WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 25, 2008

ผบ.ทบ.ยืนยันทหารปฏิบัติหน้าที่ตามปกติไม่ยุ่งเกี่ยวการเคลื่อนไหวการเมือง

ลพบุรี 25 ก.พ.-ผบ.ทบ.หวังทุกฝ่ายจะร่วมกันทำให้เกิดความเรียบร้อยในบ้านเมือง กรณี “พ.ต.ท.ทักษิณ” เดินทางกลับประเทศ ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ระบุทหารจะปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวใด ๆ จนกว่าจะมีคำสั่งจากรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ก.พ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปร่วมงานวันรบพิเศษ ครบรอบ 42 ปี ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี โดยได้วางพวงมาลาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มอบรางวัลกำลังพลดีเด่น ชมการแสดงการสาธิตขีดความสามารถของหน่วยและยุทโธปกรณ์

พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นข้อเสนอ 7 ข้อ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศ โดยคาดหวังว่าสังคมคงร่วมกันทำให้ความสงบเรียบร้อย ในส่วนของผู้ที่จะมาแก้ต่างคดี ก็มีสิทธิโดยตรงที่จะมาดำเนินการ คนอื่นต้องอยู่ในความสงบ ปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามขั้นตอน

“ผมไม่ทราบเรื่องที่มีการมองว่า มีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และไม่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มใด หากไม่มีการสั่งการ ทหารก็ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของทหาร จะไม่ปฏิบัติการอะไร ที่ไม่ใช่คำสั่งจากรัฐบาล และภายในกองทัพก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวว่า หลังจากรับมอบนโยบายจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เช้าวันนี้ (25 ก.พ.) แล้ว ไม่ได้มีการหารืออะไรนอกรอบเป็นพิเศษ เป็นเพียงการหารือถึงการจะเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเท่านั้น ส่วนการหารือวงเล็ก เกี่ยวกับกรอบการทำงานของกองกำลังรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) นั้น นายกรัฐมนตรียังไม่ได้นัดหมายเวลา

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากข้าราชการคนใดไม่ได้รับความเป็นธรรม จากเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549 ให้ร้องขอความเป็นธรรมได้ จะมีผลต่อการพิจารณาโยกย้ายนายทหารกลางปีหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มี และที่นายกรัฐมนตรีกล่าวเช่นนั้น ไม่ได้ทำให้รู้สึกลำบากใจในการพิจารณาปรับย้ายในกองทัพ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-25 18:29:49

จักรภพ ไม่สนข้อวิจารณ์แทรกแซงสื่อ

กรุงเทพฯ 25 ก.พ.- นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น กรณีที่ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโจมตีว่า รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน โดยให้เหตุผลว่า กลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เคยทำให้บ้านเมืองต้องแตกแยก และการมาทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มีจุดประสงค์ที่จะเข้ามาสร้างความสมานฉันท์ และความสามัคคีในบ้านเมือง


“ประชาชนทั้งประเทศจะเป็นผู้ตัดสินได้เองว่า สิ่งที่ผมถูกต่อว่าพาดพิง เป็นความจริงหรือไม่ และอยากให้คนที่ออกมาพิพากษ์วิจารณ์ ย้อนกลับไปดูตัวเองว่า ใครกันแน่เป็นบุคคลที่นำบทบาทของสื่อมวลชน มารับใช้ความเชื่อส่วนตัวทางการเมือง จนทำให้คนทำหน้าที่สื่ออื่นๆ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามไปด้วย” นายจักรภพ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-25 18:20:10

ปชป.เรียกสมเกียรติเคลียร์ ร่วมพันธมิตรต้านทักษิณ [25 ก.พ. 51 - 16:42]

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าววันนี้ (25 ก.พ.) ถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันการเคลื่อนไหวในต่างประเทศ และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจว่านโยบายและการทำงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โดยต้องระมัดระวังในการแสดงตัวทางการเมือง เนื่องจากมีสถานะเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะการแทรกแซงองค์กรต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจส่งผลต่อความเคลือบแคลงสงสัย และอาจเป็นเงื่อนไขไปสู่ความขัดแย้ง

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อกรณี เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงคัดค้านการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เป็นสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมเรียกนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาหารือในประเด็นทางการเมือง ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ วันพรุ่งนี้ หลังเข้าร่วมแถลงข่าวดังกล่าวกับเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


