WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 1, 2008

ส.ป.ท.ปรับบทบาทตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐหลังอดีตนายกรัฐมนตรีกลับไทย

โรงแรมเวียงใต้ 1 มี.ค.- สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (ส.ป.ท.) ปรับบทบาทตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไทย ดึง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ร่วมงาน

สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (ส.ป.ท.) นำโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ในฐานะเลขาธิการ แถลงข่าวแสดงจุดยืนการทำงาน ว่า ส.ป.ท. ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 87 ระบุว่า รัฐจะต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันพรรคพลังประชาชน เข้ามาควบคุมอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ รวมถึงมีประชาชนบางส่วน เห็นว่าพรรคพลังประชาชน มีพฤติกรรมเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย ซึ่งคล้องจองกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศ หลายฝ่ายจึงเป็นห่วง

“เราจึงใช้สถานการณ์ปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญมาปรับเป็นบทบาทหน้าที่ของ ส.ป.ท. โดย ส.ป.ท. จะส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิก และประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมในชาติและระดับท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การใช้สิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ เช่น การเสนอกกฎหมาย หรือการยื่นถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ พร้อมจะตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งทางการเมือง โดยจะรวมตัวกันในลักษณะสมัชชาประชาชน พร้อมทั้งจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดยสุจริจและเที่ยงธรรม”นายไชยวัฒน์ กล่าว

นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ส.ป.ท. จะประกอบด้วยคณะที่ปรึกษา อาทิ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานที่ปรึกษา นายปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นที่ปรึกษา สปท. นายไพศาล พืชมงคล เป็นที่ปรึกษา นายประพันธ์ คูณมี ที่ปรึกษา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่ปรึกษา นางมาลีรัตน์ แก้วก่า ที่ปรึกษา นอกจากนี้จะมีประธานคณะกรรมการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม อาทิ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นายณรงค์ พิริยะเอนก เป็นประธานคณะกรรมการกิจการรัฐบาลและรัฐสภา นายไพศาล พืชมงคล ประธานคณะกรรมการโรงเรียนการเมืองการปกครองภาคประชาชน

ต่อข้อถามว่า ทาง ส.ป.ท. จะมีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่โยกย้าย อธิบดีดีเอสไอ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ทาง ส.ป.ท. จะต้องรวบรวมสมาชิกให้ได้ 50,000 รายชื่อ จึงจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอกฎหมาย ที่ต้องใช้ชื่อ 10,000 รายชื่อ หรือการถอดถอนบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่การยื่นถอดถอนบุคคล เราจะต้องใช้เมื่อถึงเวลาเท่านั้น ซึ่งการโยกย้ายข้าราชการผู้ใหญ่ ก็ไม่ใช่รัฐบาลคิดแต่ว่า กฎหมายเปิดช่องให้ก็สามารถโยกย้ายได้ เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องเน้นหลักของนิติธรรมด้วย ซึ่ง ส.ป.ท.จะเฝ้าดูเหตุผลในการโยกย้ายว่ามีอะไรบ้าง

เมื่อถามว่า ทาง ส.ป.ท. กับพันธมิตรมีการทำงานที่เกี่ยวโยงกันหรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า เราตกลงว่าจะมีเป้าหมายร่วมกัน คือการต่อสู้กับระบอบทักษิณ โดยกระทำภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช้การเผชิญหน้าหรือความรุนแรง ซึ่งจะมีการหารือกับพันธมิตรทุกวันพุธของสัปดาห์ ซึ่งเราจะอยู่ภายใต้การทำงานร่วมกับกับพันธมิตรแต่จะแยกกันไปรับผิดชอบงานใครงานมัน แล้วจะมีการพูดคุยกันเพื่อกำหนดบทบาทต่อไป

เมื่อถามว่า จะมีการชุมนุมหรือออกมาเรียกร้องอะไรหรือไม่ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ยังไม่ถึงเรื่องของการออกมาชุมนุม แต่เดิมที่มีการออกมาชุมนุมนั้นเพราะกลไกของธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ ประชาชนจึงต้องออกมาเรียกร้องบนถนน อย่างไรก็ตามเราก็ยังไม่สบายใจ ตรงที่รัฐบาลเข้ามาทำงานสมบูรณ์แบบภายในอาทิตย์แรก แต่กลับมีการโยกย้ายแบบมโหฬาร ทั้งด้านยุติธรรมและด้านสื่อ แล้วทุกคนก็กลับเงียบ บอกว่าทำได้ในระบบ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ประชาชนต้องหาทางออก แต่อย่างไรก็ตามก็จะทำภายใต้กฎหมายเพื่อไม่ให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น

ด้านพล.ร.อ. บรรณวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง มีการโยกย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา อธิบดีดีเอสไอ ได้ดูแลคดีทุจริตหลายเรื่องและขณะนี้เรื่องการทุจริตที่ดินที่บุรีรัมย์ ก็เตรียมออกหมายจับ แต่กลับมีการย้ายทั้งอธิบดีดีเอสไอและพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่แน่ใจ ว่า ย้ายแล้วจะมีการออกหมายจับหรือไม่ และยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“การย้ายอธิบดีดีเอสไอ ผมเสียใจมาก แม้ผมจะเคยโดนย้ายตอนเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่เหมือนนายสุนัยที่ทำเรื่องการทุจริตได้อย่างครอบคลุม เราต้องให้กำลังใจท่าน ซึ่งผม ได้โทรศัพท์ไปหานายสุนัยแล้ว เพื่อขอให้ดำเนินการฟ้องศาลปกครองในเรื่องดังกล่าว ซึ่งท่านบอกว่ากำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ ซึ่งในวันที่ 4 มีนาคม จะถึงนี้ ทาง ส.ป.ท. จะเดินทางไปให้กำลันายสุนัยและจะเรียกร้องให้ท่านฟ้องศาลปกครองในเรื่องของการโยกย้าย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีข่าวดี ซึ่งการย้ายข้าราชการตนเห็นด้วยหากจะมีเหตุผลที่ชัดเจน ว่าประชาชนได้อะไร ก็สามารถย้ายเป็นรายวัน รายชั่วโมงเลยก็ได้ หากมีเหตุผลแต่เรื่องนี้ไม่มีเหตุผลและตนดีใจ ที่วันที่ 4 มี.ค.นี้ ผมจะได้เป็นประชาชนเต็มขั้น เป็นทองพูน โคกโพธ์ เป็นราษฎรเต็มขั้น เพราะสิ้นสุดการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมจะลุยและอุทิศตัวในบั้นปลายของชีวิต ตอบแทนคุณแผ่นดินไม่ให้เสียชาติเกิด” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-01 14:20:38

สมัคร พร้อมนำแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงหารือที่ประชุม ครม.

สปป.ลาว 1 มี.ค.-“สมัคร สุนทรเวช” ยืนยันความสัมพันธ์ไทย-ลาว เป็นไปด้วยดี เตรียมนำแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงไทย-ลาวเข้าหารือที่ประชุม ครม. เชื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งลงได้ ขณะเดียวกัน เปรียบการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เหมือนการอาสาเข้ามาขับรถในช่วงที่มีฝนตก ถนนไม่ดี ยืนยันจะพยายามอย่างเต็มที่


“สมบัติ ตรงกมลธรรม” ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทย ซึ่งติดตามไปทำข่าวนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2551 รายงานว่า ภารกิจวันสุดท้ายในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (1 มี.ค.) โดยในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยี่ยมชมตลาดเช้าทุ่งขันคำ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากบรรดาแม่ค้าอย่างอบอุ่น

จากนั้นนายกรัฐมนตรีเข้าสักการะพระธาตุหลวง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที และเดินทางไปที่สถานทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อมอบนโยบายแก่ทีมไทยแลนด์ และพบปะชาวชุมชนไทยในลาว ก่อนที่จะเดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อร่วมพิธีส่งอย่างเป็นทางการกับนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการกล่าวอำลาต่อกัน นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต เพื่อเดินทางกลับไทยในเวลา 13.50 น. ซึ่งถือว่าสิ้นสุดภารกิจในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ

นายสมัคร เปิดเผยถึงการเข้าเยี่ยมคารวะ พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศลาว เมื่อวานนี้ (29 ก.พ.) ว่า ได้มีการเชิญประธานประเทศลาวให้ไปเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทั้งสองฝ่ายรู้สึกสบายใจใน 2 เรื่อง คือ เรื่องของการปักปันเขตแดน ซึ่งขณะนี้แล้วเสร็จ 96 % เหลือเพียงอีก 4% ก็จะแล้วเสร็จทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งประเทศลาวไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชน จึงสามารถขุดเหล็กนำมาใช้ได้โดยไม่ถูกคัดค้าน

นายสมัคร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับประธานประเทศลาวเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพ คือ ม้งลาว ซึ่งลาวได้ยืนยันพร้อมที่จะรับกลับประเทศ แต่ต้องมีการตรวจสอบก่อน

“ผมเกิดมาไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะพยายามทำหน้าที่ หนักหน่อย เหนื่อยหน่อย ผมบอกว่าเหมือนอาสาขับรถ รถจะรุ่นอะไรก็ตาม ขอให้รู้ว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ถอยหน้า ถอยหลังตรงไหน ฝนตกก็ต้องมีที่ปัดน้ำฝน พอกลางคืนก็ต้องรู้เปิด-ปิดไฟตรงไหน ไปไกลหรือไม่ต้องดูน้ำมัน ว่าแท็งค์ใหญ่ขนาดไหน และปลอดภัยจริง ๆ ต้องดูน้ำมันเครื่อง ทั้งหมดนี้คณะผมโชคไม่ค่อยดี มาออกขับตอนค่ำหน่อย ถนนไม่ดีด้วย กระโดกกระเดกหน่อย แต่จะพยายาม” นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงระหว่างไทย-ลาว ว่า จะมีการยกระดับเขื่อน 18 เมตร และทำล้ำเข้าไปในเขตทั้ง 2 ฝั่ง 110 เมตร โดยเชื่อว่าเขื่อนนี้จะสามารถักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ซึ่งจะทำให้แล้งน้อยกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ทางประเทศลาวต้องการที่จะเซ็นสัญญาในทันที แต่ตนได้แจ้งให้ทราบว่าจะขอนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน ซึ่งหากเรียบร้อย จะได้ดำเนินการในทันที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-01 14:09:22

เปิดคำสั่งนายกฯ ตั้งกรรมการสอบ‘เสรีพิศุทธ์'

หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 35/2551 สั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลวันที่ 29 กุมภาพันธ์
นายสมัคร ยังลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 34/2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีกด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
ด้วยพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงดังนี้
1.ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์บรรทุกขนาด 1 ตัน แบบดับเบิ้ลเคป จำนวน 2,894 คัน โครงการเช่ารถตู้โดยสาร (เบนซิน) ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ขนาด 15 ที่นั่ง จำนวน 1,447 คัน โครงการเช่ารถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ขนาด 3 ตัน ขนาด 24 ที่นั่ง จำนวน 270 คัน และรถยนต์บรรทุกขนาด 3 ตัน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์กวาดเรือใบ เครนยก จำนวน 51 คัน และโครงการเช่ารถยนต์บรรทุก (ขนาด 1 ตัน) แบบมีช่องว่างด้านหลังคนขับ จำนวน 1,555 คัน
ซึ่งใช้งบประมาณรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9,899,578,200 บาท โดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
ซึ่งทำให้ทางราชการเสียหาย ตลอดจนเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ อันถือได้ว่าเป็นการกระทำการหรือไม่กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง และเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้
2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของของหน่วยงานในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปี 2551 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 21-29 มีนาคม 2551 เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติคณะรัฐมนตรี หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร
3.ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในการแบ่งส่วนราชการของกองบังคับการต่างๆ และกรณีดังกล่าวเป็นเหตุทำให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด
อาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 86 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้
นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการ นายนที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ
พลตำรวจโท จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ พลตำรวจโท ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจ ตรวจราชการที่ 8 เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.2547 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสอบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ากรณีมีมูลผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสอบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น และคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมกระทำการในเรื่องที่สอบสวนนั้นอยู่ด้วยให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว
สั่ง ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551


จาก hi-thaksin

สหรัฐร่วมปลื้ม‘ทักษิณ'กลับปท.‘บุช'เตรียมเยือนไทย

นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังนาย Christopher Hill ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ด้านกิจการเอเชียและแปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลาหารือกว่า 1 ชั่วโมง ว่าการเข้าพบครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ หลังจากที่ไทยได้มีรัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้ง โดยได้พูดถึงสถานกาณ์การเมืองของไทย ซึ่งทางสหรัฐฯ แสดงความมั่นใจต่อการกลับคืนสู่ประชาธิปไตย รวมถึงเห็นด้วยกับการเดินทางกลับมาสู้คดีของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นเรื่องดี ที่จะพิสูจน์ข้อกล่าวหาตามกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประเทศไทยอีก โดยนายสมัคร ก็ยืนยันว่า วันนี้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้นายจอร์จ ดับเบิ้ลยู.บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความสนใจจะมาเยือนประเทศไทย โดยจะกำหนดความชัดเจนอีกครั้ง พร้อมกันนี้ทางสหรัฐฯ ได้ฝากเชิญนายกรัฐมนตรีไทย ที่มีกำหนดการไปประชุมใหญ่สามัญองค์การสหประชาติ ที่นครนิวยอร์กในเดือนกันยายน ให้พบกับนายอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการมลรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย


จาก hi-thaksin

‘ทักษิณ' เช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพนนินซูล่าแล้ว

นางสาวศันสนีย์ นาคพงษ์ โฆษกประจำตัวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า พันตำรวจโททักษิณ ได้ทำการเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพนนินซูล่าแล้ว ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังเข้าพักได้เพียง 2 คืน ตั้งแต่คืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จองห้องพักของโรงแรมดังกล่าวไว้กว่า 2 สัปดาห์ นางสาวศันสนีย์ ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นการยืนยันจากครอบครัวของพันตำรวจโททักษิณ ว่าได้เช็คเอาท์ไปแล้วจริง เนื่องจากพันตำรวจโททักษิณ ต้องการใช้เวลาเป็นส่วนตัวอยู่กับครอบครัว และสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งไม่มีการเปิดเผย แต่หากมีอะไร พันตำรวจโททักษิณ จะเป็นผู้ติดต่อกลับมาเอง
ด้านประชาสัมพันธ์ของโรงแรม ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่รอติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหว ที่ด้านหน้าโรงแรมเพียงสั้นๆ ว่า ได้มีการเช็คเอาท์ออกไปแล้วจริงเช่นกัน โดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดใดๆ ต่อสื่อมวลชน


จาก hi-thaksin

พอแล้ว [1 มี.ค. 51 - 18:01]

การกลับบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำ ทั้งสื่อไทยสื่อเทศ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ งานนี้ต้องเรียกว่าเป็นกองทัพสื่อที่สนใจเกาะติดตามทำข่าวนี้กันโดยเฉพาะ เชื่อว่าข่าวการเมืองในช่วงสัปดาห์นี้คงไม่เงียบเหงา น่าจะมีอะไรให้ลุ้นเป็นสีสันกันบ้าง

มีการวิเคราะห์จากสื่อเทศว่า การกลับมาครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มีเหนือการปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งถ้าจะมองแนวนั้นก็คงไม่ผิด เป็นชัยชนะที่มีประชาชนเป็นคนตัดสิน

เป็นชัยชนะเหนืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญ

จะว่าไปแล้วความจริง พ.ต.ท.ทักษิณชนะตั้งแต่มีการยึดอำนาจ แม้จะถูกต่อต้านสกัดจุดทุกวิถีทาง ถูกอำนาจรัฐอำนาจจากปลายกระบอกปืนจำกัดสิทธิและเสรีภาพทุกอย่าง ช่วงชิงอำนาจไปจากในมือ

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังมีพื้นที่

ยังโค่น พ.ต.ท.ทักษิณไม่ลง ยิ่งนานก็ยิ่งเกิดคะแนนสงสารเพราะความเห็นอกเห็นใจ บางครั้งบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างที่อยู่ต่างประเทศยังชิงพื้นที่ได้มากกว่าคนที่อยู่ในประเทศเสียอีก

ยังมีคนกลุ่มหนึ่งถามหา ยังมีรากหญ้าส่วนใหญ่ให้ความศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย เป็นขวัญใจคนชนบท พ่อค้าแม่ค้า แท็กซี่ สามล้อ จิปาถะ

ทั้งนี้ก็เป็นเพราะต้นทุนที่ทำเอาไว้สูงกว่าคนอื่น

กลายเป็นบารมี ไม่ว่านับตั้งแต่วันนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม หรือ พ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่ในฐานะใด ก็ยังชนะอยู่ดี เพราะยังยึดพื้นที่ยึดความศรัทธาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

เป็นการเอาชนะใจประชาชน

มีคำถามหนึ่งที่พยายามถาม พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ตลอดเวลา ปัจจัยพร้อมขนาดนี้ จะหันหลังให้การเมืองจริงหรือ วางมือทางการเมืองแน่หรือไม่ ทำใจได้หรือ

ผมก็เห็น พ.ต.ท.ทักษิณตอบคำถามว่าพอแล้ว Enough ถอยดีกว่าไม่เอาดีกว่า วางมือการเมืองไปแล้ว ของอย่างนี้จะจริงหรือไม่ต้องรอดูวันข้างหน้า

แต่ส่วนหนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจต่ออนาคตทางการเมือง ก็คือ ครอบครัว ว่ากันว่าในช่วงปีเศษๆที่ผ่านมา ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเพราะวิกฤติการเมือง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณมองอะไรทะลุปุโปร่งขึ้นเยอะ

ต้องเห็นสภาพครอบครัวต้องเจอกับปัญหาหนักๆ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณนั่งคิดนอนคิด ก่อนที่จะตัดสินใจวางมือการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะเกิดวิกฤติ พ.ต.ท.ทักษิณเคยวางแผนชีวิตไว้แล้วหลังพ้นตำแหน่งนายกฯ เมื่ออายุ 60 ปีพอดี

ส่วนตัวอยากเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ท่องเที่ยวใช้เงิน ลูกๆก็ให้ทำธุรกิจเล็กๆ อาจจะเป็นโรงแรมหรือเอนเตอร์เทนเมนท์ทำนองนี้ ขนาดมองทำเลที่จะไปทำธุรกิจโรงแรมที่แอฟริกาใต้โน่นเพราะสงบดี ผมว่าเมื่อข้างหนึ่งกล้าประกาศว่าพอแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งที่ชอบสร้างเงื่อนไข ชอบนั่งวิจารณ์คนอื่น รู้จักคำว่าพอหรือยัง.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

มีชัยเปรียบตัวเองไดโนเสาร์ ตัดใจเลิกยุ่งกับการเมือง [1 มี.ค. 51 - 05:02]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวานนี้ (29 ก.พ.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดบ้านพัก “บ้านสวน ลาดบัวหลวงจ.ปทุมธานี เลี้ยงอำลาสมาชิกสนช. ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นไปอย่างชื่นมื่น มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เข้าร่วมด้วย

ประธานสนช. กล่าวเปิดใจการทำหน้าที่ว่า 1 ปี ที่ผ่านมา ต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน และโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทำให้รู้ตัวตนของตัวเองว่า เปรียบเสมือนไดโนเสาร์ในแวดวงการเมือง เพราะการเมืองยุคใหม่มีวิธีคิดและวิถีปฏิบัติทางการเมืองต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จึงได้ตัดสินใจแล้วว่า จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง


ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้รู้สึกเฉย ๆ และหมดความกระตือรือร้นต่อทางการเมืองมากขึ้น ๆ ผมได้ข้อสรุปว่า การเมืองคงไม่ใช่เรื่องที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะอื่นใด แต่เป็นเพราะว่า การเมืองปัจจุบันทำให้ผมได้คิด และวิธีปฏิบัติไม่เหมือนกับในอดีต จะว่าใครผิดหรือถูก คงยาก เพราะโลกพัฒนาไปนายมีชัย กล่าว และว่า การเลี้ยงในวันนี้ ไม่ใช่เลี้ยงอำลา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพบปะกันในวันข้างหน้า ซึ่งจะตั้งชมรม สนช.เป็นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสานต่อความสัมพันธ์ว่า ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่อันทรงเกียรติในรัฐสภา


เลิกการเมืองไม่ง่าย [1 มี.ค. 51 - 03:31]

ในอารมณ์ของคนที่มีอันต้องซัดเซพเนจรจากแผ่นดินมาตุภูมิ พลัดพรากครอบครัวอันเป็นที่รักไป 1 ปี 5 เดือนกว่าๆ ถึงขนาดก้มลงกราบแผ่นดินทันที ณ นาทีที่กลับมาเหยียบอยู่บนผืนปฐพีไทย น้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน

ชีวิตพลิกผันจากวันที่เดินทางออกนอกประเทศไทยในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่กลับมาต้องถูกตำรวจประกบพาตัวไปมอบตัวต่อศาล ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือเหมือนอาชญากรทั่วไป

โดนการเมืองเล่นซะอ่วมอรทัย

ก็ไม่น่าแปลกใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะประกาศเลิกเล่นการเมือง ย้ำแล้วย้ำอีกเป็นสิบๆรอบ ได้ยินกันไปทั่วโลก

แต่ก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ดี

ไม่ต้องพูดถึงยี่ห้อพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ที่ไม่มีหน้าที่เชื่อคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว และในอารมณ์ใกล้เคียงกันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่โดยจุดยืนไม่มีทางวางใจคำพูดของอดีตนายกฯง่ายๆ

ที่น่าสนใจก็คือพวกที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย มุมมองของสื่อมวลชนต่างประเทศ สะท้อนจากบทวิเคราะห์ของนายโจนาธาน เฮด นักวิเคราะห์และผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ มองว่า การที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ออกมาบอกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกนั้น ไม่น่าจะทำได้จริงตามที่ได้แถลงเอาไว้

เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะช่วง 5-6 ปีมานี้ ประชาชนโดยเฉพาะในชนบทที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทยให้ทั้งความรักและการสนับสนุนนับสิบล้านคน

อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินรายสำคัญกับพรรคพลังประชาชน พรรคแกนนำรัฐบาลของไทยในขณะนี้ ที่เพิ่งชนะเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว

ดังนั้น เมื่อพิจารณาหลายองค์ประกอบข้างต้นแล้ว จึงมีความมั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องหวนคืนเวทีการเมืองของไทยอย่างแน่นอนในอนาคต

สื่อฝรั่งฟันธงทะลุเลย

เบื้องต้นประเมินกันง่ายๆ เหล่าขุนศึกสายตรงนายใหญ่ที่เกาะเอวซ้ายเกาะเอวขวา ลากกระเตงกันขึ้นมาใหญ่ในยุครัฐบาลไทยรักไทยรุ่งโรจน์ พรวดพราดขึ้นชั้นมายืนอยู่แถวหน้าๆ

ปัญหาก็คือ ถ้าไม่มี “ทักษิณ” ก็ไม่มีที่ยืนทางการเมือง

ยังไงก็ต้องตื๊อให้นายใหญ่ลุยต่อ

ไหนจะนักเลือกตั้งในเครือข่ายอดีตพรรคไทยรักไทยที่จำเป็นต้องอาศัยการพะยี่ห้อ “ทักษิณ” เป็นจุดขาย โดยเฉพาะฐานใหญ่ในภาคอีสานกับภาคเหนือ

ขาด “ทักษิณ” ก็แทบขาดใจ

ยังไงก็ไม่เชื่อว่า “ทักษิณ” จะเอาหูทวนลม กับเสียงเรียกร้องของแฟนพันธุ์แท้รากหญ้า ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะโดนล็อกทุกวิถีทาง แต่ด้วยศรัทธาในยี่ห้อ “ทักษิณ” พรรคพลังประชาชนแหกด่านโหดเข้ามาเป็นแกนนำจัดรัฐบาลได้

ปัจจัยหลักคือประชาชนในระดับกลางลงไปถึงระดับรากหญ้าพร้อมใจกันสวนหมัดฝ่ายยึดอำนาจ เลือกพรรคพลังประชาชน เพราะติดใจในผลงานรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และเชื่อมั่นในกึ๋นบริหาร

อยากได้คนชื่อ “ทักษิณ” กลับมาฟื้นประชานิยม

คืนความกินดีอยู่ดี

เหนืออื่นใด กับประโยคที่อดีตนายกฯทักษิณตั้งใจเน้นเป็นพิเศษ

“การกลับมาในวันนี้ ผมไม่ต้องการที่จะเข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้จะมีบางคนสงสัย และที่เป็นห่วงว่าผมจะกลับมาแข่งขันทางการเมือง ให้สบายใจได้ว่า ต่อไปนี้ผมจะขอใช้ชีวิตกับครอบครัว ปีนี้ก็อายุ 59 ปีแล้ว”

“ทักษิณ” ให้สบายใจไม่แข่งใคร

ในทางตรงกันข้าม คู่ต่อสู้นี่แหละจะเป็นแรงกระตุ้นให้ เลิกไม่ได้

โดยเกมเลยเหล่าอำมาตยาธิปไตยที่จะต้องใช้ยุทธศาสตร์ยื้อยุดฉุดกระชากกับ “ทักษิณ” เป็นเงื่อนไขในการรวมศูนย์อำนาจ ชิงการนำประเทศไทย

ต้องไล่บี้ไล่ต้อนให้ “ทักษิณ” จนตรอก แหย่ให้ออกจากมุมมาบู๊กัน

มุกเดียวกันกับคู่อริทางการเมือง เหล่าพันธมิตรม็อบไล่ที่จำเป็นต้องอาศัยเกมถล่ม “ทักษิณ” เป็นแรงกระตุ้นกลุ่มคนระดับกลางถึงระดับบนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ

เพื่อเป็นฐานการชิงพื้นที่ยืนทางการเมือง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อนายกฯ แจงเหตุย้าย ผบ.ตร.ได้

กรุงเทพฯ 29 ก.พ. - รมว.มหาดไทย เชื่อนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงคำสั่งย้าย ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีได้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้คิดอย่างรอบคอบแล้ว ก่อนลงนามคำสั่งย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และคิดว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล จนนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งมั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-02-29 21:52:00

สกู๊ป : นายกฯ เยือนลาว

ภารกิจนายกรัฐมนตรีในการเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นการเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านครั้งแรก ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยมีการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ก่อนเข้าเยี่ยมคารวะประธานประเทศ ในช่วงเย็น โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รายงาน

ชมรายละเอียด


อัพเดตเมื่อ 2008-02-29 20:41:28