WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 25, 2008

เช็กบิล...แหลก?

จำได้ว่าก่อนการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 “นายนพดล ปัทมะ” รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และคนสนิท “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี อันดับต้นๆ เคยลั่นวาจาไว้ว่าหากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล จะไม่มีการล้างแค้น คมช. หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา และ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ได้ย้ำกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เมื่อครั้งไปเยือน “กระทรวงกลาโหม” เป็นครั้งแรก ในวันที่ 11 ก.พ.51 ว่าไม่ได้ต้องการมาคิดบัญชี หรือเช็กบิลใดๆ กับใครทั้งสิ้น...

แต่แล้วกระบวนการ “ชำระแค้น” ก็เริ่มขึ้น..เริ่มนับหนึ่งที่ “นายสุนัย มโนมัยอุดม” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้วยคำสั่งเด้งฟ้าผ่า โดยการย้ายให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ตรวจสอบกรณีการทุจริตข้าราชการตั้งแต่ระดับ 8 ลงมา และได้ดัน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ขึ้นแทนทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการวางตัว “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” รองอธิบดีดีเอสไอ ฝ่ายวิชาการ ให้ไปนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.

แต่เมื่อขั้วการเมืองเปลี่ยน สถานการณ์จึงเปลี่ยนแปลง และการแต่งตั้ง “พ.ต.อ.ทวี” มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า มาทำความสะอาดคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ” เพราะ “พ.ต.อ.ทวี” ต้องถือว่าเป็นข้าราชการผู้หนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เนื่องจากในสมัย “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ” มีรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ได้เคยขอเจ้าหน้าที่ในทีมของ “พ.ต.อ.ทวี” ให้มาดูแล...และแม้ว่า “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะนัดชี้แจงสาเหตุคำสั่งย้าย “นายสุนัย” ในวันที่ 25 ก.พ.51 ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นปรากฏว่า ได้มีกระแสข่าวออกมาว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง วันนั้น “นายสมพงษ์” จะ “อ้าง 3 เหตุผล” เพื่อความเหมาะสมในการใช้อำนายโยกย้าย “นายสุนัย” คือ

1. ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงการเข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอของนายสุนัย น่าจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ผ่านการอบรมหลักสูตรพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
2. เรื่องร้องเรียนกรณีการสั่งพักราชการข้าราชการดีเอสไอ 9 คน กรณีการเบิกจ่ายค่าที่พักระหว่างทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนนายสุนัยจะยกเลิกคำสั่งพักราชการในเวลาต่อมา และ
3. กรณีร้องเรียนความเหมาะสมของคนใกล้ชิด ที่ได้รับเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง

ก็ลองชั่งน้ำหนักกันดูว่า เหตุผลทั้ง 3 เพียงพอหรือไม่ กับคำสั่งโยกย้ายในครั้งนี้...ซึ่งการโยกย้ายในครั้งนี้ ทำให้ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)” ต้องทบทวนคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ดีเอสไอ” ทั้งคดีการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร และคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานครนั้น มีความเป็นไปได้ที่ คตส. จะไม่ขอความร่วมมือ
สาเหตุเป็นเช่นไร ก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว...

ซึ่ง “นายองอาจ คล้ามไพบูลย์” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้มองว่าการโยกย้าย “นายสุนัย” ครั้งนี้ เป็นเหมือนการ “เชือดไก่ให้ลิงดู”ที่จะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่จะมีการโยกย้ายเพิ่มเติมอีก เพราะมีข้าราชการหลายคนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งอาจจะทำให้กระทบกับผู้มีอำนาจในอดีตหลายกรณี ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า “นายจรัญ ภักดีธนากุล” ปลัดกระทรวงยุติธรรม อาจจะเป็นรายต่อไป เพราะถูกเล็งไปแขวนเป็นผู้ตรวจสำนักนายกรัฐมนตรีสำหรับ “นายปราโมช รัฐวินิจ” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่น่าจะรอดพ้นจากผลกระทบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นกัน