ตะลึงมิ่งขวัญเป็นลมกลางวงสัมมนา หน้าผากแตก [25 ก.พ. 51 - 15:26]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายที่ผ่านมา (25 ก.พ.) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นลมล้มลงระหว่าง ร่วมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "มองไปข้างหน้ากับรัฐบาลใหม่" ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดย กล่าวต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช นายรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ ถึงนโยบายของกระทรวงเศรษฐกิจ ว่า จะสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยว 350,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นายมิ่งขวัญ กล่าวก่อนเป็นลมล้มลงว่า ตนรู้สึกไม่สบาย และยืนเกาะโพเดียมชั่วขณะ ก่อนล้มลงท่ามกลางผู้ร่วมสัมมนาหลายร้อยคน หน้าผากมีแผลแตก ทำให้พิธีกรต้องประกาศถามหาแพทย์ที่ร่วมอยู่ในห้องสัมมนาเพื่อเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้วิ่งเข้าไปช่วยปฐมพยาบาล ใช้เวลาประมาณ 3 นาที ทำให้นายมิ่งขวัญอาการดีขึ้น ก่อนนำตัวลงลิฟต์ของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ไปรักษาอาการต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ

คนวันเสาร์ฯพร้อมเคลื่อนพล ชนเครือข่ายพันธมิตร [25 ก.พ. 51 - 17:34]

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าววันนี้ (25 ก.พ.) กรณีเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยอ้างพฤติกรรมของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหุ่นเชิด และคัดค้านการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า บ้านเมืองไม่ใช่ของคนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม รู้สึกแปลกใจว่าเมื่อครั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมาปฏิวัติ เหตุใดกลุ่มดังกล่าวจึงไม่เคลื่อนไหว แต่กลับออกมาเคลื่อนไหวในขณะที่ประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เชื่อว่าประชาชนกว่า 10 ล้านคน ที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน คงไม่ยอม

อดีตแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าวด้วยว่า ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน และคนไทยคนหนึ่ง ขอประกาศว่า หากเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวเมื่อใด ก็พร้อมจะออกมาเผชิญหน้าเช่นกัน และขอเป็นแกนนำในการนำกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คงไม่สามารถปลุกกลุ่มผู้ชุมนุมได้เช่นในอดีตที่ผ่านมา


ด้าน นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานชมรมคนรักทักษิณ กล่าวเรื่องเดียวกันว่า เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่สร้างสะพานให้ คมช. ดำเนินการปฏิวัติ มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิวัติ ดังนั้น เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยควรที่จะยุติบทบาทสร้างความแตกแยกในสังคม ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารราชการแผ่นดิน หากรัฐบาลดำเนินการอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็มีรัฐสภา หรือฝ่ายค้านเป็นผู้ตรวจสอบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าประชาชนจะไม่ให้การสนับสนุนกลุ่มคนกลุ่มนี้อีกต่อไป เพราะประชาชนได้รับรู้พฤติกรรมเบื้องหลังต่างๆว่าเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นกองหน้าของคณะปฏิวัติ


‘มท1'เดินหน้าจัดระเบียบกทม.

