WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 19, 2008

ชมรมคนรักทักษิณเคลื่อนไหว เตรียมรับกลับไทย

ชมรมคนรักทักษิณ ออกโรงเคลื่อนไหวเรียกบรรดาอดีตหัวคะแนนและสมาชิกพรรคไทยรักไทย แจกเสื้อและใบปลิว ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และ พะเยา เตรียมต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี อ้าง จะบินตรงจากฮ่องกงมาจังหวัดบ้านเกิด ในเดือนเมษายน

เริ่มมีความเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีการรอรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับจังหวัดเชียงใหม่บ้านเกิด โดยล่าสุดได้มีการลงพื้นที่ของกลุ่มรักทักษิณหรือแกนนำชนรมคนรักทักษิณ ซึ่งมาโรดโชว์ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง จ.เชียงใหม่ เชียงรายและพะเยา

ก่อนที่แกนนำหัวคะแนนของพรรคไทยรักไทยเดิม จะเรียกชุมนุมชาวบ้านกองทุนหมู่บ้านและอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย เพื่อแจกเสื้อและใบปลิวพร้อมเตรียมการต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทย โดยคาดว่าจะเดินทางมาประมาณเดือนเมษายน โดยจะบินตรงจากฮ่องกงมาที่เชียงใหม่

"นพดล"ปัด"สมัคร"ไปเขมรนัดพบ"ทักษิณ"

วันนี้(19ก.พ.51)นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยผู้สื่อข่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเดินทางไปเยือนกัมพูชาเป็นประเทศแรกในอาเซียน ในวันที่ 3 มี.ค.นี้ ทั้งนี้การเดินทางไปไม่ได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่อย่างใด หลังจากที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไปร่วมตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชา


รมว.ต่างประเทศ ระบุว่าตนไม่อยากให้ความเห็นเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี และไม่อยากให้มองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีอำนาจกับรัฐบาลชุดนี้อยู่ และการเดินทางของนายกฯสมัคร ก็ไปในฐานะของรัฐบาลเท่านั้นและ คาดว่าการเดินทางไปกัมพูชาครั้งนี้จะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาเขาพระวิหารขึ้นหารือกันด้วย

กกต.ประกาศรายชื่อส.ว.สรรหาทั้งหมด74คน

(19กพ.) กกต.ประกาศรายชื่อ ส.ว.สรรหาแล้ว ผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสว.สรรหาคือ 1.พท.กมล ประจวบเหมาะ 2.รศ.กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล 3.พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร 4.พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ 5.นายคำนูน สิทธิสมาน 6.นายจารึก อนุพงษ์ 7.นายจำนงค์ สวมประคำ 8.นายเจตน์ ศิรธรานนท์ 9.นายชลิต แก้วจินดา 10.นายโชติรัส ชวนิชย์ 11.นายฐิระวัตร กุลละวณิชย์ 12.พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑะจิตร 13.พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ 14.ศ.เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ 15. นานตวง อันทะไชย
16. นายถาวร ลีนุตพงษ์ 17. รศ.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต 18. รศ.ทัศนา บุญทอง 19. นางทิพย์วัลย์ สมุทรักษ์ 20. นายธนู กุลชล 21. นายธวัช บวรวนิชยกูร 22.นายธีระจิตต์ สถิโรตมวงศ์ 23.นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน 24.นายบุญชัย โชควัฒนา 25.นายประสงค์ นุรักษ์ 26. ศ.พิเศษประสพสุข บุญเดช 27.นายประสาร มฤคพิทักษ์ 28. มรว.ปรียนันทนา รังสิต 29. รศ.พรชัย สุนทรพันธุ์ 30.นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 31. นายพิชัย อุตมาภินันท์ 32. นายพิเชต สุนทรพิพิธ
33.นายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ 34.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 35. นายไพโรจน์ ถัดทะพงษ์ 36.รท.ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก 37.นายมณเฑียร บุญตัน 38.พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี 39.นายยุวดี นิ่มสมบุญ 40.นายรสสุคนธ์ ภูริเดช 41.นายรุสดี บินหะยีสะมะแอ 42.นายเกรียงไกร ลือกิจวัฒนะ 43.นายไรน่าน อรุณรังศี 44.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช 45.นายวรวุฒิ โรจนพาณิช 46.นายวรินทร์ เทียมจรัส 47.นายวันชัย แสงสุขเอี่ยม 48. นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ 49. นายวิทวัส บุญญสถิต 50. ศ.ภิชานวิระ มาวิจักขณ์
51. ศ.นายแพทย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ 52.นายแวดือราแม มะมิงจิ 53. นายสงคราม ชื่นภิบาล 54.พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา 55. นายสมชาย แสวงการ 56.นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ 57. นายสมัคร เชาวภานันท์ 58.ศ.สุกัญญา สุดบรรทัด 59.พล.ท.สุจินดา สุทธิพงศ์ 60.พลตำ รวจตรีสุเทพ สุขสงวน 61.พลตำรวจเอกสุนทร ซ้ายขวัญ 62.นายสุพจน์ โพธิ์ทองคำ 63.นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย 64. พลเรือเอกสุรศักดิ์ ศรีอรุณ 65. นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์
66. นายอนันต์ วรธิติพงศ์ 67. นายอนุรักษ์ นิยมเวช 68. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย 69. นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 70.รศ.อัจฉรา เตชฤทธิพิทักษ์ 71. พลอากาศเอก อาคม กาญจนหิรัญ 72. พลตำรวจเอก อำนวย เพชรศิริ 73. นายอิทธิพล เรืองวรบูรณ์ 74. นางอุไร คุณานันทกุล