แม้ “นายจักรภพ เพ็ญแข” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ จะยื้อเวลาต่ออายุให้อีก 1 เดือน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นคำตอบเดิม คือ “เด้ง” ออกจากตำแหน่งอยู่ดี...ส่วน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก็มีชื่อติดอยู่ในบัญชี แต่การโยกย้ายหรือปลดออกจากตำแหน่งเป็นไปได้ยาก เพราะมี พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คุ้มครอง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่เป็นเสมือนไม้เบื่อไม้เมา เป็นหนามยอกอกของพรรคพลังประชาชน เพราะคดี “นายยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานรัฐสภา ยังค้างคาอยู่

พรรคพลังประชาชนจะรอดหรือดับ ก็ขึ้นอยู่กับมติของ กกต.นอกจากนั้น ยังมี ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ติดอยู่ในบัญชีเช่นกันจงระมัดระวังไว้ให้ดี...ส่วน “คตส.” มีแววว่าน่าจะถูกปล่อยให้แห้งตาย เพราะถูกตัดเสบียงตั้งแต่ไก่โห่ แค่เอ่ยปากของงบประมาณในช่วงที่ต่ออายุขัย ก็ถูกปฏิเสธหน้าหงาย
โธ่...ใครเขาจะให้เงินมาจัดการนายตนเองล่ะ

ดังนั้น หลังจากหมดงบเดิมที่ “รัฐบาลขิงแก่” มอบให้ในเดือน เม.ย.นี้ อีก 2 เดือนที่เหลือ “คตส.” จะทำอย่างไร ก็ต้องดูกันต่อไป แต่เท่าที่รู้เมื่อจัดการศัตรูสิ้นซาก ทางก็จะสะดวก พรมแดงจะถูกนำมาปู และแล้วก็ถึงเวลาเตรียมขบวนแห่ต้อนรับ “นายใหญ่” กลับไทย..!!


อนงค์วรรณ นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย คนใหม่

อนงค์วรรณ เทพสุทิน นั่งหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยคนใหม่ตามคาด พร้อมประกาศเดินหน้า สร้างความสามัคคีภายในพรรค

พรรคมัชฌิมาธิปไตย จัดประชุมใหญ่วิสามัญที่ จ.สุโขทัย ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยเพื่อคัดสรรตำแหน่งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดย นางอนงค์วรรณ เทพสุทินได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรค 4 คนได้แก่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ และ นางพรทิวา นาคาศัย เป็น เลขาธิการพรรค มีกรรมการพรรค ทั้งสิ้น 14 คน

พรรคมัชฌิมาธิปไตย จัดประชุมใหญ่วิสามัญที่ จ.สุโขทัย ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยเพื่อคัดสรรตำแหน่งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดย นางอนงค์วรรณ เทพสุทินได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรค 4 คนได้แก่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ และ นางพรทิวา นาคาศัย เป็น เลขาธิการพรรค มีกรรมการพรรค ทั้งสิ้น 14 คน

อีกทั้งเน้นให้สมาชิกทั่วประเทศสร้างศรัทธาให้กลับคืนมา พร้อมขยายสาขาพรรค และขอยืนยันที่จะนำพรรค เดินหน้าต่อไปให้ทุกคนได้เห็นว่า พรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่ใช่พรรค เฉพาะกิจอย่างที่หลายคน

จาตุรนต์โต้สมัคร 6 ตุลาตายกว่า 41

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และแกนนำกลุ่มคนเดือนตุลาฯ เปิดแถลง ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้เป็นการมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ซึ่งสมัยนั้นเป็นผู้นำนักศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเด็นหลักอยู่ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในเหตุการณ์ ์ดังกล่าวมีคนตายเพียงคนเดียว ทำให้ประชาชนและสังคมให้ความสนใจมาก จนกลบการแถลงนโยบายของรัฐบาล คำพูดของนายสมัครทำให้มีปัญหา เพราะถึงแม้จะพูดด้วยข้อเท็จจริงว่าในขณะนั้นท่านจะเห็นคนตายเพียงคนเดียว แต่ก็สามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะจากกลุ่ม ญาติผู้เสียชีวิตได้ เพราะข้อเท็จจริงแล้วมีผู้เสียชีวิตไม่ ต่ำกว่า 41 คน นักศึกษา ประชาชนถูกจับกุมคุมขังกว่า 3,000 คน มีการปราบปรามนักศึกษา ประชาชนที่โหดร้ายทารุณที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สังคมไทยในยุคหลัง

เรียกร้องให้ 'สมัคร' ทบทวนข้อมูล

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพูดว่ามีคนตายคนเดียว หรือบอกว่ามีนายตำรวจเมาทำปืนลั่น ทำให้คนคิดไปว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่หนักหนาอะไร ทำให้สังคมมองผ่านเลยไป จึงอยากจะเห็นนายกฯทำการศึกษา และรวบรวม ข้อมูลทั้งจากสื่อ นักวิชาการและผู้ที่ศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วแสดงออกให้สังคมรับรู้ว่ามีคนตายมากกว่า ที่ท่านพูด และนำเรื่องนี้มาสรุปเป็นบทเรียน ให้ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งจะเป็นการถูกต้องและเป็นประโยชน์มากขึ้น เมื่อถามว่า หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชำระประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ดังกล่าว นายจาตุรนต์ตอบว่า เรามักจะสอน ประวัติศาสตร์กันแบบท่องจำให้คนเชื่อไปทางใดทางหนึ่ง หากเชื่อไม่ตรงกับที่ผู้มีอำนาจ กำหนดไว ้ก็ถูกมองว่ามีปัญหา ดังนั้น รัฐบาลต้องส่งเสริมให้นักประวัติ-ศาสตร์ นักวิชาการและผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าข้อมูลจนได้ข้อเท็จจริง เพราะ เหตุการณ์นี้สังคมได้สรุปเป็นบทเรียนไปแล้ว และรับรู้ทั่วกันว่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีการไล่ฆ่าฟันจนนักศึกษา ประชาชนต้องหลบเข้าป่า และเสียชีวิตกันเป็นพันๆคน จนอีกหลายปีกว่าเราจะแก้ปัญหาความแตกแยกทางความคิดได้

ไม่จำเป็นต้องขอโทษแต่ให้ขออภัย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า แต่การชำระประวัติศาสตร์ ไม่ควรทำในลักษณะเป็นการคิดบัญชี เพื่อทำลายล้างหรือจ้องประหัตประหารอีกฝ่าย หรือกลายเป็นเครื่องมือทาง การเมืองของใคร ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีสิทธิเสนอความคิดมากกว่าจะหาผู้กระทำผิดแบบมาคิดบัญชีกัน เพราะสังคมได้สรุปเป็นบทเรียนไปหมดแล้ว ซึ่งตนเห็นด้วยที่จะให้ทำเพื่อเติม แต่ต้องมีหลักคิดที่ดี เมื่อถามว่าหลักคิดที่ดีจะสอดคล้องกับคำพูดของนายสมัครที่ว่ามีคนตายเพียงคนเดียวได้อย่างไร นายจาตุรนต์ตอบว่า บอก แล้วว่าคำพูดนี้มีปัญหา จึงเห็นว่าท่านน่าจะแก้ไขเสีย เมื่อถามย้ำว่า นายสมัครต้องออกมาขอโทษใช่หรือไม่ นายจาตุรนต์ตอบว่า คงไม่ต้องขอโทษ แต่หมายถึงท่านต้อง แสดงออกถึงการรับรู้รับทราบว่าได้ข้อมูลเพื่อเติม แล้วแก้ไขข้อมูลใหม่และอาจจะพูดว่าที่พูดออกไปไม่มีเจตนา ก็ขออภัยที่ทำให้คนเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน

อัดฝ่ายค้านจ้องหาเรื่องหวังขยายผล

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่า แต่ที่จ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลกันต่อในสภา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยหวังผลมากกว่าที่จะให้นายกฯขอโทษ จ้องทำลายล้างคิดบัญชีกัน ซึ่งน่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง กลายเป็นปัญหา ในสังคมมากกว่านี้ ซึ่งตรงนั้นไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เมื่อถามว่าได้พูดคุยหรือให้ข้อมูลแก่นายสมัคร บ้างหรือยัง นายจาตุรนต์ตอบว่า ไม่ และตนไม่อยู่ในจุดที่จะคุยกับนายกฯบ่อยๆได้ เมื่อถามว่าคำพูดดังกล่าว มีเจตนาที่จะบิดเบือนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือไม่ นายจาตุรนต์ตอบว่า ไม่ทราบ แต่บอกแล้วว่าพูดอย่างนี้มีปัญหา สำหรับในส่วนแกนนำคนเดือนตุลาฯคนอื่นยังไม่ได้พูดคุยกัน เพราะปัจจุบันต่างคนต่างมีความคิดทางการเมืองต่างกัน บางส่วนก็สนับสนุนการรัฐประหารของ คมช. บางส่วนก็ต่อต้าน ดังนั้น การจะมาหารือกันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

Sunday, February 24, 2008

"แม่ลูกจันทร์" กระชากหน้ากาก จับโกหก สส เทพไท แสนไท

ปลาหมอย่อมตายเพราะปาก คนที่ชอบกินปลาหมอก็ต้องระวังก้างปลาหมอตำเหงือก

ฉันใดก็ฉันเพล นายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรก็ต้องระวังปาก

เพราะถ้าพูดพลาดไปแล้วแก้ไขภายหลัง ลำบาก

อย่างเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ให้สัมภาษณ์ ซีเอ็นเอ็นว่า มีคนตายคนเดียว ก็เลยเป็นเรื่อง บานไม่หุบ

ถึงเจ้าตัวประกาศหยุดพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แล้วก็จริง แต่เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน ยื่นกระทู้สดซักถามนายกรัฐมนตรีกรณี 6 ตุลาฯ ก็เป็นไฟต์บังคับที่นายกรัฐมนตรี ืต้องไปชี้แจงตอบกระทู้ในสภาฯด้วยตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” ว่า ทางที่ดี “นายกฯสมัคร” ต้องยอมรับว่าให้สัมภาษณ์ นักข่าวซีเอ็นเอ็นผิดพลาดจากข้อเท็จจริง

เพราะเหตุการณ์ผ่านมาตั้ง 31 ปี บางทีความจำก็อาจจะเลอะเลือนไปบ้างตามวัย

ถ้าคำพูดเรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหาย ก็ขออภัย

นายกรัฐมนตรีจะได้มีเวลาไปคิดอ่านเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายค้านใช้กรณี 6 ตุลาฯ ไปขยายผลทางการเมืองก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะนายกฯพูดออกมาเอง ไม่ใช่ ฝ่ายค้านสร้างเรื่องมาโจมตี

แต่หลักฐานภาพถ่ายสำคัญที่ ส.ส. “เทพไท เสนพงศ์” ขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ เอาไปโชว์กลางสภาฯเป็นที่อึกทึกครึกโครม

อ้างว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่า “สมัคร” เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

“แม่ลูกจันทร์” ดูภาพถ่ายหลักฐานของฝ่ายค้านแล้วก็ตกใจ

ไม่ทราบว่า “ส.ส.เทพไท” ถูกคนปีวอก ที่ไหนหลอกเอา??

ถ้าฝ่ายค้านเช็กข้อมูลเสียหน่อยคงไม่ปล่อยไก่ทั้งเล้าอย่างนี้แน่นอน!!

เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เกิดทีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ถึง 3 ปี!!

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จอมพลประภาส จารุเสถียร ลี้ภัยไปอยู่ไต้หวันกับ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

ส่วนชายหนุ่มที่ยืนด้านขวามือคือ “สมัคร สุนทรเวช” ชัวร์ป้าดพันเปอร์เซ็นต์

คำถามต่อไปคือ เหตุใด “สมัคร ประภาส ณรงค์” ถึงไปอยู่ในภาพเดียวกัน??

ถ้าอยากรู้ตีวงเข้ามา “แม่ลูกจันทร์” จะเฉลยให้ฟัง

ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 28 ธันวาคม 2515 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 4 ปี!!

เป็นวันที่เกิดข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ (กลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์) 4 คน มีปืนกลและระเบิดมือ บุกยึด

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนชิดลม

จับเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน

ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยโจรปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุม

มิฉะนั้น จะสังหารตัวประกันทั้งหมด ภายใน 12 ชั่วโมง!

“แม่ลูกจันทร์” เป็นนักข่าวการเมืองอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา

หลังเกิดเหตุ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และ จอมพลประภาส รมว. มหาดไทย สั่งตั้ง บก.ฉุกเฉินในโรงเรียนมา-แตร์เดอี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานทูตอิสราเอล

พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ รมว.เกษตร, พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ รมช.ต่างประเทศ ขออาสาเป็นตัวแทนรัฐบาลเข้าไปเจรจากับกลุ่มโจรก่อการร้ายอย่างสันติวิธี

การเจรจาระทึกใจยืดเยื้อเกือบ 24 ชั่วโมง ในที่สุดกลุ่มโจรปาเลสไตน์ยอมรับเงื่อนไขคือ รัฐบาลไทยจัดเครื่องบินพิเศษส่งกลับตะวันออกกลาง

โดยมี “เสธ.ทวี” และ “น้าชาติ” เดินทาง ไปด้วยในฐานะตัวประกัน

ส่วน “นายกฯสมัคร” ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงาน

สุภาพสตรีในภาพคือ “เจ๊วิภา สุขกิจ” อดีตผู้สื่อข่าวมติชน

ภาพนี้ถ่ายในโรงอาหารโรงเรียนมาแตร์ฯ เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา

ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซักนิดเดียว.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

คลิปเสียง! 'ทักษิณ' บอก26กพ.ชัดเจนกลับไทยวันไหน

คลิปเสียงความยาว 12 นาที
อดีตนายก"ทักษิณ" ต่อสายตรง ประกาศกลางงานเลี้ยง ชมรมคนรักทักษิณ เชียงราย ระบุ เตรียมตัวกลับเมืองไทยเร็วนี้ ขณะที่ประธานสภา ยงยุทธ เดินทางเข้าเยี่ยมอยู่ที่ปักกิ่ง

ชมรมคนรักทักษิณได้มีการจัดงานรวมพลวันรักทักษิณและคิดถึงทักษิณในวันนี้ที่ ตลาดนำสวัสดิ์ เขตเทศบาลนครเชียงราย จึงมีประชาชนมาร่วมงาน 3-4 ร้อยคน ซึ่งในงานมีการแจกจ่ายก๋วยเตี๋ยวและเครื่องดื่ม ซึ่งมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นปราศรัยบนเวทีและในช่วงท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์เข้ามาภายในงานและมีการออนแอร์บริเวณงานเพื่อให้ประชาชนได้ฟัง โดย พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่าภายในวันอังคารที่จะถึงนี้จะมีความชัดเจนว่าจะเดินทางประเทศไทยวันไหน


นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวให้กับประชาชนที่รับฟังทางโทรศัพท์ว่าคนเชียงรายน่าดีใจ เนื่องจากได้คนเชียงรายเป็นประธานรัฐสภาและขณะนี้ประธานรัฐสภาก็เดินทางมาเยี่ยม พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ปักกิ่งอยู่ด้วย


ที่มา : เสรีชน

นายกรัฐมนตรียืนยันนโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็นไปตามกฏหมาย

กรุงเทพฯ 24 ก.พ. - นายกรัฐมนตรียืนยัน นโยบายปราบปรามยาเสพติดเป็นไปตามกฏหมาย และไม่อยากให้แปลความหมายไปเฉพาะการฆ่าตัดตอนเท่านั้น

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” กล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่ถูกสื่อมวลชนเรียกนโยบายฆ่าตัดตอน ยืนยันการทำงานของตำรวจเป็นไปตามกฎหมาย โดยมีคนร้ายถูกวิสามัญ 59 ราย เนื่องจากยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ต้องขึ้นศาลให้ปากคำด้วย ส่วนที่เหลือเป็นการฆ่าตัดตอนกันเอง ดังนั้นจึงไม่อยากให้มองว่า การเริ่มปราบปรามยาเสพติด หมายถึงการเริ่มมีการฆ่าตัดตอนอีก เพราะรัฐบาลจะไม่นำแนวทางนี้มาใช้ เนื่องจากถือเป็นเรื่องที่ผิด ทั้งยังติงสื่อที่เรียกการปราบปรามนี้ว่านโยบายฆ่าตัดตอนด้วย

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังได้กล่าวปฏิเสธแนวคิดจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากแต่จะพัฒนาทางการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ ทั้งเรื่องศาสนาและวิชาบังคับทั่วไป เพื่อให้สามารถเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาต่าง ๆได้ สำหรับเส้นทางคมนาคม ที่เอกชนไม่กล้าลงไปดำเนินการ รัฐบาลจะเสนอให้หน่วยทหารช่างลงไปดำเนินการเอง พร้อมเตรียมสร้างแหล่งอุตสาหกรรมทหาร ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้. ชมรายละเอียด-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-24 10:20:19

สมชัย จวกคนจิตผิดปกติ ยื่นสอบสมัครขาดคุณสมบัติ

กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย จวกคนจิตผิดปกติยื่นสอบสมัครขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี เรียกร้องทุกฝ่ายให้ช่วยประคับประคองบ้านเมือง อย่าสร้างความปั่นป่วน

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ร้องให้ กกต.ดำเนินการสืบสวนว่านายสมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเคยได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. เมื่อปี 2549 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 วรรค 2 ระบุผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกิน 2 ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการมิได้ ว่าเรื่องนี้เมื่อมีผู้ร้องมาที่ กกต. ตามหลัก กกต.ก็ต้องมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวนวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่เรื่องในส่วนตัวมองว่าจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น เพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาลมาตรา 296 วรรค 3 ที่ระบุว่าในวาระเริ่มแรกห้ามมิให้นำบทบัญญัติในมาตรา 116 วรรค 2 มาใช้บังคับกับผู้เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับเลือกตั้งครั้งหลังสุด ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ดังนั้นการยื่นมาเช่นนี้ทำให้ กกต.ต้องเสียเวลา และทำให้บ้านเมืองเดินไม่ได้ เพราะมีคนคอยกระตุกอยู่ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันประคับประคองบ้านเมืองจะดีกว่า เพราะการจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวน ก็ต้องมีค่าตอบแทนนับหมื่นบาท ซึ่งหากเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ก็ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องที่ไร้สาระก็
เป็นการทำให้เสียเวลา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับมือที่มองไม่เห็น เพราะคิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็มีความรักบ้านเมือง คงจะไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน น่าจะเป็นเรื่องของคนที่จิตใจที่ผิดปกติมากกว่า ตนจึงอยากขอร้องอย่ามาป่วนกันแบบนี้ หรือหวังที่จะยื่นเพื่อให้เกิดความดัง เพราะทำเช่นนี้ทำให้บ้านเมืองเสียหายจะมายื่นทำให้ในเมื่อมันชัดเจนอยู่แล้ว (24/02/51)


นายกฯ ย้ำนโยบายรัฐปราบยาเสพติดเด็ดขาดไม่ใช่ฆ่าตัดตอน [24 ก.พ. 51 - 10:23]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ วันนี้ (24 ก.พ.) ถึงนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ที่มีการใช้คำว่าเป็น "นโยบายฆ่าตัดตอน" ว่า ไม่อยากตำหนิสื่อมวลชน ที่ผ่านมามีการนำเสนอถึงนโยบายดังกล่าวในทางที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เหมือนเป็นคนใจร้าย จึงอยากชี้แจงให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลมีนโยบายต้องการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เมื่อมีคดีเกิดขึ้น หากตำรวจกระทำวิสามัญฆาตกรรม ตำรวจก็ต้องขึ้นศาลซึ่งมีเพียง 59 คดีที่ตำรวจต้องขึ้นศาล เมื่อสอบไปจะหาถึงผู้ค้ารายใหญ่เขาก็ฆ่าตัดตอนกันเอง แต่สื่อมวลชนไม่ยอมเข้าใจ

"รัฐบาลมีนโยบายต้องปราบปรามยาเสพติด ท่านผู้เป็นเจ้าของประเทศต้องช่วยกันเข้าใจ ถ้าไม่ปรับทุกข์กับท่านวันนี้แล้วจะไปปรับทุกข์วันไหน อยากให้เข้าใจว่าถ้าหากใช้คำว่านโยบายฆ่าตัดตอนนั่นคือเขาใช้คำผิด" นายกรัฐมนตรี กล่าว


สมัคร พอใจการทำงานของกองทัพบก

สมุทรปราการ 23 ก.พ.-แม่ทัพภาค1 เผยการหารือระหว่าง ผบ.ทบ.กับนายกฯ วานนี้ เป็นการฟังบรรยายสรุปงานภาพรวม และการแก้ไขปัญหาไม่สงบใน 3 จว.ชายแดนใต้ พอใจ ทบ.ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เตรียมปรับโครงสร้าง กอ.รมน.ให้ทหาร ตำรวจ พลเรือนทำงานสอดประสานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งร่วมหารือระหว่างที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่กองบัญชาการกองทัพบก วานนี้ (22 ก.พ.) เปิดเผยถึงการหารือดังกล่าว ว่า กองทัพบกได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับภาพรวมการทำงานของกองทัพบกและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ยังหารือถึงการปรับโครงสร้าง กอ.รมน.ใหม่ด้วย โดยจะบูรณาการระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหารให้มากขึ้น เพื่อให้การทำงานสอดประสาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ อาจจะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมารับผิดชอบใหม่ในแต่ละเรื่อง อาทิ ยาเสพติด การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

“ในภาพรวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพอใจการทำงานของกองทัพในปัจจุบัน เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองทัพจะร่วมแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินการมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังแนวชายแดนด้านตะวันตกและตะวันออกที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและการหลบหนีเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

เมื่อถามว่า ปัญหายาเสพติดถือเป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวถือเป็นภาระหน้าที่และเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคนจะต้องร่วมกันต่อต้าน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-23 16:44:51

นายกฯประกาศเดินหน้าบริหารราชการทันที

นายกรัฐมนตรีพร้อมเดินหน้าบริหารราชการทันที หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะเรียกประชุมข้าราชการระดับสูงวันพรุ่งนี้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ สนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่า หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจะเร่งปฎิบัติงานตามที่ได้แถลงไว้ โดยจะเรียกประชุมผู้บริหารข้าราชการระดับสูง ในวันพรุ่งนี้(25 ก.พ.) ส่วนการหารือของคณะจากเขตคันไซ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่จะเร่งผลักดันเกี่ยวกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ 5 โครงการใหญ่ เช่น ระบบขนส่งมวลชน การแพทย์ การลงทุน และเศรษฐกิจนั้น จะเร่งดำเนินการทันที โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 ชุดเพื่อดูแลและรับผิดชอบ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปตามแผนที่วางไว้

ส่วนนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายฆ่าตัดตอนว่า ที่ผ่านมามีการนำเสนอถึงนโยบายในทางที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด จึงอยากชี้แจงให้เกิดความเข้าใจและรับทราบว่า รัฐบาลมีนโยบายต้องการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ซึ่งเมื่อมีคดีเกิดขึ้นตำรวจที่ทำคดีหากต้องวิสามัญฆาตกรรม ก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมาย โดยที่ผ่านมามีเพียง 59 คดีที่ตำรวจต้องขึ้นศาล