WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 23, 2008

อย่่่่่่่าบีบผู้้้้้้้ผลิต

บางครั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า...ระยะสั้นๆ เพื่อหวังผลทางการเมืองกับคนส่วนใหญ่ในประเทศก็อาจไม่ได้ผลมากนักกับปัญหาที่ดูเค้าลางว่าจะยังมีต่อเนื่องยาวนานเป็นลูกโซ่โดยเฉพาะปัญหาที่มีพื้นฐานจากต้นทุนราคาน้ำมันและแก๊สหุงต้ม ซึ่งคงไม่มีทีท่าว่าราคาในตลาดโลกจะปรับลดลงอีกแล้ววิธีคิดของ รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ผ่าน รองนายกฯด้านเศรษฐกิจจุลภาค ควบ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญแสงสุวรรณ” ต่อความพยายามที่จะร้องขอผ่านไปยังตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตจากภาคเอกชน ระหว่างการหารือร่วมกัน เมื่อวันที่22 ก.พ.ที่ผ่านมาหัวข้อ “นโยบายการดูแลราคาสินค้า”เพื่อหวังให้ผู้ผลิตรวมกัน 250 ราย...คง ลด หรือเลิกแผนการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภค ถึงราคาสินค้าที่ผู้ผลิตปรับขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อขอดูต้นทุนการผลิตที่แท้จริงแต่เชื่อว่า...คงทำได้ไม่ง่ายนัก!!!ผู้ผลิตหลายรายบอกก่อนการประชุมฯ ที่กระทรวงพาณิชย์ทำนองเดียวกันว่า...ต้นทุนผลิตที่เพิ่มขึ้นจริง จำเป็นที่ผู้ผลิตจะต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตามมาหากภาครัฐ “บีบ” ให้ต้องคงหรือลดราคาสินค้าลงมา ก็เท่ากับ

“บีบ” ให้ผู้ผลิตต้องเลิกกิจการไม่งั้น...พวกเขาก็ต้องลดสเปก หรือไม่ก็ต้องปริมาณของสินค้า เพื่อให้ราคาขายเท่าเดิมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขา...คงหรือลด แม้กระทั่งยกเลิกแผนการปรับขึ้นราคาสินค้า ในยุคที่ต้นทุนผลิต ต้นทุนขนส่งและราคาวัตถุดิบ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ข้อเสนอของตัวแทนผู้ผลิต อย่าง...นายสมชาย พรรัตนเจริญนายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย น่าสนใจไม่น้อยเขาเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแล “ต้นทุนแอบแฝง”เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า การวางสินค้าและอื่นๆ ที่ทางห้างสรรพสินค้ามีการเรียกเก็บจากผู้ผลิตสินค้าสิ่งนี้ได้ทำให้ต้นทุนขายสินค้าสูงขึ้น!!!น่าที่ภาครัฐควรจะแก้ไขและจัดระบบสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้“ต้นทุนแอบแฝง” มีราคาน้อยลง และราคาสินค้าก็จะถูกลงมาอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีการร้องเรียนมานานแล้ว แต่ดูเหมือนภาครัฐจะยังไม่สามารถแก้ไขได้มากนักสถานการณ์เช่นนี้ เหมาะสมที่สุดที่ภาครัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหา

“ต้นทุนแอบแฝง” ที่ถูกผลักให้เป็นภาระแก่ผู้บริโภคขณะที่ นายสันติ ตันติเวชวุฒิกุล นายกสมาคมน้ำปลาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอร้องให้ผู้ผลิตตรึงราคาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งกลุ่มฯ ก็ให้ความร่วมมืออย่างดีแต่ปลายปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบ ไม่ว่า...ปลา หรือวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาผลิตเป็นน้ำปลาสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่า...จะได้ทำเรื่องขอปรับราคาน้ำปลาขึ้น และกรมการค้าภายในได้อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาอย่างน้อย 14%แต่ก็ยังไม่สามารถลดผลกระทบผู้ผลิต ซึ่งต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงได้ข้อเท็จจริงธุรกิจก็คือ น้ำปลามีหลายชนิด ทั้งราคาถูกและแพงเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ดังนั้น จึงไม่สามารถปรับลดราคาน้ำปลาลงได้อีกพร้อมกันนี้ ได้ขอความเป็นธรรมจากภาครัฐด้วยส่วน นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รอง กก.ผจก.ใหญ่ บมจ.ซีพีออลล์ระบุว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการตรึงราคาสินค้า แต่

หากต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และผู้ผลิตรายอื่นปรับราคาสินค้าขึ้นก็จำเป็นที่พวกเขาจะต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเช่นกันแต่จะขอปรับเป็นรายสุดท้ายนายมิ่งขวัญ กล่าวหลังการประชุมฯ ว่า...ได้ขอให้ผู้ผลิตแจงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง หากมีส่วนไหนที่จะปรับลดราคาสินค้าหรือคงราคาเดิมได้ ก็อยากให้ช่วยๆ กันไปก่อนอย่างไรก็ตาม รายละเอียดคงต้องหารือกันอีกครั้งหนึ่งนอกเหนือจากการขอความร่วมมือจากผู้ผลิตแล้ว ในส่วนของภาครัฐเอง ก็ได้พยายามที่จะหาทางช่วยลดต้นทุนสินค้า เห็นได้จากการที่ “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจมหภาค และ รมว.คลัง ที่ได้เสนอแนวคิด เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าในวันเดียวกัน

โดยระบุว่า...ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะเน้นพัฒนาระบบโลจิสติสก์ เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง ทั้งนี้ หากพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ให้มีความพร้อม จะลดจำนวนเที่ยวการขนส่ง ก็จะไม่กระทบต่อราคาสินค้า“เห็นได้จากญี่ปุ่นที่ลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง จึงไม่กระทบต่อการขนส่งสินค้า หรือกระทบน้อยมาก” น.พ.สุรพงษ์ ย้ำและว่า...รัฐบาลยังจะเน้นพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง ด้วยการใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีการติดต่อสะดวกในการติดต่อค้าขายอย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ โดยระบุว่า...จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรก และอาจสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงสั้นๆ

เชื่อว่า...จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจหลักของโลกดังนั้น จึงคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคเอกชน นำไปสู่การฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศโดยรวมสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 51 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่า อาจขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับปี 50 ที่ 4.0-5.2% หรือเฉลี่ย 4.6% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกนอกจากนี้ ปัญหาราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เร่งตัวสูงขึ้นมาอยู่ระหว่าง 2.7-4.0% เฉลี่ย 3.3% จากระดับ 2.3% ในปี 50อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องพึ่งพิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ด้วยการเร่งรัดลงทุนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก

ถึงตรงนี้ แม้บทสรุประหว่างภาครัฐกับตัวแทนผู้ผลิตสินค้า250 รายที่ได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูล...ความเห็นกันและกันเป็นครั้งแรก และยังจะต้องมีครั้งต่อๆ ไปจะยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจน กับการจะปรับลดราคาใหม่ ที่ภาคเอกชนจ้องจะปรับขึ้นราคา ก็ตามภาครัฐ ไม่ว่าจะในระดับรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน จะต้องไม่เอาใจผู้บริโภค คือ ภาคประชาชนจนไม่รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจริงของภาคเอกชน ในฐานะผู้ผลิตเพราะหากปล่อยให้ความรู้สึกเช่นนี้ ก่อตัวรุนแรงและมากขึ้นทุกระดับเมื่อใด???เมื่อผู้ผลิตต่างพากันเลิกสายพานการผลิต สุดท้าย...ก็เป็นผู้บริโภคเอง ที่จะต้องแบกรับภาระราคาสินค้าที่แพงขึ้นเพราะเหลือผู้ผลิตน้อยรายจงอย่า “บีบ” ผู้ผลิตสินค้ามากนัก!!!.


พ่อครัว ในคราบนายกฯ

เครียด!!! กันมาทั้งอาทิตย์กับการแถลงนโยบายแผนงานของรัฐบาลต่อรัฐสภา บวกด้วยการถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเกี่ยวกับคดีสังหารหมู่ 6 ต.ค.19“บางกอกทูเดย์”...ฉบับนี้จึงขอพาไปสัมผัสเรื่องราวชีวิตส่วนตัวบางส่วนของ ด.ช.สมัคร สุนทรเวช หรือปัจจุบัน คือ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเนื้อหาที่หยิบยกมาอาจเป็นเรื่องราวของจุดเริ่มต้นรายการ ชิมไป บ่นไป รวมไปถึงฉายาพ่อครัวในคราบนายกรัฐมนตรี และคนปากกับใจตรงกัน

นายกรัฐมนตรีเขียนเรื่องราวชีวิตในวัย 7 ขวบ เกี่ยวกับการทำอาหารไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ชื่อตอน วัยเรียนรู้ บางกอกทูเดย์จึงขอหยิบยกเรื่องราวที่นายกฯ เล่าเกี่ยวกับการทำอาหารมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน เผื่อจะกลายเป็นเรื่องเล่าปนความรู้ที่คลายเครียดได้ในสุดสัปดาห์นี้นายกฯ เขียนไว้ว่าภายหลังที่คุณแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ลูกทุกคนจึงต้องแบ่งงานกันทำ พี่สาวผมดูแลเรื่องซักผ้า รีดผ้า พี่ชายผมรับผิดชอบเรื่องตักน้ำตักท่าจากก๊อกประปาหน้าบ้าน ซึ่งเวลานั้นถ้าจ้างก็หาบละ 5 สตางค์เท่านั้น แต่ถ้าจดไว้ทั้งเดือนมันก็มาก จึงลงทุนซื้อปี๊บซื้อตาขอซื้อไม้คานมาให้ลูกชายหาบน้ำเข้าบ้านเอง ผมรับหน้าที่จ่ายกับข้าวทำกับข้าว และน้องชายอีก 2 คนก็ช่วยทำความสะอาดบ้าน และคอยรับใช้ทั่วไป ครอบครัวของผมใช้ระบบนี้กันมาตลอด จนกระทั่งโตเรียนหนังสือจบกันแล้ว

