WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 25, 2008

เปิดหลักฐาน ปราโมช รัฐวินิจ อุ้ม สนธิ ลิ้มทองกุล โผล่ช่อง 11

ได้เวลากำจัดลิ่วล้อบริวาร เครือข่ายเผด็จการ แล้วครับ

ประดาบ จะสอยทีละคน ทีละราย ไปเรื่อยๆ จนกว่าหลักฐานในมือจะหมดไป

รายแรกเริ่มกันที่ ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อุทิศตนเป็นกระบอกเสียงของเผด็จการคมช. แลกกับตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

...................................

นับแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ซึ่งหน่วยงานหลักที่ต้องกับดูแลก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ ก็ปรากฎคำถามอื้ออึงบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ...

“อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะรอดไหม จะอยู่ได้สักกี่วัน"

หนังสือพิมพ์บางรายออกข่าวล่วงหน้าไปก่อนแล้วว่า “ปลดแน่ ย้ายชัวร์”

โทรทัศน์บางช่อง เสนอข่าวใหญ่ไปแล้ว “ปลดอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แล้ว”

แทบจะไม่มีใครในวงการสื่อเชื่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะอยู่ได้ ไม่ถูกปลด ถูกย้าย แม้แต่รายเดียว

ทำไมเพื่อพ้องน้องพี่ในวงการสื่อ ทั้งสื่อรัฐ และสื่อเอกชน จึงเชื่อเช่นนั้น

แน่นอน ย่อมต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดความเชื่อเช่นนี้

กระทั่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เอง วันที่ไปแสดงความยินดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ยังตอบคำถามนักข่าวที่ยิงคำถามใส่ว่า ทำใจได้หรือยังหากถูกปลด ว่า “ไม่ได้กังวล เป็นข้าราชการ อยู่ตรงไหนก็ได้”

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตอบแบบนี้ ภาษานัก(เลง)ข่าว ฟันธงทันที “โดนแน่ ไม่มีทางรอด”

หากจะว่ากันไปแล้ว ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนปัจจุบัน เป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนแรกที่เติบโตมาจากสายงานข่าว และเป็นนักข่าวภาคสนาม คลุกคลีกับนักข่าวรุ่นใหญ่ๆ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ของหนัง สือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศ มาช้านาน

จึงเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เมื่อได้ยินได้ฟังว่าเพื่อนฝูงในวงการไม่ได้อนาทรร้อนใจกับชะตากรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ มากนัก อาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมของปราโมช ในห้วงเวลาที่เผด็จการเรืองอำนาจ

ปราโมช ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ถวายตัวรับใช้คุณพ่อเผด็จการคมช. อย่างสุดจิตสุดใจ

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนสั่งปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ของชินวัฒน์ หาบุญพาด และ วิทยุชุมชนคนรู้ใจ ของชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนคลื่นหลักของคนรักทักษิณ และดำเนินคดีทั้งกับ ชินวัฒน์ และ ชูพงศ์ ข้อหาจัดรายการวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่เนื้อหารายการที่ทำให้สังคมแตกแยก ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า ทั้งสองสถานีนี้ สัมภาษณ์นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศข้ามทวีปจาก ลอนดอน มา กรุงเทพฯ แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระบบออนไลน์ ให้คนรักทักษิณ ได้ชุ่มชื้นหัวใจ

ปราโมช รัฐวินิจ ชี้ว่า คำสัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าคิดถึงบ้าน อยากให้คนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน อภัยให้กัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 80 พรรษา จะสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทย

ในขณะที่ วิทยุชุมชน 92.25 ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ 97.75 ของสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวหาโจมตีนายกฯทักษิณ ใช้ความเท็จสร้างความเกลียดชังนายกฯทักษิณ และทำให้สังคมแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ และยังออกอากาศมาได้จนถึงทุกวันนี้

กระทั่งการยึดไอทีวี มาเป็นของรัฐ แล้วแปลงสภาพไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตกเป็นเครื่องมือสื่อสาร ของสื่อมวลชนผู้ฝักใฝ่เผด็จการ ที่นำโดยเทพชัย หย่อง ก็เป็นฝีมือของปราโมช รัฐวินิจ คนนี้นี่เอง ที่เป็นทั้งผู้วางแผน เดินเกม และลงมือด้วยตนเองทุกขั้นตอน

รวมไปถึงการสั่งซื้อสารคดีมาเผยแพร่ในช่วงที่โทรทัศน์สาธารณะ เปิดสถานีในช่วง 15 วันแรก จำนวน 100 ตอน มูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจ ก็เป็นฝีมือของปราโมช เช่นเดียวกัน เป็นการซื้อโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องสอบราคา และซื้อตามความพึงพอใจของตนเองเพียงคนเดียว

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่สั่งการเด็ดขาด สกัดกั้นการออกอากาศของ พีทีวี ถึงขั้นประกาศลั่นว่า หาก พีทีวี ออกอากาศ จะถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเป็นโทรทัศน์เถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน และจะต้องมีคนไข้ขึ้นแน่ๆ

วันนี้ พีทีวี ออกอากาศได้แล้ว ปราโมช รัฐวินิจ ไม่เห็นรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่เห็นขึงขัง สั่งปิด สั่งจับ เหมือนเมื่อวันวาน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการตัดสินใจของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์ คนนี้ แต่ที่แน่ๆ มีคนเห็นปราโมช รัฐวินิจ มีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ เกือบทุกวัน นับตั้งแต่จักรภพ เพ็ญแข มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์

กลับตัวแล้ว แต่กลับใจ ให้เลิกฝักใฝ่เผด็จการ ไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป

อันที่จริงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้มา ก็หามีความสง่างามไม่ เพราะได้มาจากการกอดแข้งกอดขาเผด็จการ แล้วยุแหย่ให้ปลด ดุษฎี สินเจิมศิริ ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ไม่มีความผิดอะไร แล้วก็เสนอตัวเองนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทน พร้อมกับเงื่อนไข จะให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม จะให้น้อมรับคำสั่งอะไร ทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว คือ ขอเป็นอธิบดีเท่านั้น

เมื่อคุณพ่อเผด็จการคมช. มาด่วนตายจากไป ปราโมช ก็คงต้องทำใจ เตรียมใจไว้แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากไปดูที่ห้องทำงาน อาจจะได้เห็นกล่องเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว

แต่หากมองโลกในแง่ดี การสั่งห้ามพีทีวี ออกอากาศ กลับทำให้กระแสความตื่นตัวของคนรักทักษิณ และแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะทนไม่ได้กับคำสั่งของเผด็จการและข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ อย่างปราโมช รัฐวินิจ จนกลายเป็น นปก. และเป็นขุมกำลังหลักขับไล่เผด็จการ ในที่สุด

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้เอง คือคนที่เชื้อเชิญ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าลัทธิ “ยามเผาแผ่นดิน” พร้อมทั้งพลพรรค เอเอสทีวี มาจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าเวลา

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่นำเวลาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปมอบให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ เรียกได้ว่าเป็นการยกของหลวงให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ใช้ด่าคนออกอากาศ โกหกออกโทรทัศน์ ฟรีๆ

เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ก่อตั้งกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา เนื่องจาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จะต้องถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์เถื่อน และเป็นสถานี โทรทัศน์ที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ภาพและเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และผิดกฎหมาย

แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว เพื่อจะให้ได้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปราโมช ทำได้ทั้งนั้น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็ต้องตอบแทนทุกอย่างที่คุณพ่อเผด็จการคมช. ต้องการ แม้กระทั่งตบหน้าตัวเองในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และย่ำยีหัวใจและศักดิ์ศรีคนกรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องถ่ายทอดสัญญาณรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เพื่อขยายผู้ชมอันจำกัด เฉพาะสาวกผู้งมงายของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประชาชนทั่วประเทศ

การกระทำของ ปราโมช รัฐวินิจ ในครั้งนั้นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ เป็นความด่างพร้อยของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และกรมประชาสัมพันธ์อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์ จะทำเช่นนั้นได้

จากหลักฐาน 2 แผ่น ที่สืบค้นมาได้ เป็นหนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึง รัตนบุรี อติศัพท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นหนังสือของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ นร 0201.02 / 22 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 มีใจความสาระสำคัญ ว่า...

นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (วิญญูชนจอมปลอม) ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ติดต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการจัดทำรายการ ได้ข้อสรุปดังนี้

1. จัดรายการวิเคราะห์ข่าว ชื่อ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.

2. ผู้ดำเนินรายการคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีพิธีกรผู้ช่วยอีก 1 คน

3. ลักษณะรายการเป็นรายการสด โดยนำข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ชี้แจงทำความเข้าใจ หรือเชิญผู้รับผิดชอบมาสัมภาษณ์ออกอากาศ

4. รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่มีโฆษณาใดๆ แต่จะมีสปอตเผยแพร่กิจกรรมทางราชการออกอากาศในช่วงคั่นเวลา โดยส่วนจัดและควบคุมรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นผู้รัผบิดชอบสปอตของราชการที่จะออกอากาศ

5. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะผลิตรายการที่ห้องผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ถนนพระอาทิตย์ ส่งสัญญาณผ่านระบบใยแก้ว มาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ดำเนินรายการในการค้นคว้าข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล ในการจัดทำรายการ และอื่นๆ

6. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 – 13 พฤษภาคม 2550

เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ออกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 และสั่งให้โทรทัศน์ช่อง 11 รับสัญญาณจากเอเอสทีวี ออกอากาศในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ภายในวันเดียวกัน

ทำไมต้องรีบร้อนปานนั้น ก็ไม่อาจทราบได้

เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็สามารถสนองนโยบายและคำสั่ง ปราโมช ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ วิญญูชนจอมปลอม ซึ่งเป็นคนต้นคิดให้ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโผล่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง 11 ตอบคำถามนักข่าวช่อง 11 ประเด็นการเชื่อมสัญญาณภาพจากเอเอสทีวีมาออกอากาศที่ช่อง 11 ว่า

“ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการเชื่อมสัญญาณ ถ้าเชื่อมสัญญาณ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนจะดำเนินการ กรมประชาสัมพันธ์ได้ตรวจสอบอะไรที่ขัดกับข้อกฎหมาย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนไม่ให้มีข้อที่ขัดต่อข้อกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ปัญหาตกแล้ว จึงได้อนุญาตให้ร่วมกันผลิตรายการได้ ข้อเท็จ จริงเป็นการร่วมผลิตรายการที่เป็นการจัดทำรายการนอกสถานที่ แล้วต่อสายตรงผ่านไฟเบอร์ออปติก มาที่ช่อง 11 โดยตรง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ ASTV”

นักข่าวช่อง 11 แย้งว่า ถ้าเป็นการร่วมผลิตรายการ หมายถึงจะต้องมีคนของกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปร่วมดำเนินรายการ แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ผลิตมาจากห้องส่ง ASTV ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นการร่วมผลิตได้อย่างไร นายธีรภัทร์ย้อนถามว่า "คุณมาจากไหนนะ" เมื่อได้รับคำตอบมาจากช่อง 11 ธีรภัทธ์ ก็เปลี่ยนประเด็น โบ้ยไปว่าเรื่องนี้ต้องถามอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ธีรภัทร์ ชี้แจงอีกว่าการทำรายการนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่อยู่ในการตกลงกันของกรมประชาสัมพันธ์กับนายสนธิ โดยนายสนธิ อาจจะนำคนที่เขาเชื่อใจว่าทำงานได้สะดวกมาทำ เพราะว่าเขาต้อง การให้การวิเคราะห์ข่าวนั้นมีคุณภาพ เขาต้องมีข้อมูลป้อน และมีการแทรกภาพให้รายการมีสีสัน มีความน่าติดตาม

