WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 19, 2008

น่าจะรอด

ไปๆ มาๆ สื่อมวลชน (เจ้าเก่า) ก็ถูกโยน
ของเหม็นมาให้อีก!!
คราวนี้ หาว่าข่าวใบแดงที่เชียงรายของ
คุณยงยุทธ ติยะไพรัช มาจากการคาดเดาของสื่อ!
ทั้งที่ในชั้นต้นที่ข่าวนี้ออกมา มีการอ้างอิงถึงคณะอนุกรรมการ กกต.ประจำจังหวัดเชียงราย ว่าเป็นคนให้ข่าว
และ คุณสดศรี สัตยธรรม ในฐานะ กกต.กลาง ออกมาตอบโต้สวนกระแสอย่างเผ็ดร้อน ถึงขนาดจะตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมในการให้ข่าวเองของ อนุฯ กกต.เชียงราย ด้วยการเอาโทษ เพราะเห็นว่าในทางปฏิบัติ ไม่น่าจะมีสิทธิ์ให้สัมภาษณ์
และคงจำกันได้...??
หลังสิ้นเสียง สดศรี สัตยธรรม ประธาน กกต. คือ คุณอภิชาต สุขัคคานนท์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อทันทีเหมือนกันว่า...
อนุกรรมการ กกต.เชียงราย สามารถให้ข่าวได้!!
แล้วประชาชนตาดำๆ จะเชื่อใครดี??
สุดท้ายนี้ คุณประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวผลการสรุปสำนวนคดีนี้ว่า
ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีการหารือถึงข้อเท็จจริงว่าข่าวออกมาได้อย่างไร ทั้งนี้ เชื่อว่าเกิดจากการคาดเดาของสื่อมวลชนเท่านั้น!!
กกต. ยืนยันว่า...
จะสรุปสำนวนคดีของ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช ภายในสิ้นเดือนนี้ และจะให้ความเป็นธรรมกับ
ผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่
ผมติดตามกรณีนี้มาตามลำดับ เมื่อมาถึงวันนี้ก็ออกจะเชื่อ (เอาเอง) ว่า คุณยงยุทธน่าจะรอดจากการถูก “ใบแดง”
เพราะพยานรู้เห็นที่เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ก็มากลับคำให้การกันหมดแล้ว แล้ว กกต. จะไปเอาผิดกับ
คุณยงยุทธได้อย่างไร??
ว่ากันตามสถานะในทางการเมือง คุณยงยุทธ
ก็ถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง เพราะเป็นถึงประธานรัฐสภาและเคยเป็นรองหัวหน้าพรรคอันดับ 1 แต่
มาลาออกเมื่อเป็นประธานสภา
กรณีให้ใบแดงคุณยงยุทธนั้น กกต. เองก็คง “คิดหนัก” เพราะมันมีผลให้เกิดเรื่องอื่นตามมามากมาย กระแสจึงมีส่วนกดดันการทำงานของ กกต.
อย่าง การยุบพรรคพลังประชาชน หากว่า
คุณยงยุทธมาโดน ใบแดง ในฐานะที่ตอนนั้นยังเป็น
ผู้บริหารพรรคระดับสูงของพรรคการเมืองพรรคนี้
สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปรู้ คือ ความแตกแยกกัน
ทางความคิดของ กกต. ที่เริ่มปริให้เห็นมากขึ้นทุกวัน เมื่อต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพาย อะไรมันก็ไม่เป็นไปอย่างที่มีคนคาดเดา
คุณอภิชาต สุขัคคานนท์ แม้ว่าวันนี้จะเป็นประธาน กกต. แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นเพียง
“เสียงหนึ่ง” หรือ “หนึ่งโหวต” ในการตัดสินใจของ กกต.
สิ้นเดือนนี้ “ยงยุทธ” จึงน่าจะหลุด?!
สองคม


ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ประเทศของกู

เป็นคำถามขึ้นมาแล้ว รัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน..แต่ที่..ทุกๆ คนแน่ใจนั้น..รัฐบาลนี้เริ่มนับถอยหลัง เริ่มตั้งแต่มีการแย่งชิงกันเพื่อจะครอบครองเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี

ผู้ชนะในการเลือกตั้ง..เล่นการเมืองกันแบบเก่า..ผู้แพ้ในการเลือกตั้ง..ก็เล่นกันแบบเก่าเราจึงมีการเมืองแบบเก่าที่ไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้..และยิ่งในขณะนี้..การเมืองเป็นเรื่องต้องเล่นของคนในแทบจะทุกสถาบันด้วยแล้วการเมืองยิ่งเพิ่มความเปราะบาง

ดีแต่ว่า..การที่กองทัพจะจับอาวุธขับรถถังออกมายึดอำนาจประกาศลัทธิเผด็จการนั้น ไม่ใช่ตัดสินใจได้ง่าย..ความล้มเหลวที่ไม่เป็นท่าในการปฏิวัติ และการตั้งรัฐบาลที่ไม่รู้จักประเทศและประชาชน ทำให้..กองทัพขาดศรัทธาในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่..นักการเมืองที่เห็นแก่ตัวที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล..ในขณะนี้..ก็ยากที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมา

กบาลที่กลวงโบ๋..ทำให้กระดูกลิ้นลำเลียงความคิดที่ไม่เข้าท่า ออกมาประจานตัวตนต่อคนทั้งแผ่นดินนโยบายเช้าคิด เที่ยงพูด บ่ายปฏิเสธ.ทำให้หน้าตารัฐบาลที่ขี้เหร่อยู่แล้ว เพิ่มความอเน็จอนาถนับด้วยจำนวนไม่ได้

ที่ปรึกษาและเลขาที่สักแต่ว่า..ประเดประดังกันเข้าไป จนนายกรัฐมนตรีหัวหน้ารัฐบาล..ต้องคว้ายาทัมใจใส่ปากและรับรองว่า..ไม่ยุติธรรมกับสังคมมันดูหมิ่นดูแคลนประชาชน อย่างที่เรียกได้ว่า..ประเทศเป็นของกูยากมากที่รัฐบาลแบบนี้จะยั่งยืนอยู่ได้..บนความรังเกียจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน..และง่ายมากที่รัฐบาลแบบนี้จะล่มสลาย..นานที่สุดเท่าที่คนเชื่อ...รัฐบาลนี้จะอยู่แค่ 6 เดือนแต่ที่แปลกกว่าทุกครั้งก็คือ...ทันทีที่รัฐบาลล้ม..คนรับเคราะห์ก็คือ..ทักษิณ-พจมาน..คณะปฏิวัติยึดทรัพย์สมบัติของเขาไป..รัฐบาลประชาธิปไตยของเขา...เข่นฆ่าศรัทธาประชาชน

พญาไม้


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

‘มิ่งขวัญ’ ถกผู้ประกอบการ ระวังวงแตก!

พลันที่ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ประกาศจะทบทวนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นของจำเป็นสำหรับประชาชนระดับรากหญ้า โดยมอบให้กรมการค้าภายในเชิญผู้ประกอบการ 250 รายมาหารือ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้“จะศึกษาต้นทุนการผลิตสินค้าที่แท้จริงในแต่ละชนิดว่ามีการปรับเพิ่มเท่าใด จากนั้นจะทบทวนปรับลดเพื่อให้สอดคล้องกับค่าความเป็นจริง โดยจับตาสินค้าทุกตัวที่ทำให้ประชาชนมีความสุข”กรณีดังกล่าว ย่อมได้รับเสียงขานรับด้วยความพึงพอใจ จากชาวบ้านหาเช้ากินค่ำและถือเป็นการขยับตัวครั้งแรกของ“มิ่งขวัญ” อดีตนักการตลาดมืออาชีพ ที่สำคัญเขาย้ำด้วยว่าจะให้ผู้ประกอบการ “สัญญา”ด้วยว่าราคาสินค้าต้องลดลงเบื้องต้น สินค้าจำนวน 33 รายการเป็นเป้าหมายที่จะต้องหั่นราคาลงทันที ประกอบด้วยข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นม น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งสาลี อาหารปรุงสำเร็จ เนื้อสุกรผงซักฟอก แชมพู สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ถ่านไฟฉายเยื่อกระดาษ กระดาษเหนียว กระดาษทำลูกฟูก แบตเตอรี่ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุกเล็กรถจักรยานยนต์ ก๊าซหุงต้ม ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้นสายไฟฟ้า เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแท่งปุ๋ย ยาป้องกันและปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ค่าเช่าบ้านและค่าโทรศัพท์มือถือ

ตามกลไกตลาด ราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย เป็นหลักการทั่วไป ดังนั้น หากจะไปมัดมือชกให้ผู้ประกอบการลดราคาสินค้าลง จะเป็นธรรมหรือไม่ ???กรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เชื่อว่าท่าทีอันขึงขังของ รมว.พาณิชย์ น่าจะมีข้อมูลลึกๆพอสมควร และได้แต่หวังว่ารายงานที่ นายยรรยงพวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน มอบให้“มิ่งขวัญ” ก่อนที่จะพบกับผู้ประกอบทั้ง 250 รายจะเป็นข้อมูลที่จะได้รับการ “ยอมรับ”และสามารถสยบความเคลื่อนไหวไม่ให้มีการ“วงแตก” กันเสียก่อนเพราะแค่ “มิ่งขวัญ” ส่งสัญญาณผ่านสื่อไปเพียงแค่วันเดียว บรรดาผู้ประกอบการที่ไม่ยอมเสียผลประโยชน์ ต่างตบเท้าตั้งท่าคัดค้านเกี่ยงงอนกันแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มเจรจาด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากกลุ่มบริษัทในเครือ“สหพัฒน์” ซึ่งมีสินค้าอุปโภคที่จำเป็นอยู่ในมือนับร้อยรายการ และล้วนเป็นสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของระดับรากหญ้าโดยตรง อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผงซักฟอกสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯนายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ กก.ผอ.บริษัท ไทยเพรซเิดนทฟ์ ดูส ์จำกดั (มหาชน) หนงึ่ในเครอื “สหพฒั น”ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ระบุว่า เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หากต้องการให้ผู้ประกอบการลดราคาลง ก็ต้องไปทำให้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นลดลงให้ได้ก่อน ถ้าทำได้แล้วค่อยมาว่ากัน ซึ่งแนวทางดังกล่าวฟันธงเลยว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบัน

“หากผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในแนวทางดังกล่าว มีอยู่วิธีเดียว คือ ลดคุณภาพของสินค้าลง หรือทำเป็นสินค้าไฟติ้งแบรนด์ที่ผ่านมา ก็มีบทเรียนผลิตผงซักฟอกธงฟ้าออกจำหน่าย สินค้าคุณภาพไม่ดีก็ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค แต่ความเป็นจริง ไม่มีผู้ประกอบการรายใดอยากจะลดคุณภาพสินค้าลง เพราะมีโอกาสที่แบรนด์จะเสีย ใครจะกล้าเสี่ยงเอาแบรนด์ที่สร้างสมมาแล้วต้องพังทลายไป”ขณะที่ นายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูลนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย บอกว่าหากต้องการให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามที่รัฐบาลต้องการ รัฐคงต้องเข้ามาช่วยเหลือในด้านของต้นทุนวัตถุดิบ และลดอัตราการเก็บภาษีเงินได้จากปัจจุบันที่จัดเก็บ 30%แนวทางที่กระทรวงพาณิชย์งัดออกมานั้นเข้าใจกันว่า รมว.พาณิชย์ ต้องการมีผลงานให้ประชาชนชื่นชอบ หากภาครัฐให้ความร่วมมือก็อยากจะร่วมมือ แต่ต้องไม่ให้กระทบถึงต้นทุนเพียงแค่ยกแรก ก็ชักจะเป็นห่วง รมว.พาณิชย์ ซะแล้ว!!!