วันนี้(25 ก.พ.)ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวหลังประชุมร่วมกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในโอกาสที่เดินทางมามอบนโยบายให้กับกรุงเทพมหานคร(กทม.)ว่า ได้มอบนโยบายให้ กทม. เร่งดำเนินการใน 5 ด้าน คือ
1.ให้เร่งปราบปรามยาเสพติดแบบเด็ดขาด เฉียบขาด แต่ไม่รุนแรง ไม่ฆ่าตัดตอน ให้ควบคุมสถานบันเทิง โดยให้เปิดไม่เกินเวลา 02.00 น. ซึ่งต้องเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ 2.ด้านการใช้กฎหมาย ให้ กทม. ชี้จุดที่เป็นแหล่งผิดกฎหมายให้ตำรวจ และหากตำรวจเพิกเฉยให้แจ้งตนเองโดยตรง เพื่อส่งเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการขั้นเด็ดขาด 3.ด้านธรรมชาติ ให้เร่งคืนธรรมชาติสู่ท้องถิ่น แม่น้ำลำคลองทุกแห่งต้องสะอาด 4. ด้านการดูแลชายฝั่งทะเล ให้เอาจริงกับการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล และ 5.ให้ กทม.ออกแบบและจัดสร้างจุดชมวิวขนาดใหญ่ของ กทม. เพื่อดึงการท่องเที่ยวที่สำคัญ ขณะเดียวกันกทม.ต้องเป็นเมืองที่ปลอดภัยไร้อาชญากรรม โดยให้เห็นผลทันทีในสมัยที่ตนเองยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่า การที่ตนเองและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคการเมืองต่างขั้วกัน ไม่ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานร่วมกัน พร้อมระบุส่วนตัวสนิทกับนายอภิรักษ์ ตั้งแต่ครั้งที่แข่งขันกันหาเสียงในการลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม.ครั้งที่ผ่านมา
จากนั้นร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ซึ่งนำโดย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงเรือตรวจสภาพลำน้ำเจ้าพระยา ตามโครงการป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา และการดำเนินงานโครงการเรารักเจ้าพระยา โดยเริ่มจากท่าเรือสะพานพุทธยอดฟ้าไปยังสะพานพระราม 7 และวนกลับมาที่ท่าเรือของคลองการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ นายชัยนาท นิยมพลู ผู้อำนวยการคลองพัฒนาระบบหลัก สำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ได้รายงานว่า กรุงเทพมหานคร ได้มีการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 77 กิโลเมตร และขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 68.5 กิโลเมตร คาดว่าก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากในปีนี้ จะสร้างเสร็จอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2553
สำหรับส่วนที่ยังดำเนินการก่อสร้างไม่เสร็จ ยังพบปัญหาการรุกร้ำพื้นที่ลำน้ำ โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่คลองบางเขน ถึงคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งบริเวณดังกล่าว เมื่อถึงเวลาหน้าน้ำหลากจะใช้กระสอบทรายเป็นแนวกั้นน้ำชั่วคราวจนกว่าจะสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมถาวรเสร็จ


จาก hi-thaksin

ไม่ว่าเกมการเมืองขณะนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนประเทศนี้เรียนรู้คือ "ยอมรับผลการเลือกตั้ง"

บทความโดย ..ลูกชาวนาไทย



ทันที ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้ง หรือกลุ่มอำมาตรยาธิปไตย และสื่อมวลชนสายอำมาตย์ทั้งหลาย ก็เดินเกมการเมืองถล่มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชทันที

เราจะเห็นตั้งแต่การเริ่มยึด TPBS ของ "สื่อมวลชนสายอำมาตย์" ทั้งหลาย และเริ่มขยายผล กรณี 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมาทันที และก็มีการประสานเสียงไปยังเหล่าพวกพ้องทั้งหลาย มีการรับลูกส่งลูก จนเราสังเกตุกันเห็นได้ชัดว่าทำเป็นขบวนการ มีคนหนึ่งร้อง ที่เหลือกก็รับลูกกันในทันทีเหมือนกัน

กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร อย่าง นายสุริยะใส ที่คอยเป็นหมากของพวกสื่อสายอำมาตย์เหล่านี้ เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล ก็เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างกระแสขึ้นในทันที

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมเห็นว่า มันเป็นเกมการเมืองที่พยายามสร้างขึ้น เหมือนกับเป็นการ “เริ่มยกที่สามของการต่อสู้ทางการเมืองที่ไม่จบยอมจบสิ้น” ต่อไปอีกในประเทศนี้ เพื่อให้การขัดแย้งกันขยายผลออกไปอีก คือ ยังจะเล่นไม่รู้จักเลิกนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกล่าวถึงมานั้นคือ การเดินเกมของพวกชนชั้นนำในกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย อาจจะเกิดจากการวางแผนกัน หรือการเล่นการตามจังหวะก็ได้ ดรงนี้ผมไม่รู้ แต่พอประเมินได้ว่า มีการพยายามพลิกเกมเพื่อให้ฝ่ายของตนกลับมาอีก

แต่กระแสอีกอันหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ จากประชาชนเดินถนนทั่วไปของทั้งสองฝ่ายคือ "ความเบื่อหน่ายของประชาชน ต่อความขัดแย้งที่ไม่รู้จักจบสิ้น" และไม่ได้นำไปสู่อะไร นอกจากความเดือดร้อนของชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้นำพาประเทศชาติก้าวหน้าไปสู่สิ่งใดทั้งสิ้น นอกจากความฉิบหายของประเทศ