เรื่องการเชื่อมสัญญาณภาพนี้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ผลิตกันที่เอเอสทีวี แล้วมาออกากาศที่ช่อง 11 ก็มาด้วยการเชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่มาตามระบบใยแก้ว เนื่องจากรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ได้ออกอากาศเฉพาะที่ช่อง 11 หากแต่ยังออกอากาศที่ เอเอสทีวีด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการร่วมผลิตรายการกับช่อง 11 ลิขสิทธิ์ของรายการต้องเป็นของช่อง 11 เอเอสทีวีจะนำไปออกอากาศไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากช่อง 11 เท่านั้น

ไม่ว่าจะเชื่อมสัญญาณหรือไม่เชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่มีความสลัก สำคัญอันใด เมื่อเทียบกับการที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต้องรับสัญญาณภาพจากเอเอสทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์เถื่อน และเป็นจำเลยของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังสู้คดีกันอยู่ในศาล มาเผยแพร่ให้ประชาชนรับชม โดยใช้เวลาและสถานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ

เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์ได้ยอมรับสถานะของเอเอสทีวี ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไปแล้ว

นอกจากใช้ฟรีแล้ว ยังเป็นการใช้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับความเสียหาย และใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ ขยายความบาดหมางให้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ อย่างรุนแรง

หากจะพิจารณากันแล้ว ลำพังพิษจากน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พ่นผ่านเอเอสทีวี ไม่น่าจะทำให้พิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ แต่เมื่อได้รับความอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากกรมประชาสัมพันธ์ โดย ปราโมช รัฐวินิจ ก็ช่วยแพร่กระจายพิษให้ไปไกลทั่วประเทศ ทำให้สถานี โทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งควรจะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ในฐานะสถานี โทรทัศน์แห่งชาติ กลายสภาพเป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อถือ

พฤติกรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ ดังที่ยกมานี้ คงเพียงพอแล้วกระมังที่รัฐบาล จะใช้ความกล้าหาญและความชอบธรรม ตัดสินว่าอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่วัน

แต่ขอให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ทุกวันที่ช้าออกไป ทุกนาทีที่ปราโมช รัฐวินิจ ยังนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการทำร้ายจิตใจคนรักทักษิณ อย่างร้ายแรง และเป็นการปล่อยให้เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ มีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ และจะกลับมาทำร้ายรัฐบาลและประชาชนที่มาจากระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งในอนาคต

ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วครับ ท่านรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

นอกเสียจากว่า ท่านจะหันมาคบหาบริวารเผด็จการ เป็นมิตร เสียแล้ว


ประดาบ

จาก hi-thaksin

จรัลแนะกห.พิจารณาโยกย้ายทหารรอบครอบ

จรัล ดิษฐาอภิชัย แนะกระทรวงกลาโหมพิจารณาโยกย้ายนายทหารอย่างรอบครอบไม่ให้หน่วยที่คุมกำลังมีอำนาจมากเกินไปเพื่อป้องกันการทำรัฐประหารโดยง่าย

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีต กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวแสดงความเห็นในตอนหนึ่งของการเสวนาหัวข้อเรื่องจาก รสช.สู่ คมช. เราจะป้องกันการรัฐประหารได้อย่าวไรว่า กระทรวงกลาโหม หรือ รัฐบาลจะต้องคิดหรือทบทวนดูแลในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายทหารของกองทัพ ในช่วงเดือนเมษายน นี้ ไม่ให้มีการโยกย้ายนายทหารอย่างง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และนายทหารระดับนายพัน ขึ้นไป เพราะว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาทั้งหมด ประสบความสำเร็จ เพราะนายทหารที่กุมกำลังตอบสนองการรัฐประหาร รวมถึงหากไม่ต้องการให้การรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ต้องไม่ให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อำนาจมากเกินไป

ขณะเดียวกัน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิก วุฒิสภากล่าวแสดงความเห็นว่า อยากหวังให้ภาคประชาชนที่เป็นพลังของประชาชน ออกมาร่วมกันต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ

นายกฯเผยยังไม่ได้รับการติดต่อจากทักษิณ

นายกรัฐมนตรีระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้จะมีการชี้แจงถึงเหตุผลการปลดอธิบดีดีเอสไอ.ในวันอังคารนี้

หลังจากที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้จะทราบแน่นอนว่า จะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อใด ทำให้วันนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังออกรายการสนทนาภาษาสมัคร ที่ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลของการสั่งปลดนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอ.โดยระบุว่า จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนในวันอังคารนี้


เบิกร่อง [25 ก.พ. 51 - 20:49]

จากนี้ไปคงได้เห็นอะไรดีๆมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ เข้าบริหารประเทศเต็มตัว นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจที่ดูจะเน้นเป็นพิเศษ ไล่มาตั้งแต่นายกฯและบรรดารัฐมนตรีก็ประกาศนโยบายเฉพาะตัวกันเพียบ

นี่เป็นด้านหนึ่งที่ต้องรอดูฝีมือว่าจะแน่สักแค่ไหน?

