WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 22, 2008

นายกฯ พร้อมเยียวยา ขรก.ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายกรัฐมนตรี ประกาศพร้อมเยียวยาบรรดาข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการนายกพบสื่อ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ที่ทำงานอยู่ในวงราชการ ทั้งทหาร และจากส่วนราชการหลายแห่ง ว่า ได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการโยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้จะเยียวยาบรรดาข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสมควรแก่เหตุ โดยข้าราชการคนใดมีความรู้สึกว่าได้รับความเสียหาย สามารถมาแจ้งที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ห้ามเอกชนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่การปรับขึ้นราคาสินค้าต้องมีความเป็นธรรม เช่น ราคาข้าวแกง ต้นทุนเพิ่ม 50 บาท แต่แม่ค้ากลับขึ้นราคาจานละ 5บาท ขายวันละ 100 จาน ก็จะได้เงิน 500บาท ตนจึงเสนอนโยบายเศษสตางค์ เพราะเห็นว่าถ้าต้นทุนราคาข้าวแกงเพิ่ม 50 บาท ก็ควรเพิ่มราคาแค่จานละ 1 บาทเท่านั้น ก็จะทำให้แม่ค้าสามารถขายได้ ในราคาที่ไม่แพงนัก และก็เป็นธรรมกับผู้บริโภคด้วย ส่วนกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ผู้ผลิตชะลอปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เป็นการพูดเร็วเกินไป

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติภารกิจช่วงเช้า โดยมีเอกอัครราชทูต และนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าพบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการเข้าพบว่า ประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินงาน พร้อมอนุมัติในการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ประเทศไทย ในการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง

สนธิ ลิ้มทองกุล ลั่น ศาลสั่งจำคุก3ปี คือ 'มารผจญ'

ย้อนหลังกลับไปแกะนัยยะและความหมายที่อยู่ในคำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ที่ให้สัมภาษณ์กับ กานต์ จอมอินตา ผู้ประกาศข่าวเอเอสทีวี จะพบได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้น้อมรับคำพิพากษาด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากแต่น้อมรับด้วยความจำยอม ทั้งๆ ที่ในใจร่ำร้องคัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาครั้งนี้พราะยังเชื่อว่าตนทำถูกต้อง ยังประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน มากกว่าเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ ตามที่ศาลพิพากษา

สนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าสิ่งที่เขาประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่ศาลสั่งจำกคุก 3ปี เป็นวิบากกรรม และเป็นมารผจญ ซึ่งสมควรต้องพิจารณาอย่างยิ่งว่า คำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล มีนัยยะหรือสะท้อนความหายใดไปยังศาล และกระบวนการยุติธรรม ว่าคือ “มารผจญ” ใช่หรือไม่

อีกทั้งยัง กล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับที่ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เคยกล่าว และถูกศาลพิพากษาลงโทษ ฐานความผิดดูหมิ่นศาล มาแล้ว ด้วยคำพูดที่ไม่เชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมและสุจริตของศาล ว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ถูกวางแผนและดำเนินการมาแต่ต้นโดยเครือข่ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ถัดจากบรรทัดนี้ไป คือ คำสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ ที่ทำให้เราได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้เคารพคำพิพากษาของศาลที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย แม้แต่น้อย และความไม่เคารพนี้ได้ส่งทอดไปยังลิ่วล้อบริวารในสื่อเครือข่ายผู้จัดการ อย่างถ้วนหน้า ด้วย

...............

สนธิ - เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อมีคดีความก็อยากชนะ แต่ผมก็น้อมรับคำพิพากษา เพราะว่า ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า คำพิพากษาของศาลนั้นไม่เหมือนกัน บางองค์คณะพิพากษากรณีลักษณะเดียวกันแบบหนึ่ง อีกองค์คณะหนึ่งก็พิพากษาแบบหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจกับมันก็คือว่า เป็นเพียงแค่ศาลชั้นต้น ก็ยังคงมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาต่อไป เพราะผมเป็นคนที่พูดมาตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนที่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อผมไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผมก็ต้องอุทธรณ์ต่อไป

กานต์ - เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรม

สนธิ - ถูกต้อง ในทำนองเดียวกัน หลายคดีที่ผมชนะ ฝ่ายที่เขาแพ้ผม เขาก็อุทธรณ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผม แน่นอนทุกคนที่ขึ้นศาลก็อยากให้ตัวเองชนะ แต่ถ้าไม่ชนะก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน องค์ประกอบของการตัดสินคดีความแต่ละคดีความนั้นมีอยู่มากมาย เยอะแยะไปหมด อย่าให้ผมพูดออกไปเลย เอาเป็นว่า ในขั้นต้นนั้นจบแล้ว ส่วนในการที่จะมีข้ออ้างอิงอะไรนั้นก็รอการอุทธรณ์ก็แล้วกัน

กานต์ - คุณสนธิ ยืนยันที่จะยื่นอุทธรณ์

สนธิ - 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าไม่มีใครยอมแพ้หรอกครับ ทุกคนก็ต้องบอกว่า ตัวเองถูกต้อง แน่นอนที่สุด

กานต์ - ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังมีบางประเด็นที่ยังติดใจในคำพิพากษาของศาล

สนธิ - มีมากครับ มีมาก มีหลายประเด็น ผมจะไม่เอ่ยในที่นี้ก็แล้วกัน มีหลายประเด็น ซึ่งหลายๆ ประเด็นผู้ที่อยู่ในแวดวงกฎหมายก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่ว่า ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าผมน้อมรับคำพิพากษาก็แล้วกัน แต่ผมขอใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไป แล้วก็ ถ้าผมชนะอุทธรณ์ โจทก์เขาก็ต้องฎีกา ก็ไปตัดสินกันที่ศาลฎีกา ส่วนฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นไปตามอย่างนั้น ถ้าศาลฎีกาบอกผมต้องติดคุกผมก็ติด ผมไม่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอแล้วผมไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะผมเป็นคนเชื่อมั่นในระบบ

กานต์ - คนที่ทำผิดหรือคิดว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ควรกลับมาต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า

สนธิ - มันเป็นกรณีที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณทักษิณจริงๆ ไม่ควรจะไปหลบอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ใช้วิถีทางหลายๆ วิถีทางเพื่อก่อให้เกิดกระแส แล้วพรรคพวกตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะด้วยวิธีใดก็ตาม จะด้วยถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ผมไม่ขอออกความเห็น แล้วในที่สุดแล้ว ก็เอาพวกนี้เข้ามาปัดกวาด ทำให้ถนนหนทางมันไม่ขรุขระ เขาจะได้เดินกลับมาง่ายๆ

กานต์ - ไม่ถึงขั้นปูพรมแดง

สนธิ - ไม่ถึง เอาแค่ไม่ให้ขรุขระก็พอใจแล้ว อย่างเช่น ผมเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนเองก็ต้องการกุมตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทั้งหมดนั้นเกี่ยวพันกับคุณทักษิณหมดเลย

กานต์ - อย่างนี้ในแง่กำลังใจที่จะเดินต่อสู้บนถนนสายนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

สนธิ - ผมมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ผมเชื่อในคุณงามความดี ที่ดีมาตั้งแต่ต้น ดีไปตรงกลาง แล้วก็ดีให้ถึงที่สุด สังคมไทยวันนี้เป็นสังคมไทยน่าสงสาร แล้วก็ บางครั้งผมมานั่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหลังเลือกตั้ง ผมเห็นความโลภของคน ผมเห็นคนบางคนซึ่งเคยยืนอยู่ข้างประชาชน ต่อต้านคุณทักษิณ วันนี้ยกพรรคพวกเข้าไปอยู่กับคุณทักษิณ

กานต์ - เพียงไม่กี่วัน

สนธิ - เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง เพียงเพราะว่าตัวเองต้องการลาภ ต้องการอะไรก็ตามที่เข้ามา คนบางคนสู้คุณทักษิณก็เพราะว่าตัวเองนั้นถูกรังแกมาก่อน พอวันนี้รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้หมด ก็เสนอตัวเข้าไปร่วมกับคุณทักษิณ พูดในทำนองที่เรียกว่า คือผมเข้าใจการเมืองชอบพูดคำว่า ก่อนที่จะเลือกตั้งก็จะทะเลาะกัน ไม่รวมไม่ร่วม พอเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ตัวเองไม่มีข้อต่อรอง ตัวเองจะบอกว่า ร่วมกับพรรคไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วสังคมไทย อุดมการณ์ทางการเมืองมันไม่รู้อยู่ที่ไหน ส่วนผมนั้น อุดมการณ์ของการเป็นคนดีแล้วต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองนั้น จากวันแรกที่ผมตัดสินใจเดินมา ผมเสียสละแล้วหมดทุกอย่าง ผมเอาธรรมนำหน้า ผมบอกกับตัวผมเองว่า คุณกานต์คงจำได้ว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง มันมีนัยที่ลึกซึ้งมาก คือว่า ผมมองว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ทุกอย่างไม่แน่นอน ทุกอย่างเป็นทุกข์หมด พอจบไปแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง ก็คือว่า เมื่อตัดสินใจทำงานให้ชาติบ้านเมืองแล้ว ต้องยอมเสียสละหมดทุกอย่าง ถึงแม้จะต้องถึงแก่ชีวิตก็ต้องยอม ถึงแม้ว่าจะหมดทรัพย์สมบัติไปก็ต้องยอม เพราะว่าเรามีศรัทธาในสิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เราทำด้วยความถูกต้อง บางครั้งการกระทำของเรานั้น เราต้องเจอวิบากกรรม อย่างในขณะนี้ต้องถือเป็นวิบากกรรม

กานต์ - เป็นมารผจญ

สนธิ - มารผจญ แม้กระทั่งการที่ผมไปบวชคราวที่แล้วก็ยังมีมารมาผจญ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องไม่สติแตก เราต้องสติมั่นคง อยู่กับตัวเราเอง อันหนึ่งซึ่งผมอยากจะเรียนให้คุณกานต์ทราบนิดหนึ่งว่า ในขณะนี้สังคมไทยของปลอมเยอะ เยอะมาก หลายๆ คนที่เข้ามาร่วมกระบวนการกับเราตั้งแต่ต้น วันนี้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว จำนวนคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เหมือนเดิม น้อยลง คนที่มาเอาประโยชน์กับเราได้ไปเยอะ หลายๆ คน คมช. ก็ได้ประโยชน์ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ ขึ้นมาก็เพราะว่าพวกเราเป็นคนทำ

กานต์ - หลายๆ คน รัฐมนตรีหลายคนมาจากเรา

สนธิ - มาจากเราทั้งนั้น แต่คนพวกนี้เข้ามาร่วมพวกเราเพียงเพราะเห็นว่าเรามีกำลังจะโค่นคุณทักษิณได้ พอเราโค่นคุณทักษิณเสร็จเขาก็มาฉกฉวยผลประโยชน์ที่เขาต้องการจะได้ตั้งแต่ต้นเอาไป ที่เราพูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราเห็นว่าเราไม่ได้มีประโยชน์อะไรแล้วเราก็มาทำตัวเป็นองุ่นเปรี้ยว ไม่ใช่ ที่เราพูดเช่นนี้เราต้องการชี้ให้พี่น้องและประชาชนเห็นสัจธรรมของชีวิต โชคดีอย่างหนึ่งที่ อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน แล้วผมยัง

กานต์ - เป็นสิ่งสำคัญ

สนธิ - สำคัญมากคุณกานต์ คนเราตอนนี้ มีคนถามผมวันนี้ว่าผมจะท้อใจไหมในการต่อสู้ต่อไป ผมไม่ท้อหรอก ผมเป็นนักรบคุณกานต์ เมื่อผมเป็นนักรบ อย่ามาเรียกผมขุนพลแล้วกัน ผมไม่ใช่เป็นขุนพลของใคร ผมเป็นนักรบ ผมรบในสิ่งที่ผมเชื่อ และศรัทธา คือสัจธรรมแห่งคุณงามความดี ผมเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อผมเชื่อในเรื่องนี้ ถ้าผมจำเป็นต้องบาดเจ็บ บางครั้งบาดเจ็บเล็กน้อย บางครั้งบาดเจ็บสาหัส ผมก็ต้องทน คุณกานต์ ผมเคยโดนคดีหนึ่งที่คุณภูมิธรรม เวชชยชัย ฟ้องผม แล้วท่านผู้พิพากษาท่านพิพากษาจำคุกผม 2 ปี 1 กรรม 1 กรรม 2 ปี ไม่มีรอลงอาญา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการศาลในเมืองไทย ไม่เคยมีมาก่อน ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ตกตะลึง และงงไปหมด เกิดอะไรขึ้น เพราะธรรมดา 1 กรรม จะจำคุก 1 ปีแล้วให้รอลงอาญา หรือบางครั้ง อย่างกรณีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคดีหมิ่นประมาท ศาลจำคุก 6 เดือน ให้รอลงอาญา แต่ถ้าเป็นผู้จัดการแล้วจะไม่มีรอลงอาญา

กานต์ - จำคุกเลย

สนธิ - หรือตัวผม ซึ่งผมไม่ได้มาตัดพ้อต่อว่า ผมกำลังเล่าให้คุณกานต์ฟังว่า คนเราถ้าอดทนต้องอดทนให้ถึงที่สุด พูดง่ายๆ ว่า ถ้าบาดเจ็บสาหัสแล้วอย่าร้อง ร้องไม่ได้คุณกานต์ ไม่มีสิทธิร้อง ที่ไม่มีสิทธิร้องก็เพราะว่า เรามีความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เหมือนเราเชื่อในพระพุทธเจ้า เราเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน เราจะบอกตัวเราเองว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรม หรือตอนที่เราสู้กับคุณทักษิณ เราก็พูดตลอดเวลาว่า ไม่มีใครที่หนีกรรมได้พ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อเรามีความเชื่อ มีศรัทธาแล้ว อย่าไปหวั่นไหวกับมัน บาดเจ็บสาหัสแน่นอน วันนี้คนเยอะเลยลืมไปหมดแล้วว่าผมเคยสู้อะไรมาบ้าง

กานต์ - ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปไม่ถึง ปีกว่าๆ เท่านั้น

สนธิ - ถูกต้อง วันนี้ผมเดินขึ้นศาล ผมโดนพิพากษาอย่างนี้ คนก็เฉยๆ แต่เขาไม่รู้ เขาไม่ได้หยุดคิดเลยว่า สิ่งซึ่งผมโดนวันนี้คือสิ่งซึ่งผมสู้ในอดีต เพื่อให้พวกเขาได้มีวันนี้กัน

กานต์ - นี่คือสิ่งที่คุณสนธิต้องการจะบอก

สนธิ - ผมก็ไม่เชิงต้องการบอก ผมต้องการเล่าให้ฟังว่า คนเรา คือผมมี 2 ความคิด ความคิดหนึ่ง ผมยอมรับ คนเราขี้ลืม

กานต์ - โดยเฉพาะคนไทย

สนธิ - โดยเฉพาะคนไทย ผมว่าชาติอื่นขี้ลืมเหมือนกัน แต่ว่า อีกมิติหนึ่งผมกำลังจะบอกว่า ถึงเขาจะขี้ลืม ผมควรหรือไม่ลืมไปตามเขา เพราะวันนี้ถ้าผมไปคุยกับคุณทักษิณ ชินวัตร ในทำนองว่ามาร่วมมือกันทำอะไรก็ได้แล้วลืมความหลังครั้งเก่าๆ ผมก็เสียแล้ว ผมเสียศรัทธาคนที่จะมารุมด่าผม แต่ในขณะเดียวกัน ที่ผมมารับเคราะห์รับกรรมเพราะคุณทักษิณอย่างนี้ คนเขาจำไม่ได้ว่าผมเคยทำอะไรมา เพราะฉะนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องที่ เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลจริงๆ ที่เอามาเป็นตัวอย่างให้ทุกๆ คนทำตามคงไม่ได้ ผมคงไม่มีสิทธิที่จะไปหวังว่าทุกคนคงจะคิดเหมือนผม ทำเหมือนผม แต่ผมมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและศรัทธา และผมต้องไม่เปลี่ยนแปลงในจุดยืนของผม เพราะอันนี้สำคัญที่สุด เพราะอันนี้คือคุณค่าของความเป็นคน และที่สำคัญ คุณค่าของความเป็นคนที่ต้องการทำความดี ไม่ใช่แค่พูดแต่ปาก โดนแล้วก็ไม่บ่น มีใครบ้าง มีใครเจออย่างผมบ้าง วันนี้ผมโดนไป 3 ปี ไม่รอลงอาญาเลย ผมรู้สึกเฉยๆ นี่พูดด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะผมเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว

กานต์ - เข้าใจในสัจธรรม

สนธิ - ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คุณกานต์ ทุกคดีที่เขาฟ้องผมตอนนี้ คุณกานต์รู้ไหมเขายื่นฟ้องผมตอนที่เขามีอำนาจ คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วให้ลูกน้องมาฟ้องผม การที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วทะเลาะกับผมตอนนั้น หาเรื่องผมตอนนั้น เขาบริหารระบบทั้งระบบใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในระบบแต่ละระบบจะเกรงใจเขา

กานต์ - จะเป็นไปตามประตู ตามทาง

สนธิ - ประตู ตามทางที่เขาวางเอาไว้ ผมก็ต้องไม่บ่น ไปดูได้ ยอมรับ ไปดูได้เลยทุกคดี ไปดูได้เลย ทุกคดี คุณทักษิณดำเนินคดีกับผมในช่วงที่คุณทักษิณมีอำนาจเต็มๆ เลย เพราะฉะนั้นแล้วมันต้องยอมไป ก็เพียงแต่หวังว่า ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ท่านจะมีเมตตา ท่านจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมสู้มา แล้วสิ่งที่ผมต่อสู้มาแล้วไม่ได้รับการหยิบยกมาพิจารณานั้น ท่านอาจจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็ได้ แต่ว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบคุณกานต์ ผมน้อมรับคำพิพากษาทุกประการ เป็นเพียงแต่ว่า ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วย และผมขออนุญาตใช้สิทธิของผมในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป

กานต์ - คำพูดที่เราทุกคนชาวพันธมิตรฯ ใส่เสื้อ เราจะสู้เพื่อในหลวง อันนี้คือหลักการใหญ่ อุดมการณ์ใหญ่ที่คุณสนธิบอกว่า นี่คือสิ่งซึ่งทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

สนธิ - ถูกต้องครับ แล้วผมยังยืนยันอยู่ทุกวันนี้ แล้วในบางครั้งหลายคนน้อยอกน้อยใจแทนผม บอกคุณสนธิคุณจะสู้ไปทำไม คุณสู้ไปแล้วคุณได้อะไร คุณได้แต่คดีความบ้าๆ บอๆ มา คนอื่นเขาไปตักตวงผลประโยชน์ มีความสุขกันหมดทุกคน ผมบอก อย่าไปคิดอย่างนั้นซิ ดีต้องดีให้ตลอด แล้วดีต้องดีให้ตลอดจริงๆ นะ อย่าไปดีแล้วแอบชั่วแล้วสร้างภาพว่ายังดีอยู่ มีอยู่หลายคนตอนนี้ ดีแล้วแอบชั่ว แล้วสร้างภาพให้ตัวเอง ให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเองยังดีอยู่ ดีต้องดีทั้งเปิดเผยและลับหลัง

กานต์ - นี่คือสิ่งที่ คุณสนธิยึดหลักการนี้แล้วทำมาโดยตลอด

สนธิ - ถูกต้องครับ แล้วผมยังทำอยู่ต่อไป บทบาทหน้าที่ผมคงไม่ถดถอยออกไป เป็นเพียงแต่ว่าผมอาจจะเปลี่ยนทิศทางใหม่

กานต์ - เสียกำลังใจ

สนธิ - ไม่เสีย ไม่เสีย ผมกลับมองในมุมกลับว่าทำให้ผมมีกำลังใจมากกว่าเก่า

กานต์ - แรงฮึด

สนธิ - มันไม่ใช่แรงฮึดอย่างเดียวคุณกานต์ ผมมีความรู้สึกว่า ผมต้องทำอะไรแล้วมันได้ผลแน่นอน เขาถึงต้องมาเล่นงานผมอีก คือ วัตถุประสงค์ทั้งหมดต้องการจะปิดปากผมนะ ไม่ให้ผม

กานต์ - ถ้าคุณสนธิไม่อยู่สักคนหนึ่งทุกอย่าง

สนธิ - ถ้าผมไม่อยู่ ถ้าผมไม่อยู่เสียคนหนึ่งทุกอย่างราบรื่นหมด แล้วเขาเคยพูดมาตลอดเวลา เขาพูดตลอดเวลา เขาบอกทหารเขาก็ซื้อได้ นักการเมืองเขาซื้อได้ ข้าราชการแน่นอน เขามีอำนาจทุกคนยอมเขาหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน เขาบอกเหลืออยู่คนเดียวที่มันไม่ยอมผม ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล

กานต์ - สุดท้ายครับคุณสนธิ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นอกจากระบวนการทางยุติธรรมที่เราต้องดำเนินต่อสู้ต่อแล้ว กระบวนการทางจิตใจ ร่างกาย หลายคนเป็นห่วงกลับคุณสนธิจะถอดใจ

สนธิ - ผมคงไม่ถอดใจหรอกครับ มันไม่คง ผมไม่ถอดใจแน่นอน แต่สิ่งที่ผมจะทำในที่สุดคือ ผมยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ปีใหม่ 2551 บทบาทผมจะเปลี่ยนไป ผมกำลังจะชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ฟังเรื่องที่ผมพูด แล้วถ้าหลายคนเห็นด้วยให้เข้ามาร่วมกระบวนการกับผม ผมคิดว่าเราจะเริ่มประมาณต้นปี คงจะได้เห็นกันครับ ขอบคุณมากครับคุณกานต์

คลิกอ่านบทความ อย่าด้อยค่าคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย

ประดาบ

จาก hi-thaksin

อย่าด้อยค่าคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย

ค่ำวานนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องจัดระบบสื่อของรัฐ ว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีดังเช่นที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สื่อในเครือข่ายผู้จัดการ ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เอเอสทีวี วิทยุ 97.75 และ เวปไซต์ Manager สร้างความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ด้วยการให้สื่อของรัฐเป็นผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และสร้างดุลความจริง สร้างสมดุลของข้อมูลข่าวสารในสังคม ไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้สื่อเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมือง แย่งชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ จักรภพ เพ็ญแข พูดไปในสภาฯ เมื่อวานนี้ ทำให้เห็นภาพชัดมากว่า สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการก่อวิกฤตขึ้นในชาติ และนำประชาชนไปสู่ห้วงเหวแห่งหาย นะ ได้อย่างไร

สื่อไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนอความจริง และ แสดงความคิดเห็นที่เพียบพร้อมด้วยเหตุและผล หากแต่ชี้นำประชาชนให้หลงเชื่อ โดยมี “เป้าหมาย” อยู่ในใจ ว่าจะนำประชาชนไปในทิศทางใด และ นำเสนอความคิดเห็นที่มากด้วยอคติ จนเรียกได้ว่ามีเจตนาร้ายอย่างเปิดเผย

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้นำสังคมให้หลงผิด หลงเชื่อ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว กลัวที่จะเดินในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม แต่กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมาย และท้าทายรัฐธรรมนูญ

สื่อของรัฐ จำนวนมาก ทั้งในสังกัด กรมประชาสัมพันธ์ และ อ.ส.ม.ท. ตลอดจน วิทยุทหาร และตำรวจ ในเครือข่ายของสี่เหล่าทัพ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ก็ช่วยกันโฆษณาเผยแพร่ความเท็จ และถ้อยคำปลุกระดม ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่กลั่นกรอง อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม และโหมกระพือให้ความเท็จแพร่กระจายครอบงำไปทั่วทั้งสังคมไทย และกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สังคม ไทยกลายเป็นสังคมอกแตก ขัดแย้งกันในทุกชุมชนและทุกชนชั้น ดังเช่นที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้

คำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่ตัดสินลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และลงโทษจำคุก ขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิกาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 1 ปี ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ และความสามัคคีของคนในชาตไว้ดังนี้

“..พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 (สนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ (ทักษิณ ชินวัตร) เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1..”

การที่ศาลชี้ให้เห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ พฤติ การณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง จึงต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล และคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาของสังคมไทยหรือไม่ และ สื่อในเครือผู้จัดการ ทั้ง 4 ชนิดดังที่ จักรภพ เพ็ญแข นำมากล่าวอ้าง ว่าเป็นสื่อที่ทำให้สังคมขาดดุลความจริง เป็นสื่อที่ประชาชนควรจะนับเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอีกหรือไม่

ความเที่ยงตรง ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ของสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือผู้จัดการ มีหรือไม่ ย่อมจะพิสูจน์ได้จากคำพิพากษาของศาล อยู่แล้ว

แน่นอนว่า การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ย่อมจะสร้างความไม่พอใจให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล และลิ่วล้อบริวาร ที่ยังคงทำหน้าที่ผลิตข้อมูลข่าวเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อกันอย่างขันแข็ง และเผยแพร่ผ่านสื่อ 4 ชนิดที่มีอยู่ในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย จึงทำให้รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ออกอากาศทางเอเอาทีวี เมื่อคืนวานนี้ ต้องเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างฉับพลันทันด่วน เพื่อตอบโต้การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข แบบลุกลี้ลุกลน และประกาศขึ้นบัญชีดำ จักรภพ เพ็ญแข เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของ สื่อเครือผู้จัดการ ผ่านปากของปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ และ สโรชา พรอุดมศักดิ์ สองศิษย์เอกของสนธิ ลิ้มทองกุล

ไม่น่าแปลกใจที่ ลิ่วล้อบริวารของ สนธิ ลิ้มทองกุล จะต้องออกมาโต้แทน เถียงแทน ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งที่ถูกกรีดซ้ำย้ำลงบนแผลเดิม ที่ประมุขแห่งเครือผู้จัดการ เพิ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกมาหมาดๆ แถมยังถูกตอกย้ำว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นอัน ตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ และไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่บรรดาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข หวังจะปิดปากเพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ให้ถูกแฉประจานพฤติการณ์ชั่วร้ายที่ศาลพิพาก ษาแล้ว ให้ประชาชนที่เฝ้าชมการประชุมรัฐสภา ได้ยินได้ฟัง นี่สิ น่าประหลาดใจว่า ส.ส.เหล่านั้นกระทำไปในฐานะใด ระหว่างส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย หรือ องครักษิพิทักษ์สนธิ ลิ้มทองกุล หรือว่าระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ สนธิ ลิ้มทองกุล มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกันลึกซึ้งเป็นพิเศษ จึงต้องปกป้องกันออกนอกหน้า และแตะต้องไม่ได้เช่นนี้

อาการของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลนลานขานชื่อบอกสังกัด เพื่อประท้วงตัดการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ทำให้อดนึกถึงภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำกระเช้าดอกไม้ไปให้กำลังใจ สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งก่อนเคลื่อนพลนำม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร และหลังการรัฐประหาร ด้วยความนอบน้อมพินอบพิเทาอย่างยิ่ง ไม่ได้

มิพักต้องแปลกใจ หากผมจะนึกถึง อลงกรณ์ พลบุตร เกียรติ สิทธิอมร กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ บุญยอด สุขถิ่นไทย ประพันธุ์ คูณมี สำราญ รอดเพชร ที่ขึ้นลงเวทีพันธมิตร เป็นตลกหน้าม่านบนเวทีพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ก่อนที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะขึ้นปลุกระดมมวลชน เป็นประจำทุกค่ำคืน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ยืนคุมเบี้ยเลี้ยงและเสบียงกรัง อยู่หลังเวทีพันธมิตร ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า เรื่อยมาจนถึงท้องสนามหลวง และมี อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. จัดหาเจ้าหน้าที่เทศกิจ และพนักงานรักษาความสะอาด กทม. มาเป็นหน้าม้าหน้าเวที และรถสุขามาให้บริการทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาต่อเนื่องกันเกือบ 2 ปี ตั้งแต่สวนลุมพินี มาถึง ราชดำเนิน และท้องสนามหลวง

ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่เดินเข้าออกสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี บ่อยและถี่เท่ากับที่เข้าออกที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่ยอมรับกันตรงๆ แต่ก็ไม่มีอะไรน่างุนงง หากจะตอบกันแบบฟันธงว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ยินดีพลีกายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ และเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกระดมมวลชน ให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล ไปเสียแล้ว และนานแล้วด้วย กระทั่งวันนี้ก็ยังหลงเชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล หัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น เราจึงได้เห็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง เพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งกว่าปกป้อง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกพาดพิง ในการปะทะคารมเรื่อง 6 ตุลาคม 2519 เสียอีก

ย้อนกลับมาที่อาการลุกลี้ลุกลนของลิ่วล้อมบริวาร หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาว ที่ออกมาตอบโต้จักรภพ เพ็ญแข ผ่านรายการยามเผาแผ่นดิน ทางเอเอสทีวี เมื่อวานนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนเสี่ยงชีวิตเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเข้าปกป้องประมุขสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างถวายหัวจริงๆ

“คุณจักรภพ ตัดสินใจหยิบยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคุณสนธิไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น และทำการอุทธรณ์ต่อในชั้นกระบวนการยุติธรรม และก็หยิบเหตุนั้นซึ่งในคดีความยังไม่สิ้นสุดมาพูด และมาอ่านให้ฟัง”

เป็นถ้อยคำของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ นั่งพยักหน้าหงึกๆ เป็นขุนพลอยพยักรับลูก พร้อมกับเบิ่งตาโตให้ดูน่าตื่นเต้น

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พยายามจะอธิบายให้เข้าใจว่า จักรภพ เพ็ญแข เล่นไม่แฟร์ ที่นำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มาอ่านในที่ประชุมรัฐสภา ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งๆ ที่คำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา และ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น เหมือนกับจะบอกว่าศาลพิพากษาไม่เป็นธรรม ยังมีโอกาสที่คดีนี้อาจจะพลิกก็ได้

“นายแน่มาก”

เพื่อจะปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องคำพิพากษาของศาล ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ด้วยความผิดมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงกับใช้ถ้อยคำวาทกรรมที่เป็นด้อยค่าคำพิพากษาของศาล ให้ประชาชนรู้สึกคล้อยตามว่า อาจจะเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรนำมากล่าวอ้างได้

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คงกระสันจะไปใช้ชีวิตในคุกเสียเต็มประดา

ต้องไม่ลืมว่า คำพิพากษาจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยเหตุว่าเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงนั้น เป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปร มาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้จะเป็นศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นศาลสถิตยุติธรรมที่พิจารณาอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรมภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ศาลสถิตยุติธรรม ที่พิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นศาลจริง ไม่ใช่ศาลปลอม หรือ ศาลลวงโลก ที่เป็นเพียงแค่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่แอบอ้างว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ตามแผนการของคณะรัฐประหาร

เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ฟังก็รู้ ดูก็เห็น ว่าต้องการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือคำพิพากษาของศาล จึงบอกว่าเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น และยังบอกด้วยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็แปลว่าไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล

เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นเจตนาหมิ่นศาลอย่างชัดเจน เป็นการด้อยค่า ดูถูกดูแคลนคำพิพากษาของศาล ด้วยเหตุที่ว่าเป็นเพียงศาลชั้นต้น เท่านั้น

เมื่อเทียบกับกรณี ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ ธนา เบญจาธิกุล ที่ศาลลงโทษในฐานความผิดดูหมิ่นศาลไปแล้วนั้น พฤติกรรมของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดูจะหนักหนากว่าหลาย เท่าตัว

หากศาลมัวแต่นั่งดูนั่งฟัง แล้วไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวต่อคำพูดที่ด้อยค่าดูแคลนคำพิพากษาของศาลเช่นนี้ ต่อไปคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จะมีความศักดิ์สิทธิและได้รับความเคารพจากประชาชน ได้อย่างไร

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พูดราวกับว่าศาลชั้นต้น พิพากษาตัดสินคดีแบบง่ายๆ จึงควรจะรอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินก่อน หรือรอให้คดีถึงที่สุดในศาลฎีกา ก่อน แล้วจึงค่อยมาชี้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด

เพียงแค่ศาลชั้นต้นตัดสิน จักรภพ เพ็ญแข จึงไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไปกล่าวอ้างได้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด อย่างนั้นหรือ ?

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ควรจะต้องไปศึกษาหาความรู้จากผู้พิพากษาทั้งหลาย จะดีไหม ก่อนจะพูดจาแสดงอาการหมิ่นหยามคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธย เช่นนี้

อาการของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในป้อมค่ายผู้จัดการ มิได้เกรงกลัวต่ออำนาจศาล มิได้ยอมรับต่อกระบวนการยุติธรรม และยังเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง พวกพ้อง และ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง มิได้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย มิได้แอบอ้างพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองแห่งตนเอง มิได้กล่าวความเท็จ มิได้เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ดังที่ศาลพิพากษา

ทั้งยังเห็นตรงกันข้ามกับศาล โดยเห็นว่าตนและพวกพ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้กระทำการต่างๆ ด้วยความสุจริต มุ่งหมายประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน เป็นผู้จรรโลงสังคม ให้เป็นสังคมคุณธรรม เป็นสังคมสมานฉันท์ มิได้ทำให้สังคมแตกแยก และเป็นภัยต่อสังคมดังที่ศาลพิพากษา แม้แต่น้อย

ตรวจสอบจากอาการที่พบเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่า จักรภพ เพ็ญแข จะช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว กับการจัดระบบสื่อของรัฐ ไม่ให้ตกเป็นทาสความคิด ผูกติดปัญญาไว้กับปลายลิ้นของสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป

นอกจากจัดระบบสื่อของรัฐ ให้ตัดขาดจากการเป็นสื่อเครือข่าย ขยายความคิดแก่สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว ยังต้องใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทานข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จเข้าครอบงำสมองและจิตใจ ให้แก่ประชาชน ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องกล้าดำเนินการสื่อเอกชน ที่ละเมิดกฎหมาย อย่างจริงจังและเด็ดขาด แม้ว่าสื่อเอกชน จะไม่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ ที่จะมีอำนาจเหนือกฎหมาย และทำร้ายประชาชนผู้สุจริต เช่นในอดีตที่ผ่านมา

หากไม่สามารถตัดตอนการเผยแพร่ความเท็จ และข้อความปลุกระดมมวลชน ของสื่อเครือผู้จัดการ ดังเช่นเมื่อวิกฤติครั้งที่แล้ว คราวนี้ก็เห็นทีจะต้องตัดลิ้น สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร เพื่อเป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศไทย ก่อนที่จะเกิดวิกฤตใหญ่ครั้งที่สองขึ้น มา ในเวลาไม่ช้านานจากนี้ไป

คลิกอ่านบทความ สนธิ ลิ้มทองกุล ลั่น ศาลสั่งจำคุก3ปี คือ 'มารผจญ'

ประดาบ

จาก hi-thaksin

สุวิทย์รับชนสวัสดิ์ลาออกจริงชี้เป็นเรื่องน่าชมเชย

สุวิทย์ คุณกิตติ ยอมรับนายชนม์สวัสดิ์ ขอสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งผช.เลขาฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจริง เพื่อต้องการให้สังคมหมดของสงสัยในเรื่องต่างๆ ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง


นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวยอมรับว่า นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ขอสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจริง เพื่อต้องการให้สังคมหมดของสงสัยในเรื่องต่างๆ ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง

"ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ในฐานะที่คุณชนม์สวัสดิ์ จะเข้ามาทำหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรี เมื่อแสดงสปิริตอย่างนี้ ต้องถือเป็นเรื่องที่น่าชมเชย หลังจากที่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว สังคมก็ควรจะให้การต้อนรับด้วย" นายสุวิทย์ กล่าว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายชนม์สวัสดิ์ จะส่งผลกระทบไปถึงนายวัน อยู่บำรุง ซึ่งเดินทางไปทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า การลาของนายชนม์สวัสดิ์ถือเป็นการตัดสินใจส่วนตัวตนคงไม่ไปก้าวก่ายการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองของท่านอื่น อย่างไรก็ตาม คงจะมีการหารือกับนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทนนายชนสวัสดิ์ต่อไป


แผลใหม่ [22 ก.พ. 51 - 18:39]

เรื่องราวของเหตุการณ์ วันมหาวิปโยค 6 ตุลา ขยายวงเป็น 14 ตุลา ขยายวงเป็นพฤษภาทมิฬ ไม่ว่าจะย้อนหลังไปสู่เหตุการณ์ในอดีตหรือที่ขุดคุ้ยประวัติศาสตร์ ที่คนไทยต้องมาห้ำหั่นกันเอง พูดได้ว่า เกิดจาก น้ำผึ้งหยดเดียว ทั้งนั้น

และถ้ามองให้เห็นถึงแก่นแท้ของปัญหา ต้นตอของวิกฤติทุกครั้ง ต้องตั้งคำถามว่า การเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ผมเชื่อว่า ลำพังคนไทยด้วยกันน่าจะคุยกันรู้เรื่อง ยกเว้นแต่จะมีคนตอกลิ่ม

การเมืองจะชั่วจะเลวแค่ไหนผมไม่รู้ แต่ถึงขนาดใช้มนุษย์เป็นเหยื่อ ให้ซากของมนุษย์ปีนป่ายขึ้นมาเพื่อให้บรรลุถึง อำนาจวาสนา ผมบอกตรงๆว่ารับไม่ได้

จะเล่นการเมืองอย่างไรก็เล่นกันไปเถอะ จะทำเป็นตัวตลกของสังคมให้ชาวบ้านเอาไปนินทาหรือล้อเลียน ก็เป็นอีกเรื่อง แต่อนาคตของประเทศชาติและประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

อย่าลืมว่าในวิกฤติแต่ละครั้งจะแบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือ ผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้แพ้กลายเป็นกบฏ กลายเป็นสีดำของสังคม ผู้ชนะก็เป็นพระเอกเป็นฮีโร่ ได้รับการยกย่อง แล้วอะไรคือความถูกต้อง

แต่ที่ไม่เคยชนะเลยมีแต่แพ้ตลอดกาลก็คือ ประชาชน ตายไปไม่รู้กี่ศพ กับวิกฤติการเมืองแต่ละครั้ง โล่ก็ไม่มีให้ อนุสาวรีย์ก็ไม่เคยปรากฏ

ตกเป็นเหยื่อของการแย่งชิงอำนาจทั้งปีทั้งชาติ

แม้แต่ วิกฤติการเมืองที่เพิ่งจะผ่านมา นี่ก็เถอะ คนที่ประกาศจะร่วมสุขร่วมทุกข์กับประชาชนที่ท้องสนามหลวง บัดนี้เขาเหล่านั้นก็มีความสุขจริงๆกับลาภยศสรรเสริญที่ได้รับ

ประชาชนที่นั่งอยู่ข้างล่างเวที ก็ยังต้องหาข้าวสารกรอกหม้อ เหมือนเดิม เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ ไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยมาแล้ว ที่ประชาชนเป็นเหยื่อล่อ เป็นตัวประกัน เป็นทุกอย่างที่การเมืองอยากให้เป็น

มาวันนี้ เกมชิงอำนาจยกใหม่ กำลังจะดึงเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นชนวนอีกแล้ว คิดจะขุดซากศพวีรชนมาเป็นเกมทำลายล้างกันทางการเมือง มันน่าอับอายที่สุด

แล้วที่มันน่าอายไปกว่านั้นก็คือการนำเรื่องในอดีตที่ คนไทย ต้องเข่นฆ่ากันเอง มาตอกย้ำความเจ็บปวดของผู้ที่สูญเสียและตอกย้ำถึงความถดถอยในสายตาชาวโลก

จะชำระสะสางประวัติศาสตร์อะไรกัน ก็ขอให้เป็นแค่ประวัติศาสตร์ อย่าได้นำประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่ผมไม่เข้าใจอย่างมากก็คือ นายกฯสมัคร สุนทรเวช หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับสื่อมวลชนต่างประเทศทำไม

แล้วผมอยากจะแกล้งไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสมัยที่ คุณสมัครมาเป็นนายกฯ การเมืองเผลอเปิดช่องเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น

ฝ่ายที่จ้องอยู่แล้วได้จังหวะตั้งแต่ยกแรก เปิดแผลขุดอดีตที่เจ็บปวด จับจุดอ่อน รุกฆาตทันที บวกกับความขี้เหร่ บวกกับคลื่นใต้น้ำจากพวกเดียวกัน บวกกับคดีความที่ยังคาราคาซัง

กลัวว่าจะพาประเทศวอดวายไปด้วย.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ข่าวใหญ่เดือนมีนาคม [22 ก.พ. 51 - 03:27]

ทำในสิ่งที่พึงทำ เว้นในสิ่งที่พึงเว้น รู้จักตัดสินใจให้เข้ากับสถานการณ์”

หากเป็นไปตามคติของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยกขึ้นมาเป็นธรรมะประจำใจในวันมาฆบูชา

ดูท่าว่า “มือที่มองไม่เห็น” จะไม่ใช่สิ่งที่พึงเว้นสำหรับนายกรัฐมนตรี

เพราะล่าสุด “ลุงหมัก” ก็ยังเดินหน้าไล่ล่า ล่าสุดยืนยันว่าได้เค้าแล้ว เอ่ยชื่อมาก็รู้จัก แต่ต้องดำเนินการตามกรรมวิธี

ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทำ

ประเมินกันในชั้นนี้ “มือที่มองไม่เห็น” น่าจะเป็นแค่ระดับเครือข่ายซึ่งอยู่ในวิสัยที่อำนาจรัฐจะล้างบางได้ เพราะ “ลุงหมัก” เองก็บอกปัดแล้วว่า อย่าโยงไกลไปถึง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”

“ไม่ต้องถึงกับลงโทษ เพียงแต่ไม่ให้เขามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง” จากสัญญาณของนายกรัฐมนตรี เบื้องต้นจับตาให้ดีๆ เป้าของนายสมัครน่าจะพุ่งไปที่เครือข่ายของคณะยึดอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในตำแหน่งหลักๆ ยังมีอิทธิฤทธิ์ให้คุณให้โทษกับพรรคพลังประชาชนได้

ข้าราชการระดับสูงคนไหนจะโดนเด้งให้ฮือฮา “บิ๊ก” คนไหนจะโดนย้ายฟ้าผ่า

น่าจะได้คำตอบเร็วๆนี้

และในขณะที่ “ลุงหมัก” กำลังเปิดยุทธการไล่ล่า “มือที่มองไม่เห็น” ที่อ้างกันว่ามีเป้าหมายพยายามล้มพรรคพลังประชาชน จนป่านนี้ก็ยังพยายามล้มอยู่

มันก็โรมรันพันตูไปถึงชะตาของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กำลังลุ้นระทึก ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลื่อนวันลงมติคดีทุจริตเลือกตั้งจังหวัดเชียงราย ไปฟันธงกันในวันที่ 26 กุมภาพันธ์

หลังจากมีสัญญาณแว่วๆ จงใจปล่อยให้หลุดออกมาจากคณะอนุกรรมการ กกต.สรุปว่าคดีมีมูล เสนอ กกต.ใหญ่แจกใบแดงให้นายยงยุทธ

จุดพลุให้แตกตื่น

และก็เป็นอะไรที่สะท้อนถึงเกมประลองกำลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อ “เจ๊สด” นาง สดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาโวยวาย ไล่บี้หาต้นตอคนปล่อยข่าว ตั้งท่าสอบไอ้โม่งในคณะอนุกรรมการฐานจงใจกดดัน กกต.ใหญ่

หักเหลี่ยมเฉือนคมกันเอง

ย้อนมาตรงนี้มันก็ยิ่งน่าสนใจกับคำถามของนักข่าวที่ว่า มือที่มองไม่เห็นจะเข้าครอบงำการทำงานของ กกต. “ลุงหมัก” รีบแสดงอาการปกป้องอย่างออกหน้าออกตา

“ไม่เลย ผมเป็นคนที่ป้องกัน กกต.ที่สุด เป็นคณะกรรมการที่ผมแน่ใจ การทำงานเรียบร้อย ควบคุมการเลือกตั้ง ผู้คนชมเชย ซึ่งผมยังถูกสอบอยู่ ไม่มีอะไรกังขาเลย จะพยายามใช้มือของ กกต. ผมก็พยายามป้องกัน”

“สมัคร” เล่นบทญาติดี แอ่นอกปกป้อง กกต.เต็มที่เลย

เอาเป็นว่า เท่าที่เช็กอัตราต่อรองล่าสุดในคดีของนายยงยุทธ ตัวเลขอยู่ที่ 3 ต่อ 2

โอกาส “แดง” ยังมากกว่า “ขาว” อยู่นิดๆ

แต่อย่างไรก็ตาม คิวของนายยงยุทธยังได้ยื้อกันอีกยาว เพราะกระบวนการไม่ได้จบที่ กกต. กว่าจะส่งต่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และลึกไปกว่านั้นกว่าจะเลยเถิดไปถึงคดียุบพรรคพลังประชาชน

หนทางยังอีกยาวไกล

แต่ที่จะได้เสียวก่อนเลย คิวของพรรคชาติไทย ล่าสุดนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค เดินทางเข้าให้ปากคำต่อทีมสอบยุบพรรคเป็นปากสุดท้าย พร้อมๆกับค่ายมัชฌิมาธิปไตยที่ “เจ๊เป้า” นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค มีคิวเข้าชี้แจงในวันที่ 27 กุมภาพันธ์

และทั้งชาติไทยและมัชฌิมาฯก็ได้ลุ้นพร้อมกัน

เพราะนายบุญทัน ดอกไธสง ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณียุบพรรคของ กกต. ขีดเส้นเวลา จะสรุปสำนวนเสนอ กกต.ใหญ่ประมาณต้นเดือนมีนาคม

ชนิดที่เซียนไม่กล้าฟันธง หวยออกได้ทุกหน้า

และไม่แน่ใจว่า ข่าวไหนจะใหญ่กว่ากัน เพราะถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีการยืนยันกำหนดการ “ปิ๊กบ้าน” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะบินกลับประเทศไทยต้นเดือนมีนาคม

มาได้จังหวะพอดี.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

โพลชี้ลีลา “สมัคร” ชนะ “อภิสิทธิ์” [22 ก.พ. 51 - 03:35]

วันที่ 21 ก.พ. เอแบคโพลแถลงผลสำรวจความเห็นประชาชนใน กทม.และปริมณฑลจำนวน 1,404 คน เรื่องความพึงพอใจประชาชนต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างพึงพอใจการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาล 4.83 จากคะแนนเต็ม 10 พอใจฝ่ายค้าน 4.25 พอใจ สนช. 4.43 เหตุผลที่ไม่พอใจในการอภิปรายฝ่าย ต่างๆนั้น ร้อยละ 38.8 เห็นว่าเป็นการอภิปรายผิดเวที ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มัวแต่ เถียงกันทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 เห็นว่าไม่ชอบพรรค การเมืองบางพรรค ร้อยละ 9.6 เห็นว่ามัวแต่นึกถึงเรื่อง ส่วนตัวและพวกพ้อง ไม่คิดแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ส่วน เหตุผลที่พอใจในการอภิปรายของฝ่ายต่างๆนั้น ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มีแนวคิดใหม่ในการทำงาน ร้อยละ 25.5 เห็นว่าเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนล่วงหน้าให้รัฐบาลทำงานด้วยความชื่อสัตย์สุจริต เมื่อถามถึงความพอใจต่อการอภิปรายของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏว่าความพอใจโดยรวมคะแนนเต็ม 10 นายสมัครได้ 5.41 และนายอภิสิทธิ์ได้ 5.30 ต่อข้อถามถึงแนวคิดการชำระประวัติ-ศาสตร์เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 19 กลุ่มร้อยละ 14.3 เห็นด้วย ร้อยละ 33.1 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 52.6 ไม่มีความเห็น

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

'ผมยอมแพ้'

ขณะเขียนอยู่นี้ ผมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ในจังหวัดภาค ใต้

ความตั้งใจก็คือว่า หลังจากที่แสดงความรู้สึกอย่างยืดยาวถึงเรื่องราวของตัวเองไปแล้ว ก็จะไปปิดหูปิดตาปิดรับข่าวสารบ้านเมืองและการเมืองสักหลายวัน ตั้งใจจะไปล่าฝันใต้ผืนน้ำสีครามเข้มของฝั่งทะเลอันดามัน

ผ่านได้ 1 วันกับ 1คืนเท่านั้น ที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์มือถือให้ได้ยิน เพราะผมปิดเครื่อง แต่เย็นๆ วันพฤหัสบดีที่ 21 ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องเปิดโทรศัพท์ ด้วยหลงลืมสั่งงานสำคัญที่สำนักงานบางเรื่อง

สั่งงานยังไม่ทันเสร็จ ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ก็มีเสียงเรียกซ้อนเข้ามาทันที ก่อนที่จะปิดเครื่องได้ทัน

น้องสาวคนเก่งในทีมงาน โทรมาบอกว่า “พี่ทิ้งบอมบ์ แล้วหนีไปแบบนี้ ใครจะทำต่อ”

มีเสียงน้องร่วมทีมอีกคนตะโกนแทรกเข้ามาว่า “ถ้ายังไม่ตาย ก็กลับมา ผมจะรอ”

“เพื่อนร่วมทางของเรา ให้กำลังใจพี่มากมาย พี่จะไม่เปิดอ่านบ้างหรือ” น้องสาวคนเก่งพูดต่อ แล้วก็บอกว่า “ปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ก็กลับมาทำงานต่อ อย่าหนีไปแบบนี้”

บอกตรงๆ ว่าถึงเวลานี้ ละอายใจ ครับ บวกกับยังปรับตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เคยคิดว่าจากมือสมัครเล่นที่คิดนั่นเขียนนี่ เปิดเอกสารอ่านความคิดพวกเผด็จการให้เพื่อนๆ ได้ยินได้รู้กัน จะต้องกลายมาเป็นคนสาธารณะ ที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ และเวปไซต์ข่าวสารการเมืองหลายเวป จนปรับตัวรับไม่ทัน

จาก “คนเกาะข่าว” กลายเป็น “คนในข่าว”

ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ผมไม่พอใจที่มีคนเห็นแย้ง และวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

หากผมต้องการจะเป็นคนนำเสนอเพียงฝ่ายเดียว ไม่ต้องการรับฟังความเห็นคนอื่น คงไม่เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายแสดงความเห็น เว้นแต่ที่เขียนเข้ามาด้วยคำหยาบคายและรุนแรงเกินกว่าจะนำแสดงได้ ก็ต้องตัดทิ้งไป

ละอายใจ ที่ทำให้บางคนเข้าใจว่าผมเรียกร้องความสนใจ และ ความสงสาร

ผมไม่ต้องการตกเป็นเป้าความสนใจของใคร จึงใช้ชื่อแฝงและไม่แสดงนามสกุล ว่า “ประดาบ” และไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร จึงหลบมาแบบเงียบๆ คนเดียว

ละอายใจ ที่ทำให้หลายคนต้องมาปลอบประโลม และให้กำลังใจ เหมือนกับว่าลมหายใจสุดท้ายใกล้จะขาดห้วง

ผมยังไม่มีความคิดจะละสังขาร ถอดจิตปลิดวิญญาณตัวเองในวันและวัยเช่นนี้ ผมยังอยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อยากเห็นคนที่ผมรักและศรัทธา กลับมายืนอยู่บนแผ่นดินไทย และ อยากเห็นพรรคพลังประชาชน ก้าวหน้าต่อไป โดยไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มเสียก่อน

ละอายใจ ที่ทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าผมท้อแท้ ท้อถอย เมื่อไม่ได้สิ่งที่หวัง ไม่ได้ดังที่คิด

ผมยอมรับท้ออยู่หลายครั้ง คิดจะถอยอยู่หลายที เพราะหมดเงินไปเยอะ หมดแรงไปมาก หมดใจที่เทให้ไปก็ไม่น้อย แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางและน้องๆ ในทีมงานนี่ล่ะ ที่คอยเติมสิ่งที่หมดไป คอยรินน้ำใจให้แก่กัน อยู่ตลอดเวลา ทำให้ท้อไม่ถึงที่สุด ถอยไม่ถึงปลายทางเสียที

ละอายใจ ที่คิดผิด เขียนผิด ว่า “พวกเรา Hi-thaksin 4 ชีวิต” ซึ่งเป็นความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

ผมจะไม่พูดว่า พวกเรา 4 คน เป็นเจ้าของ Hi-thaksin อีกแล้ว

วันนี้ Hi-thaksin เป็นของคนรักทักษิณทุกคน และทุกคนเป็นเจ้าของเวปไซต์นี้ ร่วมกัน ผมผิดไปแล้ว พลาดไปแล้ว แต่ท่านคงจำต้องอภัยให้ผม เพราะผมผิดโดยไม่เจตนา หากแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จริงๆ

ผมเปิดอ่านความเห็นของหลายท่านแล้ว บอกตรงๆ ว่า “ตกใจ” ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะมีเพื่อนร่วมทาง เป็นห่วงเป็นใย เป็นกำลังใจให้มากมายขนาดนี้ และอยากจะบอกทุกท่านเพื่อทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ผมเป็นมือสมัครเล่นคนหนึ่ง ไม่ใช่สื่อมวลชนโดยอาชีพ จิตวิญญาณ และรายได้

ผม ตกใจกับความเห็นของหลายท่านที่เขียนกันมาราวกับว่า ผมจำต้องยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” ไป แม้จะไม่ชอบใจและสมัครใจรับ ก็ตาม

ผมไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง จึงไม่ต้องการตำแหน่งใดๆ และไม่ต้องทำสิ่งใดเพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรองอะไรให้กับใคร

ผมไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่อัศวิน ไม่ใช่ผู้กล้า ไม่ใช่ผู้นำของใครทั้งนั้น จึงไม่ต้องการคำเยินยอ ยกย่อง สรรเสริญ เช่นที่ปรากฎอยู่ต่อหน้าในขณะนี้

ผมต้องการเป็นปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีสิทธิจะคิด จะพูด จะเขียน เท่าที่รัฐธรรม นูญได้ให้สิทธิเสรีภาพไว้เท่านั้นเอง

ผมจึงขออนุญาตทุกท่าน ที่จะไม่ยอมรับความเป็น “คนสาธารณะ” และไม่ยอมรับสถานะ “ผู้นำ” ของใครแม้แต่คนเดียว มากที่สุดสำหรับคนอย่างผม ก็คือเป็น “เพื่อนร่วมทาง” ที่มีความเข้าอกเข้าใจต่อกัน

ความตั้งใจแรก หลังจากแสดงความรู้สึกไปมากมาย จนดูเหมือนว่าเป็นพิรี้พิไร ฟูมฟาย เมื่อย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็คือว่า

น้อยที่สุด จะไม่เขียนอะไรที่กระทบจิตใจคนในพรรคพลังประชาชน และไม่ตำหนิติติงพรรคพลังประชาชน และรัฐบาล อีกต่อไป แต่จะเขียนความคิดเห็นของตัวเองในเรื่องต่างๆ เหมือนที่เคยทำมา

มากที่สุด จะหยุดเขียนไปเลย แต่จะไม่หยุดลมหายใจของเวปไซต์นี้ และจะสนับสนุนให้น้องๆ ทีมงานเดินหน้าต่อไป ทุกวิถีทาง

ผมไม่เคยมีความคิดที่จะปิดเวปไซต์นี้ ตราบใดที่ภารกิจของคนรักทักษิณ ยังไม่สำเร็จ ไม่บรรลุเป้าหมาย คือ การนำพานายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทย อย่างสมเกียรติด้วยความปลอดภัย

แต่เมื่อได้เห็นน้ำใจของทุกท่านที่ไหลหลั่งกันเข้ามาจนแทบจะท่วมหน้าจอที่อยู่ตรงหน้าผม ในขณะนี้

“ผมยอมแพ้”

ผมยอมแพ้ต่อน้ำใจของเพื่อร่วมทางทุกท่าน และขอสัญญาว่า ประดาบ จะกลับมาทำหน้าที่ของคนรักทักษิณ กับเพื่อนๆ ทุกท่านต่อไป

ก่อนจะเขียนบรรทัดสุดท้ายของวันนี้ ขออนุญาตเช็ดน้ำที่ตาสักสองสามวินาที...

“กาลอวสานของประดาบยังมาถึงไม่ได้ ตราบใดที่เผด็จการยังไม่ถึงกาลอวสาน”

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Thursday, February 21, 2008

หมอเลี๊ยบเตือนดื่มเหล้าเข้าวัดระวังติดคุก

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 21 ก.พ. 51 ที่ลานธรรม วัดสวนแก้ว หมู่ 1 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นวันมาฆบูชา ปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมทำบุญและฟังเทศน์กับพระราชธรรมนิเทศหรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เป็นจำนวนมากจนทำให้ลานจอดรถของวัดไม่เพียงพอกับจำนวนคนที่เดินทางมาทำบุญ ซึ่งในวันนี้ทางวัดสวนแก้วร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสุขภาพ ( สสส.) และเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ได้ร่วมกันจัดโครงการ “ วัดปลอดเหล้าทั่วไทย ถวายเป็นพุทธบูชา โดยมีนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน สสส. พร้อมด้วยนายเชิดวิทย์ ฤทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีเดินทางมาร่วมเปิดงาน

โดยนายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า จากการศึกษาภาระโรคและการบาดเจ็บที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขพบว่า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาระโรคในคนไทยมากเป็นอันดับ 2 โดยพบว่าก่อให้เกิดผลต่ออุบัติเหตุ มะเร็ง ตับแข็ง การถูกทำร้าย โรคทางจิตเวช โรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคอื่น ๆ อีกประมาณ 60 โรค ซึ่งผลจากการวิจัยและประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์แล้วพบว่า มูลค่าความเสียหายจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยทั้งจากด้านสุขภาพ อุบัติภัย อาชญากรรม มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 196,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าภาษีสรรพสามิตที่รัฐจัดเก็บได้ถึง 3 เท่าตัว

นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า มาตรการที่สำคัญในการลดปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็คือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ด้วยการกำหนดเขตห้ามดื่มและห้ามจำหน่ายสุรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในวัด ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาที่สมควรเป็นสถานที่ปลอดเหล้าอย่างยิ่ง ตามเจตนารมณ์ของ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีบทกำหนดลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนในมาตราที่ 27 และ 31 คือ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในโอกาสวันมาฆบูชา ถือเป็นโอกาสที่ดีในการประกาศนโยบายวัดปลอดเหล้าทั่วไทย จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมมือกันงดเว้นการนำสุราเข้าไปดื่มหรือขายในวัดเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งในอนาคตต่อไปจะอาศัยอำนาจของกฎหมายกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในมาตรา 28 กำหนดให้วันสำคัญทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นวันหยุดนั้นเป็นวันงดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อไป


ทางด้านพระพยอม กล่าวว่า โดยหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธแล้ว ในศีล 5 ก็ห้ามเรื่องของการเสพสุราของมึนเมาอยู่แล้ว การนำเหล้าเข้าไปดื่มกินหรือขายในวัดจึงเป็นเรื่องคนที่ไม่มีสมอง ไม่มีปัญญา เพราะดื่มกินเข้าไปนอกจากจะเสียเงินแล้วยังเสียสุขภาพอีก คนกินก็ยิ่งจน คนขายก็ยิ่งรวย อาตมาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แค่เหล้าขวดเดียว คนกินเหล้า 5 6 คน ต้องไปนั่งล้อมมัน ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่มีขาเดินไปไหน กินกันไปกันมาไอ้ที่คุยว่าคอแข็งก็คอพับคออ่อนไปตาม ๆ กัน ไอ้ที่แข็งแน่ ๆ ก็เห็นมีแค่คอขวดเท่านั้น ไม่เห็นมีใครเอาชนะไอ้น้ำเปลี่ยนนิสัยนี้ได้ นอกเสียจากคนที่ไม่ดื่มไม่กินมัน


พระพยอมกล่าวอีกว่า อาตมาอยากให้ช่วยกันรณรงค์ในเรื่องนี้อยากจริงจังต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนราชการทั้งหลาย ที่ต้องมีงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ใด ๆ ก็ตาม ขอให้งดเหล้า เครื่องดื่มมึนเมาทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาเลี้ยงฉลองหรือชนแก้วด้วยน้ำผลไม้แทน เช่นน้ำมะพร้าว เป็นต้น ราคาก็ถูกว่า สุขภาพก็ดี และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรของไทยอีกทาง ซึ่งส่วนราชการต้องทำเป็นแบบอย่างในการรณรงค์ส่งเสริมเสียก่อน



'สพรั่ง'ไขก๊อกประธานบอร์ด 'ทีโอที'

ผู้สื่อข่าวรายงานมาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ดเสร็จแล้ว ว่า ตนได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธานบอร์ดทีโอทีแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. นี้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ใช่วันที่ 21 ก.พ. เพราะตรงกับวันมาฆบูชา ในการลาออกครั้งนี้มีบอร์ดลาออกด้วย 2 คน คือ ม.ล.อนุพร เกษมสันต์ ออกเพราะมีงานราชการรออยู่ และนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา โดยบอร์ดที่เหลืออีก 11 คนยังคงอยู่ในตำแหน่ง

เมื่อถามว่าการลาออกของประธานบอร์ดตามมารยาทแล้วบอร์ดที่เหลือต้องลาออกด้วยเช่นเดียวกับบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) หรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ต่างภูมิประเทศต่างวิธีการรบ การบริหารงานที่ต้องการทีมเวิร์กสำหรับวาระที่บ้านเมือง หรือ สถานการณ์มีความเข้มแข็งไม่มีภาวะอื่นแทรกซ้อน บอร์ดที่ยังคงอยู่อีก 11 คน เป็นผู้ที่เสียสละ ต้องทนอยู่กับแรงเสียดทานเพื่อทำงานต่อไปให้เกิดความต่อเนื่องไม่สะดุด โดยบอร์ดที่อยู่ต่อจะเป็นส่วนผสมกับคนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นบอร์ด ซึ่งจะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่เหมือนบอร์ดชุดตนที่ต้องเข้ามาสะสางก่อนทำงาน ตนมั่นใจว่า รมว.ไอซีที จะหายใจได้ง่ายขึ้น เมื่อเรียกบอร์ดทีโอทีที่เหลือไปคุย บอร์ดที่อยู่จะทำให้การทำงานเดินต่อไปได้ การทำแบบนี้ตนต้องการที่จะเปลี่ยนใหม่ที่ใครจะไปจะมาการทำงานก็ต้องทำต่อไปได้ และทีโอทีคงเป็นองค์กรแรกที่บอร์ดเก่าอยู่ต่อเนื่องเพื่อทำงานร่วมกับบอร์ดใหม่ และเมื่อออกจากตำแหน่งแล้วตนจะเป็นผู้ประสาน ให้บอร์ดเก่าและบอร์ดใหม่ทำงานร่วมกันได้

สำหรับคนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นบอร์ดจะเข้ามาโดยการสรรหา 3 คน โดยโครงการเด่นของทีโอทีในบอร์ดชุดนี้ที่ต้องสานต่อคือ แผนเทิร์น อะราวด์ (Turn Around) หรือแผนการดำเนินงานที่จะทำให้องค์กรเข้มแข็ง รวมทั้งปรับปรุงรายได้ของทีโอที

ด้าน พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ รองประธานบอร์ดทีโอทีที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง กล่าวว่า บอร์ดนัดประชุมครั้งต่อไปวันที่ 29 ก.พ. นี้ โดยบอร์ดที่เหลือจะเลือกประธานบอร์ดก่อนประชุม ส่วนที่ต้องทำงานร่วมกับนักการเมือง ตนเป็นข้าราชการประจำเจอเรื่องแบบนี้ประจำ จึงมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เป็นเหมือนกับเหรียญสองหน้า อย่าไปตั้งใส่กันจึงทำงานร่วมกันได้ นักการเมืองมาจากประชาชนก็คงต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน ส่วนการที่ตนอยู่ต่อก็เพราะ พล.อ.สพรั่ง ขอร้องเพื่อไม่ให้การทำงานสะดุด

ขณะที่ นายชิต เหล่าวัฒนา บอร์ดทีโอที กล่าวว่า เมื่อรวบรวมการทำงานของบอร์ดชุดที่มี พล.อ.สพรั่ง เป็นประธาน พบว่า สามารถทำรายได้ให้กับทีโอทีเพิ่มขึ้นถึง 15% ไม่รวมรายได้จากค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบแอคเซสชาร์จ หรือ เอซี ที่เอกชนผู้รับสัมปทานต้องจ่ายให้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว และเรื่องอยู่ที่ศาลปกครองกลางไม่สามารถเร่งรัดอะไรได้และเมื่อคิดผลกำไร พบว่าสามารถให้โบนัสพนักงานได้ถึง 2.7%

นายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที กล่าวว่า ตนจะไม่แต่งตั้งอดีตกรรมการพรรคไทยรักไทยที่อยู่ในรายชื่อ 111 คน มาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจในส่วนของไอซีที ในปัจจุบันบุคคลดังกล่าวอยู่ในพรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน แต่ถ้าหากมีการแต่งตั้งจากพรรคอื่นตนจะไม่ก้าวก่าย แต่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลและต้องถูกอภิปรายในสภาอาจแสดงความเห็นในเรื่องนี้ถ้ามีการแต่งตั้งกันจริง.