WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 27, 2008

‘ดีเอสไอ-บชน.' คุมเข้มความปลอดภัยเต็มพิกัดรับ‘ทักษิณ'

(26ก.พ.) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการอธิบดี ดีเอสไอ ได้เดินทางมายังอาคารดีเอสไอ แห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อดูความพร้อมในการขนย้ายอุปกรณ์อาคารสำนักงาน จากอาคารสุขประพฤติที่เป็นที่ตั้งของอาคารดีเอสไอเดิม พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประสานอย่างเป็นทางการว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 28 ก.พ.นี้ หากพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมา ตามขั้นตอนพ.ต.ท.ทักษิณจะต้องเดินทางมาที่ดีเอสไอเพื่อมอบตัวในคดีปกปิดโครงสร้างหุ้นเอสซี แอสเสทฯ ส่วนตัวเป็นห่วงว่าขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการย้ายสำนักงาน ซึ่งต้องย้ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 10 มี.ค. จึงได้เรียกประชุมเพื่อหารือร่วมกับนายพรชัย อัศววัฒนาพร รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีดังกล่าวว่าจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มามอบตัวที่อาคารใหม่หรืออาคารเก่า

สำหรับการเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีหุ้นเอสซี แอสเสท ฯ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคิดในหัวเรื่องการปรับย้ายหัวหน้าพนักงานสอบสวน และยืนยันว่าจะไม่เกิดผลกระทบใดๆต่องานคดี เนื่องจากคดีหุ้นเอสซี แอสเสทฯพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการไปแล้ว หากอัยการสั่งให้สอบเพิ่ม พนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวน เฉพาะในประเด็นที่สั่งให้สอบเพิ่มเท่านั้น


ด้านพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงมาตราการในการรักษาความปลอดภัยหลังจากมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยในเร็วๆ นี้ ว่า ได้สั่งการไปยังผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 (ผบก.น.1-9) ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบ.จร.) ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (ผบก.ตปพ.) และศูนย์สืบสวนนครบาล จัดกำลังตำรวจในสังกัดปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยการเตรียมกำลังตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนไว้ 1 กองร้อย ดูแลสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมที่ให้การสนับสนุนอดีตนายกฯที่คาดว่า จะเดินทางมาเป็นจำนวนมากบริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด ศาลฏีกา และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยให้ ผกก. แต่ละ สน. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติด้วยตัวเอง และเตรียมกำลังเสริมประจำการ ณ ที่ตั้ง หากมีเหตุฉุกเฉินสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ขณะเดียวกันได้สั่งการไปยังฝ่ายสืบสวนให้ติดตามสถานการณ์การเดินทางกลับประเทศไทยของอดีตนายกฯ อย่างใกล้ชิด เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร


ส่วนการดูแลความปลอดภัยบ้านพักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในซอยจรัลสนิทวงศ์ 69 นั้น พล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผบก.น.7 จะเป็นผู้ควบคุมสั่งการการจัดกำลังตำรวจตามแผนรักษาความปลอดภัยโดยรอบบ้านพัก ส่วนกองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ จะทำหน้าที่จัดเตรียมกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน จัดรถยนต์พร้อมพลขับและรถอาวุธพิเศษจำนวน 1 คัน ทำหน้าที่คุ้มกันบุคคลเป้าหมาย จัดชุดอรินทราช 26 จำนวน 3 ชุด พร้อม ณ ที่ตั้ง และจัดชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด ชุดสุนัขดมกลิ่น อย่างละ 1 ชุด และชุดตรวจวัตถุโลหะใต้ท้องรถ ตรวจสอบพื้นที่ และยานพาหนะบุคคลสำคัญ