‘อั้นฉี่’ อบรม ‘มาร์ค’

การแถลงนโยบายของรัฐบาลวันแรกภายใต้การนำของ “สมัคร สุนทรเวช” เมื่อช่วงสาย วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา น่าสนใจหลังจาก “สมัคร สุนทรเวช” ใช้เวลา1 ชม. แถลงถึงการที่รัฐบาลจะต้องดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศในช่วง 4 ปีภายใต้หลักการสำคัญ 2 ประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศตลอดจนประชาคมโลกจากนั้น ผู้นำฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลุกขึ้นอภิปราย...โดยใช้เวลาร่วม 3 ชม.ผลจากการพาดพิงถึง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และนายกฯ คนปัจจุบัน “สมัครสุนทรเวช” ของ ผู้นำฝ่ายค้าน นั้นทำให้ “สมัคร สุนทรเวช” ต้องลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงทันที
ความมันส์...ตลอดช่วงครึ่งวันแรกเกิดขึ้นตรงนี้!!! โดยก่อนที่ “สมัคร สุนทรเวช” จะแก้ในสิ่งที่ถูกพาดพิงถึงนั้น เขาได้พยายามชี้ให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ช่วงหนึ่ง “สมัคร สุนทรเวช” บอกว่า...อุตส่าห์นั่งฟัง ผู้นำฝ่ายค้าน พูดตลอด 3 ชม.หิวก็หิว ฉี่ก็ปวด แต่ก็ต้องทนฟัง เพราะหวังว่าจะได้รับความเห็นใจในฐานะคนแก่ ซึ่งให้เกียรติผู้นำฝ่ายค้านแต่ก็เปล่า แถมกลับต้องมาฟังอะไรที่เหมือนเป็นการอบรมคนที่เป็นนายกฯ จากคนที่มีอาวุโสน้อยกว่าถึง 30 ปีแน่นอน ตามสไตล์ของ “สมัคร สุนทรเวช” แล้ว เสร็จสิ้นภารกิจ “แขวะ” ก็ต้องอบรม ผู้นำฝ่ายค้าน กันตามระเบียบหน่อยโดยย้ำว่า...ที่เขาพูดมาทั้งหมด ก็เพราะต้องการเตือนสติให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” รู้จักที่จะเสาะหาหรือสอบถามข้อมูลข้อเท็จจริงจากคนที่รู้เรื่องเหตุการณ์ในอดีตจริงๆ เสียก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นหรือไม่เป็น“นอมินี”
กรณีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ในปี 2519หรือแม้แต่การให้สัมภาษณ์สื่อตะวันตกเรื่องเหตุการณ์มีคนตายที่ท้องสนามหลวง 1 คนจากการถูกจับนั่งเผายาง ฯลฯก็ต้องบอกว่า...มวยต่างวัยคู่นี้ จัดว่า“ถูกคู่” ในฐานะ “ผู้นำรัฐบาล” และ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ที่ปิดท้ายตรงที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องทำให้คนแก่อย่าง...“สมัคร สุนทรเวช” ต้อง “อั้นฉี่” นานถึง 3 ชม. เพื่อจัดอบรมกลางสภาฯ เช่นนี้เอ! แล้วควรจะสงสารคนอั้นฉี่ หรือคนถูกสอนมวยกันดีล่ะนี่!!!


กฤษฏีกาตีความแล้ว!ส.ส.นั่งที่ปรึกษา-เลขารมว.ได้

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นว่ารัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งให้ ส.ส.ทั้งระบบแบ่งเขต และ ส.ส.ระบบสัดส่วน เป็นที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรีได้ โดยได้นำส่งผลการตีความดังกล่าวให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตลอดจนส่งให้แก่ทุกพรรคการเมืองไปแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
แต่อย่างไรก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่สามารถชี้ขาดได้ว่าการแต่งตั้ง ส.ส.ในตำแหน่งดังกล่าวจะเป็นการขัดต่อมาตรา 265 ในรัฐธรรมนูญปี 50 หรือไม่ หากมีผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นนี้
คุณพรทิพย์ กล่าวว่า จะนำเสนอผลตีความการแต่งตั้ง ส.ส.เป็นที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้(20 ก.พ.) เพื่อให้พิจารณาการแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีต่อไป


จาก hi=thaksin

มูลนิธิไทยคม เปิดประสบการณ์ระดับโลก

โอกาสของเด็กไทย 130 คน เข้าไทยคมฟุตบอลแคมป์ 7 วัน ฝึกทักษะด้านฟุตบอล ณ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทอง กรุงเทพฯ

ขอเชิญเยาวชนไทยทั่วประเทศ สมัครเข้าคัดเลือกเป็นตัวแทน เพื่อเข้าร่วมโครงการ “มูลนิธิไทยคมเปิดประสบการณ์ระดับโลก พาเยาวชนไทยไปแมนเชสเตอร์ซิตี้” โดยจะทำการคัดเลือกรอบแรกเพื่อให้ได้ตัวแทนจากทั้ง 4 ภาค รวม 130 คน เข้ารับการฝึกทักษะเข้มข้นในแคมป์ ณ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทองธานี กรุงเทพฯ อาทิ ทักษะการเล่นฟุตบอล กับทีมงานระดับประเทศ รวมทั้งการ ฝึกภาษาอังกฤษ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ

ตัวแทน 15 คน เปิดประสบการณ์ระดับโลกกับทีมระดับโลก 10 วัน เยาวชนไทยที่ได้รับคัดเลือกรอบสุดท้าย เพียง 15 คน จะได้เดินทางไปฝึกทักษะกับโค้ชมืออาชีพของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ชมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ ฟูลแลม พร้อมเติมความรู้ใหม่ๆ จากการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ และสถานที่สำคัญของเมือง

ประตูสู่แมนซิตี้ โอกาสการเรียนรู้ระดับโลกเปิดกว้างแล้ววันนี้

เงื่อนไขการสมัคร

เยาวชนไทย ช / ญ อายุระหว่าง 12-16 ปี พร้อมรูปถ่าย 2 นิ้ว 2 ใบ , สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน หรือ สูจิบัตร

กำหนดการรับสมัครและคัดเลือกรอบแรก (หาตัวแทน 130 คน)

จังหวัดสุราษฎร์ธานี 30 คน

รับสมัครวันที่ 25-29 ก.พ. / คัดเลือกวันที่ 1 มี.ค. ณ สนามกีฬากลางจังหวัดสุราษฏร์ธานี

จังหวัดอุบลราชธานี 30 คน

รับสมัครวันที่ 3-7 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 8 มี.ค. ณ สนามกีฬาโรงเรียนกีฬาอุบลราชธานี

จังหวัดเชียงใหม่ 30 คน

รับสมัครวันที่ 10-14 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 15 มี.ค. ณ สโมสรเชียงใหม่-ลำพูน กอล์ฟ

กรุงเทพมหานคร 40 คน

รับสมัครวันที่ 17-21 มี.ค. / คัดเลือกวันที่ 22 มี.ค. ณ สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิธีการรับสมัคร

1. สมัครทาง www.siamsport.co.th

2. สมัครทางโทรศัพท์

- สุราษฏร์ธานี โทร 077-283668

- อุบลราชธานี โทร 086-7197575

- เชียงใหม่ โทร 02-2182834

- กรุงเทพมหานคร โทร 02-2182834

24-30 มี.ค. คัดเลือกตัวแทน 15 คน

ณ ไทยคมฟุตบอลแคมป์ ศูนย์ฝึกกีฬาเมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร

21-30 เม.ย. เปิดประสบการณ์ระดับโลกที่แมนเชสเตอร์ซิตี้ ประเทศอังกฤษ

---------------------

ที่มา : มูลนิธีไทยคม

จาก hi-thaksin

Monday, February 18, 2008

แผนปฏิบัติการล้างสมองเยาวชน : การบ่อนทำลายรากฐานสังคม

โดย คุณ Klass
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
18 กุมภาพันธ์ 2551

แผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ดูเหมือนจะเป็นแผนที่ต้องใช้คนระดับด็อกเตอร์คิดขึ้นมา เพื่อช่วงชิงมวลชนในสังคม

แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นแผนของคนสิ้นคิด สิ้นคิดทั้งคนเสนอแผน ทั้งคนรับแผน ทั้งคนปฏิบัติตามแผน

วันนี้.... การขยายฐานจากแผนของกลุ่มงานประชาสัมพันธ์เชิงลึก เข้ามาสู่ทีวีสาธารณะ นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของฝ่ายเผด็จการ ที่ได้วางหมากในการต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่า

ปฏิบัติการเพื่อคงอำนาจมืด และรักษามวลชนบางส่วนในสังคมเอาไว้

การเผยแพร่เรื่องราวของ 6 ตุลา ในจอทีวีสาธารณะ มีความประสงค์อย่างไรต่อสาธารณะ?

หากรับฟังว่า นายกสมัครพูดผิด แล้วเผยแพร่ข้อมูลตามจริง ก็ใช่
หากรับฟังว่า เป็นกล่าวถึงอดีตของนายกสมัคร ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น ก็ใช่
หากรับฟังว่า เป็นการตอกย้ำโดยการใช้ความคลุมเครือของสถานการณ์นั้น และมีนายกสมัครเข้าไปเกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้น ก็ใช่

ทีวีสาธารณะทำอย่างนี้ทำไม? หวังผลอะไร? สั่งการโดยใคร? ใครได้ประโยชน์? ไม่มีคำตอบใครเสียหาย?

ตอบได้ว่า ประเทศชาติเสียหาย

ทุกวันนี้ ปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มอำนาจเก่า ใช่ว่าจะหยุดลงตามที่สถานการณ์ควรจะหยุด แต่กลับเร่งเครื่องอย่างหนักหน่วง และยังคงมีงบประมาณสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นหลัก ก็ยังมีความพยายามที่จะตอกย้ำถึงความเสียหายจากการคอรัปชั่น ที่ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ และประเด็นเรื่องความจงรักภักดีต่อสามสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมทั้งการตั้งรัฐบาลตัวแทนของระบอบทักษิณ อันจะนำไปสู่การคอรัปชั่นครั้งใหม่ และจะทำให้วิกฤตการครั้งใหม่ในประเทศ เพื่อรองรับการกลับมาของทักษิณเพื่อแก้ไขวิกฤติ

นับเป็นการดิ้นเฮือกสุดท้าย ที่มีผลกระทบรุนแรงยิ่ง การขยายช่องว่างระหว่างความแตกแยกของประชาชน ยังคงกระทำอย่างต่อเนื่อง

แผนปฏิบัติการดังกล่าว ยังไม่ได้ถูกยกเลิก การปฏิบัติการทั้งหมดยังคงขับเคลื่อนต่อไป โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งทั้งนอกเมือง ในเมือง ต่างจังหวัด จนถึงต่างประเทศ

ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง คือ การปฏิบัติการต่อเยาวชน ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในการเรียนการสอนในระดับประถมในหลายพื้นที่ตามต่างจังหวัด

ผู้สอนได้ทำการสอดแทรกเรื่องความเลวร้ายของระบอบทักษิณ เข้าไปในชั้นเรียน บางคนอาจคิดว่าเป็นอคติและความเห็นส่วนตัวเฉพาะผู้สอน นั่นก็มีส่วนถูก เพราะการระดมบุคลากรในครั้งนั้น ต้องเลือกบุคลากรที่มีอคติกับระบอบทักษิณเป็นเบื้องต้น และเมื่อวิเคราะห์ถึงการกระจายตัวของเหตุการณ์ดังกล่าว ผนวกกับบุคลากรที่ดูแลแต่ละพื้นที่ตามแผนปฏิบัติการนั้น

เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายปฏิบัติการยังคงดำเนินการต่อไป โดยงบประมาณที่มองไม่เห็น การสอดแทรกของผู้สอนที่อคติ จะเป็นเพราะว่ารับข้อมูลข่าวสารด้านเดียว หรือเป็นพวกรับจ้างอยู่ในบัญชีของฝ่ายปฏิบัติการก็ตาม จะถือได้ว่า เป็นการล้างสมองเยาวชนส่วนที่ขาดโอกาสทางข้อมูล เป็นการบ่อนทำลายถึงรากฐานของสังคม

วันนี้ ผู้ใหญ่แบ่งข้างกันชัดเจน และหาจุดร่วมค่อนข้างที่จะยากแล้ว

ในอนาคตพวกสิ้นคิด ยังจะวางหมากไว้ให้ลูกหลานไทยแตกแยกกันต่อไปหรือ

จะมีใครเข้าถึง และ จัดการหยุดยั้ง และทำลายแผนการสิ้นคิดนี้

(อ่านเอกสารแผนปฏิบัติการฉบับเต็มได้โดยคลิกที่ ลิงก์ )


จาก Thai E-News

รฟม.เชื่อรัฐบาลใหม่ไม่รื้อโครงการรถไฟฟ้าแน่

ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เปิดการประชาพิจารณ์รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่สภาพัฒน์เพื่อนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดินหน้าโครงการต่อ เชื่อ รัฐบาลใหม่ ไม่รื้อ โครงการรถไฟฟ้าทั้งหมด แต่น่าจะเป็นเพียงการปรับโครงข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด


นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค และ บางซื่อ-ท่าพระ มูลค่าโครงการ 7 หมื่นล้านบาท เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะนำข้อสรุปที่ได้รายงานต่อกระทรวงคมนาคม นำเข้าสู่สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบดำเนินโครงการต่อไป


โดยนายประภัสร์ กล่าวว่า ผลการฟังความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่คัดค้านต่อการดำเนินโครงการ แม้ว่าก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการพิจารณาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมออกมาแสดงความเห็นคัดค้านการก่อสร้างโครงการบริเวณสถานีสนามชัย ซึ่งคณะอนุกรรมการเกรงว่าจะกระทบต่อทัศนียภาพและความมั่นคงแข็งแรงต่อวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) พระอารามหลวงและแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไทย โดยนายประภัสร์ ยืนยันว่า โครงการจะยังคงเดินหน้าต่อตามเส้นทางเดิม เพราะเห็นว่ามีความเหมาะสมแล้ว และมีวิธีการก่อสร้างที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ขั้นตอนการก่อสร้างโครงการ ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีลงความเห็นชอบแล้ว รฟม.จะต้องเข้าหารือเรื่องวงเงินก่อสร้างโครงการกับกระทรวงการคลัง และใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปีครึ่ง ถึง 5 ปี ซึ่งน่าจะทันต่อผลการศึกษาปรับความเหมาะสมโครงการรถไฟฟ้าใหม่ของรัฐบาล หากจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางในอนาคต



ทั้งนี้เชื่อว่า การปรับเส้นทางรถไฟฟ้าทั้ง 10 สายตามนโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะไม่กระทบต่อการเดินหน้าโครงการในส่วนที่ดำเนินการไปแล้ว เพราะเชื่อว่าการปรับโครงข่ายรถไฟฟ้าจะไม่มีการรื้อโครงการใหม่ทั้งหมด ซึ่งในส่วนที่ดำเนินการไปแล้วก็สามารถเดินหน้าต่อได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องรอฟังนโยบายที่ชัดเจนจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันนี้ก่อน โดยในส่วนของ รฟม.ก็พร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลแนวทางและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล หากจะมีการปรับเปลี่ยนโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น




ธนารักษ์ยันเหรียญสตางค์ไม่ขาดแคลน

กรมธนารักษ์ ยืนยัน เหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ ไม่ขาดแคลน และมีเพียงพอกับความต้องการใช้ของตลาด พร้อมนำข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ ทั้งเรื่องการผลิต จำนวนที่ผลิต ปริมาณเหรียญหมุนเวียนในตลาด และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาในวันนี้ ระบุไม่เกี่ยวกับราคาสินค้าที่เเพงขึ้น


นางสาวจารุวรรณ จันทิมาพงษ์ รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งรับผิดชอบงานด้านเหรียญกษาปณ์ กล่าวว่า ถ้าตลาดมีความต้องการเหรียญสตางค์เพิ่ม กรมธนารักษ์ก็พร้อมที่จะผลิตเพิ่มได้ทันที เพราะมีวัตถุดิบ และได้จัดสรรงบประมาณรองรับไว้ 200 ล้านบาทต่อเหรียญต่อชนิดราคาอยู่แล้ว


โดยปัจจุบันการแลก หรือความต้องการใช้เหรียญของประชาชน ในกรณีเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ จะอยู่ที่ 12-13 ล้านเหรียญต่อเดือน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้ในขณะนี้


แต่เหรียญที่มีการผลิตออกใช้มากสุด คือ เหรียญ 1 บาท ผลิตเดือนละ 60-80 ล้านเหรียญ / เหรียญ 10 บาท ผลิต 12-15 ล้านเหรียญ และเหรียญ 5 บาท ผลิต 20-25 ล้านเหรียญต่อเดือน


โดยกลุ่มที่มีการแลกเหรียญมากที่สุดจะเป็น โทรศัพท์ ร้านค้าปลีก ซูเปอร์มาร์เก็ต และพ่อค้า แม่ค้าทั่วไป

อย่างไรก็ดี รองอธิบดีกรมธนารักษ์เห็นว่า การขึ้นราคาสินค้าของภาคเอกชน ไม่น่าจะเกี่ยวกับเหรียญ 25 สตางค์ หรือ 50 สตางค์ แต่เป็นเรื่องของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้ามากกว่า ที่จะขึ้นราคาสินค้าในอัตรามากหรือน้อย ซึ่งกรมธนารักษ์ขอยืนยันว่า ปัจจุบันการผลิตเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ มีเพียงพอต่อยอดจ่ายแลก ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด


โดยวันนี้ กรมฯ จะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหรียญกษาปณ์ทั้งหมด ทั้งเรื่องของการผลิต จำนวนที่ผลิต ปริมาณเหรียญหมุนเวียนในตลาด และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งเห็นว่าไม่น่าจะมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ และราคาสินค้าที่แพง


นางสาวจารุวรรณกล่าวด้วยว่า ในเดือนก.ค.-ส.ค.นี้ กรมธนารักษ์จะจัดทำเหรียญกษาปณ์ชุดใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 5 บาท และ 10 บาท โดยการผลิตจะใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ราคาหน้าเหรียญสอดคล้องกับต้นทุน



มิ่งขวัญเตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าหารือต้นทุนส่วนต่าง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าทั่ประเทศหารือ 22 ก.พ.นี้เพื่อพิจารณาต้นทุน และส่วนต่างก่อนที่จะกำหนดราคาสินค้าไม่ให้แพงเกินจริง


นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้เตรียมเรียกประชุมผู้ผลิตสินค้าและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศจำนวน 250 คน มาหารือในเรื่องของต้นทุกราคาสินค้า และส่วนต่างในแต่ละรายการว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงจะดูในรายละเอียดทุกตัวเพื่อที่จะกำหนดราคาสินค้าว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร โดยยอมรับว่าที่ผ่านมามีราคาสินค้าบางตัวที่ไม่สามารถยอมรับได้ในการขึ้นราคาสินค้า