กรณีที่เกิดขึ้นกับนาย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ถูกถอดจากรายการ “มุมมองเจิมศักดิ์” ทางคลื่น 105 นั้น จะว่าเป็นปรากฏ การณ์ธรรมดา ก็ธรรมดา สำหรับผู้คนในแวดวงวิทยุ-ทีวี นี่ไม่ใช่กรณีแรกและไม่ได้เกิดเฉพาะกับรัฐบาลชุดนี้ แต่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา
ไม่มีรัฐบาลไหนดีเด่นกว่ารัฐบาลไหนเลย ขอบอก !!!
สื่อ “บิ๊กเนม” บางคนในอดีตถึงขนาดเคยออกมาจวกคนที่ออกมาร้องโวยวายเวลาโดนยึดไมค์หรือ ถูกยึดหน้าจอคืนชนิดจะเป็นจะตายว่า เป็นราชสีห์อย่าร้องเอ๋งเหมือนหมาข้างถนน วิพากษ์กันหนักหน่วงขนาดนั้น
ตีความได้ว่า เวลาขึ้นหม้อ ตัวก็ได้เวลาเยอะแยะ จะเอารายการไหนช่วงไพร์มไทม์ นาทีเงินนาทีทองที่คนจัดรายการอยากได้แทบขาดใจ แต่ไม่มีทางได้นั้น ตัวก็แทบเอานิ้วจิ้มได้ตามใจ ชอบ หน่วยราชการเจ้าของคลื่นความถี่ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ มีรายการทีวี 5 วันเต็มในสัปดาห์ไปเลย
แถมยังช่วยกล่อมหน่วยงานรัฐเอา โฆษณามาลงให้ด้วยซ้ำไป หรือไม่จริง
กลายเป็น “เสี่ย” กระเป๋าตุงไปตาม ๆ กัน ตอนนั้นไม่เห็นออกมาโวยว่ามีการแทรกแซงสื่อเลย แล้วทีตกกระป๋องจะมาร้องแรกแหก กระเชอไปไยกัน ก็จงก้มหน้าก้มตาเก็บกระเป๋ากลับบ้านให้สมศักดิ์ศรีหน่อย
เหมือนดอกเตอร์คนหนึ่งที่อคติสุดโต่ง เวลาจะวิพากษ์วิจารณ์ทีไรฝ่ายที่ตัวเองเกลียดดำปี๋ อีกฝ่ายขาวจั๊วะ พอผลเลือกตั้งออกมาไม่เป็นดังหวังก็ตีอกชกหัว รับไม่ได้ ทนไม่ได้ หดหู่ หมดหวัง จนต้องอำลารายการที่จัดอยู่ในทีวีรัฐช่องหนึ่งไป โดยไม่รอให้ใครมาสะกิด
ของอย่างนี้เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ ในวงการวิทยุและฟรีทีวีทั้งหลาย
ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์บีบบังคับให้สื่อต้องเลือกข้าง ใครเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “คมช.” หรือการ “ปฏิวัติ” ก็ยกย่องว่าเป็นสื่อแท้ พวกอยู่ตรงข้ามจะถูกยัดเยียดให้เป็นพวกสื่อเทียม ถึงไม่เป็นสื่อเทียมก็จะกลายเป็นอีกพวกหนึ่งที่คล้าย ๆ กัน สมุนทรราชหรือลิ่วล้อทักษิณไปโน่นเลย ยังจำกันได้ไหม
อย่าอัลไซเมอร์ ลืมง่ายนักสิ ใครที่ชี้หน้าด่ากราดไปทั่ว เลือกข้างไปแล้ว จะโวยหาพระแสงอะไร ???
แต่นั่นล่ะ เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นยิ่งยวด ไม่อย่างนั้นประชาชนก็จะไม่มีข้อมูลดีพอในการตัดสินใจเรื่องบ้านเมือง นอกจากสิ่งที่ผูกขาดกรอกหูอยู่ทุกวี่วัน
ทำให้การมองปัญหาผิดเพี้ยนไปหมด กระแสเพี้ยนที่ผ่านมาก็เพราะอย่างงี้แหละ
ก็รู้กันอยู่ ยิ่งเป็นโลกาภิวัตน์มากเท่าไหร่ ช่องทางการรับรู้ข่าวสารยิ่งเหลือเฟือ ตอนนี้ใช่จะ มีแต่หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ เมื่อไหร่ เคเบิ้ลทีวี อินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน มือถือที่ส่งข่าวเอสเอ็มเอสเยอะแยะไปหมด ประชาชนแทบจะสำลัก ข้อมูลข่าวสารตายน่ะไม่ว่า
แต่จะให้เป็นข้อมูลสองด้านหรือรอบด้านได้ไงต่างหาก นี่แหละที่สำคัญ
ถึงอยากให้ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีที่ถูกจับให้มาดูแลสื่อรัฐ ได้สร้างมิติใหม่ให้กับประชาชนในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเสียที ที่ออกมา บอกว่าจะเพิ่ม “ผู้เล่นใหม่ ๆ” ในสนามข่าว ก็เป็นเรื่องดี หรือจะทำช่อง 11 ให้เป็น “โมเดิร์น อีเลฟเว่น” เป็น สถานีข่าว ก็น่าติดตามดู ซึ่งอาจจะ ติดปัญหาเรื่องเงินเดือนที่จะต้องมีการปรับเพิ่มให้เหมาะสม
แต่จะดียิ่งขึ้นหากเปิดเสรี ทีวี วิทยุ ไปเลย เพราะถึงยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะหากร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ก็เปิดได้อยู่แล้ว
เปิดเสรีไปเลย พวกชอบฉวยโอกาสแหกปากร้องว่าถูกแทรกแซงจะได้หมดไปเสียที.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 19, 2008
แทรกแซงสื่อ (อีกแล้ว)??
รีบค้านเร็วไป [19 ก.พ. 51 - 16:47]
การเมืองมีหลายมิติสูงต่ำลึกตื้นกว้างยาวเบาหนักแข็งอ่อนตรงเอียง
มีทั้งหน้าฉากหลังฉากบนโต๊ะใต้โต๊ะ ใต้ดินบนดิน
มีทั้งรูปธรรมนามธรรมมีทั้ง"มือที่มองเห็น" และ "มือที่มองไม่เห็น" เข้าไปแทรกแซงการเมือง
แต่เมื่อเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของมือ??
อย่ากระนั้นเลย เรามาพูดถึงมือที่มองเห็น แต่ยังไม่ได้ลงมือทำดีกว่านะโยม
การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาถือว่าเป็นไฟต์บังคับตามรัฐธรรมนูญ
เพราะมีแต่นโยบายเป็นตัวหนังสือ ยังไม่ได้ทำตัวหนังสือให้เกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม
ฉะนั้น การอภิปรายซักไซ้นโยบายรัฐบาลฉลองเทศกาลมาฆบูชา จึงเป็นการประเมินล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่จริง??
ต้องยอมรับว่านโยบายรัฐบาลสมัคร ซึ่งต่อยอดจากนโยบายรัฐบาลไทยรักไทย มีบางโครงการที่ยังทำไม่สำเร็จ และไม่คุ้มงบประมาณที่ลงทุน
แต่ “แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าควรให้เวลารัฐบาลใหม่ทำงานพิสูจน์ฝีมือเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน
โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งป้อมคัด ค้านกันตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ
เช่น...โครงการเมกะโปรเจกต์แสนห้าหมื่นล้านบาท ขยายพื้นที่ชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก
รวมทั้งโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง แล้วเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อให้ 19 จังหวัดภาคอีสาน มีน้ำกินน้ำใช้อย่างพอเพียง
ปรากฏว่าบรรดาเอ็นจีโอ และนักวิชาการออกมาคัดค้านกันอึงคะนึง
นักวิชาการบางคนฟันธงว่า การเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระบบไฮโดรชิลไม่ได้ผลคุ้มกับเงินที่ลงทุน
“แม่ลูกจันทร์” นึกถึงเมื่อ 30 ปีก่อนที่วิศวกรรุ่นเดอะของไทยยืนยันว่ากรุงเทพฯเป็นดินอ่อน ขุดอุโมงค์ลึกไม่ได้ ไม่ควรเสี่ยงสร้างรถไฟใต้ดิน
นักวิชาการบางคนชี้ว่า ภาคอีสานไม่ได้ ขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนเฉลี่ยในภาคอีสานมีพอเพียง ไม่มีความจำเป็นต้องเจาะอุโมงค์ผันน้ำโขงเข้ามาเพิ่มเติม
ยังไม่ทันศึกษารายละเอียดก็ออกมาค้านกันโครมคราม
การคัดค้านโดยไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ อาจจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแก้ ปัญหาระยะยาว??
“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าภาคอีสานขาดน้ำจริงๆ เพราะพื้นที่เพาะปลูกในภาคอีสานรวมทั้งสิ้น 58 ล้านไร่ มีพื้นที่เขตชลประทานแค่ 7 ล้านไร่เท่านั้นเอง
การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจึงต้องจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม
โครงการผันน้ำโขงจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
เพราะแม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยยาว 700 กม. แต่เราได้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงน้อยเหลือเกิน
ในขณะที่ประเทศจีนที่อยู่เหนือเราขึ้นไป สร้างเขื่อนยักษ์ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคร่อมแม่น้ำโขง 3 เขื่อนซ้อนกัน
ถ้าเราไม่ดึงแม่น้ำโขงมาใช้ประโยชน์ ก็เท่ากับปล่อยให้กระแสน้ำมหาศาลไหลทิ้งทะเลไปฟรีๆ!!
ข้อสำคัญ ถ้าเราไม่ลงทุนแก้ปัญหาน้ำให้ครบวงจร วิกฤติแล้งซ้ำซากก็จะซ้ำเติมพี่น้องประชาชน 19 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศตลอดไป
แต่เหนือสิ่งอื่นใด...รัฐบาลควรกราบบังคมทูลขอพระราชทานแนวพระ ราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบให้เกิดความชัดเจน
เพราะพระองค์ท่านทรงเชี่ยวชาญปัญหาน้ำอย่างแท้จริง
ปัญหาขัดแย้งก็จะได้ข้อยุติ ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ นักข่าวหัวเขียว
มิติใหม่ [19 ก.พ. 51 - 19:23]
การเมืองกำลังอยู่ในห้วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาซึ่งเป็น องค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้การบริหาร ประเทศของรัฐบาล แต่เนื่องจากวุฒิสภาชุดใหม่กำลัง อยู่ในขั้นตอนการสรรหาและเลือกตั้งจึงต้องใช้สนช.ทำหน้าที่แทน
เรียกว่าเป็นงาน “สั่งลา” ของ สนช.ชุดที่ คมช.แต่งตั้ง
ดังนั้นการทำหน้าที่ของสนช.ในฐานะวุฒิสมาชิกจึงคงไม่ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เพราะถือว่าเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่เข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นคงไม่มีใครกล้าไปตอแยมากนักเพราะไปวิจารณ์อะไรมากๆอาจจะถูกแขวะได้
แต่เหนืออื่นใดน่าจะมี สนช.บางคนที่ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับระบอบ “ทักษิณ” ก็คงจะเปิดฉากเล่นงานรัฐบาลนอมินีได้
“ประชานิยม” เต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ดีฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบก็คงจะ เป็นประชาธิปัตย์นี่แหละในฐานะฝ่ายค้าน “มืออาชีพ” ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลอีกเมื่อใด
แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่เอาเข้าจริงแล้วพรรคเล็กอีก 5 พรรคที่มาร่วมนั้น แทบจะไม่มีความหมายในเชิงนโยบาย มีความหมายก็แค่ยกมือสนับสนุนเท่านั้น
เพราะโดยรูปแบบการเมืองในขณะนี้น่าจะเป็นว่าระบบการเมือง 2 พรรคคือพัฒนาการที่เป็นจริง
ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความพยายามสกัดกั้นการเมืองพัฒนาระบบ 2 พรรคด้วยการหาวิธีการทำให้พรรคการเมืองเกิดง่ายขึ้น แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มันมีคำตอบของมันอยู่แล้วคือพรรคการเมือง 2 พรรคส่วนพรรคการเมืองเล็กๆที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นก็ได้แค่นั้นจริงๆ
เพราะถึงที่สุดแล้วการที่พรรคเล็กได้รับการเลือกตั้งนั้นเพราะเป็น ฐานเสียงเก่าและความนิยมเฉพาะตัวเท่านั้น
แม้จะมีการทุ่มซื้อเสียงอย่างไรก็ยากแล้วครับ...
ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลักและพื้นฐานก็คือไทยรักไทยที่เอามาต่อยอด “ประชานิยม” เท่านั้นหรือด้านอื่นๆก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นพูดง่ายๆ คือนโยบายของพลังประชาชนเป็นหลัก ของพรรคร่วมเป็นเพียงเครื่องแนมเท่านั้น
จริงๆแล้วพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลนั้นหากไม่เปิดนโยบายดูแต่ละพรรคไม่น่าจะเรียกว่า นโยบายแต่น่าจะเรียกว่าเป็นคาถาหาเสียงเท่านั้น เพราะไม่ได้เกิดมาจากข้อมูล ตัวเลขแนวคิด แนวทาง อย่างที่เป็นการวิเคราะห์เอาแก่นมาใช้
พูดง่ายๆพร้อมเป็นพรรคไม้ประดับ แต่ขอให้ได้ร่วมรัฐบาลเท่านั้นและนี่คือประเด็นหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองไทยยัง ไม่สามารถแปรไปสู่ความเป็นสถาบันได้ ซึ่งต่างกับพลังประชาชนที่เน้นรูปแบบเชิงนโยบายจนทำให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้นมาได้
แม้การพัฒนาในความเป็นสถาบันการเมืองยังไม่เข้ารูปเข้ารอย เพราะยังพึ่งตัวบุคคลมากกว่าหลักการและนโยบาย
ประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน “มืออาชีพ” แม้จะมีความพยายามในการทำหน้าที่ได้อย่างดีแต่ยังเป็นเรื่องของ สำนวนโวหารมากกว่าการเจาะเข้าถึง ข้อมูลและการนำแนวทางของพรรคมาเป็นทางเลือกใหม่
สุดท้ายกลายเป็นว่าการแถลงนโยบายได้ประโยชน์แค่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเข้าสู่ การบริหารประเทศไม่ได้ใช้ให้เป็นเวทีแข่งขันทางนโยบาย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกพรรครัฐบาลในโอกาสต่อไป
จริงๆแล้วในการพัฒนาทางการเมืองไทยน่าจะไปสู่ระบบ 2 พรรคแน่นอนหาก 2 พรรคใหญ่สามารถสู้กันในเชิงนโยบายได้ก็ช่วยในการตัดสินใจของ ประชาชนยิ่งพรรคที่ชอบประกาศจะทำอย่าง นั้นอย่างนี้แต่พอถึงเวลาแล้วไม่ทำหรือทำไม่ได้
ก็จะต้องถูกลงโทษจากประชาชนไปเลือกอีกพรรค การเมืองหนึ่ง.
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
เศษสตางค์ [19 ก.พ. 51 - 19:08]
ก่อนจะไปถึงเรื่องอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าที่ นายกฯสมัคร สุนทรเวช พูดไว้ในรายงานสนทนาภาษาสมัครทางช่อง 11 เมื่อวันก่อน ตัดพ้อต่อว่า สื่อมวลชน ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ติเรือทั้งโกลน อะไรทำนองนี้อันที่จริงแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เป็นหน้าที่ของสื่อโดยตรงหนีอย่างไรก็ไม่พ้น
เพียงแต่ว่าจะต้องมีหลักเหตุและผลประกอบด้วยไม่ใช่อยู่บนอคติหรือมองโลกในแง่ร้ายท่าเดียว หรือประเภท จ้องจะฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์จากการทำหน้าที่ อย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้
จุดที่ลงตัวก็คือว่า ทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิและหน้าที่ซึ่งกันและกันมากกว่า
ฟังคุณสมัคร พูดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ผมว่าเป็นเรื่องที่เข้าท่าดี ถ้านำมาปฏิบัติได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนไทยละเลยก็คือเรื่องเล็กๆน้อยๆ เงินบาท ห้าสิบสตางค์ดูไม่ค่อยมีคุณค่า
เดี๋ยวนี้ให้ขอทาน ให้เด็กเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดง บาทสองบาท ยังโดนมองหน้า ต้องห้าบาทสิบบาทขึ้นไป หรือทิป เป็นเหรียญบาท เหรียญห้าบาท เด็กเสิร์ฟทำท่าไม่สนใจด้วยซ้ำ
เลยทำให้เกิดค่านิยมผิดๆ
คุณสมัครน่าจะเข้าใจเรื่องเศษสตางค์ได้ดีเพราะ คุณสมัคร จะนิยมพกแบงก์ย่อย เศษเหรียญ ร้านน้ำพริกนิตยาที่คุณสมัครว่า คุณสมัครก็ซื้อน้ำพริกทีละกระปุก ซื้อก๋วยเตี๋ยวทีละ 2 ห่อ เลยมีโอกาสใช้เงินย่อย
ในทางเศรษฐกิจ พูดจาภาษาชาวบ้านก็คือ คนไทยยังใช้เงินไม่เป็น ใช้ค่านิยมกำหนดค่าเงิน ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆตอนนั้นเรียนชั้นประถม คุณย่าจะตื่นแต่เช้ามารับจ้างขูดมะพร้าว โม่แป้ง ตำน้ำพริกเผา สารพัด ขูดมะพร้าวได้ลูกละ 50 สตางค์ ตำน้ำพริกได้ครกละ 3 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง
ผมยังนึกอยู่ในใจว่าทำไม คุณย่าถึงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมารับจ้างได้ค่าแรงเป็นเศษสตางค์อยู่แค่นี้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ คุณย่ามีเงินให้คนอื่นกู้ ครูบาอาจารย์ ทำงานตามห้างร้านบริษัทก็มากู้เงินคุณย่าทั้งนั้น กินดอกร้อยละ 3 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง
มีเงินพอที่จะสามารถส่งผมเรียนจนจบมหาวิทยาลัย
คุณย่าผมไม่เคยจน ความเป็นอยู่ก็ไม่เคยเดือดร้อน หรือประเภทชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่สิ่งหนึ่งที่คุณย่าปฏิบัติ ควบคู่ไปด้วยก็คือ การรู้จักใช้เงินอย่างประหยัด ไม่ฟุ่ยเฟือย
การแก้ไขเศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ของคุณสมัคร เป็นภาพหนึ่งของเศรษฐกิจ ที่ให้รู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินบาทเงินสลึงก็มีคุณค่าเมื่อเอามารวมกันจำนวนมากๆ จากสลึงเป็นบาทจากบาทเป็นสิบบาท จากสิบบาทเป็นร้อยบาท สมมติถ้ารวมเงินสลึง ห้าสิบสตางค์ที่มีอยู่ในกระเป๋าของคนทั้งประเทศ จำนวนกว่า 60 ล้านคน คิดเป็นเงินก็คงไม่น้อย
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้ผมว่าความสำเร็จ คือต้องปรับพฤติกรรมของคนไทยก่อน ให้เห็นคุณค่าของเงิน ลูกเจี๊ยบ ในขณะเดียวกัน ทางภาครัฐก็จะต้องควบคุม และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ขึ้นมา เงินทุกบาททุกสตางค์ มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง และต้องใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด
อยู่ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่เท่านั่น.
หมัดเหล็ก
คอลัม คาบลูกคาบดอก
วันนี้คนละเรื่องแล้ว! [19 ก.พ. 51 - 03:10]
“ถ้าผมไม่แน่จริง คงไม่มีโอกาสมายืนพูดตรงนี้”
วาทะเด็ดที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นตอบโต้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน ในเวทีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ก่อนที่ลามกลายเป็นมวยถูกคู่
ฝีปากสูสีระหว่างนายกฯสมัครกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขุดอดีตย้อนเวลาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี เหตุที่นายสมัครเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์
ซัดกันด้วยปมประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯ
ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีลุกขึ้นสาบานกลางสภาฯ ว่า หากตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขอให้ชีวิตนับจากวันนี้มีอันเป็นไป แต่หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอให้ชีวิตนี้มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
เล่นกันนอกสคริปต์เลย
ซึ่งจุดเริ่มของการปะทะมันก็เริ่มมาจากลีลาหยอดตบตูดของนายอภิสิทธิ์ ที่นายสมัครใช้คำว่า “อบรมสั่งสอน”
“ก่อนหน้านี้เคยมีข้อครหาว่า จะเป็นนายกฯหุ่นเชิดหรือไม่ แต่บัดนี้ท่านคือนายกรัฐมนตรีตัวจริงแล้ว ดังนั้นอะไรที่เป็นปัญหากับท่านก็อยากให้นายกฯจัดการและทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง หากมีคำปรารภดังกรณีที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีหรือเรื่องอะไรอีกเป็นครั้งที่ 4-5 ก็จะเป็นศรย้อนกลับมาที่ตัวนายกรัฐมนตรีเอง
ไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯที่จะมาพูดแก้ข้อกล่าวหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือมาพูดถึงเรื่องมือที่มองไม่เห็น แต่นายกฯควรจัดการกับมือที่มองเห็น เพราะนายกฯมีหน้าที่บริหารบ้านเมืองจัดการความเลวร้ายการทุจริตคอรัปชัน
หากทำสำเร็จท่านก็จะก้าวลงจากตำแหน่งได้อย่างสมบูรณ์ หากท่านไม่หลุดพ้นตรงนี้ท่านก็จะเป็นนายกฯเทียมที่ประเทศชาติและประชาชนไม่ต้องการ”
ผู้นำฝ่ายค้านอายุ 43 สอนมวยนายกรัฐมนตรีอายุ 72
โดยศักดิ์ศรีบวกกับความเก๋า มันค้ำคออยู่
“สมัคร” ยอมได้ซะที่ไหน
แถมยังจี้จุดอ่อน แทงใจดำ เป็นไปตามสคริปต์ที่นายอภิสิทธิ์แพลมไต๋ล่วงหน้าไว้แล้ว จะเน้นการเขี่ยปม ขยายผล “นายกฯนอมินี”
ทั้งๆที่ “สมัคร” พยายามชิ่งหนีสถานภาพ “หุ่นเชิด”
มันจึงเป็นที่มาประโยคเด็ดๆอีกประโยคหนึ่งของนายกรัฐมนตรี “ถ้าผมคิดไม่เป็นทางการเมือง คงมาไม่ได้ถึงขนาดนี้”
ซึ่งก็ว่าโม้ไม่ได้ เพราะวันนี้นายสมัครก็ถึงฝั่งฝัน จุดสูงสุดทางการเมืองแล้ว
และก็อย่างที่เห็นลีลาของ “เสือเฒ่าลายคราม” นับวันยิ่งโชว์ความเก๋า แม้แต่เซียนด้วยกันยังออกปาก “สมัคร” เมื่อวันก่อน กับนายกฯสมัครในวันนี้
คนละเรื่องกันเลย
โดยลีลาลูกล่อลูกชน “เด้งเชือกชก” ล่าสุดก็เป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกใช้เป็นบันไดอีกขั้นให้นายกฯสมัคร
ยืนเหยียบบ่าเล่นบทพระเอก
“อยู่ดีๆก็มาบอกว่าผมจะเอา 111 คนมาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ผมบอกเลยว่าไม่เห็นด้วย และไม่มีความคิดเลย เป็นการเสนอข่าวให้พรรคพลังประชาชนเสียหาย และรัฐบาลเสียหาย ซึ่งน่าประหลาดที่เสนอข่าวแล้วไม่รับผิดชอบ”
ไม่สวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ยี่ห้อ “สมัคร” เล่นบทหลิวลู่ลมก็ได้
ทั้งๆที่ว่าไป ผลสำรวจล่าสุดของเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ต่อประเด็นแนวคิดที่จะให้อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยที่ติดโทษแบนทางการเมือง เข้ามาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ พบว่าตัวเลขเกินกว่าครึ่งคือร้อยละ 53.6 เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 45.6 ไม่เห็นด้วย
คนเห็นด้วยมากกว่า โดยผลโพลก็ไม่ได้มีกระแสต้านแบบสุดโต่งซะที่ไหน
ที่สำคัญโดยท่าทีก่อนที่จะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสมัครก็เคยแสดงจุดยืนไว้ชัดเจนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งจะต้องปลดล็อกนิรโทษกรรมสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พูดถึงขั้นที่ว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงแค่คำวินิจฉัยไม่ใช่คำพิพากษา
แต่ตอนนี้นายสมัครอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วไม่ต้องสนใจใคร
เรื่องอะไรจะรีบเพิ่มตัวหาร.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
สมัครโต้อภิสิทธิ์ พาดพิงชวน หลีกภัย
นายกฯ ลุกขึ้นตอบโต้การอภิปรายของ หน.พรรค ปชป.ให้ไปถามประธานที่ปรึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา พร้อมย้อนถามอายุ 63 ปี แก่กล้าอบรมนายกฯ ที่อายุ 73 ปี และมีชันษาทางการเมืองกว่า 30 ปี ขณะที่ประธานสภาที่ปรึกษายืนยันนายกฯ เย้ยพรรคปชป.ว่าจะเป็นพรรคต่ำ 10 พร้อมย้อนถามท้ายสุดพรรคประชากรไทย กลับเป็นพรรคต่ำ 10 เอง
หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรค ปชป.ใช้เวลาอภิรายนโยบายรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงลุกขึ้นชี้แจง พร้อมติงนายอภิสิทธิ์ว่าการอภิปรายเรื่องใดควรที่จะมีข้อมูลที่ชัดเจนโดยเฉพาะกล่าวหา แทรกแซงสื่อมวลชน และสั่งปิดหนังสือพิมพ์ รวมถึงการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งหากไม่เข้าใจขอให้ไปถามนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ปชป. และตำหนิว่าการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์เหมือนกับการอบรมนายกฯ ซึ่งฟังดูแล้วโก้เก๋ แต่ถ้าจะให้ดีควรมีความชัดเจนในเรื่องข้อมูลและรอบคอบ ซึ่ง
คนที่อบรมตนอายุแค่ 43 ปี และสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ในอังกฤษ
ซึ่งข้อเท็จจริงยืนยันตนไม่เคยสั่งปิดหนังสือพิมพ์ แต่เป็นคนสั่งเปิดสมัย 6 ตุลา และถ้าตนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตุลาคงจะไม่สามารถมีอนาคตทางการเมือง และมาได้ไกลขณะนี้ ซึ่งคนอย่างตนเป็นนักการเมืองที่ต่อปากต่อคำกับาสื่อ เพราะไม่ได้ทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง และถ้าไม่แน่ใจก็จะไม่มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนไม่เคยปิดบังสถานะ และยืนยันว่าตน ไม่เคยเยาะเย้ยพรรค ปชป.
พร้อมกันนี้ท้าสาบานกลางสภาว่า ถ้าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตุลาเป็นฆาตกรเปื้อนเลือดขอให้มีอันเป็นไปนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องขอให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตทางการเมือง พร้อมกันนี้ยังยืนยันคนอย่างตนเป็นคนปากกับใจตรงกัน ถ้าไม่มั่นใจก็จะไม่อาสามาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่เป็นนายกฯ และไม่มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ ด้านนายอภิสิทธิ์ได้ลุกขึ้นตอบโต้ทันทีว่า การอภิปรายของตนไม่ได้เป็นการอบรมนายกฯ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า สังคมต้องการนายกฯ ตัวจริง และชี้ให้เห็นว่า จะสามารถประคับประครองบ้านเมืองอย่างไร ไม่ได้พูดถึงเรื่องทุจริต
และแม้ตนอายุ 43 ตนก็ต้องทำงานคุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ และมั่นใจว่าติดตามการเมืองมาตลอด และเคยฟังนายกฯ ปราศรัยตั้งแต่สมัยอยู่ ปชป.และศึกษาประวัติศาสตร์ และตนก็ขอท้าให้ไปถามสื่อว่า นายกฯ เป็นมิตรกับสื่อที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งนายสมัครก็ลุกขึ้นตอบโต้ทันทีว่า คนอย่างตนไม่เคยเยาะเย้ยพรรค ปชป.และให้ไปหาหลักฐานมาและอธิบายเหตุผลว่าเป็นปฏิปักษ์กับสื่อ เพราะไม่มีกฏหมายห้ามนักการเมือง แต่ที่ออกมาพูดก็เพื่อให้ได้สติ เพราะบางครั้งคนบางคนคิดว่าตนเองเก่ง จากนั้นนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาได้ลุกขึ้นอภิปรายที่พาดพิงพรรค ปชป.หลายครั้ง
พร้อมชี้แจงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ว่านายสมัครเคยเป็นสมาชิกพรรค ปชป. แต่ได้ลาออก พร้อมเยาะเย้ยว่า อีกหน่อยพรรค ปชป.จะเป็นพรรคต่ำ 10 แต่เวลาก็ได้พิสูจน์ว่า สุดท้ายพรรคต่ำ 10 คือพรรคของนายกฯ ก็คือพรรคประชากรไทย ดังนั้นอย่าไปประเมินคนอื่นต่ำ และเห็นว่า การเป็นฝ่ายค้านสามารถที่จะอภิปรายได้โดยไม่ต้องกำหนดกรอบเวลา ซึ่งสมัยที่ตนเป็นรัฐบาล ก็เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้อภิปรายมากกว่า
ซึ่งทันทีที่นายชวนอภิปรายเสร็จ นายกฯ ก็ได้ลุกขึ้นตอบโต้พร้อมสาบานว่า ตนเป็นคนชอบสาบานและหากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาแม้แต่นิดเดียว ขอให้มีอันเป็นไปนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องขอให้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตทางการเมือง ซึ่งจากนั้นนายชวนก็ได้ลุกขึ้นตอบโต้อีกครั้ง แต่ในที่สุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ขอให้ทุกฝ่ายยุติ และให้สมาชิกอภิปรายนโยบายต่อ (18/02/51)
น่าจะรอด
ไปๆ มาๆ สื่อมวลชน (เจ้าเก่า) ก็ถูกโยนของเหม็นมาให้อีก!!
คราวนี้ หาว่าข่าวใบแดงที่เชียงรายของ
คุณยงยุทธ ติยะไพรัช มาจากการคาดเดาของสื่อ!
ทั้งที่ในชั้นต้นที่ข่าวนี้ออกมา มีการอ้างอิงถึงคณะอนุกรรมการ กกต.ประจำจังหวัดเชียงราย ว่าเป็นคนให้ข่าว
และ คุณสดศรี สัตยธรรม ในฐานะ กกต.กลาง ออกมาตอบโต้สวนกระแสอย่างเผ็ดร้อน ถึงขนาดจะตั้งกรรมการสอบสวนพฤติกรรมในการให้ข่าวเองของ อนุฯ กกต.เชียงราย ด้วยการเอาโทษ เพราะเห็นว่าในทางปฏิบัติ ไม่น่าจะมีสิทธิ์ให้สัมภาษณ์
และคงจำกันได้...??
หลังสิ้นเสียง สดศรี สัตยธรรม ประธาน กกต. คือ คุณอภิชาต สุขัคคานนท์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อทันทีเหมือนกันว่า...
อนุกรรมการ กกต.เชียงราย สามารถให้ข่าวได้!!
แล้วประชาชนตาดำๆ จะเชื่อใครดี??
สุดท้ายนี้ คุณประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง ได้ออกมาพูดถึงกระแสข่าวผลการสรุปสำนวนคดีนี้ว่า
ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีการหารือถึงข้อเท็จจริงว่าข่าวออกมาได้อย่างไร ทั้งนี้ เชื่อว่าเกิดจากการคาดเดาของสื่อมวลชนเท่านั้น!!
กกต. ยืนยันว่า...
จะสรุปสำนวนคดีของ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช ภายในสิ้นเดือนนี้ และจะให้ความเป็นธรรมกับ
ผู้ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่
ผมติดตามกรณีนี้มาตามลำดับ เมื่อมาถึงวันนี้ก็ออกจะเชื่อ (เอาเอง) ว่า คุณยงยุทธน่าจะรอดจากการถูก “ใบแดง”
เพราะพยานรู้เห็นที่เป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ก็มากลับคำให้การกันหมดแล้ว แล้ว กกต. จะไปเอาผิดกับ
คุณยงยุทธได้อย่างไร??
ว่ากันตามสถานะในทางการเมือง คุณยงยุทธ
ก็ถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง เพราะเป็นถึงประธานรัฐสภาและเคยเป็นรองหัวหน้าพรรคอันดับ 1 แต่
มาลาออกเมื่อเป็นประธานสภา
กรณีให้ใบแดงคุณยงยุทธนั้น กกต. เองก็คง “คิดหนัก” เพราะมันมีผลให้เกิดเรื่องอื่นตามมามากมาย กระแสจึงมีส่วนกดดันการทำงานของ กกต.
อย่าง การยุบพรรคพลังประชาชน หากว่า
คุณยงยุทธมาโดน ใบแดง ในฐานะที่ตอนนั้นยังเป็น
ผู้บริหารพรรคระดับสูงของพรรคการเมืองพรรคนี้
สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปรู้ คือ ความแตกแยกกัน
ทางความคิดของ กกต. ที่เริ่มปริให้เห็นมากขึ้นทุกวัน เมื่อต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพาย อะไรมันก็ไม่เป็นไปอย่างที่มีคนคาดเดา
คุณอภิชาต สุขัคคานนท์ แม้ว่าวันนี้จะเป็นประธาน กกต. แต่ในทางปฏิบัติก็เป็นเพียง
“เสียงหนึ่ง” หรือ “หนึ่งโหวต” ในการตัดสินใจของ กกต.
สิ้นเดือนนี้ “ยงยุทธ” จึงน่าจะหลุด?!
สองคม

ประเทศของกู
เป็นคำถามขึ้นมาแล้ว รัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน..แต่ที่..ทุกๆ คนแน่ใจนั้น..รัฐบาลนี้เริ่มนับถอยหลัง เริ่มตั้งแต่มีการแย่งชิงกันเพื่อจะครอบครองเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรี
ผู้ชนะในการเลือกตั้ง..เล่นการเมืองกันแบบเก่า..ผู้แพ้ในการเลือกตั้ง..ก็เล่นกันแบบเก่าเราจึงมีการเมืองแบบเก่าที่ไม่สามารถยั่งยืนอยู่ได้..และยิ่งในขณะนี้..การเมืองเป็นเรื่องต้องเล่นของคนในแทบจะทุกสถาบันด้วยแล้วการเมืองยิ่งเพิ่มความเปราะบาง
ดีแต่ว่า..การที่กองทัพจะจับอาวุธขับรถถังออกมายึดอำนาจประกาศลัทธิเผด็จการนั้น ไม่ใช่ตัดสินใจได้ง่าย..ความล้มเหลวที่ไม่เป็นท่าในการปฏิวัติ และการตั้งรัฐบาลที่ไม่รู้จักประเทศและประชาชน ทำให้..กองทัพขาดศรัทธาในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดินแต่..นักการเมืองที่เห็นแก่ตัวที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล..ในขณะนี้..ก็ยากที่จะสร้างเสถียรภาพขึ้นมา
กบาลที่กลวงโบ๋..ทำให้กระดูกลิ้นลำเลียงความคิดที่ไม่เข้าท่า ออกมาประจานตัวตนต่อคนทั้งแผ่นดินนโยบายเช้าคิด เที่ยงพูด บ่ายปฏิเสธ.ทำให้หน้าตารัฐบาลที่ขี้เหร่อยู่แล้ว เพิ่มความอเน็จอนาถนับด้วยจำนวนไม่ได้
ที่ปรึกษาและเลขาที่สักแต่ว่า..ประเดประดังกันเข้าไป จนนายกรัฐมนตรีหัวหน้ารัฐบาล..ต้องคว้ายาทัมใจใส่ปากและรับรองว่า..ไม่ยุติธรรมกับสังคมมันดูหมิ่นดูแคลนประชาชน อย่างที่เรียกได้ว่า..ประเทศเป็นของกูยากมากที่รัฐบาลแบบนี้จะยั่งยืนอยู่ได้..บนความรังเกียจของประชาชนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน..และง่ายมากที่รัฐบาลแบบนี้จะล่มสลาย..นานที่สุดเท่าที่คนเชื่อ...รัฐบาลนี้จะอยู่แค่ 6 เดือนแต่ที่แปลกกว่าทุกครั้งก็คือ...ทันทีที่รัฐบาลล้ม..คนรับเคราะห์ก็คือ..ทักษิณ-พจมาน..คณะปฏิวัติยึดทรัพย์สมบัติของเขาไป..รัฐบาลประชาธิปไตยของเขา...เข่นฆ่าศรัทธาประชาชน
พญาไม้
‘มิ่งขวัญ’ ถกผู้ประกอบการ ระวังวงแตก!
พลันที่ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ประกาศจะทบทวนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นของจำเป็นสำหรับประชาชนระดับรากหญ้า โดยมอบให้กรมการค้าภายในเชิญผู้ประกอบการ 250 รายมาหารือ ในวันที่ 22 ก.พ.นี้“จะศึกษาต้นทุนการผลิตสินค้าที่แท้จริงในแต่ละชนิดว่ามีการปรับเพิ่มเท่าใด จากนั้นจะทบทวนปรับลดเพื่อให้สอดคล้องกับค่าความเป็นจริง โดยจับตาสินค้าทุกตัวที่ทำให้ประชาชนมีความสุข”กรณีดังกล่าว ย่อมได้รับเสียงขานรับด้วยความพึงพอใจ จากชาวบ้านหาเช้ากินค่ำและถือเป็นการขยับตัวครั้งแรกของ“มิ่งขวัญ” อดีตนักการตลาดมืออาชีพ ที่สำคัญเขาย้ำด้วยว่าจะให้ผู้ประกอบการ “สัญญา”ด้วยว่าราคาสินค้าต้องลดลงเบื้องต้น สินค้าจำนวน 33 รายการเป็นเป้าหมายที่จะต้องหั่นราคาลงทันที ประกอบด้วยข้าวสารบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์นม น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แป้งสาลี อาหารปรุงสำเร็จ เนื้อสุกรผงซักฟอก แชมพู สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย ถ่านไฟฉายเยื่อกระดาษ กระดาษเหนียว กระดาษทำลูกฟูก แบตเตอรี่ รถยนต์นั่ง รถยนต์บรรทุกเล็กรถจักรยานยนต์ ก๊าซหุงต้ม ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้นสายไฟฟ้า เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ เหล็กแท่งปุ๋ย ยาป้องกันและปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน ค่าเช่าบ้านและค่าโทรศัพท์มือถือ
ตามกลไกตลาด ราคาสินค้าจะปรับตัวขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย เป็นหลักการทั่วไป ดังนั้น หากจะไปมัดมือชกให้ผู้ประกอบการลดราคาสินค้าลง จะเป็นธรรมหรือไม่ ???กรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เชื่อว่าท่าทีอันขึงขังของ รมว.พาณิชย์ น่าจะมีข้อมูลลึกๆพอสมควร และได้แต่หวังว่ารายงานที่ นายยรรยงพวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน มอบให้“มิ่งขวัญ” ก่อนที่จะพบกับผู้ประกอบทั้ง 250 รายจะเป็นข้อมูลที่จะได้รับการ “ยอมรับ”และสามารถสยบความเคลื่อนไหวไม่ให้มีการ“วงแตก” กันเสียก่อนเพราะแค่ “มิ่งขวัญ” ส่งสัญญาณผ่านสื่อไปเพียงแค่วันเดียว บรรดาผู้ประกอบการที่ไม่ยอมเสียผลประโยชน์ ต่างตบเท้าตั้งท่าคัดค้านเกี่ยงงอนกันแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มเจรจาด้วยซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากกลุ่มบริษัทในเครือ“สหพัฒน์” ซึ่งมีสินค้าอุปโภคที่จำเป็นอยู่ในมือนับร้อยรายการ และล้วนเป็นสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของระดับรากหญ้าโดยตรง อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผงซักฟอกสบู่ ยาสีฟัน ฯลฯนายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ กก.ผอ.บริษัท ไทยเพรซเิดนทฟ์ ดูส ์จำกดั (มหาชน) หนงึ่ในเครอื “สหพฒั น”ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ระบุว่า เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น หากต้องการให้ผู้ประกอบการลดราคาลง ก็ต้องไปทำให้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นลดลงให้ได้ก่อน ถ้าทำได้แล้วค่อยมาว่ากัน ซึ่งแนวทางดังกล่าวฟันธงเลยว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบัน
“หากผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในแนวทางดังกล่าว มีอยู่วิธีเดียว คือ ลดคุณภาพของสินค้าลง หรือทำเป็นสินค้าไฟติ้งแบรนด์ที่ผ่านมา ก็มีบทเรียนผลิตผงซักฟอกธงฟ้าออกจำหน่าย สินค้าคุณภาพไม่ดีก็ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค แต่ความเป็นจริง ไม่มีผู้ประกอบการรายใดอยากจะลดคุณภาพสินค้าลง เพราะมีโอกาสที่แบรนด์จะเสีย ใครจะกล้าเสี่ยงเอาแบรนด์ที่สร้างสมมาแล้วต้องพังทลายไป”ขณะที่ นายสมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูลนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย บอกว่าหากต้องการให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามที่รัฐบาลต้องการ รัฐคงต้องเข้ามาช่วยเหลือในด้านของต้นทุนวัตถุดิบ และลดอัตราการเก็บภาษีเงินได้จากปัจจุบันที่จัดเก็บ 30%แนวทางที่กระทรวงพาณิชย์งัดออกมานั้นเข้าใจกันว่า รมว.พาณิชย์ ต้องการมีผลงานให้ประชาชนชื่นชอบ หากภาครัฐให้ความร่วมมือก็อยากจะร่วมมือ แต่ต้องไม่ให้กระทบถึงต้นทุนเพียงแค่ยกแรก ก็ชักจะเป็นห่วง รมว.พาณิชย์ ซะแล้ว!!!
‘อั้นฉี่’ อบรม ‘มาร์ค’
การแถลงนโยบายของรัฐบาลวันแรกภายใต้การนำของ “สมัคร สุนทรเวช” เมื่อช่วงสาย วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา น่าสนใจหลังจาก “สมัคร สุนทรเวช” ใช้เวลา1 ชม. แถลงถึงการที่รัฐบาลจะต้องดูแลปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงมุ่งมั่นที่จะบริหารประเทศในช่วง 4 ปีภายใต้หลักการสำคัญ 2 ประการ ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนไทยและต่างประเทศตลอดจนประชาคมโลกจากนั้น ผู้นำฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ลุกขึ้นอภิปราย...โดยใช้เวลาร่วม 3 ชม.ผลจากการพาดพิงถึง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และนายกฯ คนปัจจุบัน “สมัครสุนทรเวช” ของ ผู้นำฝ่ายค้าน นั้นทำให้ “สมัคร สุนทรเวช” ต้องลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงทันที
ความมันส์...ตลอดช่วงครึ่งวันแรกเกิดขึ้นตรงนี้!!! โดยก่อนที่ “สมัคร สุนทรเวช” จะแก้ในสิ่งที่ถูกพาดพิงถึงนั้น เขาได้พยายามชี้ให้เห็นถึงวุฒิภาวะของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ช่วงหนึ่ง “สมัคร สุนทรเวช” บอกว่า...อุตส่าห์นั่งฟัง ผู้นำฝ่ายค้าน พูดตลอด 3 ชม.หิวก็หิว ฉี่ก็ปวด แต่ก็ต้องทนฟัง เพราะหวังว่าจะได้รับความเห็นใจในฐานะคนแก่ ซึ่งให้เกียรติผู้นำฝ่ายค้านแต่ก็เปล่า แถมกลับต้องมาฟังอะไรที่เหมือนเป็นการอบรมคนที่เป็นนายกฯ จากคนที่มีอาวุโสน้อยกว่าถึง 30 ปีแน่นอน ตามสไตล์ของ “สมัคร สุนทรเวช” แล้ว เสร็จสิ้นภารกิจ “แขวะ” ก็ต้องอบรม ผู้นำฝ่ายค้าน กันตามระเบียบหน่อยโดยย้ำว่า...ที่เขาพูดมาทั้งหมด ก็เพราะต้องการเตือนสติให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” รู้จักที่จะเสาะหาหรือสอบถามข้อมูลข้อเท็จจริงจากคนที่รู้เรื่องเหตุการณ์ในอดีตจริงๆ เสียก่อนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นหรือไม่เป็น“นอมินี”
กรณีการสั่งปิดหนังสือพิมพ์ในปี 2519หรือแม้แต่การให้สัมภาษณ์สื่อตะวันตกเรื่องเหตุการณ์มีคนตายที่ท้องสนามหลวง 1 คนจากการถูกจับนั่งเผายาง ฯลฯก็ต้องบอกว่า...มวยต่างวัยคู่นี้ จัดว่า“ถูกคู่” ในฐานะ “ผู้นำรัฐบาล” และ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ที่ปิดท้ายตรงที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องทำให้คนแก่อย่าง...“สมัคร สุนทรเวช” ต้อง “อั้นฉี่” นานถึง 3 ชม. เพื่อจัดอบรมกลางสภาฯ เช่นนี้เอ! แล้วควรจะสงสารคนอั้นฉี่ หรือคนถูกสอนมวยกันดีล่ะนี่!!!








