รมว.มหาดไทย เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯเงาและรมว.มหาดไทยเงา เพื่อขอข้อมูลปัญหาไฟใต้ ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์รู้เรื่องนี้ดีที่สุด
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่ นางรสนา โตสิตระกูล ได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.ว่า เมื่อมี ส.ว.เก่งๆ มาช่วยกันตรวจสอบรัฐบาลก็จะทำให้ทำงานของรัฐบาลมีมาตรฐานมากขึ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 3, 2008
มท.เตรียมขอข้อมูลใต้จากนายกฯและมท1.เงา
จักรภพ ปรับช่อง11ใหม่ดึงคนนอกผลิตรายการ
'จักรภพ'เตรียมปรับใหญ่ช่อง11 ตามแบบอสมท.ยุค'มิ่งขวัญ'เปิดทางคนนอกเข้าร่วมผลิตรายการเต็มรูปแบบ ยันไม่กระทบคนใน อ้างคนในปรับยาก ต้องใช้เวลา
ภายในเดือนมี .ค.นี้ จะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และยืนยันว่าการปฏิรูปช่อง 11 จะไม่กระทบต่อบุคลากรของช่อง 11 ซึ่งได้ให้แนวทางแล้วว่าบุคลากรของช่อง 11 จะได้รับเกียรติมากขึ้น โดยขอให้รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ถามความคิดเห็นของคนในช่อง 11 ว่าจะมีการปฏิรูปอย่างไร เพราะหลายคนมีความคิดที่ดี แต่ระบบทำให้ไม่สามารถเสนอความคิดเห็นได้ และกลายเป็นคนที่ดูเหมือนว่าไม่มีความคิด ไม่มีความสร้างสรรค์
"คนช่อง 11 จะมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็นในการปฏิรูปและจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ"
นายจักรภพ กล่าวว่า ในการปฏิรูปครั้งนี้มีโอกาสที่จะนำคนนอกเข้ามาทำงาน เพราะเราต้องยอมรับว่าระบบของช่อง 11 จะไปปรับปรุงให้คนในสามารถลงทุนหรือพัฒนารายการให้เกิดคุณภาพขึ้นมาทันที คงจะเป็นเรื่องยาก หากคนนอกเข้ามาเขาไม่มีข้อจำกัดในระบบราชการ จึงต้องใช้ความชำนาญของคนในบวกกับความคล่องตัวและสร้างสรรค์ของคนนอก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปช่อง 11
"ยอมรับว่าได้มีการมองคนนอกเอาไว้หลายกลุ่มที่จะเข้ามาร่วมงานกับช่อง 11 และจะมีการพัฒนาช่อง 11 เป็นระยะๆ เช่นเดียวกับกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต ผอ.อสมท.ได้พัฒนา อสมท.มาเป็นระยะๆ ซึ่งในแต่ละระยะจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาทำงานด้วยเป็นระยะๆ"
ยังต้องย้ายอีกเยอะ
เพียงแค่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารประเทศ แล้วโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไป 3-4 คน ก็กลายเป็นเรื่องที่มีกลุ่มคนพยายามเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียหาย เชื่อมโยงไปว่าเป็นการเช็คบิลหรือผลักดันพวกพ้องไปเสียแล้ว
ทั้งที่คนที่ติดตามข่าวสารการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยใจบริสุทธิ์และเป็นธรรม ย่อมรู้ดีว่าทุกยุคสมัย ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับนำในกระทรวง ทบวง กรม เช่นเดียวกัน
และเหตุผลก็ฟังขึ้นทุกครั้งว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม เพื่อให้การทำงานเป็นไปิย่างราบรื่น หรือพูดกันตรงๆ ก็คอืข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองจะต้องทำงานเข้าขากันได้ดี
หากไปเอาคนที่คิดกันคนละอย่าง สั่งการไปก็ไม่ทำ การงานของบ้านเมืองก็ไม่เกิดความก้าวหน้า ความเสียหายก็ย่อมเกิดอยู่กับประเทศชาติแลบะประชาชน
ในเมื่อคณะรัฐมนตรี ก็มีที่มาจาการเลือกตั้งโดยประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนโดยชอบธรรม ทำไมการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การพัฒนาสามารถรุดหน้าไปได้จึงจะเป็นเรื่องเสียหาย
อีกทั้งที่มีการโยกย้ายไปในตอนนี้ก็ยังมีเพียงไม่กี่คน ยังไม่ใกล้จำนวนที่มีการโยกย้ายเมื่อคราวรัฐบาลจากคณะรัฐประหารเข้ามาบริหารบ้านเมืองแม้แต่น้อย แต่ทำไมจึงมีคนพยายามนั่งจับผิดเอาเฉพาะรัฐบาลนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง 3 ตำแหน่งหลักที่มีการโยกย้าย ก็ถูกแต่งตั้งเข้ามาเมื่อคราวยึดอำนาจ หากจะมองว่าการถูกโยย้ายพ้นจากตำแหน่างเป็นไปโดยขาดความชอบธรรม เช่นนั้นแล้วในการเข้ารับตำแหน่งเมื่อครั้งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ย้อมใม่ชอบธรรมด้วยเช่นเดียวกัน
เหมือนกับการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เข้ามารักษาราชการแทน ผบ.ตร. จากการเด้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และนั่งแสดงสีหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในวันแถลงการณ์หลังการปฏิวัติยึดอำนาจ
เหมือนกับการที่ นายปราโมช รัฐวินิจ เข้ามาเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ด้วยการเด้งนายดุษฎี สินเจิมสิริ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
และยังเหมือนกับการที่ นายสุนัย มโนมัยอุดม ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็เพราะมีการเด้ง พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ ออกไป
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังนี้แล้ว ยังจะกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้รังแกหรือขาดความชอบธรรมในการโยกย้ายอย่างไรอีก ในเมื่อท้งที่มาและที่ไปของคนเหล่านี้ก็ล้วนมีครรลองอันเดียวกัน
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ได้เกิดขึ้นอย่างมโหฬารในรัฐบาลเผด็จการทหาร เพียงแต่ในครั้งนั้นทั้งสื่อมวลชน และผู้คนบางกลุ่มบางพวกในสังคมไม่มีใครกล้าที่จะออกมาต่อต้าน เพราะเกรงกลัวในอำนาจนอกกฎหมาย
ถึงวันนี้แล้วเป็นความถูกต้องชอบธรรมด้วยซ้ำไปที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะต้องเยียวยาและให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกรังแกไปก่อนหน้านี้
และผมเองไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดด้วยซ้ำไปหากในเร็ววันจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอีกเป็นจำนวนมาก
เพราะส่วนหนึ่งเป็นการดูแลข้าราชการที่ถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ให้ได้กลับไปทำงานในที่มี่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ
ขณะเดียวกันอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความชอบธรรม ที่เคยเกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล ทุกยุคสมัย ก็คือการโยกย้ายตามความเหมาะสม
ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าบนนโยบายที่แตกต่างกัน ความเหมาะสมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานก็ย่อมที่จะมีความแตกต่างกันไปตามความถนัดและความสามารถเฉพาะด้สาน
การโยกย้ายหรือสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงความบกพร่องในหน้าที่หรือมีความผิดในการทำงานเสมอไปแต่เมื่อรัฐบาลจะทำงานใหญ่ ผมว่าก็ควรจะรีบจัดทัพให้เข้าที่เข้าทางโดยเร็วที่สุด เพื่อให้งานสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่าวงรวดเร็ว ไม่ต้องมาพะวักพะวงแก้ปัญหาตัวบุคคลอยู่ไม่รู้จบ
ข้าราชการที่ดีแต่ไม่เหมาะกับงานก็ต้องจัดสรรงานอื่นที่เหมาะสมกว่าให้ทำ
หรือข้าราชการที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง ส่อเค้าความไม่ชอบมาพากล นอกจากจะต้องย้ายพ้นตำแหน่งสำคัญแล้ว ก็ค้องมีการสอบสวนความผิดจัดการลงโทษเสียให้เด็ดขาด รวมทั้งข้าราชการที่ถภูกรังแกก็ต้องดูแลให้ทำงานในที่ที่เหมาะสม เช่นเดียวกันคนที่เบียดเข้ามาผิดจังหวะเวลาก็ต้องถอยออกไปและในเมื่อรัฐบาลตั้งใจจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองเป็นหลักการสำคัญ
...ถึงจะต้องโยกย้ายข้าราชการอีกกี่สิบ กี่ร้อยคน ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่อวแปลกอะไร...!!
วันที่กลับบ้าน...ชัยชนะของเสียงประชาชน (2)
แม้ใครจะกล่าวว่า วินาทีแห่งการกลับบ้านจะคือชัยชนะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ควรเป็นเจ้าของชัยชนะตัวจริงเสียงจริงมากกว่า...คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
โดยเฉพาะประชาชนที่เลือกจะเผชิญหน้ากับมรสุมทางการเมืองตลอด 1 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้ถือว่าธุระไม่ใช่...หรือหลบหนีหน้าไปไหนด้วยข้ออ้างว่า “อยู่บนภู ดูหมากัดกัน”
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ส่วนหนึ่งเป็นการต่อสู้ของประชาชนที่มีความรักและชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน...
แต่อีกส่วนมาก คือการต่อสู้ของประชาชนที่ยึดมั่นใน “หลักการ” ตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่จำเป็นว่า “ใคร” ถูกรัฐประหาร “ใคร” เข้ามาทำรัฐประหาร
ประชาชนส่วนนี้ หาได้มีถ้อยคำมักง่ายทำนองว่า “อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้มันแล้วไป” แต่เชื่อว่า ต้องแสดงเจตนารมย์ที่จะไม่ยอมรับอำนาจนอกระบบอย่างเข้มแข็ง
ประชาชนส่วนนี้ ยืนหยัดและยืนยันว่าต้องการ “คนเลวที่ตรวจสอบได้” มากกว่า “คนดีที่ไม่มีการตรวจสอบ”
แม้ส่วนหนึ่งจะสู้เพื่อทักษิณ แต่อีกส่วนมากสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย เหมือนที่วีรชน 14 ตุลา ก็สู้เพื่อสิ่งนี้...สู้เพื่อระบอบ ไม่ใช่เพียงเพื่อบุคคล
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะคนที่เป็นเป้าหมายของการยึดอำนาจ จะรู้สึกปลอดภัยจนสามารถกลับเข้าประเทศได้เร็วกว่าที่กำหนด...ย่อมต้องยกความดีให้ประชาชนเหล่านี้ทั้งสิ้น
แม้ประชาชนเหล่านี้จะรู้ดีว่า หลายครั้ง นักการเมืองทั้งหลายที่เมื่อได้ฉันทามติจากมหาชนไปอย่างท่วมท้นแล้ว ก็มักจะลืมพันธะสัญญาที่ได้เคยให้ไว้...
แต่นั่นก็ย่อมไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปฏิเสธประชาธิปไตย
วันนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางกลับสู่บ้านที่เขาพูดนักหนาว่าคิดถึง จึงคือการยืนยันอีกขั้นหนึ่งว่า ประเทศนี้ปลอดภัยสำหรับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง...เช่นเขา
หากไม่มีประชาชนส่วนใหญ่ที่ร่วมกันยืนหยัดต่อสู้ เพียงอำนาจเงินก็คงไม่อาจทำอะไรได้
ส่วนใครที่กำลังโศกเศร้าว่าทักษิณกลับเมืองไทย (เพราะใจอยากให้อยู่เมืองนอกไปนานๆ) ก็ขอให้เศร้าต่อไป และถ้าจะให้ดีก็อย่าลืมโศกเศร้าให้จิตใจและจิตสำนึกทางการเมืองของตนเองเสียด้วย...
เพราะเวลานี้ เป็นเวลาของ คนที่ต้องการประชาธิปไตย เขาจะได้รื่นรมย์กัน...
จะต้านรัฐประหารกันอย่างไร
วันที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาตะโกนถามทหารถึงหน้ากรมกองว่า ยังสบายดีกันอยู่หรือ มีนัยที่เรียกร้องให้ทหารออกมาจัดการรัฐบาลทักษิณ เป็นการเรียกร้องให้จัดการโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าเป็นความสูญเสียอธิปไตยของประชาชนหรือไม่ ผลของการเรียกร้องเช่นนั้นนำพาบ้านเมืองย่อยยับถอยหลังทั้งทางการเมือง และ
เศรษฐกิจ การเรียกร้องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยในพ.ศ.นี้ เพราะแม้จะถอยหลังกลับไปหลังปี พ.ศ. 2535 ทิศทางความเชื่อของผู้คนส่วนมากไปในทำนองว่า สังคมประชาธิปไตยบ้านเราได้ยกระดับสูงขึ้นมาก มากจน กระทั่งทหารส่วนมากมีความคิดและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ให้น้ำหนักงานไปที่ทหารช่าง ทหารพัฒนากันเป็นส่วนมาก
แต่แล้วกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า องค์กรภาคประชาชน นักกิจกรรมการเมือง ที่ควรจะหวงแหนประชาธิปไตย หวงแหนความมีอยู่ของรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กลับไปเรียกร้องให้ทหารเข้ามาจัดการกับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อหวังผลกลุ่มคน หรือพรรคพวกพ้องฝ่ายตนเข้าสู่อำนาจทางการเมือง โดยไม่มอง ถึงผลเสียหายมหาศาลที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ก่อ ทั้งที่มีอดีตอันไม่ไกลนักเป็นบทเรียนว่า ไม่มีทางแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร และไม่มีทางสำเร็จด้วยประการทั้งปวง
การปฏิวัติรัฐประหารจึงไม่ต่างอันใดกับการเผาเรือนไล่เรือด เป็นการลงทุนที่มองเห็นความเสียหายย่อยยับได้แต่เริ่มต้น ลองตรองดูว่ามีใครได้ประโยชน์จากการปฏิวัติบ้าง หรือถ้าจะมีใครได้เงินไปสักพันสองพันล้าน ใครคนนั้นจะใช้เงินได้อย่างมีความสุขหรือ ท่ามกลางความหายนะของพี่น้องร่วมชาติ
วันนี้พี่น้องประชาชนไทยต้องคิดร่วมกันแล้วว่า เราจะต้านรัฐประการกันอย่างไร ทำอย่างไรการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 49 จะเป็นครั้งสุดท้ายของบ้านเมืองนี้จริงๆ
นักวิชาการ (น้ำดี) กลุ่มหนึ่ง ร่วมกับหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ จุดประกายความคิดพร้อมกับโยนคำถามไปให้สังคมไทยร่วมกันหาวิธีต้านรัฐประหาร ด้วยข้อเสนอนานาประการ เราหวังว่าจะช่วยกระตุกเตือนให้พี่น้องประชาชนชาวไทยแสวงหาทางออกร่วมกัน
น.พ.กิตติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ เสนอทางออกที่ดุดันเอาจริงว่า ตั้งกองกำลังอาสาสมัครประชาธิปไตย - ติดอาวุธภาคประชาชนสู้โจรปล้นประชาธิปไตย – ตรวจสอบทรัพย์สมบัติทหาร – ยกเลิกเกณฑ์ทหาร – จำกัดงบประมาณจัดซื้ออาวุธ - กำจัดสื่อชั่ว
“ผมว่าค่อนข้างช็อกพอสมควรนะครับกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมคิดว่าใครที่เคยผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 คงจะตกใจนะครับที่ว่าเมืองไทยของเรามีการรับประหารอีกแล้วหรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 มีคนเสียชีวิตมากมาย คนหายอีกไม่รู้เท่าไหร่ และสังคมไทยยังไม่เรียนรู้ที่จะยกเลิกการรัฐประหารอีกหรือ ตอนคืนวันที่ 19 กันยายน ยังไม่น่าตกใจเท่าไหร่ครับ แต่ที่น่าตกใจก็คือวันที่ 20 กันยายน 2549 คือรับประหารเสร็จยังมีคนนำดอกไม้ไปให้คนที่ทำการรัฐประหาร สื่อมวลชลต่างๆต่างพากันสรรเสริญการทำรัฐประหารไปตามๆกัน ซึ่งน่าตกใจมาก ส่วนผมนี้ตกใจเป็น 2 เท่าเลยครับ เมื่อวันที่ 21 เพราะทางชมรมประธานแพทย์ชนบทที่ผมเป็นสมาชิกอยู่เนี่ย ได้ออกแถลงการณ์ เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่
มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย จริงๆแล้วการรัฐประหารมันเกิดขึ้นมาเยอะมากกับสังคมไทย ซึ่ง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประวัติศาสตร์ จะให้รายละเอียดได้มากว่า คือผมจำไม่ได้หรอกครับว่าเมืองไทยมันเกิดการรัฐประหารกันมากี่ครั้งกี่หน เพราะมันเกิดขึ้นเยอะมาก แล้วก็รัฐประหารกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยปรากฎว่ามีอะไรดีขึ้นเลย ไม่เคยมีการรัฐประหารครั้งไหนที่เกิดขึ้นแล้วมันทำให้ดีขึ้น มีแต่ทำให้ประชาธิปไตยทดถอยลง และก็ลงท้ายด้วยการตายของประชาชน ผมแปลกใจนะครับว่าตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2549 เป็นเวลา 14 ปี ผ่านมาเกิดมีการรับประหารซ้ำซากเกิดขึ้นได้ มันเป็นวงจรที่น่าอัศจรรย์มาก มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สำหรับผมนะครับ ผมคิดว่าวงจรนี้มันแปลก ในปี 2534 ที่เกิดการปฎิวัติรับประหาร รสช.เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เนี่ย สภาพถ้าใครยังจำได้ มันไม่ต่างอะไรกับ 19 กันยายน 2549 วันรุ่งขึ้นก็มีดอกไม้ไปมอบให้กับคณะรัฐประหาร มีคณะต่างๆเข้าไปให้กำลังใจ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ท่านบิ๊กจ๊อด ท่านสุนทร คงสมพงษ์ รับดอกไม้มือไม่ว่างเลยครับ มีคณะนั้นคณะนี้เข้าไปมอบดอกไม้ให้กำลังใจ หนังสือพิมพ์มติชนที่ผมเคารพเป็นอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวในวันนั้น หลังจากได้ตีพิมพ์ฉบับแรกในตอนนั้น พาดหัวบอกว่า “ทหารล้างบางคนโกง” ผมซึ้งใจมากเลย ประกาศเลยว่ากูจะไม่ซื้อมติชนอ่านอีกแล้ว แต่ก็ไม่ซื้อได้ประมาณ 1 ปี แต่ก็ต้องกลับไปซื้ออ่านอีกเพราะว่าอย่างไงก็ต้องอ่าน คุณชัย ราชวัตรที่ผมนับถือมาก เขียนการ์ตูน เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็มีฝนตกลงมา แล้วก็เขียนบรรยายว่า ฝนคัดช่อมะม่วง ทำนองว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นการล้างให้ประชาธิปไตยดีขึ้น ผมก็ตั้งใจว่าจะไม่อ่านการ์ตูนของคุรชัยราชวัตร แต่ก็ไม่พ้นนะครับ ก็ต้องกลับไปอ่านอยู่ดี ในตอนปี 2534-2535 ศิลปินเพื่อชีวิตก็ไม่มีใครออกมาคัดค้านนะครับ คาราบาวที่ว่าปากกล้าไม่ได้ออกมาค้าน คาราวานที่ตอนนั้นแตกวงกันแล้วไม่มีใครออกมาค้าน แปลกมานะครับ แต่ยังดีกว่าปี 2549 นะครับ ปี 2549 นั้นออกมาสนับสนุนเลยนะครับ มีเพลงทหารพระราชาอะไรออกมา ถือว่าปี 2549 นี้อาจจะแย่กว่าปี 2534 ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ...แต่ผมจะขอสรรเสริญศิลปินคนหนึ่ง ซึ่งไม่ดังและไม่ใช้ศิลปินเพื่อชีวิตด้วย ในช่วงปลายปี 2534 ปลายปี 2535 นั้นมีศิลปินคนหนึ่ง ชื่อปฐมพร ปฐมพร เป็นศิลปินเพลงป๊อบ ออกมาพูด แต่งเพลงด่าเผด็จการ ที่ทำการรัฐประหาร และแน่นอนครับวงจรมาถึงในปีนี้ คุณปฐมพร กลับมาอีกทีนะครับ ผมได้ไปดูการแสดงของท่านอยากจะรู้ว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนศิลปินท่านอื่นไหม เป็นที่น่ายินดีครับเมื่อสัปดาห์ก่อน ปฐมพร แสดง สิ่งหนึ่งที่เวลาปฐมพรแสดงท่านชอบเทศไปด้วย ท่านเคยบวชมาก่อน ท่านจะบอกว่า 2 -3 ปีที่ผ่านมาเนี่ย เบื่อกันบ้างไหมกับความแตกแยกในบ้านเมือง เขาบอกว่าคนเราคิดต่างกันได้ แต่ไม่ต้องเกลียดกันได้ไหม ไม่ต้องเป็นคนไทยครับ เอาแค่เป็นมนุษย์พอ”
คุณหมอนักสังเคราะห์การเมืองท่านนี้ยังมองไปที่สื่อด้วยความกังขาว่า “อีกเรื่องที่ผมอึดอัดใจ กับ สื่อมวลชนไทย นั้นเก่งมาก แต่กับนักการเมือง เก่งมากๆกับคนเล็กๆในสังคม เวลานักการเมืองทำผิดนี้จี้ถามได้อย่างเมามันเลยนะครับ หากใครได้ดูตอนที่ท่าน สมัครจะตั้งรัฐบาล มีนักข่าวสายโจร อันนี้เป็นชื่อที่เขาเรียกตัวเองนะครับ ถามแบบมันมากเลยครับ สนุก ผมชอบ แต่ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้มีอำนาจทุกคน เหมือนกับตอนที่ถามพล.อ.สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.) ตอนยังมีอำนาจ นอบน้อมมาก แต่สังเกตไหมครับว่าตอนที่พล.อ.สนธิ หมดอำนาจนักข่าวซักถามใหญ่เลยนะครับ
และมีข้อหนึ่ง คือ สื่อของทหารไม่ควรจะมีเยอะ ช่อง 5 ช่อง 7 ผมไม่เข้าใจเลยทำไมแค่กองทัพเดียวต้องมีตั้ง 2 ช่อง ที่จริงควรไปใช้ที่เดียวกันเลยคือช่อง 11 จะเป็นประโยชน์มาก ไม่ต้องไปพูดถึงวิทยุของทหารที่มีเยอะอยู่ ถ้าจัดสรรตรงนี้ให้ดี เราไม่จำเป็นต้องไปแย่งคลื่นสื่อสาธารณะสื่ออิสระเสรีอะไรพวกนั้นนะครับ”
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะรัศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ผ่าโครงสร้างคณะปฏิวัติรัฐประหาร เพราะอำมาตยาธิปไตย ใช้ 2 กลไกสำคัญคือ กองทัพ และ ตุลาการ ขณะนี้ยังไว้ใจไม่ได้ จนกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยนำรัฐธรรมนูญ 40 มาเป็นต้นแบบแทน ระบุมาตรการต่อต้านการปฏิวัติ ที่นำเสนอ ยังไม่ปฏิบัติได้จริง อย่าเผลอ เดี๋ยวมันกลับมาอีก
“รัฐประหาร 19 กันยา 49 ได้อ้างเหตุผล 4 ข้อ เหมือนกับอ้างว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ผมอยากจะถามกลับแบบเดียวกันว่า ทำไมรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นทำไม ต้องแก้ด้วยการรัฐประหาร เหมือนกันว่า มีการตั้งกรรมการ คตส.(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นรัฐบาลทักษิณ ผมยืนยันได้ว่า เหลวไหลมาก คตส.(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)ไม่สามารถเสนอหลักฐาน ไม่สามารถเสนอข้อมูลที่หนักแน่นพอจะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลทักษิณ ทำการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่โต มโหราฬ ตามที่กล่าวอ้างเลย ทุกเรื่องที่ คตส. ตรวจสอบจนป่านนี้ยังส่งฟ้องไม่ได้ ปีหนึ่งแล้ว ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ถ้าหากว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายมหาศาลตามกล่าวอ้างกันนั้น มันต้องเห็นแล้ว เรื่องที่ดินรัชดาฯนั่นก็ไม่ชัด เรื่องสุวรรณภูมิก็ไม่ชัดนัก เรื่องขายหุ้นเทมาเซ็ก ผมย้ำเสมอว่าไม่ได้ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นนะครับ เพียงแต่ตอนนั้นอดีตนายกฯทักษิณ คือทำไม่เหมาะสม
เป้าหมายจริงๆ ของคณะรัฐประหาร คือ ต้องการทำลายพรรคไทยรักไทย และ การเป็นนายกรัฐมนตรี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียนด้วยความจริงใจว่าล้มเหลวอีก ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ยืนยันว่า ความพยายามทำลายคุณทักษิณ นั้นล้มเหลวไม่สำเร็จ คมช.นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
ครูประทีป อึ้งทรงธรรม (ฮาตะ) กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ออกโรงเรียกร้อง 7 แนวทางป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ในอนาคต ยุประชาชนเอารถเก่า ออกมาขวางรถถัง หรือ ร่วมกันนัดผละงาน แล้วออกมาชุมนุมอย่างสันติ จี้รัฐบาล เร่งขจัดผลผลิตของเผด็จการ คมช.ให้สิ้นซาก เพราะล้วนเป็นระเบิด ที่แอบวางเอาไว้
“ดิฉันเองคิดว่าการรัฐประหารไม่ว่าจะครั้งใดก็ตาม ผลประโยชน์ของผู้ทำรัฐประหารจะมีมากกว่า โดยการอ้างประเทศชาติขึ้นมา อย่างกรณี รสช.มีเหตุผล 5 ประการ ว่าคณะผู้บริหารประเทศในสมัยนั้น พล.อ.ชาติชาย ชุนหะวัณ ซึ่งคณะ รสช.ได้ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 บอกว่า เหตุผลในการทำรัฐประหารคือ ฉ้อราชบังหลวง ข้าราชการการเมืองกดขี่ข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา และทำลายสถาบันทหาร แต่ดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นการทำลายตำแหน่งของบิ๊กทหารอะไรตรงนั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ ในสมัย 2534 ในขณะที่พล.อ.ชาติชาย จะนำรายชื่อของทหารขึ้นโปรดเกล้า โดยจะขึ้นเครื่องบินไป เลยโดนล๊อกซะก่อน แล้วเหตุผลที่ 5 คือการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
เหตุผลทั้ง 5 ประการนี้ คมช.เอามาใช้ คล้ายๆกัน โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่เปลี่ยนมาเป็นคอรัปชั่น เปลี่ยนคำเท่านั้นเอง เผด็จการรัฐสภา เมื่อประชาชนเชื่อมั่นเขาเลือกตั้งมาจนเต็มรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา ตอนที่ฉันเป็น สว. มี สว.บางคนบอกว่าชื่นชมรัฐบาลมาก ลาออกไปลงสมัคร ส.ส.ไม่อยากทำหน้าที่ตรวจสอบ ยังมีเลยนะ”
อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จี้รัฐบาลป้องกันรัฐประหารโดย ไม่ให้เคลื่อนกำลังทหารโดยง่าย ไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป หยุดอ้างเรื่องเผด็จการรัฐสภา ทุนนิยม คนดี มีคุณธรรม เพื่อเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร จี้รัฐ ตั้งกองทุนสนับสนุนประชาธิปไตย และ ตั้งศาลประชาชน พิพากษากบฏ 19 กันยายน 2549
“ผมเศร้าใจสื่อมวลชน เศร้าใจมาก ผมเคยพูดหลายครั้งว่า นับเป็นครั้งแรกในโลกนี้ ที่สื่อมวลชน คนชั้นกลาง เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่มีประเทศไหนที่สื่อมวลชน หมายถึงบางคนบางฉบับ ปัญญาชน เห็นด้วยกับการรัฐประหารไม่มี มีแต่ประเทศไทย เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า น่าอดสู ผมไปต่างประเทศอายแล้วอายอีก เขาถามว่า ทำไมสื่อมวลชนประเทศคุณ ปัญญาชนประเทศคุณ คนชั้นกลางประเทศคุณ เห็นด้วยกับรัฐประหาร คมช. เพราะอะไร…”
เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่มากกว่า เอาไว้ต้านเผด็จการ ไปที่แผงครับถามหา ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 57 ประจำวันเสาร์ที่ 1 –ศุกร์ที่ 7 มีนาคม พุทธศักราช 2551 หน้าปกตามภาพประกอบนั่นเชียว แล้วข้อมูลท่านจะปึกปัก ทั้งแน่นทั้งเนียนเชียวครับ ให้ไว...อย่าพลาดพี่น้องคร้าบ.
ปลด ผบ.ตร.หมองูตายเพราะงู
ในที่สุดคำนิยามของคำว่า “ข่าวลือ” คือ ข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง ก็เป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งที่ 35/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
นั่นหมายความว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต้องไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกกับนักข่าวว่า ยังคงไปนั่งทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตามปกติ เพราะยังเป็น ผบ.ตร. อยู่
ไม่ทราบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ลืมไปแล้วหรือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้น ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รักษาการ ผบ.ตร. แทน ปรากฏว่า พล.ต.อ.โกวิท ยังคงมาทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ถูกใครไม่ทราบกลั่นแกล้งกันถึงขนาดไม่ให้ขึ้นลิฟต์ที่ พล.ต.อ.โกวิท เคยใช้ประจำ
ซึ่งในคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น หาความผิดให้กับ พล.ต.อ.โกวิท ไม่ได้อีกต่างหาก เพียงแต่ไม่สามารถดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายที่ลอบวางระเบิด 9 จุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
และ...จนถึงวันนี้ ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และประชาชนตั้งความหวังไว้ว่าจะจับกุมคนร้ายได้ เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. กำลังจะหมดหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.
ในการออกคำสั่งเด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั้น นายสมัครได้คิดอย่างรอบคอบ ตามประสามวยหลัก ไม่ใช่มวยวัด เพราะรู้ดีว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั้นเป็นจอมฟ้องแห่งยุค ฟ้องหนังสือพิมพ์เป็นสิบๆ คดี จนถึงขณะนี้ยังขึ้นศาลกันอยู่ หากออกคำสั่งไม่รัดกุม ก็มีสุทธิ์ถูกฟ้องได้
ก่อนที่จะออกคำสั่งเด้งนั้น นายสมัครได้ออกคำสั่งที่ 34/2551 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่ถูกร้องเรียน ซึ่งนายสมัครบอกว่า เป็นการยั้งดาบไว้ไมตรีด้วยซ้ำไป
นั่นคือ 1.ดำเนินการโครงการเช่ารถยนต์ต่างๆ ในวงเงิน 9,899,578,000 บาท โดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2551 เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติคณะรัฐมนตรี หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร
ผมยังไม่เห็นว่าถ้อยคำที่มิบังควรจริงเป็นอย่างไร แต่มีรายงานข่าวว่า มี “ควาย” วิ่งออกมาเป็นฝูง
ใช่ ไม่หนักกบาลใครหรอกที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะพูดกับลูกน้องเช่นนี้ เป็นเรื่องของความถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง
3.ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้เสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง โดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด
เพราะตั้งแต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ให้มารักษาการ ผบ.ตร. และเป็น ผบ.ตร. เต็มตัวนั้น ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปมากที่สุด
มากจนกระทั่งมีการเรียกขานชื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสำนักงานแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจแห่งชาติ
ย้ายกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน ทำให้ตำรวจไม่มีความมั่นใจในตำแหน่งที่นั่งอยู่ วันๆ เงี่ยหูฟังว่าจะมีคำสั่งออกมาอีกหรือไม่ ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้คดีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และจับกุมตัวคนร้ายได้น้อย สถิติอาชญากรรมเพิ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัด
นี่ไง ออกคำสั่งกันเพลินมือ จนไม่รู้คำสั่งไหนถูกกฎหมาย คำสั่งไหนผิดกฎหมาย ส่งผลไปถึงเก้าอี้ที่นั่งเซ็นคำสั่ง
เข้าทำนอง “หมองูตายเพราะงู” นั่นแหละ
ปล่อยข่าวปลด'ธาริษา'
รองนายกฯและรมว.คลัง ยืนยันไม่มีแนวคิดปลด ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงยังไม่ปรับเปลี่ยนผู้บริหารกระทรวงการคลังด้วย
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวยืนยันว่าตนไม่มีแนวคิดที่ปลดนางธาริษา วัฒนเกสออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และขณะนี้การทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยได้สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของกระทรวงการคลัง รวมถึงภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ รองนายกฯและรมว.คลัง ยังกล่าวด้วยว่า ไม่มีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารภายในกระทรวงการคลังด้วย
'สนทนาประสาสมัคร' ทางเลือกไม่ใช่เรตติ้ง
รายการ'สนทนาประสาสมัคร' หนทางรับใช้สังคมมาก่อนเรตติ้งแน่นอน
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ใช้รายการ “สนทนาประสาสมัคร” วิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นโดยเฉพาะสื่อมวลชนว่า ในรายการส่วนใหญ่จะเป็นการชี้แจงการบริหารราชการแผ่นดิน โดยนายกรัฐมนตรีได้อาสารัฐมนตรีในการอธิบายความต่อสังคม ส่วนเรื่องอื่นที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงกับสังคมแสดงว่าอยากให้ประชาชนได้รู้ถึงความในใจของคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี อย่าลืมว่าเหตุการณ์บ้านเมือง ยังไม่อยู่ในสภาพที่ไว้วางใจได้ทั้งหมด เครือข่ายที่นำมาสู่ปัญหาของรัฐบาลชุดก่อนการรัฐประหาร หลายส่วนยังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น กลไกที่ผ่านทางสื่อมวลชน ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ใช่สื่อมวลชน เป็นการแฝงตัวเข้ามาเท่านั้น กลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์ทางการเมืองก็ยังมี
นายจักรภพ กล่าวว่า ตนรู้สึกเห็นใจนายกรัฐมนตรีที่จะต้องบอกกล่าวกับประชาชนทั่วประเทศว่าเหตุการณ์นี้ยังเป็นสิ่งที่ต้องอดทนกันอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีบ่นผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะทำให้สังคมรู้ว่าอย่าได้หลงกับภาพลักษณ์ประชาธิปไตย รัฐบาลชุดนี้ได้รับการเลือกตั้งจากระบอบประชาธิปไตย และจะต้องผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในบ้านเมือง เพราะยังมีหลายฝ่ายที่ไม่อยากเห็นประชาธิปไตยเจริญก้าวหน้าในบ้านเมืองนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าในฐานะที่ดูแลด้านการประชาสัมพันธ์จะมีวิธีการทำให้เรตติ้งของนายกรัฐมนตรีสูงขึ้นหรือไม่ หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย นายจักรภพ กล่าวว่า เราคงไม่ได้มองระดับความนิยมของใคร และนายกรัฐมนตรีถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ถูกต้อง มากกว่าสิ่งที่ทำแล้วได้คะแนนอย่างเดียว ทุกคนอยากเป็นที่ชื่นชอบทั้งนั้น แต่ถ้าหากรับผิดชอบเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคนที่บริหารบ้านเมือง สิ่งที่ถูกต้องจะต้องมาก่อน ดังนั้นเราจึงไม่มีแผนที่จะทำเรื่องเรตติ้งหรือความนิยม แต่เรามุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง
ร.ต.อ.เฉลิม หนุนเปิดบ่อนเสรี พร้อมทำทันที หาก สมัคร มอบหมาย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนแนวคิด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะให้เปิดบ่อนเสรี และพร้อมจะดำเนินการ หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทำ เพราะมีข้อมูลอยู่ และนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ได้ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้ แต่เวลานี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมาย ส่วนข้อคัดค้านจากนักวิชาการที่เห็นว่า ขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง เห็นว่าเป็นธรรมชาติของสังคมไทย หากมีการทำความเข้าใจ ก็สามารถเดินหน้าไปได้ เช่น มาเลเซีย เป็นประเทศที่เคร่งศาสนา แต่ก็ยังทำได้
“ผมขอบอกว่า แนวคิดของนายสมัครเป็นแนวคิดที่ International และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใครคัดค้าน เราจะต้องเร่งทำความเข้าใจ อาจจะใช้วิธีจัดโซนนิ่ง หรือเน้นสำหรับนักท่องเที่ยว และจำกัดผู้เล่นที่เป็นคนไทย ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือก ก่อนที่จะดำเนินการ ก็น่าจะทำประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งให้ใครรับผิดชอบโดยตรง ที่ผ่านมา การแก้ปัญหายาเสพติดมีการตั้งผู้รับผิดชอบ 3 แนวทาง คือ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงเป็นประธาน และให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งใคร กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ และขอปฏิเสธอีกครั้งว่าไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอน.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-03 11:49:05

มท.1 ทำหนังสือถึงผู้นำฝ่ายค้านฯ วันนี้ ขอข้อมูลใต้
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาภาคใต้ ว่า ภายในวันนี้ (3 มี.ค.) จะส่งหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ เพื่อขอข้อมูลในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ในฐานะที่มี ส.ส.ในพื้นที่จำนวนมาก และพร้อมตอบรับคำเชิญ หากจะให้ไปพบปะพูดคุยที่พรรคประชาธิปัตย์ หรือที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าไม่สะดวกจะส่งเป็นหนังสือ หรือข้อมูลกลับมาก็ยินดี โดยจะนำสิ่งที่ได้มาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ทั้งในมุมมองของผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ในฐานะนายกรัฐมนตรีเงา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงาด้วย.-สำนักข่าวไทย







