WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 27, 2008

ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยยินดีที่ไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย

กรุงเทพฯ 26 ก.พ. - เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย แสดงความยินดีที่ไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย พร้อมเผยจะมีรัฐมนตรีมาเยือนไทยในอีกไม่นานนี้ เพื่อหารือในหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ

นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวเนื่องในโอกาสเข้าร่วมงานนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย หัวหน้าและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า อังกฤษกับไทยมีความสัมพันธ์ทวิภาคีดีมาก การที่ไทยมีรัฐบาลที่เกิดขึ้นโดยประชาธิปไตย ถือว่าเป็นโอกาสดี เพื่อเชื่อมให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นในหลายด้าน และในอีกไม่นานจะมีรัฐมนตรีอังกฤษมาเยือนประเทศไทย

ส่วนประเด็น พ.ร.บ.ค้าปลีก เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ไม่ขอออกความเห็นแต่อย่างใด.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 22:13:29

สมัคร ประกาศรัฐบาลไทยยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ทำเนียบฯ 26 ก.พ.-นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตอาเซียน ประจำประเทศไทย และพบปะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ประจำประเทศไทย ประกาศภารกิจหลัก 3 ประการ คือ ยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และมุ่งมั่นทำงานใกล้ชิดกับต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น.วันนี้ (26 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตอาเซียน ประจำประเทศไทย หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมพบปะกับเอกอัครทูตต่างประเทศ ประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ ที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย จำนวน 87 คน

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีภารกิจหลัก 3 ประการ คือ รัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในแนวทางประชาธิปไตย มุ่งมั่นฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และป้องกันความเสี่ยงจากภายนอก ขณะเดียวกัน จะดำเนินนโยบายด้านการลงทุน การค้าเสรีที่เอื้อต่อการตลาด และรัฐบาลต้องทำงานอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และต้อนรับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำงานใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ และองค์การระหว่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากรัฐบาลและภาคเอกชนของประเทศต่าง ๆ ความเข้าใจ ความสนับสนุนและแนวคิดต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายหลักที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้า และเดินหน้าต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้ประชาธิปไตยของไทยได้กลับคืนมา และรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและภูมิภาคเพื่อตอบแทนประชาชนที่ให้โอกาส

จากนั้นนายอึง เซียง เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ในฐานะคณบดีทูต กล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี และหวังว่ารัฐบาลไทยจะทำตามนโยบายในการสร้างหลักประกัน และการเจริญเติบโต รวมถึงการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค จากนั้นมอบกระเช้าดอกกุหลาบในนามคณะทูตานุทูตที่ประจำในประเทศไทย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 19:23:00

สงครามกลางเมือง ครั้งใหม่

สงครามประชาชน หลังประชาธิปไตยสงบ
กำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง และสมัครพรรคพวกที่เคยโค่นล้มรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาเตรียมเคลื่อนไหว
ทุกรูปแบบ คัดค้านการกลับมาของทักษิณ โดยอ้างว่า
กระบวนการยุติธรรมกำลังโดนแทรกแซง
ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยที่เพิ่งเปลี่ยนผ่าน แค่
ลมหายใจแรกของการจัดตั้งรัฐบาล และรัฐบาล
ประชาธิปไตยยังไม่ได้เริ่มงาน ให้ประชาชนพิสูจน์
ฝีมือความสามารถ
และรู้กันว่า
ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาถึงคราวนี้ มีอุปสรรค
มากมายที่จะไม่ให้เกิดรัฐบาลจากเสียงสนับสนุน
ของประชาชน ในนามพรรคพลังประชาชนหรือ
ไทยรักไทยเดิม
ตั้ง คมช. หรือคณะปฏิวัติ พยายามกีดกัน
ทุกวิถีทาง ทุกรูปแบบ ถึงขนาดมีคนสมรู้ร่วมคิด
ที่จะตั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพื่อปิดทาง
ไม่ให้พรรคพลังประชาชนได้อำนาจบริหาร
แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง
ประชาชนคนไทย ออกมาตัดสินอนาคต
ของประเทศ
ตัดสินว่าให้พรรคพลังประชาชนบริหาร
ประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับ
คืนมา
ไม่ได้หมายความว่า ตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาทั้งปวงในอดีต แต่เปิด
โอกาสให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์เรื่องนี้เอง
หมายความว่า
ฉันทานุมัติของประชาชนเจ้าของประเทศ
ให้เผด็จการพ้นจากอำนาจไป เปลี่ยนผ่านให้
ประชาธิปไตยกลับคืนมา
นั่นคือสิ่งที่จะบอกว่า
ประเทศไทยเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่
คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่
เอาแต่ใจตัวเองได้เหมือนที่ผ่านมา
ทหารก็ยังเคารพกติกา ถอยไปเข้ากรมกอง
รัฐบาลเป็นผู้ได้อำนาจบริหาร ปกครองประเทศ
วันนี้ พวกเราคนไทยต้องช่วยกันสร้าง
กติกาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น
ไม่ใช่สร้างภาวะสงคราม เพื่อให้ใครมาปล้น
ประชาธิปไตยไปอีก
ถามว่า คนไทยจะยอมหรือไม่ ให้ใครสร้าง
สงครามกลางเมืองครั้งใหม่ขึ้นมา เพื่อเรียกร้อง
หาเผด็จการใหม่แทนที่ประชาธิปไตย
มด คันไฟ


ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

63 ล้านกับ 3

เป็นไปตามคาด..เมื่อกรรมการการ
เลือกตั้ง..ให้ใบแดงกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช
ประธานสภา ในฐานะ..ผู้แทนสัดส่วนพรรค
พลังประชาชน
ถึงแม้ว่า..จะไม่มีผลต่อจำนวนเสียงของ
พรรคพลังประชาชนในสภา เพราะพรรค
สามารถเลื่อนอันดับถัดไปขึ้นมาดำรงตำแหน่ง
แทน
แต่..หากศาลฎีกาพิพากษาไปใน
ทิศทางเดียวกัน กรรมการการเลือกตั้งนั้น
ก็จะนำไปสู่การ..พิจารณาว่า พรรคมีส่วน
เกี่ยวข้องหรือไม่..กับความผิดดังกล่าว..
จึงเป็นเรื่องต้องลุ้น..เพราะหากว่าผิด...
การยุบพรรคและลงโทษกรรมการของพรรค
ก็จะต้องติดตามมา..
รัฐบาล..และคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมี
อันเป็นไป
เ ขี ย น ขึ้ น ม า . . . ก็ เ พื่ อ จ ะ บ อ ก ว่ า . .
รัฐธรรมนูญฉบับนี้พิกลพิการนัก..ประเทศ
ทั้งประเทศ รัฐบาลทั้งรัฐบาล..ประชาชน
ทั้งชาติ..ล้วนไร้ความสำคัญ..สู้คนเพียง 3 คนที่
เป็นกรรมการเลือกตั้งไม่ได้..
ท่านทั้งหลายเลือกใคร..ประเทศก็จะ
เป็นไปในทิศทางนั้น ท่านทั้งหลาย..ถูกต้อง
ในการวินิจฉัยประเทศก็เป็นไปตามนั้น
ท่านทั้งหลายไม่ถูกต้องในการวินิจฉัย..ผู้รับ
เคราะห์รับกรรมก็เป็นไปตามนั้น
กับบุคคลธรรมดา..กับความผิดแค่
น้อยนิด..อำนาจตุลาการกำหนดขั้นตอนไว้
ถึง 5 ชั้น..คือ..ชั้นของการไต่สวน ชั้นพิพากษา
ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา..
ในคดีสำคัญที่มีโทษถึงประหารชีวิต..ยังเปิด
โอกาสให้ผู้ต้องคำพิพากษา สามารถถวายฎีกา
ถึงองค์พระประมุข..
แต่กับเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง..คือ การ
ปกครองประเทศนั้น..แค่ 3 ใน 5 ของ
กรรมการการเลือกตั้ง..จะสามารถบันดาล
อย่างไรก็ได้...มีอะไรรับประกันว่า..จะไม่มี
ความผิดพลาดเกิดขึ้น จะไม่มีวาระซ่อนเร้น
อุบัติขึ้นมา ไม่วันหนึ่งก็วันใด ไม่คณะใดก็
คณะหนึ่ง
ยังมีความไม่ปรกติอีกมากมายที่ซุกซ่อน
อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้..จะไม่มีรัฐสภาใดๆ
ไม่วุ่นวายกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีรัฐบาล
ใดอยู่ได้ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้..
ผู้แทนราษฎรแห่งรัฐสภา..จะต้องชำระ
สะสางเพื่อปรับปรุงรัฐธรรมนูญนี้ใหม่..
ก่อนที่ประเทศจะวุ่นวายเพราะรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้..
หรือไม่ก็ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้..
สุมไฟขึ้นมาจนท่วมแผ่นดิน
พญาไม้

