WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 22, 2008

แผลใหม่ [22 ก.พ. 51 - 18:39]

เรื่องราวของเหตุการณ์ วันมหาวิปโยค 6 ตุลา ขยายวงเป็น 14 ตุลา ขยายวงเป็นพฤษภาทมิฬ ไม่ว่าจะย้อนหลังไปสู่เหตุการณ์ในอดีตหรือที่ขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ ที่คนไทยต้องมาห้ำหั่นกันเอง พูดได้ว่า เกิดจาก น้ำผึ้งหยดเดียว ทั้งนั้น

และถ้ามองให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหา ต้นตอของวิกฤติทุกครั้ง ต้องตั้งคำถามว่า การเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ผมเชื่อว่า ลำพังคนไทยด้วยกันน่าจะคุยกันรู้เรื่อง ยกเว้นแต่จะมีคนตอกลิ่ม

การเมืองจะชั่วจะเลวแค่ไหนผมไม่รู้ แต่ถึงขนาดใช้มนุษย์เป็นเหยื่อ ให้ซากของมนุษย์ปีนป่ายขึ้นมาเพื่อให้บรรลุถึง อำนาจวาสนา ผมบอกตรงๆว่ารับไม่ได้

จะเล่นการเมืองอย่างไรก็เล่นกันไปเถอะ จะทำเป็นตัวตลกของสังคมให้ชาวบ้านเอาไปนินทาหรือล้อเลียน ก็เป็นอีกเรื่อง แต่อนาคตของประเทศชาติและประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

อย่าลืมว่าในวิกฤติแต่ละครั้งจะแบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือ ผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้แพ้กลายเป็นกบฏ กลายเป็นสีดำของสังคม ผู้ชนะก็เป็นพระเอกเป็นฮีโร่ ได้รับการยกย่อง แล้วอะไรคือความถูกต้อง

แต่ที่ไม่เคยชนะเลยมีแต่แพ้ตลอดกาลก็คือ ประชาชน ตายไปไม่รู้กี่ศพ กับวิกฤติการเมืองแต่ละครั้ง โล่ก็ไม่มีให้ อนุสาวรีย์ก็ไม่เคยปรากฏ

ตกเป็นเหยื่อของการแย่งชิงอำนาจทั้งปีทั้งชาติ

แม้แต่ วิกฤติการเมืองที่เพิ่งจะผ่านมา นี่ก็เถอะ คนที่ประกาศจะร่วมสุขร่วมทุกข์กับประชาชนที่ท้องสนามหลวง บัดนี้เขาเหล่านั้นก็มีความสุขจริงๆกับลาภยศสรรเสริญที่ได้รับ

ประชาชนที่นั่งอยู่ข้างล่างเวที ก็ยังต้องหาข้าวสารกรอกหม้อ เหมือนเดิม เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยมาแล้ว ที่ประชาชนเป็นเหยื่อล่อ เป็นตัวประกัน เป็นทุกอย่างที่การเมืองอยากให้เป็น

มาวันนี้ เกมชิงอำนาจยกใหม่ กำลังจะดึงเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นชนวนอีกแล้ว คิดจะขุดซากศพวีรชนมาเป็นเกมทำลายล้างกันทางการเมือง มันน่าอับอายที่สุด

แล้วที่มันน่าอายไปกว่านั้นก็คือการนำเรื่องในอดีตที่ คนไทย ต้องเข่นฆ่ากันเอง มาตอกย้ำความเจ็บปวดของผู้ที่สูญเสียและตอกย้ำถึงความถดถอยในสายตาชาวโลก

จะชำระสะสางประวัติศาสตร์อะไรกัน ก็ขอให้เป็นแค่ประวัติศาสตร์ อย่าได้นำประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ผมไม่เข้าใจอย่างมากก็คือ นายกฯสมัคร สุนทรเวช หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับสื่อมวลชนต่างประเทศทำไม

แล้วผมอยากจะแกล้งไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสมัยที่ คุณสมัครมาเป็นนายกฯ การเมืองเผลอเปิดช่องเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

ฝ่ายที่จ้องอยู่แล้วได้จังหวะตั้งแต่ยกแรก เปิดแผลขุดอดีตที่เจ็บปวด จับจุดอ่อน รุกฆาตทันที บวกกับความขี้เหร่ บวกกับคลื่นใต้น้ำจากพวกเดียวกัน บวกกับคดีความที่ยังคาราคาซัง

กลัวว่าจะพาประเทศวอดวายไปด้วย.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ข่าวใหญ่เดือนมีนาคม [22 ก.พ. 51 - 03:27]

ทำในสิ่งที่พึงทำ เว้นในสิ่งที่พึงเว้น รู้จักตัดสินใจให้เข้ากับสถานการณ์”

หากเป็นไปตามคติของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยกขึ้นมาเป็นธรรมะประจำใจในวันมาฆบูชา

ดูท่าว่า “มือที่มองไม่เห็น” จะไม่ใช่สิ่งที่พึงเว้นสำหรับนายกรัฐมนตรี

เพราะล่าสุด “ลุงหมัก” ก็ยังเดินหน้าไล่ล่า ล่าสุดยืนยันว่าได้เค้าแล้ว เอ่ยชื่อมาก็รู้จัก แต่ต้องดำเนินการตามกรรมวิธี

ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทำ

ประเมินกันในชั้นนี้ “มือที่มองไม่เห็น” น่าจะเป็นแค่ระดับเครือข่ายซึ่งอยู่ในวิสัยที่อำนาจรัฐจะล้างบางได้ เพราะ “ลุงหมัก” เองก็บอกปัดแล้วว่า อย่าโยงไกลไปถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

“ไม่ต้องถึงกับลงโทษ เพียงแต่ไม่ให้เขามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง” จากสัญญาณของนายกรัฐมนตรี เบื้องต้นจับตาให้ดีๆ เป้าของนายสมัครน่าจะพุ่งไปที่เครือข่ายของคณะยึดอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในตำแหน่งหลักๆ ยังมีอิทธิฤทธิ์ให้คุณให้โทษกับพรรคพลังประชาชนได้

ข้าราชการระดับสูงคนไหนจะโดนเด้งให้ฮือฮา “บิ๊ก” คนไหนจะโดนย้ายฟ้าผ่า

น่าจะได้คำตอบเร็วๆนี้

และในขณะที่ “ลุงหมัก” กำลังเปิดยุทธการไล่ล่า “มือที่มองไม่เห็น” ที่อ้างกันว่ามีเป้าหมายพยายามล้มพรรคพลังประชาชน จนป่านนี้ก็ยังพยายามล้มอยู่

มันก็โรมรันพันตูไปถึงชะตาของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังลุ้นระทึก ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลื่อนวันลงมติคดีทุจริตเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย ไปฟันธงกันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

หลังจากมีสัญญาณแว่วๆ จงใจปล่อยให้หลุดออกมาจากคณะอนุกรรมการ กกต.สรุปว่าคดีมีมูล เสนอ กกต.ใหญ่แจกใบแดงให้นายยงยุทธ

จุดพลุให้แตกตื่น

และก็เป็นอะไรที่สะท้อนถึงเกมประลองกำลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อ “เจ๊สด” นาง สดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาโวยวาย ไล่บี้หาต้นตอคนปล่อยข่าว ตั้งท่าสอบไอ้โม่งในคณะอนุกรรมการฐานจงใจกดดัน กกต.ใหญ่

หักเหลี่ยมเฉือนคมกันเอง

ย้อนมาตรงนี้มันก็ยิ่งน่าสนใจกับคำถามของนักข่าวที่ว่า มือที่มองไม่เห็นจะเข้าครอบงำการทำงานของ กกต. “ลุงหมัก” รีบแสดงอาการปกป้องอย่างออกหน้าออกตา

“ไม่เลย ผมเป็นคนที่ป้องกัน กกต.ที่สุด เป็นคณะกรรมการที่ผมแน่ใจ การทำงานเรียบร้อย ควบคุมการเลือกตั้ง ผู้คนชมเชย ซึ่งผมยังถูกสอบอยู่ ไม่มีอะไรกังขาเลย จะพยายามใช้มือของ กกต. ผมก็พยายามป้องกัน”

“สมัคร” เล่นบทญาติดี แอ่นอกปกป้อง กกต.เต็มที่เลย

เอาเป็นว่า เท่าที่เช็กอัตราต่อรองล่าสุดในคดีของนายยงยุทธ ตัวเลขอยู่ที่ 3 ต่อ 2

โอกาส “แดง” ยังมากกว่า “ขาว” อยู่นิดๆ

แต่อย่างไรก็ตาม คิวของนายยงยุทธยังได้ยื้อกันอีกยาว เพราะกระบวนการไม่ได้จบที่ กกต. กว่าจะส่งต่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และลึกไปกว่านั้นกว่าจะเลยเถิดไปถึงคดียุบพรรคพลังประชาชน

หนทางยังอีกยาวไกล

แต่ที่จะได้เสียวก่อนเลย คิวของพรรคชาติไทย ล่าสุดนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค เดินทางเข้าให้ปากคำต่อทีมสอบยุบพรรคเป็นปากสุดท้าย พร้อมๆกับค่ายมัชฌิมาธิปไตยที่ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค มีคิวเข้าชี้แจงในวันที่ 27 กุมภาพันธ์

และทั้งชาติไทยและมัชฌิมาฯก็ได้ลุ้นพร้อมกัน

เพราะนายบุญทัน ดอกไธสง ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียุบพรรคของ กกต. ขีดเส้นเวลา จะสรุปสำนวนเสนอ กกต.ใหญ่ประมาณต้นเดือนมีนาคม

ชนิดที่เซียนไม่กล้าฟันธง หวยออกได้ทุกหน้า

และไม่แน่ใจว่า ข่าวไหนจะใหญ่กว่ากัน เพราะถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีการยืนยันกำหนดการ “ปิ๊กบ้าน” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะบินกลับประเทศไทยต้นเดือนมีนาคม

มาได้จังหวะพอดี.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

โพลชี้ลีลา “สมัคร” ชนะ “อภิสิทธิ์” [22 ก.พ. 51 - 03:35]

วันที่ 21 ก.พ. เอแบคโพลแถลงผลสำรวจความเห็นประชาชนใน กทม.และปริมณฑลจำนวน 1,404 คน เรื่องความพึงพอใจประชาชนต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาล 4.83 จากคะแนนเต็ม 10 พอใจฝ่ายค้าน 4.25 พอใจ สนช. 4.43 เหตุผลที่ไม่พอใจในการอภิปรายฝ่าย ต่างๆนั้น ร้อยละ 38.8 เห็นว่าเป็นการอภิปรายผิดเวที ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มัวแต่ เถียงกันทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 เห็นว่าไม่ชอบพรรค การเมืองบางพรรค ร้อยละ 9.6 เห็นว่ามัวแต่นึกถึงเรื่อง ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่คิดแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ส่วน เหตุผลที่พอใจในการอภิปรายของฝ่ายต่างๆนั้น ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มีแนวคิดใหม่ในการทำงาน ร้อยละ 25.5 เห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนล่วงหน้าให้รัฐบาลทำงานด้วยความชื่อสัตย์สุจริต เมื่อถามถึงความพอใจต่อการอภิปรายของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่าความพอใจโดยรวมคะแนนเต็ม 10 นายสมัครได้ 5.41 และนายอภิสิทธิ์ได้ 5.30 ต่อข้อถามถึงแนวคิดการชำระประวัติ-ศาสตร์เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 19 กลุ่มร้อยละ 14.3 เห็นด้วย ร้อยละ 33.1 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 52.6 ไม่มีความเห็น

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

'ผมยอมแพ้'

ขณะเขียนอยู่นี้ ผมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในจังหวัดภาค ใต้

ความตั้งใจก็คือว่า หลังจากที่แสดงความรู้สึกอย่างยืดยาวถึงเรื่องราวของตัวเองไปแล้ว ก็จะไปปิดหูปิดตาปิดรับข่าวสารบ้านเมืองและการเมืองสักหลายวัน ตั้งใจจะไปล่าฝันใต้ผืนน้ำสีครามเข้มของฝั่งทะเลอันดามัน

ผ่านได้ 1 วันกับ 1คืนเท่านั้น ที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์มือถือให้ได้ยิน เพราะผมปิดเครื่อง แต่เย็นๆ วันพฤหัสบดีที่ 21 ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องเปิดโทรศัพท์ ด้วยหลงลืมสั่งงานสำคัญที่สำนักงานบางเรื่อง

สั่งงานยังไม่ทันเสร็จ ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีเสียงเรียกซ้อนเข้ามาทันที ก่อนที่จะปิดเครื่องได้ทัน

น้องสาวคนเก่งในทีมงาน โทรมาบอกว่า “พี่ทิ้งบอมบ์ แล้วหนีไปแบบนี้ ใครจะทำต่อ”

มีเสียงน้องร่วมทีมอีกคนตะโกนแทรกเข้ามาว่า “ถ้ายังไม่ตาย ก็กลับมา ผมจะรอ”

“เพื่อนร่วมทางของเรา ให้กำลังใจพี่มากมาย พี่จะไม่เปิดอ่านบ้างหรือ” น้องสาวคนเก่งพูดต่อ แล้วก็บอกว่า “ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก็กลับมาทำงานต่อ อย่าหนีไปแบบนี้”

บอกตรงๆ ว่าถึงเวลานี้ ละอายใจ ครับ บวกกับยังปรับตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดว่าจากมือสมัครเล่นที่คิดนั่นเขียนนี่ เปิดเอกสารอ่านความคิดพวกเผด็จการให้เพื่อนๆ ได้ยินได้รู้กัน จะต้องกลายมาเป็นคนสาธารณะ ที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ และเวปไซต์ข่าวสารการเมืองหลายเวป จนปรับตัวรับไม่ทัน

จาก “คนเกาะข่าว” กลายเป็น “คนในข่าว”

ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ผมไม่พอใจที่มีคนเห็นแย้ง และวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

หากผมต้องการจะเป็นคนนำเสนอเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต้องการรับฟังความเห็นคนอื่น คงไม่เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายแสดงความเห็น เว้นแต่ที่เขียนเข้ามาด้วยคำหยาบคายและรุนแรงเกินกว่าจะนำแสดงได้ ก็ต้องตัดทิ้งไป

ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจว่าผมเรียกร้องความสนใจ และ ความสงสาร

ผมไม่ต้องการตกเป็นเป้าความสนใจของใคร จึงใช้ชื่อแฝงและไม่แสดงนามสกุล ว่า “ประดาบ” และไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร จึงหลบมาแบบเงียบๆ คนเดียว

ละอายใจ ที่ทำให้หลายคนต้องมาปลอบประโลม และให้กำลังใจ เหมือนกับว่าลมหายใจสุดท้ายใกล้จะขาดห้วง

