WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 20, 2008

กฎหมายโจร [20 ก.พ. 51 - 19:32]

เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว กลไกการเมืองที่ติดขัดเพราะรัฐบาลเผด็จการ เริ่มทำงานแล้ว ผมว่า เราน่าจะได้เวลา หมุนกลไกยุติธรรม สะสางคดีโกงบ้าน กินเมืองกันเสียที

หลังปฏิวัติปีกว่า สถาบันทหาร...เรตติ้งศรัทธาลดลง ถอยร่นออกไป สถาบันการเมือง ไม่ว่าก่อนหรือหลังปฏิวัติ... ไม่มีเค้าลางว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้น

มิหนำซ้ำ แค่เริ่มต้นโหมโรงรัฐบาล กระบวนการจัดสรรคน ที่คนระดับผู้นำออกปากเอง มีแต่ขี้เหร่ หรือไม่ก็อัปลักษณ์ ก็กำลังแสดงท่าว่า สถาบันการเมือง กำลังสาละวันเตี้ยลงๆ

การเมืองรอบใหม่ กำลังทดสอบกระบวนการตุลาการ ด้วยคดีความที่ตกค้าง อยู่มากมาย...

คดีความเหล่านี้ มีทั้งก่อนรัฐบาลทักษิณ ระหว่างรัฐบาลทักษิณ กระทั่งหลังรัฐบาลทักษิณ

ผมหวังว่า กระบวนการตุลาการ จะต้องหมุนไปข้างหน้าตามจังหวะเวลา...ของตัวเอง ไม่ใช่หมุนเร็วหมุนช้า เหมือนเล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ

กับการขึ้นลงของการเมือง

ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องทั้งหลายในบ้านเมืองเรา ที่ยังเกิดการยึดอำนาจกันไม่หยุดหย่อน ก็เพราะประสิทธิภาพการยุติธรรม ยังใช้ไม่ได้

คดีซีทีเอ็กซ์ ตอนนี้ได้ตัวคนทำผิดหรือยัง ทั้งที่เป็นคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนอกประเทศ คนรับผิดชอบคดี คืออัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 เขียนไว้ชัด

แต่เราเคยได้ฟังอัยการสูงสุดพูดเรื่องนี้ บ้างหรือไม่?

ทั้งคนเก่า และคนที่จะขึ้นมาใหม่

หรืออย่างกรณีสินบน ททท. ก็เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดโดยตรงเลย แต่เมื่อคนมีหน้าที่ไม่ทำงาน ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร รู้สึกเสียดายเงินภาษี ที่ถูกนำไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์โภคผล

พูดกันแฟร์ๆ ศาลปกครองกับศาลยุติธรรมยังเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ไว้วางใจกระบวนการเหล่านี้

“ผมคิดว่าทุกอย่างต้องยึดหลัก ถ้าเราไม่ยึดหลัก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้”

ผมเคลิ้มตามทัศนะ ศ.ดร.คณิต เพราะเริ่มเห็นว่า ขบวนการชั่วร้ายเลวทรามต่างๆ ที่แฝงมากับขบวนการเลือกตั้ง กำลังถูกฟอกตัวให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง

คดีโกงบ้านกินเมือง ที่เป็นชนักปักหลังนักการเมืองฝ่ายชนะ ดูประหนึ่งว่าจะต้องหยุดลง ข้าราชการขี้ฉ้อที่ได้แอบแฝงเข้าร่มธงฝ่ายชนะ ก็พลอยจะพ้นผิด

บางรายผีในหลุมแท้ๆ ก็ยังกล้าขุดกันขึ้นมา...ใช้

ผมมีหนังสือเรื่อง กฎหมายไทย หมอบรัดเล พิมพ์ขายเมื่อจ.ศ.1235 เปิดหน้า 281 ถึง 296 เจอข้อกฎหมายลักษณะโจร มาตรา 38...ความว่า

“...ถ้าโจรมันเอาพระพุทธไป ล้าง-เผา สำรอกเอาทองก็ดี เอาพระพุทธไปสำรอก แช่น้ำเอาเผาไฟก็ดี ให้เอามันใส่เตาเพลิงสูบมันเสีย ดังมันทำแก่พระนั้นบ้าง...”

มีเสียงพูดถึงมือที่มองไม่เห็น ผมไม่แน่ใจว่า เป็นมือที่ลอกทองคำพระนอนที่อยุธยา...หรือเปล่า

ถ้าโจรใจบาปหยาบช้า...จับเอามาสับมือยังน้อยไป “น่าจะเอามันไปใส่เตาเพลิงสูบมันเสีย...” กฎหมายโบราณเด็ดขาด กฎหมายสมัย ใหม่ ก็ใช่ว่าจะไม่เด็ดขาด แต่เมื่อคนใช้กฎหมาย ไม่กล้าใช้กฎหมาย

ไม่ช้า พวกโจรจะครองเมือง.

"กิเลน ประลองเชิง"

คอลัมน์ ชักธงรบ

“ลากตั้ง” โจทก์ “ทักษิณ” [20 ก.พ. 51 - 02:53]

“ส่วนตัวมองว่า ส.ว.ที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 74 คนไม่ขี้เหร่ เพราะเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ หลายคนเป็นถึงศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ จบปริญญาโท ปริญญาเอก ทั้งนี้หากดูจากประสบการณ์แต่ละท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แม้ว่าหลายคนสื่อมวลชนจะยังไม่รู้จัก แต่คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาคุณสมบัติรายละเอียดอย่างรอบคอบ”

รีบประทับตรา การันตีให้เสร็จสรรพเลย

กับคิวที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังการประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากองค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน

เผยโฉมหน้า “ส.ว.ลากตั้ง”

โดยการทำคลอดของ 7 อรหันต์ อันประกอบไปด้วย นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

74 คน 74 โควตา

ปรากฏว่า เป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสีย 8 คน ประกอบด้วย นายคำนูณ สิทธิสมาน นายชลิต แก้วจินดา นายตวง อันทะไชย ร.ท.ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก นายแวดือราแม มะมิงจิ นายสมชาย แสวงการ นายสมัคร เชาวภานันท์ พลตำรวจเอก สุนทร ซ้ายขวัญ

ซึ่งตามเหตุผลที่เลขาธิการ กกต.แถลงอย่างเป็นทางการ 7 อรหันต์เห็นตรงกันว่า สนช.ที่ลาออกแล้วสามารถเป็น ส.ว.สรรหาได้ เนื่องจากในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองไว้

ไม่ได้ขัดข้อกฎหมายแต่อย่างใด

แต่สายแข็งต้องยกให้เครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ”

ไล่เรียงรายชื่อมีทั้งนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีต สนช. สื่อฯรุ่นใหญ่ นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตหัวหมู่ทีมวอร์รูมรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

นายสมชาย แสวงการ อดีต สนช. และอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักธุรกิจที่เคยมีคดียื่นฟ้องร้องกรมสรรพากร ไล่บี้กรณีภาษีโอนหุ้นตระกูลชินวัตร

พันธมิตรฯพาเหรดยึด “ส.ว.ลากตั้ง”

เบื้องหลังก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะ 1 ใน 7 อรหันต์มีชื่อของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ นั่งเป็น “เจ๊ดัน” อยู่

โดยเฉพาะชื่อของนายเรืองไกร ข่าววงในว่ากันว่าเป็นเด็กปั้นของ “เจ๊เป็ด”

สายตรงมาเลย

และเท่าที่เช็กบัญชีรายชื่อ ตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลัง สังเกตได้เลยว่า ในบัญชี 74 “ส.ว.ลากตั้ง” หลายชื่อที่ซ้ำๆ หน้าคุ้นๆ กับอดีตสนช. อดีต ส.ส.ร.

ผลิตผลรัฐประหาร

เครือข่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายต้านอำนาจ “ทักษิณ” กาชื่อใส่ บัญชีมา

จะผิดคาดก็ตรงสัดส่วนของกองทัพ จากแต่เดิมคาดกันว่าจะตบเท้ายึดเก้าอี้สภาสูงกันพรึบพรับ

แต่เท่าที่โฟกัสรายชื่อที่ออกมาก็เห็นมีแค่ พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตจเรทหารทั่วไป

พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑจิตร อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ

ส่วนตัวเก็งหลุดโผแบบพลิกความคาดหมาย

แม้แต่โควตากองทัพบกอย่าง “บิ๊กชิ” พล.อ.สุรพล ชินะจิตร อดีตเสนาธิการทหาร หรือ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก โควตากระทรวงกลาโหม รวมไปถึงโควตากองบัญชาการทหารสูงสุด อย่าง พล.อ.โชคชัย หงส์ทอง

ชื่อหล่นหายไป พร้อมๆกับรถถังถอยกลับเข้ากรมกอง

หมดกระแสทหารครองเมือง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ครม.มีวาระแต่งตั้งรองโฆษก-เลขานุการ-ที่ปรึกษารมต.

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ครม. หารือแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี ก่อนชี้แจงข้อซักถามต่อที่ประชุมรัฐสภา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานการประชุม ครม. ซึ่งจะมีวาระสำคัญในการหารือถึงการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่าผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ แต่นายกรัฐมนตรียืนยันไม่กล้าเปลี่ยนรายชื่อให้ ส.ส.มาดำรงตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามหลังจากการเสร็จสิ้นการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำสัปดาห์ก่อนที่ท้ายสุดจะเข้าร่วมในการประชุมอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันสุดท้ายเพื่อชี้แจงในกรณีที่สมาชิกอภิปรายพาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาลก่อนจะแถลงสรุปปิดการประชุม

ทั้งนี้การประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันที่ 3 วันนี้ต้องติดตามว่า ครม.จะให้ความสำคัญหรือไม่ หลังจากที่มีการอภิปรายนโยบายเศรษฐกิจการศึกษาและปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วานนี้มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอภิปรายนโยบายของฝ่ายค้านเท่าที่ควรโดยการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลวานนี้มีการเปิดเผยข้อมูลการวิ่งเต้นถึงคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่มี นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

ทั้งนี้ นายมั่น ก็ออกมายอมรับว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวจริงสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลวานนี้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลน่าจะเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายวันสุดท้ายอย่างเข้มข้น สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปขณะนี้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเพื่อป้องกันเหตุร้ายโดยไม่ปรากฏเหตุการณ์ผิดปกติและขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางส่วนเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาแล้ว


สามก๊ก

การเมืองประเทศไทยวันนี้
คือ ประชาธิปไตยสามก๊ก
ทำไมถึงเรียกว่าสามก๊ก?
เพราะวันนี้รัฐบาลผสม 6 พรรคของพลังประชาชน บวกพรรคเล็ก คือ พรรครัฐบาล มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี
มีฝ่ายค้านพรรคเดียว คือ ประชาธิปัตย์ ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
วันนี้ ประชาธิปไตยเมืองไทยจึงกลายเป็นสามก๊ก
หมายความว่า
ดูสถานภาพของรัฐบาลแล้ว ก็ไม่ใช่จะมีเสถียรภาพทางการเมืองอะไรมากมายนัก
เพราะวันนี้เมื่อ 6 พรรคเป็นรัฐบาลแล้ว ก็มีทั้งผู้รับรางวัลและผู้ไม่ได้รับรางวัล ปัญหาตรงนี้ คือ สาเหตุของความไม่มั่นคงและมีเสถียรภาพของรัฐบาล
เพราะพร้อมที่จะมีการแตกแยก ทำให้รัฐบาลเกิดปัญหาได้ตลอดเวลา
วันนี้ พรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลได้ตลอดเวลา เพราะเป็นพรรค
ที่มี 163 เสียง
ถ้าพรรคพลังประชาชนไม่มีเอกภาพเมื่อไหร่ ปัญหาทางการเมืองจะเกิดทันที
เพราะส่วนหนึ่งของพลังประชาชน
จะแยกตัวออกมา และพรรคเล็กๆ ที่ไปรวมอีก 5 พรรค ก็พร้อมจะเดินออกมา
อยู่คนละข้าง
การเมืองอย่างนี้
เป็นเรื่องชั่วพริบตา ที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้
ผมเขียนอย่างนี้ เพื่อจะเตือนและบอกล่วงหน้าว่า พรรครัฐบาลอย่าได้
เหลิงอำนาจและขาดสติเป็นอันขาด
เพราะตำนานสามก๊ก จะพลิกสถานการณ์การเมืองกลับได้อีกครั้ง
และนี่จะเป็นบทอวสานของพลังประชาชน ในอันที่จะเป็นรัฐบาล 1 เทอม 4 ปี
ผมเตือนพวกคุณแล้วนะครับ
มด คันไฟ

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด


6 ตุลา กับประชาธิปัตย์

เห็นขุดกันขึ้นมาอภิปราย เรื่อง
6 ตุลาคม 2519..ระหว่างพลพรรค
ประชาธิปัตย์เก่าในวันนั้น ที่เป็นทั้งรัฐบาล
และฝ่ายค้านในวันนี้..
จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องของ ชวน หลีกภัย
กับ สมัคร สุนทรเวช
จะชำระสะสางกันอย่างไร..6 ตุลาคม
ก็คือ 6 ตุลาคม..มันเป็นภาคต่อของ
14 ตุลาคม 2516 หรือวันมหาวิปโยค..
6 ตุลาคม..เป็น “ลมหวน” ของ “วันมหา
วิปโยค” ซึ่งทั้ง ชวน หลีกภัย ทั้ง สมัคร สุนทรเวช
เป็นเพียง 1 เถ้าธุลีของเหตุการณ์..ไม่ว่าจะอยู่
ในตำแหน่งใดๆ ทั้งชวน ทั้งสมัคร ในวันนั้น
ก็แค่เบี้ยไม่ใช่โคน และยิ่งไม่ใช่ขุน
6 ตุลาคม..เป็นเส้นทางกลับสู่การปกครอง
ของกองทัพ..หลังจากปราชัยอย่างย่อยยับ
ให้กับ..พลังประชาชน บนเหตุการณ์ “วัน
มหาวิปโยค”
แต่..พลังประชาชนในครั้งนั้นก็..ถูก
สร้างสรรค์ขึ้นมา..จากความแตกแยกของ
เผด็จการกับเผด็จการ...เป็นเผด็จการของ
จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส
จารุเสถียร..ฝ่ายหนึ่ง กับ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา-
พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์-พล.ต.อ.ประเสริฐ
รุจิรวงศ์ ฝ่ายหนึ่ง..
มันไม่มีทั้ง ชวน หลีกภัย ไม่มีทั้ง สมัคร
สุนทรเวช และยิ่งไม่มี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
มันเป็นเรื่องกองทัพกลับมาชิงคืนการบริหาร
ประเทศ หลังจากที่กองทัพใช้ประชาชนโค่นล้ม
รัฐบาลถนอม-ประภาส และให้เกิดรัฐบาล
จากการเลือกตั้งขึ้นมา..
ตัวตนฝ่ายทหารได้ถึงกาลอวสาน คืนสู่
ความเป็นเถ้าถ่านไปเกือบหมดแล้ว..ที่ยังพอจะ
สืบสาวราวเรื่องได้..ก็เห็นจะเป็น พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร..
เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา..เพราะเห็นความ
ไร้สาระของการอภิปราย..เอาเวลาไปทำลาย
กับสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์..เขียนขึ้นมาเพื่อจะ
บอกว่าประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว แต่นักการเมือง
อย่างพวกท่านยังไม่เปลี่ยน
ประชาธิปไตย..ก้าวไม่ไป ก็เพราะ
พวกท่าน..ยังเป็นกันได้เพียงแค่นี้..
ประชาธิปัตย์..ก้าวไปไม่ได้ ก็เพราะ
พวกท่าน..ยังเป็นกันอยู่อย่างนี้
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปรากฏตัว
ครั้งแรก..ไม่ใช่แบบนี้...แต่ถึงวันนี้..อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ..ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกท่าน..
พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์


อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ ประดาบ จะชี้แจง

บทความเรื่อง อย่าปล้นชัยชนะของประชาชนไปเป็นของครอบครัวอยู่บำรุง ที่ ผมเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าหนังสือพิมพ์ และถูกนำไปผูกโยงเป็นประเด็นความขัดแย้ง แก่งแย่งตำแหน่งภายในพรรคพลังประชาชน ได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบ

ผมต้องอดทนรออยู่ 2 วัน เพื่อให้อารมณ์และอาการของใครหลายคน “เย็นลง” จึงเขียนบทความชี้แจงชิ้นนี้ขึ้นมาบอกกล่าวความรู้สึกของผม ให้ได้ทราบกัน หลังจากที่ได้อ่านบทวิเคราะห์ของไทยรัฐ และ อ่านความเห็นของทุกๆ คนที่ส่งกันเข้ามา ทั้งในเวปไซต์นี้ และเวปไซต์อื่นๆ เท่าที่พอจะมีเวลาว่างจากการทำมาหากิน

ในฐานะผู้เขียน บอกได้เลยว่า การวิเคราะห์ของไทยรัฐ เป็นการบิดเบือนเจตนาการเขียนบทความของผมอย่างเลวร้ายที่สุด และนำบทความ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไปรองรับจินตนาการภาพความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคพลังประชาชน ของตนเอง อย่างเลื่อนลอย

บทความชิ้นดังกล่าว เป็นการสื่อสารระหว่างประดาบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง กับนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าผมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุน และ ทักท้วง การตัดสินใจของนักการเมือง ที่ผมลงคะแนนให้เป็นส.ส. ได้

ผมไม่ได้เขียนบทความชิ้นนั้น ในฐานะตัวแทนของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ เนวิน ชิดชอบ หรือ กลุ่มพีทีวี หรือ นปก. หรือ ใครต่อใคร ทั้งนอกและในพรรคพลังประชาชน ตามที่สื่อมวลชน คนข่าวหนังสือพิมพ์ นักเล่าข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ นำไปวิเคราะห์ ขยายผลต่อไป โดยปราศจากความจริงรองรับแม้แต่น้อย

แม้จะไม่รู้จักใครสักคนตามชื่อข้างบนที่สื่อเอ่ยอ้างถึง และดึงเข้ามาใกล้ แต่หากทุกชื่อข้างบนมีเจตนารมณ์และอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการ ประดาบ ก็ยินดีเป็นมิตรด้วยความเต็มใจ พร้อมทั้งเป็นกำลังสนับสนุนให้แก่ทุกผู้ทุกคนที่ต่อต้านเผด็จการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางลับและเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องพบปะพูดจาเจอะเจอกันแต่อย่างใด กระทั่ง เฉลิม อยู่บำรุง ประดาบ ก็ลงคะแนนให้เป็นส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มา แล้วเช่นกัน

ดังเช่นที่ ประดาบ เป็นมิตร เป็นเพื่อนร่วมทางกับทุกท่าน ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเวปไซต์ Hi-thaksin แห่งนี้ โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน และไม่รู้จักกันเลย แม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยพบ และวาจาก็ไม่เคยพูดคุย มีแต่ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรที่เชื่อมโยงผูกพันหัวใจของเราทุกคนไว้ด้วยกัน เท่านั้นเอง

เราทุกคนเป็นมิตรกันได้ด้วยอุดมการณ์ บนความศรัทธาที่มีต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เราเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ สมควรต้องปกป้องรักษาไว้ ให้ปลอดจากอัน ตราย และการรังแกของเหล่าเผด็จการและบริวาร

คงเป็นเรื่องสนุก และเป็นที่ชวนเร้าใจให้ติดตามจริงๆ หากว่าประดาบเป็นตัวแทนของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตามที่เอ่ยอ้างมาข้างต้น และ เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อ ปะ ฉะ ดะ หรือ “ล่อ” เฉลิม อยู่บำรุง เพื่อดิสเครดิตการเมือง เพื่อเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะในหมู่คนที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนแตกสลาย ยิ่งพึงใจและชอบอกชอบใจอยู่ไม่น้อย

แต่น่าเสียดายที่ ประดาบ ไม่ได้เป็นคนของใคร และไม่ได้เขียนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองใคร หากแต่ทุกตัวหนังสือ ทุกถ้อยคำ ทุกวรรค ทุกตอน เอกสารหลักฐานทุกชิ้น ที่เคยนำมาแสดงในเวปไซต์นี้ และที่จะนำมาแสดงต่อไป ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการปกป้องนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากการเข้าใจผิดของประชาชนที่หลงเชื่อคณะรัฐประหาร พร้อมด้วยเหล่าบริวารเผด็จการ ทำให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นความจริงว่า “ใครถูก” และ “ใครผิด” ใครของจริงและใครของปลอม

ย้อนหลังกลับไปไม่นานนัก เมื่อวันที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอเงื่อนไข 5 ข้อ ให้ สมัคร สุนทรเวช เพื่อให้ยอมรับก่อน แล้วจะเข้าร่วมรัฐบาล ประดาบ ก็เขียนบทความเรื่อง จาก เงื่อนไขของบรรหารถึงสมัครที่ประชาชนรอฟังคำตอบ

วันนั้น ผมเขียนบทความเพื่อสื่อสารกับ สมัคร สุนทรเวช มีความโดยสรุปว่า หากสมัคร สุนทรเวช รับเงื่อนไข 5 ข้อ ของบรรหาร ศิลปอาชา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ประดาบ กับ สมัคร สุนทรเวช และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องแยกทางกันเดิน เพราะ ผมมีความเห็นว่าเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ ที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอมานั้น เป็นการตอกย้ำ ข้อกล่าวหาของเผด็จการที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เป็นการยกย่องเชิดชูพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้มีสถานะไม่แตกต่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะพล.อ.เปรม คือบุคคลที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย ในความเห็นของผม

หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับข้อเสนอ ของนายบรรหาร ผมกับนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเป็นศัตรูต่อกัน” คือท่าทีของผม ที่มีต่อข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา และ การตัดสินใจของสมัคร สุนทรเวช หลังจากได้ฟังเงื่อนไข 5 ข้อแล้ว

ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในวันที่บทความเรื่อง จากเงื่อนไขของบรรหาร ถึงสมัคร ที่ประชาชนรอฟังคำตอบ ปรากฎบนเวปไซต์ Hi-thaksin เป็นวันเดียวกับที่ สมัคร สุนทรเวช ตอบข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา ว่า

“อยากจะบอกคุณบรรหารว่า ควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วยว่าผมนั้นได้ตราจุลจอมเกล้าวิเศษสูงกว่าคุณบรรหาร เพราะฉะนั้นคนอย่างคุณบรรหาร ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์”

เนื่องเพราะ สมัคร สุนทรเวช ไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อบรรหาร ศิลปอาชา ประดาบ จึงเทใจให้สมัคร สุนทรเวช ทำภารกิจเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประชาชน และเพื่อการกลับคืนสู่ประเทศไทยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต่อไป แม้ว่าในภายหลัง สมัคร สุนทเวช และพรรคพลังประชาชน จะตอบรับ บรรหาร ศิลปอาชา และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ก็ตาม แต่ก็เป็นการร่วมรัฐบาล โดยปราศจากเงื่อนไข 5 ข้อนั้นอีก

ที่ยกเรื่องนี้ย้อนกลับมาให้อ่านกันอีกครั้ง ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แต่ เฉลิม อยู่บำรุง เท่านั้น ที่ประดาบ ประกาศท่าทีไม่ไว้ไมตรี หากยังดึงดันนำ วัน อยู่บำรุง มารับตำแหน่ง กระทั่ง สมัคร สุนทรเวช ประดาบก็เคยประกาศเป็นศัตรูต่อกันมาแล้ว หากว่าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เป้าหมายของประดาบ คือ การนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย และสมเกียรติยศ มีปัญหาอุปสรรคจนไม่ประสบผลสำเร็จ

ในครั้งนั้น คำนูณ สิทธิสมาน แห่งค่ายผู้จัดการ และเครือข่ายเอเอสทีวี ก็นำบทความของประดาบ ไปตอกหน้า บรรหาร ศิลปอาชา ว่า

“อยากให้นายบรรหารได้อ่านบทความของนายประดาบ ในเว็บไฮทักษิณด้วย และนายบรรหารต้องไม่ปฏิเสธว่านายประดาบไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ถ้านายบรรหารยังมีสำนึก นี่คือการเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก นายบรรหารบอกว่าไม่ทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง แต่นี่คือการทรยศ”

จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ ประดาบ ถูกโยนเข้าไปนั่งกลางพรรคพลังประชาชน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชาชน และบทความของประดาบ ถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง

.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ตอบคำถามนักข่าวถูก 1 ประเด็นและผิด1ประเด็น เมื่อถูกถามว่าเวปไซต์ Hi-thaksin โจมตี เฉลิม อยู่บำรุง เป็นความขัดแย้งภายในพรรค ระหว่างเนวิน ชิดชอบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ใช่หรือไม่ เวปไซต์ Hi-thaksin เป็นสื่อ จึงมีสิทธิที่เสนอความเห็นอะไรก็ได้ แต่พรรคพลังประชาชนไม่เคยประชาสัมพันธ์ผ่านเวปไซต์ Hi-thaksin หากพรรคจะใช้สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ จะใช้สื่อแท้ ไม่ใช่สื่อเทียม

ถูก 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่เกี่ยวข้องกับเนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือ นปก. และ เนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือนปก. ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน ไม่ได้เป็นนายทุน ไม่ได้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เวปไซต์นี้

ผิด 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่ใช่สื่อ และไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นสื่อ ไม่ว่าจะสื่อแท้ หรือ สื่อเทียม ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น และไม่ต้องการเป็นสื่อด้วย เนื่องจากเรามีสันดานชนิดหนึ่งที่สื่อ ไม่มี คือ สันดานแห่งการนำเสนอเฉพาะเรื่องจริง โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทุกครั้ง ไม่บิดเบือนความจริงให้เป็นความเท็จ และปรุงแต่งความเท็จให้เป็นความจริง

นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันแรกของการประกาศตัวเป็นเวปไซต์ของคนรักทักษิณ ผมได้เขียนบทความเรื่องถ้อยแถลงแสดงความนับถือ ซึ่งเปรียบเสมือนบทนำไว้ในวันแรก ว่า

“เป็นเวลากว่า 5 เดือนเศษ ที่พวกเราคนไทยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ได้รับข่าว สารอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ค่อนข้างน้อย และไม่ปะติดปะต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในประเทศไทย ได้รับเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะทหารและคณะรัฐบาล แล้วว่า ต้องเป็นข่าวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่อดีตนายกฯทักษิณ เท่านั้น หากเป็นผลร้ายได้ ยิ่งสมควรนำเสนอ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชาติ ที่เคยมีภาพวาดนายกฯทักษิณ เป็นผู้ฟื้นฟู กอบกู้วิกฤตของประเทศ ให้กลายเป็นผู้ร้ายที่เข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติและประชาชน

ข่าวหลายข่าว และข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย นำเสนอถูกบิดเบือนจนยากจะเชื่อได้ อีกต่อไป ในขณะที่ข้อมูล ข่าวสารที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ โดยประชาชนกลุ่มต่างๆ มักจะมีเนื้อหาที่ตรงกันข้ามกับข้อมูล ข่าวสารที่สื่อสารมวลชนนำเสนอ หรืออย่างน้อยก็ไม่รุนแรง ร้ายแรงเทียมเท่า กระทั่งเกินจริงในหลายๆ กรณี

นี่เอง...จึงเป็นเหตุและผลที่คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ได้จัดทำเวปไซต์ hi-thaksin.net ขึ้นมา เพื่อเป็นเวทีที่ พวกเราผู้ซึ่งชื่นชมศรัทธาการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี และ พวกเราผู้ซึ่งฝักใฝ่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (อย่างแท้จริง) และ ผู้ไม่ยอมรับการปกครองของ ผู้ปกครองที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร จะได้มารวมตัวกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อการส่งทอดข้อมูล ให้แพร่ขยายออกไปสู่การรับรู้ของประชาชนให้มากที่สุด เพื่อที่การบิดเบือนของสื่อสารมวลชน และผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง ในปัจจุบัน จะไม่สามารถหลอกลวง ตบตา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ได้อีกต่อไป

นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป พวกเราจะแปรเปลี่ยนสถานะของตนเองจากพลังเงียบที่ต้องซ่อนซุก กาย ใจความคิด และคำพูด ตามหลืบมุมของสังคม ไม่กล้าแสดงตนให้ปรากฎ เป็นพลังงานทางความคิด ที่มีคุณภาพ และเป็นกลุ่มพลังงาน เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้กลับเข้าสู่ถนนสายประชาธิปไตยอีกครั้ง โดยเร็วที่สุด

แน่นอนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทย ในครั้งนี้ บุคคลที่เราต้องการให้มามีส่วนร่วมกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของเรานั่นเอง..”

อีก 3 วันจะครบ 1ปีเต็ม ที่ทีมงาน Hi-thaksin ทั้ง 4 ชีวิต ได้ประกาศเจตนารมณ์การทำงานชิ้นนี้

หากติดตามการทำงานของเรามาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าพวกเราไม่ได้ออกนอกแนวทางที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกเลย แม้แต่ก้าวเดียว ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเถื่อนในมือเผด็จการหนักหน่วงรุนแรงเพียงใด

ไม่ว่าจะต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก ปิดกั้น โจมตี อย่างไร เราก็ยังมั่นคงต่อเป้าหมาย และซื่อสัตย์ต่อภารกิจของพวกเราเรื่อยมา โดยไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนใจและเลิกล้มความตั้งใจแม้แต่น้อย

ประการแรกที่เราประกาศว่าจะทำ ก็คือ จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสมควรได้รู้ แต่สื่อมวลชนไม่ยอมนำเสนอ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วตั้งแต่

งบประชาสัมพันธ์ 12 ล้านบาท ของเชียรช่วง กัลยาณมิตร ที่ทำให้เราได้รู้ว่า มีขบวนการ “2.4” แทรกซึมอยู่ในทุกเวปไซต์ เพื่อใส่ร้ายนายกฯทักษิณ

เอกสารลับเรื่องกองทัพภาคที่ 1 สั่งให้ทำลายธุรกิจในเครือเอไอเอส และจัดม็อบกดดันหน้าสถานทูตสิงคโปร์

เอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ของ สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ทำให้เราได้รู้ว่า คมช. สั่งการให้ทำลายพรรคพลังประชาขนทุกวิถีทาง

เอกสารลับการบรรยายใส่ร้ายพรรคพลังประชาชน คือการรวมตัวของผู้ฝักใฝ่พรรคคอม มิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีต ที่ต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

เอกสารการยืมตัว กอนณา สัตยธรรม ลูกสาวสดศรี สัตยธรรม เป็นหน้าห้อง สนธิ บุญยรัตกลิน

เอกสารการขออนุมัติจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน มูลค่า 19,000,000,000 บาท ของกองทัพอากาศ หลังรู้ผลการเลือกตั้ง เพียง 1 วัน

ข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้งเอกสารทุกชิ้นที่เรานำมาเสนอ คือ ของจริงทุกข่าวทุกชิ้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ไม่มีการนำเสนอให้ประชาชนทราบ อีกทั้งยังดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นเอกสารปลอม ก่อนจะถูกความจริงต้อนจนมุมพร้อมกับคมช. ทุกครั้งไป

ประการที่สองที่เราประกาศเจตนารมณ์ ก็คือ การนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย และนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด

ภารกิจที่หนึ่งสำเร็จแล้ว คือ ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว เผด็จการพ่ายแพ้ต่อพลังของประชาชนอย่างย่อยยับ แต่ภารกิจที่สอง ยังต้องดำเนินต่อไป เพราะนายกฯทักษิณ ยังไม่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด ซึ่งพวกเราทั้ง 4 คน ยังต้องทำงานของเราต่อไป จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น

หากจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแก่พวกเราสักนิดหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า ผมและทีมงาน เริ่มต้นทำงานชิ้นนี้กันมา...

ตั้งแต่ ยังไม่มีใครรู้จักพรรคพลังประชาชน

ตั้งแต่ พรรคไทยรักไทยยังไม่ถูกยุบ

ตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช ยังไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร

ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ยังคิดสร้างพรรคทางเลือกใหม่

ตั้งแต่ นปก.ยังไม่เกิด

ตั้งแต่ พีทีวี ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง

ตั้งแต่ผู้คนเกือบครึ่งค่อนประเทศ ยังเชื่อว่านายกฯทักษิณ เป็นคนผิด และ คณะรัฐประหาร เป็นคนถูก

ตั้งแต่ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และเมื่อไร

ตั้งแต่ ไม่มีใครเชื่อว่าผู้คนที่ยืนข้างนายกฯทักษิณ จะกลับมายิ่งใหญ่และมีอำนาจได้

กระทั่งว่า ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่เชื่อว่าจะต้องมาอาศัยกระแสความนิยม ทักษิณ ชินวัตร เป็นบันไดปีนป่ายขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สำเร็จ หลังจากเฝ้ารอมานานกว่า 20 ปี

กระทั่งว่า ตั้งแต่ คมช. ก็ไม่เชื่อว่าจะมีวันที่บันได 4 ขั้นที่วางไว้ จะหักสะบั้นจนหัวทิ่มดินเช่นทุกวันนี้

พวกเรา 4 คนในนาม Hi-thaksin ก้มหน้าก้มตาทำงานของเรา อย่างเงียบๆ มาตั้งแต่วันนั้น วันที่คนหลายคนยังหลบหนี ไม่กล้าโผล่หัวออกมา กลัวว่า คมช. จะ “ล่อ” เพราะเป็นคนรักทักษิณ

แต่ ประดาบกับน้องๆ ในทีม ซึ่งไม่เคยได้ประโยชน์ใดๆ จากทักษิณ ไม่เคยรู้จักทักษิณ กลับประกาศตัวเป็นคนรักทักษิณ แล้วก็เดินหน้าเข้าใส่เผด็จการแบบไม่รู้จักคำว่า “กลัว” สะกดอย่างไร

ยิ่งนานวันก็ลืมไปเลยว่า คำว่า “กลัว” มีอยู่ในโลกใบนี้ด้วย มีแต่อยากจะเปิด อยากจะแฉให้ทุกคนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเผด็จการ ว่าเป็นอย่างไร และมีแต่ความอยากที่จะให้นายกฯทักษิณ กลับบ้านแบบเร่งวันเร่งคืน โดยมีกำลังใจของทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ทุกวัน

อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้ การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชน อาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชน และต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และภายในพรรค แม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน

แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบ และทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตาม หรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทย ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ “ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง หรือ ต้อง “ล่อ” แทนมือของใคร

และก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่ง ได้รางวัลกันครบถ้วนแล้ว ก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว

ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมา ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ

แม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้

อันที่จริง...ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชน ไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้

อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะเอาจริงเอาจังกระตือรือล้นกับภารกิจนำนายกฯทักษิณ กลับบ้านมากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเอง มีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า วัน อยู่บำรุง ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกัน

เพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลังจะเดินทางกลับบ้าน อาจจะหล่นไปในหลุมเมื่อไรก็ได้

ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ วัน อยู่บำรุง

แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ เฉลิม อยู่บำรุง และ คนรอบกาย ที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษ

แต่ให้ตายเถอะ.... ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไป และจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วย เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

สำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไป และดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชน ได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชน ด้วยนั้น

ต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชน

เพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชา คมว่าหากเป็นรัฐบาล จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชน

แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือการแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกันมากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทย

ก่อนลงมือเขียนคำชี้แจงครั้งนี้ ผมก็นั่งนึกอยู่เหมือนกันว่า..

ทำไมผมไม่หยุดเสียที

ทำไมผมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย

ทำไมผมไม่กลับไปทำมาหากินตามปกติ เหมือนคนอื่นๆ เขาทำกัน

ทำไมผมต้องเพิ่มศัตรูอีกคน คือ เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง รัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย ทั้งๆ ที่ผมก็มี คมช.ทั้งคณะ และทหารใหญ่อีกหลายคน เป็นศัตรู อยู่แล้ว

ทำไมผมจึงต้องแส่หาเรื่องใส่ตัวมากมายเช่นนี้

ผมน่าจะหยุดเสียที พอเสียที แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ประกาศบนเวทีหาเสียงว่า เป็นคนรักทักษิณ และแอบนำ ซีดี 1 ปีที่หายไป ที่ผมและทีมงานผลิตขึ้นมา ไปปั๊มขาย ปั๊มแจกชาวบ้าน จนได้คะแนนมากมายเป็นผลตอบแทน และได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล

หากจะว่ากันไปแล้ว Hi-thaksin ก็มีกันอยู่เพียงแค่ 4 คน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานักการเมืองที่เข้าสู่ตำแหน่ง มีอำนาจ มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีข้าราชการ มีงบประมาณ ให้ใช้กันอย่างสะดวกสบาย และถูกกฎหมาย ในขณะที่พวกเรา 4 คนยังต้องหลบๆซ่อนๆ

บางทีท่านผู้มีตำแหน่งถืออำนาจรัฐไว้ในมือ น่าจะนำพานายกฯทักษิณ กลับบ้านได้ง่ายกว่าพวกเรา หลายเท่า

คิดถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงเวลาต้องหยุดเสียที แล้วปล่อยให้เป็นภารกิจของคนที่มีหน้าที่โดยตรงดีกว่าไหม?

เรื่องที่ผมเคยชวนว่า หากใครจะเดินไปพร้อมกับผม เป็นเพื่อนร่วมทางกันไปนำนายกฯทักษิณ กลับคืนมา ผมชักไม่แน่ใจตัวเองว่ายังพร้อมที่จะให้ใครเดินร่วมทางไปด้วยหรือ ไม่ เพราะดูเหมือนว่า ภารกิจที่ผมกำลังทำ อาจจะไปขัดหูขัดตาและขัดใจใครหลายคนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน

สถานการณ์อาจจะเลวร้ายมากไปกว่านั้นอีก หากว่ามีการนำHi-thaksin และ “ประดาบ” รวมถึงบทความ ข้อเขียนของผม ไปเป็นเหตุทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผมจะหลีกเลี่ยง และละเว้นที่จะต้องเขียนถึงอย่างแน่นอน หากว่ามีการกระทำในลักษณะที่จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกลับบ้านของนายกฯทักษิณ อีกในอนาคต

บอกตรงๆ ว่าผมกำลังสับสนว่าผมควรจะเดินต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีกกี่คนในวันข้างหน้า กับการหยุดเสียแต่วันนี้ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ดังเช่นก่อนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ลงมือเขียนหนังสือตัวแรกบนเวปไซต์นี้

ผมควรจะต้องใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงต่อไปเช่นนี้หรือไม่ เสี่ยงต่ออันตราย เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดของผู้คนในพรรคพลังประชาชน และชี้หน้าด่าว่าผมเป็นคนทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก

ถึงแม้ผมจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับชัยชนะของประชาชน เกินกว่า 1 คะแนนที่ลงให้แก่พรรคพลังประชาชน แต่ผมก็ไม่อยากจะได้ชื่อเป็นคนที่ทำลายชัยชนะของประชา ชน หากว่าพรรคพลังประชาชนต้องเสื่อมถอย และแตกแยก จากการเขียนบทความของผม และถูกนำไปขยายผลด้วยเจตนาที่บิดเบือนของสื่อที่ “รับงาน” มาจากใคร ซึ่งผมไม่อาจจะทราบได้

บางที การชี้แจงครั้งนี้ อาจจะเป็นข้อเขียนสุดท้ายของ ประดาบ บนเวปไซต์นี้ ก็เป็นได้

หากเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กับการกวาดขยะซุกใต้พรม เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทั้งเห็นว่าใครจะนำชัยชนะของประชาชน ไปใช้เป็นใบเบิกรางวัล ปันส่วนอำนาจแบ่งกันกินแบ่งกันใช้อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเห็นว่าการโวยวายของผม จะเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนแตกแยก และถึงกาลอวสานก่อนเวลาอันสมควร

บางที..บางที..บางที อาจจะต้องถึงกาลอวสานของประดาบ แล้วกระมัง

ผมคิดเช่นนี้จริงๆ !

จาก hi-thaksin

Tuesday, February 19, 2008

จุดไฟเผาหนูอย่างสมัคร เรื่อง 6 ตุลาคม ระวังไฟไหม้ถึงพญาอินทรีย์ ด้วยเด้อ

ผมเห็นนักอุดมการณ์จอมปลอม คนเดือนตุลาหลายคนที่ผมสิ้นความนับถือไปหมดแล้ว หลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ที่คนเหล่านี้วิ่งลงไปหลบใต้ท็อปบูตหมด

ตอนนี้ พอพรรคพลังประชาชน ไล่ท็อปบูตออกไปได้ พวกนักประชาธิปไตยจอมปลอมเหล่านี้ ก็ลุกขึ้นมาแสดงเสรีภาพกันใหญ่ ทั้งที่หนึ่งปีที่ผ่านมา หัวหดกันไปหมด

ตอนนี้ กำลังจุดไฟ เรื่อง 6 ตุลาคม ขึ้นมา เพื่อเผาสมัคร สุนทรเวช ในเรื่องนี้ให้ได้ ซึ่งที่จริงผมไม่คาดว่าจะจุดติดได้เท่าใดนัก เพราะประชาชนสิ้นศรัทธาในคนส่วนนี้จำนวนมากแล้วนั้นเอง

ผมไม่ใช่คนเดือนตุลาคม เพราะช่วงนั้นผมยังเป็นเด็กประถมบ้านนอกอยู่ ยังขี่ควายเลี้ยงควายให้พ่อแม่ผมอยู่ในท้องนา แต่ผมก็สามารถรับรู้อารมณ์ ของ เด็กชั้นประถมในบ้านนอกได้ ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่า การจราจล ไล่ถนอมประภาสก่อนหน้านั้นคืออะไร (ตอนนั้นผมอยู่ ป.5) แต่ตอนนั้นผมก็ดีใจมาก เพราะทำให้โรงเรียนประถมของเด็กบ้านนอกอย่างผมหยุดเรียนไปสามเดือน หยุดเรียนไปสามเดือนสำหรับเด็กผู้ชายมันก็สนุกซิครับ ได้ไปยิงนก ด้วยหนังสติกส์สนุกสนาน

ตอนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น ผมจำได้ว่าสองสามวันหลังจากนั้น ครูก็มาเกณฑ์เด็กทั้งชั้นเรียนมาร้องเพลง "หนักแผ่นดิน" ก็ร้องซ้ำกันจนร้องได้แหละครับ ยอมรับว่าสมัยนั้น พวกผมกลัวคอมมิวนิสต์มาก และรู้สึกดีใจที่มีการปราบคอมมิวนิสต์ได้ ในความคิดของเด็กบ้านนอกระดับประถมอย่างผมย่อมไม่เข้าใจว่า คอมมิวนิสต์คืออะไร แต่สังคมบ้านนอกกลัวคอมมิวนิสต์มาก เพราะคิดว่าจะมายึดไร่ ยึดนา ล้มพระศาสนา เผาวัดเผาวาเป็นต้น

สมัยนั้นพ่อผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ เวลาไปร้านตัดผม หรือไปตลาด ก็จะไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในร้านกาแฟ ก็ได้ยินข่าวความวุ่นวาย มีกระทิงแดงขว้างระเบิดบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายทหารก็ทำรัฐประหาร

ผมไม่รู้ว่านายสมัคร สมัยนั้นมีบทบาทอย่างไรในสมัย 6 ตุลาคม แต่หลังจากที่โตมาแล้ว ผมก็อ่านประวัติศาสตร์บ้าง ก็ทราบว่านายสมัคร ก็มีบทบาท เหมือนก่อนการปฎิวัติ 19 กันยายน 2549 คือ เป็นนักจัดรายการวิทยุ และจัดอยู่ที่สถานีวิทยุยานเกราะ สมัยนั้นนายสมัครคงด่านักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ก็คงอินเทรนด์ตามสมัยนั้นแหละครับ เพราะสมัยนั้นคนกลัวคอมมิวนิสต์กันทั้งบ้านทั้งเมือง รวมทั้งผมด้วย จะด้วยใครโฆษณาชวนเชื่อหรือเปล่า ผมก็ไม่ทราบ แต่มันเป็นทั้งสังคมนั้นแหละ

และตอนนั้นชาวบ้านเขารำคาญขบวนการนักศึกษากันมาก เพราะเดินขบวนไม่เว้นแต่ละวัน นั้นเป็นความรู้สึกของชาวบ้านนะครับ

นายสมัครก็คงกลัวคอมมิวนิสต์ เหมือนคนโลกเสรีทั้งหลายกลัวกัน และยิ่งตอนนั้น ทฤษฎีโดมิโนกำลังดัง ประเทศอินโดจีนทั้งหลายกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปหมดแล้ว และคนก็เชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย ชาวบ้านก็กลัวกันมาก ผมเป็นเด็กตอนนั้นผมยังกลัวเลย

สมัครจัดรายการวิทยุยานเกราะด่านักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ด่าว่าสร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง ผมเข้าใจว่าไม่เกินความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นที่ไม่ชอบคอมมิวนิสต์ และนักศึกษาตอนนั้นก็โดนขบวนการคอมมิวนิสค์แทรกแซง แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครไว้ใจเท่าใดแล้ว การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ก็เลยกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ฝ่ายขวาได้โอกาสตีกลับ ก็เลยล้อมปราบเสียเลย นั้นคือ "ผลต่อเนื่องของการต่อสู้กันทางการเมือง" มันก็เหมือนความขัดแย้งทางการเมืองต่างๆ ในยุคอื่นๆ ของไทย ที่คนแพ้ก็มักโดนฆ่าตายเสมอ

ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สมัครก็ทำหน้าที่เดิมที่ตัวเองถนัดคือ จัดรายการวิทยุโทรทัศน์ถล่ม กลุ่มพันธิมิตรทั้งหลาย ที่สมัครเห็นว่าก่อความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง ผิดกันแต่ว่าตอนนี้ผมโตแล้ว และผมก็อยู่ต่างประเทศ กว่าจะฟังรายการของโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต MV ได้ก็ต้องเปิดอินเตอร์เน็ตฟังเอา

6 ตุลาคม 2519 มีคนเข้าร่วมหลายฝ่าย และผมคิดว่านายสมัครไม่ใช่ตัวสำคัญในการกำจัดขบวนการนักศึกษาแน่นอน สมัครก็สำคัญแค่เหมือน ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้น คือไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของกลุ่มอำนาจของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นคนที่มาภายหลัง เพราะมีอุดมการณ์ตรงกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในขณะนั้น นั่นเอง

หากจะจุดไฟเผาสมัคร และต้องการชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ผมว่าเรื่องนี้ คนที่เกี่ยวข้องจำนวนมากยังมีชีวิต แม้แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หรือ สูงยิ่งขึ้นไปกว่านั้น น่าจะเป็นพวกที่ต้องรับผิดชอบกับการสังหารหมู่มากกว่านายสมัครแน่นอน

เพราะหากคิดว่านายสมัครผิด ผม "เด็กชายลูกชาวนาไทย" สมัยตอนอยู่ ป. 7 ก็ต้องผิด เพราะตอนนั้น ผมก็ร้องเพลงหนักแผ่นดิน และเกลียดนักศึกษามาก เพราะคิดว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผมว่าผมมีความผิดไม่ต่ำกว่านายสมัครนะครับ

และแน่นอนผมว่า หากไล่ขึ้นไปจริงๆ นายสมัคร สุนทรเวช อาจเป็นแค่เบี้ย แต่ยังมีม้า มีโคน และมีขุน ซึ่งวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีการทำรัฐประหาร คนเหล่านี้ยืนอยู่คนละฟากกับนายสมัคร

แต่ม้า โคน ขุนพวกนี้ รัฐประหาร วันที่ วันที่ 19 กันยายน 2549 ยืนอยู่ข้างเดียวกับ พวกคนเดือนตุลาคม ทั้งหลายที่อุดมการณ์หายหมด หันไปสยบใต้ท้อปบูต และยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชน

ผมว่าสมัคร สุนทรเวช เสียอีกที่ยืนข้างประชาชนตลอดมา วันนั้นเขายืนตรงข้ามกับคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้เขายืนตรงข้ามกับพวกอำมาตยาธิปไตย

สำหรับผมที่ไม่ใช่คนเดือนตุลาคม ผมคิดว่านายสมัครไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ก็เหมือนกับนายลูกชาวนาไทย ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

ผมไม่ทราบว่าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาในธรรมศาสตร์เป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ แต่สำหรับอารมณ์ความรู้สึกของคนที่พัฒนาต่อเนื่องกันมาจากสถานการณ์โลกยุคสงครามเย็น การล่มของประเทศอินโดจีนต่อลัทธิคอมมิวนิสต์เหล่านี้ทั้งหลาย ทำให้คนยุคนั้นส่วนใหญ่เข้าใจว่านักศึกษาวันนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเราไม่อาจไปด่าประชาชนทั้งหลายได้ เพราะทุกคนก็เข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ในมุมที่ตนมองอยู่เท่านั้น ทุกคนก็ตกอยู่ใต้กระแสโฆษณาชวนเชื่อไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งเท่านั้น

ระวัง จุดไฟเผาไล่นายสมัครในเรื่องนี้ มันจะลามไปไห้มพญาอินทรีย์ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหลายรวมทั้งกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย ที่เป็น “คนลงมือตัวจริง” ในวันนั้นด้วยเด้อ

จาก กลุ่มสื่อประชาชน

หกสมาคมสื่อเพื่อการรัฐประหาร อย่าได้อ้างภาคประชาชนอีกต่อไป

โดย คุณชีพ ชูชัย
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
17 กุมภาพันธ์ 2551

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร ประกอบด้วย

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ
สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย

ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาล โดยสรุปได้ดังนี้

1) รัฐบาลต้องไม่แทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

2) รัฐบาลต้องเปิดเวทีให้ฝ่ายอื่นๆ นอกจากฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน และองค์กรภาคประชาสังคม ได้มีโอกาสใช้สื่อของรัฐในการนำเสนอความคิดความเห็น

3)ต้องมีคณะกรรมการที่เป็นอิสระหรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม (กสทช.) เข้ามาทำหน้าที่จัดสรรและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์

4) ในกรณีของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชนด้วยความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และธุรกิจ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลสมควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ประชาชน

ขอฝากถามสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนี้

-ยุคโจรเผด็จการใช้อำนาจคุมสื่อเบ็ดเสร็จ ไม่เห็นองค์กรสื่อออกมาคัดค้าน .. ตอนปฏิวัติ สมาคมสื่อไม่ได้ปกป้องเสรีภาพของประชาชน.... ตอนนี้กลับเอาประชาชนมาเป็นข้ออ้างในการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง

-สื่อใช้ความได้เปรียบในอาชีพของตนเอง สร้างข่าวเท็จ ทำลายชื่อเสียง ของบุคคลอื่น

-ที่ผ่านมา 1 ปีกว่า สื่อได้ทำร้ายสังคมไปมากขนาดไหน ตอนนี้อย่าทำเป็นเดือดร้อนโวยวาย เพราะพวกคุณมีสื่ออยู่ในมือ ไม่เห็นจะต้องวิตกอะไร ใครจะทำอะไรพวกคุณได้ ประชาชนเขาเอือมระอาพวกคุณมาก ยกระดับตัวเองหน่อย กับอำนาจปืน พวกคุณเชื่องและเชื่อฟังเป็นอย่างดี

จึงอย่าได้อ้างประชาชนอีกต่อไป และน่าจะเปลี่ยนชื่อจากสมาคมวิชาชีพสื่อ เป็น สมาคมสื่อโจรเพื่อการรัฐประหาร มากกว่า

ถ้าเป็นสื่อมวลชนจริงจะยอมก้มหัวให้พวกเผด็จการทหารหรือ?

เสียดายที่พอได้ประชาธิปไตยมา ก็กระดี้กระด้ามาทำเป็นเรียกร้อง เอะอะโวยวายว่า ถูกรังแก ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ
ก่อนจะเรียกร้องอะไร ก็จงกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดเสียก่อน พวก สมาคมสื่อโจรเพื่อการรัฐประหาร !!!+


จาก Thai Press Log

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ : เมื่อ “หมาบ้าพันธมิตรและแนวร่วมทั้งหลาย” ได้กลิ่นเนื้อ

โดย คุณทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา เวบไซต์
thai-jornalist-democratic-front
19 กุมภาพันธ์ 2551

หมา ของป่าคอนกรีต กำลังได้กลิ่นเนื้อ

ถ้าจำกันได้ ก็ไม่มีใครนอกจาก สื่อ ที่อัดทักษิณกระจุย แล้วเงียบเป็นเป่าสากตอน เผด็จการ คมช.

ถ้าจำกันได้ ก็ไม่มีใครนอกจากนักวิชาการ ที่ออกมาอัดประชานิยมของทักษิณจนกระจุย แล้วเงียบเป็นป่าสาก ตอน เผด็จการ คมช. ไม่กล้ายกเลิกประชานิยม

ถ้าจำกันได้ ก็อาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ที่ออกมาอัดทักษิณจนกระจุย เรื่องรักชาติศาสตร์กษัตริย์ แล้ววิ่งไปสนับสนุน เผด็จการ คมช.

มาตอนนี้แปลก สื่อ อัดสมัครเรื่องอิสรภาพ นักวิชาการอัดสมัครเรื่องประชานิยม อาจารย์ ที่รักเผด็จการอัดสมัครเรื่อง ตุลา

ก็ไม่มีอะไรน้อยไปกว่า Double Standard และ เลือกปฏิบัติ ชนิด “น่าทุเรศ” ที่สุด


คนพวกนี้ จวนเจียนเหมือน “สัตว์ป่า” เข้าไปทุกที เพราะมันเก็บกด “ความผิดพลาด และ การไม่มีเก่นสาร ของตัวเอง” มานานเต็มที่ ถ้าจะลากกลับไป ก็ตั้งแต่โน่น ด่าทักษิณกันไว้มาก เรื่องฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ได้ มาถึงประชานิยมทำให้ชาติไม่มั่นคง ที่ไหนได้ “มองผิด” ถูกประวัติศาสตร์ 10 ปี ที่ผ่านมา สั่งสอนว่า “สมองเฮงซวย” แต่แทนที่จะยอมรับ

ความ “แค้น” มันฝังลึก ที่ Ego ของตัวเอง มันถูกทำลาย หลัง “รวมหัว” กันไล่ทักษิณออกไปได้ โดยไม่สนใจเสียงส่วนมากของประเทศเลย ว่าต้องการอะไร ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คือ “เด็ดหัวขบวนนักปฏิรูปและนักพัฒนา” แบบทักษิณสำเร็จ แล้วก็รวมหัวกันสนับสนุนเผด็จการ หวัง “ฝังทั้งเป็น” ทุกอย่างที่เกี่ยวกับทักษิณ

ไม่เคยเลย มองตัวเองว่า “ทำผิดอะไรมาบ้าง และกำลังทำอะไรผิด”


ไอ้พวกที่ออกมาสนับสนุนเผด็จการนะ จะมานั่งพูดถึงตุลาอยู่ได้ยังไง แล้วตอนที่ นปก.ไปบุกบ้านป๋านะ พวกตุลา หายหัวไปไหนหมด แล้วดูสมัครสิ เขาก็แนวร่วม นปก. นั่นเอง คือออกมาต่อสู้กับ เผด็จการ คมช.

แต่เปล่า พวกตุลาให้ “เครดิต” สมัครสักหน่อยไหม “ไม่มีให้เลย” แค่ไปบอกว่า ตายคนเดียว ทำอย่างกับสมัครเขา “ผิดอะไรมากมายนัก” โน่น ดูสมัครเป็นตัวอย่าง “เคยออกมาด่าพวกตุลาไหม ที่ไม่ออกมาต่อสู้กับ คมช.”

ส่วนพวกสื่อ “จะเห่าหอนอะไรเชิญ” จำใส่กะโหลกไว้ด้วยว่า เมืองไทยมัน Polarized หรือแยกส่วนกันแล้ว ที่เห่านะ มันก็มีแต่ไอ้พวกพันธมิตรและ ปชป.ฟังเท่านั้น


เห่าด่าว่าสมัครไปอีก 100 ปี ฝ่าย พปช.เขาไม่ฟังและไม่สนใจหรอก เหมือนนักวิชาการด่าประชานิยมนะ ไหนบอกมาสิว่าต้องรออีกกี่สิบปี ถึงจะเป็นแบบอาเจ็นตีน คือทำให้ประเทศย่อยยับ

ปัญหาของไทยนะ คือมันมั่นคงเกินไป มีแต่ฝรั่งจะขนเงินเข้ามาลงทุน ลองย้อนรอยประวัติศาสตร์ดูสิว่า หก เจ็ด ปีที่ผ่านมานะ ใช้คำว่า อาเจ็นตีน ไปกี่ร้อยครั้งแล้ว ในการเขียนเสือให้วัวกลัว มาตอนนี้ยังออกมาพร่ามเรื่อง หนี้รากหญ้าอยู่ได้ ดูให้ดีๆ ความสามารถในการใช้หนี้ของคนไทยนะ “เพิ่มขึ้นตลอดช่วงทักษิณ และมาฉิบหายเอาก็กับ คมช." สรุปคือ กลับไปวิเคราะห์ให้ดี ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่มามีจุดยืนก่อนวิเคราะห์

แต่พอเด็ดหัว ฝ่ายทักษิณได้ และสนับสนุนให้ คมช. ฝังพลพรรค ทรท.ทั้งเป็น แต่มันดับความต้องการของคนส่วนมากในประเทศไม่ได้


พอมาตอนนี้ มาอีกแล้ว “รวมหัวกันอัดสมัคร” เหมือนตอนรวมหัวกันอัดทักษิณไม่มีผิด “โหมโรง” กันเพื่ออภิปราย ไม่ไว้วางใจนโยบายของสมัคร จริงๆ ก็ตามแผนหล่ะนะ โหมโรงก่อน แล้วต่อยอด การอภิปรายของ ปชป. แล้วไม่ต้องบอก พันธมิตร รออยู่เนืองๆ พร้อมด้วย กกต.ที่จะวางรากฐานไว้ให้ ยุบ “พปช.”

คือเอาอีกแล้ว “ไอ้กลุ่มที่ปั่นหัวคนไทยจนย่อยยับมาสองปี” มาตอนนี้ “รวมหัวกัน” สร้างเรื่องเล็กน้อยให้ใหญ่โตขึ้นมาเอง โหมโรงเอง ด้วย ตุลา ประชานิยม นอมินี ก้าวก่ายสื่อ แล้วต่อยอดเอง ให้กับ ปชป. เพื่อกระจายไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า สมัคร เลว แล้วก็สรุปเอง ว่าสมัครต้องไป เออเอง ออเอง เอาตัวเอง ลงท้ายไล่ สมัครและยุบ พปช. กันเอง แล้วก็ “ยัดสิ่งที่ตัวเอง ต้องการ คือ ปชป.” ลงคอคนทั้งประเทศ

ตั้งสติสักหน่อยสิ พวก “หมาบ้าพันธมิตรและแนวร่วมทั้งหลาย” เข้าใจว่าในหัวใจ มันมีแต่ความเกลียดชังและผิดหวังที่คนไทยส่วนมาก “ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง” แล้วเข้าใจว่า “ติดการจ้องทำลายล้าง ยิ่งกว่าติดยาเสพติดเสียอีก” แต่อำนาจอันยิ่งใหญ่ของ ปชช.นะ อยู่กับ พปช. และ สมัครอยากรู้ไหม พลังของ ปชช. ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็หันกลับไปดูประวัติศาสตร์เดือนตุลากันสิ ระวังไว้ให้ดีนะ พวกคุณพันธมิตรและแนวร่วมนะ มันก็คือแนวร่วมของเผด็จการไปแล้ว ไม่เชื่อหรือ ลองส่องกระจกดูเงาตัวเองสิ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และผลของมันคืออะไร

เกมของพวกคุณที่วางกันไว้เป็นชุด และระบบนะ ของพันธมิตรและแนวร่วม เช่นสื่อ นักวิชาการ และอาจารย์ “ตกของความคิดและสติ” ทั้งหลายนะ ที่เป็นแนวรบของกระแสเผด็จการของป๋านะ “แก้ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากนะ”


แค่ พปช. เรียกร้องให้คนมาแสดงพลัง สนับสนุนกันในกรุงเทพ ลองคิดให้กระจ่างนะ”ไอ้พวกสิ้นคิด” ลองมาดูกันสิ “ว่าจะมากันกี่สิบล้านคน”


จาก Thai E-News

มท.1เตรียมขึ้นป้าย9ทำไม่ทำทั่วพท.3จว.ใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมนโยบาย 9 ทำ และ 9 ไม่ทำ โดยมีสิ่งที่ต้องทำ 9 เรื่อง และสิ่งที่จะไม่ทำอีก 9 เรื่อง ที่จะบอกกับสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ จะนำไปขึ้นป้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ปัญหาภาคใต้เราต้องเก็บเป็นความลับ การนำมาบอกในที่ที่ทุกคนสามารถรับรู้ได้นั้น ไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นแผนยุทธศาสตร์และมียุทธวิธีที่บอกต่อสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ตนรู้ลึกแต่พูดไม่ได้ ถ้านำมาบอกฝ่ายตรงข้ามรู้หมด เป้าหมาย คือ เราจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้เกิดความสงบในพื้นที่ภาคใต้ ตนเตรียมไว้แล้ว คือ นโยบาย 9 ทำ และ 9 ไม่ทำ โดยมีสิ่งที่ต้องทำ 9 เรื่อง และสิ่งที่จะไม่ทำอีก 9 เรื่อง ที่จะบอกกับสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ จะนำไปขึ้นป้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

รัฐมนตรีว่ากากระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า โดยส่วนตัวจะเน้นเรื่องความเป็นธรรม ยึดหลักยุติธรรมและนิติรัฐ อย่าให้มีการละเมิดกฎหมายและต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจะพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจรากหญ้า เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เรียกว่าการทำประชาพิจารณ์เล็ก ๆ ที่จะทำอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าไม่ได้มีความคิดเห็นขัดแย้งกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในเรื่องการแก้ปัญหาภาคใต้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาก็มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา และมั่นใจว่าปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องดีขึ้น