WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 25, 2008

ไม่ว่าเกมการเมืองขณะนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนประเทศนี้เรียนรู้คือ "ยอมรับผลการเลือกตั้ง"

บทความโดย ..ลูกชาวนาไทย



ทันที ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้ง หรือกลุ่มอำมาตรยาธิปไตย และสื่อมวลชนสายอำมาตย์ทั้งหลาย ก็เดินเกมการเมืองถล่มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชทันที

เราจะเห็นตั้งแต่การเริ่มยึด TPBS ของ "สื่อมวลชนสายอำมาตย์" ทั้งหลาย และเริ่มขยายผล กรณี 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมาทันที และก็มีการประสานเสียงไปยังเหล่าพวกพ้องทั้งหลาย มีการรับลูกส่งลูก จนเราสังเกตุกันเห็นได้ชัดว่าทำเป็นขบวนการ มีคนหนึ่งร้อง ที่เหลือกก็รับลูกกันในทันทีเหมือนกัน

กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร อย่าง นายสุริยะใส ที่คอยเป็นหมากของพวกสื่อสายอำมาตย์เหล่านี้ เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล ก็เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างกระแสขึ้นในทันที

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่า มันเป็นเกมการเมืองที่พยายามสร้างขึ้น เหมือนกับเป็นการ “เริ่มยกที่สามของการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่จบยอมจบสิ้น” ต่อไปอีกในประเทศนี้ เพื่อให้การขัดแย้งกันขยายผลออกไปอีก คือ ยังจะเล่นไม่รู้จักเลิกนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกล่าวถึงมานั้นคือ การเดินเกมของพวกชนชั้นนำในกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย อาจจะเกิดจากการวางแผนกัน หรือการเล่นการตามจังหวะก็ได้ ดรงนี้ผมไม่รู้ แต่พอประเมินได้ว่า มีการพยายามพลิกเกมเพื่อให้ฝ่ายของตนกลับมาอีก

แต่กระแสอีกอันหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ จากประชาชนเดินถนนทั่วไปของทั้งสองฝ่ายคือ "ความเบื่อหน่ายของประชาชน ต่อความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบสิ้น" และไม่ได้นำไปสู่อะไร นอกจากความเดือดร้อนของชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้นำพาประเทศชาติก้าวหน้าไปสู่สิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากความฉิบหายของประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนของคนที่ทำงานผม พวกที่เกลียดทักษิณ และเชียร์ ปชป. ที่ผมเรียกเป็นกลุ่ม "แม่บ้าน" (ไม่ใช่แม่บ้านของสำนักงาน แต่ผมเรียกพวกผู้หญิงหัวอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย) ตอนนี้ยอมรับแล้วว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และการเล่นนอกกติกานั้นไม่มีทางทำให้วิกฤตการณ์จบไปได้ เมื่อฝ่าย พปช. ชนะในการเลือกตั้ง คนเหล่านี้เรียนรู้ในหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาว่า "ต้องยอมรับผลของการเลือกตั้ง" เพราะไม่อย่างนั้นวิกฤตการณ์ไม่จบสิ้น

สิ่งที่พวกแม่บ้านคุยกับผมอีกอย่างหนึ่งคือ แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ชอบพรรค พปช. อยู่ แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับเกมการยุบพรรคอีกแล้ว เพราะพวกเขารู้ดีว่า มันไมได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น เพราะมันก็จะเกิดพรรค พปช. ชื่อใหม่อีก แต่การเมืองไม่ได้เปลี่ยนขั้วแต่อย่างใด เป็นเกมการเมืองที่ไม่ได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น นอกจากจุดไฟแค้นของทั้งสองฝ่าย ว่าเล่นไม่รู้จักเลิก

สรุปแล้ว คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะยอมรับว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และเปิดโอกาสให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชทำงานไป

พวกแกนนำกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย จะปลุกกระแสอย่างไร ผมเห็นว่าตอนนี้ประชาชนจะนิ่งเฉยครับ หรือเลิกสนใจไปเลย เพราะพวกเขาเบื่อหน่าย

เขาได้รัฐบาลมาจากเลือกตั้งแล้ว ประเทศเข้าสู่เส้นทางปกติที่ชนชาวโลกทั้งหลายเขายอมรับกันแล้ว จะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลอย่างไรก็ตาม ผมว่าประชาชนส่วนใหญ่อดทนและรับได้แล้วครับ ไม่บ้าไปตามกลุ่ม "พันธมิตรเพื่อรัฐประหาร" หรือ "สื่อเสี้ยม" ทั้งหลายอีกแล้ว

จะเห็นได้ว่า ไฟ 6 ตุลาคม 2519 ก็เห็นแค่เล่นโยนกันไป โยนกันมาในสื่อเท่านั้น มีองค์กรที่เป็นตัวแสดงของคนพวกนี้ ลุกขึ้นมารำตามเล็กน้อย แต่ผมเห็นชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ไม่เกี่ยวกับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเผชิญอยู่ขณะนี้

และที่ผ่านมาหนึ่งปีนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านเขาคิดว่า "มันเล่นเกมกันมากเกินไปแล้ว" จนชาวบ้านชาวเมืองเขาเดือดร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งหลายนี้แล้ว

สรุปคือ แม้กลุ่มอำมาตย์จะพยายามจุดไฟขึ้นมา แต่ผมว่าประชาชนทั่วไปจะไม่สนใจเท่าไหร่

อย่างผมตอนนี้ ข่าว 6 ตุลาคม หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่อ่านครับ เบื่อ ขี้เกียจสนใจ และรำคาญด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นชาวบ้านเขานิ่งเฉย คือการย้ายพวกข้าราชการที่ได้ดีมาจาก คณะรัฐประหาร สื่อจะสร้างกระแสอย่างไร หรือพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาตีกินอย่างไร ผมรู้สึกว่าชาวบ้านเขานิ่งเฉย เพราะในหนึ่งปีที่ผ่านมายุค รัฐประหาร ผู้มีอำนาจในขณะนั้นก็ย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม และข้าราชที่ได้ดีตอนนั้นก็มาจากอำนาจ เมื่อขึ้นมาไม่ถูกต้อง จะโดนเองบ้าง ชาวบ้านทั่วไปเขารู้สึกถึง “กฎแห่งกรรม” เป็นอย่างดีครับ ทำอะไรไว้ ก็ได้อย่างนั้นเป็นการตอบแทนนั่นเอง ตอนนี้ผมว่าประชาชน เริ่ม ชินชา ไม่มีความรู้สึกแล้วครับ

หาก กลุ่มอำมาตย์จะปลุกกระแส ต่อต้านทักษิณ ตอนทักษิณกลับประเทศ ผมว่า คงจะมีแต่พวกแกนนำไล่ทักษิณครั้งก่อนเท่านั้นที่เต้นอยู่ข้างเดียว ส่วนประชาชนที่จะลงไปบนถนน เหมือนปีที่แล้ว ผมว่าไม่มีแล้วครับ และที่ผมทราบนั้น มวลชนของ “กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร” ส่วนใหญ่ คือ พนักงานของทีพีไอสายนายประชัย กลุ่มคนใต้ ที่ ปชป. เกณฑ์มา กลุ่มแฟนพันธ์แท้ของนายสนธิ ที่มีประมาณ 5,000 คน ในยุคที่ Peak รวม ๆ แล้วประมาณ 40,000 คน ผมไม่คิดว่า พวกนี้จะสามารถเกณฑ์คน 40,000 คน ลงถนนได้อีกต่อไปแล้ว

และแม้จะเกณฑ์ได้ หากไม่มีการทำรัฐประหาร ก็ไม่ทำให้รัฐบาลสมัคร ล่มได้แต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน จะไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน อีก ชะตากรรม ของ พล.อ.สนธิ

การเมืองไทย แม้จะมีคนพยายาม จุดกระแสอีก ผมไม่คิดว่ามันจะจุดติดแล้ว วิกฤตการณ์มันนานเกินไป แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนขั้วอำนาจไมได้ จะเริ่มวัฎจักรชั่วร้ายอีกรอบ ผมว่าไม่มีใครเอาด้วยอีกแล้ว

จาก ไทยฟรีนิวส์

สมชายโต้ข่าวโยกย้ายข้าราชการปูทางให้ทักษิณกลับไทย

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โต้ข่าวโยกย้ายข้าราชการปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับไทย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ความเคลื่อนไหวในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายเกิดขึ้น เพราะมีคนคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณเยอะ แต่การเดินทางกลับนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาเมื่อไรก็ได้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะมาวันไหน เพราะอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในครอบครัวก็ได้พูดคุยกันว่าคิดถึงและไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรกันแน่

ทั้งนี้นายสมชายยอมรับว่า ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณบ้าง ก็ถามกันว่าเป็นอย่างไร สบายดีไหม คิดถึงบ้านหรือเปล่า แต่ยังไม่ได้บอกว่าใกล้กลับประเทศไทย เพียงแต่บอกว่ามีโอกาสเมื่อไรก็คงเดินทางกลับมาในสักวันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวางแผนการเดินทางกลับเอง

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อปูทางกลับประเทศให้พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมชายกล่าวว่าการโยกย้ายข้าราชการไม่เกี่ยวกับปูทาง จะย้ายหรือไม่ย้าย พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางกลับมาได้ทั้งนั้น ส่วนการโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโยกย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้นตนไม่ทราบ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่เป็น รมว.ศึกษาธิการแล้ว

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีพรรคฝ่ายค้านระบุรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเดินทางกลับไทยของ พ.ต.ท.มากกว่าการบริหารประเทศ ว่า คงไม่จริง เพราะตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมาก็ทำงานกันทุกวัน ซึ่งก็บอกไปแล้วว่าการเดินทางกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว และเราก็ไม่เคยไปจัดแจงเรื่องการเดินทางกลับจนเสียงานราชการ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสนใจมากกว่า เพราะไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปจัดแจง เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ มาได้อยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องพิเศษอะไร เพียงแต่เป็นจังหวะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าเหมาะสม เพราะบ้านเมืองขณะนี้ก็เรียบร้อยดี ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอีก (25/02/51)

กกต.ประชุมชี้ขาดคดียงยุทธพรุ่งนี้

กกต.ประชุมชี้ขาดคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงนยุทธ ติยะไพรัช ในวันพรุ่งนี้

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ระบุ ขณะนี้ได้ทำการสอบพยานคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนได้ในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ ส่วนตัวได้อ่านคำวินิจฉัยแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร แต่การพิจารณาจะดูข้อเท็จจริง และจะไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นปัจจัยในการพิจารณาลงมติ นอกจากนี้ นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า การเดินทางเข้าชี้แจงของนายยงยุทธ ในวันนี้ เป็นการชี้แจงกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ คมช. ร้องเรียนว่านายยงยุทธ ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน (25/02/51)


รมว.ยุติธรรม แจงสาเหตุเด้งอดีตอธิบดีดีเอสไอ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันการสั่งอดีตอธิบดีพ้นดีเอสไอ เพื่อความเหมาะสมด้านการบริหารงาน ไม่ใช่การแก้แค้น และไม่เกี่ยวกับคดีของอดีตนายกฯ เพราะไปอยู่ที่อัยการแล้ว พร้อม
ทั้งยืนยันไม่เคยคิดเด้งปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นคิวต่อไป

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเหตุผลการโยกย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอว่า เพื่อความเหมาะสม ยืนยันไม่ใช่เป็นการล้างแค้น พร้อมชี้แจงว่าการให้ไปรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐหรือ ปปท. ที่กำลังก่อตั้งขึ้นใหม่นั้น เพื่อให้สอดรับ
กับกระบวนการทางกฎหมายที่จะต้องมีการตั้งสำนักงานและให้มีเลขาธิการ ปปท.มาทำหน้าที่ภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

โดยการพิจารณาโยกย้ายในครั้งนี้ ได้มีการหารือกับนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อสอบถามในเรื่องของความเหมาะสม ซึ่งก็เห็นว่าไม่มีปัญหา และที่สำคัญนายสุนัยถือเป็นอดีตผู้พิพากษามาก่อนจึงมีความเหมาะสมที่จะไปดูแลหน่วยงานใหม่ที่จะตั้งขึ้น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายสุนัย

อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์ ยืนยันว่า การโยกย้ายนายสุนัยไม่เกี่ยวข้องกับคดีการปกปิดการถือหุ้นเอสซีเอสเซส ของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว เพราะเรื่องได้ถูกส่งไปอัยการแล้ว ซึ่งตนเองยังดีใจที่เรื่องพ้นจากดีเอสไอไปแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ตนยืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจสั่งการหรือไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมได้ ที่สำคัญเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาก็ไม่ได้สั่งการให้ดูแลเป็นพิเศษ แต่จะปฏิบัติเหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่นเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ดึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. มารักษาการอธิบดีดีเอสไอ นั้น นายสมพงษ์ระบุว่า พ.ต.อ.ทวี มีผลงานด้านการสอบสวนปราบปรามสมัยเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งงานที่ดีเอสไอส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสืบสวน ดังนั้นจึงต้องการคนที่มีประสบการณ์มาทำงาน ไม่เกี่ยวกับเรื่องอาวุโสแม้รองอธิบดีดีเอสไออีก 2 คน จะมีความอาวุโสมากกว่า โดยเฉพาะนายธาริต เพ็งดิษฐ แต่เห็นว่าว่านายธาริสมีความเชี่ยวชาญด้านอื่นมากกว่า จึงจำเป็นต้องใช้คนที่เหมาะสมกับงาน

นายสมพงษ์ ยังย้ำว่า จะไม่มีการโยกย้ายนายจรัญ ภักดีธนากุล พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมตามที่มีข่าวแพร่สะพัดออกไปในขณะนี้ โดยยืนยันว่าไม่เคยคิด อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวท้าให้นายสมพงษ์สาบานว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ปฏิเสธที่จะสาบาน โดยอ้างว่าตนเองไม่เหมือน นายกรัฐมนตรีดังนั้นจึงอยากวิงวอนของความเป็นธรรมให้ตนเองด้วย (25/02/51)


มท.ข้องใจกลุ่มพันธมิตรขู่กดดันรัฐบาล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้องใจพันธมิตรขู่ชุมนุมกดดันรัฐบาล ย้อนถามไหนบอกว่าจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน พร้อมย้ำจะเดินทางไปรับอดีตนายกฯด้วยตนเองแน่นอนถ้ากลับไทย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขู่จะชุมนุมเคลื่อนไหว เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในเรื่องต่างๆว่า เป็นสิทธิที่จะทำได้ ไม่ขัดขวาง และจะส่งรถสุขาไปบริการให้ด้วย

แต่ทั้งนี้อยากถามว่ากลุ่มพันธมิตรเคยบอกว่าจะให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานก่อน แต่ทำไมจึงคิดจะออกมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม การจะออกมาเคลื่อนไหวเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะหากกลุ่มคนรักทักษิณออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้เช่นกัน และไม่คิดว่าจะเกิดการเผชิญหน้า แต่ทั้งนี้เห็นว่ายังเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป

ร.ต.อ.เฉลิม ยังยืนยันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศ พร้อมไปรับที่สนามบินด้วยตนเองแน่นอน และคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ แต่จะต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัย ตามที่เคยพูดไว้ในการหาเสียง ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากจะมีการไปชุมนุมก็เป็นเรื่องของความชื่นชอบ ไม่ใช่การปลุกระดม และเชื่อว่าไม่น่าจะมีมือที่ 3 มาสร้างสถานการณ์ แต่อาจจะมีคนอิจฉาริษยาบ้างเท่านั้น (25/02/51)


“สมพงษ์” ปัดข่าวจ้องเด้ง “จรัญ” [25 ก.พ. 51 - 03:26]

หลังจากที่มีการย้ายฟ้าผ่านายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปเป็นรักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ทำให้สังคมจับตามองว่ารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะย้าย ข้าราชการคนอื่นที่ได้ดิบได้ดีจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มาจาก การทำรัฐประหารหรือไม่ โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ตกเป็นเป้าถูกกดดันมากที่สุดนั้น ล่าสุด นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า ยังไม่เคยคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม

สมพงษ์ระบุยังไม่คิดโยก จรัญ


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ถึงการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปรักษาการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ว่า จะแถลงข่าวและตอบข้อซักถามทุกข้อสงสัยในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ. เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากได้รับคำถามมามากมายในช่วง 2-3 วันนี้ ดังนั้น จะขอพูดทีเดียว โดยจะชี้แจงถึงเหตุผล รวมทั้งข้อกฎหมายต่างๆ


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ออกมาพูดถึงอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนขั้ว พร้อมทั้งระบุว่าไม่รู้สึกอะไรหากต้องถูกโยกย้ายเช่นเดียวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสมพงษ์ตอบว่า ณ วันนี้ยังไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็จะให้ความมั่นใจกับนายจรัญ


สยามสามก๊ก

"สามก๊ก" เรื่องราวของการเมืองในเมืองจีนโบราณ..แต่ก็เป็นการเมืองในเกือบทุกเมือง ทุกยุค ทุกสมัย
หาก...จับตามองการเมืองไทย...ในยุคที่มี 7 พรรคครองแผ่นดิน...ดูเหมือนว่าจะเป็น 7 ก๊ก..7 พรรค คือ พลังประชาชน-ประชาธิปัตย์-ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน-มัชฌิมาธิปไตย-ประชาราช และรวมใจไทยชาติพัฒนา..
หากแบ่งเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลแล้ว..ดูเหมือนว่าน่าจะเหลือเพียง 3 ก๊กเท่านั้น...หากเกิดวิกฤติการณ์การเมืองขึ้นมา
ต้องไม่ลืมว่า...ตัวเลขผู้แทนในรัฐสภา..พรรคพลังประชาชนยังไม่ถึงครึ่งยังไม่เกินกึ่ง..เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์..
ดังนั้น หากมีญัตติไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นมา..พรรคร่วมทั้งหลายจะกลายเป็น "ก๊กที่สาม" ซึ่งมีอำนาจตัดสินการอภิปราย..ว่าจะรับรองหรือไม่...
หากไม่..รัฐบาลก็ล้ม
ในพรรคพลังประชาชนวันนี้..จากการที่เป็นพรรคใหญ่ที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมาก...เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของพรรคที่แยกตัวออกมา..
รัฐบาลใหม่..ก็จะเกิดขึ้นมา และแข็งแรงพอเพียงที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้
และยิ่งเมื่อการจัดสรรปันส่วนในเรื่องตำแหน่งการเมืองของพรรคพลังประชาชนไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น..ผู้ที่เสียสละเพราะโดนบีบบังคับ ย่อมจะพกพาความคับแค้นใจไว้เป็นไฟสุมอก
รอวันปะทุเมื่อถึงเวลา
ใครๆ ที่คิดว่า..พรรคพลังประชาชนมั่นคงแน่นหนา จนเกินกว่าจะล้มคว่ำลงได้นั้น..จะต้องจับจ้องมองดูให้รอบคอบกว่านี้
การฉกฉวยเรียกร้องประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว...ความไม่ยุติธรรมในการบริหาร จะกลายเป็นปัญหาของพรรคในวันข้างหน้า...
และหากรัฐบาลกลับข้าง
ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง..จะได้ดีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..นั่นยิ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาได้
แน่นอนว่า...ประชาธิปัตย์ย่อมจะไม่ไว้วางใจ สมัคร สุนทรเวช...และรัฐมนตรีร่วมคณะอีกหลายท่าน...และคงไม่ยกเว้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง..
รัฐธรรมนูญบัญญัต้ไว้ว่า..ระหว่างญัตติไม่ไว้วางใจ..นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาไม่ได้..
วันนี้รัฐบาลใหม่..รอแค่ "งูเห่า" ตัวใหม่เท่านั้น-จบ


พญาไม้

///////////////////////////////

คอลัมน์: พญาไม้ ทูเดย์ : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 ก.พ. 2551

ล้างคราบเผด็จการ

หากย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพียงแค่รายเดียว แล้วไม่กล้าย้ายคนอื่นอีก กลัวว่าหนังสือพิมพ์จะรุมด่าว่ารังแกข้าราชการล่ะก็ ต้องเรียกรัฐบาลนี้ว่า "รัฐบาลปอดแหก"

เป็นความชอบธรรมอย่างยิ่งที่รัฐบาล ซึ่งประกาศตนยืนตรงข้ามกับเผด็จการ คมช. จะโยกย้ายคนที่รัฐบาลเผด็จการ และ คมช. แต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ ด้วยความอคติ ให้ออกไปจากตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งหมด

เป็นความไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง หากว่ารัฐบาลที่ประกาศไม่เอาเผด็จการ แต่จะเอาคนของเผด็จการ คนที่เคยค้อมคำนับรับใช้เผด็จการด้วยความยินดีและเต็มใจยิ่ง มาเป็นมือไม้ทำงานให้แก่ตนเอง

เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ซึมซับคราบความสกปรกที่เผด็จการทิ้งไว้ และเดินตามรอยของเผด็จการ หากแต่ต้องกำจัดและชำระล้างคราบความสกปรกที่เผด็จการทิ้งไว้ให้หมดไป

ก่อนที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่ว่าจะรัฐบาลประชาธิปไตย หรือรัฐบาลเผด็จการ ก็ต้องเรียกหาเรียกใช้ข้าราชการจำพวกนี้เหมือนกัน

ยังมีข้าราชการอีกมากมายหลายคน ที่เสนอหน้าอาสารับใช้เผด็จการ คมช. และรัฐบาลเผด็จการ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีอคติ ไม่เป็นธรรม แต่กลับได้ดิบได้ดีเพราะวันๆ เฝ้าแต่เลียแข้งเลียขาเผด็จการ จนเติบใหญ่เป็นอธิบดีก็มาก เป็นปลัดกระทรวงก็มี

ข้าราชการจำพวกนี้ไม่มีสิทธิแม้กระทั่งจะประกาศตนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกต่อไป เนื่องเพราะได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นระบอบอื่น ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่ข้าราชการเหล่านั้นกลับไปสนับสนุนผู้โค่นล้มทำลายระบอบประชาธิปไตย จึงหมดสิ้นแล้วซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะทำตัวของตัวเองให้กลายเป็นคนของระบอบเผด็จการ

ในขณะที่มีข้าราชการดีๆ อีกมากมาย ที่ถูกเผด็จการกลั่นแกล้ง รังแก โยกย้ายออกจากตำแหน่งเดิมโดยไม่มีความผิด และยังถูกตั้งกรรมการสอบสวนจะเอาผิดให้ได้ ทั้งทางวินัย อาญา แพ่ง บางคนถูกไล่ออกจากราชการ บางคนถูกให้ออก บางคนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ากระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นว่าข้าราชการเหล่านี้เคยทำงานให้กับรัฐบาลที่ถูกเผด็จการใช้อาวุธปล้นอำนาจและโค่นล้มลงไป

เสียงที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และประกาศตนยืนตรงข้ามกับเผด็จการมาแต่แรก พึงจะต้องฟังคือ เสียงของข้าราชการที่ถูกกลั่นแกล้ง รังแก และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบอบเผด็จการ มากกว่าเสียงของข้าราชการที่เติบโตและมีอำนาจขึ้นมาจากระบอบเผด็จการ

เสียงของสื่อมวลชนที่นินทากล่าวหารัฐบาลใช้อำนาจรังแก กลั่นแกล้ง โยกย้ายข้าราชการของ คมช. ด้วยความไม่เป็นธรรมนั้น หากจะไม่เป็นธรรม ก็ไม่เป็นธรรมต่อ คมช. และผู้สนับสนุน คมช. เท่านั้น มิใช่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ตรงกันข้าม กลับเป็นความจำเป็นของรัฐบาลที่จะต้องทำให้ทุกคนได้เห็นเสียบ้างว่า ผู้ที่ละทิ้งศักดิ์ศรีข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยอมลดตัวมาเป็นคนของระบอบเผด็จการ คมช. หรือเผด็จการ คมช. ปรนนิบัติรับใช้เผด็จการทุกรูปแบบ ทุกแนวทาง ตามแต่จะตั้งโจทย์มาให้ว่าจะเล่นงานรังควานใครบ้าง จะต้องได้รับผลกรรมที่ทำไว้

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ข้าราชการอื่นๆ อีกต่อไป และเพื่อให้ผู้รับใช้เผด็จการได้เข็ดหลาบกันเสียบ้างว่า การรับใช้เผด็จการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะได้รับผลเช่นไร

อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการสกัดกั้นความคิดมักใหญ่ใฝ่สูงของข้าราชการบางคน บางกลุ่ม ที่คิดจะเลียนแบบรุ่นพี่ คิดจะโตทางลัดด้วยการยุแหย่ให้มีการยึดอำนาจ และเข้าไปทำงานรับใช้เผด็จการ เลิกคิด หรือคิดให้น้อยลง และช้าลง
เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทำให้เห็น เพื่อที่คณะเผด็จการที่กำลังจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ในรุ่นต่อไป จะได้ตระหนักบ้างว่า แม้จะยึดอำนาจได้ แต่ก็ยากลำบากมากขึ้นที่จะหาข้าราชการมารับใช้เช่นในอดีตที่ผ่านมาและเพิ่งผ่านไป

ยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเช่นนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ถูกโยกย้าย กลั่นแกล้ง รังแก และถูกสอบสวน เพื่อหาทางเอาผิดและลงโทษให้ได้ จนอนาคตราชการได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ เสียโอกาสที่จะเติบโตตามสายงาน ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำตัดสินว่าเป็นกระทำความผิด

น่าดีใจที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แสดงท่าทีว่าพร้อมจะให้ข้าราชการที่ไม่มีความผิด พ้นพงหนามที่ระบอบเผด็จการนำมาล้อมตัวไว้

แต่การคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ไม่มีความผิดอย่างเดียวไม่น่าจะพอ ควรจะมีการเยียวยา ชดเชยให้กับความเสียหายที่แต่ละคนได้รับอย่างสมควรแก่เหตุและผลด้วย และจะต้องลงโทษข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ ตามสมควรแก่พฤติกรรมของแต่ละคนเช่นกัน

ไม่ใช่มีเพียง นายสุนัย มโนมัยอุดม ที่ถอดครุยผู้พิพากษามารับใช้เผด็จการ ยังมีข้าราชการอีกหลายคนที่รัฐบาลจะต้องไปตรวจสอบพฤติกรรมในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมาว่า ได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง หรือทำประโยชน์ให้แก่เผด็จการมากกว่ากัน
งานนี้ต้องฟันกันให้ถึงรากถึงโคน จึงจะได้ผล

โดย : นายกอ

//////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับประจำวันที่ 25/02/2551

เปิดหลักฐาน ปราโมช รัฐวินิจ อุ้ม สนธิ ลิ้มทองกุล โผล่ช่อง 11

ได้เวลากำจัดลิ่วล้อบริวาร เครือข่ายเผด็จการ แล้วครับ

ประดาบ จะสอยทีละคน ทีละราย ไปเรื่อยๆ จนกว่าหลักฐานในมือจะหมดไป

รายแรกเริ่มกันที่ ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อุทิศตนเป็นกระบอกเสียงของเผด็จการคมช. แลกกับตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

...................................

นับแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ซึ่งหน่วยงานหลักที่ต้องกับดูแลก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ ก็ปรากฎคำถามอื้ออึงบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ...

“อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะรอดไหม จะอยู่ได้สักกี่วัน"

หนังสือพิมพ์บางรายออกข่าวล่วงหน้าไปก่อนแล้วว่า “ปลดแน่ ย้ายชัวร์”

โทรทัศน์บางช่อง เสนอข่าวใหญ่ไปแล้ว “ปลดอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แล้ว”

แทบจะไม่มีใครในวงการสื่อเชื่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะอยู่ได้ ไม่ถูกปลด ถูกย้าย แม้แต่รายเดียว

ทำไมเพื่อพ้องน้องพี่ในวงการสื่อ ทั้งสื่อรัฐ และสื่อเอกชน จึงเชื่อเช่นนั้น

แน่นอน ย่อมต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดความเชื่อเช่นนี้

กระทั่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เอง วันที่ไปแสดงความยินดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ยังตอบคำถามนักข่าวที่ยิงคำถามใส่ว่า ทำใจได้หรือยังหากถูกปลด ว่า “ไม่ได้กังวล เป็นข้าราชการ อยู่ตรงไหนก็ได้”

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตอบแบบนี้ ภาษานัก(เลง)ข่าว ฟันธงทันที “โดนแน่ ไม่มีทางรอด”

หากจะว่ากันไปแล้ว ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนปัจจุบัน เป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนแรกที่เติบโตมาจากสายงานข่าว และเป็นนักข่าวภาคสนาม คลุกคลีกับนักข่าวรุ่นใหญ่ๆ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ของหนัง สือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศ มาช้านาน

จึงเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เมื่อได้ยินได้ฟังว่าเพื่อนฝูงในวงการไม่ได้อนาทรร้อนใจกับชะตากรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ มากนัก อาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมของปราโมช ในห้วงเวลาที่เผด็จการเรืองอำนาจ

ปราโมช ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ถวายตัวรับใช้คุณพ่อเผด็จการคมช. อย่างสุดจิตสุดใจ

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนสั่งปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ของชินวัฒน์ หาบุญพาด และ วิทยุชุมชนคนรู้ใจ ของชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนคลื่นหลักของคนรักทักษิณ และดำเนินคดีทั้งกับ ชินวัฒน์ และ ชูพงศ์ ข้อหาจัดรายการวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่เนื้อหารายการที่ทำให้สังคมแตกแยก ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า ทั้งสองสถานีนี้ สัมภาษณ์นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศข้ามทวีปจาก ลอนดอน มา กรุงเทพฯ แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระบบออนไลน์ ให้คนรักทักษิณ ได้ชุ่มชื้นหัวใจ

ปราโมช รัฐวินิจ ชี้ว่า คำสัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าคิดถึงบ้าน อยากให้คนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน อภัยให้กัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 80 พรรษา จะสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทย

ในขณะที่ วิทยุชุมชน 92.25 ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ 97.75 ของสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวหาโจมตีนายกฯทักษิณ ใช้ความเท็จสร้างความเกลียดชังนายกฯทักษิณ และทำให้สังคมแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ และยังออกอากาศมาได้จนถึงทุกวันนี้

กระทั่งการยึดไอทีวี มาเป็นของรัฐ แล้วแปลงสภาพไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตกเป็นเครื่องมือสื่อสาร ของสื่อมวลชนผู้ฝักใฝ่เผด็จการ ที่นำโดยเทพชัย หย่อง ก็เป็นฝีมือของปราโมช รัฐวินิจ คนนี้นี่เอง ที่เป็นทั้งผู้วางแผน เดินเกม และลงมือด้วยตนเองทุกขั้นตอน

รวมไปถึงการสั่งซื้อสารคดีมาเผยแพร่ในช่วงที่โทรทัศน์สาธารณะ เปิดสถานีในช่วง 15 วันแรก จำนวน 100 ตอน มูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจ ก็เป็นฝีมือของปราโมช เช่นเดียวกัน เป็นการซื้อโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องสอบราคา และซื้อตามความพึงพอใจของตนเองเพียงคนเดียว

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่สั่งการเด็ดขาด สกัดกั้นการออกอากาศของ พีทีวี ถึงขั้นประกาศลั่นว่า หาก พีทีวี ออกอากาศ จะถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเป็นโทรทัศน์เถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน และจะต้องมีคนไข้ขึ้นแน่ๆ

วันนี้ พีทีวี ออกอากาศได้แล้ว ปราโมช รัฐวินิจ ไม่เห็นรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่เห็นขึงขัง สั่งปิด สั่งจับ เหมือนเมื่อวันวาน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการตัดสินใจของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์ คนนี้ แต่ที่แน่ๆ มีคนเห็นปราโมช รัฐวินิจ มีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ เกือบทุกวัน นับตั้งแต่จักรภพ เพ็ญแข มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์

กลับตัวแล้ว แต่กลับใจ ให้เลิกฝักใฝ่เผด็จการ ไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป

อันที่จริงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้มา ก็หามีความสง่างามไม่ เพราะได้มาจากการกอดแข้งกอดขาเผด็จการ แล้วยุแหย่ให้ปลด ดุษฎี สินเจิมศิริ ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ไม่มีความผิดอะไร แล้วก็เสนอตัวเองนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทน พร้อมกับเงื่อนไข จะให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม จะให้น้อมรับคำสั่งอะไร ทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว คือ ขอเป็นอธิบดีเท่านั้น

เมื่อคุณพ่อเผด็จการคมช. มาด่วนตายจากไป ปราโมช ก็คงต้องทำใจ เตรียมใจไว้แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากไปดูที่ห้องทำงาน อาจจะได้เห็นกล่องเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว

แต่หากมองโลกในแง่ดี การสั่งห้ามพีทีวี ออกอากาศ กลับทำให้กระแสความตื่นตัวของคนรักทักษิณ และแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะทนไม่ได้กับคำสั่งของเผด็จการและข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ อย่างปราโมช รัฐวินิจ จนกลายเป็น นปก. และเป็นขุมกำลังหลักขับไล่เผด็จการ ในที่สุด

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้เอง คือคนที่เชื้อเชิญ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าลัทธิ “ยามเผาแผ่นดิน” พร้อมทั้งพลพรรค เอเอสทีวี มาจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าเวลา

ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่นำเวลาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปมอบให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ เรียกได้ว่าเป็นการยกของหลวงให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ใช้ด่าคนออกอากาศ โกหกออกโทรทัศน์ ฟรีๆ

เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ก่อตั้งกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา เนื่องจาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จะต้องถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์เถื่อน และเป็นสถานี โทรทัศน์ที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ภาพและเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และผิดกฎหมาย

แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว เพื่อจะให้ได้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปราโมช ทำได้ทั้งนั้น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็ต้องตอบแทนทุกอย่างที่คุณพ่อเผด็จการคมช. ต้องการ แม้กระทั่งตบหน้าตัวเองในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และย่ำยีหัวใจและศักดิ์ศรีคนกรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องถ่ายทอดสัญญาณรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เพื่อขยายผู้ชมอันจำกัด เฉพาะสาวกผู้งมงายของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประชาชนทั่วประเทศ

การกระทำของ ปราโมช รัฐวินิจ ในครั้งนั้นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ เป็นความด่างพร้อยของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และกรมประชาสัมพันธ์อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์ จะทำเช่นนั้นได้

จากหลักฐาน 2 แผ่น ที่สืบค้นมาได้ เป็นหนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึง รัตนบุรี อติศัพท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นหนังสือของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ นร 0201.02 / 22 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 มีใจความสาระสำคัญ ว่า...

นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (วิญญูชนจอมปลอม) ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ติดต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการจัดทำรายการ ได้ข้อสรุปดังนี้

1. จัดรายการวิเคราะห์ข่าว ชื่อ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.

2. ผู้ดำเนินรายการคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีพิธีกรผู้ช่วยอีก 1 คน

3. ลักษณะรายการเป็นรายการสด โดยนำข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ชี้แจงทำความเข้าใจ หรือเชิญผู้รับผิดชอบมาสัมภาษณ์ออกอากาศ

4. รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่มีโฆษณาใดๆ แต่จะมีสปอตเผยแพร่กิจกรรมทางราชการออกอากาศในช่วงคั่นเวลา โดยส่วนจัดและควบคุมรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นผู้รัผบิดชอบสปอตของราชการที่จะออกอากาศ

5. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะผลิตรายการที่ห้องผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ถนนพระอาทิตย์ ส่งสัญญาณผ่านระบบใยแก้ว มาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ดำเนินรายการในการค้นคว้าข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล ในการจัดทำรายการ และอื่นๆ

6. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 – 13 พฤษภาคม 2550

เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ออกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 และสั่งให้โทรทัศน์ช่อง 11 รับสัญญาณจากเอเอสทีวี ออกอากาศในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ภายในวันเดียวกัน

ทำไมต้องรีบร้อนปานนั้น ก็ไม่อาจทราบได้

เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็สามารถสนองนโยบายและคำสั่ง ปราโมช ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ วิญญูชนจอมปลอม ซึ่งเป็นคนต้นคิดให้ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโผล่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง 11 ตอบคำถามนักข่าวช่อง 11 ประเด็นการเชื่อมสัญญาณภาพจากเอเอสทีวีมาออกอากาศที่ช่อง 11 ว่า

“ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการเชื่อมสัญญาณ ถ้าเชื่อมสัญญาณ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนจะดำเนินการ กรมประชาสัมพันธ์ได้ตรวจสอบอะไรที่ขัดกับข้อกฎหมาย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนไม่ให้มีข้อที่ขัดต่อข้อกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ปัญหาตกแล้ว จึงได้อนุญาตให้ร่วมกันผลิตรายการได้ ข้อเท็จ จริงเป็นการร่วมผลิตรายการที่เป็นการจัดทำรายการนอกสถานที่ แล้วต่อสายตรงผ่านไฟเบอร์ออปติก มาที่ช่อง 11 โดยตรง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ ASTV”

นักข่าวช่อง 11 แย้งว่า ถ้าเป็นการร่วมผลิตรายการ หมายถึงจะต้องมีคนของกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปร่วมดำเนินรายการ แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ผลิตมาจากห้องส่ง ASTV ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นการร่วมผลิตได้อย่างไร นายธีรภัทร์ย้อนถามว่า "คุณมาจากไหนนะ" เมื่อได้รับคำตอบมาจากช่อง 11 ธีรภัทธ์ ก็เปลี่ยนประเด็น โบ้ยไปว่าเรื่องนี้ต้องถามอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

ธีรภัทร์ ชี้แจงอีกว่าการทำรายการนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่อยู่ในการตกลงกันของกรมประชาสัมพันธ์กับนายสนธิ โดยนายสนธิ อาจจะนำคนที่เขาเชื่อใจว่าทำงานได้สะดวกมาทำ เพราะว่าเขาต้อง การให้การวิเคราะห์ข่าวนั้นมีคุณภาพ เขาต้องมีข้อมูลป้อน และมีการแทรกภาพให้รายการมีสีสัน มีความน่าติดตาม

เรื่องการเชื่อมสัญญาณภาพนี้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ผลิตกันที่เอเอสทีวี แล้วมาออกากาศที่ช่อง 11 ก็มาด้วยการเชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่มาตามระบบใยแก้ว เนื่องจากรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ได้ออกอากาศเฉพาะที่ช่อง 11 หากแต่ยังออกอากาศที่ เอเอสทีวีด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการร่วมผลิตรายการกับช่อง 11 ลิขสิทธิ์ของรายการต้องเป็นของช่อง 11 เอเอสทีวีจะนำไปออกอากาศไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากช่อง 11 เท่านั้น

ไม่ว่าจะเชื่อมสัญญาณหรือไม่เชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่มีความสลัก สำคัญอันใด เมื่อเทียบกับการที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต้องรับสัญญาณภาพจากเอเอสทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์เถื่อน และเป็นจำเลยของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังสู้คดีกันอยู่ในศาล มาเผยแพร่ให้ประชาชนรับชม โดยใช้เวลาและสถานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ

เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์ได้ยอมรับสถานะของเอเอสทีวี ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไปแล้ว

นอกจากใช้ฟรีแล้ว ยังเป็นการใช้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับความเสียหาย และใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ ขยายความบาดหมางให้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ อย่างรุนแรง

หากจะพิจารณากันแล้ว ลำพังพิษจากน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พ่นผ่านเอเอสทีวี ไม่น่าจะทำให้พิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ แต่เมื่อได้รับความอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากกรมประชาสัมพันธ์ โดย ปราโมช รัฐวินิจ ก็ช่วยแพร่กระจายพิษให้ไปไกลทั่วประเทศ ทำให้สถานี โทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งควรจะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ในฐานะสถานี โทรทัศน์แห่งชาติ กลายสภาพเป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อถือ

พฤติกรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ ดังที่ยกมานี้ คงเพียงพอแล้วกระมังที่รัฐบาล จะใช้ความกล้าหาญและความชอบธรรม ตัดสินว่าอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่วัน

แต่ขอให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ทุกวันที่ช้าออกไป ทุกนาทีที่ปราโมช รัฐวินิจ ยังนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการทำร้ายจิตใจคนรักทักษิณ อย่างร้ายแรง และเป็นการปล่อยให้เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ มีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ และจะกลับมาทำร้ายรัฐบาลและประชาชนที่มาจากระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งในอนาคต

ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วครับ ท่านรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข

นอกเสียจากว่า ท่านจะหันมาคบหาบริวารเผด็จการ เป็นมิตร เสียแล้ว


ประดาบ

จาก hi-thaksin

จรัลแนะกห.พิจารณาโยกย้ายทหารรอบครอบ

จรัล ดิษฐาอภิชัย แนะกระทรวงกลาโหมพิจารณาโยกย้ายนายทหารอย่างรอบครอบไม่ให้หน่วยที่คุมกำลังมีอำนาจมากเกินไปเพื่อป้องกันการทำรัฐประหารโดยง่าย

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีต กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวแสดงความเห็นในตอนหนึ่งของการเสวนาหัวข้อเรื่องจาก รสช.สู่ คมช. เราจะป้องกันการรัฐประหารได้อย่าวไรว่า กระทรวงกลาโหม หรือ รัฐบาลจะต้องคิดหรือทบทวนดูแลในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายทหารของกองทัพ ในช่วงเดือนเมษายน นี้ ไม่ให้มีการโยกย้ายนายทหารอย่างง่าย ๆ โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และนายทหารระดับนายพัน ขึ้นไป เพราะว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาทั้งหมด ประสบความสำเร็จ เพราะนายทหารที่กุมกำลังตอบสนองการรัฐประหาร รวมถึงหากไม่ต้องการให้การรัฐประหารเกิดขึ้นอีก ต้องไม่ให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อำนาจมากเกินไป

ขณะเดียวกัน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิก วุฒิสภากล่าวแสดงความเห็นว่า อยากหวังให้ภาคประชาชนที่เป็นพลังของประชาชน ออกมาร่วมกันต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