จาก hi-thaksin

คลิป! ประชาธิปัตย์เสียรูปมวย ถูกหมัดน็อคกลางสภา

'แต่วันนี้อดทนมากครับ นั่งอยู่กับพวกเผด็จการหลายคนครับ ยังทำใจไม่ไหวครับ ยังเงียบอยู่ทุกวันนี้ครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองบางพรรคที่สนับสนุนการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยาครับท่านครับ' คุณสุนัยกล่าว

ขอขอบคุณ นักกวนเมือง จาก BlogGang.com :: นักกวนเมือง

และคุณ demagogue จาก สนามหลวง Forum

จาก hi-thaksin

'นพดล'เชื่อสส.ไม่เสี่ยงเป็นเลขา-ที่ปรึกษา

'รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน' เชื่อ่ สส.ไม่เสี่ยงเป็นเลขา-ที่ปรึกษารัฐมนตรี ชี้ความเห็นของกฤษฎีกาไม่ถือเป็นข้อยุติ

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า ส.ส.สามารถเป็นเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ ว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ เพราะผู้ที่ตีความรัฐธรรมนูญได้ คือ ตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่เรารับฟัง เพราะถือเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เห็นว่า คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.หลายคน มีความรู้ความสามารถทำงานได้ ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องตัวบุคคล และส่วนตัวเชื่อว่าไม่มี ส.ส.คนใดที่จะเสี่ยงมาเป็น อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.พ.) คาดว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะหยิบยกเรื่องนี้มาหารือกัน แต่ตนไม่อยู่ เพราะต้องเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่ประเทศสิงคโปร์

นายนพดล กล่าวด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศได้แปลนโยบายรัฐบาลเป็นภาษาอังกฤษเสร็จแล้ว และส่งไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลกแล้ว

สมัครเข้าร่วมรับฟังการอภิปรายนโยบายรัฐบาลวันที่ 2

นายกรัฐมตรี เข้าร่วมรับฟังการอภิปรายนโยบายรัฐบาลวันที่สองตลอดทั้งวัน ขณะที่เป็นวันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้วย

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมเข้าร่วมในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในที่ประชุมรัฐสภาในช่วงเวลาประมาณ 09.30 น. โดยเป็นการอภิปรายในวันที่ 2 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในที่ประชุมรัฐสภาช่วงบ่ายพบว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีเข้าฟัง เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรีที่มารับฟังการอภิปรายเป็นจำนวนน้อย แต่ในวันนี้นายกรัฐมนตรียืนยันจะเข้าร่วมตลอดทั้งวัน

โดยอาจมีการออกไปเซ็นเอกสารบ้างเล็กน้อย พร้อมกันนี้ในวันนี้จะเป็นการนัดให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนประจำสัปดาห์ของนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องจับตาถึงคำตอบจากปากนายกรัฐมนตรีในประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเฉพาะการปะทะอารมณ์กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านรวมถึง นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ในที่ประชุมรัฐสภาวานนี้

แทรกแซงสื่อ (อีกแล้ว)??