ผมเริ่มจ่ายกับข้าวทำกับข้าวเองตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก็มาเริ่มต้นกันตรงปลายปี พ.ศ.2485 ตอนที่ครอบครัวผมย้ายมาอยู่แถวบ้านหม้อนี่แหละครับผมยังจำวันที่ผมไปจ่ายกับข้าวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกได้จนทุกวันนี้ค่ากับข้าวเวลานั้น ขนาดจ่ายมาสำหรับทำกินกัน 7 คนพ่อ แม่ ลูก ราคา 45 สตางค์เท่านั้นวันนั้นผมกำเงิน 45 สตางค์ ไปเดินจ่ายกับข้าวที่ตลาดบ้านหม้อด้วยตัวเองคนเดียว ซื้อหาเสร็จแล้วกลับเข้ามาบ้านผมก็ลงมือทำของผมเอง ทำกับข้าวเสร็จแล้วสักพัก ก็มีเพื่อนบ้านเปิดประตูเข้ามาแวะถาม ว่าทำกับข้าวเสร็จหรือยัง วันนี้แกงอะไร? ผมบอกว่าเสร็จแล้ว วันนี้แกงต้มส้มปลาทู

ถามว่าใส่อะไรมั่ง? ผมก็จาระไนเครื่องปรุงพร้อมวิธีทำตั้งแต่โขลกกะปิ หัวหอมพริกไทย ละลายน้ำแกง ไปจนกระทั่งปรุงรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใส่ของใส่ต้นหอมเสร็จเรียบร้อย คนถามเข้ามาขอชิม ชมว่ารสชาติใช้ได้ แล้วก็ถามว่าปลาทูน่ะทำยังไง? ผมก็บอกว่าล้างน้ำให้สะอาด แล้วก็เอาใส่หม้อตอนที่น้ำแกงกำลังเดือดจะได้ไม่มีกลิ่นคาว ถามว่าควักไส้ก่อนหรือเปล่า? ผมก็เลยมาสอบตกเอาตรงนี้เอง เพราะเอาปลาทูสดมาทำกับข้าวโดยไม่ควักไส้ควักพุงออกเสียก่อน เรื่องนี้แม่ครัวข้างบ้านเก็บเอาไปเล่าให้ใครต่อใครฟังเป็นที่สนุกสนานกันอยู่นานนับจากวันนั้น ผมก็ได้บทเรียนเรื่องกับข้าวกับปลาวันละอย่างสองอย่างเรื่อยมา ทั้งวิธีปรุง วิธีจัดให้มันเข้ารสเข้าสำรับกัน รวมทั้งเคล็ดเล็กเคล็ดน้อยในการทำกับข้าว ตั้งแต่

ถ้าหุงข้าวให้รีบคีบเอาถ่านไฟแดงๆ ในเตาเปิดฝาหม้อข้าวตอนเช็ดน้ำดงแล้ว เอาถ่านใส่หม้อปิดฝาทิ้งไว้สักพักกลิ่นเหม็นไหม้ในข้าวจะหายไปจะต้ม จะเคี่ยวอะไรให้เปื่อย ให้เอาช้อนกระเบื้องใส่เข้าไปก้นหม้อสักคัน (เพื่อให้น้ำในหม้อมันกระจายอยู่ภายใน แทนที่จะเดือดพลุ่งกระจายความร้อนออกไปจากหม้อเสียหมด)จะจัดผักสดจิ้มหลนจิ้มกะปิคั่ว ต้องจัดต้นหอม หั่นแตงกวายังไงมันจึงจะดูน่ากินแกงส้มให้อร่อยต้องกินวันรุ่งขึ้น แกงอะไรควรจะรสอะไรนำรสอะไรตาม กับข้าวอะไรควรจะต้องมีอะไรเป็นเครื่องเคียงเครื่องประกอบ ผมก็ค่อยรู้เล็กรู้น้อย ค่อยหักค่อยทำเรื่อยไป

ตั้งแต่เจียวไข่จนกระทั่งแกงบวน และเมื่ออยู่กับข้าวกับปลามากเข้านานเข้าในวันหลังๆ จนกระทั่งวันนี้ไม่ว่าจะไปกินอะไรที่ไหน พอเอาแกงราดข้าวตักเข้าปากก็จะบอกได้ทันทีว่าอร่อยดี หรือว่ายังไม่ค่อยเข้าทีเพราะรสอ่อนนั่น แก่นี่ หรือข้าวในจานวันนี้ใส่น้ำมากหรือน้อยไปเวลาหุงเรื่องพรรค์อย่างนี้ คนที่แก่มารยาทเขามักจะไม่ค่อยพูด ค่อยบอกกัน เพราะถือว่าเขาหามาให้กินก็ดีถมไปแล้วแต่สำหรับผมนั้นมักจะบอกออกไปทันที เพราะอยากจะให้คนที่เขามีหน้าที่จัดทำเขามีโอกาสได้รู้ ได้แก้ไขให้มันดีขึ้นในคราวหน้าผมเป็นคนประเภทอยากจะให้เขาทำดี แล้วก็ชอบใช้วิธีบอกวิธีวิจารณ์กันตรงๆ อย่างนี้ คนที่ไม่ชอบก็ต้องมีเป็นธรรมดาพ่อครัวในคราบนายกฯ ของใครหลายคน เด็ดสะระตี่มั้ยล่ะ!!!


23 กุมภาฯ ‘ทักษิณ’

23 ก. พ.51 ซึ่ งเป็นวันชุม นุมใหญ่ของ กลุ่มคนรักทักษิณในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีอันต้องเปลี่ยนสถานที่จากลานสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ เทศบาลนครเชียงรายเสียแล้วจะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ แต่ถ้าใครไปลานดังกล่าว รับรองพลาด “ล้านเปอร์เซ็นต์”เมื่อ ที่เก่าไม่ได้ กลุ่มคนรักทักษิณก็หาจุดชุมนุมใหม่ แทนแม้จะไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็ได้บรรยากาศแบบชาวบ้านๆ ดี

นั่นคือ ตลาดนำสวัสดิ์ ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ อ.เมือง จ.เชียงรายเยื้องห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เชียงรายส่วนเวลายังยืนยันตามเดิม คือ เริ่มตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไปนางมติ แซ่อั้ง เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยมซึ่งเป็นแฟนคลั บตั ว ยง ไ ด้ ส่ ง ทีมงานในร้า นส วมใส่เสื้อ ยืดชมรมคน รักทั ก ษิ ณ น ำ คู ปอง แ ล ะเครื่อ ง ดื่ ม แ ล ะ อ า หารฟรีออกแจ ก จ่ า ยให้ราษฎรในเขตเทศบาลนครเชียงราย เพื่ อดึงดูดให้มีการระดมเครือญาติไปร่วมในงานดังกล่าวให้มากที่สุดนอกจากนั้น ทีมงานชม รมคนรักทักษิณเชียงร าย แจ้งด้วยว่าในงานครั้งนี้จะมีเซอร์ไพรส์ คนดังในวงการเมืองไทยในยุคอดีต อย่างเช่น นายสุรชัย แซ่ด่าน หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและมีกลุ่มคนรักพ.ต.ท.ทักษิณจากทั่วประเทศรวมถึ ง

นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมสร้างสีสั นใ นงาน ที่ใช้ชื่อว่า “วันคิดถึงทักษิณ” โดยจะมีการระดมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองแ ละที่สำคัญซึ่งจะขาดไม่ได้ นั่นคือ “เสียงสด ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ” ต่อสายตรงข้ามประเทศ สู่ “แฟนคลับ” โดยเฉพาะด้านตำรวจภูธร จ.เชียงราย ก็เตรียมความพร้อมด้วยการตรวจสอบหาความ เคลื่อนไหว เพราะเกรงจะเป็นการปลุกระดมทางการเมืองจนเลยขอบเขตได้โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการ จัดส่งกำลังตำรวจไปควบคุมสถานการณ์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีคนมาร่วมงานหลายพันคน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยงานนี้ท่าจะมันส์ !!!!


6 ตุลา ประชาธิปัตย์ยืนดูตำรวจ-ทหารฆ่าประชาชน

ทนดูทนฟังมาหลายวันด้วยความสะอิดสะเอียนเหลือกำลังกับลีลาและอาการของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ที่น่าเศร้าเสียใจและอภัยให้ไม่ได้ กับความโหดร้ายของฆาตรกรในเครื่องแบบตำรวจและทหาร ที่เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างบ้าคลั่ง

นายสมัคร สุนทรเวช จะเห็นคนตายกี่ศพ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ ใครฆ่าประชาชน

ป่วยการที่จะมาไล่บี้ถามหาคาดคั้นกับคนเห็นเหตุการณ์ว่ามีคนตายกี่คนกันแน่ แต่ควรจะต้องไปไล่บี้ถามหาว่าใครฆ่าประชาชน ต่างหากเล่า

ที่สำคัญกว่าจำนวนคนตายว่ากี่ราย กี่ศพ และใครฆ่าประชาชน ก็คือ ทำไมรัฐบาล ผู้บริหารบ้านเมืองในขณะนั้นไม่ป้องกัน ไม่สกัดกั้น ไม่ยับยั้งการฆ่าประชาชน

จากบันทึกของคนเดือนตุลา ใน เวปไซต์ www.2519.net ได้ลำดับเหตุการณ์ก่อนจะเกิดกรณี 6 ตุลาคม 2519 ว่าเค้าลางความเลวร้ายและรุนแรง สัญญาณแห่งหายนะ มีแนวโน้มให้เห็นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 ซึ่งมีการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายขบวนการนักศึกษาที่กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างหนักหน่วง

นับจากเดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เสมือนเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะของนักศึกษา กับกลุ่มมวลชนที่ได้รับการฟูมฟักจากทหารบางกลุ่ม และใช้สื่อวิทยุยานเกราะ และสื่อหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ บางกอกโพสต์ โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ขบวนการนักศึกษาเป็นผู้มีเจตนาร้ายต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์ เนื่องจากเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

หลายครั้งที่มีการเอ่ยอ้างถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักจะมีตัวละครหลักอยู่เพียง 3 ตัว คือ นักศึกษา ตำรวจ-ทหาร และ สื่อ ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินในห้วงเวลานั้น หรือเป็นเพราะไม่มีใครให้ค่า ให้ราคารัฐบาลในขณะนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้มีหน้าที่บริหารประเทศให้เกิดความสงบเรียบร้อย และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ได้รับความปลอดภัย

เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลในขณะนั้น ปล่อยให้มีการใช้สื่อของรัฐและสื่อเอกชน ปลุกระดมมวลชน ให้เข้าใจผิดต่อขบวนการนักศึกษา ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้มีแผนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และ มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงสักเรื่องเดียว

อีกทั้งรัฐบาลยังดำเนินการจับกุมแกนนำนักศึกษา ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่สื่อตั้งข้อกล่าวหา ไปคุมขัง แต่ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่ให้ขับจอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของเณร ออกจากประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจอมพลถนอม ที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ ทั้งๆ ที่จอมพลถนอม เป็นผู้ทำลายระบบประชาธิปไตย และทำลายรัฐธรรมนูญ มาก่อน ท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาล จึงเท่ากับเป็นการจงใจยั่วยุให้ขบวนการนักศึกษาลุกฮือขึ้นมานั่นเอง

รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และไม่สามารคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ในขณะนั้น ก็คือ รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ มีม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเรียกตามภาษาการเมืองทั่วไปว่า เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือ รัฐ บาลหม่อมเสนีย์ นั่นเอง

จากลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ปรากฎอยู่ในเวปไซต์ www.2519. net ระบุว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างยิ่ง กล่าวคือ หลังจากที่ขบวนการนิสิตนักศึกษา ได้รับชัยชนะจากการประท้วงขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สำเร็จ แม้จะมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับคือ การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่าสิบปี ที่อำนาจอธิปไตย ไม่ได้เป็นของปวงชนชาวไทย แต่ไปตกอยู่ในมือทรราชนับเนื่องจากจอมพล สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ จนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

หลังจากที่พลังนักศึกษาและประชาชน ร่วมกันขับไล่ทรราชออกไปจากประเทศไทยได้แล้ว ขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้า ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในการคานอำนาจ เป็นดุลอำนาจใหม่ของสังคมไทย ที่ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ ตำรวจ และทหาร ที่เคยได้ประโยชน์จากการที่มีอำนาจอยู่ในมือและทำอะไรได้ตามใจชอบ ต้องเสียประโยชน์ จากากรถูกขบวนการนักศึกษาตรวจสอบ และเปิดโปง

ความไม่พอใจและแผนการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาก่อรูปก่อร่างขึ้นมา ในหมู่นาย ทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่พ่ายแพ้เสียอำนาจไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยการจัดตั้งมวลชน อาทิ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวะ นัก เรียนช่างกล ขึ้นมาเป็นกลุ่มพลัง ก่อกวนบ้านเมือง หาเรื่องทำร้ายนักศึกษา สร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจและทหารได้ออกมาแสดงบทบาท และปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการเติบโตของขบวนการนักศึกษา ไปถึงขั้นทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง

เหตุการณ์ นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับแสนเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จบลงด้วยชัยชนะเป็นของประชาชน หลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ

แต่เพียง 3 ปี ชัยชนะของนักศึกษาและประชาชน เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ก็พลิกผันแปรเปลี่ยนเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเมื่อถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีการใช้เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงไม่ให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทย ของขบวนการนักศึกษา มาเป็นเงื่อนไข และกล่าวหาบิดเบือนว่านักศึกษาไม่ได้ต้องการประชาธิปไตย ไม่ได้คัดค้านจอมพลถนอม แต่ มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

วันที่ 29 สิงหาคม 2519 บุตรสาวจอมพลถนอม เข้าพบม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านพัก เพื่อเจรจาขอให้จอมพลถนอม กลับประเทศไทย เพื่อบวช

วันที่ 31 สิงหาคม 2519 คณะรัฐมนตรี มีมติไม่ให้จอมพลถนอม เดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 2 กันยายน 2519 แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ติดใบปลิวต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม โดยมีขบวนการนักศึกษาเข้าร่วม

วันที่ 3 กันยายน 2519 นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่ามีมือที่สามจะสวมรอยเอาการกลับมาของจอมพลถนอม เป็นเครื่องมือก่อเหตุร้าย

เป็นการปรากฎชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งแรกในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในเวปไซต์ www.2519.net ในฐานะผู้กล่าวเตือนให้ระมัดระวัง “มือที่สาม” จะก่อเหตุร้าย มิใช่ในฐานะผู้ก่อเหตุร้าย ทั้งก่อด้วยตนเอง หรือสนับสนุน และเป็นการปรากฎชื่อของนายสมัคร สุนทรเวช เพียงครั้งเดียวในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

แม้รัฐบาลจะมีมติไม่เห็นด้วยกับการกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของสามเณร ก็อาศัยผ้าเหลืองห่มตัว เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงวัดบวรนิเวศ เมื่อเวลา 10.00 น. โดยมีนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไปรอต้อนรับ

พฤติการณ์ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่แตกต่างจากปากว่าตาขยิบ ทั้งๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีว่าไม่ให้เข้าประเทศไทย แต่เมื่อจอมพลถนอม เดินทางมาถึง กลับมีทหารชั้นผู้ใหญ่ไปรอต้อนรับและให้ความคุ้มครอง อีกทั้งวิทยุยานเกราะของทหาร ยังโจมตีนักศึกษาที่ต่อต้านคัดค้าน ว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา

โฆษกรัฐบาลแถลงว่าจอมพลถนอม เข้ามาบวชตามที่ได้ขอรัฐบาลไว้แล้ว และ น่าจะพิจารณาตัวเองได้หากเกิดความไม่สงบขึ้น

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ตรงกันข้ามกลับเปิดโอกาสให้จอมพลถนอม พำนักอยู่ในประเทศไทย ได้ตามความพึงพอใจ และไม่มีมาตรการใดๆ กำกับดูแลเป็นพิเศษ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามวินิจฉัยของจอมพลถนอม เอง

ท่าทีของรัฐบาลต่อการกลับมาเข้ามาของจอมพลถนอม ทำให้ขบวนการนักศึกษาไม่พอใจ เพราะจอมพลถนอม คือหัวหน้าทรราชที่ทำลายประชาธิปไตยของประเทศไทย ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

วันที่ 21 กันยายน 2519 นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่ารัฐบาลมีมติจะให้จอมพลถนอม ออกไปนอกประเทศโดยเร็ว

วันที่ 23 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ทหารเตรียมกำลังเต็มอัตราศึก และ สถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศให้ตำรวจจับนักศึกษาที่ติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอม

วันที่ 24 กันยายน 2519 พนักงานการไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกสังหารและแขวนคออย่างโหดเหี้ยม

วันที่ 25 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ขบวนการนักศึกษา และ แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เรียกร้องให้ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ และ เร่งจับฆาตรกรสังหารพนักงานการไฟฟ้า โดยเร็ว

วันที่ 30 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องให้พระถนอม ออกนอกประเทศนั้น รัฐบาลทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีมติไม่ให้จอมพลถนอม เข้าประเทศ แต่ก็ไม่ขัดขวาง และดำเนินคดี เมื่อจอมพลถนอม แอบเข้าประเทศ แล้วยังมาบอกว่าไม่สามารถขับออกไปได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ขบวนการนักศึกษา และญาติวีรชนที่เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประท้วงกันอย่างต่อเนื่อง

4 ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีตำรวจกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้สังหารโหดพนักงานการไฟฟ้านครปฐม ที่ต่อต้านจอมพลถนอม ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยา ลัยธรรมศาสตร์ แสดงละครล้อเลียนการสังหารโหดพนักงานไฟฟ้านครปฐม ที่ถูกฆ่าแขวนคอ

การแสดงละครของนักศึกษา ถูกสถานีวิทยุยานเกราะบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดและหลงเชื่อว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีแผนการโค่นล้มสถา บันพระมหากษัตริย์ โดยบอกว่า ผู้แสดงเป็นคนถูกแขวนคอมีหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชาย

5 ตุลาคม 2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยไม่มีนายสมัคร สุนทรเวช ร่วมเป็นรัฐมนตรี

หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงละครล้อการแขวนคอของนักศึกษา โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สถานีวิทยุยานเกราะ โดยพ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ประกาศว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และ “ขอให้รัฐบบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนองเลือดที่อาจจะเกิดขึ้น หากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้ว อาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

เวลา 21.30 น. นายประยูร อัครบวร รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ของศนนท. ได้นำนักศึกษา 2 คนที่แสดงเป็นพนักงานการไฟฟ้าที่ถูกแขวนคอ มาแถลงข่าว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า “ทางนักศึกษาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยาม จึงให้ร้ายป้ายสีบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่น โดยดึงเอาสถาบันที่เคารพมาเกี่ยวข้อง”

ถัดมาอีกเพียง 10 นาที คือ เวลา 21.40 น. รัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ว่า “ตามที่มีการแสดงละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ มีลักษณะเป็นการหมิ่นหรือการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท รัฐบาลได้สั่งการให้กรมตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีนี้โดยด่วนแล้ว”

หลังจากนั้น สถานีวิทยุยานเกราะ ก็ปลุกระดมมวลชนและลูกเสือชาวบ้านให้ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ และ กล่าวหานักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

6 ตุลาคม 2519 เวลา 08.10 น. นาทีแห่งการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์ ก็อุบัติขึ้น โดย พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวณชายแดน หรือ ตชด. พร้อมอาวุธสงครามครบมือบุกเข้าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนักศึกษาชุมนุมกันอยู่ประมาณ 3,000 คน

การระดมยิงเข้าใส่ของตชด. ทำให้นักศึกษาเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในขณะที่ส่วนใหญ่ยอมจำนน ถูกจับถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง นอนกลางสนามฟุตบอลที่ร้อนระอุ แต่อีกส่วนหนึ่งตกใจวิ่งหนีออกด้านหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งสนามหลวง ก็ถูกรุมประชา ทัณฑ์จนบาดเจ็บเสียชีวิต บางรายถูกจับแขวนคอ บางรายถูกเผาสด

3 ชั่วโมงที่ล้อมปราบและเข่นฆ่าอย่างอำมหิตผ่านพ้นไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นักศึกษาที่รอดตายกว่าพันชีวิต ตกอยู่ในกรงเล็บของมัจจุราชที่เรียกว่า ตำรวจและทหาร โดยมีศพเพื่อนๆ ล้มตายอยู่หลายคนและหลายจุด เป็นพยานหลักฐานความโหดร้ายของผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่า

11.50 น. สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล

12.00 น. รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ว่า 1.เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสยามมกุฎราชกุมารได้แล้ว 6 คน จะดำเนินการฟ้องศาลโดยเร็ว 2. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์การปะทะกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว 3. รัฐบาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

เป็นแถลงการณ์ที่บ่งบอกถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เลือกข้างแล้วว่าจะยืนอยู่ตรงข้ามกับนิสิตนึกศึกษาประชาชน ที่ถูกเข่นฆ่าล้มตายในมหาวิท ยาลัยธรรมศาสตร์ และดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสถานีวิทยุยานเกราะ และลูก เสือชาวบ้านที่ถูกปลุกระดมขึ้นมา ทุกประการ ทั้งยังกล่าวหาว่านักศึกษา ดำเนินการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งต่อมามีพยานหลักฐานปรากฎชัดว่านักศึกษา เป็นผู้ถูกใส่ร้าย โดยสถานีวิทยุยานเกราะของทหาร เป็นผู้บิดเบือนข้อมูลข่าวสารหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อด้วยความเข้าใจผิด

แต่อีกเพียง 6 ชั่วโมงต่อมา พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลหม่อมเสนีย์ ก็ประกาศยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน เป็นการสิ้นสุดวาระของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัยของเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง

จากลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของคนเดือนตุลา ในเวปไซต์ www.2519.net ที่ได้นำมาบอกกล่าวข้างต้นนี้ มีข้อพึงสังเกตและตั้งคำถามหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. พึงสังเกตว่า มีการใช้สื่อมวลชน ได้แก่วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชน และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้ประชาชนหลงผิด เข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง แบ่งแยกคนในชาติเป็นฝักฝ่าย และทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยขาดสติ ไม่ยั้งคิด ซึ่งวิธีการเช่นนี้ ได้ถูกนำมาใช้โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จนทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อย่างรุนแรง และกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารก่อการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549

2. พึงสังเกตว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และใส่ร้ายผู้อื่น ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่จงรักภักดี ในทุกครั้งที่มีการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองและยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน

3. พึงตั้งคำถามแก่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าแม้จะมีอายุเพียง 11 ปี ในขณะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาเป็นอย่างดี และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการปลุกระดมมวลชนสร้างความแตกแยกให้คนในชาติ และ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการเข่นฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า...

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่หาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ทั้งๆ ที่มีเค้าลางมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 และมีความพยายามที่จะก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองมาโดยตลอด

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงปล่อยให้จอมพลถนอม เข้ามาในประเทศไทยได้ และไม่ดำเนินการกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ไปรอต้อนรับและคุ้มครองความปลอดภัยให้จอมพลถนอม ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมติคณะรัฐมนตรี

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะมีการใช้การเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม เป็นเงื่อนไขสร้างความวุ่นวายขึ้นในประเทศ

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเป็นชนวนให้นักศึกษาชุมนุมประท้วงและมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันได้โดยง่าย เนื่องจากมี “มือที่สาม” รอสร้างสถานการณ์อยู่แล้ว

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงพูดจาภาษาเดียวกับสถานีวิทยุยานเกราะ กล่าวหาว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ดำเนินการกับสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งดำเนิน การปลุกระดม สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยอม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของทหาร และตำรวจ จึงไม่ออกคำสั่งหยุดการเข่นฆ่านักศึกษา ของตำรวจและทหาร แต่กลับปล่อยให้มีการล้อมปราบและสังหารโหด ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีผู้ล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

ต้องถามว่า พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ได้รับคำสั่งจากใคร จึงสั่งการให้ตชด. บุกเข้าไปยิงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต้องถามว่า ในฐานะรมว.มหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมตำรวจ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อเห็นตำรวจฆ่านักศึกษา

ต้องถามว่า นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น แสดงบทบาท ท่าทีอย่างไรเมื่อเห็นการประหารโหดนักศึกษา ด้วยเหตุที่เชื่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ต้องถามว่า ในขณะที่นักศึกษาถูกล้อมปราบและเข่นฆ่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงบทบาทอย่างไรบ้าง ต่อการทำหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

ต้องถามว่า นับแต่การสังหารโหดเริ่มต้นเมื่อเวลา 08.10 น. จนถึง 11.50 น. ที่รัฐบาลแถลงว่าได้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงที่ตำรวจและทหารใช้อาวุธสงครามสังหารโหดนักศึกษา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกคำสั่งให้ตำรวจและทหารหยุดปฏิบัติการ บ้างหรือไม่ และมีรัฐมนตรีคนใด ไปดูเหตุการณ์ สถานการณ์ในพื้นที่หรือไม่

ต้องถามว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเป็นรัฐบาลทั้งก่อนเกิดเหตุและวันเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 บ้างหรือไม่ และมีความเห็นอย่างไรกับบทบาทท่าทีของพรรค แลรัฐมนตรีของพรรค ที่คิดแต่หนีเพื่อเอาตัวรอด และปล่อยให้นักศึกษาประชาชน ถูกเข่นฆ่าล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

ต้องถามว่า หลังการเข่นฆ่านักศึกษาผ่านพ้นไป ทำไมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกแถลงการณ์ ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่ารัฐบาลเลือกที่จะยืนฝั่งตรงข้ามกับนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ในวันนั้น ด้วยการจะดำเนินการส่งฟ้องผู้ถูกตำรวจจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเร็ว ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นข้อหาที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของสื่อ มิใช่เกิดจากพฤติกรรมของนักศึกษา จริงๆ

ต้องถามว่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือดผ่านพ้นไป เหตุใด พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปด้วย

คำถามข้อสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะตอบไม่ได้ในวันนั้น แต่วันนี้ พรรคประชา ธิปัตย์ น่าจะตอบได้แล้ว เพราะมีช่องทางที่จะค้นหาความจริงได้แล้ว เนื่องจากขณะนี้บุคคลในครอบครัวของพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ คือ พล.อ.วินัย ภัทยิกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการคมช. เป็นนายทหารที่รู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้เข้ามามีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชา ธิปัตย์ ในฐานะพ่อของส.ส.สกลธี ภัทยิกุล ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

ไม่น่าเชื่อว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลานั้น ที่ยังไม่มีคำตอบจวบจนวันนี้ จะหวนกลับมาอีกครั้งจากการขยายประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะเล่นงาน นายสมัคร สุนทรเวช แต่ดูเหมือนว่า รายการนี้จะเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอ

ในขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องตอบ 1 คำถามว่าเหตุใดจึงพูดว่าเห็นคนตาย 1 คน

แต่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมจึงไม่ป้องกัน และไม่สกัดกั้นการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชน

อ่านประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 จบลงเที่ยวนี้ ผมเชื่อแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะฉะนั้น หากใครอยากจะถาม อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลาคม 2519 ต้องถามพรรคประชาธิปัตย์ จะได้คำตอบดีที่สุด

แต่อย่าลืมตอบคำถามหลายข้อของผมด้วยนะครับ

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Friday, February 22, 2008

สั่งย้ายอธิบดี‘ดีเอสไอ'มีผลตั้งแต่25ก.พ.

(22กพ.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม เห็นชอบในคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม ไปช่วยราชการในหน่วยงานอื่น โดยให้นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปช่วยราชการในตำแหน่ง รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งแยกเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาช่วยราชการในตำแหน่ง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ โดยคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.เป็นต้นไป ในขั้นตอนต่อไปจะมีการเสนอเป็นวาระเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอ และเลขาธิการ ปปท.ตัวจริง

ด้านนายสุนัย เปิดเผยว่า ตลอดทั้งวันตนได้ยินข่าวการโยกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเช่นกัน แต่ยังไม่เห็นคำสั่ง ล่าสุดนายจรัญโทรศัพท์มาบอกว่า ถูกย้ายไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ ปปท. และจะให้พ.ต.อ.ทวีมาช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการอธิบดีดีเอสไอ ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ. ตนจะเข้าไปเก็บของในห้องทำงาน สำหรับตนไม่รู้สึกอะไร จะทำงานไปตามปกติ เป็นข้าราชการต้องทำใจ ส่วนเรื่องโอนกลับศาลยุติธรรม อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาในระหว่างนี้จะช่วยงานปลัดกระทรวงไปพลางก่อน


จาก hi-thaksin

สมัครรบยาเสพติดเด็ดขาด

นายกฯสมัครย้ำชัดปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาด เมินวงจรการค้ายาฆ่าตัดตอนกันเอง บอกไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันนโยบายชัดเจนที่จะปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรัฐบาลพร้อมจะรับผิดชอบต่อนโยบายดังกล่าว ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการฆ่าตัดตอนที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าวนั้น รัฐบาลคงไม่สามารถเข้าไปรับผิดชอบหากวงการค้ายาเสพติดมีการฆ่าตัดตอนกันเอง ยกเว้นในส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำวิสามัญฆาตกรรมก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง

'รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะปราบปรามขั้นเด็ดขาด แต่คงไม่บ้าไปกำหนดว่าให้ฆ่าวันละกี่คน และคงไม่ต้องไปรับผิดชอบหากมีการฆ่าตัดตอน'นายสมัคร กล่าว และว่า สำหรับกรณีที่มีการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดในสมัยรัฐบาล 'ทักษิณ' กว่า 2,500 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกทางการฆ่าตาย แต่เป็นกลุ่มวงการผู้ค้ายาเสพติดการฆ่าตัดตอนกันเองเพื่อไม่ให้โยงใยไปถึงตัวการใหญ่ มีเพียง 59 รายเท่านั้นที่เป็นการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกัน

'มันผิดตรงไหนช่วยบอกหน่อย คุณอยากให้ออกระเบียบห้ามยิงคนร้าย แล้วปล่อยให้คนร้ายยิงตำรวจหรืออย่างไร'นายสมัคร กล่าว

นายกฯ พร้อมเยียวยา ขรก.ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายกรัฐมนตรี ประกาศพร้อมเยียวยาบรรดาข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการนายกพบสื่อ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ที่ทำงานอยู่ในวงราชการ ทั้งทหาร และจากส่วนราชการหลายแห่ง ว่า ได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการโยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้จะเยียวยาบรรดาข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสมควรแก่เหตุ โดยข้าราชการคนใดมีความรู้สึกว่าได้รับความเสียหาย สามารถมาแจ้งที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ห้ามเอกชนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่การปรับขึ้นราคาสินค้าต้องมีความเป็นธรรม เช่น ราคาข้าวแกง ต้นทุนเพิ่ม 50 บาท แต่แม่ค้ากลับขึ้นราคาจานละ 5บาท ขายวันละ 100 จาน ก็จะได้เงิน 500บาท ตนจึงเสนอนโยบายเศษสตางค์ เพราะเห็นว่าถ้าต้นทุนราคาข้าวแกงเพิ่ม 50 บาท ก็ควรเพิ่มราคาแค่จานละ 1 บาทเท่านั้น ก็จะทำให้แม่ค้าสามารถขายได้ ในราคาที่ไม่แพงนัก และก็เป็นธรรมกับผู้บริโภคด้วย ส่วนกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ผู้ผลิตชะลอปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เป็นการพูดเร็วเกินไป

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติภารกิจช่วงเช้า โดยมีเอกอัครราชทูต และนักธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ได้เข้าพบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวภายหลังการเข้าพบว่า ประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนประเทศไทยในการดำเนินงาน พร้อมอนุมัติในการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ประเทศไทย ในการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง

สนธิ ลิ้มทองกุล ลั่น ศาลสั่งจำคุก3ปี คือ 'มารผจญ'

ย้อนหลังกลับไปแกะนัยยะและความหมายที่อยู่ในคำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ที่ให้สัมภาษณ์กับ กานต์ จอมอินตา ผู้ประกาศข่าวเอเอสทีวี จะพบได้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้น้อมรับคำพิพากษาด้วยความเคารพในกระบวนการยุติธรรม ที่พิจารณาตัดสินคดีในพระปรมาภิไธยพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากแต่น้อมรับด้วยความจำยอม ทั้งๆ ที่ในใจร่ำร้องคัดค้านและไม่ยอมรับคำพิพากษาครั้งนี้พราะยังเชื่อว่าตนทำถูกต้อง ยังประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน มากกว่าเป็นอันตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ ตามที่ศาลพิพากษา

สนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่าสิ่งที่เขาประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ หลังจากที่ศาลสั่งจำกคุก 3ปี เป็นวิบากกรรม และเป็นมารผจญ ซึ่งสมควรต้องพิจารณาอย่างยิ่งว่า คำพูดของสนธิ ลิ้มทองกุล มีนัยยะหรือสะท้อนความหายใดไปยังศาล และกระบวนการยุติธรรม ว่าคือ “มารผจญ” ใช่หรือไม่

อีกทั้งยัง กล่าวถ้อยคำเช่นเดียวกับที่ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เคยกล่าว และถูกศาลพิพากษาลงโทษ ฐานความผิดดูหมิ่นศาล มาแล้ว ด้วยคำพูดที่ไม่เชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมและสุจริตของศาล ว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้ถูกวางแผนและดำเนินการมาแต่ต้นโดยเครือข่ายของนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ถัดจากบรรทัดนี้ไป คือ คำสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ ที่ทำให้เราได้รู้ว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ได้เคารพคำพิพากษาของศาลที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระปรมาภิไธย แม้แต่น้อย และความไม่เคารพนี้ได้ส่งทอดไปยังลิ่วล้อบริวารในสื่อเครือข่ายผู้จัดการ อย่างถ้วนหน้า ด้วย

...............

สนธิ - เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เมื่อมีคดีความก็อยากชนะ แต่ผมก็น้อมรับคำพิพากษา เพราะว่า ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า คำพิพากษาของศาลนั้นไม่เหมือนกัน บางองค์คณะพิพากษากรณีลักษณะเดียวกันแบบหนึ่ง อีกองค์คณะหนึ่งก็พิพากษาแบบหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจกับมันก็คือว่า เป็นเพียงแค่ศาลชั้นต้น ก็ยังคงมีศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาต่อไป เพราะผมเป็นคนที่พูดมาตลอดเวลาว่า ผมเป็นคนที่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลสถิตยุติธรรม เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อผมไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผมก็ต้องอุทธรณ์ต่อไป

กานต์ - เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรม

สนธิ - ถูกต้อง ในทำนองเดียวกัน หลายคดีที่ผมชนะ ฝ่ายที่เขาแพ้ผม เขาก็อุทธรณ์เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผม แน่นอนทุกคนที่ขึ้นศาลก็อยากให้ตัวเองชนะ แต่ถ้าไม่ชนะก็ต้องทำความเข้าใจกับมัน องค์ประกอบของการตัดสินคดีความแต่ละคดีความนั้นมีอยู่มากมาย เยอะแยะไปหมด อย่าให้ผมพูดออกไปเลย เอาเป็นว่า ในขั้นต้นนั้นจบแล้ว ส่วนในการที่จะมีข้ออ้างอิงอะไรนั้นก็รอการอุทธรณ์ก็แล้วกัน

กานต์ - คุณสนธิ ยืนยันที่จะยื่นอุทธรณ์

สนธิ - 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าไม่มีใครยอมแพ้หรอกครับ ทุกคนก็ต้องบอกว่า ตัวเองถูกต้อง แน่นอนที่สุด

กานต์ - ถ้าเป็นอย่างนั้น ยังมีบางประเด็นที่ยังติดใจในคำพิพากษาของศาล

สนธิ - มีมากครับ มีมาก มีหลายประเด็น ผมจะไม่เอ่ยในที่นี้ก็แล้วกัน มีหลายประเด็น ซึ่งหลายๆ ประเด็นผู้ที่อยู่ในแวดวงกฎหมายก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่ว่า ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าผมน้อมรับคำพิพากษาก็แล้วกัน แต่ผมขอใช้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ไป แล้วก็ ถ้าผมชนะอุทธรณ์ โจทก์เขาก็ต้องฎีกา ก็ไปตัดสินกันที่ศาลฎีกา ส่วนฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็เป็นไปตามอย่างนั้น ถ้าศาลฎีกาบอกผมต้องติดคุกผมก็ติด ผมไม่ออกมาร้องแรกแหกกระเชอแล้วผมไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะผมเป็นคนเชื่อมั่นในระบบ

กานต์ - คนที่ทำผิดหรือคิดว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ควรกลับมาต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า

สนธิ - มันเป็นกรณีที่เปรียบเทียบให้เห็นว่า คุณทักษิณจริงๆ ไม่ควรจะไปหลบอยู่ต่างประเทศ แล้วก็ใช้วิถีทางหลายๆ วิถีทางเพื่อก่อให้เกิดกระแส แล้วพรรคพวกตัวเองได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะด้วยวิธีใดก็ตาม จะด้วยถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ผมไม่ขอออกความเห็น แล้วในที่สุดแล้ว ก็เอาพวกนี้เข้ามาปัดกวาด ทำให้ถนนหนทางมันไม่ขรุขระ เขาจะได้เดินกลับมาง่ายๆ

กานต์ - ไม่ถึงขั้นปูพรมแดง

สนธิ - ไม่ถึง เอาแค่ไม่ให้ขรุขระก็พอใจแล้ว อย่างเช่น ผมเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนเองก็ต้องการกุมตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ทั้งหมดนั้นเกี่ยวพันกับคุณทักษิณหมดเลย

กานต์ - อย่างนี้ในแง่กำลังใจที่จะเดินต่อสู้บนถนนสายนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไร

สนธิ - ผมมีความเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ผมเชื่อในคุณงามความดี ที่ดีมาตั้งแต่ต้น ดีไปตรงกลาง แล้วก็ดีให้ถึงที่สุด สังคมไทยวันนี้เป็นสังคมไทยน่าสงสาร แล้วก็ บางครั้งผมมานั่งดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วหลังเลือกตั้ง ผมเห็นความโลภของคน ผมเห็นคนบางคนซึ่งเคยยืนอยู่ข้างประชาชน ต่อต้านคุณทักษิณ วันนี้ยกพรรคพวกเข้าไปอยู่กับคุณทักษิณ

กานต์ - เพียงไม่กี่วัน

สนธิ - เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง เพียงเพราะว่าตัวเองต้องการลาภ ต้องการอะไรก็ตามที่เข้ามา คนบางคนสู้คุณทักษิณก็เพราะว่าตัวเองนั้นถูกรังแกมาก่อน พอวันนี้รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้หมด ก็เสนอตัวเข้าไปร่วมกับคุณทักษิณ พูดในทำนองที่เรียกว่า คือผมเข้าใจการเมืองชอบพูดคำว่า ก่อนที่จะเลือกตั้งก็จะทะเลาะกัน ไม่รวมไม่ร่วม พอเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ตัวเองไม่มีข้อต่อรอง ตัวเองจะบอกว่า ร่วมกับพรรคไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วสังคมไทย อุดมการณ์ทางการเมืองมันไม่รู้อยู่ที่ไหน ส่วนผมนั้น อุดมการณ์ของการเป็นคนดีแล้วต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองนั้น จากวันแรกที่ผมตัดสินใจเดินมา ผมเสียสละแล้วหมดทุกอย่าง ผมเอาธรรมนำหน้า ผมบอกกับตัวผมเองว่า คุณกานต์คงจำได้ว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง มันมีนัยที่ลึกซึ้งมาก คือว่า ผมมองว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ทุกอย่างไม่แน่นอน ทุกอย่างเป็นทุกข์หมด พอจบไปแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า ตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง ก็คือว่า เมื่อตัดสินใจทำงานให้ชาติบ้านเมืองแล้ว ต้องยอมเสียสละหมดทุกอย่าง ถึงแม้จะต้องถึงแก่ชีวิตก็ต้องยอม ถึงแม้ว่าจะหมดทรัพย์สมบัติไปก็ต้องยอม เพราะว่าเรามีศรัทธาในสิ่งที่เราทำ และสิ่งที่เราทำนั้นเราทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เราทำด้วยความถูกต้อง บางครั้งการกระทำของเรานั้น เราต้องเจอวิบากกรรม อย่างในขณะนี้ต้องถือเป็นวิบากกรรม

กานต์ - เป็นมารผจญ

สนธิ - มารผจญ แม้กระทั่งการที่ผมไปบวชคราวที่แล้วก็ยังมีมารมาผจญ เพราะฉะนั้นแล้วเราต้องไม่สติแตก เราต้องสติมั่นคง อยู่กับตัวเราเอง อันหนึ่งซึ่งผมอยากจะเรียนให้คุณกานต์ทราบนิดหนึ่งว่า ในขณะนี้สังคมไทยของปลอมเยอะ เยอะมาก หลายๆ คนที่เข้ามาร่วมกระบวนการกับเราตั้งแต่ต้น วันนี้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว จำนวนคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่เหมือนเดิม น้อยลง คนที่มาเอาประโยชน์กับเราได้ไปเยอะ หลายๆ คน คมช. ก็ได้ประโยชน์ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายกฯ ขึ้นมาก็เพราะว่าพวกเราเป็นคนทำ

กานต์ - หลายๆ คน รัฐมนตรีหลายคนมาจากเรา

สนธิ - มาจากเราทั้งนั้น แต่คนพวกนี้เข้ามาร่วมพวกเราเพียงเพราะเห็นว่าเรามีกำลังจะโค่นคุณทักษิณได้ พอเราโค่นคุณทักษิณเสร็จเขาก็มาฉกฉวยผลประโยชน์ที่เขาต้องการจะได้ตั้งแต่ต้นเอาไป ที่เราพูดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะว่าเราเห็นว่าเราไม่ได้มีประโยชน์อะไรแล้วเราก็มาทำตัวเป็นองุ่นเปรี้ยว ไม่ใช่ ที่เราพูดเช่นนี้เราต้องการชี้ให้พี่น้องและประชาชนเห็นสัจธรรมของชีวิต โชคดีอย่างหนึ่งที่ อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน แล้วผมยัง

กานต์ - เป็นสิ่งสำคัญ

สนธิ - สำคัญมากคุณกานต์ คนเราตอนนี้ มีคนถามผมวันนี้ว่าผมจะท้อใจไหมในการต่อสู้ต่อไป ผมไม่ท้อหรอก ผมเป็นนักรบคุณกานต์ เมื่อผมเป็นนักรบ อย่ามาเรียกผมขุนพลแล้วกัน ผมไม่ใช่เป็นขุนพลของใคร ผมเป็นนักรบ ผมรบในสิ่งที่ผมเชื่อ และศรัทธา คือสัจธรรมแห่งคุณงามความดี ผมเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อผมเชื่อในเรื่องนี้ ถ้าผมจำเป็นต้องบาดเจ็บ บางครั้งบาดเจ็บเล็กน้อย บางครั้งบาดเจ็บสาหัส ผมก็ต้องทน คุณกานต์ ผมเคยโดนคดีหนึ่งที่คุณภูมิธรรม เวชชยชัย ฟ้องผม แล้วท่านผู้พิพากษาท่านพิพากษาจำคุกผม 2 ปี 1 กรรม 1 กรรม 2 ปี ไม่มีรอลงอาญา ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการศาลในเมืองไทย ไม่เคยมีมาก่อน ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ตกตะลึง และงงไปหมด เกิดอะไรขึ้น เพราะธรรมดา 1 กรรม จะจำคุก 1 ปีแล้วให้รอลงอาญา หรือบางครั้ง อย่างกรณีหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยคดีหมิ่นประมาท ศาลจำคุก 6 เดือน ให้รอลงอาญา แต่ถ้าเป็นผู้จัดการแล้วจะไม่มีรอลงอาญา

กานต์ - จำคุกเลย

สนธิ - หรือตัวผม ซึ่งผมไม่ได้มาตัดพ้อต่อว่า ผมกำลังเล่าให้คุณกานต์ฟังว่า คนเราถ้าอดทนต้องอดทนให้ถึงที่สุด พูดง่ายๆ ว่า ถ้าบาดเจ็บสาหัสแล้วอย่าร้อง ร้องไม่ได้คุณกานต์ ไม่มีสิทธิร้อง ที่ไม่มีสิทธิร้องก็เพราะว่า เรามีความศรัทธา ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ เหมือนเราเชื่อในพระพุทธเจ้า เราเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอน เราจะบอกตัวเราเองว่า ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรม หรือตอนที่เราสู้กับคุณทักษิณ เราก็พูดตลอดเวลาว่า ไม่มีใครที่หนีกรรมได้พ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อเรามีความเชื่อ มีศรัทธาแล้ว อย่าไปหวั่นไหวกับมัน บาดเจ็บสาหัสแน่นอน วันนี้คนเยอะเลยลืมไปหมดแล้วว่าผมเคยสู้อะไรมาบ้าง

กานต์ - ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปไม่ถึง ปีกว่าๆ เท่านั้น

สนธิ - ถูกต้อง วันนี้ผมเดินขึ้นศาล ผมโดนพิพากษาอย่างนี้ คนก็เฉยๆ แต่เขาไม่รู้ เขาไม่ได้หยุดคิดเลยว่า สิ่งซึ่งผมโดนวันนี้คือสิ่งซึ่งผมสู้ในอดีต เพื่อให้พวกเขาได้มีวันนี้กัน

กานต์ - นี่คือสิ่งที่คุณสนธิต้องการจะบอก

สนธิ - ผมก็ไม่เชิงต้องการบอก ผมต้องการเล่าให้ฟังว่า คนเรา คือผมมี 2 ความคิด ความคิดหนึ่ง ผมยอมรับ คนเราขี้ลืม

กานต์ - โดยเฉพาะคนไทย

สนธิ - โดยเฉพาะคนไทย ผมว่าชาติอื่นขี้ลืมเหมือนกัน แต่ว่า อีกมิติหนึ่งผมกำลังจะบอกว่า ถึงเขาจะขี้ลืม ผมควรหรือไม่ลืมไปตามเขา เพราะวันนี้ถ้าผมไปคุยกับคุณทักษิณ ชินวัตร ในทำนองว่ามาร่วมมือกันทำอะไรก็ได้แล้วลืมความหลังครั้งเก่าๆ ผมก็เสียแล้ว ผมเสียศรัทธาคนที่จะมารุมด่าผม แต่ในขณะเดียวกัน ที่ผมมารับเคราะห์รับกรรมเพราะคุณทักษิณอย่างนี้ คนเขาจำไม่ได้ว่าผมเคยทำอะไรมา เพราะฉะนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องที่ เป็นเรื่องปัจเจกบุคคลจริงๆ ที่เอามาเป็นตัวอย่างให้ทุกๆ คนทำตามคงไม่ได้ ผมคงไม่มีสิทธิที่จะไปหวังว่าทุกคนคงจะคิดเหมือนผม ทำเหมือนผม แต่ผมมีสิทธิที่จะทำในสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและศรัทธา และผมต้องไม่เปลี่ยนแปลงในจุดยืนของผม เพราะอันนี้สำคัญที่สุด เพราะอันนี้คือคุณค่าของความเป็นคน และที่สำคัญ คุณค่าของความเป็นคนที่ต้องการทำความดี ไม่ใช่แค่พูดแต่ปาก โดนแล้วก็ไม่บ่น มีใครบ้าง มีใครเจออย่างผมบ้าง วันนี้ผมโดนไป 3 ปี ไม่รอลงอาญาเลย ผมรู้สึกเฉยๆ นี่พูดด้วยความสัตย์จริง ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะผมเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว

กานต์ - เข้าใจในสัจธรรม

สนธิ - ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 คุณกานต์ ทุกคดีที่เขาฟ้องผมตอนนี้ คุณกานต์รู้ไหมเขายื่นฟ้องผมตอนที่เขามีอำนาจ คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วให้ลูกน้องมาฟ้องผม การที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วทะเลาะกับผมตอนนั้น หาเรื่องผมตอนนั้น เขาบริหารระบบทั้งระบบใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในระบบแต่ละระบบจะเกรงใจเขา

กานต์ - จะเป็นไปตามประตู ตามทาง

สนธิ - ประตู ตามทางที่เขาวางเอาไว้ ผมก็ต้องไม่บ่น ไปดูได้ ยอมรับ ไปดูได้เลยทุกคดี ไปดูได้เลย ทุกคดี คุณทักษิณดำเนินคดีกับผมในช่วงที่คุณทักษิณมีอำนาจเต็มๆ เลย เพราะฉะนั้นแล้วมันต้องยอมไป ก็เพียงแต่หวังว่า ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ท่านจะมีเมตตา ท่านจะเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมสู้มา แล้วสิ่งที่ผมต่อสู้มาแล้วไม่ได้รับการหยิบยกมาพิจารณานั้น ท่านอาจจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก็ได้ แต่ว่า อย่างที่ผมเรียนให้ทราบคุณกานต์ ผมน้อมรับคำพิพากษาทุกประการ เป็นเพียงแต่ว่า ผมขออนุญาตไม่เห็นด้วย และผมขออนุญาตใช้สิทธิของผมในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไป

กานต์ - คำพูดที่เราทุกคนชาวพันธมิตรฯ ใส่เสื้อ เราจะสู้เพื่อในหลวง อันนี้คือหลักการใหญ่ อุดมการณ์ใหญ่ที่คุณสนธิบอกว่า นี่คือสิ่งซึ่งทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

สนธิ - ถูกต้องครับ แล้วผมยังยืนยันอยู่ทุกวันนี้ แล้วในบางครั้งหลายคนน้อยอกน้อยใจแทนผม บอกคุณสนธิคุณจะสู้ไปทำไม คุณสู้ไปแล้วคุณได้อะไร คุณได้แต่คดีความบ้าๆ บอๆ มา คนอื่นเขาไปตักตวงผลประโยชน์ มีความสุขกันหมดทุกคน ผมบอก อย่าไปคิดอย่างนั้นซิ ดีต้องดีให้ตลอด แล้วดีต้องดีให้ตลอดจริงๆ นะ อย่าไปดีแล้วแอบชั่วแล้วสร้างภาพว่ายังดีอยู่ มีอยู่หลายคนตอนนี้ ดีแล้วแอบชั่ว แล้วสร้างภาพให้ตัวเอง ให้คนอื่นเห็นว่า ตัวเองยังดีอยู่ ดีต้องดีทั้งเปิดเผยและลับหลัง

กานต์ - นี่คือสิ่งที่ คุณสนธิยึดหลักการนี้แล้วทำมาโดยตลอด

สนธิ - ถูกต้องครับ แล้วผมยังทำอยู่ต่อไป บทบาทหน้าที่ผมคงไม่ถดถอยออกไป เป็นเพียงแต่ว่าผมอาจจะเปลี่ยนทิศทางใหม่

กานต์ - เสียกำลังใจ

สนธิ - ไม่เสีย ไม่เสีย ผมกลับมองในมุมกลับว่าทำให้ผมมีกำลังใจมากกว่าเก่า

กานต์ - แรงฮึด

สนธิ - มันไม่ใช่แรงฮึดอย่างเดียวคุณกานต์ ผมมีความรู้สึกว่า ผมต้องทำอะไรแล้วมันได้ผลแน่นอน เขาถึงต้องมาเล่นงานผมอีก คือ วัตถุประสงค์ทั้งหมดต้องการจะปิดปากผมนะ ไม่ให้ผม

กานต์ - ถ้าคุณสนธิไม่อยู่สักคนหนึ่งทุกอย่าง

สนธิ - ถ้าผมไม่อยู่ ถ้าผมไม่อยู่เสียคนหนึ่งทุกอย่างราบรื่นหมด แล้วเขาเคยพูดมาตลอดเวลา เขาพูดตลอดเวลา เขาบอกทหารเขาก็ซื้อได้ นักการเมืองเขาซื้อได้ ข้าราชการแน่นอน เขามีอำนาจทุกคนยอมเขาหมดไม่ว่าจะเป็นหน่วยไหน เขาบอกเหลืออยู่คนเดียวที่มันไม่ยอมผม ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล

กานต์ - สุดท้ายครับคุณสนธิ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นอกจากระบวนการทางยุติธรรมที่เราต้องดำเนินต่อสู้ต่อแล้ว กระบวนการทางจิตใจ ร่างกาย หลายคนเป็นห่วงกลับคุณสนธิจะถอดใจ

สนธิ - ผมคงไม่ถอดใจหรอกครับ มันไม่คง ผมไม่ถอดใจแน่นอน แต่สิ่งที่ผมจะทำในที่สุดคือ ผมยังคงเดินหน้าต่อไป แต่ปีใหม่ 2551 บทบาทผมจะเปลี่ยนไป ผมกำลังจะชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ฟังเรื่องที่ผมพูด แล้วถ้าหลายคนเห็นด้วยให้เข้ามาร่วมกระบวนการกับผม ผมคิดว่าเราจะเริ่มประมาณต้นปี คงจะได้เห็นกันครับ ขอบคุณมากครับคุณกานต์

คลิกอ่านบทความ อย่าด้อยค่าคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย

ประดาบ

จาก hi-thaksin

อย่าด้อยค่าคำพิพากษาของศาลในพระปรมาภิไธย

ค่ำวานนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องจัดระบบสื่อของรัฐ ว่า เพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีดังเช่นที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้สื่อในเครือข่ายผู้จัดการ ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เอเอสทีวี วิทยุ 97.75 และ เวปไซต์ Manager สร้างความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ด้วยการให้สื่อของรัฐเป็นผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และสร้างดุลความจริง สร้างสมดุลของข้อมูลข่าวสารในสังคม ไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ และการใช้สื่อเพื่อตอบสนองเป้าหมายทางการเมือง แย่งชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ จักรภพ เพ็ญแข พูดไปในสภาฯ เมื่อวานนี้ ทำให้เห็นภาพชัดมากว่า สื่อมีบทบาทสำคัญอย่างไรในการก่อวิกฤตขึ้นในชาติ และนำประชาชนไปสู่ห้วงเหวแห่งหาย นะ ได้อย่างไร

สื่อไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนอความจริง และ แสดงความคิดเห็นที่เพียบพร้อมด้วยเหตุและผล หากแต่ชี้นำประชาชนให้หลงเชื่อ โดยมี “เป้าหมาย” อยู่ในใจ ว่าจะนำประชาชนไปในทิศทางใด และ นำเสนอความคิดเห็นที่มากด้วยอคติ จนเรียกได้ว่ามีเจตนาร้ายอย่างเปิดเผย

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา นับแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้นำสังคมให้หลงผิด หลงเชื่อ เห็นกงจักร เป็นดอกบัว กลัวที่จะเดินในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม แต่กล้าที่จะกระทำผิดกฎหมาย และท้าทายรัฐธรรมนูญ

สื่อของรัฐ จำนวนมาก ทั้งในสังกัด กรมประชาสัมพันธ์ และ อ.ส.ม.ท. ตลอดจน วิทยุทหาร และตำรวจ ในเครือข่ายของสี่เหล่าทัพ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ ก็ช่วยกันโฆษณาเผยแพร่ความเท็จ และถ้อยคำปลุกระดม ที่พรั่งพรูออกมาจากปากของสนธิ ลิ้มทองกุล โดยไม่กลั่นกรอง อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม และโหมกระพือให้ความเท็จแพร่กระจายครอบงำไปทั่วทั้งสังคมไทย และกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้สังคม ไทยกลายเป็นสังคมอกแตก ขัดแย้งกันในทุกชุมชนและทุกชนชั้น ดังเช่นที่ปรากฎอยู่ในปัจจุบันนี้

คำพิพากษาของศาล เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ที่ตัดสินลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา และลงโทษจำคุก ขุนทอง ลอเสรีวานิช บรรณาธิกาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 1 ปี ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของชาติ และความสามัคคีของคนในชาตไว้ดังนี้

“..พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 (สนธิ ลิ้มทองกุล) กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ (ทักษิณ ชินวัตร) เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรัยของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูล เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1..”

การที่ศาลชี้ให้เห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ พฤติ การณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง จึงต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล และคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป ย่อมจะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาของสังคมไทยหรือไม่ และ สื่อในเครือผู้จัดการ ทั้ง 4 ชนิดดังที่ จักรภพ เพ็ญแข นำมากล่าวอ้าง ว่าเป็นสื่อที่ทำให้สังคมขาดดุลความจริง เป็นสื่อที่ประชาชนควรจะนับเป็นสื่อที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอีกหรือไม่

ความเที่ยงตรง ความเป็นกลาง ความเป็นธรรม ของสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือผู้จัดการ มีหรือไม่ ย่อมจะพิสูจน์ได้จากคำพิพากษาของศาล อยู่แล้ว

แน่นอนว่า การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ย่อมจะสร้างความไม่พอใจให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล และลิ่วล้อบริวาร ที่ยังคงทำหน้าที่ผลิตข้อมูลข่าวเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อกันอย่างขันแข็ง และเผยแพร่ผ่านสื่อ 4 ชนิดที่มีอยู่ในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย จึงทำให้รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ออกอากาศทางเอเอาทีวี เมื่อคืนวานนี้ ต้องเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอย่างฉับพลันทันด่วน เพื่อตอบโต้การอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข แบบลุกลี้ลุกลน และประกาศขึ้นบัญชีดำ จักรภพ เพ็ญแข เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของ สื่อเครือผู้จัดการ ผ่านปากของปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ และ สโรชา พรอุดมศักดิ์ สองศิษย์เอกของสนธิ ลิ้มทองกุล

ไม่น่าแปลกใจที่ ลิ่วล้อบริวารของ สนธิ ลิ้มทองกุล จะต้องออกมาโต้แทน เถียงแทน ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งที่ถูกกรีดซ้ำย้ำลงบนแผลเดิม ที่ประมุขแห่งเครือผู้จัดการ เพิ่งถูกศาลพิพากษาจำคุกมาหมาดๆ แถมยังถูกตอกย้ำว่าเป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นอัน ตรายร้ายแรงแก่ประเทศชาติ และไม่ควรเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง

แต่บรรดาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข หวังจะปิดปากเพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ให้ถูกแฉประจานพฤติการณ์ชั่วร้ายที่ศาลพิพาก ษาแล้ว ให้ประชาชนที่เฝ้าชมการประชุมรัฐสภา ได้ยินได้ฟัง นี่สิ น่าประหลาดใจว่า ส.ส.เหล่านั้นกระทำไปในฐานะใด ระหว่างส.ส. ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย หรือ องครักษิพิทักษ์สนธิ ลิ้มทองกุล หรือว่าระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับ สนธิ ลิ้มทองกุล มีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกันลึกซึ้งเป็นพิเศษ จึงต้องปกป้องกันออกนอกหน้า และแตะต้องไม่ได้เช่นนี้

อาการของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ลนลานขานชื่อบอกสังกัด เพื่อประท้วงตัดการอภิปรายของจักรภพ เพ็ญแข ทำให้อดนึกถึงภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำกระเช้าดอกไม้ไปให้กำลังใจ สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งก่อนเคลื่อนพลนำม็อบขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร และหลังการรัฐประหาร ด้วยความนอบน้อมพินอบพิเทาอย่างยิ่ง ไม่ได้

มิพักต้องแปลกใจ หากผมจะนึกถึง อลงกรณ์ พลบุตร เกียรติ สิทธิอมร กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ บุญยอด สุขถิ่นไทย ประพันธุ์ คูณมี สำราญ รอดเพชร ที่ขึ้นลงเวทีพันธมิตร เป็นตลกหน้าม่านบนเวทีพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ก่อนที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะขึ้นปลุกระดมมวลชน เป็นประจำทุกค่ำคืน โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ยืนคุมเบี้ยเลี้ยงและเสบียงกรัง อยู่หลังเวทีพันธมิตร ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า เรื่อยมาจนถึงท้องสนามหลวง และมี อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. จัดหาเจ้าหน้าที่เทศกิจ และพนักงานรักษาความสะอาด กทม. มาเป็นหน้าม้าหน้าเวที และรถสุขามาให้บริการทุกวันตั้งแต่เช้ายันดึก ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาต่อเนื่องกันเกือบ 2 ปี ตั้งแต่สวนลุมพินี มาถึง ราชดำเนิน และท้องสนามหลวง

ชื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่เดินเข้าออกสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี บ่อยและถี่เท่ากับที่เข้าออกที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

แม้จะไม่ยอมรับกันตรงๆ แต่ก็ไม่มีอะไรน่างุนงง หากจะตอบกันแบบฟันธงว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค ยินดีพลีกายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ และเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกระดมมวลชน ให้แก่สนธิ ลิ้มทองกุล ไปเสียแล้ว และนานแล้วด้วย กระทั่งวันนี้ก็ยังหลงเชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล หัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น เราจึงได้เห็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วง เพื่อปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งกว่าปกป้อง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกพาดพิง ในการปะทะคารมเรื่อง 6 ตุลาคม 2519 เสียอีก

ย้อนกลับมาที่อาการลุกลี้ลุกลนของลิ่วล้อมบริวาร หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาว ที่ออกมาตอบโต้จักรภพ เพ็ญแข ผ่านรายการยามเผาแผ่นดิน ทางเอเอสทีวี เมื่อวานนี้ นับได้ว่าเป็นการลงทุนเสี่ยงชีวิตเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเข้าปกป้องประมุขสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างถวายหัวจริงๆ

“คุณจักรภพ ตัดสินใจหยิบยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งคุณสนธิไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น และทำการอุทธรณ์ต่อในชั้นกระบวนการยุติธรรม และก็หยิบเหตุนั้นซึ่งในคดีความยังไม่สิ้นสุดมาพูด และมาอ่านให้ฟัง”

เป็นถ้อยคำของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โดยมี สโรชา พรอุดมศักดิ์ นั่งพยักหน้าหงึกๆ เป็นขุนพลอยพยักรับลูก พร้อมกับเบิ่งตาโตให้ดูน่าตื่นเต้น

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พยายามจะอธิบายให้เข้าใจว่า จักรภพ เพ็ญแข เล่นไม่แฟร์ ที่นำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มาอ่านในที่ประชุมรัฐสภา ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งๆ ที่คำพิพากษานั้นยังไม่ถึงที่สุด ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา และ สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษานั้น เหมือนกับจะบอกว่าศาลพิพากษาไม่เป็นธรรม ยังมีโอกาสที่คดีนี้อาจจะพลิกก็ได้

“นายแน่มาก”

เพื่อจะปกป้องสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องคำพิพากษาของศาล ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ด้วยความผิดมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ถึงกับใช้ถ้อยคำวาทกรรมที่เป็นด้อยค่าคำพิพากษาของศาล ให้ประชาชนรู้สึกคล้อยตามว่า อาจจะเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่น่าเชื่อถือ ไม่ควรนำมากล่าวอ้างได้

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คงกระสันจะไปใช้ชีวิตในคุกเสียเต็มประดา

ต้องไม่ลืมว่า คำพิพากษาจำคุกสนธิ ลิ้มทองกุล 3ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้วยเหตุว่าเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงนั้น เป็นคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปร มาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้จะเป็นศาลชั้นต้น แต่ก็เป็นศาลสถิตยุติธรรมที่พิจารณาอรรถคดีด้วยความเที่ยงธรรมภายใต้พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

ศาลสถิตยุติธรรม ที่พิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นศาลจริง ไม่ใช่ศาลปลอม หรือ ศาลลวงโลก ที่เป็นเพียงแค่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่แอบอ้างว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ตามแผนการของคณะรัฐประหาร

เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ฟังก็รู้ ดูก็เห็น ว่าต้องการทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือคำพิพากษาของศาล จึงบอกว่าเป็นเพียงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น และยังบอกด้วยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เห็นด้วย ซึ่งก็แปลว่าไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาล

เจตนาของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นเจตนาหมิ่นศาลอย่างชัดเจน เป็นการด้อยค่า ดูถูกดูแคลนคำพิพากษาของศาล ด้วยเหตุที่ว่าเป็นเพียงศาลชั้นต้น เท่านั้น

เมื่อเทียบกับกรณี ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ ธนา เบญจาธิกุล ที่ศาลลงโทษในฐานความผิดดูหมิ่นศาลไปแล้วนั้น พฤติกรรมของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดูจะหนักหนากว่าหลาย เท่าตัว

หากศาลมัวแต่นั่งดูนั่งฟัง แล้วไม่แสดงอาการรู้ร้อนรู้หนาวต่อคำพูดที่ด้อยค่าดูแคลนคำพิพากษาของศาลเช่นนี้ ต่อไปคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จะมีความศักดิ์สิทธิและได้รับความเคารพจากประชาชน ได้อย่างไร

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พูดราวกับว่าศาลชั้นต้น พิพากษาตัดสินคดีแบบง่ายๆ จึงควรจะรอให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินก่อน หรือรอให้คดีถึงที่สุดในศาลฎีกา ก่อน แล้วจึงค่อยมาชี้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด

เพียงแค่ศาลชั้นต้นตัดสิน จักรภพ เพ็ญแข จึงไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ไปกล่าวอ้างได้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนผิด อย่างนั้นหรือ ?

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ควรจะต้องไปศึกษาหาความรู้จากผู้พิพากษาทั้งหลาย จะดีไหม ก่อนจะพูดจาแสดงอาการหมิ่นหยามคำพิพากษาของศาลภายใต้พระปรมาภิไธย เช่นนี้

อาการของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในป้อมค่ายผู้จัดการ มิได้เกรงกลัวต่ออำนาจศาล มิได้ยอมรับต่อกระบวนการยุติธรรม และยังเชื่อมั่นในการกระทำของตนเอง พวกพ้อง และ สนธิ ลิ้มทองกุล ว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง มิได้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย มิได้แอบอ้างพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองแห่งตนเอง มิได้กล่าวความเท็จ มิได้เป็นอันตรายต่อประเทศชาติ ดังที่ศาลพิพากษา

ทั้งยังเห็นตรงกันข้ามกับศาล โดยเห็นว่าตนและพวกพ้อง เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้กระทำการต่างๆ ด้วยความสุจริต มุ่งหมายประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชน เป็นผู้จรรโลงสังคม ให้เป็นสังคมคุณธรรม เป็นสังคมสมานฉันท์ มิได้ทำให้สังคมแตกแยก และเป็นภัยต่อสังคมดังที่ศาลพิพากษา แม้แต่น้อย

ตรวจสอบจากอาการที่พบเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนี้แล้ว ก็ต้องบอกว่า จักรภพ เพ็ญแข จะช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว กับการจัดระบบสื่อของรัฐ ไม่ให้ตกเป็นทาสความคิด ผูกติดปัญญาไว้กับปลายลิ้นของสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป

นอกจากจัดระบบสื่อของรัฐ ให้ตัดขาดจากการเป็นสื่อเครือข่าย ขยายความคิดแก่สนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว ยังต้องใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือฉีดวัคซีนให้มีภูมิต้านทานข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จเข้าครอบงำสมองและจิตใจ ให้แก่ประชาชน ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องกล้าดำเนินการสื่อเอกชน ที่ละเมิดกฎหมาย อย่างจริงจังและเด็ดขาด แม้ว่าสื่อเอกชน จะไม่อยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล แต่ก็ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ ที่จะมีอำนาจเหนือกฎหมาย และทำร้ายประชาชนผู้สุจริต เช่นในอดีตที่ผ่านมา

หากไม่สามารถตัดตอนการเผยแพร่ความเท็จ และข้อความปลุกระดมมวลชน ของสื่อเครือผู้จัดการ ดังเช่นเมื่อวิกฤติครั้งที่แล้ว คราวนี้ก็เห็นทีจะต้องตัดลิ้น สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร เพื่อเป็นการรักษาประชาธิปไตยของประเทศไทย ก่อนที่จะเกิดวิกฤตใหญ่ครั้งที่สองขึ้น มา ในเวลาไม่ช้านานจากนี้ไป

คลิกอ่านบทความ สนธิ ลิ้มทองกุล ลั่น ศาลสั่งจำคุก3ปี คือ 'มารผจญ'

ประดาบ

จาก hi-thaksin

สุวิทย์รับชนสวัสดิ์ลาออกจริงชี้เป็นเรื่องน่าชมเชย

สุวิทย์ คุณกิตติ ยอมรับนายชนม์สวัสดิ์ ขอสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งผช.เลขาฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจริง เพื่อต้องการให้สังคมหมดของสงสัยในเรื่องต่างๆ ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง


นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯและรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวยอมรับว่า นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ขอสละสิทธิการเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจริง เพื่อต้องการให้สังคมหมดของสงสัยในเรื่องต่างๆ ก่อนเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง

"ถือเป็นตัวอย่างที่ดี ในฐานะที่คุณชนม์สวัสดิ์ จะเข้ามาทำหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรี เมื่อแสดงสปิริตอย่างนี้ ต้องถือเป็นเรื่องที่น่าชมเชย หลังจากที่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว สังคมก็ควรจะให้การต้อนรับด้วย" นายสุวิทย์ กล่าว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายชนม์สวัสดิ์ จะส่งผลกระทบไปถึงนายวัน อยู่บำรุง ซึ่งเดินทางไปทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า การลาของนายชนม์สวัสดิ์ถือเป็นการตัดสินใจส่วนตัวตนคงไม่ไปก้าวก่ายการเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองของท่านอื่น อย่างไรก็ตาม คงจะมีการหารือกับนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทนนายชนสวัสดิ์ต่อไป