WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 29, 2008

กับดัก [29 ก.พ. 51 - 18:51]

ผมหนักใจกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เต็มไปด้วยกับดัก และ คลื่นใต้น้ำ สารพัด อยู่ที่ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่เท่านั้น

จับตรงไหนก็มีปัญหา

แสดงว่า ความร้าวฉาน ทางการเมืองที่ผ่านมา ไม่ธรรมดา การเมืองถูกแทรกแซงจากอำนาจอื่นจนเละเทะไปหมด ผู้คนที่ต้องอยู่ในมรสุมครั้งนั้นต้องแบ่งขั้วแบ่งข้างกันอย่างถาวร

ชนิดตายไม่เผาผี

แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่ง ที่เข้าร่วมแจมด้วย เพราะผลประโยชน์แอบแฝงอย่างอื่น บางพวกก็สะเทินน้ำสะเทินบก เปลี่ยนสีไปได้เรื่อย

ไม่รู้ว่ามีอาชีพเป็นสื่อมวลชน หรือ อาศัยสื่อมวลชนเลี้ยงชีพ วันหนึ่งก็มานั่งหน้าจอช่องนั้นช่องนี้ รับอาสาเป็นหน่วยกล้าตาย โจมตีขั้วอำนาจเก่า ด่าอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อต้านระบอบทักษิณ แทบจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

วันดีคืนดีก็เห็นชื่อคนเหล่านั้น มานั่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีฉิบ

ทำไปได้อย่างไร การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรก็เป็นอีกเรื่อง แต่การเมืองที่ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีความอาย ผมว่าน่าเกลียดน่ากลัวกว่าเยอะ

ผลประโยชน์ทำให้คนหน้ามืดตามัวสิ้นศักดิ์ศรี

งานนี้ ผมว่าน่าอายทั้งคนถูกแต่งตั้งและคนที่แต่งตั้ง นั่นก็เป็นเรื่องของมนุษย์บางคน ที่เห็นจะต้องตามลุ้นก็เรื่องใบแดงของท่านประธานสภา ยงยุทธ ติยะไพรัช นี่แหละ

กกต.3 เสียงให้ใบแดง 1 เสียง ให้ยกเรื่อง อีก 1 เสียง งดออกเสียง ก็แปลว่า กกต.เสียงข้างมาก 3 ต่อ 1 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ใบแดง

แต่โดยที่มีการประกาศรับรองไปแล้ว ขั้นตอนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นใบแดงหรือไม่ อำนาจจึงอยู่ที่ศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าศาลฎีการับไว้พิจารณาเมื่อไหร่ ก็ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที

พอดีท่านประธานยงยุทธแสดงสปิริตขอยุติการทำหน้าที่ชั่วคราวทันที จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ก็เลยรอดพ้นการถูกวิจารณ์ว่า ขี้เหร่ ไป เพราะตอนนี้ใครจะทำอะไรก็ต้องระวังเรื่องกระแสความขี้เหร่

ก็คิดกันต่อไปอีกว่า สมมติคุณยงยุทธ ถูกคำวินิจฉัยใบแดงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าจะเปรียบกับ ส.ส.แบบเขต ส.ส.พรรคไหนที่ได้ใบแดง พรรคนั้นก็จะถูกตัดสิทธิ และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่กรณีนี้เป็น ส.ส.แบบสัดส่วน กกต.จะจัดการอย่างไร ยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ เฮ้อ แค่คิดก็มึนแล้ว

จากนั้น กกต.ก็จะต้องกลับมาพิจารณาอีกว่า ในฐานะคุณยงยุทธมีตำแหน่งผู้บริหารพรรคการเมืองจะเกี่ยวข้องกับพรรคอย่างไรหรือ ถ้าเห็นว่าพรรครู้เห็นเป็นใจด้วยก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน อีกกระทอก นี่แค่กับดัก บางส่วนเท่านั้น

การเมืองในอนาคตมีแต่ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

ก้มกราบแผ่นดินงามๆ [29 ก.พ. 51 - 03:26]

ก้มกราบแผ่นดิน น้ำตาไหล ภาพประวัติศาสตร์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินออกจากห้องรับพิเศษท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นาทีแรกที่เหยียบอยู่บนมาตุภูมิ

ภายหลังต้องระหกระเหินเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ลี้ภัยทางการเมืองจากการถูกรัฐประหารยึดอำนาจตลอด 1 ปี 5 เดือนกว่าๆ

537 วันเต็มๆ

“ทักษิณ” กลับมาแล้ว ภารกิจแรกคือมอบตัว ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม

และนับเป็นสัญญาณที่ดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนายทองหล่อ โฉมงาม ในฐานะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และผู้พิพากษาอีก 2 ท่าน ใช้เวลาพิจารณาไม่ถึง 20 นาที ก็อนุญาตให้ประกันตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะจำเลยที่ 1 ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ในวงเงินประกัน 8 ล้านบาท โดยศาลสั่งให้ยึดสมุดเงินฝาก แจ้งอายัดและเพิกถอนหมายจับ

ห้ามออกนอกประเทศยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และห้ามกระทำการอันใดที่มีผลเสียหายต่อการดำเนินคดี นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 12 มีนาคม

เช่นเดียวกันไม่ต้องลุ้นกันนาน กับคิวของคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) อดีตนายกฯทักษิณได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สุดท้ายอัยการสูงสุดได้อนุญาตให้ประกันตัวในวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมนัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 3 เมษายน

หายใจหายคอโล่งกันไป

แต่ที่ยังเสียววาบ หายใจได้ไม่ทั่วท้อง ตามรายงานข่าวกรองของตำรวจตรวจสอบพบปืนซุ่มยิง ระยะไกล อานุภาพสูง หรือ “สไนเปอร์” 3 กระบอก ได้หายไปจากคลังอาวุธของหน่วยทหารบกหน่วยหนึ่ง

โดยไม่รู้ว่าใครเบิกไป

ขณะเดียวกัน นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ยอมรับว่า ดีเอสไอมีปืนสไนเปอร์จริง โดยมีอยู่ทั้งหมด 15 กระบอก

แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเหลืออยู่กี่กระบอก

ประเด็นลอบสังหารเขย่าขวัญในห้วงเวลาล่อแหลมสุ่มเสี่ยง

สังเกตว่า ตลอดการเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปศาลฎีกาต่อไปถึงสำนักงานอัยการสูงสุด อดีตนายกฯทักษิณได้ใช้รถยนต์กันกระสุนยี่ห้อโฮลเด้นท์ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 1991 กรุงเทพมหานคร โดยไม่กล้าแวะทักทายกองเชียร์ ที่มารอรับ

ท่ามกลางการอารักขาของตำรวจหน่วยอรินทราช การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าระวังบนตึกสูงที่เป็นเส้นทางผ่านของขบวนรถอดีตนายกฯทักษิณ

บล็อกจุดเสี่ยงต่อการซุ่มยิงระยะไกล

โดยเฉพาะการเหมาฟลอร์เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา เนื่องจากเหตุผลเพื่อความปลอดภัย เพราะที่บ้านในซอยจรัญสนิทวงศ์ 69 กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม มีคนงานก่อสร้างเข้าออกจำนวนมาก

ขณะที่โรงแรมเพนนินซูลามียุทธศาสตร์เหมาะสามารถเข้าออกได้ 3 ทาง ทั้งทางบก ทางอากาศมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และทางเรือที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉินเต็มที่

นาทีเสี่ยงๆเสียวๆแบบนี้ “ทักษิณ” ไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

แต่มันก็เป็นอะไรที่เรียกคะแนนสงสาร ลดโทนเผชิญหน้าลงไปได้เยอะ กับบทแถลงเปิดใจ อดีตนายกฯทักษิณได้ยืนเคียงข้างคุณหญิงพจมาน นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร พร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว

พูดด้วยน้ำเสียงที่กลั่นออกมาจากความรู้สึกส่วนลึก

เมื่อวันที่ออกจากประเทศไทยในฐานะนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจเพื่อบ้านเมืองอย่างเต็มที่ แต่ตอนกลับมาถูกกล่าวหา ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เปรียบเหมือนเป็นผู้ต้องหาสำคัญ

รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและครอบครัว

ยืนยันเลิกเล่นการเมือง จะใช้เวลาต่อสู้คดี ปกป้องชื่อเสียงที่ถูกทำลายอย่างไม่เป็นธรรม ทำงานด้านการกุศล การกีฬา การศึกษา ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

“ขออาศัยเป็นประชาชนคนหนึ่ง ต้องการใช้ชีวิตในประเทศ ไทย ผมไประเหเร่ร่อนในต่างประเทศ ยืนยันไม่มีแผ่นดินไหนให้ ความอบอุ่นเท่ากับประเทศไทย ผมขอตายในผืนแผ่นดินไทย”

ไม่เหลือแวว “ทักษิณ” จอมพยศคนเก่าเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

“เลี้ยบ” ยัน “สมัคร” นายกฯตัวจริง [29 ก.พ. 51 - 03:40]

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา ประเทศไทยมีนายกฯ 2 คน นายสมัคร สุนทรเวช ไม่ใช่นายกฯตัวจริงนั้น อดีตนายกฯได้พูดเอาไว้ชัดเจนว่า ท่านกลับมาเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม อยากกลับมาทำงานในมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาหรืองานกีฬา จะเดินทางไปมาเพื่อดูแลสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ การมาสนใจหรือคลุกคลีดำเนินการทางการเมืองเหมือนเดิม คงไม่เกิดขึ้นแน่นอน นายสมัครก็ทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีที่มีกลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชน ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความจงรักภักดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะอดีตนายกฯเคยมีผลงานในช่วงของการบริหารประเทศ 5-6 ปีที่ผ่านมา ก็จะมีผู้ที่ชื่นชมการบริหารงานของท่าน คงจะไม่ให้เขาแสดงความชื่นชมคงไม่ได้ แต่คิดว่าทาง พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่ต้องการจะกลับมาทำงานในบทบาทการเป็นนายกฯอีกแล้ว แต่คงจะให้การสนับสนุน หรือให้คำปรึกษาเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือการทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่จะไม่มีการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ หากเราต้องการปรึกษาประเด็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็จะสอบถามไป ในกรณีที่เราต้องการความเห็น ความเชี่ยวชาญระดับโลก



ปัด “ทักษิณ” บงการรัฐบาลหุ่นเชิด



เมื่อถามว่า แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะยังคงมีบทบาท อยู่เบื้องหลังต่อไป เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คงไม่มี คนที่ทำหน้าที่ทางการเมืองในบทบาทฝ่ายบริหารจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ ถ้าจะมองในแง่ว่าจะต้องมีใครมาคอยกำกับ เราคงไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องการที่จะทำตามคำสั่งของใคร การกระทำใดๆต้องเป็นเรื่องที่เรารวบรวมความเห็นและตัดสินใจด้วยตัวของเราเอง ส่วนข้อครหาว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดนั้น ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดว่านายสมัครมีการตัดสินใจที่เป็นตัว ของตัวเองหลายเรื่อง และยังได้ให้นโยบายแก่รัฐมนตรีในกรณีที่บางเรื่องที่ท่านเห็นว่าควรจะเปลี่ยนแนวคิดหรือ วิธีการ ท่านก็ให้นโยบายออกมาชัดเจน ดังนั้น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การทำงานของนายกฯและคณะรัฐมนตรี เป็นการใช้วิจารณญาณของตัวเอง



อียูห่วงเสถียรภาพการเมืองไทย



ทั้งนี้ นพ.สุรพงษ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังให้การต้อนรับ และหารือร่วมกับผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป โดย นพ. สุรพงษ์กล่าวด้วยว่า ทางสหภาพยุโรป (อียู) แสดงความยินดีที่ไทยกลับมาสู่แนวทางประชาธิปไตย อียูยืนยันมาตลอดว่าสนับสนุนให้ไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด วันนี้ไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ทางอียู ก็พร้อมที่จะร่วมกันพัฒนาและกระชับความสัมพันธ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้อียูได้สอบถามถึงความมีเสถียรภาพและความแน่นอนทางการเมือง เพราะไม่แน่ใจว่าความแปรเปลี่ยนทางการเมืองจะมีผลต่อแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจหรือไม่ ได้ยืนยันไปว่าไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร แต่ถ้าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ก็เชื่อว่าแนวคิดด้านการพัฒนาเศรษฐกิจก็จะไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามทางอียูไม่ได้สอบถามเรื่องการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย


'อภิสิทธิ์'จี้'ทักษิณ'พิสูจน์คำพูดวางมือจริงหรือไม่

'อภิสิทธิ์' เตรียมจับตา 'ทักษิณ' วางมือจากการเมืองจริงหรือไม่ เชื่อใช้สิทธิ์ปกติ ไม่ก่อเหตุวุ่น พร้อมให้กำลังใจ 'สมัคร' ทำหน้าที่สมบทบาทนายกฯ

(28กพ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่วุ่นวาย เป็นไปด้วความเรียบร้อย เพราะทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนการ ส่วนการที่พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมจะเดินทางไป จ.เชียงใหม่ ต่อจากนี้ก็เป็นสิทธิ์ เพราะเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณกลับมา คงอยากใช้ชีวิตตามปกติ การจะไปจำกัดสิทธิ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่ถูก เพียงแต่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองตามมาหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตราบเท่าที่พ.ต.ท.ทักษิณใช้สิทธิตามปกติ ก็ไม่มีปัญหาอะไร และพ.ต.ท.ทักษิณ ก็บอกว่าไม่ยุ่งกับการเมือง ซึ่งเราจะติดตามดูต่อไป ส่วนคำพูดดังกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณจะเชื่อถือได้หรือไม่นั้น อยู่ที่การกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องพิสูจน์การกระทำของตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นในช่วงนี้ควรปล่อยให้เป็น การดำเนินการไปตามปกติ อย่าปล่อยให้เกิดความวุ่นวายตามมา และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่อยากเป็นเงื่อนไข ของความขัดแย้ง ของคนในสังคมมากไปกว่าปัญหาในอดีตที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณใช้สิทธิ์ ิ์ในฐานะคนไทย กลับมา และใช้ชีวิต เราก็พยายามช่วยกันให้อยู่ในระดับนี้ ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่คนในวงการเมืองไปต้อนรับ การกลับ มาของ พ.ต.ท.ทักษิณ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความผูกพันส่วนตัว เราจะไปห้ามเขาคงไม่ได้ แต่คนเหล่านั้น ควรระมัดระวังไม่ให้นำไปสู่เรื่องอื่น ส่วนรัฐมนตรีที่ไปร่วมต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วยนั้น ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลความเรียบร้อย

เมื่อถามต่อว่า อยากฝากอะไรถึงนักการเมืองที่มีความผูกพันกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ในการวางบทบาท เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขความขัดแย้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากฝากคนไทยทุกคนว่า ถ้าทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และรู้ขอบเขตของการใช้สิทธิ์ของตัวเอง บ้านเมืองจะไม่มีปัญหา การรักกันชอบกัน หรือคนที่ไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องปกติ ิธรรมดา แต่ถ้าเราช่วยกันทำให้สังคมสามารถจัดการกับเรื่องเหล่านี้ โดยไม่เป็นปัญหาวามขัดแย้งหรือความรุนแรง จะทำให้สังคมของเรามีความเข้มแข็งมากขึ้น และทุกคนก็จะได้ประโยชน์ แต่ถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการตรงนี้ได้ สุดท้ายความเดือดร้อนก็ตกอยู่ที่ประชาชน ที่จะมีความทุกข์จากปัญหาที่สะสม และความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณกลับมา จะบดบังรัศมีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงไม่เป็นเช่นนั้น นายกฯยังเป็นนายสมัครอยู่ ต้องเป็นนายกฯมีอำนาจเต็ม ต้องช่วยกันรักษาระบบ ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งท้าทายนายสมัคร ซึ่งตนก็ให้กำลังใจนายสมัครว่า ต้องดำรงสถานะเป็นตัวของตัวเอง ใช้อำนาจในความรับผิดชอบเพื่อรักษาระบบ

เมื่อถามต่อว่า คิดว่าการบริหารประเทศในอนาคต จะยากลำบากหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความท้าทาย แต่เชื่อว่านายสมัครทราบอยู่แล้ว ตั้งแต่วันที่รับตำแหน่ง ว่าต้องมีเงื่อนไขแบบนี้เกิดขึ้น ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการปรับ ครม. ภายหลังพ.ต.ท.ทักษิณกลับมานั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะไปถึงขนาดนั้น เพราะอยู่ที่นายกฯเป็นคนตัดสินใจ

คตส.ยันไม่เป็นปฏิปักษ์ 'ทักษิณ'

วันนี้ (28 ก.พ.) นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางกลับของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นเรื่องดีที่จะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีความ ต่างๆ ในชั้นศาล ว่าเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาการนำเสนอ ข้อเท็จจริงมักจะพูดกันที่นอกศาลมาตลอด ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันความบริสุทธิ์ และตั้งใจ จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ต่อสู้คดีใน ชั้นศาล คดีต่างๆ ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สังคมก็จะได้ทราบกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคดีที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ คตส. มั่นใจในหลักฐานและสำนวนสอบสวนมากน้อย แค่ไหน นายบรรเจิด กล่าวว่า ทุกคดีที่คตส. ตรวจสอบ คตส.มีความมั่นใจ เพราะสำนวนสอบสวนแต่ละคดี ผ่านการคัดกรองมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่กระบวนการสอบสวน ไต่สวน ไปจนถึงการพิจารณาของ คตส.ชุดใหญ่เอง และยืนยันว่าขณะนี้ กรรมการคตส.ทุกคนไม่มีใครหวั่นไหว เพราะยังคงเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ถอดใจอะไรไม่ได้

เมื่อถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ระบุ บุคคลที่มานั่งทำงานในตำแหน่งกรรมการ คตส. เป็นกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ นายบรรเจิด กล่าวว่า เหตุผลนี้ เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ใช้ในการโต้แย้ง การสอบสวนคดีของ คตส.ทุกสำนวน และคตส. ก็ได้มีการพิจารณาไปแล้ว ว่า กรรมการ คตส. ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับใคร และในการทำงานหน้าที่ของเรา ก็อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ ยึดข้อเท็จจริงเอกสารหลักฐานเป็นสำคัญ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสื่อมวลชนต่างประเทศวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาประเทศไทย เพราะมั่นใจว่า จะพ้นข้อกล่าวหา และได้ทรัพย์สินมูลค่า 55,200 ล้านบาท ที่ถูกอายัดไปกลับมาครอบครองอีกครั้ง ว่า ทุกเรื่องจะต้องไปต่อสู้กันที่ศาล หลักฐานข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น

‘ทักษิณ'เปิดใจครั้งแรกหลังกลับไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคุณหญิงพจมาน ภริยา นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร บุตรชายและบุตรสาวได้เปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่โรงแรมเพนนินซูลา เมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. โดยรายละเอียดต่าง ๆ มีดังนี้คือ
"สวัสดีครับ ท่านพี่น้องสื่อมวลชนที่เคารพรัก Good afternoon ladies and gentlemen of the press ขอบคุณนะครับ ที่มาทำข่าวที่ผมเดินทางกลับมาประเทศไทยในวันนี้ ก็มีคำถามมากมาย ผมก็เลยอยากจะขอสรุปให้ฟังคร่าวๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติในวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะกลับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 20 เพราะผมเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬา เมื่อจบก็คือจบ ผมก็ตั้งใจว่าผมก็อยากจะเดินทางกลับ แต่เมื่อทุกคนบอกว่าอยากให้ผมอยู่สักพักหนึ่ง ผมก็อยู่ แล้วก็ได้มีการโทรศัพท์ติดต่อกับทางฝ่ายของคณะปฏิวัติ ก็ได้บอกให้ทุกคนทราบว่า ผมเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬา เมื่อจบแล้วก็จบ อยากให้เขาช่วยสร้างความปรองดองของชาติให้เกิดขึ้น
ผมก็นึกว่าผมจะอยู่สัก 2-3 เดือนอย่างมาก เพราะผมเป็นคนติดบ้าน เป็นคนที่รักประเทศไทย รักผืนแผ่นดินไทย อยากอยู่กับครอบครัวในประเทศไทย ก็เลยนึกว่าจะได้กลับ แต่ในที่สุดเหตุการณ์ก็ยังไม่สามารถยุติลงได้ ผมก็เลยต้องอยู่ อยู่ไปอยู่มาก็ 17 เดือนกว่าๆ เกือบ 18 เดือน ซึ่งก็ถือว่านาน ในวันออกไปก็เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ออกไปประชุม ทั้งประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซ็ม เสร็จแล้วก็ไปประชุมผู้นำของประเทศผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือ นาม ที่ฮาวานา แล้วก็ไปประชุมสหประชาชาติ เพื่อจะไปช่วยหาเสียงให้กับ ดร.สุรเกียรติ์ ในขณะนั้นที่ต้องการจะส่งให้เป็นเลขาฯ ยูเอ็น ก็ไปด้วยความตั้งใจและทุ่มเท แต่วันนี้กลับมาถูกกล่าวหา ต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือ เปรียบเสมือนเป็นผู้ต้องหาสำคัญ ซึ่งก็รู้สึกเสียใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัวนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ แต่ว่าผมก็ยังต้องอดขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องประชาชน กับเหตุการณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา คนที่เหนื่อยและลำบากที่สุดคือประชาชนโดยรวม ซึ่งผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
วันนี้ ผมกลับมาเพราะว่าหลังจากที่พี่น้องประชาชนได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันแล้ว หลายคนก็โล่งใจเพราะได้แสดงการตัดสินใจของตัวเองไปแล้ว และเมื่อเหตุการณ์มันคลี่คลายจากการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว ผมจำเป็นที่จะต้องมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และก็มารักษาชื่อเสียงของผมที่ถูกทำลายอย่างไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนทุกฝ่ายว่า การกลับมาของผมครั้งนี้ ผมไม่ต้องการที่จะยุ่งเกี่ยวกับการเมือง บางคนอาจจะสงสัยว่า นักการเมืองไปมาหาสู่ผม มันเป็นธรรมชาติไม่ใช่หรือ ที่คนไทยเมื่อรู้จักกัน และไม่ได้เจอหน้ากันก็ย่อมต้องมาเจอกัน มาเยี่ยมเยียนกัน มันเป็นวัฒนธรรมของพวกเราไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นการที่คนเหล่านี้คิดถึงผม เพราะบางคนผมก็มีโอกาสส่งเสริมให้เขาได้ทำงานการเมือง เขาก็คิดถึงผม ก็ไปเยี่ยมไปเยือน แล้วก็ไปรับผมบ้าง อะไรบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะกลับเข้าสู่การเมือง
วันนี้ผมขออาศัยเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพราะต้องการจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ผมไประเหเร่ร่อนมาทั่วโลก ขอยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีแผ่นดินไหนที่จะให้ความอบอุ่นแก่ผมและครอบครัวเท่ากับแผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นผมจะขอกลับมาอาศัยอยู่อย่างมีความสุข อย่างมีความอบอุ่น และขอตายในผืนแผ่นดินไทยนี้ ผมก็ขอให้ท่านทั้งหลายที่เป็นห่วงเป็นใยผม ว่าจะมาแข่งขันกันทางการเมืองหรืออะไรนั้น ได้สบายใจได้ว่าผมจะขอใช้ชีวิตอย่างสันติ และสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ปีนี้ 59 แล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตของคนเรามันก็ไม่ยาวนานมากนัก ถ้าช่วงสุดท้ายจะได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคม และได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข เป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะปรารถนา และผมก็ปรารถนาเช่นนั้น
เพราะฉะนั้นผมจะขอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวผม อยู่กับลูกกับเมีย และแน่นอนครับ ก็ขอพักผ่อนบำรุงความสุขให้กับตัวเองบ้างหลังจากที่ตรากตรำทำงานมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทให้กับบ้านเมืองที่ผ่านมา วันนี้ก็ขอกลับมาอยู่บนผืนแผ่นดินไทย คงจะใช้เวลากับการต่อสู้คดี รักษาชื่อเสียงของตัวเองที่ถูกทำลายอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมกับการทำงานด้านการกุศล ด้านการกีฬา และด้านการศึกษา สิ่งไหนที่ผมจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคนไทยผมก็จะทำ ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น และนอกจากนั้น ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เป็นกำลังใจผมมาตลอดเวลา 17 เดือน ก็ยังให้กำลังใจผม ทั้งๆ ที่ผมถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกล่าวหาต่างๆ นานา ก็ยังให้กำลังใจผมอยู่ และให้โอกาสผมกลับมาในวันนี้ หลายท่านที่ไปรับผมที่สนามบินก็ดี ไปยืนคอยตามจุดต่างๆ ก็ดี ผมต้องขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ที่ไม่ได้ลงไปทักทาย เพราะโดยปกติผมเป็นคนที่ต้องลงไปทักทาย เพราะต้องขอบคุณน้ำใจที่เขายืนตากแดดตากลมรอผม แต่ผมไม่สามารถทำได้เพราะว่าวันนี้ระบบการรักษาความปลอดภัยเขายังไม่ค่อยสบายใจที่จะให้ผมไปเดินเช่นนั้น ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่ไปแล้วไม่ได้เจอผมก็ขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
ส่วนพี่น้องสื่อมวลชนหลายคนก็จำหน้าได้ เพราะว่าเคยทำงานร่วมกันมา ทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศและผู้สื่อข่าวไทย หลายคนก็เป็นลูกหลาน เพิ่งจบใหม่ๆ เข้ามา ก็ขอให้ท่านช่วยกันทำให้ประเทศไทยได้กลับมามีความเชื่อมั่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าผมอยากเห็นประเทศไทยยืนได้อย่างเข้มแข็งในภาวะเศรษฐกิจที่มีการผันผวนอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปัญหาซับไพรม์ที่สหรัฐอเมริกา ปัญหาเรื่องของน้ำมันราคาแพงขึ้นทุกวัน ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจชะลอตัวลงของโลก และปัญหาภายในของเรา เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ทุกท่านช่วยกันแก้ปัญหาภายในให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้เข้มแข็ง เผชิญกับปัจจัยภายนอก และ ทำให้เราสามารถที่จะยืนหยัดอยู่ได้ในการแข่งขัน ก็ขอขอบคุณท่านสื่อมวลชนทั้งหลาย หลายคนก็เป็นห่วงเป็นใย โทรไปให้กำลังใจ ก็ขอขอบคุณอีกครั้ง ขอขอบคุณครับ"
ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวเปิดใจแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบหมายให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และ น.ส.ศันสนีย์ นาคพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นผู้ตอบข้อซักถามต่อผู้สื่อข่าว


จาก hi-thaksin

อ้อมกอดแห่งรัก



พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะออกจากเครื่องบินเข้าสู่สนามบินสุวรรภูมิ เพื่อพบกับครอบครัวที่มายืนรอรับ และได้เข้าสวมกอดด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ

จาก hi-taksin

MV จากกันนานคิดถึงจังเลย



ด้วยความคิดถึงและห่วงหา วันที่ท่านกลับคืนถิ่นแผ่นดินเกิดก็มาถึง พี่น้องประชาชนที่รักและห่วงใยท่าน พร้อมใจยินดีต้อนรับและจะขอเป็นกำลังใจเคียงข้างท่านตลอดไป

จาก hi-thaksin

เจตนาชั่วของสมุนสนธิ ลิ้มทองกุล


บทความของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่ปรากฎบนเวปไซต์ manager on lie วันนี้ (28 ก.พ.) และจะปรากฎในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการวันพรุ่งนี้ (29ก.พ.) ในหัวเรื่อง “วันที่ทักษิณนิวัติพระนคร” เป็นบทความที่เขียนอย่างมีอคติ และมีเจตนาร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างร้ายแรง มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ประชาชนเข้าใจผิด และเกลียดชังพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ประพฤติปฏิบัติตน ราวกับเป็น “เจ้า” จึงใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้ผู้อ่านซึ่งเป็นสาวกของสนธิ ลิ้มทองกุล หลงเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กระทำการในลักษณะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เสด็จนิวัติพระนคร” ภายหลังจากทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จกลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
เจตนาของการใช้คำว่า “นิวัติพระนคร” เพื่อให้เทียบเคียงกับ “เสด็จนิวัติพระนคร” เป็นเจตนาทุจริต และเป็นเจตนาชั่วร้าย มุ่งหมายทำลายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยความเท็จ โดยวิธีการทำให้คนเข้าใจผิดและหลงเชื่อ ซึ่งเป็นวิธีการที่เลวร้าย สกปรก จนเกินกว่าที่จะยอมรับและให้อภัยได้

ภาพที่ประจักษ์และปรากฎต่อสายตาประชาชน ที่ชมการรายงานสดจากหน้าจอโทรทัศน์ เป็นพยานได้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้ประพฤติปฏิบัติตนเสมอเช่นเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัตพระนคร แม้แต่น้อย

นับแต่ออกจากเครื่องบิน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตกอยู่ในวงล้อมของหน่วยรักษาความปลอด ภัยที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดมาคุ้มครองความปลอดภัย ตามคำสั่งของพล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปรายงานตัวที่ศาลฎีกา ทันที

ไม่มีโอกาสแม้แต่จะทักทายประชาชน ได้แต่เพียงโบกมือให้แก่กัน เพื่อเป็นการขอบคุณน้ำใจของประชาชนที่อุตส่าห์เดินทางมารอรับ หลังจากที่ก้มกราบแผ่นดินไทยอันเป็นที่รัก แล้ว เท่านั้นเอง

พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีสิทธิพิเศษใดๆ กว่าผู้ต้องหารายอื่น เมื่อเดินทางไปถึงศาลฎีกา เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ก็ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติผู้ต้องหา เช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั่วไป เพียงแต่อาจจะได้รับความสะดวกมากกว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน ก็ได้รับสิทธิเช่นเดียวกันนี้ บางคนได้รับสิทธิมากกว่านี้อีกด้วยซ้ำ คือ ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษ

ผมไม่แน่ใจว่า ผู้เขียนบทความนี้ ได้ชมการรายงานสดตั้งแต่ต้นจนจบหรือไม่ แต่แน่ใจว่าผู้เขียนบทความนี้เขียนด้วยอคติ และเขียนด้วยเจตนาทุจริตต่อพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อความจริงที่ปรากฎต่อสายตาประชาชนหลายล้านคนที่ได้ชมการรายงานสดพร้อมๆ กัน ทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก

ความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้ ก็คือว่า....

1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงประเทศไทย

2. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดินไทย จะเป็นทันทีที่เท้าก้าวแรกสัมผัสผืน ดิน จะเป็นเท้าก้าวที่เท่าไรก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สาระอยู่ที่ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกคณะรัฐประหารยึดอำนาจไป ต้องพลัดพรากจากแผ่นดินแม่ไปนานถึง 17 เดือน โดยไม่ได้ร่ำลา และไม่ได้ตั้งใจ เมื่อได้กลับมาถึงแผ่นดินแม่ มายืนบนแผ่นดินเกิด การก้มกราบแผ่นดินแม่ เพื่อสำนึกในบุญคุณ เพื่อรำลึกถึงความหอมของผืนดิน ที่เคยอุ้มชูเลี้ยงดูมาทั้งชีวิต เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง

พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้กระทำสิ่งนั้นทันที โดยไม่ลังเล และไม่ได้สนใจว่ากล้องของผู้สื่อข่าวอยู่ตรงไหน อย่างไร ไม่มีการนัดแนะ ไม่มีการให้คิว ไม่มีการเทคใหม่ ไม่มีการก้มกราบสองครั้ง สามครั้ง เพื่อให้ช่างภาพ ได้ถ่ายภาพสวยๆ ได้บันทึกภาพทุกความเคลื่อนไหว ทุกช็อต ทุกเฟรม ที่ช่างภาพบันทึกได้ เป็นกิริยาอาการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มิใช่การเสแสร้าง หรือเกิดจากการนัดแนะ ซ้อมคิวกับช่างภาพแต่อย่างใด

3. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารักษาความผลปลอดภัยตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่มีโอกาสที่พบปะพูดคุย โอบกอด สัมผัสมือกับชาว บ้านหลายพันคนที่มารอรับนานข้ามคืน ดังที่ใจต้องการ เพราะต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตนตามแผนการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างเคร่งครัด

4. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ท่ามกลางการติด ตามดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปยังศาลฎีกา เพื่อการเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล ทันที ไม่มีโอกาสที่จะแวะทักทายกับใคร หรือกลับบ้านพักก่อน ดังเช่นที่สื่อบางสำนักคาดเดาไว้ล่วงหน้า ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบุคคลทั่วไป ที่ตกเป็นผู้ต้องหา และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล

5. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน ที่โรงแรมเพนนินซูล่า ตามที่สื่อมวล ชนต้องการ และปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ซึ่งเข้าใจได้ว่าเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งคำถามนำ ไปสู่ความเข้าใจผิดของประชาชน อันจะเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกขึ้นในชาติอีก ทั้งนี้ก่อนจะเข้าสู่ห้องแถลงข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ได้ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ประดิษฐานอยู่หน้าห้องแถลงข่าว ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่ได้กลับมาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอีกครั้งหนึ่ง

6. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปกราบพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

7. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมครอบครัว เข้าพักที่โรงแรมเพนนินซูลา

พฤติกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเสี้ยวเวลาใดเลย หรือ พฤติกรรมใดเลย ที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณ แสดงพฤติกรรมใกล้เคียง เลียนแบบ หรือ เทียบเคียงได้กับการเสด็จนิวัตพระนครของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังที่ผู้เขียนบทความต้องการชี้นำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด

มีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ เวปไซต์ Manager on lie จะหลงเชื่อไปตามที่ผู้เขียนชี้นำ เพราะผู้อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พร้อมจะเชื่อ มากกว่าที่จะอ่านแล้วคิด

การใช้ถ้อยคำหัวเรื่องของบทความดังนี้ เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายมากกว่าที่เชื่อได้ว่าเป็นสื่อที่อยู่ในสังกัดของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่มีข้อบังคับด้านจริยธรรมอย่างสูงส่ง และผู้เขียน ก็อยู่ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับเดียวกับ นายสุวัฒน์ ทองธนากุล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เสียด้วย

พฤติกรรมในลักษณะนี้ เป็นการแอบอ้าง และใช้ถ้อยคำ อันหมายถึงสถาบันเบื้องสูง มาเป็นเครื่องมือทำให้ประชาชนหลงเชื่อและเข้าใจผิด เช่นเดียวกับพฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ศาลพิพากษาจกคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา ก็ด้วยเหตุที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ไม่มีผิดเพี้ยน

พฤติกรรมของ สุรวิชช์ วีรวรรณ ที่เดินเคียงข้าง สนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดเวลาของการปลุกระดมประชาชน สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ เป็นการส่อแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่มีแต่ สนธิ ลิ้มทองกุล คนเดียวที่มีพฤติกรรมแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ตนสมประโยชน์ทางการเมือง หากแต่ยังแพร่กระจายระบาดไปยังคนรอบข้างในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จนไม่อาจจะไว้วางใจได้ว่าติดพฤติกรรมนี้กันไปกี่คนแล้ว บางทีอาจจะเป็นกับเครือผู้จัดการก็เป็นได้

บางทีผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องอาจจะต้องมาพิจารณากันสักครั้งว่า การลงโทษจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา แต่ให้ประกันตัวได้ในระหว่างอุทธรณ์ เป็นการลงโทษที่หาได้ทำให้สนธิ ลิ้มทองกุล และบริวาร สำนึกในการกระทำความผิดของตนเอง ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้บ้านเมืองแตกแยก ด้วยวิธีการอันเลวร้าย คือ ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ก็เป็นได้

คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ประดาบ



จาก hi-thaksin

Thursday, February 28, 2008

โฆษกทักษิณชี้นอนโรงแรมไม่เกี่ยวข่าวปองร้าย


โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เผยไม่เกี่ยวกับกระแสข่าวปองร้ายในการมาพักที่ ร.ร.เพนนินซูล่า ย้ำพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่รับตำแหน่งใดๆ แต่หากขอคำปรึกษาก็สามารถทำได้