นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างตรวจเยี่ยม บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ว่า ในการกำกับดูแลสื่อได้คิดไว้แล้วในใจว่า หลักการที่จะใช้ดูแล อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องต่างกัน เพราะปัจจุบัน อสมท เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีจุดละเอียดอ่อนที่สุด คือ ต้องดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกัน อสมท ก็เติบโตมาด้วยวัฒนธรรมองค์กร ที่ยึดมั่นในการรับใช้ประชาชน ดังนั้น จะต้องรักษาจุดสมดุลดังกล่าวให้เหมาะสม ซึ่งในการผลักดันและบริหารจะต้องใช้วิธีปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน ในรายละเอียดต้องมีการพิจารณากันเป็นโครงการ ๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสรรหาคณะกรรมการ หรือบอร์ด อสมท ที่ปัจจุบันว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง ว่า หลักที่จะใช้คือดูความเหมาะสมให้บอร์ดมีองค์ประกอบที่มาจากทุกภาคส่วน เนื่องจากที่ผ่านมามีการเข้าใจที่ผิด ๆ ระหว่างคำว่าประชาชนและภาคประชาชน เมื่อถามว่าทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลมักเกิดการเปลี่ยนแปลงใน อสมท นายจักรภพ กล่าวว่า จำเป็น เพราะการเมืองควบคุมดูแลอยู่ จึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อนำมาสู่องค์กรดูแลสังคม โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์ใด ๆ และไม่ต้องการให้มองว่า อสมท จะเป็นเหมือนอดีต ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะต้องมีการเปลี่ยนผู้บริหาร หรือมองว่าการเมืองจะต้องเข้ามาแทรกแซง เพราะในบางครั้งสิ่งที่การเมืองดำเนินการ ก็เป็นไปตามกรอบที่ต้องการให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น.-สำนักข่าวไทย
อสมท 5 มี.ค.-"จักรภพ"ตรวจเยี่ยมบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ระบุจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ย้ำการเมืองจะไม่เข้ามาแทรกแซง ชี้การแต่งตั้งบอร์ด อสมท ที่ว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง จะเน้นให้มาจากทุกภาคส่วน
อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 11:10:53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 5, 2008
จักรภพ เผยหากมีการเปลี่ยนแปลงใน อสมท ต้องคำนึงถึงประโยชน์ประชาชน
จักรภพ เชื่อ ทักษิณ วิจารณ์ คมช.ไม่มีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
บมจ.อสมท 5 มี.ค. - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ การที่อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาวิจารณ์การทำงานของ คมช. และรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของ บมจ.อสมท ว่าการวิจารณ์ คมช.ของอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อต่างชาติครั้งนี้ ถือเป็นการให้ความเห็นในฐานะพลเมือง ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือใช้อำนาจอิทธิพลใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยยังเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง
นายจักรภพ ในฐานะกำกับดูแลสื่อทั้ง อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า การดูแลจะต่างกันเนื่องจาก อสมท เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จุดที่ละเอียดอ่อนของ อสมท คือ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนด้วย
ทั้งนี้ยอมรับอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อยากให้มองว่าเป็นการแทรกแซง เพราะสิ่งที่การเมืองทำ เป็นไปตามกระบวนการการบริหารที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น พร้อมยืนยันว่า การสรรหาบอร์ด อสมท ที่ว่าง อยู่ 9 ตำแหน่ง จะคำนึงถึงความเหมาะสมให้องค์ประกอบมาจากทุกภาคส่วน .- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 11:04:47

ลดภาษีเพิ่มเงินคนไทย [5 มี.ค. 51 - 16:26]
เมื่อวานนี้ ครม.หมัก 1 คงทำคลอดออกมาเรียบร้อยแล้ว มาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ ของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ที่เสนอให้ลดหย่อนภาษีมากมาย เพื่อเพิ่มรายได้ประชาชนและกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน
นโยบายเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนทั้งประเทศอย่างนี้ เป็นนโยบายที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนมานานแล้ว ผมเขียนกระทุ้งมาทุกรัฐบาล เป็นมาตรการที่ผมเห็นว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าการลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติเสียอีก
เมื่อวานนี้เหมือนกัน ผู้นำโสมขาวคนใหม่ ประธานาธิบดี ลี เมียง มัค ก็ประกาศ ลดภาษีน้ำมันลงมาร้อยละ 10 เพื่อลดต้นทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำ รวมทั้งมาตรการทางภาษีอื่นในการช่วยเหลือภาคเอกชน เช่น คงอัตราค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ไปจนถึงการลดค่าเล่าเรียนของสถาบันการศึกษาภาคเอกชน เป็นต้น
มันเป็น “หน้าที่ของรัฐบาล” ที่จะต้อง “ขาดทุน” เพื่อทำ “กำไร” ให้กับประชาชนและภาคเอกชน เมื่อประชาชนรวย บริษัทเอกชนรวย ประเทศก็รวย เพราะเก็บภาษีได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ผมชอบใจ “นโยบาย 747” ของผู้นำโสมขาวคนใหม่ ฟังดูง่ายแต่ท้าทายดี คือ จะทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวร้อยละ 7 ในช่วง 5 ปีที่ดำรงตำแหน่งเพิ่มรายได้ของคนเกาหลีใต้เป็นหัวละ 40,000 ดอลลาร์ (1.3 ล้านบาท) ต่อปี ภายใน 10 ปี และผลักดันให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก
เขียนถึงผู้นำประเทศที่มีวิชั่นกว้างไกลแล้ว ผมก็ออกไปไกลทุกที กลับมาที่มาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของ “หมอเลี้ยบ” รัฐมนตรีคลังกันดีกว่าครับ
หมอเลี้ยบบอกว่า การเพิ่มค่าลดหย่อนทางภาษี โดยเฉพาะกับประชาชนระดับฐานราก เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน และรัฐบาลก็จะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มมาชดเชยรายได้ ที่ลดลงจากการลดภาษีให้ประชาชน
นี่คือ การคิดที่ใช้ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” อย่างแท้จริง
ถ้ามาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของหมอเลี้ยบไม่ถูกใครขัดคอใน ครม.แล้ว มนุษย์เงินเดือน ทั้งหลายจะได้ลดหย่อนเพิ่มขึ้นมากมายดังนี้
หนึ่งคนมีเงินเดือน เดือนละ 12,500 บาท ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่ สตางค์เดียว
สองเพิ่มลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตจาก 5 หมื่นเป็น 1 แสนบาท
สามเพิ่มลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจาก 3 แสนบาทเป็น 5 แสนบาท เป็นต้น
ในภาคธุรกิจ นอกจากลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในตลาดหลักทรัพย์แล้ว บริษัทนอกตลาดที่ซื้อเครื่องจักรประหยัดพลังงานก่อน 31 ธันวาคม 2553 จะได้รับยกเว้นภาษีร้อยละ 25 บริษัทที่ซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ผลิตสินค้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ จะหักค่าเสื่อมราคาได้ร้อยละ 40 ของมูลค่า ไปจนถึงการลดภาษีธุรกิจเฉพาะและลดค่าธรรมเนียมการโอนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ก็เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายด้านใช้ได้เลยทีเดียว
ผมดีใจที่รัฐมนตรีคลัง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวของไทย ซึ่งโตโดยพึ่งการส่งออกถึงร้อยละ 70 ถือว่าขาเป๋ไปแล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดความสมดุล รัฐบาลที่ผ่านมาก็ดีใจกับตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยไม่สนใจคนไทยในประเทศที่แย่กันหมด เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นถึงได้ ถดถอยอย่างที่เห็น
วันนี้ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมา กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ กันอย่างจริงจังเสียที เพิ่มจีดีพีในประเทศเพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทดแทนการส่งออกที่อนาคตเริ่มไม่สดใส เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯส่อแววถดถอยชัดเจนแล้ว
คนไทยรวย ประเทศไทยก็รวย ดีกว่าต่างชาติรวย แล้วคนไทยจน ประเทศไทยจนแน่นอนครับ.
“ลม เปลี่ยนทิศ”
คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย
เหตุผลบนความจริง [5 มี.ค. 51 - 16:12]
ผลการเลือกตั้ง ส.ว.ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาชี้ถึงอะไรหลายอย่าง ทั้ง ความไม่เอาไหนของรัฐธรรมนูญ ที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย ทั้ง ประสิทธิภาพของ กกต. และความรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองของประชาชน ไปจนถึงบทสรุปความล้มเหลวของการปฏิรูปทางการเมือง
เมื่อวิเคราะห์จากตัวเลข จำนวนผู้มาใช้สิทธิ มีอยู่ประมาณร้อยละ 55 จากจำนวนผู้มีสิทธิ 44 ล้านคน มาใช้สิทธิลงคะแนนแค่ 25 ล้านคนเท่านั้น
ประการต่อมา ในจำนวนของผู้มาใช้สิทธิ กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโนโหวต ถึงประมาณ 2 ล้านคน เรื่องนี้ไม่ธรรมดา กกต.ควรจะหาเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร ด้วยเหตุที่ไม่รู้จักตัวผู้สมัครก็เลยตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร หรือเซ็งการเมืองจริงๆ ถ้าเป็นด้วยเหตุผลหลังก็จะอันตราย
ระบอบประชาธิปไตยจะถูกครอบงำได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ กกต.จะต้องนำปัญหาเหล่านี้ไปหาทางรีบแก้ไขโดยด่วน อย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค หรือปรับแผนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เสียใหม่
โดยเฉพาะ กกต. จะต้องปรับปรุงตัวเองอย่างไรบ้าง
ภาคประชาชนก็มีปัญหา คนที่ใกล้ข้อมูลมากที่สุด อวดว่ารู้จักการเมืองดีที่สุด กลับไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง โดยเฉพาะคน กทม.ไปลงคะแนนกันที่ประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น ส.ว.กทม.ได้คะแนนสูงสุดที่ 7 แสนกว่าคะแนน คือ คุณรสนา โตสิตระกูล อย่างไรก็อย่าลืมไปลาออกจากบอร์ด อสมท ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเจอเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้า เป็นอันว่าคนที่ใกล้ความเจริญมากที่สุดกลับไม่ค่อยสนใจจะไปใช้สิทธิ
หรือถนัดแต่วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น
ความจริงการลงคะแนนเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไม่ได้วุ่นวายอะไร ไปถึงเจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประชาชน รับบัตรเข้าคูหาไปกาเลือกแค่คนเดียว ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็เรียบร้อย แต่ชาวบ้านกลับขาดแรงจูงใจที่จะไปเลือกตั้ง
ผมว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะกลับไปคิดเป็นการบ้าน ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย คิดจะออกแอ็กชั่นตัดสิทธิ์ผู้สมัครให้ใบแดงใบเหลือง มุ่งแต่เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจูงใจให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการไปเลือกตั้ง ให้เกิดจิตสำนึกในประชาธิปไตยได้ ก็ไม่มีประโยชน์
ถือเป็นความล้มเหลวของ กกต.ด้วยซ้ำ
ผมว่าหลักการอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยก็คือ การยืดหยุ่น เพราะหัวใจของประชาธิปไตยจริงๆหรือความเป็นอิสระทางสิทธิและเสรีภาพ
บ้านเรามักจะลื่นไปตามกระแสมากกว่าจะอยู่บนเหตุผลข้อเท็จจริงดูอย่างเรื่องที่ นายกฯสมัคร สุนทรเวช จะจัดการ เรื่องหวย เรื่องบ่อน ให้ถูกต้องตามกฎหมายนั่นปะไร ตีโพยตีพายกันใหญ่
ไม่รู้จะไปดัดจริตกันทำไม รอบบ้านเปิดบ่อนกันครึกโครมดูดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมให้เข้มงวดได้อย่างไรมากกว่า มัวแต่ดัดจริต เจ้ามือหวย พ่อค้ายาบ้า เลยใช้เงินสกปรกซื้อเสียงเข้ามาเป็นนักการเมืองเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ไม่รู้ว่าปรารถนาดีหรือประสงค์ร้ายกันแน่ พับผ่า.
หมัดเหล็ก
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
วันนี้เป็นวันของ “สมัคร” [5 มี.ค. 51 - 03:01]
ถึงขนาดที่เพื่อนซี้ต่างวัยอย่างหนู “ลีเดีย” น.ส.ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา นักร้องสาวชื่อดัง ยังโดนว้าก หลังออกมาปูดคิวออกรอบตีกอล์ฟกับคุณพ่อ สร้างความไม่พอใจให้กับคนใกล้ชิดอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างมาก
ฐานนำภารกิจลับมาเปิดเผย เสี่ยงกับมาตรการรักษาความปลอดภัย
ดูท่าระวังตัวกันแจเลย
นับตั้งแต่เช็กเอาต์ออกจากโรงแรมเพนนินซูลา ก็ไม่ปรากฏที่พำนักเป็นหลักแหล่งของอดีตนายกฯทักษิณ กลายเป็นบุคคลล่องหน
ล่าสุดมีแค่คำยืนยันจากนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ในฐานะโฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ อดีตนายกรัฐมนตรียังอยู่ในกรุงเทพมหานคร
มีแต่คนใกล้ชิดระดับ “อินไซด์” จริงๆเท่านั้นที่จะรู้
แม้แต่ระดับ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ยังยอมรับตั้งแต่วันที่ไปส่งอดีตนายกฯทักษิณที่โรงแรมเพนนินซูลา ก็ยังไม่เคยติดต่อกันอีกเลย
แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่นักข่าวเห็นเงาตะคุ่มๆของคนตัวสูงๆ ปากห้อยๆ รูปร่างคล้ายๆกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย
“รปภ.กิตติมศักดิ์” คอยตามประกบไม่ห่าง
และเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับการเล่นบทล่องหน นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ออกมาสำทับ ช่วงนี้อดีตนายกฯทักษิณอาจต้องระมัดระวังหน่อยเรื่องความปลอดภัย
พยายามให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะเมื่อสมัยเป็นนายกรัฐมนตรียังถูกลอบสังหารซะได้ เมื่อเป็นอดีตนายกฯยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
เน้นไปที่ปมลอบสังหาร
แต่ก็เป็นอะไรที่พูดกันตรงๆ “เจ๊ติ๋ว” น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกส่วนตัวของอดีตนายกฯทักษิณ ออกมาระบุ ช่วงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่สามารถเปิดเผยภารกิจแต่ละวันได้ เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวในการปฏิบัติภารกิจ
ส่วนตัวมองว่า อดีตนายกฯไม่ยอมเปิดเผยภารกิจในช่วงนี้ เพราะไม่อยากให้การเดินทางของท่านไปกลบรัศมีของใคร
ไม่แน่ใจว่า “ใคร” ในความหมายของ “เจ๊ติ๋ว” จะพาดโยงถึง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือไม่
ในเมื่อปมนายกรัฐมนตรีซ้อนสองกำลังเป็นที่โจษขาน
“ทักษิณ” มา “สมัคร” หงอย
แต่นั่นมันก็แค่วันเดียว สังเกตว่า หลังจากวันก้มลงกราบแผ่นดิน แถลงข่าวพร้อมหน้าพร้อมตาลูกเมีย เป็นข่าวโครมคราม
แต่พอ “ทักษิณ” กบดาน ข่าวคราวก็ซาไป
ที่แน่ๆ “ทูเดย์ อีส มายเดย์” จากประโยคที่ “ลุงหมัก” ได้พูดกับผู้ช่วยรัฐมนตรีของสหรัฐฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ฝรั่งสงสัยใครคือตัวจริง
แปลเป็นไทย “วันนี้เป็นวันของผม”
ในสถานะนายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่ง ถึงนาทีนี้ “ลุงหมัก” ได้แสดงอานุภาพนายกฯตัวจริงเสียงจริง
ชิงกระแสความเป็นเบอร์หนึ่งกลับมาได้
ไล่จากปฏิบัติการเซ็นคำสั่งย้ายด่วน “บิ๊กตู่” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
มีทั้ง “ควาย ไอ้โง่ หนักกบาลใคร” วาทะร้อนเป็นรายวัน
เป็นข่าวดังเปรี้ยงปร้าง ลากยาว เบียดประเด็นอดีตนายกฯ ทักษิณกลับเมืองไทยตกขอบไปเป็นข่าวรองบนหน้าหนังสือพิมพ์
ไหนจะบิ๊กโปรเจกต์ การเดินหน้าปัดฝุ่นนโยบายเปิดบ่อนเสรี ที่ล่าสุด “ลุงหมัก” ประกาศเสียงดังฟังชัด
จะผลักดันการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายในแหล่งท่องเที่ยว ให้มีมาตรฐานตามกฎหมาย โดยเปิดให้คนไทยและคนต่างประเทศเข้าไปเล่นได้
ได้เห็นแน่นอนหากรัฐบาลอยู่ครบวาระ 4 ปี
“ลุงหมัก” ลากประเด็นตีกินยาวเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
65 ล้านกับ 7 = 76 กับ 74
คน 65 ล้านคน เลือก ส.ว. 76 คนแต่คน 7 คน เลือก ส.ว. 74 คนคือ ที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ของคนทั้งประเทศ ถามว่า “ทำไม?”ทำไม ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาจึงมีที่มาแตกต่างกันเ พ ร า ะ เ ป็น แ น ว คิด ข อ ง ค นกลุ่มเดียวที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี2550 ออกมาเรื่องนี้มีการแสดงออกชัดเจนของคนกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่ไปกากบาท “ไม่ออกเสียง” หรือ“โนโหวต” 1 ล้าน 8 แสนเสียงคือ การแสดงออกซึ่งต่อต้านเรื่องแบบนี้ที่เห็นได้ชัดเจน และขอให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่คิดเรื่องนี้ออกมา ได้คิดและสำนึกว่าอย่าดูถูกประชาชนอย่าคิดว่า เขียนรัฐธรรมนูญแบบไหนออกมา ประชาชนก็ต้องทำตามนั้นนี่คืออารยะขัดขืน ที่ถูกต้องตามครรลองของกติกาและกฎหมายแต่ให้ข้อคิดมหาศาลกับคนเขียนรัฐธรรมนูญผมขอให้จับตาคน 2 กลุ่มนี้ต่อไปว่าระหว่างคนที่มาจากประชาชน 76 คนกับคนที่มาจากคน 7 คน คือ 74 คนชิงชัยกันในตำแหน่งประธานวุฒิสภาฝ่ายไหนจะแพ้ ฝ่ายไหนจะชนะผมเดาว่า พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิชคนที่มาจากการสรรหาทางฝั่ง คมช.จะได้เป็นประธานวุฒิสภา ชนะ 76 เสียงที่มาจากเลือกตั้งเพราะการรวมเป็นพวกและกลุ่มก้อนทำได้เร็วกว่าอีกฝ่ายที่ต่างคนต่างมาถ้าจริง...นี่จะเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ไม่มีชื่อพรรค แต่น่ากลัวที่สุดของประชาธิปไตยประเทศไทย
● มด คันไฟ ●
เรื่องธรรมดา
โยกย้ายข้าราชการไม่กี่เก้าอี้..รัฐบาลนี้ก็แทบจะล่มสลายไปกับปฏิกิริยาต่อต้านที่ประดังกันออกมาจากขบวนการตรงกันข้ามก็เป็นเรื่องดีหากจะเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส สะสมความรู้ไว้ล่วงหน้า แยกแยะให้ชัดเจนลงไปว่า..ตรงไหนมิตร ตรงไหนศัตรูกราบแผ่นดินลงตรงหน้าก็หาว่าสร้างภาพสร้างฉาก..พอกราบแบบแบมือราบก็ติเตียนว่ากราบไม่เป็น แปลไทยเป็นไทยก็ต้องว่า..ทำอะไรก็ผิดไปหมดโบราณท่านว่า..คนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ...แต่กับ ทักษิณ ชินวัตรแล้ว..ต้องว่า..คนรักเท่าผืนเสื่อ คนชังเท่าผืนหนัง..แต่ผืนหนังที่ว่ามันเป็นผืนหนังสือพิมพ์...มันก็เลยหนักหนาสาหัส..รัฐบาลของ สมัคร สุนทรเวช..ก็งกๆเงิ่นๆ ไม่เป็นประสา...ฝ่ายโฆษกที่ไปตั้งกันขึ้นมา..มันต้องใช้สมองมากกว่าปาก..มันมีรัฐบาลกันมาแล้วไม่รู้กี่รัฐบาล..แม้กระทั่งรัฐบาลคอมอชอที่ผ่าน...ก็ไปเอาตัวเลขมันออกมาว่าเวลา 1 ปีกับ 5 เดือนนั้น..คอมอชอ..ย้ายข้าราชการไปแล้วเท่าไหร่...หรือใน 2 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เขาย้ายข้าราชการไปเท่าไหร่..จะเห็นว่ามันแตกต่างกันมากมาย..แต่ตอนย้ายสมัยคอมอชอนั้น...เสียงเห่าเสียงหอนมันไปอยู่ที่ไหน..หรือเพราะว่า..สุนัขเฝ้าบ้านทั้งหลายต่างได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งปลอบใจ..เลยเห่ากันไม่ออกในเกือบทุกรัฐบาลทั่วโลก..เวลาเปลี่ยนรัฐบาล เขาก็ต้องแต่งตั้งโยกย้ายกันทั้งนั้น..เอาคนที่รู้ถึงเข้าใจมาช่วยกันขับเคลื่อนนโยบาย..เป็นเรื่องปรกติธรรมดาจะเดินทางไกล...ก็ต้องใช้คนขับหนุ่มไม่ขี้เหล้าเมายา...จะเข้าป่า มันก็ต้องเดินตามหลังนายพราน..จะบริหารราชการแผ่นดินมันก็ต้องอาศัยคนรู้ใจปัญญาถึงที่สหรัฐอเมริกา..ว่ากันว่าเปลี่ยนจากเดโมแครตเป็นริพับลิกัน..จะเปลี่ยนข้าราชการ...เกือบ 6 หมื่นตำแหน่ง..นี่เปลี่ยนจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตย..จะให้ดำรงคงไว้..ซึ่งกลไกเผด็จการทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น..ใครเชื่อ...ก็...บ้าใครได้ตำแหน่ง..ถูกแต่งตั้งมาจากเผด็จการ..วันนี้รัฐบาลเลือกตั้ง..ก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง..นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติถ้าไม่ทำ..รัฐบาลนั่นแหละจะอยู่ไม่ได้เรื่องธรรมดา
● พญาไม้ ●
ลี เ ดี ย Who are you?
ศัตรูที่น่ากลัวสุด คือ คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด!!! นอกจาก คุณหญิงอ้อ-พจมาน ชินวัตร แล้ว ผู้หญิงอีกคนที่พยายามบอกกับสังคมไทยว่า...เธอใกล้ชิดสุดๆ กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ประหนึ่งเป็น “พ่อคนที่ 2” ก็คือ... ลีเดีย หรือ ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา มีคนส่วนน้อยในสังคมไทย ที่พอจะรู้ว่า...ครอบครัวชินวัตร สนิทมากๆ กับ ครอบครัววิสุทธิธาดา พ่อของลีเดีย...นายไชยยันต์ วิสุทธิธาดา ก็คือนักธุรกิจสนามกอล์ฟ แถมยังเป็นอุปนายกสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ที่มีนายกฯ คนปัจจุบันชื่อ...
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บางส่วนของพ็อกเก็ตบุ๊ก ชื่อ ทักษิณ : WHERE ARE YOU? ที่ “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต เขียนพาดพิงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง...ลีเดีย กับ ครอบครัวชินวัตร เมื่อกลางปี 2550โดยเฉพาะภาพประกอบเรื่อง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนกอดลีเดีย สร้างความสนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก!!! หลายคนอดสงสัยถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่าง “พ่อคนที่ 2” กับ “ลูกสาว” นอกครอบครัว คนนี้ว่า...มันพัฒนาไปอยู่ในระดับใดแล้ว???
กระทั่ง ลีเดีย ต้องออกพ็อกเกตบุ๊ก ที่ชื่อ Lydia Here I am! มาแก้ข่าวในเวลาไม่ถึง 2 เดือน...นับจากนั้นกลยุทธ์นี้...ไม่เพียงจะทำให้ Lydia Here I am! ขายดิบขายดี แต่ยังทำให้ชื่อเสียงและผลงานเพลง ในฐานะ นักร้องสาวสไตล์อาร์แอนด์บี โด่งดังพอๆ กับที่สังคมไทยได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง...ครอบครัวทั้งสอง
และระหว่าง...พ.ต.ท.ทักษิณ กับลีเดียยามนั้น อาจมีคนบางส่วนอดคิดไม่ได้ว่า...ลีเดีย ฉวยโอกาสทางการตลาด ด้วยการอาศัยความ “ป๊อปปูลาร์” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างชื่อเสียงและโอกาสทางธุรกิจให้กับตัวเอง!!! แต่เพราะคนส่วนใหญ่ยังเชื่อในความเป็น “เด็กไร้เดียงสา” ของลีเดีย จึงไม่ได้มองว่า...การทำของ ลีเดีย มีวาระซ่อนเร้นอะไร...แฝงอยู่???
เรื่องความสัมพันธ์ ระหว่าง...ตัวบุคคลและครอบครัวทั้งสอง ก็น่าจะจบลงตรงนั้นถ้า...ลีเดีย ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ภายหลังลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ว. บริเวณหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ซอยสุคนธสวัสดิ์ ย่านเกษตร-นวมินทร์ เมื่อช่วงสายของวันที่ 2 มี.ค.ว่า...เธอมีโปรแกรม “ตีกอล์ฟ” กับอดีตนายกฯ พร้อมครอบครัวไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น กลับมีคนเห็น ลีเดีย พร้อมด้วย โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร และเพื่อนร่วมก๊วน เดินทางไปช้อปปิ้งที่ตลาดนัดสวนจตุจักร
ลีเดียไม่ได้ออกรอบ “ตีกอล์ฟ” กับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้วเธอให้สัมภาษณ์เป็นวรรคเป็นเวรอย่างนั้นได้อย่างไร???ลีเดีย ต้องการแค่โปรโมตงานเพลงชุดใหม่ล่าสุด ที่ชื่อ Moving On หรือต้องการจะโปรโมตตัวเองหรืออยากจะสื่อให้คนในสังคมไทยได้รับรู้ว่า...เธอคนนี้...นึกจะอาศัยผู้สื่อข่าว...สร้างข่าว สร้างภาพ ถึงความสัมพันธ์กับคนระดับ “อดีตผู้นำประเทศ” ก็สามารถจะกระทำได้ง่ายๆ โดยไม่สนใจและรับรู้ว่า...ภาพลักษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นอย่างไร???
คิดหรือไม่ว่า...ภาพที่คนทั่วโลกเห็น...พ.ต.ท.ทักษิณ “กราบดิน” เมื่อครั้งเหยียบเท้าลงบนผืนดินไทย เมื่อวันที่ 28 ก.พ.นั้นมันถูกลบล้าง เพราะการกระทำของ “ลูกสาว” นอกครอบครัว อย่างสิ้นเชิง!!!“บางกอกทูเดย์” ถึงได้บอกว่า...ศัตรูที่น่ากลัวสุด คือ คนที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด และ คนใกล้ตัวที่น่ากลัวสุด ก็คือผู้หญิงที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นเองวันนี้...นอกจาก คุณหญิงพจมาน และลูกสาวแท้ๆ “พิณทองทาและแพทองธาร” รวมถึง น้องสาวร่วมสายโลหิตแล้ว
ยังจะมี...เด็กสาว ที่ทั้งชีวิตคลุกคลีอยู่กับสังคมตะวันตก ตั้งแต่เรียนโรงเรียนนานาชาติในไทย และอาศัยในแถบเดียวกับ “ไฮโซต่างชาติ” ทั้งนักการทูต นายแบงก์ นักธุรกิจ ย่านปากเกร็ด นนทบุรี กระทั่ง เดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ...ลีเดีย อยู่อีกคนลีเดีย ผู้หญิงที่ใกล้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ นอกเหนือจากครอบครัวชินวัตรถึงตรงนี้ สังคมไทยคงพอเข้าใจได้ว่า...เหตุใด “โฆษกส่วนตัว” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าง น.ส.ศันสนีย์ นาคพงษ์ จึงต้องออกมาให้สัมภาษณ์ทำนอง “ตัดไฟต้นลม” เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ว่า...
พ.ต.ท.ทักษิณ จะขอเก็บตัวเงียบ เพราะไม่ต้องการ “ตกเป็นข่าว” ใดๆ จนกว่าจะถึงวันที่ศาลอาญานัดไต่สวนคดีทุจริตที่ดินรัชดา!!!ส่วนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ลีเดีย พาดพิงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่???เป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดาได้เพราะก่อนหน้านี้ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ก็บอกแล้วว่า...ไม่มีโปรแกรมจะออกรอบ “ตีกอล์ฟ” กับ ลีเดีย รวมถึงไม่ต้องการจะตัวให้ “โดดเด่น” ระหว่างที่อยู่ในเมืองไทย
บรรทัดนี้ “บางกอกทูเดย์” ก็ต้องบอกว่า...ถูกต้องแล้วที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะ “ยุติ” การตกเป็นข่าวตามสื่อแขนงต่างๆ เพราะไม่เช่นนั้น ชะตากรรมของ อดีตนายกฯ คนนี้ อาจเลวร้ายกว่าที่หลายคนคาดคิดเอาไว้ เพียงเพราะ “หลวมตัว” ไปคบกับ “เด็กสร้างเรื่อง” คนนั้น
ลีเดียWho are you?ก่อนจะเป็น ‘Lydia’ วันนี้
ลีเดีย (Lydia) มีชื่อจริงว่า ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2530 เป็นนักร้องหญิงสไตล์ R & B เจ้าของเพลงฮิต “ว่างแล้วช่วยโทรกลับ”
คำว่า “Lydia” มีที่มาจากภาษาโปแลนด์ ซึ่งทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นมีความหมายเดียวกันว่า “ความสำเร็จ”
ประวัติ
“ลีเดีย” เป็นบุตรสาวของ นายไชยยันต์ วิสุทธิธาดา นักธุรกิจสนามกอล์ฟและอุปนายกสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย กับ นางศันสนีย์ วนะไชยเกียรติ มีน้องสาวชื่อ ศรัณย์พร วิสุทธิธาดา (ดั๊กกี้)
เริ่มเรียนร้องเพลงแนว R & B ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ กับ ครูวสันต์ เกษแก้ว (ซึ่งเคยเป็นครูสอนร้องเพลงให้กับ ปาน ธนพร) โดยมีศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนแนว R & B คือ บียอนเซ่, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, คริสติน่า อากีเลร่า, มารายห์ แครีย์ และ บริทนีย์ สเปียร์ส นอกจากรักการร้องเพลงแล้ว ลีเดียยังสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชิ้น อาทิ เปียโน, ฟลุต และ แซกโซโฟน นอกจากนี้ ยังสามารถพูดได้ถึง 3 ภาษา คือ ไทย, English และ Spanish
ในเรื่องการเรียน ลีเดียก็ทำได้ดี โดยได้เกรดเฉลี่ยตลอดช่วงการเรียนของไฮสคูล 3.9 (Honor Roll Student : 3.9 GPA and above) และสามารถสอบเข้าเรียนต่อได้ที่ “มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 11 ในสหรัฐอเมริกา โดยเลือกเรียนใน สาขา Biological Sciences และ Business Institutions และยังชอบทำกิจกรรมของโรงเรียน มีเครดิตเป็น Vice President (Student Government) และ National Honor society of Secondary Schools
ส่วนกีฬา ลีเดียก็มีความสามารถทางด้านกอล์ฟ โดยเริ่มเล่นตั้งแต่อายุ 14 ปี และได้เป็นตัวแทนเยาวชนหญิงเข้าแข่งขันกอล์ฟรายการต่างๆ อาทิ
Asia Pacific Junior Golf Tournament Championship (อันดับที่ 11)
Thailand International Junior Golf Championships (รองแชมป์)
Nike (Thailand) Junior Golf Tournaments (แชมป์และรองแชมป์)
Nivea Invitation (รองแชมป์)
นอกจากนี้ ลีเดียยังมีพรสวรรค์ทางด้าน “ศิลปะ” โดยเฉพาะการวาดภาพแรเงาและการใช้เทคนิคแบบ “Stippling” (การวาดภาพโดยใช้หมึกจุดแทนเส้น) อีกด้วย
ปี 2549 “ลีเดีย” ถูกเสนอเข้าชิงรางวัล “เอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดส สาขาศิลปินยอดนิยมประเทศไทย” แต่พ่ายให้กับ “ทาทา ยัง” ซึ่งกำลังแรงมากๆ ในขณะนั้น
จากนั้น ชื่อเสียงของ “ลีเดีย” ก็ไม่เคยจางหายไปจากแวดวงบันเทิง กระทั่ง เกิดประเด็นที่ว่า “ลีเดีย” ไปสนิทสนมกับครอบครัว ชินวัตร โดยช่วงแรกเธอตกเป็นข่าวกับ โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ก่อน ซึ่งหลายคนก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา จนมีบางคนแอบวิพากษ์วิจารณ์ว่า สัมพันธ์ที่เธอสนิทสนมกับอดีตนายกฯ อย่างลึกซึ้ง มากเกินกว่าคำว่า “พ่อ-ลูก” บ้างบางกระแสก็ลือว่า บ้านลีเดียมีปัญหาทางการเงิน เลยจำเป็นต้องให้ลูกสาวมา “ขัดดอก” ทว่า “ลีเดีย” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ด้าน “แมทธิว ดีน” แฟนหนุ่ม ก็ออกมายืนยันหนักแน่นเช่นกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตนายกฯ กับลีเดีย เป็นสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ อีกทั้ง ตนเองก็เชื่อใจลีเดียเกินร้อยแม้เรื่องราวความกดดัน ความสัมพันธ์ระหว่างอดีตนายกฯ ทักษิณกับลีเดียจะ “เคลียร์” ไปในระดับหนึ่ง แต่ก็มีบางคนที่ยัง “คาใจ”จนวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2550 เวลา 14.00 น. ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ “ลีเดีย” ได้เปิดตัวพ็อกเกตบุ๊กระบายความอัดอั้นตันใจในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ โดยมีชื่อเก๋ว่า “Lydia Here I am!”
นักร้องสาวยอมรับว่า ชื่อหนังสือฟังแล้วอาจจะคล้ายกับพ็อกเกตบุ๊กของ “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภัควัต “ทักษิณ : WHERE ARE YOU?” แต่เนื้อหานั้นรับรองว่าแตกต่างกัน ใช้ระยะเวลาในการถ่ายทอด รวบรวม ตีพิมพ์ เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น
“การที่เดียไม่ออกมาเปิดปากให้สัมภาษณ์ในช่วงที่เกิดข่าว เพราะว่าตกใจและคิดว่าตอนนั้นหากพูดอะไรไปก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก แต่เรื่องจริงแล้วเดียอยากบอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่ใครคิด ใครเข้าใจ เดียรักท่านเหมือนกับเป็นพ่อคนที่ 2 ของเดียค่ะ
วัตถุประสงค์ที่ออกมาเขียนพ็อกเกตบุ๊กเล่มดังกล่าวนี้ เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดียตลอดจนครอบครัวถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของซี้ต่างวัยที่ใครๆ มองว่าไม่ใช่ซี้แบบญาติ หากแต่ซี้แบบเป็นกิ๊ก ตลอดจนถึงกระแสที่ครอบครัวของเดียมีหนี้สินจนต้องเอาเดียไปขัดดอก” ลีเดีย ยืนยันอย่างเจ็บใจ
“ที่บ้านทำธุรกิจแต่ไม่ได้เป็นหนี้เป็นสินจนถึงขั้นต้องเอาเดียไปขัดดอกกับใครหรอก ฟังกระแสข่าวทำนองนี้เดียยอมรับว่าเสียใจนะคะ ทำไมเหรอ การที่เราจะคบกับใครสักคนในฐานะเพื่อนสนิท มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล มันเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับการเมือง เดียไม่เคยไปรับรู้เรื่องการเมืองของท่าน แค่เราทั้ง 2 ครอบครัวเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น”
จากนั้น นักร้องสาวยังบรรยายความรู้สึกในเหตุการณ์ต่างๆ อย่างอัดอั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติ ที่เธอบอกว่าครอบครัวกำลังนั่งทานข้าวกับอดีตนายกฯ ตลอดจนความลับที่ว่าอดีตนายกฯ เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือของหมวดเจี๊ยบว่าเป็นสะใภ้ในฝัน ถ้าไม่ได้เป็นลูกสะใภ้ก็ขอให้เป็นลูกบุญธรรม ซึ่งตรงนี้ลีเดียประทับใจมากๆ ตลอดจนที่มาที่ไป ความรู้สึกที่ได้เดินทางไปร้องเพลงเปิดตัวที่สโมสรฟุตบอล ซึ่งตรงนั้นส่งผลให้ชื่อเสียงของเธอเป็นที่รู้จักในสื่อเทศมากขึ้น จนถึงเรื่องของการที่อดีตนายกฯ โทรมาแซวเรื่องพ่อแม่ใส่เสื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้
“เดียสงสารและเห็นใจท่าน เพราะเป็นคนดีและให้เกียรติครอบครัวของเดีย กับเรื่องที่เกิดขึ้นรู้สึกสงสารท่าน ส่วนภาพถ่ายและเนื้อหาในหนังสือ “ทักษิณ : WHERE ARE YOU?” นั้นได้อ่านแล้วค่ะ เดียและครอบครัวเป็นคนส่งภาพนั้นไปให้หมวดเจี๊ยบเอง หมวดเจี๊ยบเขาเขียนหนังสือได้ดีมาก ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นท่านบอกว่า เดียเป็นสะใภ้ในฝัน เป็นซี้ต่างวัยของท่าน ยังบอกอีกว่าท่านรักลีเดียเหมือนกับเป็นลูกสาวคนหนึ่ง อยากได้เป็นลูกสะใภ้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ขอเป็นลูกบุญธรรม ตรงนี้เดียปลื้มและขอบคุณในความเมตตาของท่าน”นักร้องสาวอาร์แอนด์บี ยืนยันสัมพันธภาพระหว่างเธอและอดีตนายกฯ ว่า เขาเปรียบเสมือนเป็นพ่อคนที่ 2
“พ็อกเกตบุ๊กเล่มนี้จะมีเรื่องราวที่ทุกคนอยากรู้และสงสัยกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปที่ทำให้ครอบครัวเดียและครอบครัว “ชินวัตร” รู้จักกัน ความรู้สึกต่างๆ เรื่องราวเบื้องลึก รูปภาพที่ใครๆ ไม่เคยรู้และไม่เคยเห็นมาก่อน จะเล่าทุกอย่าง ประวัติ การทำงาน ธุรกิจของพ่อแม่ ซึ่งทางคุณทักษิณไม่ได้แนะนำอะไรหรอกค่ะ มีแต่โทรมาให้กำลังใจว่า ถ้าไม่ติดภารกิจ ในวันเปิดหนังสือจะเดินทางมาให้กำลังใจเดียค่ะ” ลีเดีย ทิ้งท้าย สุดท้าย เรื่องราวก็มาจบลงตรงครอบครัวของลีเดียและครอบครัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ นั้น มีความสนิทสนมแนบแน่นกันมานานแล้ว
ทักษิณไม่ขอเป็นข่าวสร้างปัญหานายกฯซ้อน
รองโฆษกพรรคพลังประชาชนดนุพร ปุณณกันต์ ยืนยันอดีตนายกฯ ยังไม่มีกำหนดการเดินทางออกนอกประเทศที่ชัดเจน และช่วงนี้จะพักผ่อนกับครอบครัว ไม่ต้องการเป็นข่าว ทำให้เกิดภาพอำนาจทับซ้อน
นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสบายดี
และยังพำนักอยู่ในกรุงเทพฯแต่ตนไม่ทราบว่าพำนักอยู่ที่ใด ส่วนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ออกมาเคลื่อนไหวใดๆในช่วงนี้
เป็นเพราะไม่ต้องการให้สังคมมองว่ามีนายกฯ 2 คน อีกทั้งเพื่อพักผ่อนอยู่กับครอบครัว อย่างไรก็ตาม สำหรับการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น ยังไม่มีกำหนดการชัดเจนว่าจะเป็นวันที่ 13 มี.ค. หรือไม่
พร้อมกันนี้ นายดนุพร ในฐานะรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานการประชุมว่า วาระส่วนใหญ่เกี่ยวกับระเบียบวาระการประชุมสภาในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะประเด็นการโยกย้ายข้าราชการที่คาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาอภิปราย ซึ่งทางพรรคได้จัดเตรียมส.ส.ไว้อภิปรายแล้ว








