WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, February 23, 2008

เกมเสือเฒ่าเฉือนคม [23 ก.พ. 51 - 03:18]

1. เคารพและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงคิดว่าก่อนรับตำแหน่งใดของบ้านเมือง ควรให้เรื่องที่สังคมสงสัยยุติก่อน

2. ระลึกถึงและให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสังคมเสมอ สังคมมองและคิดอย่างไรถือว่าสังคมอบรมสั่งสอนและตักเตือน

ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทยและพร้อมรับใช้แผ่นดินเมื่อโอกาสเหมาะสม

เนื้อความในจดหมายที่ “เสี่ยเอ๋” นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่งถึงนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย เพื่อขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์

เพียงข้ามวัน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์

โดยความตั้งใจที่จะ “ช็อก” อารมณ์สังคม

อ่านกันง่ายๆอย่างนี้เลย ตามเหตุผลที่เอ่ยอ้างกันมา “แคร์ความรู้สึกของสังคม” นายชนม์สวัสดิ์ตัดสินใจหักมุมนาทีสุดท้าย

พลิกบทผู้ร้ายกลายเป็นพระเอกตอนจบ

ทั้งๆที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์มีมาตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏชื่อของ “ลูกวัฒนา” ในโผเลขาฯรัฐมนตรี โผล่ออกมาเป็นรายงานข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์

เกือบครึ่งเดือนที่เสียง “ยี้” กระหึ่มเมือง

แต่อย่างว่า โดยลีลาทางการเมืองของเสือเฒ่าจอมเก๋าอย่าง “วัฒนา อัศวเหม” ถ้ากระซิบบอกให้ลูกชายถอดใจถอยตั้งแต่แรกเลย

ก็เท่ากับยอมรับสถานะจำเลยสังคม

โดนลงยันต์ ตอกประตูปิดฝาโลง พะยี่ห้อ “ลูกวัฒนา” ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดทางการเมืองอีกต่อไป

ทีมกุนซือเก๋าเกมพอที่จะให้ “ชนม์สวัสดิ์” ดึงเกมไว้ จนได้รับการประทับตราจากที่ประชุม ครม.มีมติให้นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย แสดงให้เห็นศักยภาพของคนเป็น “ลูกวัฒนา”

ถ้าจะเอาตำแหน่งจริงๆก็เป็นได้

แต่พอได้เป็นแล้วสละสิทธิ์ แถมด้วยบทอ่อนน้อม ยอมถอยให้ความรู้สึกของสังคม

บ่มกระแสไว้รอทางยาวๆ

นอกจากโอกาสฟอกตัวของ “ชนม์สวัสดิ์” แล้ว คิวนี้ยังเป็นรายการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างเสือเฒ่าลายพาดกลอน ที่รู้กันอยู่ว่าเบื้องหลังคนชื่อ “วัฒนา อัศวเหม” กับคนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” มีอดีตฝังใจกันมาตั้งแต่ตำนานงูเห่า

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันเลยก็ว่าได้

และเป็นอะไรที่คนนอกยังสังเกตออก กับกระบวนท่าของ “ลุงหมัก” ที่มักจะใช้บ่าของพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นฐานยืนเหยียบ

เล่นบทพระเอกข่มพวกขี้เหร่

แล้วมีหรือที่คนที่มีภาวะทางใจกันอยู่อย่างนายวัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษาใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่รู้ว่า “ลุงหมัก” เล่นเกมอะไร

ตั้งแต่การออกลีลาพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับชื่อ “ลูกวัฒนา” ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชื่อที่พรรคร่วมรัฐบาลส่งมา แนะให้สังคมกินยา “ทัมใจ”

สุดท้ายจนถึงวันแต่งตั้งเลขานุการรัฐมนตรี “ลุงหมัก” ก็ยังอ้าง ถ้าพรรคเพื่อแผ่นดินส่ง “ชนม์สวัสดิ์” เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทยได้ แล้วทำไมพรรคพลังประชาชนจะส่งชื่อของ “วัน อยู่บำรุง” เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข จะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้

วันนี้ ในเมื่อ “ชนม์สวัสดิ์” ตัดสินใจสละสิทธิ์ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาฯ รมว.มหาดไทย “ลูกวัฒนา” ยอมถอย เพราะแคร์ กระแสสังคม

แล้ว “ลูกเฉลิม” ล่ะ “ลุงหมัก” จะอ้างใคร

ที่แน่ๆหนีคำถามไม่พ้น โดนไล่จี้ก่อนใคร “สิงห์เหลิม”ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกอาการหงุดหงิดเห็นได้ชัด กับคำถามของนักข่าวเรื่องนายชนม์สวัสดิ์ รีบบอกปัด เป็นเรื่องของพรรคอื่น ไม่ต้องการแสดงความเห็น

“แต่ขอพูดเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายว่า ข้อเท็จจริงของนายชนม์สวัสดิ์นั้นแตกต่างจากกรณีของนายวัน เนื่องจากนายชนม์สวัสดิ์มีคดีซื้อเสียงเลือกตั้ง และดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่ยังไม่สิ้นสุด ส่วนนายวันไม่ได้มีคดี”

บลัฟกลับ เกทับเอาตัวรอดไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ก.ตปท.เสนอหารือสร้างอุโมงค์ผันน้ำโขงใน คกก.4 ประเทศ

รมว.ต่างประเทศเสนอไอเดียตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมารับผิดชอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมนัดผู้แทน 4 ประเทศหารือเร็ว ๆ นี้

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์มาที่กระทรวงในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการว่า ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก
รัฐบาลลาว ซึ่งตนมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศของลาว , นายบัวสอน บุบผาวัน นายกฯ และ พล.ท.จูมมะลี ไชยะสอน ประธานประเทศ

โดยประเด็นหลักที่มีการหารือกัน คือ เรื่องความร่วมมือด้านการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน หรือ การปักปันเขตแดน ซึ่งไทย - ลาวมีชายแดนทางบกยาวถึง 702 กม. และทางน้ำอีก 1000 กว่า กม.โดยทางบกนั้น สามารถเจรจาปักปันเขตแดนสำเร็จไปแล้วถึง 690 กม. เหลืออีกเพียง 12 กม. ซึ่งคณะกรรมการปักปันเขตแดนทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้เสร็จทั้งหมดภายในปี 2008 ปี ส่วนทางน้ำจะให้เสร็จภายในปี 2010

ขณะเดียวกันก็มีการหารือกันถึงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ที่เชื่อม จว.นครพนมของไทย กับ แขวงคำม่วนเมืองท่าแขกของลาว ระยะทาง 700 เมตร เป็นงบประมาณ 1400 ล้านบาท ซึ่งไทยจะออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเอง โดยจะเร่งให้มีการวางศิลาฤกษ์เร็ว ๆ นี้ จะได้เริ่มก่อสร้างทันที มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี

นอกจากนี้ยังเห็นชอบร่วมกันที่จะเปิดด่านชายแดนถาวรไทย - ลาวเพิ่มอีก 4 แห่ง คือที่ จว.น่าน , เลย , พะเยา , อุตรดิศถ์ โดยนายนพดล บอกว่า จะนำเรื่องนี้เสนอนายกฯ ในการประชุม ครม.ครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการค้าการลงทุนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศให้พัฒนามากขึ้น

ส่วนเรื่องโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขงเข้ามาใช้ในระบบชลประทานในภาคอิสานของไทยนั้น นายนพดล บอกว่า ในการเยือนลาวครั้งนี้ ยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาหารือ เพราะต้องรอให้นักวิชาการได้สำรวจความเป็นไปได้และความคุ้มค่าของโครงการก่อน โดยในส่วนของประเทศไทยอาจตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมารับผิดชอบโครงการโดยเฉพาะ เนื่องจากโครงการนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น ก.เกตรฯ , ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ ก.ต่างประเทศ ขณะเดียวกันในส่วนของ ก.ต่างประเทศก็จะหยิบยกเรื่องนี้ในการประชุมคณะ กมธ.ร่วม 4 ประเทศ คือ ไทย - ลาว - พม่า - กัมพูชา ในเร็ว ๆ นี้ด้วย (22/02/51)

เดอะ ซิตี้ ออฟ ดรีม

มาเก๊า โดยชื่อแล้วคือแผ่นดินบาป เมืองแห่งคาสิโน ที่เด่นดังที่สุดในเอเชียใต้
โปรตุเกส เจ้าของผู้เข้าครอง ใช้การพนันเป็นตัวการดึงเม็ดเงินไปสู่แผ่นดินแม่ในอีกทวีปหนึ่ง
เป็น 100 ปีแห่งการไม่พัฒนา มีเศรษฐีอภิมหาเศรษฐีเกิดขึ้นมาหลายแซ่หลายตระกูล แต่นั่นไม่ใช่คนมาเก๊า การอยู่อาศัยในใจกลางนรก เขาทั้งหลายได้แต่เป็นชาวนรกที่ยังชีพไปได้เพียงวันๆ
จนเมื่อสัญญาเช่าผ่านพ้นไป..มาเก๊ากลับไปเป็นเมืองในปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่..
ก่อนหน้านั้น..ชาวมาเก๊าปริวิตกกันมากมาย..ถึงอนาคตใต้ร่มธงแผ่นดินใหญ่ใต้ปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ถึงวันนี้..ชาวมาเก๊าล้วนชื่นชมยินดี กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
จีน..ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปแบบเดิม..
คาสิโนที่เคยผูกขาด ว่ากันว่า สแตนลี่ โฮ เจ้าของบ่อนนายใหญ่เพียงคนเดียว..มี
คาสิโนถึง 18 แห่ง..ในเมืองนี้
แต่..คอมมิวนิสต์จีน..ยุติการผูกขาดและเปิดกว้างรับการลงทุนจากชาวโลก..
ลาสเวกัส..หอบเงินแสนล้านเนรมิตมาเก๊า..ให้เป็นแผ่นดินใหม่..ภายใต้ชื่อ...
เดอะ ซิตี้ ออฟ ครีม
เมืองในฝัน
มาเก๊า..วันนี้จะเป็นเมืองที่ผู้คนชาวโลกใฝ่ฝันจะต้องเดินทางเข้าไปสัมผัส..ไม่ใช่
เพื่อเข้าไปเล่นการพนัน แต่มันเป็นเมืองแห่งอนาคต..
การพนันก็เหมือนบุหรี่..มันควบคุมได้โดยการให้การศึกษา..เมืองบ้าๆ บางเมืองคิดว่า..กฎหมายบังคับให้คนไม่เล่น
การพนันได้..
คาสิโนก็เหมือนกับลอตเตอรี่ มันสร้างความวิบัติวอดวายได้ เช่นเดียวกัน..หากผู้เล่นนั้น โง่และเมามาย
2 ชั่วโมงบินจากมาเก๊ามาทางตะวันตก..
มีแผ่นดินหนึ่ง..ซึ่งควรจะเป็นเมืองแห่งความฝัน..เพราะชาวเมืองจิตใจ
โอบอ้อมอารี มีไมตรีจิตกับคนแปลกหน้า
มีฟ้าอุ่นและทะเลสวย
แต่เพราะพวกลักเพศดัดจริตจำนวนน้อยนิด..
เมืองนั้นจึงเป็นได้แค่..เดอะ ซิตี้ ออฟ ซิน..
พญาไม้



พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

ปชป.ตกหลุมใหญ่

“อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชนอาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชนและต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและภายในพรรคแม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน

แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบและทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตามหรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทยของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ“ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้อง
รอให้ใครมาสั่งหรือต้อง “ล่อ” แทนมือของใครและก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่งได้รางวัลกันครบถ้วนแล้วก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว

ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมาตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆแม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้อันที่จริง...ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่า คนของพรรคพลังประชาชนจะเอาจริงเอาจัง กระตือรือร้นกับภารกิจนำนายกฯ ทักษิณกลับบ้านให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเองมีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า“วัน อยู่บำรุง” ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกันเพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กำลังจะเดินทางกลับบ้านเพราะอาจจะหล่นลงไปในหลุมเมื่อไรก็ได้ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ “วัน อยู่บำรุง”
แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ “เฉลิม อยู่บำรุง” และคนรอบกายที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษแต่ให้ตายเถอะ...ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไปและจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วยเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไปและดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชนได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชนด้วยนั้นต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯ ทักษิณชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชนเพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า หากเป็นรัฐบาลจะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชนแต่ดูเหมือนว่า วันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือ การแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกัน มากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทย”ข้างต้น คือ ข้อเขียนของคนที่ใช้นามปากกาว่า “ประดาบ” ลงในเว็บไฮ-ทักษิณ ซึ่งจากการตรวจสอบเมื่อตอนเช้า 21 ก.พ.51ข้อเขียนนี้ก็ยังปรากฏอยู่มันน่าแปลกใจ ขณะที่คนที่รัก “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยใจและไม่ได้รางวัลอะไรตอบแทนเลย เผยออกมาว่าที่ทำไปนั้นเพื่อต้องการที่จะกลบ “หลุมใหญ่” เนื่องจากเกรงว่าทักษิณจะกลับประเทศไทยไม่ได้ เพราะเวลานี้สมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่กำลังปรีดิ์เปรมกับรางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับนั้น กลับปรากฏว่าผู้ที่ตกหลุมใหญ่ทางการเมืองกลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และมี “ชวน หลีกภัย”

เป็นกำลังหนุนที่สำคัญสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่าเว็บบอร์ดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่มีอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ มากมายหลายเว็บไซต์ในประเทศไทยเวลานี้ ทำให้เราสามารถที่จะตรวจสอบคลื่นความคิดของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากเราเชื่อว่า พลพรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องเปิดอ่านความคิดเห็นของประชาชนตามเว็บบอร์ดทางการเมืองทุกแหล่งแล้วเฉพาะอย่างยิ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เพราะเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่บริโภคสื่อ อิเล็กทรอนิกส์แน่นอน และประชาธิปัตย์ทั้งพรรคก็คงรู้แล้วว่า การงัดกรณี 6 ตุลา 2519 ขึ้นมาเล่นงาน “สมัคร สุนทรเวช”ในวาระแห่งการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง 18-20 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นประชาธิปัตย์ได้หรือเสียประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุนเช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51 เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มี

ความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มี แนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็น

นโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อ ประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ ร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหาบ้านเมือง
ร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุน เช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์ แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51
เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบาย รัฐบาล

ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มีความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มีแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที

ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหา บ้านเมืองร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าค้านได้ 5.19 นายกรัฐมนตรีได้ 4.47 ความน่าเชื่อถือในข้อมูล ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.02 นายกรัฐมนตรีได้4.98ด้านการตั้งประเด็นได้ตรงเป้าและตอบได้ตรงประเด็น ผู้นำฝ่ายค้านได้ 4.94 นายกรัฐมนตรีได้ 5.13


ด้านความชัดเจนในการพูด ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.69 นายกรัฐมนตรี ได้ 5.47
ด้านความเห็นใจ ความเข้าใจ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.47 แต่นายกรัฐมนตรีได้ 5.60
คะแนนความพอใจภาพรวม ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.30 น้อยกว่านายกรัฐมนตรีที่ได้ 5.41 คะแนนจริงอยู่ เราจะเอาผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ มาเป็นคัมภีร์ว่านี่คือความถูกต้องและท่าทีที่แท้จริงของคนไทยทั้งประเทศไม่ได้เพราะมีประชาขนแค่ 1,404 รายเท่านั้นที่ถูกสอบถามแต่ก็คงจะพอแก่การที่พรรคประชาธิปัตย์ จะนำตัวเลขทั้งหมดนี้ไปพิจารณาได้ว่า การยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มารุมใส่ “สมัคร สุนทรเวช” นั้น ประชาชนไทยในยุคสมัยวันนี้รับหรือไม่รับ หนังสือพิมพ์ของเรา “บางกอกทูเดย์” มีนักข่าวแก่ที่กำลัง รุ่งโรจน์ในสมัยเกิดเหตุ 6 ตุลา 2519 ร่วมทำงานอยู่ด้วยหลายคนทำให้เราไม่สามารถที่จะยืนยันให้ได้ว่า “สมัคร สุนทรเวช” ถูกต้องในเหตุการณ์นั้น แต่เรากล้าที่จะพูดว่า “อารมณ์คน” เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอารมณ์คนก็เปลี่ยนไป ยุคหลัง 6 ตุลา 2519 ใหม่ๆ ใครพูดจาในทำนองไม่เข้าข้างฝ่ายนักศึกษาปัญญาชน จะโดนด่าประณามว่าเป็น “ขวาจัด” แต่ปีนี้2551 เราอาจจะได้ยินเสียงว่า…รำคาญเราเชื่อว่า ในห้วงเวลาที่รัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา 18-20 ก.พ.51 อารมณ์คนไทยก็คือ

อยากรู้ว่ารัฐบาลจะมีวิธีการทำงานอย่างไร ที่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นรัฐบาลจะทำอย่างไร ที่จะให้ราคาสินค้าแพงขึ้นทุกวันถูกลงรัฐบาลจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมีเงินพอใช้ อยู่ดีกินอิ่มได้เหมือนเดิมก็ไม่รู้ว่าระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ มีการให้คะแนนตัวเองบ้างหรือไม่ ในการยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาลุยนายกฯ สมัคร ในช่วงของการอภิปรายงบประมาณ อันเป็นช่วงที่คนไทยกำลังอยากรู้ชะตากรรมแห่งปากท้องประชาธิปัตย์อาจจะไม่อ่านความคิดของประชาชน เพราะตอนเช้า 21 ก.พ.51 “เทพไท เสนพงศ์” ผู้มาจากนครศรีธรรมราช ที่รับบทโซ้ยนายกฯ สมัคร เมื่อตอนใกล้จะตี 1ถึงได้มาเปิดแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์แต่เช้า“การที่คุณสมัครยืนยันและสาบานว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นั้น เท่าที่ผมได้ค้นข้อมูลพบหลักฐานหนึ่งจากคำให้การในศาลของ นายชาญ แก้วชูใส ทนายความของ นายสุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ให้การว่าก่อนที่ เณรถนอม กิตติขจร จะเดินทางเข้าประเทศและมีเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น คุณสมัครได้เดินทางไปหาและเป็นคนติดต่อด้วยตนเองถึงประเทศสิงคโปร์ หากเป็นตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้จริง คุณสมัครก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนนอกจากนั้นแล้ว ผมยังมีหลักฐานซึ่งเป็นรูปที่สามารถยืนยันได้ว่า คุณสมัครมีส่วนเกี่ยวข้องกับ

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ในรูปจะปรากฏภาพของ จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรและคุณสมัคร ดังนั้น เพื่อทำเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ให้เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจน ผมจะนำเรื่องดังกล่าวไปตั้งเป็นกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีนที่ประชุมรัฐสภาครั้งหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคุณสมัครจะกล้าพิสูจน์ความจริงหรือไม่ ผมก็ขอเรียกร้องหากคุณสมัครมั่นใจในหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ ก็ขอให้มาชี้แจงด้วยตนเองอย่าหนีหน้า” เดินเรื่องราวมาถึงตรงนี้ เราก็เห็นว่าน่าแปลกดีขณะที่ “ประดาบ” กำลังวิตกกังวลว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะตกหลุมใหญ่จนกลับประเทศไทยไม่ด้เพราะพลพรรคพลังประชาชนกำลังมัวเมารางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมองเห็นหลุมใหญ่ที่ถูกชี้และขยี้แต่กลับไปขุด 6 ตุลา2519 มาเล่นผิดจังหวะเวลาจนตกหลุมใหญ่ไปทั้งพรรคอย่างน่าเสียดายมาก


อย่่่่่่่าบีบผู้้้้้้้ผลิต

บางครั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า...ระยะสั้นๆ เพื่อหวังผลทางการเมืองกับคนส่วนใหญ่ในประเทศก็อาจไม่ได้ผลมากนักกับปัญหาที่ดูเค้าลางว่าจะยังมีต่อเนื่องยาวนานเป็นลูกโซ่โดยเฉพาะปัญหาที่มีพื้นฐานจากต้นทุนราคาน้ำมันและแก๊สหุงต้ม ซึ่งคงไม่มีทีท่าว่าราคาในตลาดโลกจะปรับลดลงอีกแล้ววิธีคิดของ รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ผ่าน รองนายกฯด้านเศรษฐกิจจุลภาค ควบ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญแสงสุวรรณ” ต่อความพยายามที่จะร้องขอผ่านไปยังตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตจากภาคเอกชน ระหว่างการหารือร่วมกัน เมื่อวันที่22 ก.พ.ที่ผ่านมาหัวข้อ “นโยบายการดูแลราคาสินค้า”เพื่อหวังให้ผู้ผลิตรวมกัน 250 ราย...คง ลด หรือเลิกแผนการปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลังจากกระทรวงพาณิชย์ได้รับร้องเรียนจากผู้บริโภค ถึงราคาสินค้าที่ผู้ผลิตปรับขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อขอดูต้นทุนการผลิตที่แท้จริงแต่เชื่อว่า...คงทำได้ไม่ง่ายนัก!!!ผู้ผลิตหลายรายบอกก่อนการประชุมฯ ที่กระทรวงพาณิชย์ทำนองเดียวกันว่า...ต้นทุนผลิตที่เพิ่มขึ้นจริง จำเป็นที่ผู้ผลิตจะต้องปรับขึ้นราคาสินค้าตามมาหากภาครัฐ “บีบ” ให้ต้องคงหรือลดราคาสินค้าลงมา ก็เท่ากับ

“บีบ” ให้ผู้ผลิตต้องเลิกกิจการไม่งั้น...พวกเขาก็ต้องลดสเปก หรือไม่ก็ต้องปริมาณของสินค้า เพื่อให้ราคาขายเท่าเดิมเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขา...คงหรือลด แม้กระทั่งยกเลิกแผนการปรับขึ้นราคาสินค้า ในยุคที่ต้นทุนผลิต ต้นทุนขนส่งและราคาวัตถุดิบ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นนี้ข้อเสนอของตัวแทนผู้ผลิต อย่าง...นายสมชาย พรรัตนเจริญนายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย น่าสนใจไม่น้อยเขาเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแล “ต้นทุนแอบแฝง”เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า การวางสินค้าและอื่นๆ ที่ทางห้างสรรพสินค้ามีการเรียกเก็บจากผู้ผลิตสินค้าสิ่งนี้ได้ทำให้ต้นทุนขายสินค้าสูงขึ้น!!!น่าที่ภาครัฐควรจะแก้ไขและจัดระบบสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้“ต้นทุนแอบแฝง” มีราคาน้อยลง และราคาสินค้าก็จะถูกลงมาอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีการร้องเรียนมานานแล้ว แต่ดูเหมือนภาครัฐจะยังไม่สามารถแก้ไขได้มากนักสถานการณ์เช่นนี้ เหมาะสมที่สุดที่ภาครัฐจะเข้ามาแก้ไขปัญหา

“ต้นทุนแอบแฝง” ที่ถูกผลักให้เป็นภาระแก่ผู้บริโภคขณะที่ นายสันติ ตันติเวชวุฒิกุล นายกสมาคมน้ำปลาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอร้องให้ผู้ผลิตตรึงราคาอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งกลุ่มฯ ก็ให้ความร่วมมืออย่างดีแต่ปลายปีที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบ ไม่ว่า...ปลา หรือวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาผลิตเป็นน้ำปลาสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่า...จะได้ทำเรื่องขอปรับราคาน้ำปลาขึ้น และกรมการค้าภายในได้อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาอย่างน้อย 14%แต่ก็ยังไม่สามารถลดผลกระทบผู้ผลิต ซึ่งต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงได้ข้อเท็จจริงธุรกิจก็คือ น้ำปลามีหลายชนิด ทั้งราคาถูกและแพงเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ดังนั้น จึงไม่สามารถปรับลดราคาน้ำปลาลงได้อีกพร้อมกันนี้ ได้ขอความเป็นธรรมจากภาครัฐด้วยส่วน นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รอง กก.ผจก.ใหญ่ บมจ.ซีพีออลล์ระบุว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการตรึงราคาสินค้า แต่

หากต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และผู้ผลิตรายอื่นปรับราคาสินค้าขึ้นก็จำเป็นที่พวกเขาจะต้องปรับราคาสินค้าขึ้นเช่นกันแต่จะขอปรับเป็นรายสุดท้ายนายมิ่งขวัญ กล่าวหลังการประชุมฯ ว่า...ได้ขอให้ผู้ผลิตแจงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง หากมีส่วนไหนที่จะปรับลดราคาสินค้าหรือคงราคาเดิมได้ ก็อยากให้ช่วยๆ กันไปก่อนอย่างไรก็ตาม รายละเอียดคงต้องหารือกันอีกครั้งหนึ่งนอกเหนือจากการขอความร่วมมือจากผู้ผลิตแล้ว ในส่วนของภาครัฐเอง ก็ได้พยายามที่จะหาทางช่วยลดต้นทุนสินค้า เห็นได้จากการที่ “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจมหภาค และ รมว.คลัง ที่ได้เสนอแนวคิด เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าในวันเดียวกัน

โดยระบุว่า...ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะเน้นพัฒนาระบบโลจิสติสก์ เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง ทั้งนี้ หากพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ให้มีความพร้อม จะลดจำนวนเที่ยวการขนส่ง ก็จะไม่กระทบต่อราคาสินค้า“เห็นได้จากญี่ปุ่นที่ลงทุนพัฒนาระบบขนส่ง เมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง จึงไม่กระทบต่อการขนส่งสินค้า หรือกระทบน้อยมาก” น.พ.สุรพงษ์ ย้ำและว่า...รัฐบาลยังจะเน้นพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง ด้วยการใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีการติดต่อสะดวกในการติดต่อค้าขายอย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ โดยระบุว่า...จากปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรก และอาจสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงสั้นๆ

เชื่อว่า...จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ตามภาวะเศรษฐกิจหลักของโลกดังนั้น จึงคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคเอกชน นำไปสู่การฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศโดยรวมสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 51 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่า อาจขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับปี 50 ที่ 4.0-5.2% หรือเฉลี่ย 4.6% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลกนอกจากนี้ ปัญหาราคาน้ำมันจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เร่งตัวสูงขึ้นมาอยู่ระหว่าง 2.7-4.0% เฉลี่ย 3.3% จากระดับ 2.3% ในปี 50อย่างไรก็ตาม จำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องพึ่งพิงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ด้วยการเร่งรัดลงทุนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก

ถึงตรงนี้ แม้บทสรุประหว่างภาครัฐกับตัวแทนผู้ผลิตสินค้า250 รายที่ได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูล...ความเห็นกันและกันเป็นครั้งแรก และยังจะต้องมีครั้งต่อๆ ไปจะยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจน กับการจะปรับลดราคาใหม่ ที่ภาคเอกชนจ้องจะปรับขึ้นราคา ก็ตามภาครัฐ ไม่ว่าจะในระดับรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน จะต้องไม่เอาใจผู้บริโภค คือ ภาคประชาชนจนไม่รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจริงของภาคเอกชน ในฐานะผู้ผลิตเพราะหากปล่อยให้ความรู้สึกเช่นนี้ ก่อตัวรุนแรงและมากขึ้นทุกระดับเมื่อใด???เมื่อผู้ผลิตต่างพากันเลิกสายพานการผลิต สุดท้าย...ก็เป็นผู้บริโภคเอง ที่จะต้องแบกรับภาระราคาสินค้าที่แพงขึ้นเพราะเหลือผู้ผลิตน้อยรายจงอย่า “บีบ” ผู้ผลิตสินค้ามากนัก!!!.


พ่อครัว ในคราบนายกฯ

เครียด!!! กันมาทั้งอาทิตย์กับการแถลงนโยบายแผนงานของรัฐบาลต่อรัฐสภา บวกด้วยการถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเกี่ยวกับคดีสังหารหมู่ 6 ต.ค.19“บางกอกทูเดย์”...ฉบับนี้จึงขอพาไปสัมผัสเรื่องราวชีวิตส่วนตัวบางส่วนของ ด.ช.สมัคร สุนทรเวช หรือปัจจุบัน คือ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งเนื้อหาที่หยิบยกมาอาจเป็นเรื่องราวของจุดเริ่มต้นรายการ ชิมไป บ่นไป รวมไปถึงฉายาพ่อครัวในคราบนายกรัฐมนตรี และคนปากกับใจตรงกัน

นายกรัฐมนตรีเขียนเรื่องราวชีวิตในวัย 7 ขวบ เกี่ยวกับการทำอาหารไว้ในหนังสือ สมัคร 60 ชื่อตอน วัยเรียนรู้ บางกอกทูเดย์จึงขอหยิบยกเรื่องราวที่นายกฯ เล่าเกี่ยวกับการทำอาหารมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ร่วมกัน เผื่อจะกลายเป็นเรื่องเล่าปนความรู้ที่คลายเครียดได้ในสุดสัปดาห์นี้นายกฯ เขียนไว้ว่าภายหลังที่คุณแม่ออกไปทำงานนอกบ้าน ลูกทุกคนจึงต้องแบ่งงานกันทำ พี่สาวผมดูแลเรื่องซักผ้า รีดผ้า พี่ชายผมรับผิดชอบเรื่องตักน้ำตักท่าจากก๊อกประปาหน้าบ้าน ซึ่งเวลานั้นถ้าจ้างก็หาบละ 5 สตางค์เท่านั้น แต่ถ้าจดไว้ทั้งเดือนมันก็มาก จึงลงทุนซื้อปี๊บซื้อตาขอซื้อไม้คานมาให้ลูกชายหาบน้ำเข้าบ้านเอง ผมรับหน้าที่จ่ายกับข้าวทำกับข้าว และน้องชายอีก 2 คนก็ช่วยทำความสะอาดบ้าน และคอยรับใช้ทั่วไป ครอบครัวของผมใช้ระบบนี้กันมาตลอด จนกระทั่งโตเรียนหนังสือจบกันแล้ว

ผมเริ่มจ่ายกับข้าวทำกับข้าวเองตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก็มาเริ่มต้นกันตรงปลายปี พ.ศ.2485 ตอนที่ครอบครัวผมย้ายมาอยู่แถวบ้านหม้อนี่แหละครับผมยังจำวันที่ผมไปจ่ายกับข้าวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกได้จนทุกวันนี้ค่ากับข้าวเวลานั้น ขนาดจ่ายมาสำหรับทำกินกัน 7 คนพ่อ แม่ ลูก ราคา 45 สตางค์เท่านั้นวันนั้นผมกำเงิน 45 สตางค์ ไปเดินจ่ายกับข้าวที่ตลาดบ้านหม้อด้วยตัวเองคนเดียว ซื้อหาเสร็จแล้วกลับเข้ามาบ้านผมก็ลงมือทำของผมเอง ทำกับข้าวเสร็จแล้วสักพัก ก็มีเพื่อนบ้านเปิดประตูเข้ามาแวะถาม ว่าทำกับข้าวเสร็จหรือยัง วันนี้แกงอะไร? ผมบอกว่าเสร็จแล้ว วันนี้แกงต้มส้มปลาทู

ถามว่าใส่อะไรมั่ง? ผมก็จาระไนเครื่องปรุงพร้อมวิธีทำตั้งแต่โขลกกะปิ หัวหอมพริกไทย ละลายน้ำแกง ไปจนกระทั่งปรุงรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใส่ของใส่ต้นหอมเสร็จเรียบร้อย คนถามเข้ามาขอชิม ชมว่ารสชาติใช้ได้ แล้วก็ถามว่าปลาทูน่ะทำยังไง? ผมก็บอกว่าล้างน้ำให้สะอาด แล้วก็เอาใส่หม้อตอนที่น้ำแกงกำลังเดือดจะได้ไม่มีกลิ่นคาว ถามว่าควักไส้ก่อนหรือเปล่า? ผมก็เลยมาสอบตกเอาตรงนี้เอง เพราะเอาปลาทูสดมาทำกับข้าวโดยไม่ควักไส้ควักพุงออกเสียก่อน เรื่องนี้แม่ครัวข้างบ้านเก็บเอาไปเล่าให้ใครต่อใครฟังเป็นที่สนุกสนานกันอยู่นานนับจากวันนั้น ผมก็ได้บทเรียนเรื่องกับข้าวกับปลาวันละอย่างสองอย่างเรื่อยมา ทั้งวิธีปรุง วิธีจัดให้มันเข้ารสเข้าสำรับกัน รวมทั้งเคล็ดเล็กเคล็ดน้อยในการทำกับข้าว ตั้งแต่

ถ้าหุงข้าวให้รีบคีบเอาถ่านไฟแดงๆ ในเตาเปิดฝาหม้อข้าวตอนเช็ดน้ำดงแล้ว เอาถ่านใส่หม้อปิดฝาทิ้งไว้สักพักกลิ่นเหม็นไหม้ในข้าวจะหายไปจะต้ม จะเคี่ยวอะไรให้เปื่อย ให้เอาช้อนกระเบื้องใส่เข้าไปก้นหม้อสักคัน (เพื่อให้น้ำในหม้อมันกระจายอยู่ภายใน แทนที่จะเดือดพลุ่งกระจายความร้อนออกไปจากหม้อเสียหมด)จะจัดผักสดจิ้มหลนจิ้มกะปิคั่ว ต้องจัดต้นหอม หั่นแตงกวายังไงมันจึงจะดูน่ากินแกงส้มให้อร่อยต้องกินวันรุ่งขึ้น แกงอะไรควรจะรสอะไรนำรสอะไรตาม กับข้าวอะไรควรจะต้องมีอะไรเป็นเครื่องเคียงเครื่องประกอบ ผมก็ค่อยรู้เล็กรู้น้อย ค่อยหักค่อยทำเรื่อยไป

ตั้งแต่เจียวไข่จนกระทั่งแกงบวน และเมื่ออยู่กับข้าวกับปลามากเข้านานเข้าในวันหลังๆ จนกระทั่งวันนี้ไม่ว่าจะไปกินอะไรที่ไหน พอเอาแกงราดข้าวตักเข้าปากก็จะบอกได้ทันทีว่าอร่อยดี หรือว่ายังไม่ค่อยเข้าทีเพราะรสอ่อนนั่น แก่นี่ หรือข้าวในจานวันนี้ใส่น้ำมากหรือน้อยไปเวลาหุงเรื่องพรรค์อย่างนี้ คนที่แก่มารยาทเขามักจะไม่ค่อยพูด ค่อยบอกกัน เพราะถือว่าเขาหามาให้กินก็ดีถมไปแล้วแต่สำหรับผมนั้นมักจะบอกออกไปทันที เพราะอยากจะให้คนที่เขามีหน้าที่จัดทำเขามีโอกาสได้รู้ ได้แก้ไขให้มันดีขึ้นในคราวหน้าผมเป็นคนประเภทอยากจะให้เขาทำดี แล้วก็ชอบใช้วิธีบอกวิธีวิจารณ์กันตรงๆ อย่างนี้ คนที่ไม่ชอบก็ต้องมีเป็นธรรมดาพ่อครัวในคราบนายกฯ ของใครหลายคน เด็ดสะระตี่มั้ยล่ะ!!!


23 กุมภาฯ ‘ทักษิณ’

23 ก. พ.51 ซึ่ งเป็นวันชุม นุมใหญ่ของ กลุ่มคนรักทักษิณในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีอันต้องเปลี่ยนสถานที่จากลานสวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติฯ เทศบาลนครเชียงรายเสียแล้วจะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ แต่ถ้าใครไปลานดังกล่าว รับรองพลาด “ล้านเปอร์เซ็นต์”เมื่อ ที่เก่าไม่ได้ กลุ่มคนรักทักษิณก็หาจุดชุมนุมใหม่ แทนแม้จะไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ก็ได้บรรยากาศแบบชาวบ้านๆ ดี

นั่นคือ ตลาดนำสวัสดิ์ ถ.ซุปเปอร์ไฮเวย์ อ.เมือง จ.เชียงรายเยื้องห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เชียงรายส่วนเวลายังยืนยันตามเดิม คือ เริ่มตั้งแต่ 18.00 น. เป็นต้นไปนางมติ แซ่อั้ง เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวรสเยี่ยมซึ่งเป็นแฟนคลั บตั ว ยง ไ ด้ ส่ ง ทีมงานในร้า นส วมใส่เสื้อ ยืดชมรมคน รักทั ก ษิ ณ น ำ คู ปอง แ ล ะเครื่อ ง ดื่ ม แ ล ะ อ า หารฟรีออกแจ ก จ่ า ยให้ราษฎรในเขตเทศบาลนครเชียงราย เพื่ อดึงดูดให้มีการระดมเครือญาติไปร่วมในงานดังกล่าวให้มากที่สุดนอกจากนั้น ทีมงานชม รมคนรักทักษิณเชียงร าย แจ้งด้วยว่าในงานครั้งนี้จะมีเซอร์ไพรส์ คนดังในวงการเมืองไทยในยุคอดีต อย่างเช่น นายสุรชัย แซ่ด่าน หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและมีกลุ่มคนรักพ.ต.ท.ทักษิณจากทั่วประเทศรวมถึ ง

นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมสร้างสีสั นใ นงาน ที่ใช้ชื่อว่า “วันคิดถึงทักษิณ” โดยจะมีการระดมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองแ ละที่สำคัญซึ่งจะขาดไม่ได้ นั่นคือ “เสียงสด ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ” ต่อสายตรงข้ามประเทศ สู่ “แฟนคลับ” โดยเฉพาะด้านตำรวจภูธร จ.เชียงราย ก็เตรียมความพร้อมด้วยการตรวจสอบหาความ เคลื่อนไหว เพราะเกรงจะเป็นการปลุกระดมทางการเมืองจนเลยขอบเขตได้โดยภายในงานดังกล่าวจะมีการ จัดส่งกำลังตำรวจไปควบคุมสถานการณ์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีคนมาร่วมงานหลายพันคน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยงานนี้ท่าจะมันส์ !!!!


6 ตุลา ประชาธิปัตย์ยืนดูตำรวจ-ทหารฆ่าประชาชน

ทนดูทนฟังมาหลายวันด้วยความสะอิดสะเอียนเหลือกำลังกับลีลาและอาการของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย ที่น่าเศร้าเสียใจและอภัยให้ไม่ได้ กับความโหดร้ายของฆาตรกรในเครื่องแบบตำรวจและทหาร ที่เข่นฆ่าล้างผลาญชีวิตนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างบ้าคลั่ง

นายสมัคร สุนทรเวช จะเห็นคนตายกี่ศพ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับ ใครฆ่าประชาชน

ป่วยการที่จะมาไล่บี้ถามหาคาดคั้นกับคนเห็นเหตุการณ์ว่ามีคนตายกี่คนกันแน่ แต่ควรจะต้องไปไล่บี้ถามหาว่าใครฆ่าประชาชน ต่างหากเล่า

ที่สำคัญกว่าจำนวนคนตายว่ากี่ราย กี่ศพ และใครฆ่าประชาชน ก็คือ ทำไมรัฐบาล ผู้บริหารบ้านเมืองในขณะนั้นไม่ป้องกัน ไม่สกัดกั้น ไม่ยับยั้งการฆ่าประชาชน

จากบันทึกของคนเดือนตุลา ใน เวปไซต์ www.2519.net ได้ลำดับเหตุการณ์ก่อนจะเกิดกรณี 6 ตุลาคม 2519 ว่าเค้าลางความเลวร้ายและรุนแรง สัญญาณแห่งหายนะ มีแนวโน้มให้เห็นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 ซึ่งมีการโฆษณาชวนเชื่อใส่ร้ายขบวนการนักศึกษาที่กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างหนักหน่วง

นับจากเดือนมิถุนายน ถึง เดือนตุลาคม เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เสมือนเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะของนักศึกษา กับกลุ่มมวลชนที่ได้รับการฟูมฟักจากทหารบางกลุ่ม และใช้สื่อวิทยุยานเกราะ และสื่อหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และ บางกอกโพสต์ โฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ขบวนการนักศึกษาเป็นผู้มีเจตนาร้ายต่อประเทศชาติ และพระมหากษัตริย์ เนื่องจากเป็นผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

หลายครั้งที่มีการเอ่ยอ้างถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักจะมีตัวละครหลักอยู่เพียง 3 ตัว คือ นักศึกษา ตำรวจ-ทหาร และ สื่อ ไม่ทราบว่าเป็นความตั้งใจที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงรัฐบาลที่บริหารราชการแผ่นดินในห้วงเวลานั้น หรือเป็นเพราะไม่มีใครให้ค่า ให้ราคารัฐบาลในขณะนั้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลเป็นผู้มีหน้าที่บริหารประเทศให้เกิดความสงบเรียบร้อย และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ให้ได้รับความปลอดภัย

เป็นไปได้อย่างไรที่รัฐบาลในขณะนั้น ปล่อยให้มีการใช้สื่อของรัฐและสื่อเอกชน ปลุกระดมมวลชน ให้เข้าใจผิดต่อขบวนการนักศึกษา ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นผู้มีแผนการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และ มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงสักเรื่องเดียว

อีกทั้งรัฐบาลยังดำเนินการจับกุมแกนนำนักศึกษา ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามที่สื่อตั้งข้อกล่าวหา ไปคุมขัง แต่ปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของนักศึกษาที่ให้ขับจอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของเณร ออกจากประเทศไทย โดยอ้างว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจอมพลถนอม ที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ ทั้งๆ ที่จอมพลถนอม เป็นผู้ทำลายระบบประชาธิปไตย และทำลายรัฐธรรมนูญ มาก่อน ท่าทีและการดำเนินการของรัฐบาล จึงเท่ากับเป็นการจงใจยั่วยุให้ขบวนการนักศึกษาลุกฮือขึ้นมานั่นเอง

รัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ และไม่สามารคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ ในขณะนั้น ก็คือ รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ มีม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเรียกตามภาษาการเมืองทั่วไปว่า เป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือ รัฐ บาลหม่อมเสนีย์ นั่นเอง

จากลำดับเหตุการณ์กรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่ปรากฎอยู่ในเวปไซต์ www.2519. net ระบุว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างยิ่ง กล่าวคือ หลังจากที่ขบวนการนิสิตนักศึกษา ได้รับชัยชนะจากการประท้วงขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้สำเร็จ แม้จะมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของนักศึกษาและประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับคือ การได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่าสิบปี ที่อำนาจอธิปไตย ไม่ได้เป็นของปวงชนชาวไทย แต่ไปตกอยู่ในมือทรราชนับเนื่องจากจอมพล สฤษฎิ์ ธนะรัชต์ จนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร

หลังจากที่พลังนักศึกษาและประชาชน ร่วมกันขับไล่ทรราชออกไปจากประเทศไทยได้แล้ว ขบวนการนักศึกษาหัวก้าวหน้า ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกลุ่มพลังที่สำคัญในการคานอำนาจ เป็นดุลอำนาจใหม่ของสังคมไทย ที่ทำให้กลุ่มอำนาจเดิมซึ่งประกอบด้วยข้าราชการ ตำรวจ และทหาร ที่เคยได้ประโยชน์จากการที่มีอำนาจอยู่ในมือและทำอะไรได้ตามใจชอบ ต้องเสียประโยชน์ จากากรถูกขบวนการนักศึกษาตรวจสอบ และเปิดโปง

ความไม่พอใจและแผนการที่จะกำจัดขบวนการนักศึกษาก่อรูปก่อร่างขึ้นมา ในหมู่นาย ทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่พ่ายแพ้เสียอำนาจไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยการจัดตั้งมวลชน อาทิ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวะ นัก เรียนช่างกล ขึ้นมาเป็นกลุ่มพลัง ก่อกวนบ้านเมือง หาเรื่องทำร้ายนักศึกษา สร้างสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจและทหารได้ออกมาแสดงบทบาท และปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นการเติบโตของขบวนการนักศึกษา ไปถึงขั้นทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง

เหตุการณ์ นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับแสนเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 จบลงด้วยชัยชนะเป็นของประชาชน หลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ

แต่เพียง 3 ปี ชัยชนะของนักศึกษาและประชาชน เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ก็พลิกผันแปรเปลี่ยนเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเมื่อถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีการใช้เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงไม่ให้จอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับประเทศไทย ของขบวนการนักศึกษา มาเป็นเงื่อนไข และกล่าวหาบิดเบือนว่านักศึกษาไม่ได้ต้องการประชาธิปไตย ไม่ได้คัดค้านจอมพลถนอม แต่ มีเป้าหมายโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

วันที่ 29 สิงหาคม 2519 บุตรสาวจอมพลถนอม เข้าพบม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านพัก เพื่อเจรจาขอให้จอมพลถนอม กลับประเทศไทย เพื่อบวช

วันที่ 31 สิงหาคม 2519 คณะรัฐมนตรี มีมติไม่ให้จอมพลถนอม เดินทางกลับประเทศไทย

วันที่ 2 กันยายน 2519 แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ติดใบปลิวต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม โดยมีขบวนการนักศึกษาเข้าร่วม

วันที่ 3 กันยายน 2519 นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่ามีมือที่สามจะสวมรอยเอาการกลับมาของจอมพลถนอม เป็นเครื่องมือก่อเหตุร้าย

เป็นการปรากฎชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ครั้งแรกในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในเวปไซต์ www.2519.net ในฐานะผู้กล่าวเตือนให้ระมัดระวัง “มือที่สาม” จะก่อเหตุร้าย มิใช่ในฐานะผู้ก่อเหตุร้าย ทั้งก่อด้วยตนเอง หรือสนับสนุน และเป็นการปรากฎชื่อของนายสมัคร สุนทรเวช เพียงครั้งเดียวในบันทึกลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

แม้รัฐบาลจะมีมติไม่เห็นด้วยกับการกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 จอมพลถนอม กิตติขจร ในคราบของสามเณร ก็อาศัยผ้าเหลืองห่มตัว เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงวัดบวรนิเวศ เมื่อเวลา 10.00 น. โดยมีนายทหารและนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไปรอต้อนรับ

พฤติการณ์ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่แตกต่างจากปากว่าตาขยิบ ทั้งๆ ที่มีมติคณะรัฐมนตรีว่าไม่ให้เข้าประเทศไทย แต่เมื่อจอมพลถนอม เดินทางมาถึง กลับมีทหารชั้นผู้ใหญ่ไปรอต้อนรับและให้ความคุ้มครอง อีกทั้งวิทยุยานเกราะของทหาร ยังโจมตีนักศึกษาที่ต่อต้านคัดค้าน ว่าเป็นผู้ทำลายศาสนา

โฆษกรัฐบาลแถลงว่าจอมพลถนอม เข้ามาบวชตามที่ได้ขอรัฐบาลไว้แล้ว และ น่าจะพิจารณาตัวเองได้หากเกิดความไม่สงบขึ้น

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ตรงกันข้ามกลับเปิดโอกาสให้จอมพลถนอม พำนักอยู่ในประเทศไทย ได้ตามความพึงพอใจ และไม่มีมาตรการใดๆ กำกับดูแลเป็นพิเศษ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามวินิจฉัยของจอมพลถนอม เอง

ท่าทีของรัฐบาลต่อการกลับมาเข้ามาของจอมพลถนอม ทำให้ขบวนการนักศึกษาไม่พอใจ เพราะจอมพลถนอม คือหัวหน้าทรราชที่ทำลายประชาธิปไตยของประเทศไทย ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

วันที่ 21 กันยายน 2519 นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่ารัฐบาลมีมติจะให้จอมพลถนอม ออกไปนอกประเทศโดยเร็ว

วันที่ 23 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ทหารเตรียมกำลังเต็มอัตราศึก และ สถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศให้ตำรวจจับนักศึกษาที่ติดโปสเตอร์ต่อต้านจอมพลถนอม

วันที่ 24 กันยายน 2519 พนักงานการไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกสังหารและแขวนคออย่างโหดเหี้ยม

วันที่ 25 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่ขบวนการนักศึกษา และ แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เรียกร้องให้ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ และ เร่งจับฆาตรกรสังหารพนักงานการไฟฟ้า โดยเร็ว

วันที่ 30 กันยายน 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าข้อเรียกร้องให้พระถนอม ออกนอกประเทศนั้น รัฐบาลทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ทั้งๆ ที่รัฐบาลมีมติไม่ให้จอมพลถนอม เข้าประเทศ แต่ก็ไม่ขัดขวาง และดำเนินคดี เมื่อจอมพลถนอม แอบเข้าประเทศ แล้วยังมาบอกว่าไม่สามารถขับออกไปได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ขบวนการนักศึกษา และญาติวีรชนที่เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ประท้วงกันอย่างต่อเนื่อง

4 ตุลาคม 2519 ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีตำรวจกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้สังหารโหดพนักงานการไฟฟ้านครปฐม ที่ต่อต้านจอมพลถนอม ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยา ลัยธรรมศาสตร์ แสดงละครล้อเลียนการสังหารโหดพนักงานไฟฟ้านครปฐม ที่ถูกฆ่าแขวนคอ

การแสดงละครของนักศึกษา ถูกสถานีวิทยุยานเกราะบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดและหลงเชื่อว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมีแผนการโค่นล้มสถา บันพระมหากษัตริย์ โดยบอกว่า ผู้แสดงเป็นคนถูกแขวนคอมีหน้าคล้ายเจ้าฟ้าชาย

5 ตุลาคม 2519 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยไม่มีนายสมัคร สุนทรเวช ร่วมเป็นรัฐมนตรี

หนังสือพิมพ์ดาวสยาม และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เผยแพร่ภาพการแสดงละครล้อการแขวนคอของนักศึกษา โดยพาดหัวข่าวเป็นเชิงว่าการแสดงดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สถานีวิทยุยานเกราะ โดยพ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ประกาศว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และ “ขอให้รัฐบบาลจัดการกับผู้ทรยศเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการนองเลือดที่อาจจะเกิดขึ้น หากให้ประชาชนชุมนุมกันแล้ว อาจมีการนองเลือดขึ้นก็ได้”

เวลา 21.30 น. นายประยูร อัครบวร รองเลขาธิการฝ่ายการเมือง ของศนนท. ได้นำนักศึกษา 2 คนที่แสดงเป็นพนักงานการไฟฟ้าที่ถูกแขวนคอ มาแถลงข่าว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่า “ทางนักศึกษาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมสถานีวิทยุยานเกราะและหนังสือพิมพ์ดาวสยาม จึงให้ร้ายป้ายสีบิดเบือนให้เป็นอย่างอื่น โดยดึงเอาสถาบันที่เคารพมาเกี่ยวข้อง”

ถัดมาอีกเพียง 10 นาที คือ เวลา 21.40 น. รัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ว่า “ตามที่มีการแสดงละครที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ศกนี้ มีลักษณะเป็นการหมิ่นหรือการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์รัชทายาท รัฐบาลได้สั่งการให้กรมตำรวจดำเนินการสอบสวนกรณีนี้โดยด่วนแล้ว”

หลังจากนั้น สถานีวิทยุยานเกราะ ก็ปลุกระดมมวลชนและลูกเสือชาวบ้านให้ไปรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจับกุมผู้กระทำการหมิ่นองค์สยามมกุฎราชกุมารมาลงโทษ และ กล่าวหานักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

6 ตุลาคม 2519 เวลา 08.10 น. นาทีแห่งการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนผู้บริสุทธิ์ ก็อุบัติขึ้น โดย พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวณชายแดน หรือ ตชด. พร้อมอาวุธสงครามครบมือบุกเข้าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีนักศึกษาชุมนุมกันอยู่ประมาณ 3,000 คน

การระดมยิงเข้าใส่ของตชด. ทำให้นักศึกษาเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในขณะที่ส่วนใหญ่ยอมจำนน ถูกจับถอดเสื้อมัดมือไพล่หลัง นอนกลางสนามฟุตบอลที่ร้อนระอุ แต่อีกส่วนหนึ่งตกใจวิ่งหนีออกด้านหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งสนามหลวง ก็ถูกรุมประชา ทัณฑ์จนบาดเจ็บเสียชีวิต บางรายถูกจับแขวนคอ บางรายถูกเผาสด

3 ชั่วโมงที่ล้อมปราบและเข่นฆ่าอย่างอำมหิตผ่านพ้นไป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นักศึกษาที่รอดตายกว่าพันชีวิต ตกอยู่ในกรงเล็บของมัจจุราชที่เรียกว่า ตำรวจและทหาร โดยมีศพเพื่อนๆ ล้มตายอยู่หลายคนและหลายจุด เป็นพยานหลักฐานความโหดร้ายของผู้ฆ่าและผู้สั่งฆ่า

11.50 น. สำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล

12.00 น. รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ว่า 1.เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสยามมกุฎราชกุมารได้แล้ว 6 คน จะดำเนินการฟ้องศาลโดยเร็ว 2. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์การปะทะกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว 3. รัฐบาลได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

เป็นแถลงการณ์ที่บ่งบอกถึงความเด็ดขาดของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เลือกข้างแล้วว่าจะยืนอยู่ตรงข้ามกับนิสิตนึกศึกษาประชาชน ที่ถูกเข่นฆ่าล้มตายในมหาวิท ยาลัยธรรมศาสตร์ และดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสถานีวิทยุยานเกราะ และลูก เสือชาวบ้านที่ถูกปลุกระดมขึ้นมา ทุกประการ ทั้งยังกล่าวหาว่านักศึกษา ดำเนินการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งต่อมามีพยานหลักฐานปรากฎชัดว่านักศึกษา เป็นผู้ถูกใส่ร้าย โดยสถานีวิทยุยานเกราะของทหาร เป็นผู้บิดเบือนข้อมูลข่าวสารหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อด้วยความเข้าใจผิด

แต่อีกเพียง 6 ชั่วโมงต่อมา พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลหม่อมเสนีย์ ก็ประกาศยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน เป็นการสิ้นสุดวาระของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และนำประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัยของเผด็จการอีกครั้งหนึ่ง

จากลำดับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของคนเดือนตุลา ในเวปไซต์ www.2519.net ที่ได้นำมาบอกกล่าวข้างต้นนี้ มีข้อพึงสังเกตและตั้งคำถามหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. พึงสังเกตว่า มีการใช้สื่อมวลชน ได้แก่วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชน และเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ให้ประชาชนหลงผิด เข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อ ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง แบ่งแยกคนในชาติเป็นฝักฝ่าย และทำร้ายซึ่งกันและกัน โดยขาดสติ ไม่ยั้งคิด ซึ่งวิธีการเช่นนี้ ได้ถูกนำมาใช้โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จนทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อย่างรุนแรง และกลายเป็นเงื่อนไขให้ทหารก่อการรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549

2. พึงสังเกตว่า มีการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และใส่ร้ายผู้อื่น ด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่จงรักภักดี ในทุกครั้งที่มีการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองและยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน

3. พึงตั้งคำถามแก่พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าแม้จะมีอายุเพียง 11 ปี ในขณะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาเป็นอย่างดี และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการปลุกระดมมวลชนสร้างความแตกแยกให้คนในชาติ และ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในห้วงเวลาที่มีการเข่นฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า...

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่หาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ทั้งๆ ที่มีเค้าลางมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2519 และมีความพยายามที่จะก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองมาโดยตลอด

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงปล่อยให้จอมพลถนอม เข้ามาในประเทศไทยได้ และไม่ดำเนินการกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ไปรอต้อนรับและคุ้มครองความปลอดภัยให้จอมพลถนอม ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมติคณะรัฐมนตรี

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ว่าจะมีการใช้การเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม เป็นเงื่อนไขสร้างความวุ่นวายขึ้นในประเทศ

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ขับจอมพลถนอม ออกนอกประเทศ ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเป็นชนวนให้นักศึกษาชุมนุมประท้วงและมีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันได้โดยง่าย เนื่องจากมี “มือที่สาม” รอสร้างสถานการณ์อยู่แล้ว

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงพูดจาภาษาเดียวกับสถานีวิทยุยานเกราะ กล่าวหาว่านักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ดำเนินการกับสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งดำเนิน การปลุกระดม สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

เหตุใด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยอม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของทหาร และตำรวจ จึงไม่ออกคำสั่งหยุดการเข่นฆ่านักศึกษา ของตำรวจและทหาร แต่กลับปล่อยให้มีการล้อมปราบและสังหารโหด ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มีผู้ล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

ต้องถามว่า พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ ได้รับคำสั่งจากใคร จึงสั่งการให้ตชด. บุกเข้าไปยิงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต้องถามว่า ในฐานะรมว.มหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมตำรวจ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินการอย่างไรบ้าง เมื่อเห็นตำรวจฆ่านักศึกษา

ต้องถามว่า นายชวน หลีกภัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในขณะนั้น แสดงบทบาท ท่าทีอย่างไรเมื่อเห็นการประหารโหดนักศึกษา ด้วยเหตุที่เชื่อว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ต้องถามว่า ในขณะที่นักศึกษาถูกล้อมปราบและเข่นฆ่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงบทบาทอย่างไรบ้าง ต่อการทำหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

ต้องถามว่า นับแต่การสังหารโหดเริ่มต้นเมื่อเวลา 08.10 น. จนถึง 11.50 น. ที่รัฐบาลแถลงว่าได้ตั้งกองบัญชาการรักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงที่ตำรวจและทหารใช้อาวุธสงครามสังหารโหดนักศึกษา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกคำสั่งให้ตำรวจและทหารหยุดปฏิบัติการ บ้างหรือไม่ และมีรัฐมนตรีคนใด ไปดูเหตุการณ์ สถานการณ์ในพื้นที่หรือไม่

ต้องถามว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเป็นรัฐบาลทั้งก่อนเกิดเหตุและวันเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 บ้างหรือไม่ และมีความเห็นอย่างไรกับบทบาทท่าทีของพรรค แลรัฐมนตรีของพรรค ที่คิดแต่หนีเพื่อเอาตัวรอด และปล่อยให้นักศึกษาประชาชน ถูกเข่นฆ่าล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

ต้องถามว่า หลังการเข่นฆ่านักศึกษาผ่านพ้นไป ทำไมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงออกแถลงการณ์ ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่ารัฐบาลเลือกที่จะยืนฝั่งตรงข้ามกับนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ในวันนั้น ด้วยการจะดำเนินการส่งฟ้องผู้ถูกตำรวจจับกุมข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเร็ว ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นข้อหาที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของสื่อ มิใช่เกิดจากพฤติกรรมของนักศึกษา จริงๆ

ต้องถามว่า หลังจากเหตุการณ์นองเลือดผ่านพ้นไป เหตุใด พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลที่ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปด้วย

คำถามข้อสุดท้ายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะตอบไม่ได้ในวันนั้น แต่วันนี้ พรรคประชา ธิปัตย์ น่าจะตอบได้แล้ว เพราะมีช่องทางที่จะค้นหาความจริงได้แล้ว เนื่องจากขณะนี้บุคคลในครอบครัวของพล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ คือ พล.อ.วินัย ภัทยิกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม เลขาธิการคมช. เป็นนายทหารที่รู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้เข้ามามีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชา ธิปัตย์ ในฐานะพ่อของส.ส.สกลธี ภัทยิกุล ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

ไม่น่าเชื่อว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในเวลานั้น ที่ยังไม่มีคำตอบจวบจนวันนี้ จะหวนกลับมาอีกครั้งจากการขยายประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจะเล่นงาน นายสมัคร สุนทรเวช แต่ดูเหมือนว่า รายการนี้จะเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอ

ในขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช ต้องตอบ 1 คำถามว่าเหตุใดจึงพูดว่าเห็นคนตาย 1 คน

แต่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมจึงไม่ป้องกัน และไม่สกัดกั้นการเข่นฆ่านักศึกษาประชาชน

อ่านประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 จบลงเที่ยวนี้ ผมเชื่อแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ ตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะฉะนั้น หากใครอยากจะถาม อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลาคม 2519 ต้องถามพรรคประชาธิปัตย์ จะได้คำตอบดีที่สุด

แต่อย่าลืมตอบคำถามหลายข้อของผมด้วยนะครับ

ประดาบ

จาก hi-thaksin

Friday, February 22, 2008

สั่งย้ายอธิบดี‘ดีเอสไอ'มีผลตั้งแต่25ก.พ.

(22กพ.) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม เห็นชอบในคำสั่งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงยุติธรรม ไปช่วยราชการในหน่วยงานอื่น โดยให้นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปช่วยราชการในตำแหน่ง รักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ซึ่งเป็นสำนักงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อทดแทนสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งแยกเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 และมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มาช่วยราชการในตำแหน่ง รักษาการอธิบดีดีเอสไอ โดยคำสั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.เป็นต้นไป ในขั้นตอนต่อไปจะมีการเสนอเป็นวาระเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอ และเลขาธิการ ปปท.ตัวจริง

ด้านนายสุนัย เปิดเผยว่า ตลอดทั้งวันตนได้ยินข่าวการโยกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอเช่นกัน แต่ยังไม่เห็นคำสั่ง ล่าสุดนายจรัญโทรศัพท์มาบอกว่า ถูกย้ายไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ ปปท. และจะให้พ.ต.อ.ทวีมาช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการอธิบดีดีเอสไอ ดังนั้นในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ. ตนจะเข้าไปเก็บของในห้องทำงาน สำหรับตนไม่รู้สึกอะไร จะทำงานไปตามปกติ เป็นข้าราชการต้องทำใจ ส่วนเรื่องโอนกลับศาลยุติธรรม อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาในระหว่างนี้จะช่วยงานปลัดกระทรวงไปพลางก่อน


จาก hi-thaksin

สมัครรบยาเสพติดเด็ดขาด

นายกฯสมัครย้ำชัดปราบยาเสพติดขั้นเด็ดขาด เมินวงจรการค้ายาฆ่าตัดตอนกันเอง บอกไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันนโยบายชัดเจนที่จะปราบปรามยาเสพติดขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรัฐบาลพร้อมจะรับผิดชอบต่อนโยบายดังกล่าว ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับการฆ่าตัดตอนที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าวนั้น รัฐบาลคงไม่สามารถเข้าไปรับผิดชอบหากวงการค้ายาเสพติดมีการฆ่าตัดตอนกันเอง ยกเว้นในส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำวิสามัญฆาตกรรมก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง

'รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนที่จะปราบปรามขั้นเด็ดขาด แต่คงไม่บ้าไปกำหนดว่าให้ฆ่าวันละกี่คน และคงไม่ต้องไปรับผิดชอบหากมีการฆ่าตัดตอน'นายสมัคร กล่าว และว่า สำหรับกรณีที่มีการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากนโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดในสมัยรัฐบาล 'ทักษิณ' กว่า 2,500 คน ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกทางการฆ่าตาย แต่เป็นกลุ่มวงการผู้ค้ายาเสพติดการฆ่าตัดตอนกันเองเพื่อไม่ให้โยงใยไปถึงตัวการใหญ่ มีเพียง 59 รายเท่านั้นที่เป็นการวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องพิสูจน์ความจริงกัน

'มันผิดตรงไหนช่วยบอกหน่อย คุณอยากให้ออกระเบียบห้ามยิงคนร้าย แล้วปล่อยให้คนร้ายยิงตำรวจหรืออย่างไร'นายสมัคร กล่าว