กรณีที่เกิดขึ้นกับนาย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่ถูกถอดจากรายการ “มุมมองเจิมศักดิ์” ทางคลื่น 105 นั้น จะว่าเป็นปรากฏ การณ์ธรรมดา ก็ธรรมดา สำหรับผู้คนในแวดวงวิทยุ-ทีวี นี่ไม่ใช่กรณีแรกและไม่ได้เกิดเฉพาะกับรัฐบาลชุดนี้ แต่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา

ไม่มีรัฐบาลไหนดีเด่นกว่ารัฐบาลไหนเลย ขอบอก !!!

สื่อ “บิ๊กเนม” บางคนในอดีตถึงขนาดเคยออกมาจวกคนที่ออกมาร้องโวยวายเวลาโดนยึดไมค์หรือ ถูกยึดหน้าจอคืนชนิดจะเป็นจะตายว่า เป็นราชสีห์อย่าร้องเอ๋งเหมือนหมาข้างถนน วิพากษ์กันหนักหน่วงขนาดนั้น

ตีความได้ว่า เวลาขึ้นหม้อ ตัวก็ได้เวลาเยอะแยะ จะเอารายการไหนช่วงไพร์มไทม์ นาทีเงินนาทีทองที่คนจัดรายการอยากได้แทบขาดใจ แต่ไม่มีทางได้นั้น ตัวก็แทบเอานิ้วจิ้มได้ตามใจ ชอบ หน่วยราชการเจ้าของคลื่นความถี่ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ มีรายการทีวี 5 วันเต็มในสัปดาห์ไปเลย

แถมยังช่วยกล่อมหน่วยงานรัฐเอา โฆษณามาลงให้ด้วยซ้ำไป หรือไม่จริง

กลายเป็น “เสี่ย” กระเป๋าตุงไปตาม ๆ กัน ตอนนั้นไม่เห็นออกมาโวยว่ามีการแทรกแซงสื่อเลย แล้วทีตกกระป๋องจะมาร้องแรกแหก กระเชอไปไยกัน ก็จงก้มหน้าก้มตาเก็บกระเป๋ากลับบ้านให้สมศักดิ์ศรีหน่อย

เหมือนดอกเตอร์คนหนึ่งที่อคติสุดโต่ง เวลาจะวิพากษ์วิจารณ์ทีไรฝ่ายที่ตัวเองเกลียดดำปี๋ อีกฝ่ายขาวจั๊วะ พอผลเลือกตั้งออกมาไม่เป็นดังหวังก็ตีอกชกหัว รับไม่ได้ ทนไม่ได้ หดหู่ หมดหวัง จนต้องอำลารายการที่จัดอยู่ในทีวีรัฐช่องหนึ่งไป โดยไม่รอให้ใครมาสะกิด

ของอย่างนี้เป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ ในวงการวิทยุและฟรีทีวีทั้งหลาย

ยิ่งในช่วงที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์บีบบังคับให้สื่อต้องเลือกข้าง ใครเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “คมช.” หรือการ “ปฏิวัติ” ก็ยกย่องว่าเป็นสื่อแท้ พวกอยู่ตรงข้ามจะถูกยัดเยียดให้เป็นพวกสื่อเทียม ถึงไม่เป็นสื่อเทียมก็จะกลายเป็นอีกพวกหนึ่งที่คล้าย ๆ กัน สมุนทรราชหรือลิ่วล้อทักษิณไปโน่นเลย ยังจำกันได้ไหม

อย่าอัลไซเมอร์ ลืมง่ายนักสิ ใครที่ชี้หน้าด่ากราดไปทั่ว เลือกข้างไปแล้ว จะโวยหาพระแสงอะไร ???