ส่วนกองบังคับการตำรวจจราจรได้รับคำสั่งให้ตั้งจุดตรวจค้นพิเศษตามเส้นทางต่างๆ ส่วนศูนย์สืบสวนได้รับคำสั่งให้หาข่าวจากกลุ่มพลังมวลชน จัดรถโมบายซีซีทีวีบันทึกภาพส่งไปยังศูนย์ปฏิบัติการ บช.น. โดยแผนดังกล่าวถูกส่งไปยังหน่วยงานและบุคคลสำคัญๆ เช่น เลขาธิการนายกฯ เลขาธิการสภาความมั่งคงแห่งชาติ (สมช.) ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผอ.ศรภ. ปลัดกระทรวงมหาดไทย แม่ทัพภาค 1 ผู้ว่าฯกทม. และ ผบ.ตร.แล้ว เนื่องจากเกรงว่า อาจจะมีผู้สนับสนุนต่อต้าน หรือไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ปลุกปั่นและชี้นำให้ประชาชนมาชุมนุม ต่อต้านไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้กำลังเข้าขัดขวางหรือต่อสู้เจ้าพนักงาน อดีตนายกฯ และภริยาอาจจะตกเป็นหมายในการประทุษร้ายของฝ่ายตรงข้ามได้ จึงให้ออกสืบสวนหาข่าวความเคลื่อนไหว รวมทั้งประสานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง


สำหรับคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ส่งไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล1-9 นั้นให้เน้นการตั้งจุดตรวจค้นพิเศษ เฝ้าระวังจุดล่อแหลม และเส้นทางเข้าออกกรุงเทพมหานคร ตั้งจุดรักษาความปลอดภัยสถานที่เฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มงวดในการสังเกต เฝ้าระวังสิ่งผิดปกติทั้งบุคคลและยานพาหนะ และวัตถุต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง ส่วน สน.ที่รับผิดชอบเส้นทางไปยังศาลฎีกา กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องให้ตั้งจุดตรวจสังเกตการณ์และเฝ้าระวังเส้นทางตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นไปจนกว่าภารกิจจะแล้วเสร็จ ให้ออกสืบสวนหาข่าวติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลและกลุ่มมวลชนต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะแหล่งชุมชนเพื่อให้ทราบแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

จาก hi-thaksin

นายกฯมั่นใจ‘ทักษิณ'กลับไทยไม่กระทบรัฐบาล

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เตรียมการอะไรเป็นพิเศษเพื่อรับการเดินทางกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาจริง ก็คงไม่ได้ส่งผลกระทบแต่อย่างใดต่อรัฐบาล เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่เข้ามาเล่นการเมือง
พร้อมกันนี้ ยังไม่รู้สึกกังวลว่าประเทศจะเกิดความวุ่นวายต่อการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้
นายสมัคร ยังเตือนบุคคลที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณว่าไม่ควรให้การต้อนรับกันมากเกินไป ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมดาเหมือนเมื่อครั้งที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมาประเทศไทย เนื่องจากเกรงว่าอาจมีหลายคนหมั่นไส้ได้ ส่วนที่รัฐมนตรีบางคนจะเดินทางไปรอต้อนรับการกลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัว
นายสมัคร ยังปฏิเสธข่าวที่ว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงเรื่องมาตรการกันสำรอง 30% รวมทั้งการแทรกแซงค่าเงินบาท โดยระบุว่าเป็นเพียงการปรารภว่าเรื่องค่าเงินนั้นควรจะมีการศึกษาว่าเหตุใดต่างประเทศถึงทำได้ในการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ แต่ข่าวที่ออกมากลับเป็นว่าไปแนะให้ไทยใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบมาเลเซีย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน


จาก hi-thaksin

กกต.แจกใบแดง‘ยงยุทธ' นายกฯเตรียมหารือที่ประชุมพรรควันนี้

(26 ก.พ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติด้วยคะแนน 3 ต่อ 2 ให้ใบแดงกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน โดยคาดว่า จะเสนอสำนวนพร้อมคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งชี้ขาดต่อไปภายใน 2 สัปดาห์

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เปิดเผยภายหลังการประชุม กกต. วันนี้(26ก.พ.) ว่า ที่ประชุม กกต.มีติส่วนใหญ่ 3 ต่อ 2 ให้ส่งความเห็นไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยทาง กกต.จะดำเนินการในเรื่องการส่งสำนวนพร้อมความเห็นไปยังศาลฎีกาฯ ภายใน 2 สัปดาห์

นายสมชัยกล่าวต่อว่า หากศาลฎีกาฯ รับคำฟ้องแล้ว นายยงยุทธ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วมีความเห็นยืนตามที่ กกต.เสนอ นายยงยุทธอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น กรณีกกต. มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ยังไม่ทราบข้อมูล แต่จะหารือในการประชุมพรรคบ่ายนี้เพื่อหาทางออกเรื่องนี้ นอกจากนั้น ยังให้ความมั่นใจว่า การเดินทางกลับประเทศไทย ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา โดยรัฐไม่จำเป็นต้องวางมาตราการพิเศษ เพราะพันตำรวจโททักษิณ เดินทางกลับมาต่อสู้คดี ตามกระบวนการยุติธรรม และโดยส่วนตัวจะขอคำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารประเทศ เพราะเห็นว่า มีประสบการณ์ และยังมีความสัมพันธ์ดีต่อกัน

นายกรัฐมนตรี ยังไม่กังวลใจต่อการเตรียมเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงยังขอให้สมาชิกพรรคพลังประชาชน ไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะนำไปสู่การปลุกระดม และขอให้ประชาชนอย่ากังวล เป็นไปตามธรรมชาติ นายกรัฐมนตรี

ส่วนการโยกย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงเหตุผล แต่ที่ประชุมครม.มีมติ เห็นชอบการตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ปปท. ที่นายสุนัยจะไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ นอกจากนั้นที่ประชุมครม.วันนี้ ยังไม่มีมติเกี่ยวข้องกับมาตราการกันสำรองร้อยละ 30ด้วย


จาก hi-thaksin

Tuesday, February 26, 2008

จตุพร ชี้มติ กกต. ให้ใบแดง ยงยุทธ เป็นการตั้งธงไว้

กรุงเทพฯ 26 ก.พ. - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 2 เสนอเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวลา 5 ปี ว่า เหมือนการจัดฉากพล็อตเรื่อง จากนั้น นำไปสู่การพิจารณายุบพรรค ซึ่งสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


“การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เหมือนจะรู้ผลการตัดสินของ กกต.ในวันนี้ เพื่อให้เกิดกระแสที่สอดรับกัน แต่ขอเรียกร้องว่า วันนี้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนเฝ้ารอให้คนที่มาจากระบอบประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาให้” นายจตุพร กล่าว

ส่วนความเชื่อว่า มีการวางแผนยุบพรรคพลังประชาชนใช่หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า มติ 3 ต่อ 2 มีการพูดล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เลือกวันแถลงข่าว เป็นการสอดรับกับการตัดสินของ กกต. เหมือนธงนำพาไป และเหมือนกับที่พรรคไทยรักไทยเคยได้รับ เป็นหนังม้วนเก่าที่นำมาฉายใหม่ เพียงเปลี่ยนตัวละครเท่านั้น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 17:16:23

'อภิสิทธิ์'ไม่ห้าม'สมเกียรติ'เคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ห้าม "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" เคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรฯ แต่เน้นให้ระมัดระวัง และ ตระหนักถึงความเป็นส.ส.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าได้หารือทำความเข้าใจกับ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนของพรรคหลังจากไปร่วมแถลงข่าวกับทางแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวานนี้ โดยไม่ได้มีการสั่งห้ามแต่อย่างไร เพราะไปในฐานะของอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตร ซึ่งการแสดงออกใดๆ นั้นหากเป็นไปตาม กรอบของกฎหมายก็สามารถทำได้ แต่ได้เน้นย้ำให้ระวังเรื่องของการเคลื่อนไหวและคำนึงถึงสถานภาพความเป็น ส.ส. ที่สังกัดพรรคการเมือง แต่ไม่จำเป็นต้องขอมติจากพรรคก่อน พร้อมทั้งยอมรับว่าไม่สามารถห้ามความคิดใครได้ หากจะมีการเชื่อมโยงเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์

ด้าน นายสมเกียรติ ยืนยันว่าการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคนั้นเป็นไปด้วยดี และย้ำในจุดยืนการการเกิดจากภาพประชาชน ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ นั้นจะไม่ส่งเกิดกระทบในผลเสียให้กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน


ครม. อนุมัติงบ 500 ล้านบาท ตั้งสำนักงาน ป.ป.ท.

ทำเนียบรัฐบาล 26 ก.พ. - พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (26 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตามที่กระทรวงยุติธรรม เสนอ โดยอนุมัติงบประมาณ 500 ล้านบาท และกำลังพล 2,308 อัตรา


ทั้งนี้ สำนักงานดังกล่าว เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดให้มีการตั้งสำนักงาน ป.ป.ท.ขึ้น ภายใน 30 วัน มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นข้าราชการ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกอง หรือระดับ 8 ลงไป หากมีเรื่องทุจริตให้ต้นสังกัดดูแลกันเอง ก่อนที่จะส่งมาให้ ป.ป.ท.เป็นผู้ดำเนินการชี้ขาดเป็นขั้นสุดท้าย ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะดูตั้งแต่ข้าราชการระดับ 9 นายพล ผู้พิพากษา อัยการ และนักการเมืองทุกตำแหน่ง . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 16:52:46

ประพันธ์ ยืนยัน กกต.ไม่กดดันให้ใบแดงยงยุทธ

กกต. 26 ก.พ. “ประพันธ์ นัยโกวิท” ยืนยัน กกต.พิจารณาสำนวน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ตามหน้าที่ ไม่ใช่ตามกระแสการเมือง ระบุไม่กังวลที่ให้ใบแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 14.00 น.วันนี้ (26 ก.พ.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง เป็นประธานประชุมหารือการประชาสัมพันธ์เลือกตั้ง สว. วันที่ 2 มีนาคม ร่วมกับนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. ผอ.กต.กทม. และคณะ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นายประพันธ์ แถลงภายหลังการประชุม ถึงกรณี กกต.มีมติขอให้ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร์ ว่า กกต.ได้พิจารณาจากข้อสรุปสำนวนของอนุกรรมการฯ โดยเสียงข้างมาก เป็นมติตามความเห็นของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ได้จบที่ กกต.ต้องส่งให้ศาลฎีกาตัดสิน โดย กกต.จะทำสำนวน และยื่นต่อศาลฎีกาภายใน 2 สัปดาห์ เพราะสำนวนของ กกต.ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณาของศาล และขึ้นอยู่กับศาล ว่าจะไต่สวนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

“กกต.ใช้ดุลพินิจดังกล่าวตามหน้าที่ ไม่ได้กังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ ไม่มีอะไรมากดดัน และไม่ได้ทำตามกระแสทางการเมือง” นายประพันธ์ กล่าว

ส่วนการยกคำร้องกรณีนายอิทธิเดช แก้วหลวง ส.ส.เขต 3 จ.เชียงราย นายประพันธ์ กล่าวว่า เนื่องจากสำนวนหลักฐานระบุว่า วันที่เกิดเหตุ นายอิทธิเดชไม่ได้รับทราบ หรือมีส่วนรู้เห็น ซึ่งพยานได้ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าว ต้องการช่วยผู้สมัครอีกคน ไม่ใช่นายอิทธิเดช สำหรับ น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย ถือว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการดำเนินการ จึงไม่ถึงกับต้องให้ใบแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการเดิม การประชุมดังกล่าว จะมีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุม แต่ภายหลังจาก กกต.มีมติให้ใบแดงนายยงยุทธแล้ว นายอภิชาตก็เก็บตัว ไม่ให้สัมภาษณ์สื่อฯ และไม่เข้าร่วมประชุมหารือการประชาสัมพันธ์เลือกตั้ง ส.ว. โดยให้นายประพันธ์ เป็นประธานการประชุมแทน

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่ามติ กกต.เสียงส่วนใหญ่ที่ให้ใบแดงนายยงยุทธ คือ นายอภิชาต นายประพันธ์ นัยโกวิท และนายสุเมธ ส่วน กกต.ที่เป็นเสียงข้างน้อยคือ นางสดศรี สัตยธรรม และนายสมชัย จึงประเสริฐ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 16:50:32

นายกฯ เตรียมเยือนอาเซียน

นายกฯ เตรียมเดินทางเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อแนะนำตัวหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่

มีรายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อแนะนำตัวหลังการเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยในระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว วันที่ 3-4 มีนาคม เยือนประเทศกัมพูชา วันที่ 6-7 มีนาคม เดินทางเยือนสหภาพพม่า 17-18 มีนาคม จะเดินทางเยือนประเทศเวียดนาม และในช่วงปลายเดือนมีนาคม จะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายกฯ จะหยิบยกแนวคิดการแก้ปัญหาระบบน้ำด้วยการใช้ไฮโดรจิลขึ้นมาหารือกับประเทศในกลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมข้อมูลเรื่องเขาพระวิหารไว้ชี้แจงกับประเทศรัฐบาลกัมพูชาด้วย (26/02/51)


แถลงผลการประชุม ครม.

คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรีเพิ่มเติมพร้อมกับจัดตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ขึ้นมาแบ่งเบางานของ ป.ป.ช.ด้วย

ภายหลังการประชุม ครม. พลตำรวจโท ด็อกเตอร์วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ แถลงว่าวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้จัดตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.

โดยมีอัตรากำลังพล 2,308 อัตรา ใช้งบประมาณในการดำเนินงาน 500 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และตรวจสอบเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้จะดำเนินการตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตของข้าราชการในระดับ ซี.8 ลงมา ส่วนระดับ ซี.9 และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ส่วนเหตุผลการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวก็เพื่อเร่งตรวจสอบคดีทุจริตและคอร์รัปชั่นและแบ่งเบาภาระงานของ ป.ป.ช.

ในขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติแต่งตั้ง นางสาววีรินทร์ทิรา นาทองบ่อจรัส เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับแต่งตั้ง นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี , พลเอกขวัญชาติ กล้าหาญ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายเสรี วงศ์มณฑา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ , นายจตุพัฒน์ บารมี เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายพิศุทธิ์ ชลากรกุล เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน , นางรัตนาภรณ์ สมบูรณ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายปัญญา ดีนาคำ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ขณะเดียวกันก็ได้แต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ (นักบริหาร 10) กระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา , นายเรวัติ วิศรุตเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และนายศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ได้แต่งตั้งให้นายอาวุธ วรรณวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหาร 9 บส.) เลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหาร 10 บส.) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2551 เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร.อยู่ก่อนที่ ก.พ. จะมีมติปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นนักบริหาร 10 และนางสาวทัศนีย์ ดุสิตสุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาโครงสร้างระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการ 9 บส.) เลื่อนขึ้นไปดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหาร 10 บส.) (26/02/51)


ประวัตินายยงยุทธ ติยะไพรัช

นายยงยุทธ ติยะไพรัช เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2504 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะเกษตรศาสตร์ สาขา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การอาหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี
2526 รุ่นเดียวกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม.และ ปริญญาโท สาขาการเมือง การปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2536

นายยงยุทธก้าวเข้าสู่ถนนการเมือง ลงสมัคร ส.ส. และได้รับการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2538 ในสังกัดพรรคเอกภาพ ย้ายเข้าสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 2539 ซึ่งนายยงยุทธชนะเลือกตั้ง และได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นรางวัล

จากนั้นเส้นทางชีวิตทางการเมืองของนายยงยุทธมาพุ่งสุดขีดอีกครั้งเมื่อย้ายเข้าสู่พรรคไทยรักไทยในปี 2544 ซึ่งก็ชนะการเลือกตั้ง และได้รับตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง เริ่มต้นจากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ฉายายุทธ ตู้เย็น ได้มาจากกรณีของครอบครัวศตะกูรมะ เมื่อ พ.ศ. 2547 ในปฏิบัติการสนองนโยบาย สงครามกับยาเสพติดของรัฐบาลทักษิณ เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ตำรวจคอมมานโด นำโดย พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ผู้บังคับการกองปราบปราม นำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านของนายนิสสัย ศตะกูรมะ อายุ 70 ปี และนางอุดม ศตะกูรมะ อายุ 67 ปี ที่ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางไทร พระนครศรีอยุธยา และเปิดฉากยิงถล่ม โดยได้ข้อมูลจากนายยงยุทธ ซึ่งขณะนั้นดำรง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ว่าบ้านหลังนี้เป็นแหล่งผลิตและค้ายาบ้า โดยนายยงยุทธได้ข้อมูลจากตู้ ปณ.ร้องทุกข์
นายกรัฐมนตรี

เมื่อมีการยึดอำนาจ และพรรคไทยรักไทยถูกยุบ นายยงยุทธ ซึ่งรอดพ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หันกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้งพร้อมกับเพื่อน ๆ ไทยรักไทย ที่ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน และชนะการเลือกตั้ง จนเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้นายยงยุทธ เป็นประธานสภาผู้แทนราฎร โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ (26/02/51)