ตัวอย่างชัดเจนของคนที่ทำงานผม พวกที่เกลียดทักษิณ และเชียร์ ปชป. ที่ผมเรียกเป็นกลุ่ม "แม่บ้าน" (ไม่ใช่แม่บ้านของสำนักงาน แต่ผมเรียกพวกผู้หญิงหัวอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย) ตอนนี้ยอมรับแล้วว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และการเล่นนอกกติกานั้นไม่มีทางทำให้วิกฤตการณ์จบไปได้ เมื่อฝ่าย พปช. ชนะในการเลือกตั้ง คนเหล่านี้เรียนรู้ในหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาว่า "ต้องยอมรับผลของการเลือกตั้ง" เพราะไม่อย่างนั้นวิกฤตการณ์ไม่จบสิ้น

สิ่งที่พวกแม่บ้านคุยกับผมอีกอย่างหนึ่งคือ แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ชอบพรรค พปช. อยู่ แต่พวกเขาก็ไม่เห็นด้วยกับเกมการยุบพรรคอีกแล้ว เพราะพวกเขารู้ดีว่า มันไมได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น เพราะมันก็จะเกิดพรรค พปช. ชื่อใหม่อีก แต่การเมืองไม่ได้เปลี่ยนขั้วแต่อย่างใด เป็นเกมการเมืองที่ไม่ได้นำไปสู่อะไรทั้งสิ้น นอกจากจุดไฟแค้นของทั้งสองฝ่าย ว่าเล่นไม่รู้จักเลิก

สรุปแล้ว คนเหล่านี้เรียนรู้ที่จะยอมรับว่า การเมืองต้องเป็นไปตามกติกา และเปิดโอกาสให้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวชทำงานไป

พวกแกนนำกลุ่มอำมาตย์ทั้งหลาย จะปลุกกระแสอย่างไร ผมเห็นว่าตอนนี้ประชาชนจะนิ่งเฉยครับ หรือเลิกสนใจไปเลย เพราะพวกเขาเบื่อหน่าย

เขาได้รัฐบาลมาจากเลือกตั้งแล้ว ประเทศเข้าสู่เส้นทางปกติที่ชนชาวโลกทั้งหลายเขายอมรับกันแล้ว จะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลอย่างไรก็ตาม ผมว่าประชาชนส่วนใหญ่อดทนและรับได้แล้วครับ ไม่บ้าไปตามกลุ่ม "พันธมิตรเพื่อรัฐประหาร" หรือ "สื่อเสี้ยม" ทั้งหลายอีกแล้ว

จะเห็นได้ว่า ไฟ 6 ตุลาคม 2519 ก็เห็นแค่เล่นโยนกันไป โยนกันมาในสื่อเท่านั้น มีองค์กรที่เป็นตัวแสดงของคนพวกนี้ ลุกขึ้นมารำตามเล็กน้อย แต่ผมเห็นชาวบ้านทั่วไปเขาไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก ไม่เกี่ยวกับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเผชิญอยู่ขณะนี้

และที่ผ่านมาหนึ่งปีนี้ ผมคิดว่าชาวบ้านเขาคิดว่า "มันเล่นเกมกันมากเกินไปแล้ว" จนชาวบ้านชาวเมืองเขาเดือดร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องทั้งหลายนี้แล้ว

สรุปคือ แม้กลุ่มอำมาตย์จะพยายามจุดไฟขึ้นมา แต่ผมว่าประชาชนทั่วไปจะไม่สนใจเท่าไหร่

อย่างผมตอนนี้ ข่าว 6 ตุลาคม หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่อ่านครับ เบื่อ ขี้เกียจสนใจ และรำคาญด้วย

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นชาวบ้านเขานิ่งเฉย คือการย้ายพวกข้าราชการที่ได้ดีมาจาก คณะรัฐประหาร สื่อจะสร้างกระแสอย่างไร หรือพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาตีกินอย่างไร ผมรู้สึกว่าชาวบ้านเขานิ่งเฉย เพราะในหนึ่งปีที่ผ่านมายุค รัฐประหาร ผู้มีอำนาจในขณะนั้นก็ย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม และข้าราชที่ได้ดีตอนนั้นก็มาจากอำนาจ เมื่อขึ้นมาไม่ถูกต้อง จะโดนเองบ้าง ชาวบ้านทั่วไปเขารู้สึกถึง “กฎแห่งกรรม” เป็นอย่างดีครับ ทำอะไรไว้ ก็ได้อย่างนั้นเป็นการตอบแทนนั่นเอง ตอนนี้ผมว่าประชาชน เริ่ม ชินชา ไม่มีความรู้สึกแล้วครับ

หาก กลุ่มอำมาตย์จะปลุกกระแส ต่อต้านทักษิณ ตอนทักษิณกลับประเทศ ผมว่า คงจะมีแต่พวกแกนนำไล่ทักษิณครั้งก่อนเท่านั้นที่เต้นอยู่ข้างเดียว ส่วนประชาชนที่จะลงไปบนถนน เหมือนปีที่แล้ว ผมว่าไม่มีแล้วครับ และที่ผมทราบนั้น มวลชนของ “กลุ่มพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร” ส่วนใหญ่ คือ พนักงานของทีพีไอสายนายประชัย กลุ่มคนใต้ ที่ ปชป. เกณฑ์มา กลุ่มแฟนพันธ์แท้ของนายสนธิ ที่มีประมาณ 5,000 คน ในยุคที่ Peak รวม ๆ แล้วประมาณ 40,000 คน ผมไม่คิดว่า พวกนี้จะสามารถเกณฑ์คน 40,000 คน ลงถนนได้อีกต่อไปแล้ว

และแม้จะเกณฑ์ได้ หากไม่มีการทำรัฐประหาร ก็ไม่ทำให้รัฐบาลสมัคร ล่มได้แต่อย่างใด

พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก คนปัจจุบัน จะไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน อีก ชะตากรรม ของ พล.อ.สนธิ

การเมืองไทย แม้จะมีคนพยายาม จุดกระแสอีก ผมไม่คิดว่ามันจะจุดติดแล้ว วิกฤตการณ์มันนานเกินไป แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนขั้วอำนาจไมได้ จะเริ่มวัฎจักรชั่วร้ายอีกรอบ ผมว่าไม่มีใครเอาด้วยอีกแล้ว

จาก ไทยฟรีนิวส์

สมชายโต้ข่าวโยกย้ายข้าราชการปูทางให้ทักษิณกลับไทย

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โต้ข่าวโยกย้ายข้าราชการปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับไทย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ความเคลื่อนไหวในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงรายเกิดขึ้น เพราะมีคนคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณเยอะ แต่การเดินทางกลับนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาเมื่อไรก็ได้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะมาวันไหน เพราะอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งในครอบครัวก็ได้พูดคุยกันว่าคิดถึงและไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไรกันแน่

ทั้งนี้นายสมชายยอมรับว่า ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณบ้าง ก็ถามกันว่าเป็นอย่างไร สบายดีไหม คิดถึงบ้านหรือเปล่า แต่ยังไม่ได้บอกว่าใกล้กลับประเทศไทย เพียงแต่บอกว่ามีโอกาสเมื่อไรก็คงเดินทางกลับมาในสักวันหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะวางแผนการเดินทางกลับเอง

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการโยกย้ายข้าราชการ เพื่อปูทางกลับประเทศให้พ.ต.ท.ทักษิณ นายสมชายกล่าวว่าการโยกย้ายข้าราชการไม่เกี่ยวกับปูทาง จะย้ายหรือไม่ย้าย พ.ต.ท.ทักษิณก็เดินทางกลับมาได้ทั้งนั้น ส่วนการโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโยกย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นั้นตนไม่ทราบ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่เป็น รมว.ศึกษาธิการแล้ว

รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีพรรคฝ่ายค้านระบุรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเดินทางกลับไทยของ พ.ต.ท.มากกว่าการบริหารประเทศ ว่า คงไม่จริง เพราะตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมาก็ทำงานกันทุกวัน ซึ่งก็บอกไปแล้วว่าการเดินทางกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว และเราก็ไม่เคยไปจัดแจงเรื่องการเดินทางกลับจนเสียงานราชการ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะสนใจมากกว่า เพราะไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปจัดแจง เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ มาได้อยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องพิเศษอะไร เพียงแต่เป็นจังหวะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่าเหมาะสม เพราะบ้านเมืองขณะนี้ก็เรียบร้อยดี ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยอีก (25/02/51)

กกต.ประชุมชี้ขาดคดียงยุทธพรุ่งนี้

กกต.ประชุมชี้ขาดคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงนยุทธ ติยะไพรัช ในวันพรุ่งนี้

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ระบุ ขณะนี้ได้ทำการสอบพยานคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนได้ในวันพรุ่งนี้

ทั้งนี้ ส่วนตัวได้อ่านคำวินิจฉัยแล้ว แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงมติอย่างไร แต่การพิจารณาจะดูข้อเท็จจริง และจะไม่นำเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นปัจจัยในการพิจารณาลงมติ นอกจากนี้ นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า การเดินทางเข้าชี้แจงของนายยงยุทธ ในวันนี้ เป็นการชี้แจงกรณีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ คมช. ร้องเรียนว่านายยงยุทธ ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน (25/02/51)


รมว.ยุติธรรม แจงสาเหตุเด้งอดีตอธิบดีดีเอสไอ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันการสั่งอดีตอธิบดีพ้นดีเอสไอ เพื่อความเหมาะสมด้านการบริหารงาน ไม่ใช่การแก้แค้น และไม่เกี่ยวกับคดีของอดีตนายกฯ เพราะไปอยู่ที่อัยการแล้ว พร้อม
ทั้งยืนยันไม่เคยคิดเด้งปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นคิวต่อไป

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเหตุผลการโยกย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอว่า เพื่อความเหมาะสม ยืนยันไม่ใช่เป็นการล้างแค้น พร้อมชี้แจงว่าการให้ไปรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐหรือ ปปท. ที่กำลังก่อตั้งขึ้นใหม่นั้น เพื่อให้สอดรับ
กับกระบวนการทางกฎหมายที่จะต้องมีการตั้งสำนักงานและให้มีเลขาธิการ ปปท.มาทำหน้าที่ภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

โดยการพิจารณาโยกย้ายในครั้งนี้ ได้มีการหารือกับนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อสอบถามในเรื่องของความเหมาะสม ซึ่งก็เห็นว่าไม่มีปัญหา และที่สำคัญนายสุนัยถือเป็นอดีตผู้พิพากษามาก่อนจึงมีความเหมาะสมที่จะไปดูแลหน่วยงานใหม่ที่จะตั้งขึ้น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายสุนัย

อย่างไรก็ตาม นายสมพงษ์ ยืนยันว่า การโยกย้ายนายสุนัยไม่เกี่ยวข้องกับคดีการปกปิดการถือหุ้นเอสซีเอสเซส ของพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว เพราะเรื่องได้ถูกส่งไปอัยการแล้ว ซึ่งตนเองยังดีใจที่เรื่องพ้นจากดีเอสไอไปแล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ตนยืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจสั่งการหรือไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมได้ ที่สำคัญเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาก็ไม่ได้สั่งการให้ดูแลเป็นพิเศษ แต่จะปฏิบัติเหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่นเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ดึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จากรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. มารักษาการอธิบดีดีเอสไอ นั้น นายสมพงษ์ระบุว่า พ.ต.อ.ทวี มีผลงานด้านการสอบสวนปราบปรามสมัยเป็นข้าราชการตำรวจ ซึ่งงานที่ดีเอสไอส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสืบสวน ดังนั้นจึงต้องการคนที่มีประสบการณ์มาทำงาน ไม่เกี่ยวกับเรื่องอาวุโสแม้รองอธิบดีดีเอสไออีก 2 คน จะมีความอาวุโสมากกว่า โดยเฉพาะนายธาริต เพ็งดิษฐ แต่เห็นว่าว่านายธาริสมีความเชี่ยวชาญด้านอื่นมากกว่า จึงจำเป็นต้องใช้คนที่เหมาะสมกับงาน

นายสมพงษ์ ยังย้ำว่า จะไม่มีการโยกย้ายนายจรัญ ภักดีธนากุล พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมตามที่มีข่าวแพร่สะพัดออกไปในขณะนี้ โดยยืนยันว่าไม่เคยคิด อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวท้าให้นายสมพงษ์สาบานว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมพงษ์ปฏิเสธที่จะสาบาน โดยอ้างว่าตนเองไม่เหมือน นายกรัฐมนตรีดังนั้นจึงอยากวิงวอนของความเป็นธรรมให้ตนเองด้วย (25/02/51)