ส่วนที่มองว่า ผู้ที่ถูกพาดพิงไม่สามารถชี้แจงได้นั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังมีช่องทางสื่ออื่นๆ ที่จะสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ ใครที่ตั้งข้อสังเกตเช่นนี้อาจจะมีมุมมองแคบ ส่วนรายการจะได้รับความนิยมหรือไม่นั้น รัฐบาลไม่ได้มุ่งเรตติ้ง และหวังว่าประชาชนจะเข้าใจ และจะเป็นผู้ประเมินรายการนี้ด้วยตนเอง นายจักรภพ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ว่าจะไม่กระทบบุคลากรที่มีอยู่เดิม ตนได้ให้แนวทางว่า บุคลากรช่อง 11 ต้องได้รับเกียรติมากขึ้น และการดำเนินการใดๆ ก็จะสอบถามความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบราชการทำให้การคิดสร้างสรรค์รายการใดๆ อาจจะทำได้ยาก ดังนั้น หากมีโอกาส จะนำคนนอกเข้ามา พร้อม ๆ กับปรับปรุงคนในที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้สามารถทำงานได้ โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้ความชำนาญของคนในประสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนนอก มาดำเนินการ ซึ่งขณะนี้มองคนนอกไว้หลายคน และการปรับปรุงช่อง 11 จะมีการพัฒนาเป็นระยะ คล้ายๆ กับที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปรับปรุงช่อง 9 อสมท. ให้เป็นโมเดิร์นไนน์
วันนี้ (3 มี.ค.) นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ ์การจัดรายการ 'สนทนาประสาสมัคร' ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า รายการดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ีกำหนดจุดยืนว่าจะเป็นช่องทางที่ใช้อธิบาย หรือชี้แจงสิ่งต่างๆ ต่อสังคม ขอให้เข้าใจนายกรัฐมนตรี แม้บ้านเมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังไว้วางใจไม่ได้ทั้งหมด เพราะเครือข่ายก่อนรัฐประหารยังทำหน้าที่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของสื่อมวลชนที่อาจไม่ใช่สื่อ แต่แฝงตัวเข้ามา หรือกลไกการเมืองที่โหนรถเข้ามา ก็พยายามดำเนินการต่างๆ ต้องเห็นใจนายกรัฐมนตรี ที่ต้องดำเนินการเช่นนี้ และต้องอดทนพยายามผลักดันการทำงาน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 4, 2008
ชี้เครือข่ายก่อนรัฐประหาร แฝงตัวในคราบสื่อมวลชน
รายการสนทนาประสาสมัคร วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 ครั้งที่ 4
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2551
ออกอากาศสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
สวัสดีครับท่านผู้ชมที่เคารพ รายการสนทนาประสาสมัคร กลับมาเหมือนเคยนะครับ หลังพระเทศน์ วันนี้ท่านเจ้าคุณ ท่านผู้ช่วยวัดสุทัศน์ชวนเชิญไปลงเลือกตั้ง ผมก็ชวนเชิญนะครับ เพราะว่าเมื่อตอนไปประชุมสภากลาโหม ก็บอกเลยว่า กำลังคนทั้งหมดประกาศให้ไปลงแล้วแต่ ไม่มีการเมืองเกี่ยวข้อง ใครจะลงใครตามใจชอบนะครับ ขอแรงนะครับ วันนี้เดี๋ยวผมพูดเสร็จแล้วผมก็จะไปลง ธรรมดาลง 9 โมง วันนี้ต้องไป 10 โมงครึ่ง อยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับ
เริ่มต้นต้องเล่าให้ฟังอย่างนี้ครับ อาทิตย์ที่แล้ว อาทิตย์ก่อนพอเริ่มต้นก็บอกว่าประเดิมดี ญี่ปุ่น 16 บริษัท แวะมาเยี่ยม ทาง Congressman จากอเมริกามาคุย พอมาเสร็จ ญี่ปุ่นมาขอต่อเติมนะครับ ท่านทูตบอกว่า มีสื่อมวลชน 17 สถาบันสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งโทรทัศน์ 17 หน่วย ขอพบ พบได้ไหม บอกได้ คุยกัน ขอ 1 ชั่วโมง ก็ให้ 1 ชั่วโมง 15 นาที แถมให้ 15 นาที ก็คุยเรียบร้อยดีครับ ญี่ปุ่นสนใจเรื่องการจะมาช่วยในลุ่มนี้นะครับ คือในเดือนหน้าผมจะไปประชุมเรื่องเกี่ยวกับประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ญี่ปุ่นเค้าบอกอยากจะมาช่วย บอกทำไมไม่ชวนเขามาด้วย ผมบอก แปลกเหมือนกัน ญี่ปุ่นเขาเพิ่งช่วยไปหยกๆ ประชุม 3 ประเทศ เขาช่วยไป 20 ล้านเหรียญ เขาก็ถามมา ก็ถามดีครับ ซักถามได้ดี แต่ว่า ก็น่าประหลาดใจนิดหน่อยว่า ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นสนใจการเมืองในเมืองไทยอย่างยิ่ง เสียเวลาตอบคำถามไปเยอะนะครับ 1ชั่วโมง 15 นาที ถัดไปก็อเมริกันมาอีกแล้วครับ ผบ.กองกำลังภาคพื้นแปซิฟิก แต่ก่อนเราก็นึกว่าเป็นกองทัพเรือที่ 7 คนนี้ใหญ่กว่ากองทัพเรือที่ 7 คือคุมทั้งหมดเลย และท่านก็เป็นทหาร แต่งเครื่องแบบปกติขาวมาด้วย ท่านมาเยี่ยมเพราะผมเป็นรัฐมนตรีกลาโหมครับ ทีนี้ผมมีงานอื่นต่อก็เลยบอกให้ท่านแวะมาที่ทำเนียบได้ไหม ทางฝ่ายทหารก็ดีครับ จัดการโยกย้ายมาให้เสร็จเลย ก็คุยกันดีครับ คุยกันพอสมควรแก่เหตุ คุยกันเรื่องอาวุธยุทธภัณฑ์ คุยกันเรื่องเรือรบ ก็เล่าให้ฟังว่า เราส่งเรือรบที่เขาอยากได้คืนกลับไป เรือรบหลวงชื่อ "นาคา" 400 ตันเท่านั้นนะครับ เป็นเรือสำหรับช่วยยิงในเวลาที่ยกพลขึ้นบก ผลิตออกมา 130 ลำ มาตกอยู่ประเทศไทยลำหนึ่ง 129 ลำจมหมดครับ อเมริกาอยากได้ ขอมา 10 ปีแล้ว เพื่อนผมบังเอิญเป็นเพื่อนกับ McCane ที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง พลเรือเอกปรีดา การสุทธิ์ เขาก็เล่าให้ฟัง เขาบอกเพิ่งทำเสร็จเมื่อ 2 เดือนนี้เอง ก็ตกลงคืนให้ไป ลากไปฮ่องกง ไปขึ้น dry dock ฮ่องกง แล้วลากออกไปส่งคืนที่ซานฟานซิสโก ตกลงตราครุฑยังติดไว้ ทุกอย่างรักษาหมด เพียงแต่ธงไทยเปลี่ยนเป็นธงอเมริกัน ชื่อเรือรบหลวง นาคา LSSL ก็เลยคุยกับท่าน คุยกันไปคุยกันมา ท่านมาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแถวภูมิภาคนี้นะครับ ปัญหาในประเทศใหญ่ ให้ผมออกความเห็น เลยปาฐกถาธรรมให้ท่านนั่งฟังข้างเดียว ก็สนุกดีเหมือนกัน เล่าให้มหาอำนาจขนาดใหญ่ฟังหน่อย เพราะเขาทำอะไรดีๆ เยอะครับ แต่เขามาสะกิดใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็เลยบอกว่า ให้ทำดีมาตั้งเยอะ ทำไมไม่ภาคภูมิใจในตรงนั้น จะมาเอาตรงนี้ ผมไม่เล่ารายละเอียด แต่คุยกันยาวครับ เกินชั่วโมง
พอเสร็จเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นก็วันที่ 29 ตอนบ่ายมาอีกครับ EU มา EU นี่สำคัญนะครับ ประธาน EU เขาผ่านมาทางนี้ ก็มาคุย คุยยาวเลยครับ เหมือนกันครับ มาอีหรอบเดียวกันหมด เราก็ให้ข้อมูลให้เขาคลายใจ และบางครั้งที่จะให้ช่วยเอื้อเฟื้ออะไรกัน ยังไงได้ บอกเอาเลย คราวหน้านี้ เดือนมิถุนาจะต้องไปที่ Brussel บอกเดือนมิถุนา ต้องมีอะไรไปเล่าให้ฟังอีกเยอะ มีความคืบหน้าเยอะ ก็ดีครับ EU ก็หันกลับมา แต่ก่อนเขาหันหลังนะครับ เดี๋ยวนี้หันหน้ามา อเมริกาแต่ก่อนหันหลัง เดี๋ยวนี้หันหน้า ญี่ปุ่นกับจีนหันข้าง เดี๋ยวนี้หันหน้ามาหมด ก็บอกแล้วครับว่า ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เขาก็กลับมาเหมือนเดิม พอเหมือนเดิมก็เริ่มออกเดินหน้า ไม่ใช่ฝีไม้ฝีมืออะไรของผม เก่งกาจอะไรหรอกครับ มันอยู่ที่เรื่องของการกลับมาสู่สภาพเดิม แล้วบ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไป ท่านทั้งหลายที่คอยเป็นห่วงเป็นใยก็เข้าสภาพปกติ กลไกมันเข้าการเดินทาง ผมเป็นเพียงแต่ว่า คอยดูนโยบาย เป็นคนถือหางเสือเท่านั้นนะครับตอนนี้
ทีนี้ก็ไปลาวนะครับ เรียกลาวต้องเรียกว่า สปป.ลาว สาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำตามวิธี คือเป็นบททดสอบที่ 1 เพราะผมเกิดมาผมก็ไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรี พอเป็นแล้วก็ต้องเดินทางไปแสดงตัวนะครับ มี 10 ประเทศอาเซี่ยน ก็ต้องไป 9 ประเทศ แล้วก็ในเวลาอันรวดเร็วไม่ชักช้า ระหว่างนี้ก็ต้อง... ก็จะไป...ลาวนี่นะครับไปคาบเกี่ยวกับวันอังคาร ประชุม ครม. เอาละอังคารนี้จะขาดหนหนึ่ง นอกนั้นแล้วก็จะไปวันอื่นนะครับ พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อะไร เป็นคู่ๆ นะครับ งานสภาฯ ถ้าเกี่ยวข้องก็ต้องอยู่ตามสมควร สภาฯ นี่รู้ล่วงหน้า แต่ว่าทำเนียบนี่รู้ ประจำอยู่แล้ว ก็เล่าให้ฟังตรงนี้ครับ ไปลาว ก็มีพิธีการนิดหน่อย คือไปเป็นทางการนะครับ ไปถึงก็ต้องมีพิธี ผมไปเครื่องบินการบินไทยนะครับ สะดวกดี ไปถึงลง เขาก็ให้ไปเข้าโรงแรม คือ หิวข้าว ความจริงบนเครื่องบินเขาก็เลี้ยงนะครับ ไปถึงก็กินข้าวอีก แล้วก็ไปทำพิธี พิธีรับ นะครับ ตรวจพลนิดหน่อยที่หน้ารัฐสภาลาว ก็ไปทำพิธีกัน เสร็จเรียบร้อยก็ออกไป โค้งไปอีกที่หนึ่ง มองเห็นกันนะครับ ก็ไปวางพวงมาลาที่อนุเสาวรีย์ตามพิธีการ แล้วก็ไปทำเนียบท่านนายกรัฐมนตรีลาว ก็สนทนากัน นั่งกัน 2 ซีกครับ นั่งสนทนา....เวลาคุยกัน...เอารูปอะไรมาออกก็ไม่รู้ ...ไหนตกลงกันว่าจะเอารูป... รูปพิธีการต่างๆ ไม่เอาออก... ไปเอารูปอะไรมา อย่างนี้ รูปตะกี้มันตอนจะจบ มันนอกรายการแล้ว...
ไปในฐานะนายกรัฐมนตรี ตรงนี้นั่งคุยกันชั่วโมงหนึ่ง ได้รู้ในสิ่งที่เราเองไม่เคยรู้มาก่อนเลย คือ สปป.ลาว เขาเปิดประเทศให้คนไปลงทุน และคนไปลงทุน ใหญ่ที่สุดมากที่สุด คือประเทศไทยนะครับ ไม่น่าเชื่อนะครับ บริษัทในประเทศไทยไปลงทุนเปิดทำเหมืองแร่เหล็กครับ เหล็กเมืองไทยมีแต่เปิดไม่ได้ เพราะเหตุว่ามันน้อย ที่ลาวมีมหาศาล เชื่อไหมครับ เหล็กเมื่อไม่นานนี้ กิโลละ 11 บาท ขึ้น 12 บาทก็บ่นกัน ขึ้นไป 21 บาทร้องกันจ๊ากเลย วันนี้เหล็กกิโลละ 32 ครับ ต่อไปไม่นานนี้นะครับ เราจะซื้อเหล็กจากลาว เราใช้เหล็กปีละ 14 ล้านตันนะครับ เห็นไหมครับทีนี้ก็จะผลิตในลาว บริษัทเดียวกันนี้ได้สัมปทาน เรานึกว่า อลูมินัม มันต้องอยู่ออสเตรเลีย ไม่ใช่นะครับ ในลาวมีแร่ที่จะมาผลิตอลูมินัม ประเทศไทยได้สัมปทานเข้าไปทำ อีกแล้วครับ ที่น่าอิจฉาหน่อย ออสเตรเลียเขามานะครับ เขามาเปิดเหมือง เขาสำรวจมานะครับ ข้างบนเป็นทองคำ ลงไปข้างล่างเป็นทองแดง เหมืองใหญ่นะ ใหญ่ไม่ใหญ่ก็มีคนงาน 20,000 คน เปิดแล้วทำแล้ว แล้วก็มีอยู่ห่างจากแม่น้ำโขง 99 กิโล ก็เรียบร้อยแล้ว เมื่อได้แร่มาแล้ว จะต้องเอาขึ้นใส่คอนเทนเนอร์ลากมา ข้ามฟากมาขึ้นที่... เหมือนจะเป็นวาปี... ไม่ใช่วาปีปทุม... อะไรวาปีนี่แหละครับ อยู่ริมแม่น้ำ เอาขึ้น เอามาถลุงที่ไหนมทราบไหมครับ ถลุงที่มาบตาพุด มันก็ผลประโยชน์ร่วมกันนะครับ ทองแดงเอามาถลุงที่มาบตาพุดของเรานี้ ส่วนทองเอาจจะเอาไปถลุงที่ออสเตรเลีย เขาก็ทำธุรกิจ เราก็ได้ธุรกิจร่วมกัน
แล้วก็สะพานนะครับ สมัยก่อน สะพานมิตรภาพมีหนึ่ง รถไฟข้ามฟาก รถไฟข้ามไปแล้ว ตอนนี้เราก็กำลังช่วยทำ...รถไฟข้ามไปแล้วนะครับลงไปที่นาแล้ง 3 กิโลครึ่ง ทางลาวบอกว่า ไปนาแล้งเหลืออีก 9 กิโลกว่าเท่านั้นถึงเวียงจันทน์ได้ไหม บอกได้... อย่างนี้ได้ เราก็บอกเราจะช่วยดูแลให้ ไม่ยากนี่ครับสำหรับประเทศไทย ก็แค่นี้เองนะครับ ถึงเลย ต่อไปนั่งรถไฟถึงเวียงจันทน์เลย ส่วนที่รถไฟอื่นที่ผมจะต่อไปนี้ ผมจะต่อทางอื่น ต่อขนาดรางอื่น จะขึ้นแถวๆ เด่นชัยนี่ ขึ้นไปทางเหนือ ไปเชียงรายออกไปทางสะพานจะข้ามใหม่นี่ พอผมรู้ข่าวผมจะเจรจากับจีนด้วย เพราะจีนกับไทยจะร่วมกันทำสะพาน สะพานที่ 4 จะข้ามที่เชียงของ ข้ามไปห้วยทรายออกไปหลวงน้ำทา ขึ้นไปข้างบน ขึ้นไปยูนนานและออกไปทางโน้น ขึ้นไปปักกิ่งได้เลย หวังใจว่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งไป ทั้งมา ขนสินค้ากันทางโน้น ตรงนี้ก็ไปเอื้อเฟื้อส่งถึงนครเวียงจันทร์
สะพานที่จะวางศิลาฤกษ์เร็วๆ นื้ ที่ 1 ที่สะพานมิตรภาพที่หนองคาย ที่ 2 ออกแล้วมุกดาหารไปสะหวันนะเขต สะพานที่ 3 จากฝั่งเรา นครพนมข้ามไปคำม่วนทางโน้น และก็ออกไป จะไปสาย 12 ทางโน้นไปสาย 8 ที สาย 9 ทีและไปสาย 12... สาย 13 วิ่งยาวจากเวียงจันทร์ลงไปปักเซ ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อช่วยกันไปช่วยกันมา แต่ความจริงนั้นทรัพยากรที่ลาวมี ถี่ถ้วนนะครับ พยายามให้ทุกอย่างเรียบร้อย เจรจาความกัน อย่างประเภทเอื้อเฟื้อกัน ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นการที่เราให้ความอนุเคราะห์ลาวบ้าง ลาวให้ความอนุเคราะห์ไทยบ้าง เป็นการตอบแทนสองฟากแม่น้ำ ผมก็เรียกว่าประเดิมดี ไปทำหน้าที่ทดสอบการไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ย้ำว่าเพิ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีกับเขา ก็ทำได้เรียบร้อยดี ก็กลับมา ทีนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ดูอะไรต่างๆ ก็พอดี เขาตอนรับเสร็จก็เล่าให้ฟังจนจบไม่ต้องใช้ภาพ พอเสร็จพิธีกลางคืนก็เลี้ยงข้าว จัดตามพิธีการครับ
ตัดไปก็เล่าโครงการให้ฟังแล้ว ผมก็อยากจะบอกให้ฟังนิดหนึ่งเรื่องของภาคที่ 2 การแสดงความคิดเห็น คือเรื่องการแสดงความคิดเห็นอะไรต่างๆ นี่ มันก็พอแสดงได้แต่บางครั้งแสดงกันผมเห็นว่าไม่เข้าใจ บอกว่าสมัครตะบะแตก ตะบะแตกแล้วจะไปรับเงิน 50,000 ได้ที่ไหน ผมบอกให้ฟังว่าวันที่ผมถามย้ำผมไม่ได้ตะบะแตกแล้ว วันที่ผมจะไปที่สุวรรณภูมิ ก็ถามผมเรื่องนายกฯ สองคน นายกฯ ซ้อน หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ทำเก้าอี้นายกฯ ทักษิณนั่งข้างผม นั่งข้าง...เบียด อะไรต่างๆ... ประหลาด วันอดีตนายกฯ กลับมา ก็กลับมา ผมยินดี ผมก็บอกว่ายินดี กลับมาขึ้นศาล ท่านบอกว่ากลับมาขึ้นศาล คนไปรับมาก ก็บอกว่าไปรับมากเดี๋ยวจะมีปัญหา รับน้อยหน่อยก็ดีปลอดภัยดี ก็ไปรับกันพอสมควร พองดงาม ก็จบ ทุกอย่างได้ดี ก็ขึ้นศาล ศาลก็ได้กรุณา จัดการให้มีประกัน เสร็จเรียบร้อยหมดกลับสู่สถานะปกติ แต่ท่านพวกรายงานข่าวไม่ปกติครับ วิพากษ์วิจารณ์กัน ผมเห็นสมควรต้องพูดกันตรงนี้หน่อยว่า ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านก็ไม่ได้มายุ่งอะไร ท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่ง ท่านไม่เกี่ยว ท่านบอกว่า ท่านเลิกแล้ว ผมก็จะทำหน้าที่ของผม... เสี้ยมกันจริง เสี้ยมกันเลยอย่างโน้นอย่างนี้ ท่านอดีตนายกฯ มา นายกฯ ปัจจุบันเดินเหมือนคนแก่ ผมถึงต้องย้อนไปอบรมกันนิดหน่อยว่า อะไรกัน คุณคิดได้แค่นี้หรือ ผมย้ำสัก 5 หนว่าคุณคิดได้แค่นี้ อะไรไม่เห็นทุกอย่างมันเสร็จเข้าที่ จะเอากันท่าเดียว ที่ประหลาดที่สุดก็คือว่าเหตุที่นายกฯ กลับ เพราะว่าพรรคพลังประชาชนที่ผมดูอยู่นี่ เกิดความแตกแยกนายสมัครเอาไม่อยู่ ต้องตามอดีตนายกฯ มาถึงจะเอาอยู่ คิดอะไรกันไม่เข้าท่าเลย จะอยู่ ไม่อยู่อย่างไรผมก็อยู่กันมาอย่างนี้ ผมอยู่กันเรียบร้อย ครม.อยู่มาเกือบเดือน แต่ว่าเรามี 21 คน ไม่ได้นั่งพูดจากันเลยว่าจะเอาอย่างไรยังไง ผมก็บอกว่า...วันก่อนจะไปก็มาซักซ้อมกันหน่อย หมายความว่า มากินข้าวกันตอนเย็น จะเอาเดือนละหนแปลว่าถอดเสื้อนอกเลย เป็นใครก็ถอดได้ นั่งสั่งอาหารมากิน 6 โมงเย็น 2 ทุ่มเลิก ก็คุยกัน ก็ได้ประโยชน์ครับ ปรับทุกข์ปรับร้อนกันว่าใครเป็นอะไร ทางกระทรวงเกษตรกับกระทรวงสาธารณสุข... ไม่น่าเชื่อเขาบอกว่ากระทรวงเกษตรบอกเลี้ยงหมูเลี้ยงอะไรบอกแทบแย่ ส่งมา พอฆ่าขึ้นเขียงไปสาธารณสุข เขาก็พูดกันหัวเราะ พูดจากัน ทางเรื่องปุ๋ย คุยกันเรื่องปุ๋ย รัฐมนตรีรู้เรื่องปุ๋ยคุยให้ฟังก่อนอภิปรายกันในสภา ในสภาคุยกันเรื่องปุ๋ย ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ ดีนะครับ ผมได้รับรู้เรื่องอะไรต่ออะไรเยอะแยะ แต่ว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีเขารู้เรื่องปุ๋ย เขาก็พากันถามให้รัฐมนตรีด้วยกันฟังว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ เขาคุยกันดี
เรื่องอย่างนี้ก็ขอบอกว่าได้ช่วยกรุณาชั่งน้ำหนัก ยุคก่อนสมัยก่อนตอนมีการเปลี่ยนแปลง ตอนนั้นเขาเปลี่ยนแปลงยังไง หุบปากกันหมด เงียบกันหมด ไม่วิพากษ์วิจารณ์ พอเขามาจากการเลือกตั้ง มีการปรับปรุงแก้ไข พูดกันฉับๆ จะเป็นจะตายไม่หรอกครับ เรารู้ว่าเราทำอะไร ขอบเขตมีแค่ไหน ทำกันได้แค่ไหน และทำอะไรเพื่ออะไร อย่างไร ทำไมคนมาจากเลือกตั้งเป็นรัฐบาลแล้ว จะทำหน้าที่อะไรอย่างไรบ้างไม่ได้หรือครับที่พูดกล่าวไปทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะกลุ่ม จะพรรคการเมืองอะไรต่างๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์ ผมเลือกตั้งกลับมาแล้ว ทำอะไรทิ้งไว้ ผมต้องมานั่งทนอย่างนั้นหรือครับ ต้องอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก 4 ปี มีคนเขาตั้งไว้ให้เสร็จ แตะต้องไม่ได้ ถ้าพวกนั้นโยกย้ายต่างๆ หุบปากไม่เคยมีวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทำไมคนมาจากเลือกตั้งมาบริหารบ้านเมือง หยิบตรงนั้น หยิบตรงนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบ รัฐมนตรีนี้ท่านต้องชี้แจงว่าท่านทำตรงนั้นทำไม รัฐมนตรีต้องชี้แจงว่าเป็นอย่างไร เวลาชี้แจงไม่ค่อยฟัง ว่ากล่าว คนนั้นนับ 1 นับ 2 นับ 3 ก็พึ่งนับได้ 4 เท่านั้นเอง และทั้งหมดมีเท่าไหร่ แต่ก่อนนี้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ แล้วถามซิครับว่า ต่างประเทศที่อเมริกาเวลาเขาเลือกตั้งนี่ เขาเลือกตั้งวันอังคารต้นเดือนพฤศจิกายน เลือกตั้งเสร็จแล้ว รู้ผลเสร็จแล้ว ก็ทิ้งไว้ทำไม ทิ้งไว้ตั้งแต่อังคารต้นเดือนพฤศจิกายน ไปทำหน้าที่รับตำแหน่งวันที่ 20 มกราคมปีถัดไป เกือบ 2 เดือน 2 เดือนกว่า เขาทำอะไรทราบไหมครับ เขาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเจ้าหน้าที่ตรงนั้นออก ตรงนี้ออก ชุดนี้ต้องเปลี่ยน เขาทำกันอยู่ นั่นแหละครับ เขาทำกันมา 200 ปีแล้วแบบนั้นครับ ของเรานี่มีความเปลี่ยนแปลง 16 เดือนที่แล้ว ไม่มีใครว่าอะไรเลย พอเสร็จแล้ว เรามาจากการเลือกตั้งจะมาปรับปรุงหน่อย คอยปากยื่น ปากยาว ผมว่าอย่างนี้ตรงๆ ผมเป็นคนพูดจาตรงไป ตรงมา ก็ให้รู้กันไว้เท่านั้น ถ้าไม่พูดก็ว่า พูดทำไม จะให้เป็นคนดี นี่ไม่ใช่เป็นคนเลวนะครับ นี่พูดในฐานะว่าคิดดี ผมแน่ใจว่าผมคิดถูกจึงได้อธิบายความ ให้รู้เสียว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร แล้วก็ต่อว่าเล็กๆ น้อยๆ อย่างที่ข่าวที่บิดไปบิดมาผมต่อว่าไปแล้ว แต่ว่าจะต้องต่อว่าอีกเพราะว่าผมแถลงข่าวเมื่อวันที่ออกมานี่... ตกๆ หล่นๆ ท่านที่ดูโทรทัศน์ เขาก็ออกดีนะครับ เขาออกหมด ผมอธิบายชัดเจนเรียบร้อยหมดแต่ข่าวมาออกขาดๆ วิ่นๆ กระโดดๆ เมื่อเช้าผมมาฟังข่าว มาดูโทรทัศน์ออกข่าวเรียบร้อย แต่ว่าหนังสือพิมพ์ อะไรข่าวกระโดดๆ จะว่าผมเรื่องมากใช่ไหม เสนอข่าวแบบฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อย่างนี้คนให้สัมภาษณ์เสียหาย ผมไม่ออกรายละเอียด ไปตรวจดูก็แล้วกัน เอาข่าวโทรทัศน์มาดูว่าผมพูดว่าอย่างไร ผมแน่ใจว่าผมพูดครบถ้วนถูกต้อง แต่เสนอข่าวกันออกมาแล้ว สับไปสับมา เหมือนกับว่าเวลาทำ จดข่าวอะไรต่างๆ คุยกันไปคุยกันมาหรือว่าไปแลกเปลี่ยนข่าว หรือไปขอข่าวใครเขามา มันสับสนนะครับ บอกไว้ ติเพื่อก่อ ถามพูดทำไม พูดเพื่อให้ว่า ต่อไปจะได้ดีขึ้น แน่นอนครับ ถ้าผมพูดจาขาดตกบกพร่องอย่างไร ต่อว่าได้ ตำหนิผมได้ แต่ผมแน่ใจว่าผมได้ทำในสิ่งที่ถูกที่ควร เพราะฉะนั้น เมื่อเวลามีอะไรบกพร่องก็ต้องใช้เวลานี้ ถ้างั้นจะมีรายการนี้ไว้ทำไม จริงไหมครับท่านผู้ชม
วิธีที่ผมจะบอกก็คือว่า เรื่องของคนมีเงินเดือนเท่านั้นก่อน ครูนี่ละครับมีเงินเดือน ครูมีเงินเดือนหมื่น สองหมื่น สามหมื่น ครูมีหนี้เป็นเงินหมื่นเงินแสน อยากทำวิจัยจริง ๆ ว่าครูที่บอกว่าเป็นหนี้ เป็นหนี้เพราะอะไรอย่างไร เอาลูกไปเข้าโรงเรียนเสียแป๊ะเจี๊ยเขาหรืออย่างไร หรือไปทำอะไร วันหลังคุณครูสักคนหนึ่งที่เป็นหนี้เยอะ ๆ เขียนส่งให้ผมอ่านว่าเป็นหนี้ได้อย่างไร ครู 600,000 – 700,000 คนเป็นหนี้ เมื่อเป็นหนี้แล้วเป็นอย่างไร เงินเดือนออกก็ต้องหนี้ ไม่สอน ต้องลา คนเป็นหนี้หนีเจ้าหนี้ หนีสิ้นเดือน ผลัดเขาสิ้นเดือนๆ มาเอา เงินเดือนออกเปิดหายหนีไปแล้ว คนอื่นไม่เท่าไร แต่คนสอนหนังสือแล้วมีหนี้อยู่จะสอนหนังสือเด็กได้อย่างไร ไม่ว่าชายหรือหญิง สอนหนังสือเด็กแต่ว่าเจ้าหนี้มารอ วันเงินเดือนออกก็หนีไป 1 วันแล้ว แต่วันอื่นจะต้องไปหาเงินใช้เขา หนังสือจะสอนต้องทำอย่างไร ไหนจะเรื่องที่ครอบครัวอีก ทุกข์ไหมครับ เพราะฉะนั้นก็คิดกันให้ฟังง่าย ๆ ท่านที่อยู่แวดวงคุมการเงินอย่าเพิ่งหัวเราะนะครับ คนที่เขาใช้หนี้จ่ายหนี้ได้ เพราะเหตุว่ามีระบบ สมัยผมหนุ่มๆ ระบบนี้ยังไม่ค่อยมีเท่าไรครับ 40 – 30 ปีก่อนเพิ่งจะเริ่มเท่านั้นเอง แต่ก่อนนี้ใครคิดจะแต่งงาน ใครคิดจะมีบ้านทำอย่างไรรู้ไหมครับ 1. คือไปซื้อที่ผ่อนส่ง ซื้อที่ 50 วา รักกันชอบกันช่วยกันผ่อนช่วยกันส่ง จะไปรอดหรือไม่ไม่รู้ เอาละมาถึงรอดยังผ่อนส่งที่อยู่ พอเสร็จแล้วจะแต่งงานกัน ต้องมีเงินอีกก้อนไปแต่งงาน แต่งงานแล้วต้องมีที่อยู่ ต้องมีเงินอีกก้อนไปปลูกบ้าน หนี้ทั้งนั้นครับ ถึงนั่งเก็บเงิน กว่าจะเก็บเงินไปซื้อที่ได้หมด ไม่ได้แต่งงานหรอก แก่ตาย เสร็จแล้วปรากฏว่าจะแต่งงานไม่มีเงินแต่งงาน ไปยืมไปกู้หนี้เขามาแต่งงาน ทำหน้าทำตา อย่างนี้ก็มีคนทำ พอเสร็จเรียบร้อยพอถึงจะปลูกบ้าน นั่งเก็บเงินจะปลูกบ้าน วันนี้ไปซื้อไม้ วันนี้ไปซื้อเข็ม ได้ไหมครับ โบราณเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปกู้ยืมเงินก้อนใหญ่มา แล้วจัดมาทำ ถ้าทำระบบได้ก็ยังดี เงินผ่อน แต่ว่าในที่สุดก็มีบริษัทที่เขาคิดการให้เสร็จ คือทำเรื่องบ้านจัดสรร
ทีนี้จะคุยให้ฟังเรื่องตัวเลขว่าเกิดอย่างไร ผมใช้ตัวเลข 80,000 เงิน 80,000 บาทถ้าไปกู้เขาแล้วจะต้องจ่ายเขาก็เดือนละ 8,000 เผลอประเดี๋ยวเดียว 10 เดือนก็ต้นไปแล้ว แต่ดอกทั้งนั้น ระบบบ้านจัดสรรได้ให้ตัวอย่างที่ดี สมัยก่อนนี้ตอนที่ผมทำตัวเลขเขาเรียกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ 15 ปี ท่านต้องจำได้หยก ๆ นี่เอง ดอกเบี้ยเงินกู้ 15 เปอร์เซ็นต์ผ่อนชำระ 15 ปี 30 ปีนี่เพิ่งมาทีหลัง เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ้านเราดีขึ้นเป็น 30 ปี แต่ก่อนเขาเรียก 15 เปอร์เซ็นต์ 15 ปี กู้เงินเขา 80,000 ใจร้ายคือดอกเบี้ยร้อยละ 10 จ่ายดอกเบี้ยเดือนละ 8,000 ต้นไม่มี แต่ถ้าเอาเงิน 80,000 เข้าระบบ ถ้าเป็นบ้านเอาบ้านค้ำ เข้าระบบ 15 เปอร์เซ็นต์ 15 ปี ผ่อนทั้งต้นทั้งดอกเดือนละ 1,065 บาท เห็นไหมครับ 1,065 บาททั้งต้นทั้งดอกครับ แต่เป็นเวลา 15 ปี 180 เดือน อย่างนี้คือตัวอย่างของการที่จะแก้ไขปัญหา มีเงิน 80,000 จ่ายไปแล้ว แม้จะจ่ายไปแล้วหมดไปแล้ว 80,000 ส่งไปแล้วดอกทั้งนั้น กอบกู้กันทันก็เอามา มีเงินเดือนใช่ไหม ตกลงเอาเงินเดือนค้ำ มีเงินเดือนค้ำ เคยต้องจ่ายเขาเดือนละ 8,000 ก็จ่าย 1,065 บาท จ่ายไป 180 เดือน อย่างนี้ไหวไหมครับ...ไหว สามีภรรยาได้ 20,000 จ่ายหนี้เดือนละ 1,065 บาท ดีกว่า 8,000 ดีกว่า 4,000 แน่นอนครับ นี่คือตัวอย่างของคำอธิบาย
ผมจะมีตัวเลขให้ใหม่นะครับ ดอกเบี้ยเงินต้นถ้าถึงวันนี้ วันนี้เงินต้น ก่อนผมจะเข้าผมโทรศัพท์หาผู้เชี่ยวชาญ ดูตัวเลขที่เปลี่ยนแปลง เพราะเดิมนี้ 15 เปอร์เซ็นต์ 15 ปี 80,000 จ่ายเดือนละ 1,065 บาท เดี๋ยวนี้ถ้าหากว่า เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ถ้าหากว่า 15 ปี 80,000 เคยจ่ายเดือนละ 8,000 เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ย 8 เปอร์เซ็นต์ ถ้า 15 ปีจ่าย 750 เงิน 750 ครับ เห็นไหมครับ ได้แน่นอน แก้ทุกข์ได้ทันทีถ้าใครช่วยจัดการให้ 10 ปีร้อยละ 8 10 ปีจ่าย 1,200 ดีไหมครับ 10 ปีจ่าย 1,200 ถ้าหากแต่ก่อน 80,000 ต้องจ่าย 8,000 เดี๋ยวนี้จ่ายแค่ 1,200 ถ้าเวลาสั้นหน่อย 10 ปี ถ้าเวลาน้อยเหลือ 5 ปี 1,700 จ่าย 5 ปี 60 เดือนเท่านั้นเองครับ จ่าย 1,700 ดอกเบี้ยสูงเวลานี้ร้อยละ 8 ครับเงินกู้ เพราะฉะนั้นถ้าแก้ทุกข์กันได้ ก็ขอให้ช่วยกันแก้ แล้วแก้ได้แน่นอนเอาเงินเดือนค้ำ เท่านั้นครับ ใครมีหนี้เอาหนี้มาลองรวมไว้เสร็จเรียบร้อย ธนาคารไหน ธนาคารเอกชนไม่อยาก ธนาคารรัฐบาลก็น่าจะต้องช่วยดูแล ธนาคารออมสิน ธนาคาร ธกส. ธนาคารอะไรต่างๆ ถ้าจะทำธุรกิจไม่มีอะไรเสียหาย เพราะเงินเดือนเขาค้ำอยู่ ผ่อนชำระ เห็นไหมครับ แต่ก่อน 80,000 ผ่อน 1,065 ซึ่งลูกหนี้ทุกคนผ่อนได้ เดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ถ้า 15 ปีผ่อน 750 บาทต่อเดือน ถ้าหากว่า 10 ปีผ่อน 1,200 5 ปีผ่อน 1,700 ใครลองดูก็แล้วกัน ถ้าสมมติท่านเป็นหนี้ 800,000 ท่านต้องจ่ายดอกเดือนละ 80,000 แต่ว่าถ้าเผื่อว่าเอาเข้าระบบ จ่ายเดือนละ 7,500 ต้องจ่ายต้นเดือนละ 7,500 อย่างนี้ไหวไหมครับ อย่างนี้ไหวครับ 80,000 หรือ 800,000 ก็ลองเซ็ตตัวเลขดู ผมเอาตัวเลขนี้ให้ ก็ไม่ได้คุยลวกๆ ครับพอสมควรแก่เหตุ เพราะว่าสัญญาไว้ว่าเหลือเวลาตอนท้ายจะตอบคำถาม คำถามมาแล้ว
รับประกันได้ว่ามีแน่นอน กำลังนี้ หวยบนดิน เขาขึ้นศาลก็ขึ้นไป แต่กฎหมายเขาออกมาว่าทำได้แล้ว จะไม่ให้มานั่งเขียนให้ยุ่งยาก เครื่องจักรกลเขาก็เอามาแล้ว จะให้เขาเจรจากันให้เสร็จ เขาเรียกว่าล็อตโต้ ซื้อกัน 3 ตัว 2 ตัว เหมือนกัน กดจิ๊ก ๆ เอาเศษเงินซื้อ 5 บาท 10 บาท แล้วแต่ เราก็ถือแต่ ticket เงินนี้ละครับทั่วโลกเขาทำ เขาบอกเพื่อการศึกษาของเยาวชน ประเทศไทยก็จะทำ และเพื่อการศึกษาของเยาวชน ใครจะตรวจสอบดูแล ทำอะไรไม่ถูกระบบ ทำระเบียบเสียให้ถูก งานนี้ทั่วโลกเขาทำ ประเทศไทยก็จะทำได้ เพราะฉะนั้นตอบคำถามหนูได้ว่า ยืนยันว่าหนูรอหน่อย อย่างไรก็คงจะไม่ช้าหรอกครับ
เรื่องนี้ก็ผมเคยอยู่กระทรวงมหาดไทย ไม่น่าเชื่อครับ ตอนที่ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ปืนกระบอกละ 6,000 – 7,000 บาท ผมก็คิดว่าปืนราคา 6,000 – 7,000 บาท อย่างน้อยกะสัก 10,000 บาท เดี๋ยวนี้ปืนกระบอกละ 60,000-70,000 บาท แล้วมีการควบคุมโควต้าอีกกระบอกละเป็นแสน ไม่น่าเชื่อ ถ้าระเบียบเรียบร้อยดี ผมคิดว่าเขาคงจะพิจารณา ถ้าหากว่าทางเรื่องความปลอดภัยอะไรต่าง ๆ เขาอนุญาตให้มีได้ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องให้ไม่แพงบ้าเลือด ต่างชาติเขายังถูกอยู่ ประเทศไทยแพงบ้าเลือดเพราะคุมโควต้า เรื่องนี้จะรับไปพิจารณาให้ครับสำหรับคนที่ต้องการจะมี แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมายและต้องทางความมั่นคงเขาต้องช่วยดูด้วยครับ
ใครเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องสั่งสอนลูกตัวเองนะครับ ถ้าสั่งสอนลูกตัวเองไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร คุณครูก็ต้องช่วยสั่งสอนนะครับ ถ้าใครที่คุณครูยังสั่งสอนไม่ได้ คนที่เป็นเพื่อนพ้องที่ทำงานทำการอยู่ด้วยกันก็ต้องคุยด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าการพนันเป็นเหตุให้เกิด... มันหมดครับ การพนันนี่หมดเลย ผมพูดได้เพราะผมไม่เล่นการพนัน และผมจะช่วยดูแลเรื่องนี้ให้ จะรับอาสาเบื้องต้นว่าจะทำอย่างไรได้ ผมจะบอกเลยว่าถ้าใครมีเงินจะพนันกัน ก็พนันกันไปสิครับ แต่เงินที่มีมากเท่าไรพนันกันบ้าบอคอแตกก็หมด คนมีเงินน้อยดันไปพนัน พนันเสร็จแล้วก็... แต่พนันบอลเรื่องนี้ก็คิดว่า เรื่องการปราบปรามจะดำเนินการ และจะไปดูสังคม จะดูเลยว่าคนที่พนันและยากจนแล้วยังไปพนัน มันโง่ขนาดไหนอย่างไรต้องตำหนิกันตรง ๆ เลย คือถ้าจะโง่กันอย่างนี้ต่อไปก็จะต้องหาทางมาช่วยแก้โง่ให้ ทำลายตัวเองนะครับ สนุกสนานไม่เท่าไร ผมบอกว่าเล่นการพนันกันนี้แทงกันทีละ 100 แทงกันทีละ 1,000 ผมบอกว่าถ้าจะสนุกจริง ๆ แทงกันทีละ 20 บาท สนุกเหมือนกันครับ ก็พูดง่าย ๆ ว่าเล่นรัมมี่ แต่ก่อนเล่นรัมมี่แต้มละ 1 สตางค์ก็สนุก แต้มละ 1 สตางค์ 2 สตางค์ไม่เป็นไป แต่เล่นรัมมี่แต้มละ 100 บาทนี่โง่ไหมครับ โง่ชัด ๆ เลย การพนันอย่างนี้โง่เง่า เพราะฉะนั้นก็ยังเล่นได้นะครับ เล่นรัมมี่จดแต้มไม่เอาสตางค์ก็สนุก แต่เอานิดหน่อยก็พอเล่นได้ แต่ว่าอย่างนี้ต้องคิดเพราะฉะนั้นพนันฟุตบอล พนันกันพอสนุกก็คงไม่เป็นปัญหา แต่พนันกันแบบจะเป็นจะตาย ฆ่าตัวตายกัน อย่างนี้ไม่พุทโธเลยก็แล้วกันอย่างนี้ ใครฟังผมไว้จะไม่ชอบใจก็ตามแต่ ใครที่เล่นพนันฟุตบอลทั้ง ๆ ที่ตัวไม่มีเงินจะพนันหรือมีแล้วไปพนันโง่จริง ๆ ยืนยันเลยครับว่าโง่จริง ๆ จะโง่อย่างนี้ต่อไปก็อย่ามาร้องทุกข์ก็แล้วกัน คนเป็นพ่อเป็นแม่ดูนะครับ คนเป็นพี่เป็นน้องดู คนเป็นญาติดู คนเป็นเพื่อนช่วยกันดู แน่นอนครับทุกฝ่ายครูบาอาจารย์จะต้องช่วยกันดู ต้องแก้ไขได้ครับ ต้องหาหนทางแก้
ครับถูกต้องครับ ทำถูกต้องตรงตามกฎหมาย ประเทศมาเลเซียเขาก็มี เขาถูกต้องตามกฎหมาย สิงคโปร์ก็ถูกต้องตามกฎหมาย มาเก๊า เซี่ยงไฮ้ ถูกต้องตามกฎหมาย ของเราถ้าผิดกฎหมายอยู่ แล้วถ้าทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วผิดกฎหมายจะได้ไม่มี ก็จะสนับสนุน พรุ่งนี้ไม่ต้องพาดหัวนะ สมัครประกาศสนับสนุนการพนัน ทำเสียให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตีตั๋วเล่นไพ่ตีตั๋วได้อย่างไร นั่งขานกันน่ะตีตั๋วกันทำไม ทำไมไม่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วทำไมที่วิ่งไล่จับกันบ่อนโน้นบ่อนนี้ลอยฟ้าใต้ดินอะไรกันนั้น ต้องการทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย สนับสนุนให้ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ผมไม่วิจารณ์นะครับ ไม่น่าเชื่อได้ 3 – 4 คำถามหมดเวลา เพราะว่าพูดเรื่องนี้ยาวไปนิดหนึ่ง แต่ก็พอสมควรครับ เอาละครับเดี๋ยวเขาว่าหาประโยชน์ เวลานิดหน่อย ดีนะครับได้เจอกันอย่างนี้ คราวหน้าจะเอาปัญหาให้มากหน่อย คราวหน้าจะตอบปัญหา 20 นาที สารคดีสั้นหน่อย และเรื่องที่จะทำก็อย่างที่ว่านี้
จาก hi-thaksin
สมัคร-ทักษิณ
การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองจะเป็นกุญแจที่สำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมืองให้พ้นจากความปัญญาอ่อนของอำมาตยาธิปไตยไทยโดยเร็ว และจะต้องไม่เปิดช่องให้อำมาตย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายเข้ามาเสี้ยมได้
พออดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย เสียงวิจารณ์ว่าบัดนี้เรามีนายกรัฐมนตรีซ้อนกันสองคนก็กระหึ่มขึ้น
ขนาดเจ้าตัวแถลงแล้วแถลงอีกว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขออยู่กับครอบครัวให้มันสมใจกับที่จากกันไปนาน อย่างมากก็อาจจะเป็นที่ปรึกษาแบบไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลบ้างเท่านั้น คนก็ยังเชื่อว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองจะเปลี่ยนไปตามความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณอยู่นั่นเอง
เรื่องแบบนี้พูดยาก คงจะใช้เวลาและความจริงเท่านั้นที่จะสยบความเคลื่อนไหวนั้นได้
ความจริงการมีคนเก่งๆถึงสองคนมาร่วมกันบริหารชาติบ้านเมืองในคราวเดียวกันก็คงไม่เลวนัก แต่เขาคงกลัวความปีนเกลียวระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองคน ซึ่งอาจจะสร้างความชุลมุนวุ่นวายมาก
คนที่มองอย่างนั้นออกจะประเมินความเป็นผู้ใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีและคุณทักษิณต่ำไปหน่อย
คือไปมองว่าคุณทักษิณจะไปแย่งคุณสมัครทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็มองว่าคุณสมัครเองคงจะเกิดวิตกจริตเมื่อเอ่ยชื่อคุณทักษิณขึ้นมาจนไม่เป็นอันทำงานเหมือนกัน
ประเด็นคือทั้งสองท่านไม่ใช่เด็กอนุบาล และเท่าที่ทราบจากคนใกล้ชิด ทั้งสองท่านก็มีความรักใคร่นับถือกันและกันเป็นอย่างยิ่งด้วย
คุณทักษิณซาบซึ้งใจที่คุณสมัครยอมลำบากมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยร่วมกันก่อตั้งขึ้นใหม่ ทั้งที่ขณะนั้นไม่รู้เลยว่าจะออกหัวก้อยอย่างไร ตัวคุณสมัครเองก็อยู่ในวัยที่อ้างได้ตลอดว่าขอพักผ่อนเสียที
คุณสมัครนับถือคุณทักษิณว่าเป็นผู้นำการเมืองรุ่นน้องที่มีความสามารถสูง และทำอะไรให้กับบ้านเมืองหลายอย่าง โดยเฉพาะในบางโครงการที่คุณสมัครเคยพูดถึงฝันถึง แต่ไม่เคยได้รับอำนาจรัฐแบบเต็มไม้เต็มมือสักครั้งเลย
ความรู้สึกบวกๆนี้ควรแรงพอที่จะกลบทับความแตกต่างในสไตล์และบุคลิกภาพระหว่างคนทั้งสองได้
มองจากมุมคนไทยที่รู้จักทั้งคุณสมัครและคุณทักษิณ ได้แต่นึกว่าถ้านำจุดเด่นของแต่ละคนมารวมกันแล้วมารับใช้ชาติอย่างเป็นระบบ บ้านเมืองจะได้คณะผู้บริหารประเทศที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง
ความเด่นของคุณทักษิณนั้นชัดเจนอยู่ นั่นคือการมองปัญหาได้ครบทั้งกระบวนการและรู้จักวางวิธีการอันแยบยลที่จะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหานั้นๆ อีกประการหนึ่งคือความเชื่อมั่นในลัทธิ "เราทำได้" หรืออย่างที่คนอเมริกันชอบเรียกว่า can-do spirit ทำให้เกิดทัศนะ "พุ่งตรงไปข้างหน้า" และใช้เวลาเพียงน้อยนิดกับอดีตหรือประวัติศาสตร์
บางครั้งจึงเกิดปัญหาการ "ละเมิด" พื้นที่หวงห้ามหรือเขตศักดิ์สิทธิ์ได้โดยง่าย และกลายเป็น "จุดตาย" ของคุณทักษิณในเวลาต่อมา
ส่วนคุณสมัครก็เป็นนักคิดเชิงนโยบายมาตลอดชีวิต แต่ไม่ใช่คน "ใจร้อน" ที่จะนำนโยบายเหล่านั้นมาปฏิบัติ อาจเป็นเพราะไม่สบโอกาส หรือโดยธรรมชาติแล้วเป็นคนยอมรับสภาพที่ตนและบ้านเมืองดำรงอยู่ ไม่เปรี้ยงปร้างอย่างคุณทักษิณที่ตรงเข้ามาเปลี่ยนแปลง "สถานภาพเดิม" หรือ "status quo" เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในทันทีอย่างที่คุณทักษิณทำ
วิธีการของคุณสมัครจึงมีแนวโน้มที่จะไม่สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับใครจนถึงกับต้องออกมาตั้งกองต่อต้านกีดกัน หรือต้องให้สัญญาณไฟเขียวให้เหล่าผู้เสียประโยชน์มารวมตัวกันในภารกิจต่อต้าน เหมือนอย่างที่เขาทำกับคุณทักษิณ
ถ้าใครเก่งพอที่จะนำความก้าวไกลของคุณทักษิณมาผสานกับความรอบคอบระมัดระวังของคุณสมัครได้ เห็นจะหาใครในสนามการเมืองนี้มาเทียบเคียงได้ยาก อย่างน้อยก็ในชั่วโมงนี้
เมืองไทยก็จะได้รับประโยชน์มากจากสองครรลองของสองสิงห์
แต่ปัจจัยแปรปรวนที่ต้องควบคุมให้ดีคือลูกน้องของแต่ละฝ่ายที่จะนำเรื่องราวต่างๆมากรอกหูจนอาจเกิดความเข้าใจผิดกันได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณทักษิณกลับเมืองไทยแล้ว แม้จะเข้าๆออกๆ อยู่ในห้วงแรกบ้าง เพราะจะมีคนเข้าถึงตัวได้มากกว่าตอนที่อยู่ต่างประเทศ
เรื่องนี้มาโชคดีที่นายกรัฐมนตรีสมัครไม่นิยมมีลูกน้องมากๆ และไม่ได้ฟังใครเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด จึงออกจะเป็นคนหูหนักเอาการอยู่
การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองจะเป็นกุญแจที่สำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมืองให้พ้นจากความปัญญาอ่อนของอำมาตยาธิปไตยไทยโดยเร็ว และจะต้องไม่เปิดช่องให้อำมาตย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายเข้ามาเสี้ยมได้
วัสสการพราหมณ์ในเมืองไทยยังมีตัวอยู่นะครับ ไปอ่านทวน "สามัคคีเภทคำฉันท์" ให้ดีๆเถิด
"...อย่าติคะรู หลู่พระจะเลย ท่านสิเสวย ภัทกะอะไร..."
กาหลิบ
////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบไม่เลือกข้าง...
จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับประจำวันที่ 3/03/2551
Monday, March 3, 2008
ยาหม้อกระตุ้นศก.เข้าครมพรุ่งนี้
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอมาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (4 มี.ค.51) คาดสามารถเร่งให้เกิดการลงทุนในประเทศได้ภายใน 6 เดือน
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “แนวทางชัดๆ รัฐบาลใหม่กับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างความเชื่อมั่น และเร่งรัดให้เกิดการลงทุนให้ได้ภายใน 6 เดือน ซึ่งการที่รัฐบาลประกาศเริ่มลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ มูลค่า 150,000 ล้านบาท เป็นการส่งสัญญาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนตาม โดยยอมรับว่า งบประมาณลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในสิ้นปีนี้ หรือประมาณต้นปี 2552 ทั้งนี้จากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนจึงจะสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้เอกชนที่ลงทุนในปีนี้ได้ประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งจะใช้มาตรการลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนระดับรากฐาน เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเตรียมนำมาตรการกระตุ้นภาษีดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ ส่วนในรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้
ด้าน นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโอกาสเดินทางไปมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมสรรพากรเป็นครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่ง ว่า มาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่ออนุมัติในวันพรุ่งนี้ มีทั้งมาตรการภาษีที่จะลดภาระให้กับบุคคลทั่วไป วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตลาดทุน และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ซึ่งตนเองยอมรับว่าอาจจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้กว่า 40,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ ขยายตัวได้สูงขึ้นอีกร้อยละ 1 จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ที่ร้อยละ 4.5-5.5 ส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อมาชดเชยในส่วนที่เสียไปจากมาตรการดังกล่าวได้
มท.เตรียมขอข้อมูลใต้จากนายกฯและมท1.เงา
รมว.มหาดไทย เตรียมทำหนังสือถึงนายกฯเงาและรมว.มหาดไทยเงา เพื่อขอข้อมูลปัญหาไฟใต้ ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์รู้เรื่องนี้ดีที่สุด
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่ นางรสนา โตสิตระกูล ได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.ว่า เมื่อมี ส.ว.เก่งๆ มาช่วยกันตรวจสอบรัฐบาลก็จะทำให้ทำงานของรัฐบาลมีมาตรฐานมากขึ้น
จักรภพ ปรับช่อง11ใหม่ดึงคนนอกผลิตรายการ
'จักรภพ'เตรียมปรับใหญ่ช่อง11 ตามแบบอสมท.ยุค'มิ่งขวัญ'เปิดทางคนนอกเข้าร่วมผลิตรายการเต็มรูปแบบ ยันไม่กระทบคนใน อ้างคนในปรับยาก ต้องใช้เวลา
ภายในเดือนมี .ค.นี้ จะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และยืนยันว่าการปฏิรูปช่อง 11 จะไม่กระทบต่อบุคลากรของช่อง 11 ซึ่งได้ให้แนวทางแล้วว่าบุคลากรของช่อง 11 จะได้รับเกียรติมากขึ้น โดยขอให้รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ถามความคิดเห็นของคนในช่อง 11 ว่าจะมีการปฏิรูปอย่างไร เพราะหลายคนมีความคิดที่ดี แต่ระบบทำให้ไม่สามารถเสนอความคิดเห็นได้ และกลายเป็นคนที่ดูเหมือนว่าไม่มีความคิด ไม่มีความสร้างสรรค์
"คนช่อง 11 จะมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็นในการปฏิรูปและจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ"
นายจักรภพ กล่าวว่า ในการปฏิรูปครั้งนี้มีโอกาสที่จะนำคนนอกเข้ามาทำงาน เพราะเราต้องยอมรับว่าระบบของช่อง 11 จะไปปรับปรุงให้คนในสามารถลงทุนหรือพัฒนารายการให้เกิดคุณภาพขึ้นมาทันที คงจะเป็นเรื่องยาก หากคนนอกเข้ามาเขาไม่มีข้อจำกัดในระบบราชการ จึงต้องใช้ความชำนาญของคนในบวกกับความคล่องตัวและสร้างสรรค์ของคนนอก ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปช่อง 11
"ยอมรับว่าได้มีการมองคนนอกเอาไว้หลายกลุ่มที่จะเข้ามาร่วมงานกับช่อง 11 และจะมีการพัฒนาช่อง 11 เป็นระยะๆ เช่นเดียวกับกรณีที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต ผอ.อสมท.ได้พัฒนา อสมท.มาเป็นระยะๆ ซึ่งในแต่ละระยะจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาทำงานด้วยเป็นระยะๆ"
ยังต้องย้ายอีกเยอะ
เพียงแค่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารประเทศ แล้วโยกย้ายข้าราชการระดับสูงไป 3-4 คน ก็กลายเป็นเรื่องที่มีกลุ่มคนพยายามเอาไปวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสียหาย เชื่อมโยงไปว่าเป็นการเช็คบิลหรือผลักดันพวกพ้องไปเสียแล้ว
ทั้งที่คนที่ติดตามข่าวสารการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยใจบริสุทธิ์และเป็นธรรม ย่อมรู้ดีว่าทุกยุคสมัย ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการโยกย้ายข้าราชการระดับนำในกระทรวง ทบวง กรม เช่นเดียวกัน
และเหตุผลก็ฟังขึ้นทุกครั้งว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อความเหมาะสม เพื่อให้การทำงานเป็นไปิย่างราบรื่น หรือพูดกันตรงๆ ก็คอืข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมืองจะต้องทำงานเข้าขากันได้ดี
หากไปเอาคนที่คิดกันคนละอย่าง สั่งการไปก็ไม่ทำ การงานของบ้านเมืองก็ไม่เกิดความก้าวหน้า ความเสียหายก็ย่อมเกิดอยู่กับประเทศชาติแลบะประชาชน
ในเมื่อคณะรัฐมนตรี ก็มีที่มาจาการเลือกตั้งโดยประชาชน เป็นตัวแทนของประชาชนโดยชอบธรรม ทำไมการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพื่อให้การพัฒนาสามารถรุดหน้าไปได้จึงจะเป็นเรื่องเสียหาย
อีกทั้งที่มีการโยกย้ายไปในตอนนี้ก็ยังมีเพียงไม่กี่คน ยังไม่ใกล้จำนวนที่มีการโยกย้ายเมื่อคราวรัฐบาลจากคณะรัฐประหารเข้ามาบริหารบ้านเมืองแม้แต่น้อย แต่ทำไมจึงมีคนพยายามนั่งจับผิดเอาเฉพาะรัฐบาลนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง 3 ตำแหน่งหลักที่มีการโยกย้าย ก็ถูกแต่งตั้งเข้ามาเมื่อคราวยึดอำนาจ หากจะมองว่าการถูกโยย้ายพ้นจากตำแหน่างเป็นไปโดยขาดความชอบธรรม เช่นนั้นแล้วในการเข้ารับตำแหน่งเมื่อครั้งรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ย้อมใม่ชอบธรรมด้วยเช่นเดียวกัน
เหมือนกับการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เข้ามารักษาราชการแทน ผบ.ตร. จากการเด้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และนั่งแสดงสีหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในวันแถลงการณ์หลังการปฏิวัติยึดอำนาจ
เหมือนกับการที่ นายปราโมช รัฐวินิจ เข้ามาเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ด้วยการเด้งนายดุษฎี สินเจิมสิริ ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
และยังเหมือนกับการที่ นายสุนัย มโนมัยอุดม ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็เพราะมีการเด้ง พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ ออกไป
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นดังนี้แล้ว ยังจะกล่าวหาว่ารัฐบาลนี้รังแกหรือขาดความชอบธรรมในการโยกย้ายอย่างไรอีก ในเมื่อท้งที่มาและที่ไปของคนเหล่านี้ก็ล้วนมีครรลองอันเดียวกัน
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ได้เกิดขึ้นอย่างมโหฬารในรัฐบาลเผด็จการทหาร เพียงแต่ในครั้งนั้นทั้งสื่อมวลชน และผู้คนบางกลุ่มบางพวกในสังคมไม่มีใครกล้าที่จะออกมาต่อต้าน เพราะเกรงกลัวในอำนาจนอกกฎหมาย
ถึงวันนี้แล้วเป็นความถูกต้องชอบธรรมด้วยซ้ำไปที่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะต้องเยียวยาและให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกรังแกไปก่อนหน้านี้
และผมเองไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาดด้วยซ้ำไปหากในเร็ววันจะมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอีกเป็นจำนวนมาก
เพราะส่วนหนึ่งเป็นการดูแลข้าราชการที่ถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ให้ได้กลับไปทำงานในที่มี่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ
ขณะเดียวกันอีกส่วนหนึ่งก็เป็นความชอบธรรม ที่เคยเกิดขึ้นกับทุกรัฐบาล ทุกยุคสมัย ก็คือการโยกย้ายตามความเหมาะสม
ซึ่งต้องยอมรับความเป็นจริงว่าบนนโยบายที่แตกต่างกัน ความเหมาะสมของบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานก็ย่อมที่จะมีความแตกต่างกันไปตามความถนัดและความสามารถเฉพาะด้สาน
การโยกย้ายหรือสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงความบกพร่องในหน้าที่หรือมีความผิดในการทำงานเสมอไปแต่เมื่อรัฐบาลจะทำงานใหญ่ ผมว่าก็ควรจะรีบจัดทัพให้เข้าที่เข้าทางโดยเร็วที่สุด เพื่อให้งานสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่าวงรวดเร็ว ไม่ต้องมาพะวักพะวงแก้ปัญหาตัวบุคคลอยู่ไม่รู้จบ
ข้าราชการที่ดีแต่ไม่เหมาะกับงานก็ต้องจัดสรรงานอื่นที่เหมาะสมกว่าให้ทำ
หรือข้าราชการที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง ส่อเค้าความไม่ชอบมาพากล นอกจากจะต้องย้ายพ้นตำแหน่งสำคัญแล้ว ก็ค้องมีการสอบสวนความผิดจัดการลงโทษเสียให้เด็ดขาด รวมทั้งข้าราชการที่ถภูกรังแกก็ต้องดูแลให้ทำงานในที่ที่เหมาะสม เช่นเดียวกันคนที่เบียดเข้ามาผิดจังหวะเวลาก็ต้องถอยออกไปและในเมื่อรัฐบาลตั้งใจจะแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองเป็นหลักการสำคัญ
...ถึงจะต้องโยกย้ายข้าราชการอีกกี่สิบ กี่ร้อยคน ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่อวแปลกอะไร...!!
วันที่กลับบ้าน...ชัยชนะของเสียงประชาชน (2)
แม้ใครจะกล่าวว่า วินาทีแห่งการกลับบ้านจะคือชัยชนะของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ควรเป็นเจ้าของชัยชนะตัวจริงเสียงจริงมากกว่า...คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
โดยเฉพาะประชาชนที่เลือกจะเผชิญหน้ากับมรสุมทางการเมืองตลอด 1 ปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้ถือว่าธุระไม่ใช่...หรือหลบหนีหน้าไปไหนด้วยข้ออ้างว่า “อยู่บนภู ดูหมากัดกัน”
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แม้ส่วนหนึ่งเป็นการต่อสู้ของประชาชนที่มีความรักและชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่แล้วเป็นพื้นฐาน...
แต่อีกส่วนมาก คือการต่อสู้ของประชาชนที่ยึดมั่นใน “หลักการ” ตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่จำเป็นว่า “ใคร” ถูกรัฐประหาร “ใคร” เข้ามาทำรัฐประหาร
ประชาชนส่วนนี้ หาได้มีถ้อยคำมักง่ายทำนองว่า “อะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ให้มันแล้วไป” แต่เชื่อว่า ต้องแสดงเจตนารมย์ที่จะไม่ยอมรับอำนาจนอกระบบอย่างเข้มแข็ง
ประชาชนส่วนนี้ ยืนหยัดและยืนยันว่าต้องการ “คนเลวที่ตรวจสอบได้” มากกว่า “คนดีที่ไม่มีการตรวจสอบ”
แม้ส่วนหนึ่งจะสู้เพื่อทักษิณ แต่อีกส่วนมากสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย เหมือนที่วีรชน 14 ตุลา ก็สู้เพื่อสิ่งนี้...สู้เพื่อระบอบ ไม่ใช่เพียงเพื่อบุคคล
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะคนที่เป็นเป้าหมายของการยึดอำนาจ จะรู้สึกปลอดภัยจนสามารถกลับเข้าประเทศได้เร็วกว่าที่กำหนด...ย่อมต้องยกความดีให้ประชาชนเหล่านี้ทั้งสิ้น
แม้ประชาชนเหล่านี้จะรู้ดีว่า หลายครั้ง นักการเมืองทั้งหลายที่เมื่อได้ฉันทามติจากมหาชนไปอย่างท่วมท้นแล้ว ก็มักจะลืมพันธะสัญญาที่ได้เคยให้ไว้...
แต่นั่นก็ย่อมไม่ใช่ข้ออ้างที่จะปฏิเสธประชาธิปไตย
วันนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางกลับสู่บ้านที่เขาพูดนักหนาว่าคิดถึง จึงคือการยืนยันอีกขั้นหนึ่งว่า ประเทศนี้ปลอดภัยสำหรับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง...เช่นเขา
หากไม่มีประชาชนส่วนใหญ่ที่ร่วมกันยืนหยัดต่อสู้ เพียงอำนาจเงินก็คงไม่อาจทำอะไรได้
ส่วนใครที่กำลังโศกเศร้าว่าทักษิณกลับเมืองไทย (เพราะใจอยากให้อยู่เมืองนอกไปนานๆ) ก็ขอให้เศร้าต่อไป และถ้าจะให้ดีก็อย่าลืมโศกเศร้าให้จิตใจและจิตสำนึกทางการเมืองของตนเองเสียด้วย...
เพราะเวลานี้ เป็นเวลาของ คนที่ต้องการประชาธิปไตย เขาจะได้รื่นรมย์กัน...
จะต้านรัฐประหารกันอย่างไร
วันที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาตะโกนถามทหารถึงหน้ากรมกองว่า ยังสบายดีกันอยู่หรือ มีนัยที่เรียกร้องให้ทหารออกมาจัดการรัฐบาลทักษิณ เป็นการเรียกร้องให้จัดการโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าเป็นความสูญเสียอธิปไตยของประชาชนหรือไม่ ผลของการเรียกร้องเช่นนั้นนำพาบ้านเมืองย่อยยับถอยหลังทั้งทางการเมือง และ
เศรษฐกิจ การเรียกร้องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยในพ.ศ.นี้ เพราะแม้จะถอยหลังกลับไปหลังปี พ.ศ. 2535 ทิศทางความเชื่อของผู้คนส่วนมากไปในทำนองว่า สังคมประชาธิปไตยบ้านเราได้ยกระดับสูงขึ้นมาก มากจน กระทั่งทหารส่วนมากมีความคิดและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ให้น้ำหนักงานไปที่ทหารช่าง ทหารพัฒนากันเป็นส่วนมาก
แต่แล้วกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า องค์กรภาคประชาชน นักกิจกรรมการเมือง ที่ควรจะหวงแหนประชาธิปไตย หวงแหนความมีอยู่ของรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กลับไปเรียกร้องให้ทหารเข้ามาจัดการกับ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อหวังผลกลุ่มคน หรือพรรคพวกพ้องฝ่ายตนเข้าสู่อำนาจทางการเมือง โดยไม่มอง ถึงผลเสียหายมหาศาลที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่ก่อ ทั้งที่มีอดีตอันไม่ไกลนักเป็นบทเรียนว่า ไม่มีทางแก้ปัญหาบ้านเมืองด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร และไม่มีทางสำเร็จด้วยประการทั้งปวง
การปฏิวัติรัฐประหารจึงไม่ต่างอันใดกับการเผาเรือนไล่เรือด เป็นการลงทุนที่มองเห็นความเสียหายย่อยยับได้แต่เริ่มต้น ลองตรองดูว่ามีใครได้ประโยชน์จากการปฏิวัติบ้าง หรือถ้าจะมีใครได้เงินไปสักพันสองพันล้าน ใครคนนั้นจะใช้เงินได้อย่างมีความสุขหรือ ท่ามกลางความหายนะของพี่น้องร่วมชาติ
วันนี้พี่น้องประชาชนไทยต้องคิดร่วมกันแล้วว่า เราจะต้านรัฐประการกันอย่างไร ทำอย่างไรการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 49 จะเป็นครั้งสุดท้ายของบ้านเมืองนี้จริงๆ
นักวิชาการ (น้ำดี) กลุ่มหนึ่ง ร่วมกับหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ จุดประกายความคิดพร้อมกับโยนคำถามไปให้สังคมไทยร่วมกันหาวิธีต้านรัฐประหาร ด้วยข้อเสนอนานาประการ เราหวังว่าจะช่วยกระตุกเตือนให้พี่น้องประชาชนชาวไทยแสวงหาทางออกร่วมกัน
น.พ.กิตติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ เสนอทางออกที่ดุดันเอาจริงว่า ตั้งกองกำลังอาสาสมัครประชาธิปไตย - ติดอาวุธภาคประชาชนสู้โจรปล้นประชาธิปไตย – ตรวจสอบทรัพย์สมบัติทหาร – ยกเลิกเกณฑ์ทหาร – จำกัดงบประมาณจัดซื้ออาวุธ - กำจัดสื่อชั่ว
“ผมว่าค่อนข้างช็อกพอสมควรนะครับกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมคิดว่าใครที่เคยผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 คงจะตกใจนะครับที่ว่าเมืองไทยของเรามีการรับประหารอีกแล้วหรือ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 มีคนเสียชีวิตมากมาย คนหายอีกไม่รู้เท่าไหร่ และสังคมไทยยังไม่เรียนรู้ที่จะยกเลิกการรัฐประหารอีกหรือ ตอนคืนวันที่ 19 กันยายน ยังไม่น่าตกใจเท่าไหร่ครับ แต่ที่น่าตกใจก็คือวันที่ 20 กันยายน 2549 คือรับประหารเสร็จยังมีคนนำดอกไม้ไปให้คนที่ทำการรัฐประหาร สื่อมวลชลต่างๆต่างพากันสรรเสริญการทำรัฐประหารไปตามๆกัน ซึ่งน่าตกใจมาก ส่วนผมนี้ตกใจเป็น 2 เท่าเลยครับ เมื่อวันที่ 21 เพราะทางชมรมประธานแพทย์ชนบทที่ผมเป็นสมาชิกอยู่เนี่ย ได้ออกแถลงการณ์ เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่
มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย จริงๆแล้วการรัฐประหารมันเกิดขึ้นมาเยอะมากกับสังคมไทย ซึ่ง ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประวัติศาสตร์ จะให้รายละเอียดได้มากว่า คือผมจำไม่ได้หรอกครับว่าเมืองไทยมันเกิดการรัฐประหารกันมากี่ครั้งกี่หน เพราะมันเกิดขึ้นเยอะมาก แล้วก็รัฐประหารกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยปรากฎว่ามีอะไรดีขึ้นเลย ไม่เคยมีการรัฐประหารครั้งไหนที่เกิดขึ้นแล้วมันทำให้ดีขึ้น มีแต่ทำให้ประชาธิปไตยทดถอยลง และก็ลงท้ายด้วยการตายของประชาชน ผมแปลกใจนะครับว่าตั้งแต่ปี 2535 ถึงปี 2549 เป็นเวลา 14 ปี ผ่านมาเกิดมีการรับประหารซ้ำซากเกิดขึ้นได้ มันเป็นวงจรที่น่าอัศจรรย์มาก มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สำหรับผมนะครับ ผมคิดว่าวงจรนี้มันแปลก ในปี 2534 ที่เกิดการปฎิวัติรับประหาร รสช.เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ เนี่ย สภาพถ้าใครยังจำได้ มันไม่ต่างอะไรกับ 19 กันยายน 2549 วันรุ่งขึ้นก็มีดอกไม้ไปมอบให้กับคณะรัฐประหาร มีคณะต่างๆเข้าไปให้กำลังใจ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ท่านบิ๊กจ๊อด ท่านสุนทร คงสมพงษ์ รับดอกไม้มือไม่ว่างเลยครับ มีคณะนั้นคณะนี้เข้าไปมอบดอกไม้ให้กำลังใจ หนังสือพิมพ์มติชนที่ผมเคารพเป็นอย่างยิ่ง หนังสือพิมพ์มติชนพาดหัวในวันนั้น หลังจากได้ตีพิมพ์ฉบับแรกในตอนนั้น พาดหัวบอกว่า “ทหารล้างบางคนโกง” ผมซึ้งใจมากเลย ประกาศเลยว่ากูจะไม่ซื้อมติชนอ่านอีกแล้ว แต่ก็ไม่ซื้อได้ประมาณ 1 ปี แต่ก็ต้องกลับไปซื้ออ่านอีกเพราะว่าอย่างไงก็ต้องอ่าน คุณชัย ราชวัตรที่ผมนับถือมาก เขียนการ์ตูน เป็นรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็มีฝนตกลงมา แล้วก็เขียนบรรยายว่า ฝนคัดช่อมะม่วง ทำนองว่าการรัฐประหารที่ผ่านมาเป็นการล้างให้ประชาธิปไตยดีขึ้น ผมก็ตั้งใจว่าจะไม่อ่านการ์ตูนของคุรชัยราชวัตร แต่ก็ไม่พ้นนะครับ ก็ต้องกลับไปอ่านอยู่ดี ในตอนปี 2534-2535 ศิลปินเพื่อชีวิตก็ไม่มีใครออกมาคัดค้านนะครับ คาราบาวที่ว่าปากกล้าไม่ได้ออกมาค้าน คาราวานที่ตอนนั้นแตกวงกันแล้วไม่มีใครออกมาค้าน แปลกมานะครับ แต่ยังดีกว่าปี 2549 นะครับ ปี 2549 นั้นออกมาสนับสนุนเลยนะครับ มีเพลงทหารพระราชาอะไรออกมา ถือว่าปี 2549 นี้อาจจะแย่กว่าปี 2534 ที่ผ่านมาด้วยซ้ำ...แต่ผมจะขอสรรเสริญศิลปินคนหนึ่ง ซึ่งไม่ดังและไม่ใช้ศิลปินเพื่อชีวิตด้วย ในช่วงปลายปี 2534 ปลายปี 2535 นั้นมีศิลปินคนหนึ่ง ชื่อปฐมพร ปฐมพร เป็นศิลปินเพลงป๊อบ ออกมาพูด แต่งเพลงด่าเผด็จการ ที่ทำการรัฐประหาร และแน่นอนครับวงจรมาถึงในปีนี้ คุณปฐมพร กลับมาอีกทีนะครับ ผมได้ไปดูการแสดงของท่านอยากจะรู้ว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนศิลปินท่านอื่นไหม เป็นที่น่ายินดีครับเมื่อสัปดาห์ก่อน ปฐมพร แสดง สิ่งหนึ่งที่เวลาปฐมพรแสดงท่านชอบเทศไปด้วย ท่านเคยบวชมาก่อน ท่านจะบอกว่า 2 -3 ปีที่ผ่านมาเนี่ย เบื่อกันบ้างไหมกับความแตกแยกในบ้านเมือง เขาบอกว่าคนเราคิดต่างกันได้ แต่ไม่ต้องเกลียดกันได้ไหม ไม่ต้องเป็นคนไทยครับ เอาแค่เป็นมนุษย์พอ”
คุณหมอนักสังเคราะห์การเมืองท่านนี้ยังมองไปที่สื่อด้วยความกังขาว่า “อีกเรื่องที่ผมอึดอัดใจ กับ สื่อมวลชนไทย นั้นเก่งมาก แต่กับนักการเมือง เก่งมากๆกับคนเล็กๆในสังคม เวลานักการเมืองทำผิดนี้จี้ถามได้อย่างเมามันเลยนะครับ หากใครได้ดูตอนที่ท่าน สมัครจะตั้งรัฐบาล มีนักข่าวสายโจร อันนี้เป็นชื่อที่เขาเรียกตัวเองนะครับ ถามแบบมันมากเลยครับ สนุก ผมชอบ แต่ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้มีอำนาจทุกคน เหมือนกับตอนที่ถามพล.อ.สนธิ (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช.) ตอนยังมีอำนาจ นอบน้อมมาก แต่สังเกตไหมครับว่าตอนที่พล.อ.สนธิ หมดอำนาจนักข่าวซักถามใหญ่เลยนะครับ
และมีข้อหนึ่ง คือ สื่อของทหารไม่ควรจะมีเยอะ ช่อง 5 ช่อง 7 ผมไม่เข้าใจเลยทำไมแค่กองทัพเดียวต้องมีตั้ง 2 ช่อง ที่จริงควรไปใช้ที่เดียวกันเลยคือช่อง 11 จะเป็นประโยชน์มาก ไม่ต้องไปพูดถึงวิทยุของทหารที่มีเยอะอยู่ ถ้าจัดสรรตรงนี้ให้ดี เราไม่จำเป็นต้องไปแย่งคลื่นสื่อสาธารณะสื่ออิสระเสรีอะไรพวกนั้นนะครับ”
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะรัศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้ผ่าโครงสร้างคณะปฏิวัติรัฐประหาร เพราะอำมาตยาธิปไตย ใช้ 2 กลไกสำคัญคือ กองทัพ และ ตุลาการ ขณะนี้ยังไว้ใจไม่ได้ จนกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยนำรัฐธรรมนูญ 40 มาเป็นต้นแบบแทน ระบุมาตรการต่อต้านการปฏิวัติ ที่นำเสนอ ยังไม่ปฏิบัติได้จริง อย่าเผลอ เดี๋ยวมันกลับมาอีก
“รัฐประหาร 19 กันยา 49 ได้อ้างเหตุผล 4 ข้อ เหมือนกับอ้างว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ผมอยากจะถามกลับแบบเดียวกันว่า ทำไมรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นทำไม ต้องแก้ด้วยการรัฐประหาร เหมือนกันว่า มีการตั้งกรรมการ คตส.(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ) ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นรัฐบาลทักษิณ ผมยืนยันได้ว่า เหลวไหลมาก คตส.(คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ)ไม่สามารถเสนอหลักฐาน ไม่สามารถเสนอข้อมูลที่หนักแน่นพอจะเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลทักษิณ ทำการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่โต มโหราฬ ตามที่กล่าวอ้างเลย ทุกเรื่องที่ คตส. ตรวจสอบจนป่านนี้ยังส่งฟ้องไม่ได้ ปีหนึ่งแล้ว ก็ยังทำอะไรไม่ได้ ถ้าหากว่ารัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นมากมายมหาศาลตามกล่าวอ้างกันนั้น มันต้องเห็นแล้ว เรื่องที่ดินรัชดาฯนั่นก็ไม่ชัด เรื่องสุวรรณภูมิก็ไม่ชัดนัก เรื่องขายหุ้นเทมาเซ็ก ผมย้ำเสมอว่าไม่ได้ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นนะครับ เพียงแต่ตอนนั้นอดีตนายกฯทักษิณ คือทำไม่เหมาะสม
เป้าหมายจริงๆ ของคณะรัฐประหาร คือ ต้องการทำลายพรรคไทยรักไทย และ การเป็นนายกรัฐมนตรี ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรียนด้วยความจริงใจว่าล้มเหลวอีก ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ยืนยันว่า ความพยายามทำลายคุณทักษิณ นั้นล้มเหลวไม่สำเร็จ คมช.นั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
ครูประทีป อึ้งทรงธรรม (ฮาตะ) กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ออกโรงเรียกร้อง 7 แนวทางป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ในอนาคต ยุประชาชนเอารถเก่า ออกมาขวางรถถัง หรือ ร่วมกันนัดผละงาน แล้วออกมาชุมนุมอย่างสันติ จี้รัฐบาล เร่งขจัดผลผลิตของเผด็จการ คมช.ให้สิ้นซาก เพราะล้วนเป็นระเบิด ที่แอบวางเอาไว้
“ดิฉันเองคิดว่าการรัฐประหารไม่ว่าจะครั้งใดก็ตาม ผลประโยชน์ของผู้ทำรัฐประหารจะมีมากกว่า โดยการอ้างประเทศชาติขึ้นมา อย่างกรณี รสช.มีเหตุผล 5 ประการ ว่าคณะผู้บริหารประเทศในสมัยนั้น พล.อ.ชาติชาย ชุนหะวัณ ซึ่งคณะ รสช.ได้ทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 บอกว่า เหตุผลในการทำรัฐประหารคือ ฉ้อราชบังหลวง ข้าราชการการเมืองกดขี่ข้าราชการประจำ รัฐบาลเป็นเผด็จการรัฐสภา และทำลายสถาบันทหาร แต่ดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นการทำลายตำแหน่งของบิ๊กทหารอะไรตรงนั้นหรือเปล่าไม่แน่ใจ ในสมัย 2534 ในขณะที่พล.อ.ชาติชาย จะนำรายชื่อของทหารขึ้นโปรดเกล้า โดยจะขึ้นเครื่องบินไป เลยโดนล๊อกซะก่อน แล้วเหตุผลที่ 5 คือการบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์
เหตุผลทั้ง 5 ประการนี้ คมช.เอามาใช้ คล้ายๆกัน โดยกล่าวหาว่า รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่เปลี่ยนมาเป็นคอรัปชั่น เปลี่ยนคำเท่านั้นเอง เผด็จการรัฐสภา เมื่อประชาชนเชื่อมั่นเขาเลือกตั้งมาจนเต็มรัฐสภา สมาชิกรัฐสภา ตอนที่ฉันเป็น สว. มี สว.บางคนบอกว่าชื่นชมรัฐบาลมาก ลาออกไปลงสมัคร ส.ส.ไม่อยากทำหน้าที่ตรวจสอบ ยังมีเลยนะ”
อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จี้รัฐบาลป้องกันรัฐประหารโดย ไม่ให้เคลื่อนกำลังทหารโดยง่าย ไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป หยุดอ้างเรื่องเผด็จการรัฐสภา ทุนนิยม คนดี มีคุณธรรม เพื่อเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร จี้รัฐ ตั้งกองทุนสนับสนุนประชาธิปไตย และ ตั้งศาลประชาชน พิพากษากบฏ 19 กันยายน 2549
“ผมเศร้าใจสื่อมวลชน เศร้าใจมาก ผมเคยพูดหลายครั้งว่า นับเป็นครั้งแรกในโลกนี้ ที่สื่อมวลชน คนชั้นกลาง เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่มีประเทศไหนที่สื่อมวลชน หมายถึงบางคนบางฉบับ ปัญญาชน เห็นด้วยกับการรัฐประหารไม่มี มีแต่ประเทศไทย เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้า น่าอดสู ผมไปต่างประเทศอายแล้วอายอีก เขาถามว่า ทำไมสื่อมวลชนประเทศคุณ ปัญญาชนประเทศคุณ คนชั้นกลางประเทศคุณ เห็นด้วยกับรัฐประหาร คมช. เพราะอะไร…”
เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่มากกว่า เอาไว้ต้านเผด็จการ ไปที่แผงครับถามหา ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 57 ประจำวันเสาร์ที่ 1 –ศุกร์ที่ 7 มีนาคม พุทธศักราช 2551 หน้าปกตามภาพประกอบนั่นเชียว แล้วข้อมูลท่านจะปึกปัก ทั้งแน่นทั้งเนียนเชียวครับ ให้ไว...อย่าพลาดพี่น้องคร้าบ.
ปลด ผบ.ตร.หมองูตายเพราะงู
ในที่สุดคำนิยามของคำว่า “ข่าวลือ” คือ ข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง ก็เป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งที่ 35/2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551
นั่นหมายความว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ต้องไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกกับนักข่าวว่า ยังคงไปนั่งทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตามปกติ เพราะยังเป็น ผบ.ตร. อยู่
ไม่ทราบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ลืมไปแล้วหรือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้น ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รักษาการ ผบ.ตร. แทน ปรากฏว่า พล.ต.อ.โกวิท ยังคงมาทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ถูกใครไม่ทราบกลั่นแกล้งกันถึงขนาดไม่ให้ขึ้นลิฟต์ที่ พล.ต.อ.โกวิท เคยใช้ประจำ
ซึ่งในคำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท ไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น หาความผิดให้กับ พล.ต.อ.โกวิท ไม่ได้อีกต่างหาก เพียงแต่ไม่สามารถดำเนินการจับกุมตัวคนร้ายที่ลอบวางระเบิด 9 จุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
และ...จนถึงวันนี้ ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ พล.อ.สุรยุทธ์ และประชาชนตั้งความหวังไว้ว่าจะจับกุมคนร้ายได้ เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. กำลังจะหมดหน้าที่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.
ในการออกคำสั่งเด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั้น นายสมัครได้คิดอย่างรอบคอบ ตามประสามวยหลัก ไม่ใช่มวยวัด เพราะรู้ดีว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ นั้นเป็นจอมฟ้องแห่งยุค ฟ้องหนังสือพิมพ์เป็นสิบๆ คดี จนถึงขณะนี้ยังขึ้นศาลกันอยู่ หากออกคำสั่งไม่รัดกุม ก็มีสุทธิ์ถูกฟ้องได้
ก่อนที่จะออกคำสั่งเด้งนั้น นายสมัครได้ออกคำสั่งที่ 34/2551 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่ถูกร้องเรียน ซึ่งนายสมัครบอกว่า เป็นการยั้งดาบไว้ไมตรีด้วยซ้ำไป
นั่นคือ 1.ดำเนินการโครงการเช่ารถยนต์ต่างๆ ในวงเงิน 9,899,578,000 บาท โดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและเป็นการฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535
2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2551 เนื่องจากผู้เสนอเห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างการไว้ทุกข์ตามมติคณะรัฐมนตรี หากจัดการแข่งขันกีฬาภายในจะเป็นการไม่บังควร
ผมยังไม่เห็นว่าถ้อยคำที่มิบังควรจริงเป็นอย่างไร แต่มีรายงานข่าวว่า มี “ควาย” วิ่งออกมาเป็นฝูง
ใช่ ไม่หนักกบาลใครหรอกที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะพูดกับลูกน้องเช่นนี้ เป็นเรื่องของความถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง
3.ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการระดับพันตำรวจเอก ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในกองบังคับการต่างๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับ จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้เสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง โดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อนแต่อย่างใด
เพราะตั้งแต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ให้มารักษาการ ผบ.ตร. และเป็น ผบ.ตร. เต็มตัวนั้น ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปมากที่สุด
มากจนกระทั่งมีการเรียกขานชื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นสำนักงานแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจแห่งชาติ
ย้ายกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน ทำให้ตำรวจไม่มีความมั่นใจในตำแหน่งที่นั่งอยู่ วันๆ เงี่ยหูฟังว่าจะมีคำสั่งออกมาอีกหรือไม่ ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้คดีต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และจับกุมตัวคนร้ายได้น้อย สถิติอาชญากรรมเพิ่มขึ้นสูงอย่างเห็นได้ชัด
นี่ไง ออกคำสั่งกันเพลินมือ จนไม่รู้คำสั่งไหนถูกกฎหมาย คำสั่งไหนผิดกฎหมาย ส่งผลไปถึงเก้าอี้ที่นั่งเซ็นคำสั่ง
เข้าทำนอง “หมองูตายเพราะงู” นั่นแหละ