แต่นั่นล่ะ เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อในระบอบประชาธิปไตยจำเป็นยิ่งยวด ไม่อย่างนั้นประชาชนก็จะไม่มีข้อมูลดีพอในการตัดสินใจเรื่องบ้านเมือง นอกจากสิ่งที่ผูกขาดกรอกหูอยู่ทุกวี่วัน

ทำให้การมองปัญหาผิดเพี้ยนไปหมด กระแสเพี้ยนที่ผ่านมาก็เพราะอย่างงี้แหละ

ก็รู้กันอยู่ ยิ่งเป็นโลกาภิวัตน์มากเท่าไหร่ ช่องทางการรับรู้ข่าวสารยิ่งเหลือเฟือ ตอนนี้ใช่จะ มีแต่หนังสือพิมพ์ ทีวี วิทยุ เมื่อไหร่ เคเบิ้ลทีวี อินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน มือถือที่ส่งข่าวเอสเอ็มเอสเยอะแยะไปหมด ประชาชนแทบจะสำลัก ข้อมูลข่าวสารตายน่ะไม่ว่า

แต่จะให้เป็นข้อมูลสองด้านหรือรอบด้านได้ไงต่างหาก นี่แหละที่สำคัญ

ถึงอยากให้ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีที่ถูกจับให้มาดูแลสื่อรัฐ ได้สร้างมิติใหม่ให้กับประชาชนในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเสียที ที่ออกมา บอกว่าจะเพิ่ม “ผู้เล่นใหม่ ๆ” ในสนามข่าว ก็เป็นเรื่องดี หรือจะทำช่อง 11 ให้เป็น “โมเดิร์น อีเลฟเว่น” เป็น สถานีข่าว ก็น่าติดตามดู ซึ่งอาจจะ ติดปัญหาเรื่องเงินเดือนที่จะต้องมีการปรับเพิ่มให้เหมาะสม

แต่จะดียิ่งขึ้นหากเปิดเสรี ทีวี วิทยุ ไปเลย เพราะถึงยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะหากร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุ-โทรทัศน์ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ก็เปิดได้อยู่แล้ว

เปิดเสรีไปเลย พวกชอบฉวยโอกาสแหกปากร้องว่าถูกแทรกแซงจะได้หมดไปเสียที.


ดาวประกายพรึก

รีบค้านเร็วไป [19 ก.พ. 51 - 16:47]

การเมืองมีหลายมิติสูงต่ำลึกตื้นกว้างยาวเบาหนักแข็งอ่อนตรงเอียง

มีทั้งหน้าฉากหลังฉากบนโต๊ะใต้โต๊ะ ใต้ดินบนดิน

มีทั้งรูปธรรมนามธรรมมีทั้ง"มือที่มองเห็น" และ "มือที่มองไม่เห็น" เข้าไปแทรกแซงการเมือง

แต่เมื่อเป็น “มือที่มองไม่เห็น” ย่อมพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นเจ้าของมือ??

อย่ากระนั้นเลย เรามาพูดถึงมือที่มองเห็น แต่ยังไม่ได้ลงมือทำดีกว่านะโยม

การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาถือว่าเป็นไฟต์บังคับตามรัฐธรรมนูญ

เพราะมีแต่นโยบายเป็นตัวหนังสือ ยังไม่ได้ทำตัวหนังสือให้เกิดเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม

ฉะนั้น การอภิปรายซักไซ้นโยบายรัฐบาลฉลองเทศกาลมาฆบูชา จึงเป็นการประเมินล่วงหน้าว่ารัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่จริง??

ต้องยอมรับว่านโยบายรัฐบาลสมัคร ซึ่งต่อยอดจากนโยบายรัฐบาลไทยรักไทย มีบางโครงการที่ยังทำไม่สำเร็จ และไม่คุ้มงบประมาณที่ลงทุน

แต่ “แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าควรให้เวลารัฐบาลใหม่ทำงานพิสูจน์ฝีมือเสียก่อนอย่างน้อย 6 เดือน

โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งป้อมคัด ค้านกันตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือทำ

เช่น...โครงการเมกะโปรเจกต์แสนห้าหมื่นล้านบาท ขยายพื้นที่ชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ปัญหาแล้งซ้ำซาก

รวมทั้งโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง แล้วเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเพื่อให้ 19 จังหวัดภาคอีสาน มีน้ำกินน้ำใช้อย่างพอเพียง

ปรากฏว่าบรรดาเอ็นจีโอ และนักวิชาการออกมาคัดค้านกันอึงคะนึง

นักวิชาการบางคนฟันธงว่า การเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระบบไฮโดรชิลไม่ได้ผลคุ้มกับเงินที่ลงทุน

“แม่ลูกจันทร์” นึกถึงเมื่อ 30 ปีก่อนที่วิศวกรรุ่นเดอะของไทยยืนยันว่ากรุงเทพฯเป็นดินอ่อน ขุดอุโมงค์ลึกไม่ได้ ไม่ควรเสี่ยงสร้างรถไฟใต้ดิน

นักวิชาการบางคนชี้ว่า ภาคอีสานไม่ได้ ขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนเฉลี่ยในภาคอีสานมีพอเพียง ไม่มีความจำเป็นต้องเจาะอุโมงค์ผันน้ำโขงเข้ามาเพิ่มเติม

ยังไม่ทันศึกษารายละเอียดก็ออกมาค้านกันโครมคราม

การคัดค้านโดยไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์ อาจจะทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแก้ ปัญหาระยะยาว??

“แม่ลูกจันทร์” เชื่อว่าภาคอีสานขาดน้ำจริงๆ เพราะพื้นที่เพาะปลูกในภาคอีสานรวมทั้งสิ้น 58 ล้านไร่ มีพื้นที่เขตชลประทานแค่ 7 ล้านไร่เท่านั้นเอง

การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจึงต้องจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม

โครงการผันน้ำโขงจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

เพราะแม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทยยาว 700 กม. แต่เราได้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงน้อยเหลือเกิน

ในขณะที่ประเทศจีนที่อยู่เหนือเราขึ้นไป สร้างเขื่อนยักษ์ผลิตไฟฟ้าพลังน้ำคร่อมแม่น้ำโขง 3 เขื่อนซ้อนกัน

ถ้าเราไม่ดึงแม่น้ำโขงมาใช้ประโยชน์ ก็เท่ากับปล่อยให้กระแสน้ำมหาศาลไหลทิ้งทะเลไปฟรีๆ!!

ข้อสำคัญ ถ้าเราไม่ลงทุนแก้ปัญหาน้ำให้ครบวงจร วิกฤติแล้งซ้ำซากก็จะซ้ำเติมพี่น้องประชาชน 19 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศตลอดไป

แต่เหนือสิ่งอื่นใด...รัฐบาลควรกราบบังคมทูลขอพระราชทานแนวพระ ราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบให้เกิดความชัดเจน

เพราะพระองค์ท่านทรงเชี่ยวชาญปัญหาน้ำอย่างแท้จริง

ปัญหาขัดแย้งก็จะได้ข้อยุติ ไม่ต้องเถียงกันให้วุ่นวาย.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ นักข่าวหัวเขียว

มิติใหม่ [19 ก.พ. 51 - 19:23]

การเมืองกำลังอยู่ในห้วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาซึ่งเป็น องค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้การบริหาร ประเทศของรัฐบาล แต่เนื่องจากวุฒิสภาชุดใหม่กำลัง อยู่ในขั้นตอนการสรรหาและเลือกตั้งจึงต้องใช้สนช.ทำหน้าที่แทน

เรียกว่าเป็นงาน “สั่งลา” ของ สนช.ชุดที่ คมช.แต่งตั้ง

ดังนั้นการทำหน้าที่ของสนช.ในฐานะวุฒิสมาชิกจึงคงไม่ สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เพราะถือว่าเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่เข้ามาสู่ระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นคงไม่มีใครกล้าไปตอแยมากนักเพราะไปวิจารณ์อะไรมากๆอาจจะถูกแขวะได้

แต่เหนืออื่นใดน่าจะมี สนช.บางคนที่ยังเป็นไม้เบื่อไม้เมากับระบอบ “ทักษิณ” ก็คงจะเปิดฉากเล่นงานรัฐบาลนอมินีได้

“ประชานิยม” เต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดีฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มรูปแบบก็คงจะ เป็นประชาธิปัตย์นี่แหละในฐานะฝ่ายค้าน “มืออาชีพ” ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลอีกเมื่อใด

แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นรัฐบาลผสมแต่เอาเข้าจริงแล้วพรรคเล็กอีก 5 พรรคที่มาร่วมนั้น แทบจะไม่มีความหมายในเชิงนโยบาย มีความหมายก็แค่ยกมือสนับสนุนเท่านั้น

เพราะโดยรูปแบบการเมืองในขณะนี้น่าจะเป็นว่าระบบการเมือง 2 พรรคคือพัฒนาการที่เป็นจริง

ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีความพยายามสกัดกั้นการเมืองพัฒนาระบบ 2 พรรคด้วยการหาวิธีการทำให้พรรคการเมืองเกิดง่ายขึ้น แต่การเลือกตั้งครั้งนี้มันมีคำตอบของมันอยู่แล้วคือพรรคการเมือง 2 พรรคส่วนพรรคการเมืองเล็กๆที่ได้รับการเลือกตั้งนั้นก็ได้แค่นั้นจริงๆ

เพราะถึงที่สุดแล้วการที่พรรคเล็กได้รับการเลือกตั้งนั้นเพราะเป็น ฐานเสียงเก่าและความนิยมเฉพาะตัวเท่านั้น

แม้จะมีการทุ่มซื้อเสียงอย่างไรก็ยากแล้วครับ...

ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หลักและพื้นฐานก็คือไทยรักไทยที่เอามาต่อยอด “ประชานิยม” เท่านั้นหรือด้านอื่นๆก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้นพูดง่ายๆ คือนโยบายของพลังประชาชนเป็นหลัก ของพรรคร่วมเป็นเพียงเครื่องแนมเท่านั้น

จริงๆแล้วพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลนั้นหากไม่เปิดนโยบายดูแต่ละพรรคไม่น่าจะเรียกว่า นโยบายแต่น่าจะเรียกว่าเป็นคาถาหาเสียงเท่านั้น เพราะไม่ได้เกิดมาจากข้อมูล ตัวเลขแนวคิด แนวทาง อย่างที่เป็นการวิเคราะห์เอาแก่นมาใช้

พูดง่ายๆพร้อมเป็นพรรคไม้ประดับ แต่ขอให้ได้ร่วมรัฐบาลเท่านั้นและนี่คือประเด็นหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองไทยยัง ไม่สามารถแปรไปสู่ความเป็นสถาบันได้ ซึ่งต่างกับพลังประชาชนที่เน้นรูปแบบเชิงนโยบายจนทำให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้นมาได้

แม้การพัฒนาในความเป็นสถาบันการเมืองยังไม่เข้ารูปเข้ารอย เพราะยังพึ่งตัวบุคคลมากกว่าหลักการและนโยบาย

ประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน “มืออาชีพ” แม้จะมีความพยายามในการทำหน้าที่ได้อย่างดีแต่ยังเป็นเรื่องของ สำนวนโวหารมากกว่าการเจาะเข้าถึง ข้อมูลและการนำแนวทางของพรรคมาเป็นทางเลือกใหม่

สุดท้ายกลายเป็นว่าการแถลงนโยบายได้ประโยชน์แค่เป็นขั้นตอนหนึ่งของการเข้าสู่ การบริหารประเทศไม่ได้ใช้ให้เป็นเวทีแข่งขันทางนโยบาย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเลือกพรรครัฐบาลในโอกาสต่อไป

จริงๆแล้วในการพัฒนาทางการเมืองไทยน่าจะไปสู่ระบบ 2 พรรคแน่นอนหาก 2 พรรคใหญ่สามารถสู้กันในเชิงนโยบายได้ก็ช่วยในการตัดสินใจของ ประชาชนยิ่งพรรคที่ชอบประกาศจะทำอย่าง นั้นอย่างนี้แต่พอถึงเวลาแล้วไม่ทำหรือทำไม่ได้

ก็จะต้องถูกลงโทษจากประชาชนไปเลือกอีกพรรค การเมืองหนึ่ง.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

เศษสตางค์ [19 ก.พ. 51 - 19:08]

ก่อนจะไปถึงเรื่องอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าที่ นายกฯสมัคร สุนทรเวช พูดไว้ในรายงานสนทนาภาษาสมัครทางช่อง 11 เมื่อวันก่อน ตัดพ้อต่อว่า สื่อมวลชน ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ติเรือทั้งโกลน อะไรทำนองนี้อันที่จริงแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์เป็นหน้าที่ของสื่อโดยตรงหนีอย่างไรก็ไม่พ้น

เพียงแต่ว่าจะต้องมีหลักเหตุและผลประกอบด้วยไม่ใช่อยู่บนอคติหรือมองโลกในแง่ร้ายท่าเดียว หรือประเภท จ้องจะฉกฉวยแสวงหาผลประโยชน์จากการทำหน้าที่ อย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้

จุดที่ลงตัวก็คือว่า ทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิและหน้าที่ซึ่งกันและกันมากกว่า

ฟังคุณสมัคร พูดเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ผมว่าเป็นเรื่องที่เข้าท่าดี ถ้านำมาปฏิบัติได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่คนไทยละเลยก็คือเรื่องเล็กๆน้อยๆ เงินบาท ห้าสิบสตางค์ดูไม่ค่อยมีคุณค่า

เดี๋ยวนี้ให้ขอทาน ให้เด็กเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดง บาทสองบาท ยังโดนมองหน้า ต้องห้าบาทสิบบาทขึ้นไป หรือทิป เป็นเหรียญบาท เหรียญห้าบาท เด็กเสิร์ฟทำท่าไม่สนใจด้วยซ้ำ

เลยทำให้เกิดค่านิยมผิดๆ

คุณสมัครน่าจะเข้าใจเรื่องเศษสตางค์ได้ดีเพราะ คุณสมัคร จะนิยมพกแบงก์ย่อย เศษเหรียญ ร้านน้ำพริกนิตยาที่คุณสมัครว่า คุณสมัครก็ซื้อน้ำพริกทีละกระปุก ซื้อก๋วยเตี๋ยวทีละ 2 ห่อ เลยมีโอกาสใช้เงินย่อย

ในทางเศรษฐกิจ พูดจาภาษาชาวบ้านก็คือ คนไทยยังใช้เงินไม่เป็น ใช้ค่านิยมกำหนดค่าเงิน ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆตอนนั้นเรียนชั้นประถม คุณย่าจะตื่นแต่เช้ามารับจ้างขูดมะพร้าว โม่แป้ง ตำน้ำพริกเผา สารพัด ขูดมะพร้าวได้ลูกละ 50 สตางค์ ตำน้ำพริกได้ครกละ 3 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง

ผมยังนึกอยู่ในใจว่าทำไม คุณย่าถึงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมารับจ้างได้ค่าแรงเป็นเศษสตางค์อยู่แค่นี้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือ คุณย่ามีเงินให้คนอื่นกู้ ครูบาอาจารย์ ทำงานตามห้างร้านบริษัทก็มากู้เงินคุณย่าทั้งนั้น กินดอกร้อยละ 3 บาทบ้าง 5 บาทบ้าง

มีเงินพอที่จะสามารถส่งผมเรียนจนจบมหาวิทยาลัย

คุณย่าผมไม่เคยจน ความเป็นอยู่ก็ไม่เคยเดือดร้อน หรือประเภทชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่สิ่งหนึ่งที่คุณย่าปฏิบัติ ควบคู่ไปด้วยก็คือ การรู้จักใช้เงินอย่างประหยัด ไม่ฟุ่ยเฟือย

การแก้ไขเศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ของคุณสมัคร เป็นภาพหนึ่งของเศรษฐกิจ ที่ให้รู้จักใช้เงินอย่างคุ้มค่าและเต็มเม็ดเต็มหน่วย เงินบาทเงินสลึงก็มีคุณค่าเมื่อเอามารวมกันจำนวนมากๆ จากสลึงเป็นบาทจากบาทเป็นสิบบาท จากสิบบาทเป็นร้อยบาท สมมติถ้ารวมเงินสลึง ห้าสิบสตางค์ที่มีอยู่ในกระเป๋าของคนทั้งประเทศ จำนวนกว่า 60 ล้านคน คิดเป็นเงินก็คงไม่น้อย

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีนี้ผมว่าความสำเร็จ คือต้องปรับพฤติกรรมของคนไทยก่อน ให้เห็นคุณค่าของเงิน ลูกเจี๊ยบ ในขณะเดียวกัน ทางภาครัฐก็จะต้องควบคุม และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้เกิดเป็นพฤติกรรมใหม่ขึ้นมา เงินทุกบาททุกสตางค์ มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง และต้องใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

อยู่ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่เท่านั่น.

หมัดเหล็ก

คอลัม คาบลูกคาบดอก