ผมยังไม่มีความคิดจะละสังขาร ถอดจิตปลิดวิญญาณตัวเองในวันและวัยเช่นนี้ ผมยังอยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อยากเห็นคนที่ผมรักและศรัทธา กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินไทย และ อยากเห็นพรรคพลังประชาชน ก้าวหน้าต่อไป โดยไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มเสียก่อน

ละอายใจ ที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าผมท้อแท้ ท้อถอย เมื่อไม่ได้สิ่งที่หวัง ไม่ได้ดังที่คิด

ผมยอมรับท้ออยู่หลายครั้ง คิดจะถอยอยู่หลายที เพราะหมดเงินไปเยอะ หมดแรงไปมาก หมดใจที่เทให้ไปก็ไม่น้อย แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางและน้องๆ ในทีมงานนี่ล่ะ ที่คอยเติมสิ่งที่หมดไป คอยรินน้ำใจให้แก่กัน อยู่ตลอดเวลา ทำให้ท้อไม่ถึงที่สุด ถอยไม่ถึงปลายทางเสียที

ละอายใจ ที่คิดผิด เขียนผิด ว่า “พวกเรา Hi-thaksin 4 ชีวิต” ซึ่งเป็นความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

ผมจะไม่พูดว่า พวกเรา 4 คน เป็นเจ้าของ Hi-thaksin อีกแล้ว

วันนี้ Hi-thaksin เป็นของคนรักทักษิณทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของเวปไซต์นี้ ร่วมกัน ผมผิดไปแล้ว พลาดไปแล้ว แต่ท่านคงจำต้องอภัยให้ผม เพราะผมผิดโดยไม่เจตนา หากแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ

ผมเปิดอ่านความเห็นของหลายท่านแล้ว บอกตรงๆ ว่า “ตกใจ” ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะมีเพื่อนร่วมทาง เป็นห่วงเป็นใย เป็นกำลังใจให้มากมายขนาดนี้ และอยากจะบอกทุกท่านเพื่อทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ผมเป็นมือสมัครเล่นคนหนึ่ง ไม่ใช่สื่อมวลชนโดยอาชีพ จิตวิญญาณ และรายได้

ผม ตกใจกับความเห็นของหลายท่านที่เขียนกันมาราวกับว่า ผมจำต้องยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” ไป แม้จะไม่ชอบใจและสมัครใจรับ ก็ตาม

ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง จึงไม่ต้องการตำแหน่งใดๆ และไม่ต้องทำสิ่งใดเพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรองอะไรให้กับใคร

ผมไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่อัศวิน ไม่ใช่ผู้กล้า ไม่ใช่ผู้นำของใครทั้งนั้น จึงไม่ต้องการคำเยินยอ ยกย่อง สรรเสริญ เช่นที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าในขณะนี้

ผมต้องการเป็นปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีสิทธิจะคิด จะพูด จะเขียน เท่าที่รัฐธรรม นูญได้ให้สิทธิเสรีภาพไว้เท่านั้นเอง

ผมจึงขออนุญาตทุกท่าน ที่จะไม่ยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” และไม่ยอมรับสถานะ “ผู้นำ” ของใครแม้แต่คนเดียว มากที่สุดสำหรับคนอย่างผม ก็คือเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่มีความเข้าอกเข้าใจต่อกัน

ความตั้งใจแรก หลังจากแสดงความรู้สึกไปมากมาย จนดูเหมือนว่าเป็นพิรี้พิไร ฟูมฟาย เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็คือว่า

น้อยที่สุด จะไม่เขียนอะไรที่กระทบจิตใจคนในพรรคพลังประชาชน และไม่ตำหนิติติงพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล อีกต่อไป แต่จะเขียนความคิดเห็นของตัวเองในเรื่องต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา

มากที่สุด จะหยุดเขียนไปเลย แต่จะไม่หยุดลมหายใจของเวปไซต์นี้ และจะสนับสนุนให้น้องๆ ทีมงานเดินหน้าต่อไป ทุกวิถีทาง

ผมไม่เคยมีความคิดที่จะปิดเวปไซต์นี้ ตราบใดที่ภารกิจของคนรักทักษิณ ยังไม่สำเร็จ ไม่บรรลุเป้าหมาย คือ การนำพานายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย อย่างสมเกียรติด้วยความปลอดภัย

แต่เมื่อได้เห็นน้ำใจของทุกท่านที่ไหลหลั่งกันเข้ามาจนแทบจะท่วมหน้าจอที่อยู่ตรงหน้าผม ในขณะนี้

“ผมยอมแพ้”

ผมยอมแพ้ต่อน้ำใจของเพื่อร่วมทางทุกท่าน และขอสัญญาว่า ประดาบ จะกลับมาทำหน้าที่ของคนรักทักษิณ กับเพื่อนๆ ทุกท่านต่อไป

ก่อนจะเขียนบรรทัดสุดท้ายของวันนี้ ขออนุญาตเช็ดน้ำที่ตาสักสองสามวินาที...

“กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ ตราบใดที่เผด็จการยังไม่ถึงกาลอวสาน”

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Thursday, February 21, 2008

หมอเลี๊ยบเตือนดื่มเหล้าเข้าวัดระวังติดคุก

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 21 ก.พ. 51 ที่ลานธรรม วัดสวนแก้ว หมู่ 1 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมทำบุญและฟังเทศน์กับพระราชธรรมนิเทศหรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เป็นจำนวนมากจนทำให้ลานจอดรถของวัดไม่เพียงพอกับจำนวนคนที่เดินทางมาทำบุญ ซึ่งในวันนี้ทางวัดสวนแก้วร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสุขภาพ ( สสส.) และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้ร่วมกันจัดโครงการ “ วัดปลอดเหล้าทั่วไทย ถวายเป็นพุทธบูชา โดยมีนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน สสส. พร้อมด้วยนายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีเดินทางมาร่วมเปิดงาน

โดยนายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า จากการศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขพบว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาระโรคในคนไทยมากเป็นอันดับ 2 โดยพบว่าก่อให้เกิดผลต่ออุบัติเหตุ มะเร็ง ตับแข็ง การถูกทำร้าย โรคทางจิตเวช โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคอื่น ๆ อีกประมาณ 60 โรค ซึ่งผลจากการวิจัยและประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์แล้วพบว่า มูลค่าความเสียหายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยทั้งจากด้านสุขภาพ อุบัติภัย อาชญากรรม มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 196,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 3 เท่าตัว

นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า มาตรการที่สำคัญในการลดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็คือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ด้วยการกำหนดเขตห้ามดื่มและห้ามจำหน่ายสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในวัด ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาที่สมควรเป็นสถานที่ปลอดเหล้าอย่างยิ่ง ตามเจตนารมณ์ของ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีบทกำหนดลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนในมาตราที่ 27 และ 31 คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในโอกาสวันมาฆบูชา ถือเป็นโอกาสที่ดีในการประกาศนโยบายวัดปลอดเหล้าทั่วไทย จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมมือกันงดเว้นการนำสุราเข้าไปดื่มหรือขายในวัดเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งในอนาคตต่อไปจะอาศัยอำนาจของกฎหมายกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในมาตรา 28 กำหนดให้วันสำคัญทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นวันหยุดนั้นเป็นวันงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป


ทางด้านพระพยอม กล่าวว่า โดยหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธแล้ว ในศีล 5 ก็ห้ามเรื่องของการเสพสุราของมึนเมาอยู่แล้ว การนำเหล้าเข้าไปดื่มกินหรือขายในวัดจึงเป็นเรื่องคนที่ไม่มีสมอง ไม่มีปัญญา เพราะดื่มกินเข้าไปนอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียสุขภาพอีก คนกินก็ยิ่งจน คนขายก็ยิ่งรวย อาตมาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แค่เหล้าขวดเดียว คนกินเหล้า 5 6 คน ต้องไปนั่งล้อมมัน ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่มีขาเดินไปไหน กินกันไปกันมาไอ้ที่คุยว่าคอแข็งก็คอพับคออ่อนไปตาม ๆ กัน ไอ้ที่แข็งแน่ ๆ ก็เห็นมีแค่คอขวดเท่านั้น ไม่เห็นมีใครเอาชนะไอ้น้ำเปลี่ยนนิสัยนี้ได้ นอกเสียจากคนที่ไม่ดื่มไม่กินมัน


พระพยอมกล่าวอีกว่า อาตมาอยากให้ช่วยกันรณรงค์ในเรื่องนี้อยากจริงจังต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนราชการทั้งหลาย ที่ต้องมีงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ใด ๆ ก็ตาม ขอให้งดเหล้า เครื่องดื่มมึนเมาทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเลี้ยงฉลองหรือชนแก้วด้วยน้ำผลไม้แทน เช่นน้ำมะพร้าว เป็นต้น ราคาก็ถูกว่า สุขภาพก็ดี และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรของไทยอีกทาง ซึ่งส่วนราชการต้องทำเป็นแบบอย่างในการรณรงค์ส่งเสริมเสียก่อน



'สพรั่ง'ไขก๊อกประธานบอร์ด 'ทีโอที'

ผู้สื่อข่าวรายงานมาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ดเสร็จแล้ว ว่า ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดทีโอทีแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. นี้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช่วันที่ 21 ก.พ. เพราะตรงกับวันมาฆบูชา ในการลาออกครั้งนี้มีบอร์ดลาออกด้วย 2 คน คือ ม.ล.อนุพร เกษมสันต์ ออกเพราะมีงานราชการรออยู่ และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยบอร์ดที่เหลืออีก 11 คนยังคงอยู่ในตำแหน่ง

เมื่อถามว่าการลาออกของประธานบอร์ดตามมารยาทแล้วบอร์ดที่เหลือต้องลาออกด้วยเช่นเดียวกับบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) หรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ต่างภูมิประเทศต่างวิธีการรบ การบริหารงานที่ต้องการทีมเวิร์กสำหรับวาระที่บ้านเมือง หรือ สถานการณ์มีความเข้มแข็งไม่มีภาวะอื่นแทรกซ้อน บอร์ดที่ยังคงอยู่อีก 11 คน เป็นผู้ที่เสียสละ ต้องทนอยู่กับแรงเสียดทานเพื่อทำงานต่อไปให้เกิดความต่อเนื่องไม่สะดุด โดยบอร์ดที่อยู่ต่อจะเป็นส่วนผสมกับคนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นบอร์ด ซึ่งจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่เหมือนบอร์ดชุดตนที่ต้องเข้ามาสะสางก่อนทำงาน ตนมั่นใจว่า รมว.ไอซีที จะหายใจได้ง่ายขึ้น เมื่อเรียกบอร์ดทีโอทีที่เหลือไปคุย บอร์ดที่อยู่จะทำให้การทำงานเดินต่อไปได้ การทำแบบนี้ตนต้องการที่จะเปลี่ยนใหม่ที่ใครจะไปจะมาการทำงานก็ต้องทำต่อไปได้ และทีโอทีคงเป็นองค์กรแรกที่บอร์ดเก่าอยู่ต่อเนื่องเพื่อทำงานร่วมกับบอร์ดใหม่ และเมื่อออกจากตำแหน่งแล้วตนจะเป็นผู้ประสาน ให้บอร์ดเก่าและบอร์ดใหม่ทำงานร่วมกันได้

สำหรับคนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นบอร์ดจะเข้ามาโดยการสรรหา 3 คน โดยโครงการเด่นของทีโอทีในบอร์ดชุดนี้ที่ต้องสานต่อคือ แผนเทิร์น อะราวด์ (Turn Around) หรือแผนการดำเนินงานที่จะทำให้องค์กรเข้มแข็ง รวมทั้งปรับปรุงรายได้ของทีโอที

ด้าน พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ รองประธานบอร์ดทีโอทีที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง กล่าวว่า บอร์ดนัดประชุมครั้งต่อไปวันที่ 29 ก.พ. นี้ โดยบอร์ดที่เหลือจะเลือกประธานบอร์ดก่อนประชุม ส่วนที่ต้องทำงานร่วมกับนักการเมือง ตนเป็นข้าราชการประจำเจอเรื่องแบบนี้ประจำ จึงมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เป็นเหมือนกับเหรียญสองหน้า อย่าไปตั้งใส่กันจึงทำงานร่วมกันได้ นักการเมืองมาจากประชาชนก็คงต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน ส่วนการที่ตนอยู่ต่อก็เพราะ พล.อ.สพรั่ง ขอร้องเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด

ขณะที่ นายชิต เหล่าวัฒนา บอร์ดทีโอที กล่าวว่า เมื่อรวบรวมการทำงานของบอร์ดชุดที่มี พล.อ.สพรั่ง เป็นประธาน พบว่า สามารถทำรายได้ให้กับทีโอทีเพิ่มขึ้นถึง 15% ไม่รวมรายได้จากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบแอคเซสชาร์จ หรือ เอซี ที่เอกชนผู้รับสัมปทานต้องจ่ายให้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว และเรื่องอยู่ที่ศาลปกครองกลางไม่สามารถเร่งรัดอะไรได้และเมื่อคิดผลกำไร พบว่าสามารถให้โบนัสพนักงานได้ถึง 2.7%

นายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที กล่าวว่า ตนจะไม่แต่งตั้งอดีตกรรมการพรรคไทยรักไทยที่อยู่ในรายชื่อ 111 คน มาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจในส่วนของไอซีที ในปัจจุบันบุคคลดังกล่าวอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน แต่ถ้าหากมีการแต่งตั้งจากพรรคอื่นตนจะไม่ก้าวก่าย แต่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลและต้องถูกอภิปรายในสภาอาจแสดงความเห็นในเรื่องนี้ถ้ามีการแต่งตั้งกันจริง.


ข้าวผัดสูตร "สมัคร"


หลังเคร่งเครียดกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล วันนี้ นายกรัฐมนตรียิ้มแย้มแจ่มใสเป็นพิเศษ พร้อมทั้งเปิดเผยเคล็ดลับอาหารสูตรอร่อย ติดตามได้จากรายงาน ของทีมข่าวการเมือง

ชมclip MCOT


อัพเดตเมื่อ 2008-02-21 19:10:28





สมัครยืนหยัดอยู่ครบ4ปี

นายกฯ บอกช้ำใจยังไม่ทำทันทำงาน ก็หาว่าโกง จะยืนหยัดอยู่ให้ครบ 4 ปี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภา เมื่อกลางดึกของคืนที่ผ่านมา ว่า ขอบคุณสมาชิกทุกฝ่ายที่แสดงความคิดเห็น เรากำลังมีรัฐบาลใหม่ แต่กลับมีเสียงกล่าวว่า เหมือนรัฐบาลนี้เคยบริหารแล้วกลับเข้ามาบริหารซ้ำ ส่วนที่บอกว่าตนเป็นรมว.กลาโหม แต่ไม่รู้เรื่องทหาร พรรคท่าน(ประชาธิปัตย์) ก็เคยมี รมว.กห.ที่เป็นพลเรือนถึง 2 คน หรือพรรคอื่นจะให้พลเรือนเป็น รมว.กห.ไม่ได้ การอภิปรายก็พูดเหมือนสั่งสอน เช่น จะปรับสื่อรัฐไม่ใช่เชียร์รัฐ ทำไมจะทำไม่ได้ ทำไมต้องถูกวิจารณ์

'อยากถามว่าทำไมสื่อแตะต้องไม่ได้ ทำไมสื่อเล่นงานนักการเมืองได้ แต่นักการเมืองตอบโต้สื่อไม่ได้ ถ้านักการเมืองสกปรกคงสู้สื่อไม่ได้แน่นอน ตนไม่ประจ๋ออประแจ๋ เอากระเช้าดอกไม้ไปให้สื่อโน่นนี่ ผมทำหน้าที่ของผม' นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ที่ช้ำใจ และชอกช้ำที่สุด คือยังไม่ทันเริ่มทำงาน 1 ก็ว่าโกง 2 ก็ว่าโกง 3 ก็ว่าโกง เหมือนจะโกงกันตัวเป็นขน หัวหน้าพรรครัฐบาลก็ไม่เคยติดคุก ตาราง เพราะโกงมาก่อน เรื่อง 6 ตุลาฯหากถามมาเป็นกระทู้ก็จะตอบให้จะมาตอบด้วยตัวเอง วันนี้การอภิปรายเหมือนเป็นการอบรมบ่มนิสัย มีคนพยายามล่อให้ตกหลุม ไม่เป็นไรจะยืนหยัดอยู่ให้ครบจนถึง 4 ปี.

ลากไส้'สนธิลิ้ม-ผจก.' ตัวการสร้างแตกแยก 'จักรภพ'ลั่นขอจัดการ นักการเมืองคราบสื่อ

'จักรภพ' สวมวิญญาณ 'นปก.' ลากไส้ 'สนธิ ลิ้มฯ-เครือผู้จัดการ' กลางเวทีสภาฯ ซัดเป็นตัวการสร้างความแตกแยกในประเทศ ลั่นขอจัดการ 'นักการเมืองแฝงเร้นในคราบสื่อ' ไม่ให้ขึ้นมาสร้างความแตกแยกในสังคมอีก ขณะที่ 'ยามเฝ้าแผ่นดิน' พล่าน โต้กลับโดนลอบกัด

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมรัฐสภาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาล ใจความตอนหนึ่งระบุว่า ตนมารับหน้าที่นี้เนื่องจากเกิดวิกฤตทางสื่อสารมวลชนในไทย เราทราบดีว่า บทบาทของสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยนำพาประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ และเราต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากปักโคลน ในภาวะที่ไม่มีประชาธิปไตย วันนี้ดูเหมือนเราลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคืออะไร ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาล และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาของต้นตอของวิกฤตการณ์ดังกล่าว

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมรัฐสภาถึงการแถลงนโยบายรัฐบาล ใจความตอนหนึ่งระบุว่า ตนมารับหน้าที่นี้เนื่องจากเกิดวิกฤตทางสื่อสารมวลชนในไทย เราทราบดีว่า บทบาทของสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยนำพาประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์ในครั้งนี้ และเราต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากปักโคลน ในภาวะที่ไม่มีประชาธิปไตย วันนี้ดูเหมือนเราลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคืออะไร ขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกับรัฐบาล และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาของต้นตอของวิกฤตการณ์ดังกล่าว

นายจักรภพ กล่าวต่อว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ของเครือข่ายสื่อมวลชนผู้จัดการ มีสื่อในมือ 4 ประเภทในขณะนั้น นั่นคือมีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี, เว็บไซต์ผู้จัดการ, วิทยุชุมชน 97.75 และนสพ.ผู้จัดการรายวัน เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในครั้งนั้นได้ใช้เครื่องมือทั้ง 4 ในการทำตัวประหนึ่งเป็นศูนย์ผลิตรายการ เนื้อหาสาระในทางที่ทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ

'ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา การแต่งกายของคุณสนธิด้วยสีเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล ตัวอักษรที่เขียนว่า 'จะสู้เพื่อในหลวง' เร้ากระแสเรื่องการทำบุญวัดพระแก้ว การใส่เครื่องหมายคำพูดกรณีตั้งพระสังฆราชซ้อน 2 องค์ ที่เป็นคำพูดคนอื่น ทั้งหมดถูกนำมาเสนออย่างต่อเนื่องทุกอย่างผ่านสื่อของนายสนธิ ที่พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนทุกหมู่เหล่ามาเป็นเครื่องมือในการกำจัดพ.ต.ท.ทักษิณทางการเมือง'นายจักรภพกล่าว

หลังจากนั้นนายจักรภพได้นำเอาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท มาอ่าน โดยนายจักรภพได้อ้างว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกนายสนธิ มีคำบรรยายถึงเหตุผล ที่ทำให้เห็นว่านายสนธิสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง และใช้สื่อเป็นเครื่องมือ พาสื่อเข้ารกเข้าพง ขณะที่สื่อดีๆ ก็มีอยู่ ที่ตนนำเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อจะบอกว่า ว่าเรื่องนี้คือสิ่งที่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของตนที่จะเข้ามาจัดระบบสื่อ ตนมีความประสงค์รับใช้ประเทศชาติด้วยการสร้างความสมดุลของข้อมูลข่าวสารโดยไม่ได้ตั้งใหม่ ซึ่งจะดูว่ากรมประชาสัมพันธ์หน้าที่คืออะไร บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ก็จะไปคุยผ่านคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่าจะทำหน้าที่อะไร

'แม้กระทั่งประเด็นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างกรณีสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องชี้แจงต่างหากว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ในจังหวะที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น นับตั้งแต่ไอทีวีกลายเป็นทีพีบีเอส ในหลายประเทศ หากมีอะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นเผด็จการ เขารื้อทิ้งทั้งระบบ แต่ผมได้นโยบายที่ต่างจากนั้น ทีพีบีเอสเป็นทีวีสาธารณะที่มีกฎหมายคุ้มครอง เป็นองค์กรอิสระ แต่สังคมก็มีสิทธิประเมินผลว่าทีพีบีเอสทำหน้าที่เต็มที่ของตนเองหรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงการเล่นเกมอาฆาตแค้น ของเธอมี ของฉันต้องมี ผมไม่ได้เตือนในแง่ที่จะส่งสัญญาณใดๆ แต่เตือนด้วยความปรารถนาดีว่า อย่าปิดประตูหน้าต่างจนกระทั่งตนเองก็ออกไม่ได้'นายจักรภพกล่าว นอกจากนี้นายจักรภพ ยังอภิปรายโจมตีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรณีจัดรายการทางคลื่น 105.0 ว่า แม้ตนจะชอบหรือจะชังรายการของนายเจิมศักดิ์อย่างไร แต่ถ้าไปถอดก็ถือว่าไม่ฉลาด เพราะทำให้ผู้ถูกถอดกลายเป็นฮีโร่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายจักรภพชี้แจงถึงตรงนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ห้ามผู้อภิปรายพูดจาไม่สุภาพ ใส่ร้ายป้ายสีหรือพูดพาดพิงบุคคลอื่น ตนจึงอยากประท้วงนายจักรภพเป็นอย่างยิ่ง ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้บอกว่า รัฐบาลทักษิณได้แทรกแซงสื่อ 2 ตอน

นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ประธานปล่อยให้รัฐมนตรีกล่าวหาคนอื่นกว่าครึ่งชั่วโมง และคิดว่าจะตักเตือนเพราะเป็นรัฐมนตรีมือใหม่ แต่ก็ยังนิ่งเงียบ และนายจักรภพก็เพิ่งจะถอดเครื่องแบบสื่อมาไม่กี่วัน วันนี้มาถลกหนังกัน ก็ไปทำข้างนอก

ขณะที่นาย พิเชษฐ พันธ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ กล่าวว่า ประธานพยายามห้ามคนข้างล่างกล่าวถึงบุคคลอื่น และห้ามเอาหนังสือมาอ่าน แต่กลับปล่อยให้ข้างบนเอาเอกสารที่ถูกผิดอย่างไรไม่รู้มากล่าวหาคนอื่น ดังนั้นควรจะห้ามปรามด้วยอย่าได้สองมาตรฐาน

แต่อย่างไรก็ตามนายยงยุทธก็ยังให้นายจักรภพชี้แจงต่อ จากนั้น นายจักรภพอภิปรายต่อว่า การกระทำใดๆ ต่อไปนี้ จะเต็มไปด้วยความเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อ เพราะตนรักอาชีพสื่อ และเคารพสื่อ แต่ในฐานะนี้ จะไม่ยอมให้ใครอ้างสิทธิเสรีภาพสื่อเพื่อทำร้ายประชาชนเป็นอันขาด

ขอขอบคุณ http://www.thaiinsider.info/

จาก hi-thaksin

หมอเลี๊ยบเชื่อไฮทักษิณตีเฉลิมไม่ก่อความขัดแย้ง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เชื่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลโจมตี ร.ต.อ. เฉลิม และนายวัน อยู่บำรุง บนเว็ปไฮทักษิณ ไม่สร้างความขัดแย้งในพรรค

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การกล่าวโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และการแต่งตั้ง นายวัน อยู่บำรุง เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของเว็ปไซต์ ไฮทักษิณ ว่า ไม่เกี่ยวกับพรรค และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลคงไม่สามารถสั่งปิดได้ แต่ยืนยันเรื่องนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งในพรรคอย่างแน่นอน