WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 21, 2008

ข้าวผัดสูตร "สมัคร"


หลังเคร่งเครียดกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล วันนี้ นายกรัฐมนตรียิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ พร้อมทั้งเปิดเผยเคล็ดลับอาหารสูตรอร่อย ติดตามได้จากรายงาน ของทีมข่าวการเมือง

ชมclip MCOT


อัพเดตเมื่อ 2008-02-21 19:10:28





สมัครยืนหยัดอยู่ครบ4ปี

นายกฯ บอกช้ำใจยังไม่ทำทันทำงาน ก็หาว่าโกง จะยืนหยัดอยู่ให้ครบ 4 ปี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภา เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา ว่า ขอบคุณสมาชิกทุกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็น เรากำลังมีรัฐบาลใหม่ แต่กลับมีเสียงกล่าวว่า เหมือนรัฐบาลนี้เคยบริหารแล้วกลับเข้ามาบริหารซ้ำ ส่วนที่บอกว่าตนเป็นรมว.กลาโหม แต่ไม่รู้เรื่องทหาร พรรคท่าน(ประชาธิปัตย์) ก็เคยมี รมว.กห.ที่เป็นพลเรือนถึง 2 คน หรือพรรคอื่นจะให้พลเรือนเป็น รมว.กห.ไม่ได้ การอภิปรายก็พูดเหมือนสั่งสอน เช่น จะปรับสื่อรัฐไม่ใช่เชียร์รัฐ ทำไมจะทำไม่ได้ ทำไมต้องถูกวิจารณ์

'อยากถามว่าทำไมสื่อแตะต้องไม่ได้ ทำไมสื่อเล่นงานนักการเมืองได้ แต่นักการเมืองตอบโต้สื่อไม่ได้ ถ้านักการเมืองสกปรกคงสู้สื่อไม่ได้แน่นอน ตนไม่ประจ๋ออประแจ๋ เอากระเช้าดอกไม้ไปให้สื่อโน่นนี่ ผมทำหน้าที่ของผม' นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ที่ช้ำใจ และชอกช้ำที่สุด คือยังไม่ทันเริ่มทำงาน 1 ก็ว่าโกง 2 ก็ว่าโกง 3 ก็ว่าโกง เหมือนจะโกงกันตัวเป็นขน หัวหน้าพรรครัฐบาลก็ไม่เคยติดคุก ตาราง เพราะโกงมาก่อน เรื่อง 6 ตุลาฯหากถามมาเป็นกระทู้ก็จะตอบให้จะมาตอบด้วยตัวเอง วันนี้การอภิปรายเหมือนเป็นการอบรมบ่มนิสัย มีคนพยายามล่อให้ตกหลุม ไม่เป็นไรจะยืนหยัดอยู่ให้ครบจนถึง 4 ปี.

ลากไส้'สนธิลิ้ม-ผจก.' ตัวการสร้างแตกแยก 'จักรภพ'ลั่นขอจัดการ นักการเมืองคราบสื่อ

'จักรภพ' สวมวิญญาณ 'นปก.' ลากไส้ 'สนธิ ลิ้มฯ-เครือผู้จัดการ' กลางเวทีสภาฯ ซัดเป็นตัวการสร้างความแตกแยกในประเทศ ลั่นขอจัดการ 'นักการเมืองแฝงเร้นในคราบสื่อ' ไม่ให้ขึ้นมาสร้างความแตกแยกในสังคมอีก ขณะที่ 'ยามเฝ้าแผ่นดิน' พล่าน โต้กลับโดนลอบกัด

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมรัฐสภาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาล ใจความตอนหนึ่งระบุว่า ตนมารับหน้าที่นี้เนื่องจากเกิดวิกฤตทางสื่อสารมวลชนในไทย เราทราบดีว่า บทบาทของสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยนำพาประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ และเราต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากปักโคลน ในภาวะที่ไม่มีประชาธิปไตย วันนี้ดูเหมือนเราลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคืออะไร ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาล และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาของต้นตอของวิกฤตการณ์ดังกล่าว

