WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 5, 2008

'หวยบนดิน' คืนชีพ! 'เลี๊ยบ' เอาแน่

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เดินหน้าโครงการหวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว และขานรับนโยบายนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรื่องบ่อนการพนันที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดย นพ.สุรพงษ์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 มีนาคมว่า สัปดาห์หน้าจะหารือกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องหวยบนดิน ภายในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนกำหนดวันเปิดจำหน่ายและรูปแบบหวยบนดินในส่วนการจำหน่ายแบบออนไลน์นั้น คงต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาให้ละเอียด เพื่อหารูปแบบและแนวทางที่เหมาะสมอีกสักระยะ

นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงแนวทางในการออกรางวัลสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว ว่า ต้องเลือกจาก 2 แนวทาง

คือ การออกภายใต้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2550 ซึ่งอยู่ระหว่างการส่งเรื่องให้ ้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นกฎหมายทางการเงินหรือไม่ และอีกส่วนคือ การออกสลากภายใต้กฎหมายเดิม ตามที่กฤษฎีกาตีความแล้วว่าสามารถดำเนินการได้ด้วยรูปแบบต่างๆ โดยจัดสรรเงินตามที่กฎหมายกำหนด

'ช่วงที่ผ่านมาได้หารือกับผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปบ้างแล้ว และในสัปดาห์หน้า จะเดินทาง ไปมอบนโยบายให้กับผู้บริหาร รวมถึงการเร่งเดินหน้ากระบวนการคัดเลือกผู้อำนวยการคนใหม่' นพ.สุรพงษ์ กล่าว

สำหรับแนวทางการเปิดบ่อนเสรีตามแนวคิดของนายสมัครนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า

คาดว่าคงจะต้องหารือและรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ เพราะต้องยอมรับว่ามีการพนัน ที่ผิดกฎหมาย จำนวนมากในสังคมไทย จะทำอย่างไรให้ตระหนักปัญหานี้ แต่ต้องไม่ให้มีการใช้จ่ายเกินตัว เกิดการลุ่มหลงมอมเมา จึงต้องหาความชัดเจนจากทุกฝ่ายสำหรับการดำเนินการในเรื่องนี้

'หากจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ย่อมทำได้ แต่ยังมีประเด็นอีกมากมายที่ต้องช่วยกันขบคิดให้มากกว่านี้ เช่น มิติทางสังคม พร้อมหรือไม่ และเยาวชนที่ยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ก็อาจเสี่ยงต่อการเข้าสู้วงจรการพนันได้ อีกทั้งผลกระทบอื่นๆ อีกมากมายที่จะตามมา' นพ.สุรพงษ์ กล่าว

Tuesday, March 4, 2008

นายกฯ เดินหน้าเปิดคาซิโนให้เสร็จใน 1 ปี

นายกฯ เดินหน้าเปิดบ่อนคาซิโน ยืนยันไม่ย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพและจะไม่เข้าไปแทรกแซงการปรับโยกย้ายข้าราชการ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมาเปิดเผยว่า จะเดินหน้าทำโครงการบ่อนคาซิโน พร้อมกับยกตัวอย่างว่าประเทศกัมพูชา ก็๋มีบ่อนคาซิโนเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีเดียวในรัฐบาลของตนเอง พร้อมกับชี้แจงว่าเป็นคาซิโนไม่ใช่บ่อนเสรี เพื่อจะทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้กับคนไทยและต่างชาติ ที่สนใจได้เข้ามาเล่น "เปิดให้คนไทยที่คันได้เล่น" ทั้งนี้การดำเนินการต่อตั้งคาซิโนก็เพื่อป้องกันบ่อนผิดกฎหมาย รวมถึงจะสามารถนำเงินที่ได้จากคาซิโน มาใช้ทำประโยชน์ในโครงการอื่นๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย แต่เชื่อว่าคาซิโนจะไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะว่าเยาวชนคนไม่มีเงินจำนวนมหาศาลที่จะเข้าไปเล่นการพนัน (04/03/51)


ตีข่าวทั่วโลกแฟนคลับ‘เรือใบสีฟ้า'ในไทยปลื้ม‘ทักษิณ'

สำนักข่าวเอเอฟพี ได้นำเสนอรายงานข่าวว่าในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนาน 18 เดือน นั้นได้ซื้อ สโมสรฟุตบอล "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี เป็นจำนวนเงิน 162.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.5 พันล้านบาทได้สร้างความตื่นเต้นยินดีอย่างมากให้แก่แฟนลูกหนังชาวไทย
เอเอฟพีระบุด้วยว่า ช่วงเดินทางกลับมาสู้คดีที่ประเทศไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อดีตนายกฯทักษิณยังนำเอา แคสเปอร์ ชไมเคิล กับ เคลวิน เอทูฮู นักเตะดาวรุ่งมาเปิดคลินิกฟุตบอลเพื่อกระตุ้นความสนใจของแฟนลูกหนังชาวไทย พร้อมทั้งมีแผนสร้างความสำเร็จของทีม ซิตี ให้เป็นหนึ่งในความภูมิใจของคนไทย และก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก
ด้านนายกฤติเดช ชัยสิงห์หาญ ประธานแฟนคลับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย กล่าวว่า "คุณทักษิณ ได้ช่วยส่งเสริมกีฬาหลายๆ หลายชนิดเพื่อคนไทย เรามีความหวังว่าเขาจะสามารถยกระดับการแข่งขันฟุตบอลในประเทศไทยให้ด้วย"
ด้าน พอล ไทร์เรลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ของทีมแมนฯ ซิตี เปิดเผยว่าเป้าหมายระยะยาวของ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาพัฒนาฟุตบอลให้กับประเทศไทย "บอกได้เลยว่าสิ่งที่เขาต้องการคือยกระดับฟุตบอลในประเทศไทยให้สูงขึ้น"


จาก hi-thaksin

"เสรีพิศุทธ์" ยังไม่สำนึก

การโยกย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พ้นจากการทำงานในตำแหน่ง ผบ.ตร. คงไม่สามารถเอาไปเทียบเคียงกับ นายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ นายปราโมช รัฐวินิจ อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้

เพราะ 2 คนหลังเป็นการโยกย้ายไปทำหน้าที่สำคัญ ตามความเหมาะสมแก่ความรู้ความสามารถ ไม่ได้มีการระบุความผิดหรือความบกพร่องในการทำหน้าที่


ต่างจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่มีข้อกล่าวหาอย่างน้อย 3 ประการ ทั้งการเช่ารถเพื่อใช้ในราชการตำรวจมูลค่าเฉียดหมื่นล้านบาท ที่กระบวนการในการดำเนินการกินเวลาเพียงแค่ 69 วัน และยังมีเรื่องของตัวเลขที่น่าสงสัย และความคุ้มประโยชน์ดังข้ออ้างว่าจะนำมาใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งที่รถบางคันยังจอดนิ่งอยู่กับที่ เพราะบางพื้นที่ไม่มีแก๊สเอ็นจีวีจะเติม หรือบางโรงพักก็ถึงกับส่งรถคืน เพราะไม่รู้ว่าจะเอารถไปจอดไว้ทำไม

หรือจะเป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ก็ไม่เพียงเฉพาะแค่การแสดงสันดานพื้นฐานออกมาเท่านั้น แต่ประเด็นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สบถออกมานั้น มีความเกี่ยวโยงกับการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อร่วมไว้อาลัย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งไม่บังควรอย่างยิ่ง

แต่จนถึงขั้นนี้แล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ยังไม่ได้สำนึกในความผิด และยังคงออกมาแสดงวาจาไม่เหมาะสม ที่บ่งบอกถึงวุฒิภาวะอีกหลายถ้อยคำ

ไม่ว่าจะเป็นการย้ำถึงคำพูด "ควายหรือเปล่า" ที่นักข่าวถามว่าอาจเป็นถ้อยคำที่บางคนอาจไม่ชอบ และถูกสวนมาว่า "แต่ลูกน้องผมชอบ ไปหนักกบาลใครหรือเปล่า"

หรือจะเป็นคำกล่าวในเชิงอาฆาตมาดร้าย ทั้งที่ระบุว่า "ยังมีเวลาอีกยาวนาน วันข้างหน้าเผื่อจะได้ถล่มใครกะเขาบ้าง" หรือจะเป็น "ผมมีพวกมากแค่เป่านกหวีดก็ออกมาเต็มไปหมดแล้ว"

ที่สำคัญเมื่อนักข่าวถามถึงการตั้งกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็พยายามอธิบายความและทิ้งท้ายว่า "มีแต่ไอ้โง่ที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง" ชวนให้คนที่ได้ยินเข้าใจเอาเองว่าหมายถึงคนที่ออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งก็ย่อมหมายถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ทั้งคำพูดและท่าทีของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่เพียงบอกเล่าตัวตนหรือพื้นฐานความคิดที่แท้จริงหรืออาจรวมถึงการมองย้อนไปถึงปูมหลังเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการไม่รู้จักยอมรับความจริง ไม่เคารพในกฎเกณฑ์กติกา
ในเมื่อเกิดความบกพร่อง ผิดพลาดในการทำงาน ก็ต้องเช้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติและเป็นกติกาสากล

หากผิดก็ต้องรับโทษทัณฑ์กันไปตามกฎหมาย แต่หากไม่ผิดก็สามารถกลับไปรับตำแหน่งได้ เหมือนดังที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย บอกไว้ หากว่ายังมีความเหมาะสมกับงานในตำแหน่งสำคัญเช่นนั้นอยู่

เพียงแต่ว่าการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังคงออกมาฟาดงวงฟาดงามากเท่าไร แสดงความไร้วุฒิภาวะมากเท่าไร ก็ดูจะเห็นความเหมาะสมในการกลับไปนั่งในตำแหน่ง ผบ.ตร. ลดน้อยลงเท่านั้น

เพราะคนกักขฬะ หยาบคายไม่ให้เกียรติผู้คนทั้งลูกน้อง และเจ้านาย จะไปอยู่ที่ไหนผู้คนก็รังเกียจ และที่สำคัญการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกมาพูดจาด้วยท่าทีก้าวร้าวเช่นนี้ หากรัฐบาลขืนปล่อยไว้ก็จะพานทำให้ถูกมองได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้ ไม่มีกฎ ไม่มีกติกา ใครนึกอยากจะออกมาพูดจาจิกด่าใครก็ได้ตามอำเภอใจ

ผมว่านอกเหนือไปจากการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทั้ง 3 ประการ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี และหมายรวมถึงประเด็นอื่นๆ ตามที่กรรมการเห็นสมควรแล้วการแสดงกิริยา วาจาอันไม่เหมาะสมแก่ความเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่ข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือลำดับชั้นที่ลดหลั่นลงมา ก็ยังสมควรจะต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงอีกกระทงหนึ่ง

เพราะการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และเอ่ยถึงผู้บังคับบัญชาด้วยถ้อยคำก้าวร้าวรุนแรง ถือเป็นความผิดที่ยิ่งใหญ่ ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย่อมรู้ดีว่าข้าราชการตำรวจที่เคร่งครัดในวินัยและลำดับชั้นการบังคับบัญชา ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างก็มีปรากฏอยู่แล้วว่าหากตำรวจชั้นผู้น้อยประพฤติตัวไม่เหมาะสมแก่ความเป็นตำรวจไม่ว่าจะด้วยประการใดๆ ก็ตาม เจ้านายก็ยังสั่งขังกันมาแล้ว

รวมทั้งยังเป็นที่รู้กันดีว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมายกระทำผิดเสียเอง การรับโทษทัณฑ์ก็ยังเข้มงวดกว่าชาวบ้านทั่วไป และไม่มีเหตุให้ลดหย่อนผ่อนปรน

แล้วนี่นายตำรวจใหญ่มาทำตัวไม่เหมาะสมเสียเอง หากรัฐบาลไม่ตั้งกรรมการสอบสวนหรือลงโทษกันเสียบ้าง นอกจากจะกลายเป็นตัวอย่างเลวๆ ให้คนอื่นเอาอย่างแล้ว คนทำผิดก็จะไม่รู้จักเข็ดหลาบและสร้างปัญหาได้อีกในภายหลัง

ทางที่ดีต้องตั้งกรรมการขึ้นมาสอบวินัยเอาผิดกันให้ชัดเจนไปเลย
...แล้วก็อย่าลืมตบปากสักที ข้อหาที่ "ปากเสีย"...!!

บิ๊กโบ๊ต (แทน)

////////////////

คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์รายวันประชาทรรศน์

ฉบับประจำวันที่ 4/03/2551

สมัคร'สยบกระแสป่วน!โยกย้ายข้าราชการ

4มี.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าว จะมีการโยกย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหลายกระทรวง โดยเฉพาะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ทูต และกองทัพ ว่า สำหรับกระทรวงการต่างประเทศ ตนได้พูดต่อหน้า รมว.การต่างประเทศ และปลัด ว่าเรื่องการโยกย้าย เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลชุดนี้ไม่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เกิดมีปัญหาขึ้นมา และมีผู้บอกมา ก็จะฝากบอกไปว่าตรงนั้น ตรงนี้มีปัญหาให้ช่วยดูด้วยเท่านั้น ไม่ให้ไปควักไปล้วง เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่รัฐมนตรีโผล่เข้ามาทำงาน แล้วจะไปโยกย้ายเขาเช่นนั้น
นายสมัคร กล่าวว่า ส่วนกระทรวงกลาโหม ตนได้นั่งพร้อมหน้ากับ ปลัดกระทรวง ผบ.สส. ผบ.ทบ. และ ผบ.เหล่าทัพทุกคน และเจ้ากรมเสมียนตรา ซึ่งเป็นผู้ดูบัญชีรายชื่อทหารทั้งหมด นั่งกันอยู่ 6 คน แล้วพูดจากันชัดเจนว่า จะทำอะไรอย่างไร ตนระบุชัดว่าให้ทุกหน่วยไปยกร่าง ว่าจะทำอย่างไร ตนจะให้ผู้เชี่ยวชาญของตนไปนั่งดู และถ้ามีเรื่องทักท้วงก็จะสอบถามว่าอะไรเป็นอะไร และตนได้ขอต่อหน้าทุกคนว่า ให้แต่ละหน่วยส่งให้ปลัดต่อหน้าตน อย่างนี้ก็น่าจะเรียบร้อย ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหมคงคิดว่า ตนจะไปอะไรๆกับท่าน แต่ไม่มีอะไร ปลัดก็อยู่ไปถึงเดือนกันยายน ไม่มีปัญหา พูดจากันด้วยดี เรานั่งคุยกันในวันที่มีการประชุมสภากลาโหม ซึ่งตรงกับวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าบรรดา ผบ.เหล่าทัพ จะอยู่กันครบถึง 1 ก.ย.ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นั่นก็เดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นการโยกย้ายปลายปี แต่นี่เป็นการโยกย้ายกลางปีช่วงเดือนเมษายน อย่าถามข้ามช็อต อย่ารีบร้อน แล้วเดือนสิงหาคม ค่อยมาถามไล่เบี้ยตนอีกครั้ง
เมื่อถามว่า การโยกย้ายกลางปีในเดือนเมษายนนี้ กำหนดให้มีการส่งโผเมื่อใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่กำหนด แต่ให้ทางโน้นเป็นคนกำหนด นายสมัคร กล่าวว่า ในปีนี้ ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.สส. ก็จะเกษียณอายุ ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดนี้จะได้ไปพิจารณาว่าใครควรจะขึ้นมาแทน และแทนกันด้วยเหตุผลใด และจะเสนอมาให้ตนดู ไม่ใช่ว่าตนจะไปสั่งให้เปลี่ยนเป็นคนนั้นคนนี้ และนักข่าวทั้งหลายจะได้นอนตาหลับ ไม่ต้องวิ่งเต้นหาข่าวว่าปฏิวัติหรือไม่ ไม่ต้องการให้มีการจุดชนวนเรื่องนี้ ตนมาเพื่อดับชนวน ตนในฐานะ รมว.กลาโหม ได้บอกให้ ผบ.เหล่าทัพโปรดพิจารณาว่า ใครจะสมควรเปลี่ยนอย่าไร ให้เหมาะกับงาน ด้วยเหตุผลอย่างไร ถ้ามีเหตุผลก็ไม่มีปัญหา และจะสอบถามว่าทำไมจึงเปลี่ยนตรงนี้ ตนจะขอฟังรายละเอียด เมื่อท่านเป็นคนเลือกมาให้ก็ต้องชี้แจงให้ได้ ว่าอะไรเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวการโยกย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ถ้าใครเขาจะทำอะไร คงไม่บอกล่วงหน้า อย่าไปคาดคั้นว่าต้องอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่มีข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศ จะย้ายทูตอังกฤษ การออกข่าวเช่นนี้ต้องการอะไร เป็นการถามดักหน้าเพื่อไม่ให้ย้ายใช่หรือไม่ หรือเจ้าตัวรู้สึกไม่ค่อยดี ว่าจะถูกย้ายอย่างนั้นหรือ เรื่องไม่มีอะไร ถ้าสื่อไม่ถามก็ไม่มีอะไร กระทรวงเขาก็รับผิดชอบในการโยกย้ายข้าราชการ เมื่อข่าวออกมาเช่นนี้ รมว.ต่างประเทศเขาก็เดือดร้อน ไม่ยุติธรรม และเสียหาย"
เมื่อถามว่า กระแสการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงต่างๆอาจส่งผลต่อภาพพจน์ของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ตั้งรัฐบาลขึ้นมาย้ายไปเพียง 4 คน ไม่ใช่ 40 หรือ 400 และทำด้วยความจำเป็น มีเหตุผล ดูเหมือนว่ามีคนเดือดร้อน หรือกลัวว่าตนจะทำอะไร กลัวจะปฏิวัติอีกอย่างนั้นหรือ คนที่จะปฏิวัติหรือไม่ ก็นั่งอยู่ข้างตนนี้เอง (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.) ซึ่งมันไม่มีเหตุผล ตนถึงบอกว่าตนต้องทนให้พูดกันไปอย่างนี้ วันนี้มีข่าวเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งรัฐมนตรีเขายืนยันว่าไม่ย้าย ก็ไม่ย้าย แล้วสัปดาห์หน้าจะเป็นชื่อใครอีก ทีรัฐบาลยึดอำนาจโยกย้ายเต็มไปหมด แต่ก็นั่งหุบปากกัน พอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโยกย้ายกัน ก็กลัว ไม่รู้กลัวอะไรกัน


จาก hi-taksin

จักรภพเสียใจสังคมพุทธแย่พระเล่นHi5ยันยังไม่บล็อค

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ'จักรภพ เพ็ญแข' เสียใจกับสังคมไทยกรณีพระใช้โปรแกรมไฮไฟว์ วอนร่วมมือกันกดดัน ระบุยังไม่คิดบล็อกเพราะมีการใช้ในทางที่ดี

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่มีพระภิกษุใช้โปรแกรมไฮไฟว์ โดยกล่าวว่าตนรู้สึกเสียใจกับสังคมไทยที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก เบื้องต้นจะประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการมาตรการต่อไป แต่ตนอยากให้กลุ่มคนที่ใช้โปรแกรมไฮไฟว์หรือผู้ใช้โปรแกรมอินเทอร์เน็ตกดดัน โดยการตักเตือนกับบุคคลที่ไม่เหมาะสมที่เข้ามาใช้โปรแกรมดังกล่าวในเบื้องต้นไม่ถึงขั้นสกัดกั้นหรือบล็อกโปรแกรมไฮไฟว์เพราะมีคนใช้ในทางที่ดีเยอะ

ทั้งนี้ นายจักรภพ กล่าวถึงการเปิดบ่อนการพนันหรือบ่อนกาสิโนแบบเสรีถูกต้องตามกฎหมายว่า ขณะนี้ยังเป็นแค่แนวคิดไม่ถือเป็นขั้นตอนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลและจะสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนอย่างจริงจังก่อนกำหนดเป็นนโยบาย

'นพดล'ปฏิเสธ'ทักษิณ'ตีกอล์ฟกับ'ฮุนเซน'

รมว.ต่างประเทศ ระบุ'ทักษิณ'อยู่ไทยจนถึง 12 มี.ค. รอขึ้นศาล ยันไม่ได้เดินทางไปเขมรแน่ หากไปนอกต้องขออนุญาตศาล

นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ อดีตทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปกัมพูชาเพื่อร่วมตีกอล์ฟกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในช่วงวันที่ 3-4 มี.ค. ซึ่งตรงกับที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่า ยืนยันว่าไม่มี โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (3 มี.ค.) ได้ตรวจสอบไปยังเลขาส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งทำงานให้มากว่า 20 ปี ชื่อย่อ ย. แล้ว ก็ได้รับการยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามน้องลิเดียอาจจะทราบโปรแกรมของอดีตนายกรัฐมนตรีมากกว่าตน เพราะเห็นให้สัมภาษณ์อยู่ว่าได้ไปร่วมตีกอล์ฟและทานข้าวกัน

"ผมไม่มีข้อมูลรายละเอียดมากนัก แต่ทาง พ.ต.ท.ทักษิณกับสมเด็จฯฮุน เซน เป็นเพื่อนสนิทกัน พูดคุย เป็นห่วงเป็นใยกัน ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใหญ่จะไปตีกอล์ฟกันจริงหรือไม่ และจะไปเมื่อไหร่"นายนพดล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในเมืองไทยใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในเมืองไทย จนถึงวันที่ 12 มี.ค.นี้ คือวันที่จะไปขึ้นศาลคดีที่ดินรัชดา ดังนั้นจึงยังอยู่ในไทย และต่อไปหาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางออกต่างประเทศ จะต้องขออนุมัติจากศาลเป็นครั้งคราวไป

ลุคส์ใหม่ช่อง11สด 24 ชม.

รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เผย ทิศทางการปรับปรุงรูปแบบใหม่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เน้นความเป็นสื่อกลางที่นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ครบถ้วน มีสาระ ทันเหตุการณ์ โดยออกอากาศ 24 ชั่วโมง เริ่มวันที่ 15 มี.ค.เป็นต้นไป

นายเผชิญ ขำโพธิ์ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงทิศทางการปรับปรุงรูปแบบใหม่ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อไปสู่ความทันสมัยหรือ Modern Eleven ว่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบผังรายการใหม่ จะเน้นความเป็นสื่อกลางที่นำเสนอข่าวได้อย่างรอบด้าน ครบถ้วน ทันเหตุการณ์และเน้นรายการที่มีสาระให้ความรู้ ออกอากาศ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีรายการบันเทิง อาทิ รายการ TalkShow ที่นำบุคคลสำคัญมาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมือง และส่งเสริมความรู้รักสามัคคี ความเป็นไทย พร้อมทั้งเพิ่มรายการสารคดี รายการกีฬา โดยเฉพาะรายการข่าวจะเพิ่มเวลาข่าวเป็น 9-10 ชั่วโมงจากเดิมที่มีการนำเสนอข่าว 7 ชั่วโมงครึ่ง รวมทั้งเสนอข่าวจากภูมิภาคทั้ง 8 เขต นอกจากนี้จะมีการเพิ่มและปรับปรุงสกู๊ปข่าวให้มีความน่าสนใจ มีการนำเสนอความเป็นท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น และมีทีมผู้ตรวจสอบรายการทำหน้าที่คัดกรองรายการก่อนออกอากาศด้วย

รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า Modern Eleven จะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมนี้เป็นต้นไป โดยจะมีการปรับโทนหน้าจอและโลโก้ใหม่ให้เหมือนกันทั้งหมด เน้นความเป็นสื่อที่ทันสมัย และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการวันที่ 23 มีนาคมนี้

‘ทักษิณ'อัดยับ‘คมช.'ทำภาพลักษณ์ไทยเสื่อม

เว็บไซต์นิตยสาร ไฟแนนเชียลไทม์ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีภายหลังจากที่เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ โดยพาดหัวข้อว่า Thai image harmed by coup ซึ่งระบุว่า การปฏิวัติรัฐประหารของกองทัพเมื่อปีที่แล้วทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนักลงทุนชาวต่างประเทศจากทั่วโลก

ทั้งนี้ อดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งถูกกองทัพยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 จนต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ เป็นเวลานานประมาณ 17 เดือนก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับความยากลำบากในการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างชาติแม้ว่าการส่งมอบอำนาจจากรัฐบาลชุดก่อนที่ตั้งขึ้นมาโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเป็นไปอย่างเรียบร้อย

‘เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะตอบคำถามของนักลงทุนชาวต่างชาติภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร และยังทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางด้านการเมือง' อดีตนายกฯทักษิณกล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของไฟแนนเชียล ไทม์

นับตั้งแต่ที่เดินทางกลับประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่หวนกลับคืนไปสู่การเมืองอีก และพยายามหลีกเลี่ยงการทำให้เกิดความยุ่งยากต่อรัฐบาลชุดใหม่ โดยในจำนวนนี้ได้ปฏิเสธข้อเสนอจากนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ต้องการให้ตัวเขามาเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล

‘ถ้าหากผมเข้าไปช่วยรัฐบาล บางทีผมอาจจะเป็นตัวสร้างปัญหาให้รัฐบาลมากกว่าที่จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ' อดีตนายกฯทักษิณกล่าว

ในรายงานของไฟแนนเชียล ไทม์ระบุด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณแสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย และสร้างรายได้เข้าประเทศคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวเสริมว่า ภาคเอกชนในประเทศไทย ควรจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์เงินบาทที่กำลังแข็งค่าขึ้นในขณะนี้ไปลงทุน โดยการนำเข้าเครื่องจักรหนักที่ทันสมัยจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ทดแทนเครื่องจักรเก่าล้าสมัย ซึ่งใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศมาเป็นเวลานาน แทนที่จะไปพึ่งเรื่องการส่งออกแต่เพียงอย่างเดียว

สำหรับค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าแตะระดับประมาณ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตการเงิน และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี 2540-2541 ที่ผ่านมา ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติได้ยกเลิกมาตรการควบคุมเงินทุนที่รัฐบาลชุดก่อนเคยประกาศใช้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

‘เราจำเป็นต้องใช้โอกาสที่เงินบาทแข็งค่า และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวเพื่อนำเข้าสินค้าประเภททุน และเครื่องจักรต่าง ๆ' พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว และเสริมว่า เราใช้เทคโนโลยีที่เก่าล้าสมัยมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นขณะนี้จึงเวลาที่จะต้องลงทุนกันแล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวด้วยว่า ความวุ่นวายทางการเมือง อันรวมถึงเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของการทำลายภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของไทย ซึ่งในเรื่องนี้ อดีตนายกฯทักษิณกล่าวว่า ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู

‘ความเชื่อมั่นมีราคาที่แพงมาก ๆ ในด้านเศรษฐกิจ' พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว และเสริมว่า เมื่อความเชื่อมั่นดังกล่าวหมดสิ้นไป ก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการนำความเชื่อมั่นกลับคืนมา และก็ต้องใช้เวลาด้วย ไม่ใช่เพียงแค่เงินอย่างเดียว

ไฟแนนเชียล ไทม์รายงานในตอนท้ายด้วยว่า ในช่วงที่บริหารประเทศเป็นเวลานานประมาณ 6 ปี พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างมาก ยิ่งกว่านั้น นโยบายประชานิยมต่าง ๆ ของพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของเขายังได้รับความชื่นชม และครองใจประชาชนยากจนในเขตชนบท

อย่างไรก็ดี ไฟแนนเชียล ไทม์ระบุว่า ลักษณะความเป็นผู้นำของเขาสร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มชนชั้นนำ และการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปของครอบครัวคิดเป็นมูลค่า 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 7 หมื่นล้านบาทให้แก่บริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งของสิงคโปร์ก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่จากประชาชนจนในที่สุดนำไปสู่เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารในเดือนกันยายนปี 2549 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังถูกกล่าวหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในระหว่างที่บริหารประเทศโดยเกี่ยวพันกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่นำมาประมูลขาย แต่อดีตนายกฯทักษิณได้ปฏิเสธว่าตัวเขาไม่ได้ทำความผิด ยิ่งกว่านั้น ยังมีคดีหลีกเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปด้วยจนกระทั่งมีการแช่แข็งทรัพย์สินของอดีตนายกฯ และครอบครัวคิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท กระนั้นก็ดี ในที่สุดพ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางกลับประเทศเพื่อมาต่อสู้ข้อกล่าวหา และคดีความต่าง ๆ แล้ว

00000000000000000000000000000000000000000000000

Thai image harmed by coup, says Thaksin
By Amy Kazmin in Bangkok
Published: March 3 2008 22:00 Last updated: March 3 2008 22:00

Thailand's military coup and the ensuing political uncertainty have done serious damage to the country's image, Thaksin Shinawatra, its former prime minister, claimed on Monday in his first interview since his emotional homecoming last week.

Mr Thaksin, who was ousted from power 17 months ago, said the newly elected government would find it difficult to revive investor confidence, in spite of the smooth handover from the military-installed administration.

"It's quite difficult after a coup d'etat - political uncertainty is going to be a big question for the investor," Mr Thaksin told the Financial Times.

Since his return, Mr Thaksin has pledged to stay out of politics. He said on Monday that to avoid causing difficulties for the new administration, he had turned down a request from Surapong Suebwonglee, the finance minister, to serve as an economic adviser.

"If I were to help the government, I would probably create more problems than [I would] solve," he said.

Mr Thaksin said he believed that Thailand would be able to ride out the slowdown in the US, one of its largest export markets, and said the country should exploit the strength of the baht to buy new capital goods from abroad, rather than lament the impact on exports.

The baht on Monday touched 31.5 against the US dollar, its highest level since the beginning of the 1997-98 Asian financial crisis, as the central bank lifted capital controls imposed in December 2006 by the military-installed government.

"We need to take the opportunities of the strong baht and weaker dollar to import capital goods and machinery," Mr Thaksin said. "We have been using the old technology for many years so it's now time to invest."

Mr Thaksin said the past two years of political turmoil - including the coup - had been highly damaging, particularly in terms of eroding Thailand's international image, which he said would take time to restore.

"Confidence is very expensive economically," he said. "When it's gone, it will cost a lot of money to bring it back - and time, not just money."

During nearly six years in power, Mr Thaksin, a billionaire telecommunications mogul, oversaw a period of robust economic growth and won the adoration of the rural poor for his populist policies. But his leadership style antagonised Thai elites and his family's tax-free $1.9bn profit on the sale of the Shin Corp telecoms group to Singapore's Temasek Holdings triggered mass protests that culminated in the coup in September 2006.

Mr Thaksin was charged on his return with abuse of power related to his wife's acquisition of a Bangkok real estate plot from a central bank distressed asset fund. He denies any wrongdoing. He also faces years of potential court wrangles in an attempt to recover the profits from the Shin Corp sale, which were frozen by the military- installed government

จาก hi-thaksin

รมว.มหาดไทยหนุนแนวคิดเปิดบ่อนเสรีของนายกฯ พร้อมเสนอควรทำประชาพิจารณ์ก่อน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนแนวคิด นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะให้เปิดบ่อนเสรี และพร้อมจะดำเนินการ หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทำ เพราะมีข้อมูลอยู่ และนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ได้ทำวิจัยเรื่องนี้ไว้ แต่เวลานี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมาย ส่วนข้อคัดค้าน จากนักวิชาการที่เห็นว่า ขัดต่อหลักเศรษฐกิจพอเพียง เห็นว่าเป็นธรรมชาติของสังคมไทย หากมีการทำความเข้าใจ ก็สามารถเดินหน้าไปได้ เช่น มาเลเซีย เป็นประเทศที่เคร่งศาสนา แต่ก็ยังทำได้

'ผมขอบอกว่า แนวคิดของนายสมัครเป็นแนวคิดที่ International และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใครคัดค้าน เราจะต้องเร่งทำความเข้าใจ อาจจะใช้วิธีจัดโซนนิ่ง หรือเน้นสำหรับนักท่องเที่ยว และจำกัดผู้เล่นที่เป็นคนไทย ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือก ก่อนที่จะดำเนินการ ก็น่าจะทำประชาพิจารณ์ทั้งประเทศ' ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง ให้ใครรับผิดชอบโดยตรง ที่ผ่านมา การแก้ปัญหายาเสพติดมีการตั้งผู้รับผิดชอบ 3 แนวทาง คือ ให้นายกรัฐมนตรี ีเป็นประธาน ให้รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงเป็นประธาน และให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งใคร กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ และขอปฏิเสธอีกครั้งว่า ไม่มีนโยบายฆ่าตัดตอน