดใหม่ ได้แก่ จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรปตะวันออก พร้อมทั้งรักษาส่วนแบ่งในตลาดหลักไม่ให้ลดลง โดยมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวสูงในตลาดใหม่
3.2.4.3 ขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าภายใต้กรอบความร่วมมือและข้อตกลงทางด้านการค้าในระบบพหุภาคีและทวิภาคี เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการขยายตลาดการค้าระหว่างประเทศและการค้าชายแดน
3.2.4.4 ทบทวนการจัดตั้งสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศและปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการด้านการค้าของประเทศให้เป็นไปอย่างบูรณาการ โดยเชื่อมโยงกลไกในระดับนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนให้แก่ธุรกิจภาคเอกชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
3.2.4.5 สนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ ทั้งในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตสินค้า การทำสัญญาสินค้าเกษตรตามข้อตกลง การเปิดสาขา การหาตัวแทนและหุ้นส่วนในต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจไทยในต่างประเทศ
3.2.4.6 ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ
3.3 นโยบายโครงสร้างพื้นฐาน และระบบบริหารจัดการขนส่งมวลชน สินค้าและบริการ
3.3.1 พัฒนาบริการโครงสร้างพื้นฐานให้กระจายไปสู่ภูมิภาคอย่างทั่วถึงและเพียงพอ โดยเฉพาะการจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค บริการสื่อสารโทรคมนาคม และที่อยู่อาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
3.3.2 พัฒนาระบบคมนาคมขนส่งและเชื่อมโยงโครงข่ายการบริหารจัดการขนส่งมวลชนสินค้าและบริการ ทั้งพื้นที่ชนบท เมือง และระหว่างประเทศ โดยให้ความสำคัญแก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการขนส่งระบบรางให้เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อลดต้นทุนสินค้าและบริการเพื่อการส่งออก
3.3.3 พัฒนาการขนส่งทางน้ำและกิจการพาณิชยนาวี ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณพื้นที่ภาคใต้ พัฒนาท่าเรือชุมชน และกองเรือไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง เชื่อมโยงประตูการค้าใหม่และสนับสนุนการท่องเที่ยว
3.3.4 พัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูมิภาค และอุตสาหกรรมการบินของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าทางอากาศชั้นนำของเอเชียและโลก
3.4 นโยบายพลังงาน
3.4.1 สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยเร่งรัดให้มีการลงทุนสำรวจและพัฒนาพลังงานทั้งจากในประเทศ เขตพื้นที่พัฒนาร่วม และจากประเทศเพื่อนบ้านให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานกับต่างประเทศ
3.4.2 ส่งเสริมให้มีการกำกับดูแลกิจการพลังงานให้มีราคาพลังงานที่เหมาะสม เป็นธรรม และก่อให้เกิดการแข่งขันลงทุนในธุรกิจพลังงาน โดยมีมาตรฐาน คุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยที่ดี
3.4.3 พัฒนาและวิจัยพลังงานทดแทนทุกรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกแก่ประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการตัดสินใจพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและพลังงานที่สอดคล้องกับท้องถิ่น
3.4.4 ส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคประชาชน โดยมีมาตรการจูงใจที่เหมาะสม
3.4.5 ส่งเสริมการพัฒนา ผลิต และใช้พลังงานควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมกลไกการพัฒนาพลังงานที่สะอาด รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยบรรเทาสภาวะโลกร้อน
3.5 นโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ
3.5.1 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ทั่วถึง เพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และแข่งขันได้ เพื่อเป็นโครงข่ายหลักสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยไปสู่สังคมแห่งภูมิปัญญา ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเขตเมืองและชนบท และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
3.5.2 พัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องด้านบริการความรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และจัดให้มีกลไกสนับสนุนแหล่งทุนสำหรับผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพได้มาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภูมิภาค
3.5.3 สนับสนุนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการและบริการภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล การบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ การเตือนภัยและความมั่นคงของรัฐ บริการการศึกษาและสาธารณสุข ตลอดจนการพัฒนาระบบภูมิสารสนเทศและเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ
4. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลให้ความสำคัญแก่บทบาทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสร้างความสุขของประชาชนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญแก่การบริหารจัดการอย่างบูรณาการระหว่างมิติของเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการมีบทบาทร่วมของประชาชนและชุมชน โดยจะดำเนินการ ดังนี้
4.1 อนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญแก่การใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจระดับประเทศและสากลในระยะต่อไป
4.2 เร่งรัดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้มีความสมดุลของการใช้ประโยชน์ การถือครอง และการอนุรักษ์ฐานทรัพยากร ที่ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทรัพยากรธรณี โดยการใช้ระบบภูมิสารสนเทศ ควบคู่กับการปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายตลอดจนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเร่งรัดปราบปรามการทำลายป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
4.3 อนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ โดยการยุติการเผาไร่นาและทำลายหน้าดิน การลดการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร รวมทั้งการฟื้นฟูดินและป้องกันการชะล้างทำลายดิน โดยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ รวมทั้งมีการกระจายและจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างเป็นธรรม อนุรักษ์และป้องกันรักษาป่าที่สมบูรณ์ สนับสนุนให้มีการปลูกและฟื้นฟูป่าตามแนวพระราชดำริ สนับสนุนการจัดการป่าชุมชนและส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ และการสนับสนุนบทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการน้ำ เช่น การทำฝายต้นน้ำลำธารหรือฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ
4.4 จัดให้มีมาตรการป้องกันและพัฒนาระบบข้อมูลและเตือนภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง ธรณีพิบัติ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
4.5 เร่งรัดการควบคุมมลพิษทางอากาศ ขยะ น้ำเสีย กลิ่น และเสียง ที่เกิดจากการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะเร่งรัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากสังคมเมืองและการผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การจัดทำระบบกำจัดขยะโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสีย
4.6 ส่งเสริมให้ภาครัฐและภาคเอกชนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ การหมุนเวียนการใช้วัตถุดิบและเทคโนโลยีที่สะอาด และการใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลดการก่อมลพิษและลดภาระของสังคมตามธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม
4.7 ส่งเสริมการสร้างความตระหนักทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมและการปรับพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค เพื่อบรรเทาผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะนำมาสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5. นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยรัฐบาลจะดำเนินการ ดังนี้
5.1 ส่งเสริมการนำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาระบบวิจัยและพัฒนาเชิงนวัตกรรมที่มีอยู่ให้สนองความต้องการของภาคการผลิตและบริการ โดยให้ความสำคัญแก่การเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การวิจัย และพัฒนาต่อยอดและมีการใช้ประโยชน์องค์ความรู้และเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์
5.2 สร้างเสริมความรู้ความคิดของประชาชนทางด้านวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเร่งผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพและคุณธรรมให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของภาคการผลิตและบริการ ตลอดจนพัฒนาเส้นทางอาชีพเพื่อรักษาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ในระบบ รวมทั้งจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ขั้นสูงจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรไทย
5.3 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และสนับสนุนการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเพื่อป้องกันมิให้ไทยถูกเอาเปรียบทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยพัฒนาระบบการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานให้ทันสมัย รวมทั้งพัฒนาศูนย์บ่มเพาะธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี อุทยานวิทยาศาสตร์ และศูนย์แห่งความเป็นเลิศในสาขาเทคโนโลยีที่สำคัญ
5.4 ปรับปรุงระบบการวิจัยของประเทศให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยพัฒนามาตรการจูงใจ และกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคธุรกิจเอกชน และส่งเสริมการลงทุนจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์จากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์
6. นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อตอบสนองผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน โดยจะดำเนินบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมความร่วมมือและขยายความสัมพันธ์อันดีกับนานาประเทศทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และยึดมั่นในพันธกรณีที่มีอยู่กับต่างประเทศตามสนธิสัญญาและความตกลงต่าง ๆ ที่ประเทศไทยเป็นภาคี และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันและพัฒนาเศรษฐกิจไทยทุกสาขาให้ได้รับประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสานต่อนโยบายทีมประเทศไทย (Team Thailand) เพื่อให้การดำเนินงานด้านต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีเอกภาพ โดยจะดำเนินการ ดังนี้
6.1 ส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยส่งเสริมความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและความใกล้ชิดระหว่างกัน อันจะนำไปสู่การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยว การขยายการคมนาคมขนส่ง และความร่วมมือด้านอื่น ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาค เช่น ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) แผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) และความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) เป็นต้น
6.2 ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในเอเชีย กรอบความร่วมมือเอเชีย และเพิ่มบทบาทในการสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดตั้งประชาคมอาเซียน และผลักดันบทบาทอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศในวาระที่ไทยเป็นประธานอาเซียน
6.3 มีบทบาทที่สร้างสรรค์ในองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสหประชาชาติและองค์กรระดับภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อรักษาสันติภาพ ความมั่นคง ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน มนุษยธรรม ตลอดจนร่วมมือในการแก้ไขประเด็นปัญหาข้ามชาติทุกด้านที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์
6.4 กระชับความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับประเทศและกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญของโลก จัดทำข้อตกลงการค้าเสรีในกรอบพหุภาคีและกับประเทศต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศโดยรวม สร้างกลไกเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวรับผลกระทบและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี
6.5 ดำเนินงานเชิงรุกทางการทูตเพื่อประชาชน วัฒนธรรม และการศึกษา ตลอดจนการแลกเปลี่ยนในระดับประชาชนกับนานาประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนา และสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อความเข้าใจอันดีกับองค์กรทางศาสนาอื่น ๆ
6.6 คุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย ดูแลคนไทยและแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยที่ประกอบอาชีพและมีถิ่นฐานในต่างประเทศ ส่งเสริมบทบาทของชุมชนชาวไทยในการรักษาเอกลักษณ์และความเป็นไทย
7. นโยบายความมั่นคงของรัฐ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลจะรักษาความมั่นคงของประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ เตรียมความพร้อมในการเผชิญภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งภัยธรรมชาติและความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย แก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้และสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสามัคคี สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ และต่อต้านภัยสังคมในทุกรูปแบบ โดยจะดำเนินการ ดังนี้
7.1 เทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ รวมทั้งเสริมสร้างจิตสำนึกประชาชนในชาติให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสร้างบรรยากาศให้เกิดความรัก ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของคนในชาติ
7.2 เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศให้มีความมั่นคง มีศักยภาพในการรักษาเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และผลประโยชน์ของชาติ โดยมุ่งพัฒนาความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์ และเตรียมความพร้อมของกำลังพลในกองทัพ ตลอดจนการผนึกกำลังประชาชนให้มีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนภารกิจในการพัฒนาประเทศและการรักษาสันติภาพภายใต้กรอบกติกาของสหประชาชาติ
7.3 เร่งพัฒนาระบบการจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และบุคคลที่ยังไม่มีสถานะที่ชัดเจน เน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับขบวนการลักลอบเข้าเมืองที่ผู้มีอิทธิพลให้การสนับสนุน เพื่อลดขนาดและผลกระทบของปัญหาความมั่นคงระยะยาวให้เหลือน้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลที่ไม่มีสถานภาพที่ชัดเจนภายใต้ความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน
7.4 พัฒนาและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งมุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และเร่งขจัดเงื่อนไขความไม่เข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านความมั่นคง
7.5 ปฏิรูประบบข่าวกรองให้เกิดประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงและการเสริมสร้างผลประโยชน์ของชาติ โดยจัดระบบบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานพลเรือน ตำรวจ ทหาร และให้ความสำคัญแก่ข้อมูลเชิงลึกด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาของชาติได้อย่างแท้จริง
7.6 พัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ โดยเน้นการบริหารวิกฤติการณ์ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมุ่งระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนให้สามารถดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกัน แก้ไข บรรเทา และฟื้นฟูความเสียหายของชาติที่เกิดจากภัยต่าง ๆ
8. นโยบายการบริหารจัดการที่ดี
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลจะพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารงานภาครัฐเพื่อให้ส่วนราชการมีความพร้อมและกำลังคนที่มีขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล มีความคุ้มค่า และเกิดความเป็นธรรมในการให้บริการสาธารณะ และจะปรับปรุงกฎหมายและการยุติธรรม สนับสนุนการพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เกิดการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี โดยจะดำเนินการดังต่อไปนี้
8.1 ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
8.1.1 ปรับปรุงการให้บริการประชาชน ด้วยการสร้างนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการให้บริการรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
8.1.2 พัฒนาระบบและกำหนดมาตรการเพื่อดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามารับราชการ ด้วยการปรับปรุงระบบค่าตอบแทนและสิ่งจูงใจให้เทียบเคียงหรือแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน เพื่อให้ระบบราชการเป็นนายจ้างอันเป็นที่หมายปองของผู้สมัครงาน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนกำลังคนทั้งภายในระบบราชการและระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคส่วนอื่น ๆ
8.1.3 พัฒนาระบบงานและสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการและการส่งมอบบริการสาธารณะ โดยจะเน้นการพัฒนาข้าราชการในตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ รวมทั้งจะวางมาตรการสำหรับประเมินผลการปฏิบัติงานและจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมตามผลงาน เพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจและแรงจูงใจในการพัฒนาผลงาน
8.1.4 พัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี โดยการเพิ่มเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานและสถานการณ์ค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งปรับปรุงสวัสดิภาพการทำงานและภาระหนี้สิน เพื่อให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว
8.1.5 เสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และพัฒนาความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาคราชการเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจแก่ประชาชน
8.1.6 ส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง โดยสร้างดุลยภาพระหว่างการกำกับดูแลและความเป็นอิสระของท้องถิ่น โดยไม่กระทบความสามารถในการตัดสินใจดำเนินงานตามความต้องการของท้องถิ่น สร้างความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากรของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ตลอดจนพึ่งพาตนเองด้วยฐานรายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองได้มากขึ้น
8.1.7 สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนขยายการให้บริการที่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เชื่อมโยงและบูรณาการกับแผนชุมชนและแผนระดับต่าง ๆ ในพื้นที่
8.1.8 เร่งรัดดำเนินการถ่ายโอนภารกิจของราชการส่วนกลางให้องค์กรปกครองวนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการจัดสรรรายได้ให้ท้องถิ่นแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม
8.1.9 สนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการของผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด และการจัดทำงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดวางยุทธศาสตร์การพัฒนาและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ศักยภาพของพื้นที่ และความต้องการของประชาชน
8.2 กฎหมายและการยุติธรรม
8.2.1 ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง และส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ รวมตลอดถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
8.2.2 พัฒนากฎหมายให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความจำเป็นของสังคม รวมทั้งจัดให้มี "องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย" และ "องค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม" ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศและกระบวนการยุติธรรม
8.2.3 ส่งเสริมและพัฒนาระบบงานยุติธรรมทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันอาชญากรรมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม การพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม การใช้เครื่องมือและหลักวิชาการนิติวิทยาศาสตร์ การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอำนวยความยุติธรรม เช่น การพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชนและยุติธรรมจังหวัด การพัฒนาและจัดให้มีกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (ซึ่งเป็นกระบวนการชะลอการลงโทษ เช่น ใช้วิธีการทำงานบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม เป็นต้น) ควบคู่กับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก รวมทั้งการพัฒนาระบบและวิธีปฏิบัติเพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้เหมาะสมต่อกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม
8.2.4 เสริมสร้างความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรมที่สอดคล้องกับพื้นที่ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่น บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ขจัดเงื่อนไขความไม่ยุติธรรม และพัฒนาระบบการพิสูจน์การกระทำความผิดที่มีประสิทธิภาพ
8.3 ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการและสื่อสาธารณะอื่นได้อย่างกว้างขวาง ถูกต้อง เป็นธรรม และรวดเร็ว
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลขอชี้แจงว่า การกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่ได้กราบเรียนมาแล้วนี้ จะเป็นแนวทางดำเนินการในระยะเวลา 4 ปี ตามความเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวมทั้งจะเป็นการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามบทบัญญัติในหมวด 5 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และดำเนินนโยบายจนบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้ รัฐบาลจะดำเนินการปรับปรุงหรือกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ พัฒนาระบบการบริหารจัดการ เสนอร่างกฎหมาย ตลอดจนดำเนินการทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ โดยถือเป็นนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ด้วย
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
การกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีตามที่กล่าวมา ได้วางอยู่บนพื้นฐานข้อมูลตามความเป็นจริงของประเทศ และความต่อเนื่องกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตลอดจนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมใหม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อการแถลงนโยบายนี้เสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลจะได้เร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม โดยจัดทำรายละเอียดของแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วยแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ และแผนการตรากฎหมาย ที่จะใช้เป็นคู่มือและแนวทางการทำงานต่อไป
อนึ่ง รัฐบาลขอเรียนว่า รัฐบาลนี้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยถือว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นรากฐานสำคัญในการวางระบบการบริหารประเทศให้เกิดความมั่นคงและสร้างเสริมหลักประชาธิปไตยที่ถูกต้องและเหมาะสมเป็นที่ยอมรับของชนในชาติ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติให้ความเห็นชอบ แต่โดยที่ยังปรากฏว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่มาก รัฐบาลนี้จึงจะสนับสนุนให้มีการศึกษาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศให้ดียิ่งขึ้นในเวลาอันควรต่อไป
รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาอันเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่า จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ทัดเทียมอารยประเทศ สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมที่มีความสมดุลมากขึ้น และให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ทั้งนี้ โดยยึดประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง


จาก hi-thaksin