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์


เหตุเกิดเพนนินซูล่า

กระแส “ยี้” กรณีแต่งตั้งเลขาฯรัฐมนตรี เกิดขึ้นทันที เมื่อมีชื่อของ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” และ “วัน อยู่บำรุง” ปรากฏขึ้นมา เพราะทั้ง 2 สร้าง “วีรกรรม” ด้านลบไว้มากมายเหลือเกินในครั้งอดีตและหลังจากนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 20 ก.พ.51ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่กี่อึดใจต่อมา คือช่วงค่ำของวันที่ 21 ก.พ.51นายชนม์สวัสดิ์ ก็ได้ร่อนโทรสารเรื่องขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งเข้าสำนักพิมพ์ต่างๆกลายเป็นว่า “ชนม์สวัสดิ์” กลายเป็น “คนสะอาด” ในสายตาประชาชนขึ้นมาทีเดียว“แรงเหวี่ยง” จึงหันกลับมาที่ นายวัน อยู่บำรุง ลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในการนั่งเก้าอี้ ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทันทีนั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า วันเสาร์ที่ 23 ก.พ.51 แหล่งข่าว ยืนยันกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า พบเห็น นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายวัฒนาและชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นั่งทานข้าวด้วยกันที่ห้องอาหาร ใน “โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ”

แสดงว่า “กุนซือ” ที่วางหมากให้ “ชนม์สวัสดิ์” ยื่นหนังสือสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯรัฐมนตรี ในวันที่ ครม. ประกาศไปแล้ว ก็หนีไม่พ้น คนชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งพร้อม “ชน” กับฝั่งตรงข้ามเต็มที่ และก็มีท่าทีจะรุกหนักด้วยเพราะ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อยู่แล้วส่วน “วัฒนา” ก็ใช่ย่อยขณะอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ยังงัดกับพรรคพลังประชาชนอยู่นั่นเองด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีกระแสข่าวเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28ก.พ.51 ซึ่งทำให้ใครหลายคนต่างคิดไปต่างๆ นานาว่า จะมาหรือไม่นั้นล่าสุด “บางกอกทูเดย์” ได้รับข้อมูลลับสุดยอดจากแหล่งข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการถึงประเทศไทยในวันที่ 28 ก.พ.51 เวลาประมาณ 9 นาฬิกาแน่นอน

ซึ่งหลังจากเครื่องลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ก็จะเข้าพักที่ “โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ” ทันทีเพราะต้องการความปลอดภัยอย่างสูงสุด โดยจะเหมาทั้งฟลอร์ของโรงแรมฯเลยทีเดียว เนื่องจากถ้าเกิดเหตุร้าย ก็สามารถหลบหลีกได้หลายเส้นทาง ทั้ง บก น้ำ อากาศอีกอย่าง โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ถ้าหากใครทำอะไรก็คงลำบากทีเดียวดีกว่ากลับเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69เป็นไหนๆ เพราะที่นั่นอันตรายรอบด้าน!ด้านพรรคพลังประชาชน (พปช.) ก็ได้ประสาน พล.อ.ท.ชนะอยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน) ขอใช้พื้นที่เพื่อต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 28 ก.พ.นี้ เรียบร้อย

ส่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ เพื่อเตรียมพร้อมแผนการรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 ก.พ.51 โดยเครื่องบินเจ็ตขณะที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก สตช. ระบุยังไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับกำหนดวันเดินทางกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าทีมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นอันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทยแน่และตลอดระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พำนักอยู่ในเมืองไทยโรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นแหล่งที่“ใครหลายคน” อยากไปนั่นเอง


ฟาดเคราะห์ไป [27 ก.พ. 51 - 16:28]

เวลากินไม่ค่อยได้กิน เวลานอนไม่ค่อยได้นอน

เพราะเค้าเป็นคนบ้างานหักโหมทำงานหนักเกินไป

รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ก็เลยเกิดอาการ “วูบ” กลางเวทีโพสต์ฟอรั่มขณะปาฐกถาเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

ท่ามกลางแขกเหรื่อฝรั่งไทยนั่งฟังกันเต็มห้องประชุม

เป็นการประเดิมทำงานวันแรกที่สาหัสพอสมควร

ถึงขั้นล้มหมดสติ ความดันลดฮวบ ชีพจรหยุดเต้นชั่วคราว

แถมยังได้แผลแตกที่หน้าผากเพราะโพเดียมล้มทับตัวเอง!!

เคราะห์ดีมีคณะแพทย์ช่วยพยาบาลฉุกเฉินถูกที่ถูกเวลา

ไม่งั้นอาจจะหนักกว่านี้แน่นอน??

เอาเถอะถือว่า...ฟาดเคราะห์ไป!!

“แม่ลูกจันทร์” ให้กำลังใจ รองนายกฯ มิ่งขวัญ ให้เร่งพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงโดยเร็ว

เมื่อมีสุขภาพดีก็จะมีพลังทำงานแก้ ปัญหาของชาติบ้านเมือง

ที่น่าเป็นห่วงคือ “มิ่งขวัญ” มีประวัติเคยวูบหมดสติมาแล้วครั้งหนึ่ง สมัยยังเป็น ผอ.อสมท

วูบไปครั้งนั้นทำให้ “มิ่งขวัญ” ต้อง “เสียขวัญ” ไปหลายเดือน!!

ฉะนั้น ถ้ารู้ว่าสังขารไม่ไหวอย่าฝืนทำงานต่อไป นอนพักซัก 3 ชั่วโมง ก็จะเริ่มสดชื่นอย่างเดิม

แต่ปัญหาของ “มิ่งขวัญ” ก็คือแกเป็นหนุ่มไฟแรง มีความตั้งใจล้นปรี่ที่จะทุ่มเททำงานให้ได้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

วันๆแกก็จะคิดแต่งานๆๆๆๆ เวลาที่จะพักผ่อนจึงไม่เพียงพอ และในที่สุดโรควูบก็จะตามมา

การได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ จึงเป็นทุกขลาภของคนบ้างาน!!

เนื่องจากต้องแบกรับปัญหาเร่งด่วน ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนครบวงจร

“มิ่งขวัญ” จึงเป็นรัฐมนตรีที่ต้องทำงานหนักที่สุดใน ครม.!!

โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าแพง ค่า ครองชีพพุ่งกระฉูด เพราะได้รับแรงกระแทกจากวิกฤติพลังงาน เป็นปัญหาที่โคตรแก้ยาก ต้องใช้ความทุ่มเทสุดลิ่มทิ่มประตู

เอาแค่ปัญหาราคาหมูแพงเรื่องเดียวก็เหนื่อยตายชักแล้วโยม

ล่าสุด ก่อนจะเกิดอาการวูบ “มิ่งขวัญ” เพิ่งประชุมใหญ่แก้ปัญหาสินค้าขึ้นราคากับผู้ผลิต 250 ราย

แถมแต่ละรายก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน

การจะขอร้องให้ตรึงราคาสินค้าเพื่อเห็น แก่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร

“แม่ลูกจันทร์” หวังว่า “มิ่งขวัญ” จะไม่ถอดใจกลางคัน

เพราะยังมีปัญหาใหม่ที่ท้าทายโรควูบ ที่จะเกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างแรง!!

นั่นคือปัญหาข้าวสารแพง

เนื่องจากพ่อค้าคนกลางกักตุนข้าวเก็งกำไร

คือปีนี้ ตลาดข้าวส่งออกของไทยกำลังถูกลูกค้าต่างประเทศแย่งกันสั่งซื้อมากเป็นประวัติการณ์

ต้นเหตุ เพราะประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น เวียดนาม อินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งแย่งตลาดข้าวไทย เกิดภัยธรรมชาติผลิตข้าวได้น้อยลง

เมื่อดีมานด์สูงกว่าซัพพลาย ราคาข้าวก็แพงขึ้นเป็นประวัติการณ์

ตลาดต่างประเทศก็รุมทึ้งแย่งซื้อข้าวไทยตั้งแต่ต้นปี

เมื่อตลาดนอกข้าวราคาดี ก็ฉุดราคาข้าวในประเทศสูงพรวดตาม

วันนี้ ข้าวสารที่ขายเป็นถุง (5 กก.) ขึ้นราคาอีกถุงละ 20 บาททันที และมีแนวโน้มว่าราคาข้าวสารจะขยับขึ้นต่อไป

ฝ่ายพ่อค้าคนกลางก็ฉวยโอกาสกักตุนข้าวรอฟันกำไรก้อนโต

สุดท้ายคนไทยก็เดือดร้อนต้องกินข้าวแพง!!

“มิ่งขวัญ” เอ๊ยย์...อย่าเพิ่งวูบอีกนะตัวเอง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

เมื่อทักษิณจะกลับบ้าน [27 ก.พ. 51 - 16:34]

ไม่ช้าไม่เร็ว ถึงกำหนดที่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางกลับประเทศไทยซะที ท่ามกลางความคิดถึงของคนส่วนหนึ่งและความไม่พอใจของคนอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนไหนจะมากจะน้อยกว่ากัน ผมไม่อยากมาชูเป็นประเด็นให้เกิดความขัดแย้ง

ยิ่งมีคนจ้องจะหาเรื่องอยู่ด้วย

เอาเป็นว่า ได้มีการ วางแผนรับมือการเดินทางกลับบ้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณเอาไว้เรียบร้อย ทั้งฝ่ายความมั่นคง รัฐบาล และ ฝ่ายยุติธรรม กำหนดเป็นช่วงเวลาว่าจะเข้ามาช่วงไหน อยู่กี่วัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละช่วง จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย

พ.ต.ท.ทักษิณก็จะอยู่เมืองไทยเหมือนคนทั่วไป

อันที่จริงมีการเตรียมการรักษาความปลอดภัยเอาไว้แน่น หนาพอสมควร เนื่องจากยังไม่ไว้ใจพวกมือที่สามหรือมือที่มองไม่เห็นเท่าไหร่นัก ชอบฉวยโอกาสอยู่เรื่อย

เขารายงานกันละเอียดยิบและเก็บเป็นความลับทุกขั้นตอน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มต่างๆ มวลชนต่างๆ รวมถึงอำนาจทางทหาร แม้แต่ปืนยิงระยะไกล ที่เหล่าสแนปเปอร์เขาใช้กันมีอยู่ที่ไหน อย่างไร เขาควบคุมเอาไว้หมด

ตรงนั้นไม่น่าห่วงเท่าไหร่

ห่วงแต่มวลชนฝ่ายที่รักทักษิณนี่แหละ ส่วนหนึ่งก็จะไปรับทักษิณด้วยใจรักจริงๆ อีกส่วนหนึ่งก็ประเภทเอาใจนาย เกณฑ์คนกันเข้ามารับถึงสนามบิน คาดกันว่าจะเป็นเรือนแสน

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง น่าจะควบคุมได้ลำบาก ใครที่คิดจะทำ ระยำอะไรกันขึ้นมา ฉวยโอกาสตรงนี้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้น ทางที่ดี ผมว่าควรจะทำอะไรกันแค่หอมปากหอมคอจะดีกว่า

จะว่าไปแล้ว คุณทักษิณก็ไม่คิดอะไรมาก ผมว่าระยะหลังๆที่อะไรต่อมิอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างคาดไม่ถึง คุณทักษิณปลงได้เยอะ แต่ความรักครอบครัวรักลูกรักภรรยา คงจะไปห้ามไม่ได้

ถ้าทุกอย่าง อยู่บนหลักนิติธรรมและยุติธรรม ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง การปฏิบัติต่ออดีตผู้นำ ผมว่าจะให้เหมือนคนไทยทั่วไปทีเดียวเสียเลยพูดได้ แต่ทำยาก

เพราะคุณทักษิณยังเป็นที่รักของประชาชนอยู่

อีกอย่าง คนที่เคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ก็ควรจะให้เกียรติกันบ้าง ผมก็หวังว่า การกลับบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ครั้งนี้คงจะสร้างความสุขให้คนส่วนหนึ่งที่รอ และคงจะเป็นการเริ่มต้นของการสมานฉันท์รอยร้าววิกฤติประเทศได้ซะที

อย่างน้อยก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ในสายตาชาวโลก หรืออย่างน้อย ด้วยศักยภาพของคุณทักษิณอาจจะช่วยพัฒนาประเทศไปข้างหน้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่าไปคิดอะไรนอกรัฐธรรมนูญอีกเลย.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

'ทักษิณ'กลับ 28กพ. 'พันธมิตร'ฮือ [26 ก.พ. 51 - 03:35]

สืบเนื่องจากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พูดโทรศัพท์ข้ามประเทศ จากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มายังเวทีที่ “ชมรมคนรักทักษิณ” ที่ จ.เชียงราย เมื่อค่ำวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมประกาศว่าจะเดินกลับประเทศไทยในเร็วๆนี้ โดยในวันอังคารที่ 26 ก.พ. จะทราบวันเดินทางกลับที่แน่นอนนั้น

“ทักษิณ” กลับไทยเป็นเรื่องส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 25 ก.พ. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะน้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ชาวเชียงรายและเชียงใหม่คึกคักเตรียมรอรับการเดินทางกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ชาวเชียงใหม่และเชียงรายก็มีคนคิดถึงท่านเยอะ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศไทย ในปลายสัปดาห์นี้หรือไม่ก็ต้นสัปดาห์หน้า นายสมชายตอบว่า คงไม่ต้องมีการเตรียมความพร้อมอะไรถ้าท่านจะมา แต่ไม่ทราบว่าจะมาวันไหน อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว และเราก็อยากให้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ทางครอบครัวก็มีการพูดคุยกันบ้างว่าคิดถึงท่าน เมื่อไรจะเดินทางกลับมา แต่ไม่ได้คุยกับท่านโดยตรงว่าจะเดินทางกลับมาวันไหน เพียงแต่ได้ซักถามว่าสบายดีหรือไม่ คิดถึงบ้านหรือเปล่า ท่านก็บอกเพียงว่ามีโอกาสก็คงจะเดินทางกลับมาสักวันหนึ่ง เป็นเรื่องส่วนตัว จะกลับมาเมื่อไรท่านจะแจ้งเอง ไม่ได้บอกว่าจะกลับใกล้ๆนี้

ปัดรัฐบาลห่วง “ทักษิณ” ไม่ทำงาน

เมื่อถามว่าทางฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับอดีตนายกรัฐมนตรีมากกว่าเรื่องการบริหารงานนั้น นายสมชายปฏิเสธว่าไม่จริง ไปให้ความสำคัญมากกว่าที่ไหน ตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาลมาก็ทำงานกันทุกวัน ขนาดตนยังบอกว่านั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีการไปจัดแจงเรื่องนั้น จนทำให้เสียงานราชการ เพียงแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจก็เป็นธรรมดาเพราะท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน แต่เป็นไปไม่ได้และไม่จำเป็นที่เราต้องไปสนใจเรื่องท่านมากกว่า และอย่างที่บอกแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องพิเศษหรืออึกทึกครึกโครม มโหฬาร การกลับมาเป็นเพียงจังหวะเวลาที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมของท่านเอง เมื่อถามว่ามีการมองว่าการโยกย้ายข้าราชการเพื่อปูทางการกลับ มาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สะดวกมากขึ้น นายสมชายตอบว่าไม่เกี่ยวกับการปูทางย้ายหรือไม่ย้ายข้าราชการท่านก็มาได้ทั้งนั้น เรื่องการโยกย้ายข้าราชการเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อก่อนเขาก็ย้ายกัน ต่อข้อถามว่ามองว่าขณะนี้ยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะบ้านเมืองตอนนี้เรียบร้อยคงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

วอนสังคมเลิกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่คน 2 กลุ่มมีจุดยืนในที่ขัดแย้งต่อการที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับประเทศว่า คิดว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับ หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือฝ่ายพันธมิตรฯ ต้องให้ความเห็น ว่าเป็นการดีที่จะกลับมาเพื่อต่อสู้คดี เพราะฉะนั้นตนจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เมื่อมีข่าวคราวอย่างนี้ออกมาก็ไม่ทราบว่าจะกลับเมื่อไหร่ ผู้ที่มีความกังวลก็ไม่น่าจะมีความกังวล เพราะเป็นการกลับมาของคนไทยคนหนึ่งและมาเพื่อต่อสู้คดี อยากให้ทุกฝ่ายยึดหลักว่าวันนี้เราต้องเดินหน้า เพื่อให้ประเทศก้าวสู่หนทางการพัฒนา ทั้งด้านประชาธิปไตย เศรษฐกิจ ความมั่นคงและการเมือง เชื่อว่าประชาชนอยากเห็นทุกฝ่ายยึดหลักประโยชน์ของบ้านเมือง แทนที่จะมาตั้งป้อมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เมื่อถามว่าหลังกลับเข้าประเทศแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางออกนอกประเทศอีกหรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า เป็นดุลพินิจของศาลส่วนเรื่องวันเวลาแน่นอนที่จะกลับตนไม่ทราบ เนื่องจากไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน

แจง “ทักษิณ” กลับไทยมาขึ้นศาล

อ่านรายละเอียด ไทยรัฐ

สื่อจับจ้องเที่ยวบินทีจี 603 ปรากฏชื่อคนใกล้ชิดทักษิณ [27 ก.พ. 51 - 01:29]

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวการเดินทางกลับประเทศไทยของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า สายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 603 เดินทางจากฮ่องกงถึงประเทศไทย เวลา 09.40 น.ของวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.พ. มีรายชื่อครอบครัว และคนใกล้ชิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ปรากฏอยู่ เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายพ.ต.ท.ทักษิณ นายปลอดประสพ สุรัสวดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน นางพวงเพชร ชุนละเอียด รวมทั้งปรากฏนามสกุลของนักการเมือง และคนใกล้ชิดของครอบครัวชินวัตรอีกหลายคน ร่วมในกลุ่มที่จะเดินทางด้วย

ด้านพล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าววานนี้ (26 ก.พ.) ว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้ประสานขอใช้พื้นที่เพื่อต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ในส่วนของ ทอท.อยู่ระหว่างดูรายละเอียดว่าจะมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนใด ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะจัดหาพื้นที่ที่ไม่ส่งผลกระทบหรือรบกวนการใช้บริการของผู้โดยสารอื่น ๆ ซึ่งการกำหนดจุดพื้นที่ที่แน่นอนจะรอการรายงานจากผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกครั้ง และในเรื่องการรักษาความปลอดภัยนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงกรณีที่จะมีประชาชนที่สนับสนุนและกลุ่มต่อต้านจะมาเจอกันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนกำหนดการเดินทางกลับนั้น ทอท.ยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงเวลาใด


ขณะที่พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) กล่าวว่า ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางกลับ จะได้รับรายงานจากสายการบินล่วงหน้า ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจเอกสารการเข้าประเทศเหมือนผู้โดยสารทั่วไป แต่อาจให้ใช้ช่องของบุคคลวีไอพี นอกจากนี้ยังเตรียมแผนไว้รองรับหากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีหมายจับของศาล ซึ่งจะมีชื่อปรากฏในวอชลิสต์ หรือบัญชีผู้มีลักษณะต้องห้ามเป็นบุคคลเข้าประเทศ ทันทีที่แสดงหนังสือเดินทาง


รับขวัญ “ทักษิณ” กลับบ้าน [27 ก.พ. 51 - 03:11]

รับขวัญอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับเมืองไทย

ล่าสุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติด้วยเสียง 3 ต่อ 2 แจกใบแดงให้นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ในคดีทุจริตเลือกตั้งที่จังหวัดเชียงราย

ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

แต่เจ้าตัวไม่นั่งรอชะตา หลังจากทราบมติ กกต. นายยงยุทธได้แถลงยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ก่อนประกาศขอยุติบทบาทประธานสภาฯ ไม่ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ โดยมอบหมายให้รองประธานสภาฯทั้ง 2 คนทำหน้าที่แทน จนกว่าศาลฎีกาจะมีมติชี้ขาด

โชว์สปิริตถอยฉากเอง

ก็ไม่ได้พลิกล็อกจากตัวเลขที่ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ได้เปิดอัตราต่อรองไปก่อนหน้านี้ว่า นายยงยุทธได้ลุ้นเสียว 3 ต่อ 2

โดนมากกว่ารอด

และก็เป็นอะไรที่เจ้าตัวก็คงจะรู้โพยล่วงหน้า กับการแวบเหินฟ้าไปซุ่มหารือกับอดีตนายกฯทักษิณที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เคลียร์ใบแดงไม่ออก

อย่างไรก็ตาม โดยตัวเลขที่ออกมา 3 ต่อ 2 ถือว่ามีความหมายพอสมควร จากบรรทัดฐานการพิจารณาคดีของ กกต.ในการแจกใบแดง ส.ส.เขตเลือกตั้งต้องใช้เสียง 4 ใน 5

และนี่เพิ่งเป็นครั้งแรกในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ระบบสัดส่วน

โดยข้อกฎหมายก็ยังลักลั่นอยู่

ไม่อย่างนั้น นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ก็คงไม่ออกมาเคลียร์ปมล่วงหน้า ออกตัวก่อนลงมติเลยว่า การวินิจฉัยคดีของนายยงยุทธ กกต.สามารถลงมติ 3 ใน 5 เสียงเพื่อให้ผลออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยไม่ต้องใช้มติ 4 ใน 5

เนื่องจากขณะนี้เป็นการลงมติวินิจฉัยหลังจากประกาศผลการเลือกตั้งไปแล้ว ทั้งนี้เป็นไปตามาตรา 8 วรรค 2 พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

และก็เป็นนายสุเมธที่ยอมรับหลัง กกต.ลงมติว่า เป็น 1 ใน 3 ของเสียงส่วนใหญ่ที่ให้ใบแดงกับนายยงยุทธ และได้เขียนคำวินิจฉัยส่วนตัวเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมที่จะเปิดเผย แต่เกรงว่าจะผิดกฎหมาย เนื่องจากต้องส่งสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณา

แต่แพลมไต๋ การพิจารณายึดในส่วนของพยานบุคคลที่ยืนยันชัดเจน ไม่ได้ให้ความสำคัญวีซีดีที่นายยงยุทธอ้างว่า เป็นการจัดฉาก

พร้อมๆกับยอมรับว่า มติของ กกต.ที่ออกมาจะต้องมีผู้โต้แย้ง แต่ขอให้ทุกฝ่ายรอผลการตัดสินของศาลฎีกา

สะท้อนนัย ตัวเลขมีความหมาย

ที่แน่ๆ น้ำหนักทางคดีคงลดลงไป อย่างไรเสีย 3 ต่อ 2 ก็ไม่แน่นปึ้กเหมือนตัวเลข 5 ต่อ 0 กกต.ลงมติเป็นเอกฉันท์

และโดยมาตรฐาน กกต.ชุดนี้ที่เป็นอดีตผู้พิพากษาเสีย 4 และอดีตรองอัยการสูงสุดอีก 1 ถือว่าเหลี่ยมคูกฎหมายระดับเซียนด้วยกัน ทั้งนั้น

นั่นก็หมายถึง 2 เสียงที่ค้านใบแดงของนายยงยุทธก็ใช่จะเบาหวิวซะที่ไหน

ตามรูปการณ์ก็อย่างที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะทีมที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน ออกมากระตุ้นต่อมความหวัง มติ 3 ต่อ 2 ของ กกต. ไม่ได้มีความเป็นเอกฉันท์ เพราะฉะนั้นหนทางการต่อสู้คดียังพอมีโอกาส ขึ้นอยู่กับทางศาลฎีกาว่าจะมีการพิจารณาในแนวทางใด

ยังพอมีช่องหายใจให้ดิ้นกันได้

และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มาถึงตรงนี้แม้จะมีข่าวร้ายใบแดงของ “ขุนศึกคู่กายนายใหญ่” อย่างนายยงยุทธ แต่ก็คงไม่มีผลต่อการเดินทางกลับของอดีตนายกฯทักษิณ

กองเชียร์เตรียมผ้าเช็ดหน้ารอซับน้ำตาได้

แต่ให้ฟังรุ่นเก๋าที่ประสบการณ์เชี่ยวกราก “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งซิกเตือนเป็นนัยๆ ถ้าคนไปรับมากมายก่ายกองก็จะเกิดเหตุ คนไปรับน้อยหน่อยก็จะเกิดเหตุน้อยลง ถ้าไม่ไปเลยก็คงจะดีมาก พ.ต.ท.ทักษิณคงจะสบายใจดี เพราะถ้าไปรับกันมากๆ คนเขาก็หมั่นไส้

กรุณาให้เป็นไปตามธรรมชาติ

เป็นอะไรที่สอดรับกับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ระบุไม่ห่วงม็อบนั้นม็อบนี้ แต่ให้ระวังมือที่ 3 จะสร้างสถานการณ์

งานนี้ต้องคุมพวกออกนอกหน้าให้ดีๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)