แต่ในความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและแน่นอนก็คือ การโยกย้ายข้าราชการไม่ว่าหน่วยงาน ไหนก็ตาม แม้แต่ในกองทัพก็น่าสนใจไม่น้อย ตำรวจก็น่าสนใจไม่น้อย

นายกฯประกาศชัดเจนไปแล้ว ข้าราชการที่ถูกกลั่นแกล้งในยุค คมช.จะต้องได้รับความเป็นธรรม และก็ได้ผลทันตาเมื่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรียุติธรรม ประเดิมเก้าอี้ด้วยการ ย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

ครับ...ไม่มีเซอร์ไพรส์ เพราะเชื่อว่าถูก “เด้ง” แน่

แต่ทีเด็ดมันอยู่ที่ว่า นายสมพงษ์กล้าหาญชาญชัยเปิดประตูสำคัญเป็นคนแรก จากนี้ไปรายต่อไปมันก็ง่ายเข้า เพราะมีคน “เบิกร่อง” ไว้แล้ว

ปลัดกระทรวงยุติธรรมที่กำลังพยายามขอโอนกลับไปเป็นผู้พิพากษา แต่ดูเหมือนเงื่อนไขยังไม่อำนวย เพราะคงรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่าจะรายถัดไป

อีกรายก็คือ ผบ.ตร. ที่ชื่อ “เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ที่มาจาก คมช.เต็มตัว และคาดกันว่าน่าจะถูกปลดเป็นรายต่อไป แต่ดูเหมือนว่ารายนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะมีการต่อสายกันมานานแล้ว และผลงานที่ผ่านมาก็ไม่ได้เข้มข้นแต่อย่างใด

มีแต่หาเสียง โกยคะแนนจากตำรวจ สร้างภาพพจน์ใหม่ หาการเมืองมาเป็นพวก ภาพมือปราบหายไปอย่างน่าประหลาด คดีตำรวจพิฆาตชาวบ้านถึงเพียบ

นั่นเพราะจะตัดช่องน้อยเอาดีทางการเมืองในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.

ในแวดวงกองทัพซึ่งจะต้องมีการโยกย้ายกลางปีคือเมษายนที่จะถึงนี้ แม่ทัพนายกองก็เตรียม พร้อมที่จะพิจารณาเรื่องนี้ภายใต้ กติกาใหม่ที่จะมีคณะกรรมการ 7 คนตัดสิน ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วจะมั่นคงแค่ไหนที่จะไม่ให้การเมืองเข้าแทรกได้

แต่เชื่อว่าคงจะมีการพูดคุยกันก่อนเบื้องต้นในสถานการณ์ ทางการเมืองที่ต้องการประนีประนอมมากกว่าจะเผชิญหน้า

นายกฯสมัคร สุนทรเวช ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม ดูเหมือนจะเล่นบทกลมกลืนกับ เหล่าทัพได้อย่างดี ดังนั้น จะมี “ลูกเกรงใจ” เกิดขึ้นแน่ เพราะกองทัพแม้จะถอยไปแล้ว แต่ก็ยังกลัวเช็กบิลเหมือนกันและการจะสู้กับการเมืองจากนี้ไป

บอกตรงๆว่ายาก...

ขณะเดียวกัน วันนี้ภาพชัดเจนใน คมช.ก็คือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยถึง ความขัดแย้งระหว่างเพื่อน ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. กับ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร แกนนำคนสำคัญ ดีที่ว่าไม่ฟาดปากกันเองในระหว่างมีอำนาจ ดังนั้น คงจะไม่มีน้ำยาไปทำอะไรได้แล้ว แม้ประธาน คมช.ยังติดต่อขอสมานฉันท์กันไปแล้ว

ระยะอันใกล้นี้เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะต้องเดินทางกลับประเทศไทย อย่างแน่นอน เพราะน่าจะเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดแม้จะต้องเข้ามาต่อสู้คดีก็ตาม ดังนั้น หากกองทัพไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็น่าจะเอื้อประโยชน์

ที่สำคัญก็คือ คงจะทำให้การเมืองคลี่คลายมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่จะสามัคคีกันมากขึ้น เมื่อตัวจริงเสียงจริงมาแล้ว ปัญหาในพรรค ปัญหาในรัฐบาลคงชัดเจนขึ้น ไม่คลุมเครืออย่างทุกวันนี้

เตรียมตัวรับสถานการณ์กันได้แล้ว.

"สายล่อฟ้า"

คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย

เคลียร์ทางรับ “ทักษิณ” [25 ก.พ. 51 - 03:57]

เริ่มต้นด้วยข่าวลือเสียวๆของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นควันล่องลอยออกมาจากกรมปทุมวัน ขาเก้าอี้เริ่มสั่นคลอน

อาการร่อแร่ๆ

แต่เอาเข้าจริงหวยออกที่นายสุนัย มโนมัยอุดม กลายเป็นผู้โชคดีทางบ้าน โดนสั่งเด้งจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการสำนักงานการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.)

เหยื่อรายแรกเซ่นเกมผลัดอำนาจ

ไม่พลิกโผ ไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมาย มันมีสัญญาณมาแล้ว จากคิวที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเป็นนัยกรณีจัดการกับเครือข่าย “มือที่มองไม่เห็น”

ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทำ

แถมด้วยการแบะท่า เปิดรับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี

เขี่ยลูก เกลี่ยไพ่กันใหม่

และก่อนที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม จะนัดแถลงชี้แจงคำสั่งเด้งนายสุนัยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล และถัดไปอีกวัน นายกฯสมัครกำหนดคิวจะชี้แจงเหตุผลการโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในฟลอร์พบสื่อมวลชน

ร่วมด้วยช่วยกันเคลียร์พอเป็นพิธี

แต่มันก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไม่เป็นทางการ ลือกันให้แซด เหตุเด้งนายสุนัยเกี่ยวโยงกับคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ดีเอสไอ สั่งฟ้องอดีตนายกฯทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา รวมถึงเครือข่ายเป็นจำเลย

โดยเงื่อนไขมันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้

และอันที่จริงเลย เป้าหมายแรกน่าจะอยู่ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ล่าสุดต้องตอบคำถามร้อนๆเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกโยกย้ายออกจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปแขวนในตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“เรื่องของการโยกย้ายไม่ใช่ดูแต่ความเหมาะสมอย่างเดียว ต้องดูสถานการณ์ด้วย”

พูดเหมือนยอมรับชะตา ยุคใครยุคมัน

และโดยการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ก่อนหน้านั้น นายจรัญก็ได้ทำเรื่องขอโอนย้ายกลับไปเป็นผู้พิพากษา แต่ยังติดขัดในขั้นตอนการดำเนินการ

เตรียมทางหนีทีไล่ไว้เหมือนกัน

แต่ดูท่าจะไม่ทันกาล เพราะทันทีที่เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ครบถ้วนกระบวนความตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเดินหน้าบริหารราชการได้เต็มตัว

เกมล้างบางก็เริ่มทันที

อย่างที่เดาทางกันไว้ตั้งแต่แรก นี่คือ ภารกิจเร่งด่วน

และในขณะที่ยุทธการสลายเครือข่าย “มือที่มองไม่เห็น” อธิบดี ดีเอสไอ คือ เหยื่อรายแรกที่เซ่นเกมผลัดอำนาจ

ไล่เลี่ยๆกัน อีกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งเสียงข้ามประเทศมาจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐ ประชาชนจีน

มาถึงแฟนคลับที่จัดงานฉลองรอรับล่วงหน้าที่จังหวัดเชียงราย บอกอีกไม่กี่วันจะกลับประเทศไทยแล้ว วันที่ 26 กุมภาพันธ์จะให้คำตอบที่ชัดเจน

ยืนยันกลับแน่ เพราะมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคพลังประชาชน ไล่ตั้งแต่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่บินไปเตรียมการสำหรับการเดินทางกลับบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี

เคลียร์รันเวย์รอกันแล้ว

แต่ที่ยังเคลียร์ไม่ออกก็คือ คดีความที่จ่อรออยู่ในศาล อันดับแรกเลยที่ทีมทนายเตรียมงานกันไว้ล่วงหน้า คือ การยื่นขอประกันตัวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ดินรัชดาฯ

และอีกคิวก็เลี่ยงไม่ได้ คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องยื่นขอประกันตัวกับดีเอสไอ

นี่ยังไง สาเหตุที่ “สุนัย” ต้องโดนเด้งก่อน.

ทีมการเมือง

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

“นพดล” แย้ม “ทักษิณ” กลับไทยเร็วขึ้น [25 ก.พ. 51 - 03:47]

นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ความเหมาะสมในเรื่องของเงื่อนเวลาว่า คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับก่อนกำหนดการเดิมที่วางเอาไว้ในเดือน พ.ค.มากพอสมควร ซึ่งถือเป็นสิทธิในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดย เฉพาะการกลับมาต่อสู้คดีความต่างๆ สังคมไทยควรมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ อย่ามองเป็นเรื่องใหญ่โต วันนี้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของความปรองดองแล้ว ก็คงไม่มีปัญหา หาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา รัฐบาลจะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเหมือนคนไทยทั่วไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาอยู่ในประเทศ จะมีผลกระทบต่อการทำงานของ ครม.และข้าราชการหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริง นายนพดลตอบว่า ไม่มีผลกระทบอะไร พ.ต.ท. ทักษิณประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว การจะกลับมาประเทศไทยก็เพื่อต่อสู้คดีเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป รัฐบาลก็บริหารประเทศต่อไป


ฟุ้งมี ส.ส.-ประชาชนแห่รอรับอื้อ


นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานชมรมคนรักทักษิณ กล่าวว่า ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณกลับมาประเทศไทย คาดว่าจะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนรวมทั้งประชาชนจำนวนมากไปรอต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ ไม่ใช่การปลุกม็อบหรือเกณฑ์ คน เหตุที่คาดว่าจะมีคนไปกันเยอะเพราะความรักความ คิดถึง ที่ผ่านมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารจนถึงขณะนี้ ทุกครั้งที่เหล่า ส.ส.ลงพื้นที่ ชาวบ้านก็เฝ้าแต่ถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ พวกเราก็ดีใจมาก เป็นเหมือนวันที่รอคอย นอกจากนี้ ยังมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้กลับมาเคลียร์คดีต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนไทยคนหนึ่ง ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์อะไร ขอให้ความเป็นธรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย


บิ๊ก พปช.ถกแผนดูแลความปลอดภัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักอยู่ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเมื่อค่ำวันที่ 23 ก.พ. ที่ พ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์ สายตรงมายังเวทีปราศรัยที่ จ.เชียงรายนั้น มีแกนนำพรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย อาทิ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.สัดส่วน รวมถึงนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งได้หารือกันถึงสถานการณ์ทางการเมืองในด้าน ต่างๆ และหารือถึงแนวทางการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะมาตรการรักษาความปลอดภัย

เช็กบิล...แหลก?

จำได้ว่าก่อนการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 “นายนพดล ปัทมะ” รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน และคนสนิท “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี อันดับต้นๆ เคยลั่นวาจาไว้ว่าหากพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล จะไม่มีการล้างแค้น คมช. หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา และ “นายสมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ก็ได้ย้ำกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เมื่อครั้งไปเยือน “กระทรวงกลาโหม” เป็นครั้งแรก ในวันที่ 11 ก.พ.51 ว่าไม่ได้ต้องการมาคิดบัญชี หรือเช็กบิลใดๆ กับใครทั้งสิ้น...

แต่แล้วกระบวนการ “ชำระแค้น” ก็เริ่มขึ้น..เริ่มนับหนึ่งที่ “นายสุนัย มโนมัยอุดม” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้วยคำสั่งเด้งฟ้าผ่า โดยการย้ายให้ไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ตรวจสอบกรณีการทุจริตข้าราชการตั้งแต่ระดับ 8 ลงมา และได้ดัน “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ขึ้นแทนทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ได้มีการวางตัว “นายธาริต เพ็งดิษฐ์” รองอธิบดีดีเอสไอ ฝ่ายวิชาการ ให้ไปนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.

แต่เมื่อขั้วการเมืองเปลี่ยน สถานการณ์จึงเปลี่ยนแปลง และการแต่งตั้ง “พ.ต.อ.ทวี” มาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า มาทำความสะอาดคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ” เพราะ “พ.ต.อ.ทวี” ต้องถือว่าเป็นข้าราชการผู้หนึ่ง ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย เนื่องจากในสมัย “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ” มีรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ได้เคยขอเจ้าหน้าที่ในทีมของ “พ.ต.อ.ทวี” ให้มาดูแล...และแม้ว่า “นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะนัดชี้แจงสาเหตุคำสั่งย้าย “นายสุนัย” ในวันที่ 25 ก.พ.51 ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้นปรากฏว่า ได้มีกระแสข่าวออกมาว่าหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง วันนั้น “นายสมพงษ์” จะ “อ้าง 3 เหตุผล” เพื่อความเหมาะสมในการใช้อำนายโยกย้าย “นายสุนัย” คือ

1. ได้รับเรื่องร้องเรียนถึงการเข้าดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอของนายสุนัย น่าจะไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่ผ่านการอบรมหลักสูตรพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
2. เรื่องร้องเรียนกรณีการสั่งพักราชการข้าราชการดีเอสไอ 9 คน กรณีการเบิกจ่ายค่าที่พักระหว่างทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนนายสุนัยจะยกเลิกคำสั่งพักราชการในเวลาต่อมา และ
3. กรณีร้องเรียนความเหมาะสมของคนใกล้ชิด ที่ได้รับเงินเพิ่มประจำตำแหน่ง

ก็ลองชั่งน้ำหนักกันดูว่า เหตุผลทั้ง 3 เพียงพอหรือไม่ กับคำสั่งโยกย้ายในครั้งนี้...ซึ่งการโยกย้ายในครั้งนี้ ทำให้ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)” ต้องทบทวนคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ดีเอสไอ” ทั้งคดีการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร และคดีธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานครนั้น มีความเป็นไปได้ที่ คตส. จะไม่ขอความร่วมมือ
สาเหตุเป็นเช่นไร ก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว...

ซึ่ง “นายองอาจ คล้ามไพบูลย์” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้มองว่าการโยกย้าย “นายสุนัย” ครั้งนี้ เป็นเหมือนการ “เชือดไก่ให้ลิงดู”ที่จะไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย แต่จะมีการโยกย้ายเพิ่มเติมอีก เพราะมีข้าราชการหลายคนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งอาจจะทำให้กระทบกับผู้มีอำนาจในอดีตหลายกรณี ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า “นายจรัญ ภักดีธนากุล” ปลัดกระทรวงยุติธรรม อาจจะเป็นรายต่อไป เพราะถูกเล็งไปแขวนเป็นผู้ตรวจสำนักนายกรัฐมนตรีสำหรับ “นายปราโมช รัฐวินิจ” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็ไม่น่าจะรอดพ้นจากผลกระทบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นกัน

แม้ “นายจักรภพ เพ็ญแข” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ จะยื้อเวลาต่ออายุให้อีก 1 เดือน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นคำตอบเดิม คือ “เด้ง” ออกจากตำแหน่งอยู่ดี...ส่วน “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก็มีชื่อติดอยู่ในบัญชี แต่การโยกย้ายหรือปลดออกจากตำแหน่งเป็นไปได้ยาก เพราะมี พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คุ้มครอง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่เป็นเสมือนไม้เบื่อไม้เมา เป็นหนามยอกอกของพรรคพลังประชาชน เพราะคดี “นายยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานรัฐสภา ยังค้างคาอยู่

พรรคพลังประชาชนจะรอดหรือดับ ก็ขึ้นอยู่กับมติของ กกต.นอกจากนั้น ยังมี ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ติดอยู่ในบัญชีเช่นกันจงระมัดระวังไว้ให้ดี...ส่วน “คตส.” มีแววว่าน่าจะถูกปล่อยให้แห้งตาย เพราะถูกตัดเสบียงตั้งแต่ไก่โห่ แค่เอ่ยปากของงบประมาณในช่วงที่ต่ออายุขัย ก็ถูกปฏิเสธหน้าหงาย
โธ่...ใครเขาจะให้เงินมาจัดการนายตนเองล่ะ

ดังนั้น หลังจากหมดงบเดิมที่ “รัฐบาลขิงแก่” มอบให้ในเดือน เม.ย.นี้ อีก 2 เดือนที่เหลือ “คตส.” จะทำอย่างไร ก็ต้องดูกันต่อไป แต่เท่าที่รู้เมื่อจัดการศัตรูสิ้นซาก ทางก็จะสะดวก พรมแดงจะถูกนำมาปู และแล้วก็ถึงเวลาเตรียมขบวนแห่ต้อนรับ “นายใหญ่” กลับไทย..!!


อนงค์วรรณ นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย คนใหม่

อนงค์วรรณ เทพสุทิน นั่งหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยคนใหม่ตามคาด พร้อมประกาศเดินหน้า สร้างความสามัคคีภายในพรรค

พรรคมัชฌิมาธิปไตย จัดประชุมใหญ่วิสามัญที่ จ.สุโขทัย ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยเพื่อคัดสรรตำแหน่งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดย นางอนงค์วรรณ เทพสุทินได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรค 4 คนได้แก่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ และ นางพรทิวา นาคาศัย เป็น เลขาธิการพรรค มีกรรมการพรรค ทั้งสิ้น 14 คน

พรรคมัชฌิมาธิปไตย จัดประชุมใหญ่วิสามัญที่ จ.สุโขทัย ณ หอประชุมกาญจนาภิเษก วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัยเพื่อคัดสรรตำแหน่งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดย นางอนงค์วรรณ เทพสุทินได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรค 4 คนได้แก่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์นายวิวัฒน์ นิติกาญจนา นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ และ นางพรทิวา นาคาศัย เป็น เลขาธิการพรรค มีกรรมการพรรค ทั้งสิ้น 14 คน

อีกทั้งเน้นให้สมาชิกทั่วประเทศสร้างศรัทธาให้กลับคืนมา พร้อมขยายสาขาพรรค และขอยืนยันที่จะนำพรรค เดินหน้าต่อไปให้ทุกคนได้เห็นว่า พรรคมัชฌิมาธิปไตย ไม่ใช่พรรค เฉพาะกิจอย่างที่หลายคน

จาตุรนต์โต้สมัคร 6 ตุลาตายกว่า 41

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และแกนนำกลุ่มคนเดือนตุลาฯ เปิดแถลง ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้เป็นการมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 ซึ่งสมัยนั้นเป็นผู้นำนักศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประเด็นหลักอยู่ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในเหตุการณ์ ์ดังกล่าวมีคนตายเพียงคนเดียว ทำให้ประชาชนและสังคมให้ความสนใจมาก จนกลบการแถลงนโยบายของรัฐบาล คำพูดของนายสมัครทำให้มีปัญหา เพราะถึงแม้จะพูดด้วยข้อเท็จจริงว่าในขณะนั้นท่านจะเห็นคนตายเพียงคนเดียว แต่ก็สามารถค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะจากกลุ่ม ญาติผู้เสียชีวิตได้ เพราะข้อเท็จจริงแล้วมีผู้เสียชีวิตไม่ ต่ำกว่า 41 คน นักศึกษา ประชาชนถูกจับกุมคุมขังกว่า 3,000 คน มีการปราบปรามนักศึกษา ประชาชนที่โหดร้ายทารุณที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สังคมไทยในยุคหลัง

เรียกร้องให้ 'สมัคร' ทบทวนข้อมูล

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การพูดว่ามีคนตายคนเดียว หรือบอกว่ามีนายตำรวจเมาทำปืนลั่น ทำให้คนคิดไปว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่หนักหนาอะไร ทำให้สังคมมองผ่านเลยไป จึงอยากจะเห็นนายกฯทำการศึกษา และรวบรวม ข้อมูลทั้งจากสื่อ นักวิชาการและผู้ที่ศึกษาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วแสดงออกให้สังคมรับรู้ว่ามีคนตายมากกว่า ที่ท่านพูด และนำเรื่องนี้มาสรุปเป็นบทเรียน ให้ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งจะเป็นการถูกต้องและเป็นประโยชน์มากขึ้น เมื่อถามว่า หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชำระประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ดังกล่าว นายจาตุรนต์ตอบว่า เรามักจะสอน ประวัติศาสตร์กันแบบท่องจำให้คนเชื่อไปทางใดทางหนึ่ง หากเชื่อไม่ตรงกับที่ผู้มีอำนาจ กำหนดไว ้ก็ถูกมองว่ามีปัญหา ดังนั้น รัฐบาลต้องส่งเสริมให้นักประวัติ-ศาสตร์ นักวิชาการและผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าข้อมูลจนได้ข้อเท็จจริง เพราะ เหตุการณ์นี้สังคมได้สรุปเป็นบทเรียนไปแล้ว และรับรู้ทั่วกันว่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีการไล่ฆ่าฟันจนนักศึกษา ประชาชนต้องหลบเข้าป่า และเสียชีวิตกันเป็นพันๆคน จนอีกหลายปีกว่าเราจะแก้ปัญหาความแตกแยกทางความคิดได้

ไม่จำเป็นต้องขอโทษแต่ให้ขออภัย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า แต่การชำระประวัติศาสตร์ ไม่ควรทำในลักษณะเป็นการคิดบัญชี เพื่อทำลายล้างหรือจ้องประหัตประหารอีกฝ่าย หรือกลายเป็นเครื่องมือทาง การเมืองของใคร ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีสิทธิเสนอความคิดมากกว่าจะหาผู้กระทำผิดแบบมาคิดบัญชีกัน เพราะสังคมได้สรุปเป็นบทเรียนไปหมดแล้ว ซึ่งตนเห็นด้วยที่จะให้ทำเพื่อเติม แต่ต้องมีหลักคิดที่ดี เมื่อถามว่าหลักคิดที่ดีจะสอดคล้องกับคำพูดของนายสมัครที่ว่ามีคนตายเพียงคนเดียวได้อย่างไร นายจาตุรนต์ตอบว่า บอก แล้วว่าคำพูดนี้มีปัญหา จึงเห็นว่าท่านน่าจะแก้ไขเสีย เมื่อถามย้ำว่า นายสมัครต้องออกมาขอโทษใช่หรือไม่ นายจาตุรนต์ตอบว่า คงไม่ต้องขอโทษ แต่หมายถึงท่านต้อง แสดงออกถึงการรับรู้รับทราบว่าได้ข้อมูลเพื่อเติม แล้วแก้ไขข้อมูลใหม่และอาจจะพูดว่าที่พูดออกไปไม่มีเจตนา ก็ขออภัยที่ทำให้คนเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน

อัดฝ่ายค้านจ้องหาเรื่องหวังขยายผล

นายจาตุรนต์กล่าวต่อว่า แต่ที่จ้องนำประเด็นนี้มาขยายผลกันต่อในสภา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยหวังผลมากกว่าที่จะให้นายกฯขอโทษ จ้องทำลายล้างคิดบัญชีกัน ซึ่งน่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง กลายเป็นปัญหา ในสังคมมากกว่านี้ ซึ่งตรงนั้นไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย เมื่อถามว่าได้พูดคุยหรือให้ข้อมูลแก่นายสมัคร บ้างหรือยัง นายจาตุรนต์ตอบว่า ไม่ และตนไม่อยู่ในจุดที่จะคุยกับนายกฯบ่อยๆได้ เมื่อถามว่าคำพูดดังกล่าว มีเจตนาที่จะบิดเบือนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือไม่ นายจาตุรนต์ตอบว่า ไม่ทราบ แต่บอกแล้วว่าพูดอย่างนี้มีปัญหา สำหรับในส่วนแกนนำคนเดือนตุลาฯคนอื่นยังไม่ได้พูดคุยกัน เพราะปัจจุบันต่างคนต่างมีความคิดทางการเมืองต่างกัน บางส่วนก็สนับสนุนการรัฐประหารของ คมช. บางส่วนก็ต่อต้าน ดังนั้น การจะมาหารือกันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

Sunday, February 24, 2008

"แม่ลูกจันทร์" กระชากหน้ากาก จับโกหก สส เทพไท แสนไท

ปลาหมอย่อมตายเพราะปาก คนที่ชอบกินปลาหมอก็ต้องระวังก้างปลาหมอตำเหงือก

ฉันใดก็ฉันเพล นายกรัฐมนตรีจะพูดอะไรก็ต้องระวังปาก

เพราะถ้าพูดพลาดไปแล้วแก้ไขภายหลัง ลำบาก

อย่างเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ให้สัมภาษณ์ ซีเอ็นเอ็นว่า มีคนตายคนเดียว ก็เลยเป็นเรื่อง บานไม่หุบ

ถึงเจ้าตัวประกาศหยุดพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แล้วก็จริง แต่เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน ยื่นกระทู้สดซักถามนายกรัฐมนตรีกรณี 6 ตุลาฯ ก็เป็นไฟต์บังคับที่นายกรัฐมนตรี ืต้องไปชี้แจงตอบกระทู้ในสภาฯด้วยตัวเอง

“แม่ลูกจันทร์” ว่า ทางที่ดี “นายกฯสมัคร” ต้องยอมรับว่าให้สัมภาษณ์ นักข่าวซีเอ็นเอ็นผิดพลาดจากข้อเท็จจริง

เพราะเหตุการณ์ผ่านมาตั้ง 31 ปี บางทีความจำก็อาจจะเลอะเลือนไปบ้างตามวัย

ถ้าคำพูดเรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหาย ก็ขออภัย

นายกรัฐมนตรีจะได้มีเวลาไปคิดอ่านเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายค้านใช้กรณี 6 ตุลาฯ ไปขยายผลทางการเมืองก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะนายกฯพูดออกมาเอง ไม่ใช่ ฝ่ายค้านสร้างเรื่องมาโจมตี

แต่หลักฐานภาพถ่ายสำคัญที่ ส.ส. “เทพไท เสนพงศ์” ขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ เอาไปโชว์กลางสภาฯเป็นที่อึกทึกครึกโครม

อ้างว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่า “สมัคร” เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

“แม่ลูกจันทร์” ดูภาพถ่ายหลักฐานของฝ่ายค้านแล้วก็ตกใจ

ไม่ทราบว่า “ส.ส.เทพไท” ถูกคนปีวอก ที่ไหนหลอกเอา??

ถ้าฝ่ายค้านเช็กข้อมูลเสียหน่อยคงไม่ปล่อยไก่ทั้งเล้าอย่างนี้แน่นอน!!

เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เกิดทีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ถึง 3 ปี!!

ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จอมพลประภาส จารุเสถียร ลี้ภัยไปอยู่ไต้หวันกับ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร

ส่วนชายหนุ่มที่ยืนด้านขวามือคือ “สมัคร สุนทรเวช” ชัวร์ป้าดพันเปอร์เซ็นต์

คำถามต่อไปคือ เหตุใด “สมัคร ประภาส ณรงค์” ถึงไปอยู่ในภาพเดียวกัน??

ถ้าอยากรู้ตีวงเข้ามา “แม่ลูกจันทร์” จะเฉลยให้ฟัง

ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 28 ธันวาคม 2515 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 4 ปี!!

เป็นวันที่เกิดข่าวใหญ่ระดับโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ (กลุ่มแบล็กเซปเทมเบอร์) 4 คน มีปืนกลและระเบิดมือ บุกยึด

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนชิดลม

จับเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน

ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยโจรปาเลสไตน์ที่ถูกจับกุม

มิฉะนั้น จะสังหารตัวประกันทั้งหมด ภายใน 12 ชั่วโมง!

“แม่ลูกจันทร์” เป็นนักข่าวการเมืองอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลา

หลังเกิดเหตุ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี และ จอมพลประภาส รมว. มหาดไทย สั่งตั้ง บก.ฉุกเฉินในโรงเรียนมา-แตร์เดอี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสถานทูตอิสราเอล

พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ รมว.เกษตร, พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ รมช.ต่างประเทศ ขออาสาเป็นตัวแทนรัฐบาลเข้าไปเจรจากับกลุ่มโจรก่อการร้ายอย่างสันติวิธี

การเจรจาระทึกใจยืดเยื้อเกือบ 24 ชั่วโมง ในที่สุดกลุ่มโจรปาเลสไตน์ยอมรับเงื่อนไขคือ รัฐบาลไทยจัดเครื่องบินพิเศษส่งกลับตะวันออกกลาง

โดยมี “เสธ.ทวี” และ “น้าชาติ” เดินทาง ไปด้วยในฐานะตัวประกัน

ส่วน “นายกฯสมัคร” ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอล ทำหน้าที่ประสานงาน

สุภาพสตรีในภาพคือ “เจ๊วิภา สุขกิจ” อดีตผู้สื่อข่าวมติชน

ภาพนี้ถ่ายในโรงอาหารโรงเรียนมาแตร์ฯ เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา

ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซักนิดเดียว.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว