"ขออภัยในความไม่สำเร็จ" คงจะเป็นวลีเปรียบเปรยการแถลงผลงานปิดฉากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เสียดแทงใจคณะนายทหารที่ร่วมกันก่อการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 อยู่ไม่น้อย เพราะวลีดังกล่าวนี้ล้อมาจากถ้อยคำในประกาศของคณะรัฐประหารฉบับแรกที่ส่งถึงประชาชนว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก" กับปฏิบัติการยึดอำนาจในค่ำคืนนั้น
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว บุคคลที่บอบช้ำที่สุดใน คมช. จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะทั้งพลาดหวังกับเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อย่างเจ็บปวด และยังถูกเล่นงานจาก "มิตรอำมหิต" ในภารกิจเข้าไปสะสาง "สุสานคอร์รัปชัน" ในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง แต่สุดท้ายตัวเองคือคนที่ถูกสะสาง
วันนี้ พล.อ.สพรั่ง เปิดใจอีกครั้งกับทีมข่าวเครือเนชั่นถึงความเจ็บปวดที่เขาได้รับ และบทเรียนจากการรัฐประหาร ตลอดจนอนาคตของตัวเขาเองบนสถานการณ์การเมืองที่พลิกผันได้ทุกเวลา
ถามตรงๆ ว่าความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.สนธิ ยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีข่าวว่าตอนนี้ไม่มองหน้ากันแล้ว
เอาเป็นว่าไม่โกหก คือเหมือนคนใหม่ อยากขอให้สื่อลงให้ชัดว่า "เหมือนคนใหม่" นั่นคือคำตอบ เหมือนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก
ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่
ก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเมื่อปลายเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ไม่นับญาติ ไม่ถือว่าคุ้นเคย และอื่นๆ ในความหมายของมัน คนมันต้องมีความจริงใจ หากขาดเสียซึ่งความจริงใจมันก็...
ความจริงใจเหมือนยาที่มีคุณภาพมาก ความจริงใจจะทำให้วงจรชีวิตของยามีคุณภาพ แต่เมื่อไหร่วงจรชีวิตมันหมดก็จะสูญเสีย ยาก็จะไม่มีคุณภาพ ยานั้นก็จะต้องทิ้ง ความจริงใจเป็นคุณสมบัติอันนี้ ถ้าอยู่ในคุณสมบัติของใครจะทำให้คนนั้นเป็นคนดี แต่ถ้าไม่มีความจริงใจจะน่าคบหรือไม่...เป็นเพื่อนร่วมทางกันไม่ได้
แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก พูดได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการเผาผีกับ พล.อ.สนธิ อีก...
เพราะมันตายกันคนละเวลาแน่นอน ปกติผมก็ไม่ค่อยไปงานพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกไปเท่านั้น คนที่ทำร้ายผมได้คือคนที่ใกล้ชิด รักกันชอบกัน
เคยทุบโต๊ะบ่นเจ็บใจหรือไม่ว่าทำไมถึงทำกับนักรบชื่อ พล.อ.สพรั่ง ได้
ก็ต้องไปถามเขา แต่ผมไม่แปลกใจ เพราะรู้จักคน ก็เหมือนเพื่อนร่วมอาชีพ บางทีเราอยากจะหนีแต่ทำไม่ได้
ความสัมพันธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นอย่างไรบ้าง
น้องเขาให้ความเคารพสม่ำเสมอ น้องเขามีไมตรีจิตดีเป็นปกติ ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เป็น ผบ.ทบ. ผมก็แสดงความยินดี พล.อ.อนุพงษ์ ก็บอกว่าพี่มีอะไรเต็มที่เหมือนเดิม ผมก็บอกว่าพี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังขอบคุณ พล.อ.อนุพงษ์ เลย
รู้สึกอย่างไรที่เจอมรสุมทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่เรียกว่า "มิตรอำมหิต"
ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เข้าข่ายโจมตี ผมได้ดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว ผมอยากจะหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น มิตรรักแฟนเพลงกันทั้งนั้น เจ้าตัวรู้ดี เป็นใครไปไม่ได้ แต่ผมไม่อยากทะเลาะผ่านสื่อ เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการเล่น ปัญหาบ้านเมืองมีอีกเยอะ
1 ปี 6 เดือน ได้บทเรียนอะไรบ้างจากการเปลี่ยนแปลงการเมืองด้วยการรัฐประหาร
ไม่ได้ตอบแบบกำปั้นทุบดินนะ ได้บทเรียนว่าการคิดการใหญ่เพื่อบ้านเพื่อเมืองต้องคิดให้จบ หมายความว่าอย่าคิดว่าเพื่อเข้ามาคลี่คลาย หรือเข้ามาหยุด เข้ามาระงับเหตุ ต้องคิดต่อไปถึงว่าสิ่งที่เราเข้ามาระงับนั้นจะต้องแก้ไข โดยจะให้ใครแก้ไข ถ้าเรารับอาสาเข้ามาแก้ไขจะต้องมีทีมงานที่ดี และจะต้องส่งมอบงานเมื่อมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำเข้ามาอีก พูดง่ายๆ คืออย่าให้ปัญหาเดิมกลับมาอีก
ถ้าคิดเพียงแค่ว่าพอใจต่อการที่มาแทรกแซง เข้ามาช่วยระงับเหตุ และทุกอย่างกลับไปอยู่สภาพเดิมถือว่าอันตราย เหมือนที่เราใช้ศัพท์ว่า "ปฏิวัติเสียของ" มันอาจจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่เป็นการประชดว่าปฏิวัติเสียของ เทียบกับความรู้สึกของผมคือ "ภารกิจไม่สำเร็จ"
ภารกิจไม่สำเร็จเป็นเพราะหัวหน้าคณะปฏิวัติไม่เด็ดขาดเพียงพอหรือเปล่า
นั่นเป็นความรับผิดชอบ อย่าปฏิเสธ เพราะว่าทหารนั้นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดและชอบในความสำเร็จหรือความล้มเหลวในสิ่งที่ตัวเองหรือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหน่วยของตัวเองได้กระทำหรือไม่ได้กระทำ ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบตามหลักการ ปฏิเสธไม่ได้
ลึกๆ แล้วน้อยใจหรือไม่ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ทั้งๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองช่วงก่อนวันที่ 19 ก.ย.2549
ตอนนี้ผ่านมาแล้ว เกรงว่าจะสับสนในสิ่งที่พูดไป ผมไม่อยากซ้ำเติม ไม่อยากมาอ้างในสิ่งที่ทำ...อยากจะบอกว่ามาถึงวันนี้รู้สึก "กุศลหักเห" โชคดีที่ไม่ได้เป็น เพราะการทำอะไรให้บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องสบาย จะต้องเจอศัตรู คนที่รักจะรักน้อยลง ถามว่าวันนี้เสียใจมั้ย ถือเป็นกุศลหักเห เหมือนบางคนไม่ได้ขึ้นเครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุ วันนั้นเสียใจว่าทำไมไม่ได้ไปวะ
เรื่องที่ถาม ต้องบอกว่าวันนี้โชคดีที่ไม่ได้เป็น เพราะผมจะทำอะไรเป็นการให้รางวัลกับชีวิต แต่ถ้าถามในอดีต วันนั้นรู้สึกผิดหวัง ในฐานะปุถุชนก็ผิดหวัง ผิดหวังในเรื่องคุณสมบัติ ที่เขามาเขียนไว้ว่า "เก่ง-ดี-บู๊-บุ๋น" ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นการพูดคุยตามหลักการ แต่เมื่อสื่อรุกว่าจะเอาใครขึ้นมาเป็น ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายตรงข้ามก็อยากจะรู้ เพราะมีผลถึงในอนาคต คนที่ให้สัมภาษณ์ไม่น่าพูดสอดคล้องกันว่า ต้องการคนที่มีอายุราชการนานหน่อย หรือบางพวกก็บอกว่าไม่ถือหลักความอาวุโส ถือหลักความเหมาะสม หรือขว้างหินถามทางมาเรื่อยๆ ความจริงพี่น้องกันไม่ได้คิดอะไร แคนดิเดทด้วยกันไม่ได้คิดอะไรเลย ยังหัวเราะกันอยู่ บัดนี้ก็ยังเหมือนเดิม
ผมรู้สึกผิดหวังต่อความไม่จริงใจ ไม่ให้ผมเป็นก็บอก ก็เรียกน้องมา พี่มีความตั้งใจจะให้น้อง ก.เป็น ไม่ใช่น้อง ข. พวกเรามันจริงใจต่อกัน ต้องเรียกพบและพูดคุยกัน พี่ขอร้องอยากให้คนนั้นเป็น ผมจะแฮปปี้มากเลย และผมจะออกข่าวให้เลย พี่พรั่งพี่มีโอกาสมั้ย ผมจะบอกว่าโอกาสมี แต่ที่ตกลงใจไม่ใช่ ผมจะตอบเองว่าเกิดอะไร ผู้บังคับบัญชามองการณ์ไกล ท่านเห็นว่าน้องท่านนี้เป็นคนที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีบุคลิกที่สามารถที่จะเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างให้มันคลี่คลายได้...แต่นี่มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าการตัดสินใจจากคนที่เหลือใช้ไม่ได้เลย
การอ้างคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ คือคุณสมบัติที่สุดยอดที่ได้ตัดสินใจเลือก จริงๆ น้องๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ทั้งอนุพงษ์หรือมนตรี (พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด) สรุปว่าถ้าผมเป็นผู้บังคับบัญชาจะไม่ทำแบบนี้ ถ้าจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร น้องๆ ทุกคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจะชัดเจนมาก จะรู้ตัวล่วงหน้าเป็นปี และไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง เพราะความดีจะต้องเปิดเผย
สังคมไทยเราเป็นประเภทสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง ดึงอำนาจเข้าหาตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น ดึงเพื่ออะไร เพื่อให้ทุกคนเข้าหาหรือ ในชีวิตผมไม่เคยเข้าไปพบผู้ใหญ่ว่า...พี่ผมขอเป็น ไม่ให้เป็นก็ไม่เคยมาตอบโต้ แต่ถ้าตัวเองมีโอกาสจะไม่ทำอย่างที่ถูกกระทำโดยเด็ดขาด และอดีตก็ไม่เคยทำ
ผิดหวังหรือเปล่าที่อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติต่อสายพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำชี้แจงหรือคำสัมภาษณ์ ไม่ได้ใส่ใจเลย และไม่เคยตามเรื่องนี้เลย เพราะไม่มีความจำเป็นต้องไปตามข่าว
รู้สึกอย่างไรกับนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วย
ได้ดูบุคลิก ประสบการณ์ และดูสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ โดยดูจากการที่มาพบผู้นำเหล่าทัพที่กระทรวงกลาโหม คิดว่าถ้านายกรัฐมนตรีมุ่งมั่น โดยมีปัญหาแรงเสียดทานจากภาคการเมืองด้วยกันเอง คือศึกภายในและภายนอก หากผ่านแรงเสียดทานและคุมเกมได้ ก็จะเป็นโอกาสทองที่นายกรัฐมนตรีจะได้รับบำเหน็จ เกียรติยศในช่วงสุดท้ายในบั้นปลายของชีวิตแน่นอน
ส่วนตัวเคยพูดคุยกับนายกฯสมัครมาก่อนหรือไม่
ผมไม่เคยไปหาคนที่มีอำนาจวาสนา แต่มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นเครือญาติกับกัลยาณมิตร บังเอิญครั้งหนึ่งในช่วงสั้นๆ เป็นงานสังคม คุณสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมเป็นแฟนคลับอยู่แล้ว ก็ไปสวัสดีท่าน ได้พูดคุยถึงนามสกุลกัน ซึ่งไม่ได้มีอะไรมากมาย เป็นความบังเอิญที่เจอกันในงาน แต่คุณสมัครจำได้หรือเปล่าไม่รู้ ที่เล่าให้ฟังไม่ได้บอกว่าคุ้นเคยกัน ไม่ได้อวดอ้าง
ในอนาคตถ้าการเมืองกับกองทัพขัดแย้งกัน มีสิทธิที่จะใช้กำลังทหารแก้ปัญหาการเมืองอีกหรือไม่
ถ้ามีอีกก็แสดงให้เห็นว่าการเมืองเราต่ำกว่ามาตรฐาน และเป็นวงจรน้ำเน่า วงจรอุบาทว์ ถ้าเกิดขึ้นอีกภาคประชาชนคงออกมาประท้วงเดินขบวนกันวุ่นวาย
วางอนาคตชีวิตหลังเกษียณอย่างไร จะเล่นการเมืองหรือไม่
จอมพลสฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายกรัฐมนตรี) เคยพูดกับคนไทยว่า "พบกันเมื่อชาติต้องการ" คือถ้าบ้านเมืองเกิดกลียุคเกิดความวุ่นวาย บ้านเมืองไม่มีขือมีแป ผมคงไม่นิ่งดูดายเป็นทหารแก่ที่ไม่สนใจบ้านเมือง ผมจะต้องออกมาช่วยบ้านเมือง แต่ถ้าบ้านเมืองเรียบร้อย ผมก็จะเป็นพลเมืองดี คือไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม
มีคนอยากรู้กันเยอะว่า ลึกๆ แล้ว พล.อ.สพรั่ง รู้สึกอย่างไรกับคนชื่อทักษิณ
จริงๆ แล้วเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตอนที่ผมเป็นแม่ทัพภาค 3 ก็ได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มากพอสมควร ถือว่าดีที่สุดในยุคที่การเมืองเข้มแข็งขนาดนั้น ก็ต้องให้เครดิตกับอดีตนายกฯ ส่วนจุดหักเหของความขัดแย้งก็ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้เกิดที่ตัวบุคคล แต่เกิดจากความไม่สบายใจและสิ่งแวดล้อมคนใกล้ตัวพาดพิงถึงเบื้องสูง ไม่ได้เกี่ยวกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, February 23, 2008
สัมภาษณ์พิเศษ : แง้มหัวใจช้ำ สพรั่ง กัลยาณมิตรกับพล.อ.สนธิ..."ผมไม่นับญาติ!"
สว.ลากตั้ง กาฝากระบอบประชาธิปไตย มะเร็งร้ายของระบบ
ผมเห็นรายชื่อของ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา และได้รับการรับรองโดย กกต. แล้วครับ ก็ตามที่คาด แทบทั้งหมดเป็นข้าราชการเกษียณ มีพวกสื่อมวลชน สายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสายพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร เสริมเข้ามาด้วย รวมทั้งมี สนช. หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คณะรัฐประหารเข้ามาด้วย ก็ชัดเจนว่า สว.ลากตั้งพวกนี้เป็น ผู้แทนของใคร
ปัญหาไม่ใช่วุฒิสมาชิกชุดนี้มี ความรู้ความสามารถอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร หรือปลอดจากพรรคการเมืองแค่ไหน
ปัญหาคือ วุฒิสมาชิกชุดนี้ "ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย" แม้ว่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า วุฒิสมาชิกทุกคนคือ "ผู้แทนของปวงชนชาวไทย" แต่ข้อเท็จจริงแล้วพวกเขาไม่ใช่ พวกเขาไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน พวกเขาเป็นแค่ "กาฝาก" ที่เข้ามาในระบบ และยังเป็น "มะเร็งร้ายของระบอบประชาธิปไตย" อีกด้วย
โดยทางทฤษฎีที่ใช้กันทั่วโลกของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ "ตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาสูงหรือสภาล่างก็ตาม แต่เมื่อ สว.ลากตั้ง ชุดนี้ถูกเลือกขึ้นมา โดยตัวแทนของระบบราชการ พวกเขาจึงเป็นได้เพียงแค่ ตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น
สว.ลากตั้งกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิอ้างประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีความชอบธรรมที่จะอ้างอย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่ใช่คนของประชาชน ไม่ใช่คนของชาวบ้าน ที่มาของคนเหล่านี้ มาจากการใช้อำนาจของ "คณะรัฐประหาร" ใช้อิทธิพลของกลุ่มชนชั้นนำ กลุ่มอภิสิทธิ์ชนใส่เนื้อหาเหล่านี้เข้าไปในรัฐธรรมนูญ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติของประชาชน แต่ประชาชนก็เหมือนตกอยู่ในสภาพโดนมัดมือชก และประชาชนส่วนใหญ่ต้องการหนีให้พ้นจากสภาพที่ประเทศต้องตกอยู่ใต้การปกครองของคณะรัฐประหารไปก่อน จึงจำใจต้องรับ รัฐธรรมนูญปี 2550 นี้
เมื่อที่มาของ สว.ลากตั้งชุดนี้ ไม่สง่างาม ต่อให้มีคุณสมบัติดีเด่นอย่างไร สว.ลากตั้งนี้ก็ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะได้รับความเคารพและยอมรับนับถือ จากสังคมว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น
สำหรับผมแล้ว ผมจะไม่ยกมือไหว้คนเหล่านี้ เพราะถือว่าพวกนี้เป็นแค่ “ผู้แทนหรือนอมินีของกลุ่มอำมาตย์” ก็แค่นั้นเอง ไม่มีคุณสมบัติอันใดที่ผมจะมือไหว้ คนที่ไม่ใช่ผู้แทนของปวงชน
เมื่อ สว. เหล่านี้ เป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มอำมาตย์ พวกเขาก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มอำมาตย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้คนเหล่านี้จะอ้างว่าทำเพื่อชาติ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว “ประเทศชาติไม่ได้มีตัวตนอิสระที่แยกออกไปจากประชาชน” ประเทศชาติคือ การรวมตัวของประชาชนรายบุคคล รายครอบครัว แล้วกลายเป็นชาติ ผลประโยชน์ของชาติ คือ ผลประโยชน์ของประชาชนรายบุคคล แล้ว Sum รวมกันเป็นผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ เช่นชาวรากหญ้า จึงเป็นผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของชาติ เพราะเมื่อนำมา Sum รวมกัน ก็จะกลายเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด
ประเทศชาติจึงไม่ใช่ “สิ่งที่เป็นนามธรรม” ไม่ใช่สถาบันใดๆ ไม่ใช่ กลุ่มอภิสิทธิ์ชนใด ๆ แต่มันคือ การรวมกันของประชาชนทุกคนในประเทศนี้
เมื่อ สว.ลากตั้งชุดนี้เป็นแค่ตัวแทนของประชาชนกลุ่มเล็กๆ ไม่ถึง 10 คน จึงไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแต่อย่างใดทั้งสิ้น
พวกอำมาตย์ทั้งหลาย ที่จริงก็เป็นแค่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งในสังคมเท่านั้น มีจำนวนไม่มากนัก เป็นประชาชนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอันใดให้แก่สังคม นอกจากเป็นกาฝากเกาะกินสังคมเท่านั้น คนกลุ่มนี้พยายามใช้อิทธิพลของตน โฆษณาชวนเชื่อ ให้คนเชื่อว่า “นักการเมืองเป็นคนเลว” เป็นพวกที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ดังนั้น ประเทศนี้ควรปกครองด้วยกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น และ สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นเครือญาตินักการเมือง มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง
กลายเป็นว่าการมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กับนักการเมืองเป็นสิ่งที่เลวไป ในสายตาของพวกชนกลุ่มน้อยเหล่านี้
หากพูดให้ถึงที่สุดก็คือ หากการมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง นักการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นสิ่งที่เลวแล้ว ก็ต้องพูดให้จบต่อไปว่าว่า การมีสายสัมพันธ์กับ “ประชาชน” กลายเป็นสิ่งที่เลว” หรือ การมีสายสัมพันธ์กับประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลายเป็นสิ่งที่เลว สู้มีสายสัมพันธ์กับ “ประชาชนกลุ่มเล็กๆ แบบพวกอำมาตย์” ไม่ได้ จึงจะเป็นสิ่งดี มันกลายเป็นตรรกะที่แปลกประหลาด เห็นแก่ตัว เป็นเหตุผลที่ในหมู่ชนที่เจริญแล้ว ไม่สามารถจะยอมรับได้ทั้งสิ้น และไม่ได้มีมาตรฐานทาง คุณธรรม จริยธรรม ใดๆ รองรับทั้งสิ้น
ผมไม่สนใจว่า สว.ที่ประชาชนเลือกขึ้น จะมีสายสัมพันธ์เครือญาติกับนักการเมืองอย่างไร จะเป็นลูกนักการเมือง เป็นเมียนักการเมือง หรืออะไรก็ได้ แต่เมื่อประชาชนเลือกคนเหล่านี้ขึ้นมา “ด้วยมือของพวกเขาเอง” สว.ที่มีจากการเลือกตั้งเหล่านี้จึงเป็น “ตัวแทนของปวงชนชาวไทย” อย่างสมบูรณ์ มีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ มีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยอย่างสมบูรณ์
เมื่อพวกเขามีที่มาจาก ปวงชนชาวไทย สว.ที่มาจากเลือกตั้ง จึงมีแนวโน้มที่จะปกป้องผลประโยชน์ของ “ประชาชนที่เลือกพวกเขาขึ้นมา” และนั่นคือ “ผลประโยชน์ของชาติไทยนั้นเอง เพราะประชาชนก็คือชาติ
ผมไม่คิดว่า สว.ที่มาจากเลือกตั้ง จะสามารถทำอะไรที่ขัดแย้งกับความต้องการประชาชนที่เลือกเขาขึ้นมาได้ เพราะหากทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเป็นการทำลายอาชีพของตนเอง ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยังมีสติสัมปชัญญะ มีเหตุมีผล จะทำลายอาชีพของตนเองหรอกครับ
การทำหน้าที่ของ สว.เลือกตั้ง อาจไม่เป็นที่ชอบใจของประชาชนบางกลุ่ม เช่น คนกรุงเทพฯ ที่เป็นพวกอภิสิทธิ์ชน เป็นพวกคนชั้นสูง หรือพวกอำมาตย์ทั้งหลาย แต่คนเหล่านี้ก็เป็นแค่ประชาชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ก็ไม่ควรจะมีเสียงที่ดังกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ผมไม่ให้เกียรติ แก่ สว.ลากตั้งเหล่านี้ครับ เป็นพวกที่ผมไม่ยกมือไหว้อย่างเด็ดขาด และผมก็ขอเชิญชวนให้ “ประชาคมที่รักประชาธิปไตยทั้งหลาย” ไม่ให้เกียรติแก่ สว.ลากตั้งเหล่านี้ ไม่ต้องไปนับถือ หรือยกมือไว้แต่อย่างใด เพราะพวกเขาคือ กาฝากของระบอบประชาธิปไตย พวกเขาคือมะเร็งร้ายของระบอบ พวกเขาเป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เป็นตัวแทนของคนหยิบมือเดียว
เมื่อที่มาไม่ถูกต้อง การดำรงอยู่ก็ย่อมไม่ถูกต้อง กลายเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นส่วนเกินของระบอบไป
-------------------------
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
กลุ่มสื่อประชาชน โดยประชาชน...เพื่อประชาชน
จาก hi-thaksin
เขียนประวัติศาสตร์ด้วยหัวใจ..."มโนมัย สุนทรเวช"รำลึก6ตุลา19
ในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ได้เกิด "ประเด็นร้อน" นอกเหนือจากสาระของนโยบายที่รัฐบาลประกาศเป็นพันธสัญญาต่อรัฐสภาและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ "เหตุการณ์ 6 ตุลา 19" ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง อันเนื่องมาจาก "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปพูดกับสื่อนอกอย่าง ซีเอ็นเอ็นว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วิปโยคเพียง 1 ราย
"วิวาทะ" กลางสภาได้จบลงด้วย "คำสาบาน" ที่นายสมัครประกาศไว้ว่าถ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้มีอันเป็นไป !
วันรุ่งขึ้น "มโนมัย สุนทรเวช" น้องชายนายสมัคร โทรศัพท์ถึง "มติชน" โดยประโยคแรกที่เอ่ยคือ "คุณอยากรู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือเปล่า"
"มโนมัย" ย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 32 ปีก่อน ณ มุมหนึ่งของบ้านพักในหมู่บ้านเสนานิเวศน์ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่เขาเล่าเคยมีบันทึกไว้ในเอกสารทางวิชาการแล้ว แต่ความแตกต่างอยู่ที่การบรรยายความรู้สึกจากก้นบึ้งของจิตใจในฐานะ "น้องชาย" ของบุรุษผู้มี "แผลเป็น" ติดตัว
"ผมต้องออกมาพูด ไม่ได้มาออกรับหรือแก้แทนคุณสมัคร ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่สดับตรับฟังข่าวทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาตั้งแต่คุณสมัครเข้ามาเล่นการเมือง ผมไม่ทราบว่าใครบิดเบือนกันแน่ เพราะสาเหตุของ 6 ตุลา มันเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นยังไง มีใครเคยพูดให้ฟังบ้างไหม หา... ไม่ว่าจะเป็นไอ้พวกฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ชอบคุณสมัคร หรือพวกนักวิชาการที่บอกว่าไม่มีใครเขียนไว้เพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่อยากเขียนหรือไม่กล้าเขียน"
มโนมัยบอกว่า วันเกิดเหตุนายสมัครไปนั่งอยู่ที่ห้องของนายมงคล (สิมะโรจน์ รองผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น) ทั้งวัน ทั้ง 2 คนสนิทกันเพราะเป็นก๊วนคนหนุ่มของพรรคประชาธิปัตย์มาด้วยกัน นายสมัครไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะไม่มีตำแหน่ง เริ่มต้นจากนายสมัครหนุนให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯอีกครั้ง ซึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ก็จะให้นายสมัครเป็น รมช.อุตสาหกรรม แต่นายสมัครไม่ยอม เพราะไม่ใช่งานถนัด จนมีการโต้เถียงกันที่สระน้ำโรงแรมเอเชีย วันนั้นพูดกันแรงมาก แรงขนาดนายสมัครพูดว่า"ผมพูดภาษาคน นี่อาจารย์ไม่เข้าใจหรือไงว่าผมไม่ต้องการเป็น" ...นั่นคือสิ่งที่พูดจากันก่อนที่นายสมัครจะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 30 กันยายน 2519
แล้วทำไมหลายฝ่ายถึงอ้างว่าคุณสมัครคือผู้ปลุกระดมฝ่ายขวาผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ จนนำมาสู่เหตุการณ์นองเลือด "มโนมัย" บอกว่า มีฝ่ายขวาหลายคนเข้าไปจัดรายการ เช่น พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ และทมยันตี ส่วนนายสมัครก็เคยได้รับเชิญให้ไปพูดทางวิทยุยานเกราะเกี่ยวกับเรื่องที่นักศึกษาออกมาชุมนุมเพื่อให้ทำลายเรดาร์ ที่ค่ายรามสูร จ.อุดรธานี ซึ่งนายสมัครไม่เห็นด้วย ก็เลยพูดออกอากาศทางวิทยุว่ามันไม่ถูกต้อง ก็พูดแค่นี้ ไม่ได้ปลุกระดมอะไรเลย นายสมัครยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19
เหตุใดในความทรงจำของคุณสมัคร ทำไมจึงมีผู้เสียชีวิตเพียง 1 ราย ในขณะที่ประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ชัดเจนว่ามีมากกว่า 30 ราย ?
"คุณสมัครก็เหมือนกับผมนั่นแหละ ไม่ได้เข้าร่วมเหตุการณ์ ดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งดาวสยามถ่ายรูปมา ก็มีคนถูกเผานั่งยางตาย 1 คน คุณสมัครก็ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นไปว่าเท่าที่เห็นมีคนเดียว ไอ้ที่มีบอกว่าคุณสมัครบิดเบือนประวัติศาสตร์ หาว่ามีคนตายแค่ 1 คน ก็เขาไม่เห็นไม่รู้ แต่ที่รู้คือผมได้ดูซีเอ็นเอ็น มันเอารูปคุณสมัครกำลังยืนเท้าเอวแล้วมีการลากศพผ่านไป ไอ้ภาพนี้เป็นภาพตัดต่อทั้งนั้น พุทโธ่! ผมดูก็รู้ อาจจะเอามาจากตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ก็ได้ ซึ่งตอน 14 ตุลาน่ะจริงที่มีคนตายแล้วก็มีการลากศพ แต่ตอน 6 ตุลา และวันต่อๆ มาไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้นะไอ้ที่จะมาลากศพคน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าฝรั่งที่สัมภาษณ์น่ะ มันรู้จริงๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเปล่า หรือไปเอาขี้ปากจากคนไทยไปถาม ใครที่ไม่ชอบคุณสมัครแล้วก็ตั้งคำถามขึ้นมา เอาภาพให้ฝรั่งมาประกอบข่าว อยากถามว่าอย่างนี้ใครบิดเบือนประวัติศาสตร์กันแน่"
หลังให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น มีหลายคนออกมาเตือนว่าอย่าล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ รวมทั้งนายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และแกนนำนักศึกษา ก็เรียกร้องให้ขอโทษประชาชน?
"ก็นั่นสิ ผมอ่านแล้วเอ๊ะ! มันเรื่องอะไรเนี่ย หา... คุณสมัครไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวด้วย เท่าที่เขาเห็นคืออย่างนั้น บางครั้งพวก 111 บางคนก็ไม่ชอบคุณสมัคร หาว่าเข้ามาชุบมือเปิบ จู่ๆ ก็กระโดดเข้มาหยิบชิ้นปลามันไปเลย ก็มองกันได้" มโนมัยให้ความเห็น
อย่างไรก็ดี เมื่อมหามิตรอย่าง "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ช่วยออกมาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยระบุว่าชนวนเหตุมาจาก ร.ต.ท.ขี้เมาทำปืนลั่นนั้น น้องชายนายกฯสมัครกลับบอกว่า "ก็คิดเหมือนกันว่า ที่คุณเฉลิมให้สัมภาษณ์คนเขาจะเชื่อเหรอที่บอกว่า ร.ต.ท.เมาแล้วทำปืนลั่น เขาคงคิดว่าพูดแล้วจะได้เครดิต แต่ผมว่า โอ้ย! ตายเลย เรื่องอย่างนี้ ปัดโธ่! ก็แล้วทำไมนักว่านักประวัติศาสตร์ หรือคนที่รู้จริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่กล้าพูดความจริงซะที คุณเฉลิมเขาคงอยากจะดีเฟนด์ (ปกป้อง) ให้ แต่ดีเฟนด์แบบที่คุณเฉลิมนั้นถามว่าพูดแล้วคนเชื่อไหม ผมอ่านดูแล้วไอ้อย่างนี้จะเรียกว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ ลองคิดดูก็แล้วกัน"
"ที่มีใครมองว่าคุณสมัครเป็นพวกขวาจัด ผมเองก็ยอมรับ แต่มันไม่ถึงกับชนิดที่เรียกว่าถ้าอั๊วเป็นขวาจัด ลื้อเป็นซ้ายจัด อั๊วต้องหาทางซัดลื้อ ต้องหาทางกำจัดกัน มันไม่ใช่อย่างนั้น กอปรกับตอนนั้นเหตุการณ์รอบบ้าน ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังรุกหนัก เขาบอกไทยเป็นโดมิโนตัวที่ 4 ตอนนั้นก็มีการปลุกระดมกัน ผมยืนยันได้ว่าคุณสมัครไม่เคยไปร่วมกับเขาเลย มาถึงตอนนี้พวกซ้าย พวกขวาไม่มีอีกแล้ว คุณสมัครยังนั่งทำงานร่วมกับหมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) หมอมิ้ง (นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) หรือคุณอดิศรได้"
แล้วมองว่าขณะนี้แนวคิดแบบซ้าย หรือขวาหมดไปแล้วหรือ ...
"ผมคิดว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาไม่มีแล้วล่ะ แต่สื่อพยายามจะเสี้ยมให้กินใจกัน แต่ผมก็ประหลาดใจว่าทุกครั้งที่คุณสมัครได้ตำแหน่งสำคัญ ก็จะมีเรื่องขึ้นมาทุกที ตอนสมัครผู้ว่าฯกทม. ก็ถูกโจมตีเรื่องนี้ มีคนกล่าวหาว่าคุณสมัครเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด สั่งยิงนักศึกษา จนคุณสมัครได้ยื่นฟ้องศาล แล้วยังไงล่ะ คนกรุงเทพฯ ลงคะแนนให้ล้านกว่าเสียง ตอนหลังมีการเกลี่ยไกล่กัน คุณสมัครเป็นผู้ว่าฯแล้ว ก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเลยถอนฟ้อง มาคราวนี้ท่านได้เป็นนายกฯก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีก"
"มโนมัย" ทิ้งท้ายว่า แม้จะเจอหนักหนาแค่ไหน นายสมัครไม่เคยระบายความทุกข์ใจออกมาให้พี่น้องในครอบครัวได้ฟัง ในขณะที่ทุกคนก็ปลงแล้วว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด และทุกคนต่างเห็นถึงความอดทนและอดกลั้นของนายสมัครที่ยังเฉยอยู่ได้
"หากเป็นผมคงทนไม่ไหวที่มีคนมาด่า มาว่าร้ายในเรื่องที่ไม่ได้ทำ กับข้อกล่าวหาที่ว่า คุณสมัครเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดนั้น พวกเราไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะกลายมาเป็นตราบาปของครอบครัวของเรา" !!
ภาวะผู้นำ [23 ก.พ. 51 - 16:41]
ถ้าความกล้า เป็นหนึ่งในปัจจัยของ ความมีภาวะผู้นำ ผม ก็ต้องขอบอกว่า การกล้าประกาศกลางสภาของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด แม้จะต้องตัดตอนคนชั่วออกจากสังคมก็ต้องทำ
อาจจะสะดุดหูพวกสิทธิมนุษยชนจ๋า
อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ชอบ ทำตัวดัดจริตแก้ ปัญหา ไม่คำนึงถึงพื้นฐานของหลักความจริง แต่ส่วนหนึ่งของผู้ที่สูญเสียครอบครัวลูกหลานไปเพราะยาเสพติดเหล่านี้ คงแอบดีใจอยู่เงียบๆ เสียงไม่ดังพอเหมือนพวกดัดจริตทั้งหลาย
ยาเสพติดไม่ใช่แค่ ฆ่าคนตายทั้งเป็นเท่านั้น แต่ยังฆ่า อนาคตประเทศ ยังเป็นภัยความมั่นคงของประเทศที่แทรกซึมไป ทุกหย่อมหญ้า
สมมติวันข้างหน้า ต้องมี ส.ส. มี รมต.ที่มาจากพ่อค้ายาบ้า เราจะรับได้หรือไม่ เวลานี้ภัยจากยาเสพติด กำลังเป็นสงครามเย็น ไฟใต้ส่วนหนึ่งก็มาจากยาเสพติด ทุจริตการเลือกตั้งเงินส่วนหนึ่งก็มาจากยาเสพติด ข้าราชการทุจริตฉ้อฉล ก็เพราะเงินจากยาเสพติด
เลวร้ายขนาดนี้ ถ้าสังคมยังให้โอกาส ผมว่าสังคมนั้นไร้สติ
เช่นเดียวกับปัญหาไฟใต้ ตำรวจ ทหาร พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่ มีผู้แทนราษฎรอยู่ก็เหมือนเสาไฟฟ้า รัฐบาลได้แต่ส่งทหารไปตาย แบกปืนล่อเป้าอยู่แค่นั้น
วันดีคืนดีจะมีคนคิดกลยุทธ์หาทางแก้ไข วางแผนวางนโยบาย ให้เกิดความสันติสุข อยากให้ภาคใต้ร่มเย็นเป็นสุข ก็ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์กันสารพัด
เข้าข่ายมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ
เป็นพรรคการเมืองที่ ยึดครองเสียงข้างมากในภาคใต้แท้ๆ แต่ทุกข์ที่เป็นไฟเผาผลาญชีวิตพี่น้องผู้บริสุทธิ์เป็นรายวันยังไม่รู้ หนาวรู้ร้อน ถนัดแต่โยนบาปให้คนอื่น
ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ได้เชียร์ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ผมชอบที่นโยบายและความกล้า เพราะสังคมบ้านเราทุกวันนี้ไม่มีคนกล้า ความกลัวทำให้เสื่อม คนดีเลยต้องเดินตรอกขี้ครอกเดินถนนเต็มไปหมด
ดูอย่างการสรรหา ส.ว.นั่นปะไร คนดีทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทนมาเป็นปีเป็นชาติ หลุดโผกันหมด พวกมีผลประโยชน์ทับซ้อน พวกมีปัญหาคาราคาซังเรื่องคุณสมบัติ พวกที่เลือกขั้วเลือกข้างมีสังกัด พวกที่จ้อหน้าจอด่าคนโน้นวิจารณ์คนนี้ ในชีวิตไม่เคยมีคุณงามความดีอะไรเลย
กลับมานั่งชูคอกันอยู่ได้
สุดท้ายผมต้องชื่นชมคุณจรัล ภักดีธนากุล ปลัดยุติธรรมที่กล้าออกมาพูดเรื่องคุณสมบัติ กล้าจุดชนวนให้เห็นจุดบกพร่อง คนกล้าที่จะพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาหายาก
มีแต่พวกอีแอบเต็มบ้านเต็มเมือง.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
สอบผ่าน [23 ก.พ. 51 - 18:15]
ควันหลงจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภายังมีประเด็นปลีกย่อยให้วิจารณ ์เป็นวาระจรได้อีก
ประเด็นแรกคือการทำหน้าที่ของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานสภาฯน้องใหม่ ก็ถือว่าไม่ ขี้เหร่
อย่างน้อยก็พยายามรักษาความเป็นกลางไม่เอียงข้างรัฐบาลจนน่าเกลียด
จุดอ่อน คือการควบคุมการประชุมยังไม่เฉียบขาด
แต่มือใหม่หัดขับทำได้แค่นี้ก็ถือว่าสอบผ่าน!!
ประเด็นการอภิปรายของฝ่ายค้านในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล ถ้าประเมินภาพรวมฝ่ายค้านยกมาตรฐานสูงขึ้นกว่าเก่า
เพราะเตรียมทำการบ้านมาดีว่างั้นเหอะ
ถือว่างานนี้ฝ่ายค้านสอบผ่าน
ส่วนการชี้แจงนโยบายของฝ่ายรัฐบาลยังมีจุดอ่อน เนื่องจากการชี้แจงค่อนข้างรวบรัด ไม่ลงลึกในรายละเอียด
รัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่ชี้แจงครบทุกประเด็นตามที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม
คือเลือกตอบเฉพาะคำถามที่อยากตอบ
เรื่องไหนไม่อยากตอบก็ไม่ตอบ
แต่ฝ่ายค้านเองก็ไม่เบาเหมือนกันแหละ
คือแทนที่จะซักถามนโยบายรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ก็อภิปรายลากไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา เพื่อจะจี้ใจดำ “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี ให้ต่อมโมโหแตก??
ฝ่าย ส.ส.รัฐบาลก็ขุดประเด็นเก่าของฝ่ายค้านมาตอบโต้กันอุตลุด
เป็นเกมการเมืองแบบเก่าๆ ที่ประชา-ชนไม่ได้ประโยชน์
สรุปว่า ดูจากกระบวนท่าของฝ่ายค้านกับรัฐบาลในการปะทะกันรอบแรกบนเวทีสภาฯ ก็มั่นใจได้ว่าสภาฯยุคใหม่จะไม่มีความสมาน ฉันท์ปรองดองอย่างแน่นอน!!
โดยเฉพาะคู่กัดตลอดกาล ประชาธิปัตย์-พลังประชาชน ที่จ้องจะฟาดฟันกันเองทุกเวลา ทุกเวทีที่มีโอกาส
อย่างไรก็ตาม...การแถลงนโยบายรัฐบาลเนื้อหาส่วนใหญ่ที่อภิปรายก็เป็น ประโยชน์
โดยเฉพาะนโยบายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ “แม่ลูกจันทร์” รอคอยคำตอบชัดๆว่ารัฐบาลใหม่จะตัดสินใจอย่างไร??
จะล้มเลิกตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอ?
หรือจะเดินหน้าต่อไปเพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนในระยะยาว?
ล่าสุด มีคำยืนยันจาก รมว.พลังงาน “พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ” ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเดินหน้าต่อ
เพราะถึงแม้ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นปีละ 7 เปอร์เซ็นต์
ก็แปลว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า ปริมาณไฟฟ้าสำรองจะเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าพอดี
ถ้าไม่รีบตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าโดยเร็ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน!!
ถ้าไฟฟ้าขาดแคลน จะเดือดร้อนกันขนาดไหนโปรดใช้สะดือตรอง??
โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
ข้อสำคัญ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เป็นอันตราย อย่างที่มีบางฝ่ายโจมตี
ฝรั่งเศสใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์
ญี่ปุ่นก็เริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า 30 เปอร์เซ็นต์
จีน อินเดีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฯลฯ กำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย ก็เตรียมเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ปลอดภัย คงไม่มีใครกล้าสร้างกันโครมๆ
ปัจจุบัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ 2.80 บาทต่อหน่วย
ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 2.25 บาทต่อหน่วย
ต้นทุนผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ 2.08 บาทต่อหน่วย
ถ้าอยากใช้ไฟฟ้าถูก นิวเคลียร์นี่แหละคือคำตอบ.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ภูมิใจในภาพความเป็นอดีต นปก. [23 ก.พ. 51 - 04:42]
วานนี้ (22 ก.พ.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพของความเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ว่า จะไม่เป็นอุปสรรค หรือส่งผลต่อการทำงานในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลบภาพความเป็น นปก.ทิ้งไป เนื่องจาก เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจในการต่อสู้เคียงข้างประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่ยอมรับว่า ต้องปรับเปลี่ยน ท่วงทำนอง ในการพูดจา และการทำหน้าที่ให้นุ่มนวลลง
เกมเสือเฒ่าเฉือนคม [23 ก.พ. 51 - 03:18]
1. เคารพและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม จึงคิดว่าก่อนรับตำแหน่งใดของบ้านเมือง ควรให้เรื่องที่สังคมสงสัยยุติก่อน
2. ระลึกถึงและให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสังคมเสมอ สังคมมองและคิดอย่างไรถือว่าสังคมอบรมสั่งสอนและตักเตือน
ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทยและพร้อมรับใช้แผ่นดินเมื่อโอกาสเหมาะสม
เนื้อความในจดหมายที่ “เสี่ยเอ๋” นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายของนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่งถึงนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย เพื่อขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์
เพียงข้ามวัน หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งในวันที่ 20 กุมภาพันธ์
โดยความตั้งใจที่จะ “ช็อก” อารมณ์สังคม
อ่านกันง่ายๆอย่างนี้เลย ตามเหตุผลที่เอ่ยอ้างกันมา “แคร์ความรู้สึกของสังคม” นายชนม์สวัสดิ์ตัดสินใจหักมุมนาทีสุดท้าย
พลิกบทผู้ร้ายกลายเป็นพระเอกตอนจบ
ทั้งๆที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์มีมาตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏชื่อของ “ลูกวัฒนา” ในโผเลขาฯรัฐมนตรี โผล่ออกมาเป็นรายงานข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์
เกือบครึ่งเดือนที่เสียง “ยี้” กระหึ่มเมือง
แต่อย่างว่า โดยลีลาทางการเมืองของเสือเฒ่าจอมเก๋าอย่าง “วัฒนา อัศวเหม” ถ้ากระซิบบอกให้ลูกชายถอดใจถอยตั้งแต่แรกเลย
ก็เท่ากับยอมรับสถานะจำเลยสังคม
โดนลงยันต์ ตอกประตูปิดฝาโลง พะยี่ห้อ “ลูกวัฒนา” ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดทางการเมืองอีกต่อไป
ทีมกุนซือเก๋าเกมพอที่จะให้ “ชนม์สวัสดิ์” ดึงเกมไว้ จนได้รับการประทับตราจากที่ประชุม ครม.มีมติให้นั่งในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย แสดงให้เห็นศักยภาพของคนเป็น “ลูกวัฒนา”
ถ้าจะเอาตำแหน่งจริงๆก็เป็นได้
แต่พอได้เป็นแล้วสละสิทธิ์ แถมด้วยบทอ่อนน้อม ยอมถอยให้ความรู้สึกของสังคม
บ่มกระแสไว้รอทางยาวๆ
นอกจากโอกาสฟอกตัวของ “ชนม์สวัสดิ์” แล้ว คิวนี้ยังเป็นรายการหักเหลี่ยมเฉือนคมกันระหว่างเสือเฒ่าลายพาดกลอน ที่รู้กันอยู่ว่าเบื้องหลังคนชื่อ “วัฒนา อัศวเหม” กับคนชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” มีอดีตฝังใจกันมาตั้งแต่ตำนานงูเห่า
ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันเลยก็ว่าได้
และเป็นอะไรที่คนนอกยังสังเกตออก กับกระบวนท่าของ “ลุงหมัก” ที่มักจะใช้บ่าของพรรคเพื่อแผ่นดินเป็นฐานยืนเหยียบ
เล่นบทพระเอกข่มพวกขี้เหร่
แล้วมีหรือที่คนที่มีภาวะทางใจกันอยู่อย่างนายวัฒนา ในฐานะประธานที่ปรึกษาใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดินจะไม่รู้ว่า “ลุงหมัก” เล่นเกมอะไร
ตั้งแต่การออกลีลาพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับชื่อ “ลูกวัฒนา” ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชื่อที่พรรคร่วมรัฐบาลส่งมา แนะให้สังคมกินยา “ทัมใจ”
สุดท้ายจนถึงวันแต่งตั้งเลขานุการรัฐมนตรี “ลุงหมัก” ก็ยังอ้าง ถ้าพรรคเพื่อแผ่นดินส่ง “ชนม์สวัสดิ์” เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทยได้ แล้วทำไมพรรคพลังประชาชนจะส่งชื่อของ “วัน อยู่บำรุง” เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข จะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้
วันนี้ ในเมื่อ “ชนม์สวัสดิ์” ตัดสินใจสละสิทธิ์ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาฯ รมว.มหาดไทย “ลูกวัฒนา” ยอมถอย เพราะแคร์ กระแสสังคม
แล้ว “ลูกเฉลิม” ล่ะ “ลุงหมัก” จะอ้างใคร
ที่แน่ๆหนีคำถามไม่พ้น โดนไล่จี้ก่อนใคร “สิงห์เหลิม”ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกอาการหงุดหงิดเห็นได้ชัด กับคำถามของนักข่าวเรื่องนายชนม์สวัสดิ์ รีบบอกปัด เป็นเรื่องของพรรคอื่น ไม่ต้องการแสดงความเห็น
“แต่ขอพูดเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายว่า ข้อเท็จจริงของนายชนม์สวัสดิ์นั้นแตกต่างจากกรณีของนายวัน เนื่องจากนายชนม์สวัสดิ์มีคดีซื้อเสียงเลือกตั้ง และดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่ยังไม่สิ้นสุด ส่วนนายวันไม่ได้มีคดี”
บลัฟกลับ เกทับเอาตัวรอดไว้ก่อน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
ก.ตปท.เสนอหารือสร้างอุโมงค์ผันน้ำโขงใน คกก.4 ประเทศ
รมว.ต่างประเทศเสนอไอเดียตั้งคณะกรรมการแห่งชาติขึ้นมารับผิดชอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมนัดผู้แทน 4 ประเทศหารือเร็ว ๆ นี้
รัฐบาลลาว ซึ่งตนมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศของลาว , นายบัวสอน บุบผาวัน นายกฯ และ พล.ท.จูมมะลี ไชยะสอน ประธานประเทศ
โดยประเด็นหลักที่มีการหารือกัน คือ เรื่องความร่วมมือด้านการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน หรือ การปักปันเขตแดน ซึ่งไทย - ลาวมีชายแดนทางบกยาวถึง 702 กม. และทางน้ำอีก 1000 กว่า กม.โดยทางบกนั้น สามารถเจรจาปักปันเขตแดนสำเร็จไปแล้วถึง 690 กม. เหลืออีกเพียง 12 กม. ซึ่งคณะกรรมการปักปันเขตแดนทั้ง 2 ฝ่ายตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้เสร็จทั้งหมดภายในปี 2008 ปี ส่วนทางน้ำจะให้เสร็จภายในปี 2010
ขณะเดียวกันก็มีการหารือกันถึงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ที่เชื่อม จว.นครพนมของไทย กับ แขวงคำม่วนเมืองท่าแขกของลาว ระยะทาง 700 เมตร เป็นงบประมาณ 1400 ล้านบาท ซึ่งไทยจะออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเอง โดยจะเร่งให้มีการวางศิลาฤกษ์เร็ว ๆ นี้ จะได้เริ่มก่อสร้างทันที มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี
นอกจากนี้ยังเห็นชอบร่วมกันที่จะเปิดด่านชายแดนถาวรไทย - ลาวเพิ่มอีก 4 แห่ง คือที่ จว.น่าน , เลย , พะเยา , อุตรดิศถ์ โดยนายนพดล บอกว่า จะนำเรื่องนี้เสนอนายกฯ ในการประชุม ครม.ครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการค้าการลงทุนชายแดนระหว่าง 2 ประเทศให้พัฒนามากขึ้น
ส่วนเรื่องโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากลุ่มแม่น้ำโขงเข้ามาใช้ในระบบชลประทานในภาคอิสานของไทยนั้น นายนพดล บอกว่า ในการเยือนลาวครั้งนี้ ยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาหารือ เพราะต้องรอให้นักวิชาการได้สำรวจความเป็นไปได้และความคุ้มค่าของโครงการก่อน โดยในส่วนของประเทศไทยอาจตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมารับผิดชอบโครงการโดยเฉพาะ เนื่องจากโครงการนี้เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น ก.เกตรฯ , ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และ ก.ต่างประเทศ ขณะเดียวกันในส่วนของ ก.ต่างประเทศก็จะหยิบยกเรื่องนี้ในการประชุมคณะ กมธ.ร่วม 4 ประเทศ คือ ไทย - ลาว - พม่า - กัมพูชา ในเร็ว ๆ นี้ด้วย (22/02/51)
เดอะ ซิตี้ ออฟ ดรีม
มาเก๊า โดยชื่อแล้วคือแผ่นดินบาป เมืองแห่งคาสิโน ที่เด่นดังที่สุดในเอเชียใต้โปรตุเกส เจ้าของผู้เข้าครอง ใช้การพนันเป็นตัวการดึงเม็ดเงินไปสู่แผ่นดินแม่ในอีกทวีปหนึ่ง
เป็น 100 ปีแห่งการไม่พัฒนา มีเศรษฐีอภิมหาเศรษฐีเกิดขึ้นมาหลายแซ่หลายตระกูล แต่นั่นไม่ใช่คนมาเก๊า การอยู่อาศัยในใจกลางนรก เขาทั้งหลายได้แต่เป็นชาวนรกที่ยังชีพไปได้เพียงวันๆ
จนเมื่อสัญญาเช่าผ่านพ้นไป..มาเก๊ากลับไปเป็นเมืองในปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่..
ก่อนหน้านั้น..ชาวมาเก๊าปริวิตกกันมากมาย..ถึงอนาคตใต้ร่มธงแผ่นดินใหญ่ใต้ปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ถึงวันนี้..ชาวมาเก๊าล้วนชื่นชมยินดี กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
จีน..ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปแบบเดิม..
คาสิโนที่เคยผูกขาด ว่ากันว่า สแตนลี่ โฮ เจ้าของบ่อนนายใหญ่เพียงคนเดียว..มี
คาสิโนถึง 18 แห่ง..ในเมืองนี้
แต่..คอมมิวนิสต์จีน..ยุติการผูกขาดและเปิดกว้างรับการลงทุนจากชาวโลก..
ลาสเวกัส..หอบเงินแสนล้านเนรมิตมาเก๊า..ให้เป็นแผ่นดินใหม่..ภายใต้ชื่อ...
เดอะ ซิตี้ ออฟ ครีม
เมืองในฝัน
มาเก๊า..วันนี้จะเป็นเมืองที่ผู้คนชาวโลกใฝ่ฝันจะต้องเดินทางเข้าไปสัมผัส..ไม่ใช่
เพื่อเข้าไปเล่นการพนัน แต่มันเป็นเมืองแห่งอนาคต..
การพนันก็เหมือนบุหรี่..มันควบคุมได้โดยการให้การศึกษา..เมืองบ้าๆ บางเมืองคิดว่า..กฎหมายบังคับให้คนไม่เล่น
การพนันได้..
คาสิโนก็เหมือนกับลอตเตอรี่ มันสร้างความวิบัติวอดวายได้ เช่นเดียวกัน..หากผู้เล่นนั้น โง่และเมามาย
2 ชั่วโมงบินจากมาเก๊ามาทางตะวันตก..
มีแผ่นดินหนึ่ง..ซึ่งควรจะเป็นเมืองแห่งความฝัน..เพราะชาวเมืองจิตใจ
โอบอ้อมอารี มีไมตรีจิตกับคนแปลกหน้า
มีฟ้าอุ่นและทะเลสวย
แต่เพราะพวกลักเพศดัดจริตจำนวนน้อยนิด..
เมืองนั้นจึงเป็นได้แค่..เดอะ ซิตี้ ออฟ ซิน..
พญาไม้
พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์
ปชป.ตกหลุมใหญ่
“อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชนอาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชนและต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและภายในพรรคแม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน
แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบและทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตามหรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทยของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ“ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้อง
รอให้ใครมาสั่งหรือต้อง “ล่อ” แทนมือของใครและก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่งได้รางวัลกันครบถ้วนแล้วก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว
ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมาตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆแม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้อันที่จริง...ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชนไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่า คนของพรรคพลังประชาชนจะเอาจริงเอาจัง กระตือรือร้นกับภารกิจนำนายกฯ ทักษิณกลับบ้านให้มากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเองมีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า“วัน อยู่บำรุง” ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกันเพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กำลังจะเดินทางกลับบ้านเพราะอาจจะหล่นลงไปในหลุมเมื่อไรก็ได้ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ “วัน อยู่บำรุง”
แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ “เฉลิม อยู่บำรุง” และคนรอบกายที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษแต่ให้ตายเถอะ...ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไปและจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วยเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมสำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไปและดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชนได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชนด้วยนั้นต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯ ทักษิณชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชนเพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมว่า หากเป็นรัฐบาลจะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชนแต่ดูเหมือนว่า วันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือ การแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกัน มากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศไทย”ข้างต้น คือ ข้อเขียนของคนที่ใช้นามปากกาว่า “ประดาบ” ลงในเว็บไฮ-ทักษิณ ซึ่งจากการตรวจสอบเมื่อตอนเช้า 21 ก.พ.51ข้อเขียนนี้ก็ยังปรากฏอยู่มันน่าแปลกใจ ขณะที่คนที่รัก “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยใจและไม่ได้รางวัลอะไรตอบแทนเลย เผยออกมาว่าที่ทำไปนั้นเพื่อต้องการที่จะกลบ “หลุมใหญ่” เนื่องจากเกรงว่าทักษิณจะกลับประเทศไทยไม่ได้ เพราะเวลานี้สมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่กำลังปรีดิ์เปรมกับรางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้รับนั้น กลับปรากฏว่าผู้ที่ตกหลุมใหญ่ทางการเมืองกลายเป็นพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และมี “ชวน หลีกภัย”
เป็นกำลังหนุนที่สำคัญสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันว่าเว็บบอร์ดแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่มีอยู่ในเว็บไซต์ต่างๆ มากมายหลายเว็บไซต์ในประเทศไทยเวลานี้ ทำให้เราสามารถที่จะตรวจสอบคลื่นความคิดของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากเราเชื่อว่า พลพรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องเปิดอ่านความคิดเห็นของประชาชนตามเว็บบอร์ดทางการเมืองทุกแหล่งแล้วเฉพาะอย่างยิ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เพราะเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่บริโภคสื่อ อิเล็กทรอนิกส์แน่นอน และประชาธิปัตย์ทั้งพรรคก็คงรู้แล้วว่า การงัดกรณี 6 ตุลา 2519 ขึ้นมาเล่นงาน “สมัคร สุนทรเวช”ในวาระแห่งการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง 18-20 ก.พ.ที่ผ่านมานั้นประชาธิปัตย์ได้หรือเสียประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุนเช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51 เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มี
ความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มี แนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็น
นโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อ ประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ ร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหาบ้านเมือง
ร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าประชาธิปัตย์กำไรหรือขาดทุน เช้า 21 ก.พ.51 “นพดล กรรณิกา” เจ้าสำนักเอแบคโพลล์ แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,404 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 20 ก.พ.51
เรื่องความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายนโยบาย รัฐบาล
ระหว่าง นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคำถามว่าด้วยแนวคิดเรื่องการชำระประวัติศาสตร์เดือนตุลาคม 2519 มีประชาชนเพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่เห็นด้วยขณะที่ร้อยละ 33.1 ที่ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 52.6 ไม่มีความคิดเห็นถามถึงความพึงพอใจของประชาชน ต่อกลุ่มผู้มีส่วนอภิปรายนโยบายรัฐบาล 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และฝ่ายสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยคะแนนเต็ม 10รัฐบาลได้ 4.83 คะแนนฝ่ายค้านได้ 4.25 คะแนนฝ่าย สนช. ได้ 4.43 คะแนนเหตุผลที่พอใจ ร้อยละ 35.2 เห็นว่ามีการวางแผนการทำงาน มีแนวคิดใหม่ๆ ในการทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 25.5 ระบุว่าเป็นนโยบายที่ดี ร้อยละ 10.9 เห็นว่าเป็นการเตือนให้รัฐบาลทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 10.0 ระบุแต่ละฝ่ายตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ร้อยละ 9.5 พอใจ เพราะเห็นความจริงใจ ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือร้อยละ 38.8 ไม่พอใจ เพราะเห็นว่าเป็นการอภิปรายที่ผิดเวที
ทำให้คิดว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเห็นว่ามัวแต่ทะเลาะกัน ร้อยละ 37.9 ไม่พอใจ เพราะไม่ชอบพรรคการเมืองบางพรรคร้อยละ 9.6 มองว่าผู้อภิปรายนึกถึงแต่เรื่องส่วนตัว ไม่คิดแก้ปัญหา บ้านเมืองร้อยละ 8.0 เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ และน่าเบื่อ ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชน ต่อการอภิปรายของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กับ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ด้านการควบคุมอารมณ์ ผู้นำฝ่าค้านได้ 5.19 นายกรัฐมนตรีได้ 4.47 ความน่าเชื่อถือในข้อมูล ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.02 นายกรัฐมนตรีได้4.98ด้านการตั้งประเด็นได้ตรงเป้าและตอบได้ตรงประเด็น ผู้นำฝ่ายค้านได้ 4.94 นายกรัฐมนตรีได้ 5.13
ด้านความชัดเจนในการพูด ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.69 นายกรัฐมนตรี ได้ 5.47
ด้านความเห็นใจ ความเข้าใจ ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.47 แต่นายกรัฐมนตรีได้ 5.60
คะแนนความพอใจภาพรวม ผู้นำฝ่ายค้านได้ 5.30 น้อยกว่านายกรัฐมนตรีที่ได้ 5.41 คะแนนจริงอยู่ เราจะเอาผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ มาเป็นคัมภีร์ว่านี่คือความถูกต้องและท่าทีที่แท้จริงของคนไทยทั้งประเทศไม่ได้เพราะมีประชาขนแค่ 1,404 รายเท่านั้นที่ถูกสอบถามแต่ก็คงจะพอแก่การที่พรรคประชาธิปัตย์ จะนำตัวเลขทั้งหมดนี้ไปพิจารณาได้ว่า การยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มารุมใส่ “สมัคร สุนทรเวช” นั้น ประชาชนไทยในยุคสมัยวันนี้รับหรือไม่รับ หนังสือพิมพ์ของเรา “บางกอกทูเดย์” มีนักข่าวแก่ที่กำลัง รุ่งโรจน์ในสมัยเกิดเหตุ 6 ตุลา 2519 ร่วมทำงานอยู่ด้วยหลายคนทำให้เราไม่สามารถที่จะยืนยันให้ได้ว่า “สมัคร สุนทรเวช” ถูกต้องในเหตุการณ์นั้น แต่เรากล้าที่จะพูดว่า “อารมณ์คน” เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอารมณ์คนก็เปลี่ยนไป ยุคหลัง 6 ตุลา 2519 ใหม่ๆ ใครพูดจาในทำนองไม่เข้าข้างฝ่ายนักศึกษาปัญญาชน จะโดนด่าประณามว่าเป็น “ขวาจัด” แต่ปีนี้2551 เราอาจจะได้ยินเสียงว่า…รำคาญเราเชื่อว่า ในห้วงเวลาที่รัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา 18-20 ก.พ.51 อารมณ์คนไทยก็คือ
อยากรู้ว่ารัฐบาลจะมีวิธีการทำงานอย่างไร ที่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นรัฐบาลจะทำอย่างไร ที่จะให้ราคาสินค้าแพงขึ้นทุกวันถูกลงรัฐบาลจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมีเงินพอใช้ อยู่ดีกินอิ่มได้เหมือนเดิมก็ไม่รู้ว่าระดับแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ มีการให้คะแนนตัวเองบ้างหรือไม่ ในการยกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มาลุยนายกฯ สมัคร ในช่วงของการอภิปรายงบประมาณ อันเป็นช่วงที่คนไทยกำลังอยากรู้ชะตากรรมแห่งปากท้องประชาธิปัตย์อาจจะไม่อ่านความคิดของประชาชน เพราะตอนเช้า 21 ก.พ.51 “เทพไท เสนพงศ์” ผู้มาจากนครศรีธรรมราช ที่รับบทโซ้ยนายกฯ สมัคร เมื่อตอนใกล้จะตี 1ถึงได้มาเปิดแถลงข่าวที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์แต่เช้า“การที่คุณสมัครยืนยันและสาบานว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นั้น เท่าที่ผมได้ค้นข้อมูลพบหลักฐานหนึ่งจากคำให้การในศาลของ นายชาญ แก้วชูใส ทนายความของ นายสุธรรม แสงประทุม อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ให้การว่าก่อนที่ เณรถนอม กิตติขจร จะเดินทางเข้าประเทศและมีเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น คุณสมัครได้เดินทางไปหาและเป็นคนติดต่อด้วยตนเองถึงประเทศสิงคโปร์ หากเป็นตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้จริง คุณสมัครก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอนนอกจากนั้นแล้ว ผมยังมีหลักฐานซึ่งเป็นรูปที่สามารถยืนยันได้ว่า คุณสมัครมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ในรูปจะปรากฏภาพของ จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรและคุณสมัคร ดังนั้น เพื่อทำเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ให้เป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจน ผมจะนำเรื่องดังกล่าวไปตั้งเป็นกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีนที่ประชุมรัฐสภาครั้งหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคุณสมัครจะกล้าพิสูจน์ความจริงหรือไม่ ผมก็ขอเรียกร้องหากคุณสมัครมั่นใจในหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ ก็ขอให้มาชี้แจงด้วยตนเองอย่าหนีหน้า” เดินเรื่องราวมาถึงตรงนี้ เราก็เห็นว่าน่าแปลกดีขณะที่ “ประดาบ” กำลังวิตกกังวลว่า “ทักษิณ ชินวัตร” จะตกหลุมใหญ่จนกลับประเทศไทยไม่ด้เพราะพลพรรคพลังประชาชนกำลังมัวเมารางวัลตำแหน่งทางการเมืองที่ได้แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมองเห็นหลุมใหญ่ที่ถูกชี้และขยี้แต่กลับไปขุด 6 ตุลา2519 มาเล่นผิดจังหวะเวลาจนตกหลุมใหญ่ไปทั้งพรรคอย่างน่าเสียดายมาก