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมรัฐสภาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาล ใจความตอนหนึ่งระบุว่า ตนมารับหน้าที่นี้เนื่องจากเกิดวิกฤตทางสื่อสารมวลชนในไทย เราทราบดีว่า บทบาทของสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยนำพาประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ และเราต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากปักโคลน ในภาวะที่ไม่มีประชาธิปไตย วันนี้ดูเหมือนเราลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคืออะไร ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาล และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาของต้นตอของวิกฤตการณ์ดังกล่าว

นายจักรภพ กล่าวต่อว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ของเครือข่ายสื่อมวลชนผู้จัดการ มีสื่อในมือ 4 ประเภทในขณะนั้น นั่นคือมีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี, เว็บไซต์ผู้จัดการ, วิทยุชุมชน 97.75 และนสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในครั้งนั้นได้ใช้เครื่องมือทั้ง 4 ในการทำตัวประหนึ่งเป็นศูนย์ผลิตรายการ เนื้อหาสาระในทางที่ทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ

'ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา การแต่งกายของคุณสนธิด้วยสีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล ตัวอักษรที่เขียนว่า 'จะสู้เพื่อในหลวง' เร้ากระแสเรื่องการทำบุญวัดพระแก้ว การใส่เครื่องหมายคำพูดกรณีตั้งพระสังฆราชซ้อน 2 องค์ ที่เป็นคำพูดคนอื่น ทั้งหมดถูกนำมาเสนออย่างต่อเนื่องทุกอย่างผ่านสื่อของนายสนธิ ที่พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเป็นเครื่องมือในการกำจัดพ.ต.ท.ทักษิณทางการเมือง'นายจักรภพกล่าว

หลังจากนั้นนายจักรภพได้นำเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท มาอ่าน โดยนายจักรภพได้อ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกนายสนธิ มีคำบรรยายถึงเหตุผล ที่ทำให้เห็นว่านายสนธิสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง และใช้สื่อเป็นเครื่องมือ พาสื่อเข้ารกเข้าพง ขณะที่สื่อดีๆ ก็มีอยู่ ที่ตนนำเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อจะบอกว่า ว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของตนที่จะเข้ามาจัดระบบสื่อ ตนมีความประสงค์รับใช้ประเทศชาติด้วยการสร้างความสมดุลของข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้ตั้งใหม่ ซึ่งจะดูว่ากรมประชาสัมพันธ์หน้าที่คืออะไร บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ก็จะไปคุยผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่าจะทำหน้าที่อะไร

'แม้กระทั่งประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างกรณีสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องชี้แจงต่างหากว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในจังหวะที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น นับตั้งแต่ไอทีวีกลายเป็นทีพีบีเอส ในหลายประเทศ หากมีอะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นเผด็จการ เขารื้อทิ้งทั้งระบบ แต่ผมได้นโยบายที่ต่างจากนั้น ทีพีบีเอสเป็นทีวีสาธารณะที่มีกฎหมายคุ้มครอง เป็นองค์กรอิสระ แต่สังคมก็มีสิทธิประเมินผลว่าทีพีบีเอสทำหน้าที่เต็มที่ของตนเองหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงการเล่นเกมอาฆาตแค้น ของเธอมี ของฉันต้องมี ผมไม่ได้เตือนในแง่ที่จะส่งสัญญาณใดๆ แต่เตือนด้วยความปรารถนาดีว่า อย่าปิดประตูหน้าต่างจนกระทั่งตนเองก็ออกไม่ได้'นายจักรภพกล่าว นอกจากนี้นายจักรภพ ยังอภิปรายโจมตีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรณีจัดรายการทางคลื่น 105.0 ว่า แม้ตนจะชอบหรือจะชังรายการของนายเจิมศักดิ์อย่างไร แต่ถ้าไปถอดก็ถือว่าไม่ฉลาด เพราะทำให้ผู้ถูกถอดกลายเป็นฮีโร่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายจักรภพชี้แจงถึงตรงนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ห้ามผู้อภิปรายพูดจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายป้ายสีหรือพูดพาดพิงบุคคลอื่น ตนจึงอยากประท้วงนายจักรภพเป็นอย่างยิ่ง ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้บอกว่า รัฐบาลทักษิณได้แทรกแซงสื่อ 2 ตอน

นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ประธานปล่อยให้รัฐมนตรีกล่าวหาคนอื่นกว่าครึ่งชั่วโมง และคิดว่าจะตักเตือนเพราะเป็นรัฐมนตรีมือใหม่ แต่ก็ยังนิ่งเงียบ และนายจักรภพก็เพิ่งจะถอดเครื่องแบบสื่อมาไม่กี่วัน วันนี้มาถลกหนังกัน ก็ไปทำข้างนอก

ขณะที่นาย พิเชษฐ พันธ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ กล่าวว่า ประธานพยายามห้ามคนข้างล่างกล่าวถึงบุคคลอื่น และห้ามเอาหนังสือมาอ่าน แต่กลับปล่อยให้ข้างบนเอาเอกสารที่ถูกผิดอย่างไรไม่รู้มากล่าวหาคนอื่น ดังนั้นควรจะห้ามปรามด้วยอย่าได้สองมาตรฐาน

แต่อย่างไรก็ตามนายยงยุทธก็ยังให้นายจักรภพชี้แจงต่อ จากนั้น นายจักรภพอภิปรายต่อว่า การกระทำใดๆ ต่อไปนี้ จะเต็มไปด้วยความเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อ เพราะตนรักอาชีพสื่อ และเคารพสื่อ แต่ในฐานะนี้ จะไม่ยอมให้ใครอ้างสิทธิเสรีภาพสื่อเพื่อทำร้ายประชาชนเป็นอันขาด

ขอขอบคุณ http://www.thaiinsider.info/

จาก hi-thaksin

หมอเลี๊ยบเชื่อไฮทักษิณตีเฉลิมไม่ก่อความขัดแย้ง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เชื่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลโจมตี ร.ต.อ. เฉลิม และนายวัน อยู่บำรุง บนเว็ปไฮทักษิณ ไม่สร้างความขัดแย้งในพรรค

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การกล่าวโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และการแต่งตั้ง นายวัน อยู่บำรุง เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของเว็ปไซต์ ไฮทักษิณ ว่า ไม่เกี่ยวกับพรรค และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลคงไม่สามารถสั่งปิดได้ แต่ยืนยันเรื่องนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งในพรรคอย่างแน่นอน

'สมัคร' ถือคติ'ทำสิ่งที่พึงทำ เว้นสิ่งที่พึงเว้น'

สมเด็จพระสังฆราช ประทานโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชา คติประจำใจ 'สมัคร''ทำสิ่งที่พึงทำ เว้นสิ่งที่พึงเว้น รู้จักตัดสินใจให้ถูกกับสถานการณ์'

สมเด็จพระสังฆราช ประทานโอวาทเนื่องในวันมาฆบูชาว่า 'เจริญพร ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันมาฆบูชาขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 พุทธศักราช 2551 ตรงกับวันที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกาศหัวใจพระพุทธศาสนา 3 ประการ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ท่ามกลางพระอรหันตขีณาสพ 1,250 รูป ฉะนั้นเมื่อวันมาฆบูชา มาถึง เราทั้งหลาย ควรทำการบูชาด้วยการปฏิบัติธรรม เพื่อความสุข ความร่มเย็น แก่ประเทศชาติบ้านเมือง และเพื่อนร่วมโลกสืบไป'

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าถวายสักการะมหาเถรสมาคม ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐมว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ เป็นวันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีอยู่ 5 วัน เท่านั้นเอง อย่างน้อยที่สุดชาวพุทธ ร้อยละ 95 ควรเอาใจใส่เรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีธรรมะหรือคติประจำใจที่ใช้ยึดเหนี่ยวในการทำงาน

นายสมัคร กล่าวว่า 'ทำสิ่งที่พึงทำ เว้นสิ่งที่พึงเว้น รู้จักตัดสินใจให้ถูกกับสถานการณ์' คือคติประจำใจ 2 คำแรกอยู่ในประกาศนียบัตรที่บิดาได้รับพระราชทานเหรียญตราสมัยรัชกาลที่ 6 จะมีคำสั่งสอนคนที่ได้รับเหรียญตรา บิดานำมาติดเรียงข้างฝาเป็นแถว ก็จำมาตั้งแต่เด็ก และนำมาเติมเข้าไปว่า รู้จักตัดสินใจให้เข้ากับสถานการณ์เท่าเองไม่มีอะไรพิเศษ

เสวนา 6 ตุลา ใคร? ทำร้ายประชาชน



ผู้ที่มีปัญหาในการรับชม กรุณากดหยุดเล่นวีดีโอชั่วคราว (pause) ไว้ แล้วกลับมาชมภายหลังค่ะ
รายการสภาสนามหลวง สถานี PTV นำเสนอการเสวนาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยแขกรับเชิญ อ.จรัญ ดิษฐาอภิชัย, น.พ.เหวง โตจิราการ และคุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย กลุ่มคนเดือนตุลาที่จะมาเล่าที่ถึงมาที่ไปของเหตุการณ์ ใครอยู่ฝ่ายไหน ใครควรรับผิดชอบต่อเหตุการณ์
จาก hi-thaksin

มิ่งขวัญอาสาเจรจาคลังเว้นภาษีอัญมณี

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับปากจะ เจรจากับกระทรวงการคลังขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มธุรกิจเครื่อง ประดับและอัญมณี พร้อมเตรียมผลักดันให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ภายใน 3 ปี

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ตอบรับที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับกระทรวงการคลัง ในการเจรจาขอยกเว้นเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการสินค้า อัญมณีและเครื่องประดับ ตามข้อเสนอของภาคเอกชน โดยประกาศจะ ยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับให้เป็นสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ทำรายได้เข้าประเทศ 4-5 แสนล้านบาทภายใน 3 ปี

ด้านนายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย กล่าวว่า เดิมรัฐบาลยกเว้นภาษีเฉพาะผู้ที่ขอรับการ ส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และรายที่จดทะเบียนกับกรมสรรพากรเท่านั้น จึงได้ เสนอให้รัฐบาลยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายกลางและเล็กไม่ได้รับประโยชน์ และหากรัฐบาลยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ก็จะทำให้ไทยเป็นแหล่งดึงดูด วัตถุดิบอัญมณีจากทั่วโลก สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้เข้าประเทศได้จากการส่งออกมูลค่ามหาศาล รวมทั้งจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.5-2 ล้านคน จากปัจจุบันมีการจ้างงานประมาณ 1,000,000 คนในอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับ ทั้งนี้ ในปีที่แล้ว สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่าส่งออกประมาณ 180,000 ล้านบาท ขณะที่ ในปีนี้คาดจะมีมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 220,000 ล้านบาท


ที่มา : www.becnews.com

ถอยหลังลงคลอง [21 ก.พ. 51 - 18:59]

ผมเคยเปรยๆไปบ้างแล้วว่า พลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ เหมือนมวยถูกคู่ ระหว่างนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ระหว่างอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หรือหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพาะบ่มรังสีอำมหิตทางการเมืองเอาไว้เต็มตัว

เปิดช่องเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

สามารถขุดเอาเรื่องเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาเป็นเงื่อนไขทางการเมือง เป็นประเด็นวิวาทะได้ก็ไม่ธรรมดา เก๋าเกมด้วยกันทั้งสองฝ่าย เข้าตำรา ไก่เห็นตีนงู งูก็เห็นนมไก่

บรรยากาศการประชุมสภาแถลงนโยบายนัดแรก ดุเด็ดเผ็ดมัน เด็กและเยาวชนจะเห็นประเพณีการเมืองที่ย้อนยุคไปอย่างคาดไม่ถึง เช่น เรื่องของการสบถสาบาน อีกหน่อยก็อาจจะมีอุปกรณ์แปลกๆ เข้ามาเป็นส่วนประกอบในการอภิปรายในสภาอาทิ สากกะเบือ เป็นต้น

เรื่องการใช้วาจาเสียดสี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า สงคราม น้ำลาย เรื่องจะงัดเอา หลักฐานเท็จ ของปลอมมาโชว์ จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เราจะเห็นการเมืองถอยหลังลงคลองกันเต็มตา

คำถามก็คือว่า แล้วสังคมจะได้อะไร เราเคยผ่านช่วงนั้นมาแล้วอย่างเจ็บปวด คำว่า น้ำเน่า ฝักถั่ว ตู้เอทีเอ็ม หรือสภาโจ๊ก มันบ่งบอกถึงความพัฒนาทางการเมืองว่าอยู่ระดับไหน

แล้วคำว่า ปฏิรูปทางการเมือง ที่อ้างกันนักอ้างกันหนา เสียเงินเสียทองกับคำว่าปฏิรูปทางการเมืองไปเท่าไหร่ ไปไหนเสียแล้ว ถึงยุคที่นักการเมืองต้องเก็บอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก

หันมาสู้กันด้วยวิชามาร

ประชาธิปัตย์นั้นเล่นการเมืองจนเข้าสายเลือด ใช้ความสามารถทางวาจา เล้าโลม ชักจูง ให้เกิดความศรัทธาจากประชาชน เพราะฉะนั้น ส.ส.ของประชาธิปัตย์จึงพูดเก่งทุกคน แต่ฝีมือการทำงานอีกเรื่อง

ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสู่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ถูกกลืนเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างน่าเสียดาย ถ่ายทอดกันไปรุ่นต่อรุ่น วันใดที่มีความคิดแปลกแตกต่างก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปรากฏการณ์ ทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้มข้น จึงเกิดขึ้นหลายครั้ง หลายหน

จนตกผลึกกลายเป็นพรรคการเมืองภาคนิยม

วันหนึ่ง เมื่อมีพรรคไทยรักไทย เน้นนโยบายประชานิยมมากกว่าคำพูด เน้นให้เห็นการปฏิบัติจริงมากกว่าใช้วาจาเชือด เฉือน ประชาชนเริ่มเห็นการเมืองที่สัมผัสได้ มีกินมีใช้ ได้สิทธิการรักษาพยาบาล เห็นความเจริญและพัฒนาไปข้างหน้า

โฉมหน้าทางการเมืองจึงค่อยๆเปลี่ยนไป

แต่มาวันนี้ พลังประชาชนภายใต้การนำของสมัคร สุนทรเวช กำลังจะย้อนอดีต การเมืองกำลังจะคลุกฝุ่น หันไปมองสภาพี่เลี้ยง เห็น ส.ว.ที่มาจากการสรรหาแล้วว้าเหว่ พันธมิตรก็มา ไม่เอาทักษิณ ก็มา หนุนปฏิวัติก็มา วิกฤติการเมืองกำลังจะเริ่มต้นอีกกระทอก.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

“หมัก” เล่นคนเดียวก็ได้ [21 ก.พ. 51 - 03:36]

นึกว่าจะมีแค่ “มวยจอตู้” ฝ่ายที่ทำคู่ต่อสู้มีแผลแตกเย็บ “แอนตาซิล” แจกเข็มละ 500 สปอนเซอร์อัดฉีดเข็มละ 1,000 บาท แผลใหญ่ยิ่งได้เงินมาก แผลเล็กก็ได้เงินน้อย

กับมุกล่าสุดของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี อ้างมีคนกระซิบ

“ขณะนี้มีคนตั้งรางวัลไว้ ใครที่สามารถทำให้ผมตบะแตกน้อย จะจ่าย 10,000 บาท ตบะแตกมากให้ 50,000 บาท แต่ขอรับรองได้ว่า ไม่มีใครได้รับรางวัล”

ใครหนอช่างคิดกันได้

และก็ไม่ได้พูดอย่างเดียว โดยลีลาการสัมภาษณ์ล่าสุด สังเกตว่า “ลุงหมัก” พยายามพลิกบทเล่นเป็นคนแก่อารมณ์ดี ไม่นอตหลุดง่ายๆ

ขนาดที่ว่านักข่าวแกล้งกระเซ้าถามเรื่องแทงใจ ผลงานชิ้นแรกที่จะทำให้ประชาชนยิ้มได้คืออะไร นายสมัครยังตอบแบบกลั้วหัวเราะ

“แนะนำให้ไปดูก่อนบ่ายคลายเครียด”

และกับปมที่ซีเรียสสุดๆ ยุทธการเจาะเวลาหาอดีต “6 ตุลา 2519” ที่ทำท่าจะบานไม่หุบ แม้แต่คนฝ่ายเดียวกันเองอย่างนายอดิศร เพียงเกษ หรือ “สหายศรชัย” ที่เคยมีอดีตหนีเข้าป่า ยังอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเฉ่งปากนายกฯสมัคร อย่าล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ ทำมิตรเป็นศัตรู

แนวรบคนเดือนตุลาแปรรูปขบวนเข้าหา ตั้งป้อมดาหน้าถล่มทุกทิศทุกทาง

โดยสไตล์มวยบู๊ชนดะ ไม่ยอมใคร “ลุงหมัก” พลิกคาแรกเตอร์วูบเลย

“เรื่องนี้ขอให้ยุติ มันจบแล้ว ขีดเส้นใต้สองเส้น ที่ผ่านมาก็พอเพียงแก่เหตุแล้ว ทำงานสักที”

ตีกรรเชียงถอยเข้ามุม

นี่แหละที่น่าเอะใจ ต่อเนื่องจากคิวที่ “ลุงหมัก” ลงทุนลุกขึ้นสาบานกลางสภาฯ ถ้าหากเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ขอให้มีอันเป็นไป

งัดมุกเด็ด ทิ้งไพ่ตาย

ถ้าย้อนกลับไปดูเทปเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ จะเห็นว่า จุดเริ่มต้นมาจากลูกติดพัน เปิด ฉากจากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาลแล้วไล่ลูกระนาดไปถึงเรื่องปิดกั้นสื่อ สมัยนายสมัครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่สั่งปิดหนังสือพิมพ์มากที่สุด

เหมือนเขี่ยลูกเปิดเกมให้

“ลุงหมัก” ที่นั่งอั้นฉี่ ทนหิวตาลายรอจังหวะอยู่ รีบลุกขึ้นขอใช้สิทธิพาดพิงทันทีทันใด

ได้โอกาสย้อนอดีตเหตุการณ์คาบเกี่ยวในสมัยที่ตัวเองเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเวลาวุ่นๆในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แจกแจงได้เป็นฉากๆ อธิบายเงื่อนเวลาได้เป็นคุ้งเป็นแคว ก่อนจะทิ้งไพ่ตาย ยืนสาบานกลางสภาฯ

วัดใจกันแบบไทยๆ

โดยลีลาเหมือนเป็นความตั้งใจที่ใช้เวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาลชี้แจงออกอากาศสดๆทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และสถานีวิทยุรัฐสภา อธิบายแบบยาวๆ

โดยได้ตัวละครที่เรียกเรตติ้งอย่าง “อภิสิทธิ์” และนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มาช่วยเรียกคนดู

อย่างน้อยๆ นายสมัครก็ได้พูดในสิ่งที่อยากจะอธิบาย และคนฟังบางส่วนก็ได้รับรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรับฟังมาก่อน

จะฟังใคร เชื่อหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

ตามเกม “สมัคร” น่ะเก๋าอยู่แล้ว โดยลีลาของเสือเฒ่าลายครามเอาตัวรอดได้สบายๆ

แต่ที่ไม่แน่ใจว่ามามุกไหน กับคิวของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาเล่นบทคนรู้จริง อ้างตัวเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันเสียงแข็ง

“เรื่องของเรื่องมันมีตำรวจกองปราบฯคนหนึ่ง เป็นร้อยตำรวจโทขี้เมา ตอนนี้ตายไปแล้ว มันไปเที่ยวมาตอนดึก แล้วเมาเหล้า ทำปืนลั่นอยู่ข้างๆผม ตรงต้นมะขาม จึงพัฒนาไปสู่การต่อสู้ แล้วมีการทำร้ายซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ยังไม่เคยเล่าให้ใครเลย”

โยน “ไอ้ปื้ด” รับมุกอีกตามเคย

โดยลีลาก็ยังน่าสงสัย เกมนี้เป็นการช่วยเบี่ยงกระแส แอ่นอกรับแรงเสียดทาน ช่วยเคลียร์เผือกร้อนให้ หรือจะยิ่งล่อเป้าไปกันใหญ่

เดาทาง “สิงห์เหลิม” ไม่ออกจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

เขตปกครองพิเศษ

เราก็ไม่ทราบว่า แนวคิด “เขตปกครองพิเศษ” สว่างวาบขึ้นมาในสำนึกของ “รัฐมนตรีฯ มหาดไทย” ได้อย่างไร???
เราก็ไม่ทราบอีกเช่นกันว่า บุคคลมันสมองระดับ “ปริญญาเอก” หรือดอกเตอร์ทางด้านกฎหมาย มีแนวความคิดในการบริหารจัดการกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในลักษณะเช่นนี้ได้อย่างไร???!!!
แน่นอน...ย่อมต้องใช่ “ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย!!!
ซึ่งเป็นกระทรวงหลักควบคู่กระทรวงกลาโหม
ในการแก้ไขปัญหา “ความไม่สงบ” ของจังหวัดชายแดนใต้ และอีก 73 จังหวัดของประเทศไทย
เป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ประกอบด้วย ยะลา-นราธิวาส-ปัตตานี กับอีกบางส่วนของจังหวัดสตูลและสงขลา???!!
เพราะคำว่า “เขตปกครองพิเศษ” มันก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับคำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ”
นั่นแหละ ซึ่งรัฐบาลแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ประเทศระส่ำจาก “ภาวะสงคราม” เท่านั้น
เป็นภาวะที่ประเทศชาติเผชิญกับความระส่ำระสาย-ข้าวยากหมากแพง-ฉกชิงวิ่งปล้น...ประเทศระส่ำจากภาวะสงครามจากภาวะการเมือง-การทหาร และการปกครอง???...
เมื่อเกิดวิกฤติเช่นว่า ทุกฝ่ายก็ต้องผนึกรวมตัวขึ้นเป็น “หนึ่งเดียว” เพื่อกอบกู้วิกฤติ เพื่อสร้าง “รัฐบาลแห่งชาติ” ในการกอบกู้วิกฤติให้คืนสู่ภาวะปกติ
แต่กับลักษณะของ “โจร” ลักษณะของการ “ก่อความไม่สงบ” และ “ฆ่ารายวัน” เพื่อดึง “มวลชน” เข้าเป็นพวก เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้มวลชน
เพื่อกันมวลชนออกจากภาครัฐ เพื่อกันประชาชนออกจากการเป็น “พยาน” หรือให้ปากคำที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายรัฐของผู้ก่อความไม่สงบ
ที่พัฒนาจาก “โจรกระจอก” ในรัฐบาล
ยุคหนึ่งมาสู่รัฐบาลรัฐประหาร และก้าวผ่านสู่รัฐบาลประชาธิปไตยยุคนี้...มันกลายเป็นกองกำลังที่ทรงศักยภาพและพลานุภาพที่น่ากลัว???!!!
ทรงพลานุภาพ เพราะแผนปฏิบัติการที่
เฉียบขาดฉับพลัน และ “เข่นฆ่าทำลาย” ชีวิตของประชาชน-ทหาร-ตำรวจ อย่างเด็ดขาดและ
มีประสิทธิภาพยิ่ง!!!
เข่นฆ่าทำลายมาในระยะเวลา 5-6 ปี อย่างมากมายมหาศาลนับหมื่นศพ?!!!
นี่คือประวัติศาสตร์แห่งการสูญเสีย...เป็นการสูญเสียชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ เป็นการสูญเสีย “กำลังรบ” กำลังพลของกองทัพและตำรวจโดยใช่เหตุ...เป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้มและไม่สมเหตุสมผล???!!!
ไม่สมเหตุสมผลเพราะนี่ “ไม่ใช่สงคราม” แต่เป็นเพียงการ “ก่อความไม่สงบ” ของคนเพียงไม่กี่หยิบมือ ที่พยายามแอบอิงเอา “ศาสนา” ขึ้นมา
บังหน้า??!!!
เพื่อสร้าง “สงครามศาสนา” เพื่อสร้าง
“ความชอบธรรม” ขึ้นมาบังหน้าเท่านั้น....แล้วเราจะ “หลงทาง” กับจิตวิทยาชั้นอนุบาลนี้ล่ะหรือ???
เหยี่ยว อหังการ์

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด