ชมรมคนรักทักษิณได้มีการจัดงานรวมพลวันรักทักษิณและคิดถึงทักษิณในวันนี้ที่ ตลาดนำสวัสดิ์ เขตเทศบาลนครเชียงราย จึงมีประชาชนมาร่วมงาน 3-4 ร้อยคน ซึ่งในงานมีการแจกจ่ายก๋วยเตี๋ยวและเครื่องดื่ม ซึ่งมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นปราศรัยบนเวทีและในช่วงท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์เข้ามาภายในงานและมีการออนแอร์บริเวณงานเพื่อให้ประชาชนได้ฟัง โดย พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่าภายในวันอังคารที่จะถึงนี้จะมีความชัดเจนว่าจะเดินทางประเทศไทยวันไหน นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กับประชาชนที่รับฟังทางโทรศัพท์ว่าคนเชียงรายน่าดีใจ เนื่องจากได้คนเชียงรายเป็นประธานรัฐสภาและขณะนี้ประธานรัฐสภาก็เดินทางมาเยี่ยม พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ปักกิ่งอยู่ด้วย ที่มา : เสรีชน
คลิปเสียงความยาว 12 นาที
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 24, 2008
คลิปเสียง! 'ทักษิณ' บอก26กพ.ชัดเจนกลับไทยวันไหน
นายกรัฐมนตรียืนยันนโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็นไปตามกฏหมาย
กรุงเทพฯ 24 ก.พ. - นายกรัฐมนตรียืนยัน นโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็นไปตามกฏหมาย และไม่อยากให้แปลความหมายไปเฉพาะการฆ่าตัดตอนเท่านั้น
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” กล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่ถูกสื่อมวลชนเรียกนโยบายฆ่าตัดตอน ยืนยันการทำงานของตำรวจเป็นไปตามกฎหมาย โดยมีคนร้ายถูกวิสามัญ 59 ราย เนื่องจากยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องขึ้นศาลให้ปากคำด้วย ส่วนที่เหลือเป็นการฆ่าตัดตอนกันเอง ดังนั้นจึงไม่อยากให้มองว่า การเริ่มปราบปรามยาเสพติด หมายถึงการเริ่มมีการฆ่าตัดตอนอีก เพราะรัฐบาลจะไม่นำแนวทางนี้มาใช้ เนื่องจากถือเป็นเรื่องที่ผิด ทั้งยังติงสื่อที่เรียกการปราบปรามนี้ว่านโยบายฆ่าตัดตอนด้วย
นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้กล่าวปฏิเสธแนวคิดจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากแต่จะพัฒนาทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ ทั้งเรื่องศาสนาและวิชาบังคับทั่วไป เพื่อให้สามารถเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาต่าง ๆได้ สำหรับเส้นทางคมนาคม ที่เอกชนไม่กล้าลงไปดำเนินการ รัฐบาลจะเสนอให้หน่วยทหารช่างลงไปดำเนินการเอง พร้อมเตรียมสร้างแหล่งอุตสาหกรรมทหาร ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้. ชมรายละเอียด-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-24 10:20:19

สมชัย จวกคนจิตผิดปกติ ยื่นสอบสมัครขาดคุณสมบัติ
กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย จวกคนจิตผิดปกติยื่นสอบสมัครขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี เรียกร้องทุกฝ่ายให้ช่วยประคับประคองบ้านเมือง อย่าสร้างความปั่นป่วน
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องให้ กกต.ดำเนินการสืบสวนว่านายสมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเคยได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. เมื่อปี 2549 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 วรรค 2 ระบุผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกิน 2 ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการมิได้ ว่าเรื่องนี้เมื่อมีผู้ร้องมาที่ กกต. ตามหลัก กกต.ก็ต้องมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เรื่องในส่วนตัวมองว่าจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลมาตรา 296 วรรค 3 ที่ระบุว่าในวาระเริ่มแรกห้ามมิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 116 วรรค 2 มาใช้บังคับกับผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับเลือกตั้งครั้งหลังสุด ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ดังนั้นการยื่นมาเช่นนี้ทำให้ กกต.ต้องเสียเวลา และทำให้บ้านเมืองเดินไม่ได้ เพราะมีคนคอยกระตุกอยู่ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองจะดีกว่า เพราะการจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวน ก็ต้องมีค่าตอบแทนนับหมื่นบาท ซึ่งหากเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องที่ไร้สาระก็
เป็นการทำให้เสียเวลา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับมือที่มองไม่เห็น เพราะคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็มีความรักบ้านเมือง คงจะไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน น่าจะเป็นเรื่องของคนที่จิตใจที่ผิดปกติมากกว่า ตนจึงอยากขอร้องอย่ามาป่วนกันแบบนี้ หรือหวังที่จะยื่นเพื่อให้เกิดความดัง เพราะทำเช่นนี้ทำให้บ้านเมืองเสียหายจะมายื่นทำให้ในเมื่อมันชัดเจนอยู่แล้ว (24/02/51)
นายกฯ ย้ำนโยบายรัฐปราบยาเสพติดเด็ดขาดไม่ใช่ฆ่าตัดตอน [24 ก.พ. 51 - 10:23]
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ วันนี้ (24 ก.พ.) ถึงนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ที่มีการใช้คำว่าเป็น "นโยบายฆ่าตัดตอน" ว่า ไม่อยากตำหนิสื่อมวลชน ที่ผ่านมามีการนำเสนอถึงนโยบายดังกล่าวในทางที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เหมือนเป็นคนใจร้าย จึงอยากชี้แจงให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลมีนโยบายต้องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เมื่อมีคดีเกิดขึ้น หากตำรวจกระทำวิสามัญฆาตกรรม ตำรวจก็ต้องขึ้นศาลซึ่งมีเพียง 59 คดีที่ตำรวจต้องขึ้นศาล เมื่อสอบไปจะหาถึงผู้ค้ารายใหญ่เขาก็ฆ่าตัดตอนกันเอง แต่สื่อมวลชนไม่ยอมเข้าใจ
"รัฐบาลมีนโยบายต้องปราบปรามยาเสพติด ท่านผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องช่วยกันเข้าใจ ถ้าไม่ปรับทุกข์กับท่านวันนี้แล้วจะไปปรับทุกข์วันไหน อยากให้เข้าใจว่าถ้าหากใช้คำว่านโยบายฆ่าตัดตอนนั่นคือเขาใช้คำผิด" นายกรัฐมนตรี กล่าว
สมัคร พอใจการทำงานของกองทัพบก
สมุทรปราการ 23 ก.พ.-แม่ทัพภาค1 เผยการหารือระหว่าง ผบ.ทบ.กับนายกฯ วานนี้ เป็นการฟังบรรยายสรุปงานภาพรวม และการแก้ไขปัญหาไม่สงบใน 3 จว.ชายแดนใต้ พอใจ ทบ.ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เตรียมปรับโครงสร้าง กอ.รมน.ให้ทหาร ตำรวจ พลเรือนทำงานสอดประสานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งร่วมหารือระหว่างที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่กองบัญชาการกองทัพบก วานนี้ (22 ก.พ.) เปิดเผยถึงการหารือดังกล่าว ว่า กองทัพบกได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับภาพรวมการทำงานของกองทัพบกและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ยังหารือถึงการปรับโครงสร้าง กอ.รมน.ใหม่ด้วย โดยจะบูรณาการระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหารให้มากขึ้น เพื่อให้การทำงานสอดประสาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ อาจจะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบใหม่ในแต่ละเรื่อง อาทิ ยาเสพติด การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
“ในภาพรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพอใจการทำงานของกองทัพในปัจจุบัน เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพจะร่วมแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินการมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังแนวชายแดนด้านตะวันตกและตะวันออกที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและการหลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว
เมื่อถามว่า ปัญหายาเสพติดถือเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถือเป็นภาระหน้าที่และเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคนจะต้องร่วมกันต่อต้าน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-23 16:44:51

นายกฯประกาศเดินหน้าบริหารราชการทันที
นายกรัฐมนตรีพร้อมเดินหน้าบริหารราชการทันที หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเรียกประชุมข้าราชการระดับสูงวันพรุ่งนี้
ส่วนนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายฆ่าตัดตอนว่า ที่ผ่านมามีการนำเสนอถึงนโยบายในทางที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด จึงอยากชี้แจงให้เกิดความเข้าใจและรับทราบว่า รัฐบาลมีนโยบายต้องการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมีคดีเกิดขึ้นตำรวจที่ทำคดีหากต้องวิสามัญฆาตกรรม ก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยที่ผ่านมามีเพียง 59 คดีที่ตำรวจต้องขึ้นศาล
นายกฯ คุยรับแขกต่างชาติ บ้านเมืองกลับสู่สภาพเดิม [24 ก.พ. 51 - 09:40]
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ บอกเล่าภารกิจต่างๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ทางรัฐสภาตรวจสอบนโยบายรัฐบาลซึ่งตนอยู่ตลอดเวลา อยู่ข้างหลังบ้าง เซ็นเอกสารบ้าง ดูไปฟังไป ถึงเวลาก็ขึ้นไป เรื่องทั้งหมดในสภาฯ จบลงในเวลา 01.00 น. วันที่ 21 ก.พ. หลังจากนั้นจึงพัก 1 วัน ก่อนจะเริ่มงานในวันที่ 22 ก.พ.ซึ่งความจริงแล้วงานจะเริ่มในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ.นี้ โดยนัดข้าราชการมารับฟังนโยบายว่าเขาต้องทำอะไรบ้างซึ่งก็จะเริ่มเดินงานทันที
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา มีคนมาเยี่ยม 2 คณะซึ่งสามารถมอบหมายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้อนรับได้ แต่ตนก็รับแขกเองเนื่องจากคณะที่มาพบเขาหมายเหตุว่าเป็นคณะแรกคือเขตเศรษฐกิจคันไซ คณะประกอบด้วยบุคคลต่างๆ จำนวน 16 คน ตนดูแล้วว่าแล้วเป็นคณะแรกที่มาฟังความในเรื่องธุรกิจการค้าจึงต้อนรับเอง เพื่อให้รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้แสดงเครื่องหมายที่ดีว่าเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ธุรกิจการค้าก็กลับมาเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีคณะที่มาจากพรรคเดโมแรคต 4 คน พรรครีพับลิกัน 2 คน มาฟังความบรรยากาศในประเทศไทยหลังการเลือกตั้งตนก็ขอเจรจาความเองอีกซึ่งได้ประโยชน์จากการพูดคุยหารือ
"ผมนึกถึงเวลาหาเสียงเลือกตั้งถามผมว่าเลือกตั้งแล้วต่อไปจะเป็นยังไง ผมตอบว่าการเมืองก็จะกลับมาสู่สภาพเดิม วันนี้มาเรียนให้ทราบว่าบัดนี้กลับสู่สภาพเดิมแล้ว" นายสมัคร กล่าว
อำนาจสร้างชาติ หรือขบเหลี่ยมแตกหัก [24 ก.พ. 51 - 23:40]
หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว
ถือได้ว่าผ่านพ้นพิธีการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยสมบูรณ์
คณะรัฐมนตรีสามารถเดินหน้าในการทำงานขับเคลื่อน นโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยผ่านกลไกของรัฐได้เต็มตัว
สั่งราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้อย่างเต็มลูกสูบ
ถึงแม้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ออกแนว “ขี้เหร่” ตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน แต่สังคมก็กัดฟันให้ โอกาสกับรัฐบาล
เพื่อเป็นการแสดงออกว่า ไม่ยอมรับการรัฐประหาร
เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้มีหน้าตาขี้เหร่อย่างไร ก็ทนกล้ำกลืน ยอมให้เวลา ให้โอกาสกับรัฐบาลอย่างเต็มที่
และถึงแม้รัฐบาลจะใช้โอกาสที่สังคมมอบให้ในครั้งนี้ แบบเปลืองมาก
โดยเฉพาะกับการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี
เอาคนที่มีพฤติกรรมความประพฤติไม่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่ง
ทั้งกรณีการแต่งตั้งนายวัน อยู่บำรุง ลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข
และการแต่งตั้งนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย
สะท้อนให้เห็นถึงการลดมาตรฐานจริยธรรมในการแต่งตั้งบุคคล เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเข้ามาใช้อำนาจรัฐ
ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน
สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับผู้คนโดยทั่วไป
และจากปมนี้เอง ทำให้นายชนม์สวัสดิ์ ต้องตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว. มหาดไทย เพราะไม่อาจฝืนกระแสสังคมได้
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลชุดนี้จะขี้เหร่ มาตรฐานจริยธรรม ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งอยู่ในขั้นถดถอย
แต่สังคมก็ทนกล้ำกลืน ให้เวลา ให้โอกาส
เพราะอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาของ ประเทศที่หมักหมมสะสมอยู่มากมายหลังจมอยู่ในวิกฤติมา 2-3 ปี
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ น้ำมันขึ้นราคา ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น สินค้าพาเหรดขึ้นราคา ข้าวยากหมากแพง
ปัญหายาเสพติดที่กลับมาระบาดหนัก ปัญหาอาชญากรรมโจรผู้ร้ายเกลื่อนเมือง รวมทั้งปัญหาความมั่นคง กรณีวิกฤติความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
สังคมอยากเห็นรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้
อยากให้คณะรัฐมนตรีนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาไปสู่การปฏิบัติ ไม่อยากเห็น ความล้มเหลว
แถมยังช่วยลุ้นให้เกิดผลสำเร็จโดยรวดเร็ว
เพราะต้องการให้ประเทศชาติพ้นจากวิกฤติทั้งปวง พัฒนาเจริญก้าวหน้า ประชาชนโดยส่วนรวมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
แต่ในท่ามกลางความคาดหวังของสังคม ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้ตามปกติวิสัยเหมือนรัฐบาลทั่วไป
เพราะโดยพื้นฐานที่มาของพรรคพลังประชาชนที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล
มีอำนาจซ้อนอำนาจอยู่
อย่างที่รู้ๆกันโดยทั่ว ไปว่าสถานภาพของรัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลตัวแทน นายกรัฐมนตรีนอมินี รัฐมนตรีหุ่นเชิด
เพียงแต่ไม่มีการพูดออก มาชัดๆ
เพราะยังมีคดีที่พรรคพลังประชาชนถูกร้องเรียนว่าเป็นนอมินี พรรคไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาจเป็นเหตุนำไปสู่ การตัดสินยุบพรรครอบสองได้
แต่ถ้ามองถึงความเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง และความเป็น “นายใหญ่” ของพรรคพลังประชาชน
ย่อมทำให้รัฐบาลชุดนี้ เหมือนมีนายกฯ 2 ร่าง ซ้อนกันอยู่
ร่างหนึ่งมีสถานภาพในทางเปิดเผยชัดเจน คือ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
อีกร่างหนึ่ง เป็นใครก็เห็นๆกันอยู่ แต่จับต้องไม่ได้
อย่างการเปิดฉากการทำงานของนายกรัฐมนตรี ภารกิจสำคัญ คือ การเดินทางไปเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อแนะนำตัว
เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ทั้งลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย
จากนั้นก็จะต้องไปเยือนประเทศมหาอำนาจและประเทศคู่ค้าทั้งหลาย อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซีย
ตรงนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำใหม่ เป็นธรรมเนียมของสังคมโลก
แต่ก่อนที่นายสมัครจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 มีนาคม ตามกำหนดการที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานงาน
ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า ทางสมเด็จฮุนเซนเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปร่วมตีกอล์ฟที่กัมพูชา ในวันที่ 3 มีนาคมเช่นเดียวกัน
ช่วงจังหวะพอดิบพอดีกับที่นายกฯสมัครเดินทางไปเยือน
แม้นายสมัครออกมายืนยันว่า ไม่รู้เรื่องนี้
พร้อมเน้นย้ำ “ถ้าจะมีการเจอกันผมควรจะต้องรู้ และถ้าพูดกันที่สุดแล้วผมเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าจะต้องไปเจออดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยทางฝ่ายโน้นจะต้องแจ้งให้ผมรู้หน่อย นี่ผมไม่รู้เลย ไม่มีการบอก ไม่มีการนัดหมาย จะบังเอิญอะไรขนาดนั้น”
เรื่องนี้เป็นแค่ช็อตแรก แต่ก็ทำให้คิดไปถึงบทบาทของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่
เพราะการเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกของนายนพดล โดยได้เป็น รมว.ต่างประเทศ เครดิตสำคัญคือ เป็นทนายคู่ใจของ “ทักษิณ”
สังคมระหว่างประเทศเข้าใจอยู่แล้วว่า นี่คือสายตรง “นายใหญ่”
ฉะนั้น เมื่อให้เครดิตอดีตนายกฯทักษิณที่กว้างขวางในเวทีต่างประเทศ ก็ต้องให้เครดิตกับนายนพดล
อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกไร้พรมแดน การสื่อสารเชื่อมโยงถึงกันหมด การเคลื่อนไหวต่างๆของนายนพดล และ “นายใหญ่” บนเวทีต่างประเทศ
เสมือนมีสปอตไลต์คอยส่องอยู่ตลอดเวลา และยังมีอีกหลายประเทศที่ต้องไปเยือน ฉะนั้น ต้องคอยติดตามดูว่าจะขยับขับเคลื่อนกันไปในแนวทางไหน
แต่ที่แน่ๆมีร่องรอยให้เห็นแล้วในการไปเยือนกัมพูชาของนายกฯสมัคร ที่มีเงาร่างของ “ทักษิณ” ตามประกบ
นอกจากนี้ เมื่อโฟกัสไปที่การนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นหัวใจหลักและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศ
ทั้งกระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องตลาดเงิน ตลาดทุน ภายใต้กำกับของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง
กระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลเรื่องการซื้อขาย นำเข้า ส่งออก ภายใต้กำกับของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์
ล้วนแต่เป็นสายตรง “ทักษิณ” ทั้งสิ้น
การดำเนินการสั่งการให้ทำงานสอด-คล้องกันมาจากประเทศไหน มุมไหนของโลกก็ได้
ร่างเงาของนายกฯอีกคน ที่เห็นๆกันอยู่ แต่จับต้องไม่ได้ สามารถสั่งการได้
นอกจากนี้ในส่วนกระทรวงอื่นๆที่มีรัฐมนตรีหุ่นเชิดเข้ามากำกับดูแล ในทางลึก “นายใหญ่” ก็ได้จัดส่งทีมงานเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการทำงานให้ทั้งหมดอยู่แล้ว
ในขณะที่นายกฯสมัครที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคมนาคม อยากดูแลแผนเมกะโปรเจกต์แบบครบวงจร
ด้วยเหตุนี้ แม้ “นายใหญ่-นายหญิง” ส่งคนสายตรงอย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ เข้ามานั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม
แต่นายสมัครก็มอบหมายงานให้คนสนิทอย่างนายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ เข้าไปกำกับดูแลงานในส่วนของกระทรวงคมนาคมโดยตรง
จากภาพที่ปรากฏ การบริหารของรัฐบาล “นายกฯ 2 ร่าง” ชัดเจนว่า
ร่างแรก ในฐานะเจ้าของพรรคตัวจริง ดูแลงานกระทรวงที่เป็นหัวใจหลัก ทั้งด้านการต่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจ
อีกร่างหนึ่ง ในฐานะนายกฯนอมินี ดูแลโครงการเมกะโปรเจกต์ภายในประเทศ
ถ้าทั้ง 2 ร่าง ประสานงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ใช้เวลาและโอกาสที่สังคมมอบให้
ทำงานเพื่อชาติอย่างจริงจัง
ก็จะส่งผลดีต่อประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม
แต่ถ้าการทำงานเกิดปัญหาแตกคอกัน ต่างคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตคอรัปชัน
ย่อมส่งผลร้ายต่อประเทศ
อีกทั้งผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว จะพุ่งเข้าใส่ รัฐบาลเต็มๆ
เหนืออื่นใด เมื่อรัฐบาลชุดนี้ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก สังคมให้โอกาสในการทำงาน ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น
เวลาจะให้คำตอบ
“องคุลีมาล” จะกลับใจได้หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์กัน.
ทีมการเมือง
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
Saturday, February 23, 2008
หมอเลี๊ยบเชื่อไฮทักษิณตีเฉลิมไม่ก่อความขัดแย้ง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เชื่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลโจมตี ร.ต.อ. เฉลิม และนายวัน อยู่บำรุง บนเว็ปไฮทักษิณ ไม่สร้างความขัดแย้งในพรรค
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การกล่าวโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และการแต่งตั้ง นายวัน อยู่บำรุง เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของเว็ปไซต์ ไฮทักษิณ ว่า ไม่เกี่ยวกับพรรค และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลคงไม่สามารถสั่งปิดได้ แต่ยืนยันเรื่องนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งในพรรคอย่างแน่นอน
ประธานคตส.เปิดทาง'ทักษิณ' กลับไทยต่อสู้คดี
ประธาน คตส.เปิดทาง 'พ.ต.ท.ทักษิณ' กลับไทย เพื่อต่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ ขณะเดียวกัน ไม่หวั่นคดีทุจริตการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. ถูก 'นพดล' สกัด
นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศถ้าไม่บริสุทธิ์จริง ไม่สามารถเดินมาได้ถึงขนาดนี้ ว่าไม่รู้สึกกดดัน และความจริงอยากจะเร่งสรุป แต่คดีนี้มีอาถรรพ์ ตั้งแต่ตนทำงานมาเมื่ออายุ 27 ปี ถือว่าคดีนี้ยากที่สุด
แต่จะพยายามทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งคงจะสรุปไม่ทันเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากต้องรื้อสอบสัญญาในส่วนของผู้ขายใหม่ โดยระหว่างนี้ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ ให้ติดต่ออดีตทูตออสเตรียในการตอบคำถามที่อนุกรรมการไต่สวนฯ ต้องการทราบ เพราะนายสมัคร อ้างอดีตทูตออสเตรียคนนี้ เป็นพยานด้วย
เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนาม กล่าวว่า จะทำอย่างไรได้ ก็ต้องทำตามขั้นตอน ต่อข้อถามว่ามองอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ ในเร็วๆ นี้ นายนาม กล่าวว่าสามารถกลับมาได้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนไทย






