WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 5, 2008

สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ หนังสือพิมพ์ทางเลือก เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551 วันนี้เป็นวันนักข่าว ในอดีตที่ผ่านมาหนังสือพิมพ์จะหยุดวางจำหน่าย เพื่อให้นักข่าวทุกค่ายทุกสำนักได้ร่วมสังสรรค์เฮฮา ตามประสานกน้อยในไร่ส้ม แต่สถานการณ์เปลี่ยนไป ไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนหยุดวันนักข่าว นกน้อยในไร่วส้มวันนี้ เปลี่ยนสภาพเป็นนกแก้วมาคอร์ในสนามกอล์ฟไปแล้ว

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกของาสมาคมใดๆ จึงเป็นอิสระ ยังคงจำหน่ายตามปกติ และเดินหน้าค้นหาความจริง เพื่อนำเสนอให้กับท่านผู้อุปการะคุณ ตามสโลแกนที่ประกาศไว้เป็นสื่อทางเลือก เพื่อประชาธิปไตย โดยพิสูจน์ได้จากเนื้อหาสาระวันต่อวัน และยังมีโปรแกรมจัดสัมนา เสวนาทางวิชาการ เรื่องประชาธิปไตย ให้ความรู้กับประชาชนที่สนใจ หวงแหนและช่วยกันประคับประคองไม่ให้ใครมาปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน

00 หลังจากออกคำสั่งเด้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี วันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะได้ฤกษ์ไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ถือว่าเป็นหน่วยงานสุดท้ายที่อยุ่ในกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีที่นายสมัคร สุนทรเวช เดินทางตรวจเยี่ยม

00 ด้วยเหตุนี้แหละ ที่ เอกฉัตร มั่นใจกับข่าวลือจะต้องเป็นข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง และ บอกใบ้ไว้ล่วงหน้า ให้ อดีตโฆษกใหญ่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ติดต่อกรมอุตุฯติดตั้งเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหว หรือ ติดตั้งสายล่อฟ้า ระวังฟ้าผ่า แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ยังทำปากดี ปลดไม่ได้มีกฏหมายคุ้มครอง ถึงปลดมาได้ แต่ย้ายไปช่วยราชการได้

00 ยังเป็นคำถามของคนในแวดวง ข้อหาหนักกว่า 3 ข้อที่เป็นข่าว ยังมีอะไรหนักกว่านั้นที่ นายกฯสมัคร ยั้งดาบไว้ไมตรี ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถึงกับเปลี่ยนท่าที จากแข็งกร้าว ในวันที่รับคำสั่ง และยังปฏิบัติภารกิจอยู่ปักษ์ใต้ ประกาศขอพบนายกฯสมัคร เพื่อถามเหตุผล และจะฟ้องอาญาตามที่ถนัด หากไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่พอเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ อ่อนลงลงทัน จึงเดากันว่า คงมีข้อหาหนักเอาการที่ นายกฯสมัคร ยังไม่หยิบมาใช้

00 ยิ่งใครรู้ข่าววงใน อนาคตของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส กลางปีนี้อาจจะลงออกลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพราะมีฐานเสียงชมรมเพื่อนเสรี ที่จัดตั้งมาตั้งแต่นายบุญเลี้ยง อดุลฤทธิกุล อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่ ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ ยังไม่เสียชีวิต แม้วันนี้ เสี่ยบุญเลี้ยงถูกฆ่าตาย แต่ความผูกพันกับชมรมเพื่อนเสรีกันแน่นแฟ้น ยิ่งก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ใหญ่สุดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ่อค้า คนในแวดวงสถานบริการ ต่างสนใจสมัครเป็นสมชิกชมรมเพื่อนเสรี มิน่า สถานบริการจึงเปิดกันอย่างเสรี ทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร.รักษาการ ผบ.ตร. สั่งให้ตำรวจทุกท้องที่กวดขัน เป็นงานแรกที่ได้รับคำสั่งให้รักษาการ

00 ปัญหา นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ย้าย น.พ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธาราดล เลขาธิการอาหารและยา หรือ อย.ไปเป็นผู้ตรวจ เป็นหนังชีวิตต้องดูกันยาวๆ ล่าสุด น.พ.ชาตรี ชื่นบาน ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เลขาฯอย.คนใหม่ ถูกวิชามาร เล่นงาน งัดเรื่องเก่าที่ผลการสอบสวนสรุปออกมาแล้ว ไม่มีความผิด แต่พยายามแต่งเติมเพิ่มสีสัน จนรับสภาพม่าไหว ลาออกจาก เลขาฯอย. ส่วนคนที่น่าจะลาออกอย่าง น.พ.วิชัย โชควิวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม ไม่ยักออก ทั้งที่กรรมการทยอยกันลาออกไปแล้วหลายคน กลับยืนยันยังทำงานได้ เออแปลกดีนะ

00 ลาออกไปก็ตั้งคนใหม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีคุณหมอหลายคนที่เหมาะสม แต่ที่ผ่านม ก็ถูก น.พ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้ง น.พ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธารา ข้ามหัวไป เมื่อครั้งที่รัฐบาลเผด็จการขิงแก่เข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งบรรดาหมอชนบทส่วนใหญ่มีใจรักประชาธิปไตย แต่ยินดีรับใช้เผด็จการ น่ามึนเหมือนกัน

00 นินทากันมานาน ว่ากันว่า อย.คือแดนสนธยา มีผลประโยชน์ทับถมอยู่ ทำให้ทุกฝ่ายต้องยื่นมือเข้ามา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่เคยรับกันเป็นกอบเป็นกำ เอกฉัตร เคยได้ยินได้ฟังมา บอกตรงๆวันนี้ เชื่อแล้วว่า มีจริง แต่ไปตกอยู่ที่ไหนบ้าง ต้องหาข่าวต่อไป

00 ถ้าไม่มีผลประโยชน์ แค่ตำแหน่งเลขาฯอย. ไหง...บรรดาหมอชนบททำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ชาวบ้านสมเพทเวทนา มีอย่างที่ไหน เป็นถึงหมอถึงแพทย์ มาทำพิธีไสยศาสตร์ วังเวงครับ

00 หรืออย่างการไปเจรจาซื้อยาจากต่างประเทศ ไปแต่ละครั้งแต่ละที ทำไมยกกระบวนกันไปมากมาย แต่ยังเจรจาไม่ลงตัวเสียที ไปกันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว มีผู้รู้เล่าให้ เอกฉัตร ฟังว่า ยาหลายตัวที่สั่งเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา ที่บรรดาพวกท่านไปเจรจามา เป็นยาไร้คุณภาพ เพราะใช้มานาน ที่เรียกว่า คนไข้ดื้อยา วันนี้ประเทศอินเดีย ผลิตยาดีๆหลายตัว ข่าวว่าบรรดา ฯพณฯ ไปกันมาหลายรอบ แต่ไม่ยักมีผลการเจรจาจัดซื้อมา ทั้งที่มีคุณภาพและราคาตลาดเอเซีย

00 เพราะงั้น เอกฉัตร ชักธงเชียร์ รัฐมนตรีไชยา หนักแน่นเข้าไว้ ถ้าสู้กันด้วยเหตุผลพอฟังกันได้ แต่นี่เล่นทั้งวิชามารและไสยศาสตร์ ยอมแพ้เมื่อไหร่ เสียชื่อนักเลงลูกพระร่วงโรจนฤทธิ์ นะขอรับ

00 ขอให้ทำได้จะเป็นมิติใหม่ทางการเมือง คุยกับ นายนิพนธ์ บุญญามณี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยินดีที่จะรวบรวมข้อมูลการแก้ไขไปปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปเสนอ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามข้อเสนอมา เพียงแต่เมื่อรับข้อมูลไปแล้ว ขอให้ทำกันอย่างจริงจัง ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีทางแก้ได้

เอกฉัตร


ขออภัยด้วย...กำลังล้างบ้าน

ดูเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครมอย่างยิ่งในห้วงสับดาห์ที่ผ่านมา 1.เป็นเรื่องของการเดินทางกลับของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ 2.เรื่องของการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในบางกระทรวงของรัฐบาลภายใต้การนำของ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน... !!!

เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับการเดินทางกลับบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่นอกจากจะเป็นบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ จนทำให้ใครหลายคนในซีกฝั่งเผด็จการเกิดอาการอิจฉาตาร้อนแล้ว...

ยังเป็นความต่อเนื่องของการพยายามปั่นเรื่อง เพื่อให้เกิดภาพอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลคุณสมัคร... !!!
... นัยนี้แม้จะถูกปฏิเสธจากสมาชิกพรรคพลังประชาชนอย่างถ้วนหน้า
... แม้จะถูกตอกกลับอย่างแสบๆ คันๆ ตรงไปตรงมา จากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ สมัคร
... และแม้จะถูกปัดไม่เป็นเรื่องจริงจากปากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคนสนิมรอบข้างแล้ว

แต่ความพยามนี้ยังคงดำรงอยู่ ... ดำรงอยู่อย่างที่เห็นจากการจ้องถาม จ้องใช้กลลวงป้อนคำถามของกลุ่มสื่อเผด็จการ เพื่อให้เกิดอาการหลุดปากของใครก็ได้ที่เกี่ยวข้อง
และนั่นก็ย่อมหมายถึง ใครบางคน ยังคงดำรงอยู่ พร้อมกับแผนอุบาทว์ทำลายระบอบประชาธิปไตย... ???

เป็นแผนอุบาทว์ที่ซ่อนเงื่อนไว้ในหลายค่ายกล ... กลหนึ่งเกี่ยวข้องกับคดีที่เชียงรายของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร... อีกกลหนึ่งคือแผนลวง เชื่อมโยง พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้บงการอยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชาชน

เป็นแผนอุบาทว์ที่สร้างไว้ด้วยหนึ่งใช้เล่ห์กลทางกฎหมายที่ฝ่ายอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยขีดเส้นไว้ และอีกหนึ่งคือใช้สื่อในมือเผด็จการเป็นเครื่องมือสร้างภาพให้สังคมพุ่งมองไปยังเป้าหมายที่ต้องการ คือ “การยุบพรรคพลังประชาชน”

จึงเป็นเรื่องที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการตั้งคำถาม “นายกรัฐมนตรีซ้อน” ของสื่อ เพราะสื่อผู้น้อยก็ถูกตั้ง ธง ให้ตั้งคำถามดังกล่าวขึ้น แม้จะดูไม่สร้างสรรค์ต่อกระบวนการประชาธิปไตย หรือแม้แต่ไม่ให้เกียรติแก่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

เพราะ ธง ก็คือ การยุบพรรคพลังประชาชน... !!!!

ความแข็งแกร่งทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์การเมืองอันยาวของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช พร้อมการไม่ออกมาเผชิญหน้ากับผู้สื่อข่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แผนอุบาทว์ของใครบางคนจึงไม่อาจแผ่รังษีอำมหิตออกมาได้

แต่นั่นก็ใช่จะจบ เพราะหนึ่ง นอกจากแผนอุบาทว์ยุบพรรคพลังประชาชนแล้ว อีกหนึ่งคือสงครามทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาลยังดำเนินอย่างควบคู่กันไปด้วย

ควบคู่ทั้งฝ่ายเผด็จการ และควบคู่ในฝ่ายประชาธิปไตย เพราะในท่ามกลางเชิงถอย ย่อมมีเชิงรุก สำหรับยุทธการชำระล้างคราบไคลเผด็จการ

หนึ่งคือ ปลดกลไกซ่อนเงื่อนของกฎหมาย อีกหนึ่งคือขจัดแขนขา ขจัดตัวเล่นทั้งเรือ ทั้งม้า ทั้งโคน สู่การรุกฆาต...!!!!

แต่หากกล่าวในเชิงการบริหารงานแล้ว การโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ต่อการสั่งการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหารระดับสูง อย่างไรก็เป็นความชอบธรรม

ชอบธรรมทั้งในเป้าหมายสัมฤทธิผลของงาน และก็ชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 19 กันยายน 2549 คือความไม่ชอบธรรมที่บังเกิดขึ้นก่อน...

เป็นความไม่ชอบธรรม เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค.ใช้กำลังทางทหารเข้ายึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชน เมื่อ 19 กันยายน 2549

เป็นความไม่ชอบธรรม... หลัง คปค. ตรารัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 กดหัวประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จัดตั้งองค์กรพิเศษลากพวกตัวเองเข้าไปนั่ง ปั่นเรื่องเอาผิดทั้งพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยและคนประชาธิปไตยอย่างมากมาย

เป็นความไม่ชอบธรรม... หลัง คปค.แปลงร่างมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. จัดตั้งรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย พร้อมสั่งย้ายข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน จำนวนมากมาย อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

เป็นความไม่ชอบธรรม... เพราะ คมช.และองค์กรอิสสระที่ตั้งขึ้น ใช้อำนาจรัฐ ทั้งปั่นหัว กดหัวประชาชน ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จนเป็นผลพวงของปัญหามาจนถึงขณะนี้

เป็นความไม่ชอบธรรม... เพราะกลุ่มข้าราชการเชื้อสายเผด็จการใช้อำนาจหน้าที่ สกัดกั้นพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย อย่างสุดลิ่มทิ่มตำ ไม่ใยดีแม้กระทั่งสังคมจะมองอย่างไร

ท้ายสุด มันยังเป็นความไม่ชอบธรรม.... ที่ประชาชนคนไทย ไม่ควรต้องตกอยู่ในภาวะหวานอม ขมกลืน ลำบากยากเข็ญ มาอย่างยาวนานตลอดห้วงเกือบ 2 ปี ที่ผ่านมา

และทั้งหมดที่กล่าว ก็คือความไม่ชอบธรรมที่อุบัติขึ้นจากฝ่ายอำนาจนิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย 19 กันยายน 2549 ที่มีข้าราชการกลุ่มหนึ่งเป็นสมุน....!!!!

สมุน ที่เสมือนหนึ่ง คือผู้สนับสนุนให้โจรเข้ามาปล้นบ้าน และยังคงเป็นสมุนที่ยังคงดำรงอยู่ เพื่อขัดขวางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลประชาชน และขัดขวางอุดมการณ์ประชาธิปไตยของประชาชน

ไม่เพียงกระทรวงสาธารณสุขที่ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ถูกโยกย้ายจากเลขาธิการองค์การอาหารและยา หรือ อย. ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ที่หลังการยึดอำนาจ ข้ามหัวใครต่อใครเข้านั่งตำแหน่ง เลขาธิการ อย. ได้อย่างสะดวกโยธิน

ไม่เพียงกรมประชาสัมพันธ์ ที่นายปราโมช รัฐวินิจ ถูกโยกย้ายจาก อธิบดีกรมฯ ไปนั่งคุมโครงการโทรทัศน์อาเซียน ที่เก้าอี้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็ได้มาหลังการยึดอำนาจ แบบบุญหล่นทับ ที่ต้องทดแทนคุณ ใช้ช่อง 11 และวิทยุในเครือข่าย ประชาสัมพันธ์รัฐบาลเผด็จการและกลุ่มคนสนับสนุนเผด็จการอย่างหน้าตาเฉย ออกนอกหน้าแม้กระทั่งร่วมวงแผนยึดสัมปทานโทรทัศน์เสรี ไอทีวี

ไม่เพียง กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่โยกย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ไปเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ปปท.

ไม่เพียงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ถูกคำสั่งฟ้าผ่า จากเก้าอี้ผู้บัญชาการฯ มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยตำแหน่งใหญ่คุมตำรวจทั้งประเทศ ก็ได้มาหลังยึดอำนาจ

เป็นอำนาจที่ใช้สั่งสลายการชุมนุมของประชาชนที่หน้าบ้านสี่เสา ด้วยก๊าสน้ำตา สเปย์พริกไทย ทำร้ายประชาชน...!!!!

มาถึงวันนี้ ... วันที่ประชาธิปไตยหวนกลับคืนสู่สังคมไทยอีกคำรบ จึงไม่ใช่แค่เป็นความชอบธรรมในการโยกย้ายเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องกระทำด้วยซ้ำไป....

เพราะบ้านเมืองมันสกปรก ...เพราะเป็นหนึ่งในหน้าที่ที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้มอบหมายให้รัฐบาลเข้าไปชำระทำความสะอาด ให้เชื้อร้ายจากอำนาจเผด็จการหมดสิ้นไปจากบ้านเมืองไทย

มาถึงวันนี้แล้ว .... ทั้งข้าราชการสมุนเผด็จการ .... ทั้งสื่อสมุนเผด็จการ หากยังไม่เข้าใจ เห็นทีประชาชนต้องช่วยเปล่งเสียงดังๆ กันแล้วว่า “ขออภัยด้วย .... กำลังล้างบ้าน” ครับ....

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว โดย : พร ภัทร

โอกาสครั้งสำคัญพรรคประชาธิปัตย์

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เปิดมิติใหม่ทางการเมืองไทย ด้วยการลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท.0100/ 889 เรื่อง ขอทราบข้อมูลและข้อเสนอแนะ โดยเรียนเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีเนื้อหาใจความว่า

“ด้วยปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และตระหนักในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยรัฐบาลได้น้อมนำหลักการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหลักการการแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ ในการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ซึ่งหลักการดังกล่าวจำเป็นที่ทุกภาคส่วน ต้องร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผมตระหนักดีว่าท่านเป็นผู้หนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญและข้อมูลในเรื่องดังกล่าว

จึงใคร่ขอข้อมูลและข้อเสนอแนะจากท่าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวัน เวลา และสถานที่แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร หรือเพื่อความสะดวกจัดส่งข้อมูลเป็นเอกสารให้ก็ได้ จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง”

เหลือเชื่อไหม กับ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งสวมบทบู้ล้างผลาญเป็นงานถนัด กลับมาเล่นบทประนีประนอมยอมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชาติรุดหน้าต่อไป

ที่ว่าเป็นมิติใหม่ทางการเมือง คือการแก้ไขปัญหาโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา ยอมรับฟังข้อเท็จจริง และ ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาจากหลาย ๆ ฝ่าย ก่อนนำข้อมูลมาตัดสินใจในการทำงานต่อไป

อยู่ที่ว่าท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่ ที่ประชุมกรรมการบริหารและ ส.ส.ของพรรค ว่าจะดำเนินการตามคำร้องขอหรือไม่

ปัญหาข้อเท็จจริง คงไม่ต้องพูดกันมาก ต่างคนต่างรู้ดีว่าอะไรคืออะไร อย่ามัว “สาวไส้ให้กากิน”วิธีการ และ การแก้ไขปัญหาต่างหาก คือ สิ่งที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพูดจากัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นมรรคเป็นผล จะทำอย่างไร มากกว่า

นโยบายและมาตรการของพรรคประชาธิปัตย์ ในการหาเสียงเลือกตั้ง 2 ครั้งหลังนี้ยังต้องปรับเปลี่ยน เพราะมีการไปประกาศปฏิญาณในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัด ในช่วงยุคนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค พอมาถึงยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายในการหาเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แปลกแตกต่างกันออกไป

การใจกว้าง เปิดโอกาสให้ คณะรัฐมนตรี(เงา) ของฝ่ายค้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ จึงเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญไม่น้อย

ที่จริงเรื่องนี้เสี่ยงกับการถูกโจมตีทั้งทางเปิด และทางใต้ดิน ว่า เป็นการเสียหน้า ต้องไปพึ่งพาข้อมูลของฝ่ายค้าน เป็นรัฐมนตรีทั้งทีจะ ไร้กึ๋น ไร้น้ำยา ซึ่งเป็นความคิดที่อาจจะผิดก็ได้ เพราะการเปิดสถานการณ์การเมืองยุคใหม่แบบนี้ ในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ไม่มีอะไรจะเสียหายในการจะนำไปโจมตี ใครหยิบยกเรื่องดังว่านี้ขึ้นมา นั่นต่างหากที่ควรจะถูกด่ากลับไป ไอ้พวกไม่รักชาติ ไอ้พวกคิดหาประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

หากมองอีกทางคือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียที่มั่นคงในภาคใต้ ตั้งแต่ จังหวัดชุมพร ลงไปถึง ยะลา ปัตตานี และ นราธิวาส เป็นการเปิดโอกาสให้ตนเองได้แสดงฝีไม้ลายมือว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนอย่างไร เป็นการวัดกึ๋น วัดฝีไม้ลายมือ

หาก พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นข้อเสนอใดๆ เช่นการเป็น หัวหน้าคณะทำงาน ประธานคณะกรรมการ ในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างมรรคผลให้เกิดกับการทำงานครั้งนี้ เชื่อว่า ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะใจกว้าง เพราะทุกคนทุกฝ่ายอยากเห็นการแก้ไขปัญหาสำเร็จลุล่วง

หากการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ทำได้สำเร็จจริง เครดิตย่อมจะเกิดจากทั้ง พรรคการเมืองทุกพรรคนี่แหละ ไม่ต้องแย่งผลงานกัน เพราะ ทุกพรรคการเมืองต้องเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาชาติ

ที่ผ่านมา 4-5 ปี หน่วยราชการหลายแห่ง เข้าไปทำหน้าที่ แต่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายสำคัญนั่นคือความเข้าใจ เข้าถึง และ พัฒนา ส่งผลให้การขยายตัวในขอบเขตปัญหามันกินลึกเข้าไปถึงเนื้อใน

ขบวนการโจรก่อการร้าย แอบอ้างศาสนา ทำลายชีวิตและทรัพย์สิน ของผู้บริสุทธิ์ หลายพันชีวิต มุ่งหวังเพื่อจะทำสงครามจิตวิทยา ทุกรูปแบบทั้งการยั่วยุ การสร้างสถานการณ์ การปลุกปั่น การปลุกระดม สร้างความแตกแยก ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับนานาชาติ ทั้งหมดนี้โจรก่อการร้ายต้องการการสร้างความชอบธรรม เพื่อเข้ายึดพื้นที่มาปกครองตนเอง

ขณะที่คำสั่งจากหน่วยราชการ ที่ลงไปในระดับปฏิบัติมีปัญหา ส่งผลกระทบเป็นช่องโหว่ ! ในการปฏิบัติการในพื้นที่ หลายอย่าง

รัฐบาลหลายรัฐบาล ไม่กล้าใช้มาตรการเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ในการเข้าไปจัดการปัญหาให้ถึงแก่นแท้อย่างจริงจัง ปัญหาจึงถูกบ่มเพาะปัญหาจนเรื้อรัง ยากจะเยียวยาแก้ไข

เราจึงน่าจะให้ พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ได้เข้าไปทำงานเหล่านี้บ้าง หากทำสำเร็จ ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ต่อนักการเมือง ต่อพรรคการเมือง จะเกิดกับพี่น้องประชาชน เป็นคุณานุประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน

ทุกปัญหาย่อมมีทางแก้ไข หากเราร่วมมือร่วมใจกัน สร้างชาติ สร้างอนาคต โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา

นี่แหละคือการเมืองแนวใหม่ ยึดหลักความสมานฉันท์เป็นที่ตั้ง เอาผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง ผลประโยชน์ส่วนตัว ผลประโยชน์ทางการเมือง เอาไว้เป็นลำดับรอง ๆ ลงมา

เป็นตัวอย่างอันดีให้กับพี่น้องประชาชน ในการสมานฉันท์ ในการเป็นเอกภาพ ในการหวงแหนปฐพีผืนแผ่นดินเกิด เราจะรักษาปกป้องไม่ให้ใครมาแย่งชิงพื้นที่ไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว พื้นที่ที่บรรพบุรุษไทยเราได้สละเลือดเนื้อและชีวิต ปกป้องรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานของเรา ถึงเวลาที่เราจะร่วมกันทำงานเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและผู้บุกรุกผืนแผ่นดินไทย ในทุกรูปแบบ และ ทุกวิถีทาง


พลิกโฉม...สื่อของรัฐ (จบ)

หากพูดถึงสื่อของรัฐ เป้าหมายแรกคนส่วนใหญ่คงจะนึกถึง สทท. 11 ที่เป็นความภูมิใจของรัฐบาล ว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยกว่าช่องพาณิชย์ทั่วไป แต่ด้วยเหตุผลใดจึงกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ย่ำแย่ที่สุดในสายตาคนไทย ทิศทางของช่อง 11 จากนี้ไปหลังการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หน้าตาจะเป็นอย่างไร และยังมีภารกิจอะไรอีกบ้างกับการพัฒนาสื่อของชาติ ติดตามกันต่อจากปากคำของ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หน้าตารูปแบบรายการของช่อง 11 จากนี้ไปจะมีรูปแบบอย่างไร
ยังไม่คิดถึงขั้นนี้ เพราะถ้าผมลงไปล้วงลูกถึงรายการมากมันจะรวน ผมจะวางคอนเซ็ปต์อย่างไรก่อน เพราะช่อง 11 เราจะตั้งโครงให้เป็นยังไง เอาใครเข้ามาช่วยให้มันเป็นไปได้ นอกจากนั้นก็ต้องใช้สมองเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นจะเป็นสมองรัฐมนตรีสิ มันต้องเป็นสมองของคนเก่งๆ ที่เราจะดึงเข้ามาช่วย

จะเป็นรูปแบบสารคดีแห้งๆ หรือเปล่า
มันก็ต้องมีทั้งเปียกทั้งแห้งทั้งโชก ทั้งอ่อนหวาน อาจหาญ ก้าวร้าว คือมันจะเป็นสถานีที่ตั้งโครงอยู่ที่การพัฒนาผู้ชมและสังคม ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม ช่องที่เรายกมาเป็นตัวอย่างเรื่อยๆ อย่าง เนชันแนลจีโอกราฟิก หรือ ดิสคัฟเวอร์รี่ ชาแนล ลองไปดูสิ แต่ละช่องไม่เหมือนกันเลย เนชันแนลจีโอกราฟิกจะเป็นสารคดีแบบคลาสสิก เรียบๆ ตามรูปแบบ แต่ดิสคัฟเวอร์รี่ ชาแนล จะมีแบบการ์ตูนมั่ง แข่งขันมั่ง รายการแบบโชว์เพียวมั่ง อะไรบ้าง ไปจนถึงด็อกคิว ดราม่า ดิสคัฟเวอร์รี่ ก็ยังมี เช่น เรื่องการเข้าไปพิสูจน์คดีฆาตกรรมและเบาะแสต่างๆ แบบที่ใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์

ตั้งใจจะให้เป็นทีวีช่องที่มีการพัฒนาบทบาทในการพัฒนาทุกๆ บทบาท เช่น การเมือง การศึกษา
ถูกต้อง ที่เรียบง่ายที่สุดและตรงที่สุดก็คือ เป็นสถานีที่คนดูแล้วติดใจอยากดูต่อ และเมื่อดูเสร็จแล้วฉลาด
ตอนนี้ก็ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเข้าไปปรับโครงสร้างภายในกรมประชาสัมพันธ์ก่อน แล้วจากนั้นจึงจะเข้าไปทำงานใกล้ชิดกับช่อง 11 โดยตรง เราจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อปฏิรูปช่อง 11 โดยเฉพาะ แล้วผมจะให้นโยบายผ่านคณะกรรมการนี้ลงไป

การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของช่อง 11 ที่ประชาชนมองว่าเป็นทีวีของรัฐ มีความยากหรือจะมีข้อครหาตามมาหรือไม่
ไม่ยากเลย เปลี่ยนหน้าจอเมื่อไรมันก็เปลี่ยน หน้าตาของคณะกรรมการ ก็เป็นคนเนี่ยแหละ ส่วนข้อครหานั้นถ้ามีแล้วค่อยตอบ ถ้าบอกว่าเตี้ย เราก็จะได้หาคนสูงมา ถ้าบอกว่าไม่สวย จะไปหาคนสวยเพิ่ม ก็ต้องรอให้เขาครหาก่อน ถ้าจะมีข้อครหา

คิดจะสานต่อแนวทาง SDU หรือไม่
SDU เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งจะนำช่อง 11 ออกมาบริหารอย่างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผมจะเข้าไปศึกษาว่ามีประโยชน์ต่อการที่จะต่อยอดหรือไม่ ถ้าหากมีประโยชน์ก็จะฝากให้คณะกรรมการชุดนี้เขาให้ความเห็นด้วย ถ้าหากมันไม่ได้ประโยชน์ก็ต้องหาวิธีการใหม่ พูดง่ายๆ ว่าผมไม่ทำคนเดียวในเรื่องแบบนี้ จะดึงคนเป็นกลุ่มก้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อจะพัฒนาต่อไป

ในเรื่องทีวีอาเซียนมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
ในเดือนกรกฎาคมนี้ ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลงานสื่อจะถูกเรียกว่า รัฐมนตรีข่าวสาร (Information Minister) เขาก็จะมีเหมือนกันใน 10 ประเทศอาเซียน รัฐมนตรีของไทย โดยตัวผมเองจะเป็นประธานรัฐมนตรีข่าวสารอาเซียน ซึ่งเรียกว่า อาเซียน เอไอเอ็น
หน้าที่ก็คือ ต้องสร้างความร่วมมือทางด้านข้อมูลข่าวสารในทุกรูปแบบในโซนอาเซียน ซึ่งเมื่อประเทศไทยเป็นประธานเราก็ควรจะมีงานเอก หรือผลงานที่เราภาคภูมิใจโชว์เพื่อนอาเซียนบ้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โครงการโทรทัศน์อาเซียน ซึ่งแปลว่าจะเป็นโทรทัศน์ช่องใหม่ขึ้นมาเลย แล้วก็มีการผลิตคอนเทนต์หรือเนื้อหาสาระจาก 10 ประเทศมาอยู่ในจอเดียวกัน โดยคนดูทั้ง 10 ประเทศจะสามารถจูนได้โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งจะต้องศึกษากันต่อไป
รายการนั้นก็น่าจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่จะมีซับไตเติ้ลเป็นภาษาท้องถิ่น เพื่อสามารถดูได้ รายการไม่ได้เป็นเพียงสารคดีหรือการให้ความรู้หรือข่าวเท่านั้น อาจจะมีภาพยนตร์อินโดนีเซีย มีประกวดโฟล์กซองฟิลิปปินส์ อาจจะมีเทศกาลเชิดมังกรที่สิงคโปร์ อาจจะมีขับรถกินอาหารที่อาเซียน 10 ประเทศ ไล่กันเรื่อย จะเป็นช่องที่เกี่ยวกับอาเซียนทั้งหมด
ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ด้วยว่า คนที่ดูแล้วจะต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกอาเซียน หรืออาเซียนสปิริต คือ เกิดความรู้สึกว่าอาเซียนเราเป็นหนึ่งเดียวกันนะ เราอย่าไปมองว่ามาเลเซียต่างจากเรา เราอย่าไปมองว่าบรูไนอยู่ไกล เราอย่ารู้สึกว่าเวียดนามเป็นคู่แข่ง อยากให้มองให้รู้ว่าเราก็เป็นก้อนเดียวกัน ที่ร่วมมือกันได้ และโทรทัศน์อาเซียนจะเป็นโทรทัศน์ที่ดึงเอายอดฝีมือของแต่ละประเทศมารวมกันผลิตรายการ
ส่วนสถานีจะตั้งอยู่ที่ไหนอย่างไรนั้น เดี๋ยวค่อยไปคิดกัน เพราะว่าไทยเราเป็นเจ้าของโครงการ เราจะคิดไปเบ็ดเสร็จหมดเดี๋ยวคนอื่นเขาไม่มีส่วนคิด เขาจะไม่สบายใจ เราก็ทำเป็นเพียงตุ๊กตาคร่าวๆ ไปช่วยกันคิดในกลุ่ม เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐมนตรี ประธานในที่ประชุมรัฐมนตรีข่าวสารอาเซียน โดยตัวผมเอง จะนำเสนอต่อที่ประชุมว่าผลิตโครงการอะไร

กำหนดระยะเวลาในการเปิดโทรทัศน์อาเซียนไว้อย่างไรบ้าง
พูดยาก เพราะว่ามันเป็นงานร่วมมือระหว่างประเทศ เราก็ต้องคุยกันก่อนว่าเขามีความพร้อมอะไรหลายๆ อย่างมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากผมเลือกได้ตามใจ ผมก็ฝันอยากจะเห็นโทรทัศน์อาเซียนเกิดขึ้นและดำเนินการชนิดดูได้ทั่วภูมิภาคอาเซียน ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีหลังจากที่เราประกาศร่วมกัน ซึ่งหมายความว่า ประมาณกลางปีหน้า 52 เราจะได้เห็นโทรทัศน์อาเซียน

ในส่วนของทีวีกีฬาเป็นอย่างไรบ้าง
ทีวีกีฬาเป็นโครงการร่วมกันระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรีกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยรัฐมนตรีคือ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และผมได้จับมือแถลงข่าวร่วมกันไปแล้ว ประกาศจุดเริ่มต้น เรียกว่า เป็นคิกออฟ เจตนาก็คือ เราต้องการสร้างสถานีที่เป็นเรื่องกีฬาล้วนๆ เพื่อจะให้เกิดวัฒนธรรมกีฬาขึ้นมาในประเทศไทย คนไทยไม่ใช่อยากแค่ดูกีฬาหรือพนันกีฬา แต่อยากจะลงไปเล่นกีฬาด้วย อยากจะเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย อยากจะมีกิจกรรมที่มันสร้างสรรค์ต่อสุขภาพ
ช่องนี้จะเป็นกีฬาและนันทนาการ วิธีการดำเนินการก็คือ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูเรื่องเนื้อหาและสาระ โดยประสานกับสมาคมกีฬาทั้ง 61 สมาคม ใครจะทำอะไรว่ามา โดยทางเราคือกรมประชาสัมพันธ์ก็จะหาคลื่นให้ แต่ผมในฐานะที่ดูแล อสมท. ด้วย ก็อาจจะไปทาง อสมท. มาคลื่นไหนเหมาะที่จะมารองรับเรื่องนี้
โดยจะมีภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ร่วมผลิตเต็มไปหมดเลย แต่ในด้านของเนื้อหาสาระผมจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ผมให้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดูแล เพราะฉะนั้นใครสนใจจะทำเรื่องเนื้อหาสาระจะจัดรายการ นู้นไปทางนู้น กระทรวงนู้น กระทรวงนี้จะคอยเป็นสถานีให้อย่างเดียว เพื่อที่จะทำให้มันไปสู่คนได้มากที่สุด

การทำแบบนี้คนมองว่าเป็นการทำเพื่อรองรับทีมแมนฯ ซิตี้
ก็เขาอยากดูไหมล่ะ แมนฯ ซิตี้ คือ มันไม่ได้เป็นช่องกีฬาช่องเดียวในโลกหรือในประเทศไทย เพราะฉะนั้นการมีอะไรขึ้นมาเนี่ย ช่องกีฬาต้องลงไปแข่งขันการได้มาซึ่งสิทธิการถ่ายทอดสดในการนำเสนอรายการ เพราะฉะนั้นจะออกมาเป็นทีมไหนอย่างไรนั้น มันไม่สามารถไปกำกับตัวเองได้ในตอนนี้
เอาว่าอย่างนี้ก็แล้วกัน เมื่อตั้งสถานีกีฬาขึ้นมาแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะรู้เองว่าเนื้อหาสาระมันก็จะโอนอ่อนไปเรื่อย มันก็จะปรับตัวไปตามความสนใจในตอนนั้น ทำไมไปนึกถึงบอลอย่างเดียวล่ะ ทำไมไม่นึกถึงปัญจสีลัต ทำไมไม่นึกถึงตะกร้อลอดห่วง ทำไมไม่นึกถึงเรื่องของแข่งโรเลอร์เบส ทำไมไม่นึกถึงเรื่องสเก็ตน้ำแข็งล่ะ ทำไมไม่คิดถึงเรื่องแคมปิ้งล่ะ ทำไมต้องไปดูนกล่ะ ทั้งหมดนี้เป็นกีฬาทั้งนั้น ซึ่งสามารถที่จะมีอยู่ในจอทีวีได้ด้วย

มีแนวทางในการนำเสนอความเป็นไทยไปสู่ต่างประเทศอย่างไรบ้าง
ความเป็นไทยคงต้องแทรกอยู่ในทุกอณูของสื่อในประเทศไทย แต่ต้องยอมรับว่าเราต้องพัฒนาความเข้าใจในความเป็นไทยด้วยกันนะ ความเป็นไทยของผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป กับความเป็นไทยของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมา อาจจะไม่เหมือนกัน แต่ทั้งสองคนก็เป็นไทย เด็กที่ตัดผมสกินเฮด กับผู้ใหญ่ที่ไว้ผมทรงมหาดไทย ก็เป็นคนไทยทั้งคู่
แล้วจะใช้ความเป็นไทยของใครในจังหวะไหน เหล่านี้มันเริ่มต้นจากการที่ว่า เราต้องอย่าห่วงมากเกินไป ว่าเราจะต้องนำเอาค่านิยมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในเมืองไทยมาเป็นมาตรฐานและบังคับให้คนไทยกลุ่มอื่นๆ ต้องทำตาม ผมเชื่อว่าความเป็นไทยที่เราดำรงเอกราชอยู่ได้ เพราะเราปรับตัวได้ทุกยุค มีอะไรมาใหม่คนไทยรับแหลก แต่ก็ทิ้งเร็ว ทำให้คนไทยเนี่ยเป็นเห่อแฟชั่น แต่ก็ไม่เห่อนาน และก็รับของใหม่แล้วก็ทิ้งของเดิมไป วัฒนธรรมรับเร็วทิ้งเร็ว มันทำให้คนไทยรักษาเอกลักษณ์ของตนเองได้ค่อนข้างดี
นั่นก็คือ คนไทยไปเรียนเมืองนอกกี่ปี คบฝรั่งกี่คน ถึงเวลาก็เป็นไทยอยู่นั่นเอง ตรงนี้เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด แม็คโดนัลด์ มาขายแฮมเบอร์เกอร์อยู่เมืองไทย เมืองฝรั่งที่ไหนๆ เขาก็ต้องใส่ถาดแล้วไปเทเอง คนไทยตั้งหลายสาขาแม็คโดนัลด์ต้องหาคนมารับใช้เก็บไปทิ้งให้ เพราะฉะนั้นนิสัยไทยก็ไม่เปลี่ยนหรอก ถึงแม้จะรับเขามาก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่าห่วงเลย เพียงแต่ห่วงว่าให้รักษาของดีๆ ไว้มากๆ

ภาพลักษณ์ของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่จะต้องเป็นอย่างไร
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ควรจะมีวิสัยทัศน์ในเรื่องของเทคโนโลยีสื่อเป็นหลัก ให้รู้ว่าสื่อมีแนวโน้มพัฒนาเทคโนโลยีไปด้านไหน ก็ควรจะลงทุนในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ในการวางแผนด้านสถานีโทรทัศน์วิทยุ หรือเว็บไซต์ของตัวเองในขณะนั้น
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ไม่ควรจะโกง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ไม่ควรที่จะอิงแอบเผด็จการ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ไม่ควรกะล่อน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ควรที่จะรักงานราชการของตัวเองเท่าๆ กับรักประชาชนที่ต้องการการพัฒนาตัวเอง และสุดท้าย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ดีก็ควรที่จะตระหนักชัดว่าอำนาจในการควบคุมสื่อของตนเองมันเริ่มจะลดน้อยถอยลงไปแล้ว ควรจะเริ่มหาทางร่วมมือกับสื่อใหม่หรือสื่อภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อดำรงฐานะของการเป็นกระบอกเสียงของภาครัฐต่อไป

จะมีแนวทางในการจัดระเบียบสื่ออื่นๆ อย่างไรบ้าง
ยังไม่เคยพูดเรื่องการจัดระบบสื่อ ต้องรอให้พร้อมก่อน ในขณะที่เราพัฒนาสื่อภาครัฐให้ตอบโจทย์การพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเอง เราต้องไว้ใจให้ประชาชนพัฒนาขึ้นมา เพื่อเป็นนักรบให้เราในการกำจัดสิ่งที่เป็นผักตบชวาของสื่อมวลชนเหล่านี้ ซึ่งเอาไปถักไปทออะไรก็ไม่ได้ คือผักตบชวาของจริงยังเอาไปถักทออะไรได้ แต่ว่าผักตบชวาแบบนี้เนี่ยเอาไปให้อะไรกินก็เป็นพิษ เพราะฉะนั้นเราต้องทำสองอย่างพร้อมกัน
นั่นก็คือ การพัฒนาสื่อภาครัฐให้ตอบโจทย์มากที่สุด ขณะเดียวกันก็หวังว่าผลจากการนั้น จะทำให้สังคมลุกขึ้นมาเปรียบเทียบว่าสื่อไหนที่เป็นสื่อมวลชนที่เขายอมรับได้ แล้วสื่อไหนที่เป็นเพียงยาพิษที่มันเคลือบอยู่ในรูปสื่อ เพราะว่าประชาชนเองก็รักตัวเอง รักลูกหลาน รักครอบครัว คงไม่อยากที่จะรับประทานยาพิษในคราบสื่อ

การโยกย้าย นายปราโมช รัฐวินิจ พ้นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถูกมองว่าเป็นการเช็กบิล
ผมไม่ได้บอกว่าอธิบดีปราโมชโกง หรือว่ารับใช้เผด็จการ ผมบอกว่า อยากให้ท่านมาช่วยงานพัฒนาโครงการโทรทัศน์อาเซียน ถ้าหากว่าเป็นการเช็กบิล พูดอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นจากตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นที่เข้าใจแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ในกรอบที่สมควร เพราะถ้าหากว่าผมเชื่อว่าเป็นเหตุอื่น ก็คงมีการตั้งกรรมการสอบสวน เพราะฉะนั้น ลองคิดดูแล้วกันว่าที่ทำด้วยวิธีการอันนุ่มนวลนี้ เพราะอะไร ไม่ได้มีปัจจัยอื่น เพราะส่วนตัวก็ชอบกันดี สนิทกัน

นายจักรภพ เพ็ญแข
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.ประชาทรรศน์
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551

พลิกโฉม...สื่อของรัฐ (1)

ท่ามกลางกระแสสนใจของประชาชนและสื่อมวลชนโดยทั่วไปถึงทิศทางของสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อภาครัฐ นับแต่วันแรกที่รัฐบาลได้เข้าบริหารประเทศ ว่าจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในประเด็นดังกล่าว นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสื่อของรัฐ ได้แจกแจงไว้อย่างน่าสนใจ

ทิศทางสื่อมวลชนภาครัฐจากนี้ไป จะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ต้องเริ่มเรียนอย่างนี้ก่อนว่าภาครัฐมีสื่อมวลชนในสังกัดเยอะ หน่วยงานหลักๆ ที่ดูแลเรื่องสื่อของภาครัฐ ก็มีกรมประชาสัมพันธ์ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้มีสื่อของตนเอง แต่ว่าเป็นคนทำสัญญา ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสื่อภาครัฐ และที่สำคัญก็คือมีสื่อใหม่ๆ ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในระบบของใครโดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร เช่น เรื่องวิทยุชุมชน เรื่องของโทรทัศน์ดาวเทียม เรื่องของวิทยุท้องถิ่น เหล่านี้เป็นต้น ยังไม่รวมเรื่องของทีวีเว็บ เรดิโอเว็บ หรือว่าไพรเวตมีเดีย อย่างเช่นส่งมาในมือถือ

ทั้งหมดที่พูดมานี้มันเป็นสื่อมวลชนทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งยังไม่ได้มีการพัฒนา เนื่องจากสังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีก็เปลี่ยน พอเข้าใจตรงนี้ก็จะมาตอบคำถามได้ว่า รูปลักษณ์แต่ละที่มันสอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมหรือไม่ คำตอบก็คือยังไม่ได้ตอบสนองเท่าที่ควร

ผมมานั่งตรงนี้ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสื่อภาครัฐ เรายึดตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาข้อ 8.3 เราเขียนไว้ว่าจะส่งเสริมให้ประชาชนผู้รับสารได้รับข้อมูลข่าวสารที่สมดุล เป็นธรรมและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนั้นมันยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะว่าสื่อภาครัฐยังไม่ได้มีการจัดการแบบวิสัยทัศน์ที่ว่านี้ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของวิวัฒนาการที่มาจากสื่อนั้นๆ เอง เช่นกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องของกระบอกเสียงภาครัฐ รัฐจะถูกจะผิดก็เชียร์สะบัด อสมท. เกิดขึ้นจากการที่รวมเอากลไกของรัฐหลายอย่างในตอนนั้น เช่น ช่องสี่บางขุนพรหม วิทยุ แล้วก็สำนักข่าวตั้งรวมกันแล้วเป็น อสมท. เป็นรัฐวิสาหกิจ ภายหลังก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นบริษัทมหาชน

เพราะฉะนั้น อสมท. ก็เป็นบริษัทสื่อภาครัฐที่ควรจะมีความคล่องตัวในการดำเนินการ คือ ควรเป็นกรมประชาสัมพันธ์ที่คล่องตัวกว่า ปรากฏว่าทั้งหมดที่เอ่ยมานั้น เวลาที่ผ่านมาเป็นสิบๆ ปี กลับไม่เป็นอย่างนั้น ช่อง 11 ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์ มีผู้อำนวยการเป็นผู้บริหารระดับ 9 หรือซี 9 กลับทำให้เครือข่ายที่ดีที่สุด เครือข่ายของประเทศไทยคือช่อง 11 ในแง่เทคโนโลยีไปไกลมาก ในแง่เครื่องไม้เครื่องมือสุดยอด ด้านดิจิตัลไม่มีใครจะดีไปกว่าช่อง 11 ในประเทศไทย แต่กลับไม่มีแม้แต่เรตติ้ง

บริษัทสำรวจเรตติ้งมองข้ามช่อง 11 เหมือนสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเลย อะไรที่ออกช่อง 11 นั้น คนก็ยังคงดูแคลนว่าเป็นของคุณภาพด้อยกว่าของที่ออกในช่องพาณิชย์ ทั้งหมดต้องตั้งคำถามว่ามันเกิดความผิดปกติอะไรขึ้น ที่ของดีในภาครัฐเป็นของด้อยคุณภาพในสายตาสังคม เหล่านี้เป็นตัวอย่าง

เพราะฉะนั้นจะขอตอบเรียงทีละอัน กรมประชาสัมพันธ์ ต้องแบ่งออกอย่างน้อย 2 ส่วน ด้วยกัน ชิ้นแรกคือสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ชิ้นที่สองคือสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งมีหลายคลื่นของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอยู่แล้วภายในหน่วยงานของเขา ก็คือ สถานีโทรทัศน์ modern nine สถานีวิทยุ อสมท. และสำนักข่าวไทย ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องยังกระจัดกระจาย ที่เอ่ยไปแล้ว เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลท้องถิ่น ซึ่งอันนั้นเป็นอีกสารบบหนึ่ง

เอาเฉพาะที่เป็นของเราโดยแท้ ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์เมื่อเรารู้ว่าเป็นของดี แต่ถูกบริหารจนกลายเป็นของด้อยคุณภาพ เราก็เลยต้องแก้ไปที่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของช่อง 11 ก็คือ จะต้องย้อนกลับไปหา TOR ตอนตั้งช่อง 11 เลย ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าช่อง 11 ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นโทรทัศน์สาธารณะเครือข่ายแรกของประเทศไทย เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

เพราะฉะนั้นโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยไม่ใช่ TPBS แต่เป็นช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ แต่ด้วยความที่เราไปใส่ในระบบราชการ คนจึงมองว่าเป็นโทรทัศน์ราชการ จะเบิกจะจ่ายงบประมาณเงินดาวน์เงินเดือนก็เลยน้อย

ตั้งใจจะทำให้เหมือนกับ BBC เลยหรือเปล่า
นั่นคือจุดเริ่มต้น ตอนที่ญี่ปุ่นมาขั้นต้นในการก่อตั้งช่อง 11 เขาตั้งใจให้เป็น NHK นะ คนที่ไปตกปากรับคำต้องการให้เป็น BBC นะ เพราะฉะนั้นช่อง 11 เนี้ยมันเพี้ยนขนาดไหนล่ะ จาก NHK มาสู่ช่อง 11 ในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าดูในแง่นี้ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลจะไม่รับผิดชอบได้ยังไง ในเมื่อเรามีนโยบายที่ต้องการจะสร้างสมดุลในการรับรู้ข่าวสาร

เพราะฉะนั้นผมจะเข้าไปตั้งคณะทำงาน เพื่อปฏิรูปช่อง 11 โดยเฉพาะในทุกมุมตั้งแต่ว่ากฎหมายจะต้องมีการแก้ไขอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้สามารถเข้าไปปฏิรูปช่อง 11 ได้มากขึ้น จะต้องไปดูว่าช่อง 11 สามารถเข้าไปดึงทรัพยากรเก่งๆ ที่มาจากภายนอกมาช่วยช่อง 11 ในการทำงานอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ต้องไปแก้ปม แก้กฎระเบียบ และสามก็คือจะต้องเข้าไปตั้งเบนช์มาร์กช่อง 11 ว่ามาตรฐานช่อง 11 ที่เราต้องการให้มันเป็นไปคืออะไร

ฉะนั้นเราเอาคนเข้าไปบริหารต้องสนใจด้วยว่าเราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ประเมินเขา เพราะฉะนั้นนี้คืองานห้วงแรก คือการไปตั้งคณะทำงานและวางงานเพื่อจะได้ให้ผลกลับมา งานห้วงที่สองคือ action plan คือแผนปฏิบัติการ นั่นก็คือ สมมติว่าเป็นการตกลงจะร่วมผลิต จะมีบริษัทที่เข้ามาอย่างโปร่งใสเพื่อมาร่วมกับช่อง 11 เลย แล้วทำรายการให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน

จะมีการสร้างระบบประเมินผลที่ประชาชนผู้รับสารมีส่วนร่วมได้อย่างจริงจัง แนวคิดเรื่องนี้ทาง TPBS เขาก็มีอยู่ เช่นมีสภาผู้รับข่าวสาร เราก็สามารถจะนำมาล้อได้ ถึงแม้จะเกิดขึ้นในสภาของฝ่ายที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย แต่ถ้าหากดีเราก็นำมาใช้ล้อได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นช่อง 11 ก็ควรจะดูแลกำกับระบบอย่างเดียวกัน คือประชาชนเข้ามาชี้ว่าไอ้ที่คุณพยายามปฏิรูปนั้นมันดีขึ้นหรือเปล่า อันนี้เป็นเหตุที่ติดตาม

เหตุสุดท้าย ก็คือการที่ช่อง 11 จะต้องขึ้นไปอยู่ในฐานะที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับช่องพาณิชย์อื่นๆ ได้ ถามว่ารูปธรรมคืออะไร บริษัทที่วัดเรตติ้งต้องยอมวัดช่อง 11 ช่อง 11 นี้ไม่มีเรตติ้งนะรู้ป่ะ เขาตีค่าให้ศูนย์ เขาไม่วัดให้เลย ทั้งที่ความจริงก็มีรายการดังๆ บางรายการที่คนดูกันเยอะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันนี้เขาไม่วัดเรตติ้งให้ แสดงว่าเขาไม่สามารถที่จะผลักตัวเองไปสนามเล่นของผู้ใหญ่ได้ เหมือนคนที่ว่ายน้ำในสระเด็ก

เหตุผลเหล่านี้หรือเปล่าที่เป็นที่มาของ modern eleven
ท่านนายกฯ ก็ตั้งชื่อเล่นไปอย่างนั้นล่ะ แต่ความจริงถึงเวลา เราก็ต้องหาชื่อหาเสียงให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นช่อง 11 จะต้องกลับเขามาสู่ความเป็นทีวีสาธารณะที่มีคุณภาพและมีคนดู เป็นทางเลือกที่ชัดเจนสำหรับสังคมและผู้รับสาร ขอตอบสั้นๆนะ รายละเอียดมีอีกเยอะ

สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำอะไรให้เช่าช่วงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นต้องตั้งคำถามว่าแล้วคุณทำอะไรเป็นมั่ง ถ้าคุณให้เอกชนเช่าไปหมด แล้วคุณทำอะไรเป็นมั้ง ตอน กสช. เข้ามา คุณก็มาโอดครวญ กสช. บอกว่าผมเป็นกรมประชาสัมพันธ์ ผมขอเก็บคลื่นวิทยุไว้ 5 คลื่น เขาก็จะตีแสกหน้ากลับมาว่า ไอ้ตอนมีคุณไม่เห็นทำเองเลย คุณให้คนอื่นเขาทำ แล้วคุณมีความสามารถทำเองเหรอ

เพื่อประโยชน์ของกรมประชาสัมพันธ์ ผมจึงจะพิจารณาว่าจะดึงสัมปทานเหล่านี้กลับมา เพื่อจะให้กรมประชาสัมพันธ์ทำเองมากที่สุดหรือไม่ โดยที่กระบวนการทำตรงนี้จะไปร่วมมือกับภาคเอกชนภายนอก ในรูปแบบที่เป็นการร่วมผลิต เพื่อจะให้เกิดเป็นผลงานใหม่ในวิทยุขึ้น

การดึงเข้ามาจะเป็นการทำให้อีกฝ่ายมองว่าเป็นการเอากลับมาให้พวกพ้องตัวเองหรือไม่
ไม่หรอก เพราะว่ามันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนเช่าช่วงหนึ่งมาเป็นอีกเช่าช่วงหนึ่ง ผลประโยชน์ในวงการนี้เขามีกันก่อน มันเกิดขึ้นจากการให้เช่าช่วง แต่การแค่มาร่วมผลิตเนี่ย มันแทบจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ก็คือมันเป็นการแบ่งกำไรกันไปโดยชัดเจน เพราะฉะนั้นความโปร่งใสจะอยู่ที่ว่าคนตัดสินใจมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทร่วมผลิตหรือไม่ ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จบ แต่ถ้าเช่าช่วงเนี้ย เขาจะมาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้กับกรมโดยตรง

เพราะฉะนั้นเนี้ยถ้าเลิกการเช่าช่วงจากรายหนึ่งมาให้เช่าช่วงใหม่อีกรายหนึ่ง จะเกิดข้อครหาแน่ ซึ่งก็จะพยายามหลีกเลี่ยง

หลักเกณฑ์ในการร่วมผลิตรายการเป็นอย่างไรบ้าง
ทุกคนมีสิทธิ์เข้ามาทั้งนั้น เพียงแต่ต้องผ่านเกณฑ์ว่าพฤติกรรมที่ผ่านมาของแต่ละคนได้ส่งเสริมความเข้าใจของประชาชนอย่างได้สมดุลหรือไม่ หรือว่ามีพฤติกรรมในการสร้างความแตกแยก แล้วก็เสนอข่าวให้ข้างใดข้างหนึ่ง เหล่านี้ก็ต้องตั้งเป็นเกณฑ์ด้วย ซึ่งไม่ใช่เป็นเกณฑ์เพื่อป้องกันใครโดยเฉพาะ แต่ว่าต้องตั้งคำถามถึงพฤติกรรม

เพราะถ้าหากว่าผมอุตส่าห์ตั้งระบบใหม่ แล้วยังอุตส่าห์ไปรับเชื้อโรครายเดิมกลับเข้ามาสู่ระบบใหม่เนี้ย มันก็เท่ากับเอาซีดีที่ติดไวรัสมาใส่ในเครื่องคอมพ์เรา มันก็ทำให้ระบบติดเชื้อไปด้วย แต่การกรองเชื้อหรือการฆ่าเชื้อนั้นเนี้ย มันต้องมีเกณฑ์ที่สังคมภายนอกมาช่วยกันคิด ไม่ใช่ผมเป็นคนคิดคนเดียว

ในส่วน อสมท. ก็คงจะพูดในภาพรวมว่า อสมท. เป็นบริษัท เพราะฉะนั้นเนี้ยเราจะไม่ได้ไปตั้งเกณฑ์เหมือนกรมประชาสัมพันธ์ว่าต้องอย่างนี้อย่างนั้น แต่จะไปตั้งเกณฑ์ในเชิงนโยบายเชิงธุรกิจว่า อสมท. เนี้ยในรูปแบบปัจจุบันทำรายได้เท่ากับรัฐมากเพียงพอหรือไม่

ขณะเดียวกันก็ต้องดูถ่วงดุลกับการบริการสังคม เพราะเราไม่ได้หาเงินเพียงอย่างเดียว ต้องบริการสังคมด้วย แต่เนื่องจากเป็นบริษัท จะมาบอกว่าบริการสังคมจะมาขาดทุนก็ไม่ได้ เพราะตัวมีหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นที่จะต้องทำให้เกิดเป็นกำไรต่อ อสมท. ด้วย

เพราะฉะนั้นผมจะไปดูในรูปแบบที่บริหารบริษัท เราไปในฐานะผู้แทนของผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็คือกระทรวงการคลัง และไปปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้นรายย่อยใน อสมท. ด้วย เพราะฉะนั้นผมจะไม่เข้าไปแจกแจงเหมือนกับทางกรมประชาสัมพันธ์ แต่จะไปดูในภาพรวมมากกว่า

จะมีการเปลี่ยนแปลงหัวเรือใหญ่ของ อสมท. หรือไม่
ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เพราะว่าลาออกถึง 5 คน มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงโดยปริยาย คือคณะกรรมการบริหาร อสมท. เราไม่มีนโยบายในการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าในเมื่อกรรมการบริหารลาออกแล้วถึง 4 คน รวมทั้งประธานเป็น 5 คน ก็จะมีการแต่งตั้งคนใหม่เข้ามา ซึ่งตรงนี้ก็จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เอาคนที่มีความรู้ความสามารถและสังคมยอมรับได้เข้ามา

TPBS มีรูปแบบของการเป็นทีวีสาธารณะชัดเจนมากน้อยแค่ไหน
TPBS เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำคอนเซ็ปต์ที่ดีมาทำแบบตามใจตัวเอง จนกระทั่งโมเดลของทีวีสาธารณะเนี่ยถูกตั้งคำถามจากคนหลายรูปแบบ แต่ในเมื่อรัฐบาลชุดนี้เข้ามาหลังจากที่มีนโยบายไปแล้ว เราก็ต้องเคารพในกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

แต่เราก็มีสิทธิ์เต็มที่ ที่จะสร้างการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์อย่าง TPBS ด้วยการพัฒนาช่อง 11 นี้แหละไปแข่งขันกับ TPBS เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลก็คือ สร้างการแข่งขันที่สร้างสรรค์ ระหว่างทีวีสาธารณะของรัฐ ซึ่งเราจะยกช่อง 11 ขึ้นมาเป็นอย่าง TPBS

ถามต่อว่าจะเสียหายอย่าง TPBS หรือไม่ ก็คงไม่เสียหาย เพราะว่าเขาก็ต้องแข่งขัน ไม่มีใครบอกว่า TPBS จะต้องเป็นเพียงโทรทัศน์สาธารณะรายเดียวในประเทศ ไม่มีใครบอกอย่างนั้น ส่วนพวกคนเขาจะดูอันไหนมากกว่ากัน สถานีไหนจะมีอิทธิพลและผลกระทบต่อคนมากกว่ากัน อันนี้ขึ้นอยู่กับฝีไม้ลายมือ ซึ่งในฐานะที่เป็นคนมืออาชีพทั้งหลายใน TPBS จะมาโอดครวญไม่ได้ ก็ต้องย่อมเข้าสู่รูปแบบการแข่งขัน

นายจักรภพ เพ็ญแข
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้สัมภาษณ์พิเศษ นสพ.ประชาทรรศน์
วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551

คิดถึง “ลุงเสมอ ดามาพงศ์”

วันนี้เป็นวันนักข่าว และเป็นวันแรกที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นประธาน ก.ตร. โดยตำแหน่ง

ไม่ทราบว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เพิ่งถูกนายสมัครออกคำสั่งเด้งไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี จะไปรอพบเพื่อถามถึงเหตุผลการปลดหรือไม่ หรือจะเป่านกหวีดให้บรรดาชมรมเพื่อนเสรีมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

ซึ่งถ้ามีการเป่านกหวีดเกิดขึ้น คงทำให้นายสมัครต้องคิดหนักที่คิดผิด ที่ยั้งดาบไว้ไมตรี เอาเถอะเมื่อเสียงนกหวีดยังไม่ดัง ก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้

ในการประชุม ก.ตร. วันนี้ มีข่าวว่าจะมีการเสนอให้นายตำรวจที่ถูกย้ายออกไป เมื่อครั้งที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึดอำนาจการปกครองประเทศจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำขบวนโดย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย เพื่อนนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ได้กลับเข้ามาแล้ว 1 คน เป็นการชิมลาง

การที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ จะกลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมทุกประการ เพราะเมื่อครั้งที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร เพียงแต่เป็นพี่ชายของภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

และ...เมื่อเร็วๆ นี้ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ประกาศต่อหน้าข้าราชการในวันชี้แจงนโยบายต่อข้าราชการว่า ข้าราชการคนใดที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรมเมื่อครั้งที่มีการทำรัฐประหาร ขอให้ทำหนังสือร้องเรียนมาได้ จะดูแลแก้ไขให้

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จึงอยู่ในข่ายที่นายกรัฐมนตรีป่าวประกาศทุกประการ

เพียงแต่ว่าการกลับเข้ามาสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช น่าจะประเมินสถานการณ์รอบด้านได้ว่า หากให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเลย

เรตติ้งที่เป็นบวกในการออกคำสั่งย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะติดลบทันที จะเป็นการตอกย้ำข้อกล่าวหาของผู้ที่ตั้งหน้าจองล้างจองผลาญว่า ที่ออกคำสั่งย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นคำสั่งของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพราะมีการไปตีความจากคำพูดของนายสมัคร ที่ว่ามีคนเสนอเรื่องมาหนักกว่านี้ แต่เลือกเรื่องที่เบาที่สุดเพื่อไว้ไมตรีกัน

จริงอยู่ในความเป็นจริง หากไม่เกิดเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน 2549 พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะต้องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เพราะอาวุโสสูงสุด

เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมา ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ไม่ได้ก่อ

ผมไม่ได้สนิทรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ แต่ในอดีตจัดเป็นนักข่าวคนหนึ่งที่ให้ความเคารพนับถือ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ และท่านก็ให้ความเอ็นดูผมพอสมควร ผมจะเรียกท่านติดปากมาจนถึงวันนี้ว่า “ลุงเหมอ”

เมื่อลุงเหมอเดินทางไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร 4 ผมก็เดินทางไปกับขบวนของท่าน และถูกสั่งแกมบังคับว่าให้ลงไปคุยกันเดือนละครั้ง ในฐานะที่เป็นคนปักษ์ใต้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาโจรปล้นรถทัวร์ ซึ่งในห้วงเวลานั้น เกิดขึ้นถี่เหลือเกิน ส่วน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ไปเป็นสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.ภูเก็ต

ในที่สุดเมื่อ พล.ต.ท.เสมอ ไปรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธร 4 คุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ท่านยังคงติดนิสัยการทำงานที่ทำเป็นประจำเมื่อครั้งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ว่าคดีเกิดที่ใดในเขตนครบาล ไม่ว่าเวลาใด พล.ต.ท.เสมอ จะต้องเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง

ทำให้ตำรวจภูธร 4 ต้องตื่นตัวทำงาน เพราะไม่ทราบว่าผู้บัญชาการจะเดินทางมาตรวจพื้นที่วันไหน เมื่อตำรวจทำงานกันจริงจัง ทำงานอย่างมีระบบทั้งการป้องกันและปราบปราม ทำให้โจรปล้นรถทัวร์สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ภาคใต้จนถึงวันนี้

นี่คือผลงานของลุงเหมอที่ต้องจารึกไว้ โดยผมมีส่วนในการเสนอหน้าไปรับรู้และช่วยประชาสัมพันธ์ผลงานให้คุณโจรรับทราบว่าตำรวจเอาจริง

ซึ่งเท่าที่รู้จักเคารพนับถือลุงเหมอมาตลอดนั้น สิ่งหนึ่งที่กล้าพูดและพิสูจน์ได้ คือ ความไม่ทะเยอทะยาน ทุกตำแหน่งที่ได้มา เป็นฝีมือและผลงาน

อย่างเมื่อครั้งที่ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร 4 ซึ่งสมัยนั้นโจรเยอะมาก แต่ลุงเหมอยินดีที่จะเดินทางไป ทั้งๆ ที่พอจะเจรจากันได้ในทุกๆ เรื่องกับเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นอธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น คือ พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์

ทำให้ผมเชื่อว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ น่าจะรับสภาพกับกรรมที่ไม่ได้ก่อได้ โดยการกลับเข้ามาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติสักปี

ปล่อยให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รอง ผบ.ตร.รักษาการในตำแหน่ง ผบ.ตร. ในขณะนี้ และหากสอบผ่านก็จะขยับเป็น ผบ.ตร. เต็มตัวในอนาคตอันใกล้ แล้วจะเกษียณอายุราชการปี 2552

เมื่อถึงวันนั้น จะไม่มีเสียงครหา จะมีบ้างก็เสียงนกเสียงกา ในการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งสามารถอยู่ยาวจนถึงปี 2555 เวลาเหลือเฟือสำหรับเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมักจะมีอาถรรพ์ ใครที่อายุราชการยาวนาน มักอยู่ไม่ถึงวันเกษียณ


จักรภพ เผยหากมีการเปลี่ยนแปลงใน อสมท ต้องคำนึงถึงประโยชน์ประชาชน

อสมท 5 มี.ค.-"จักรภพ"ตรวจเยี่ยมบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ระบุจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ย้ำการเมืองจะไม่เข้ามาแทรกแซง ชี้การแต่งตั้งบอร์ด อสมท ที่ว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง จะเน้นให้มาจากทุกภาคส่วน

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างตรวจเยี่ยม บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ว่า ในการกำกับดูแลสื่อได้คิดไว้แล้วในใจว่า หลักการที่จะใช้ดูแล อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องต่างกัน เพราะปัจจุบัน อสมท เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีจุดละเอียดอ่อนที่สุด คือ ต้องดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกัน อสมท ก็เติบโตมาด้วยวัฒนธรรมองค์กร ที่ยึดมั่นในการรับใช้ประชาชน ดังนั้น จะต้องรักษาจุดสมดุลดังกล่าวให้เหมาะสม ซึ่งในการผลักดันและบริหารจะต้องใช้วิธีปรึกษาหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน ในรายละเอียดต้องมีการพิจารณากันเป็นโครงการ ๆ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการสรรหาคณะกรรมการ หรือบอร์ด อสมท ที่ปัจจุบันว่างอยู่ 9 ตำแหน่ง ว่า หลักที่จะใช้คือดูความเหมาะสมให้บอร์ดมีองค์ประกอบที่มาจากทุกภาคส่วน เนื่องจากที่ผ่านมามีการเข้าใจที่ผิด ๆ ระหว่างคำว่าประชาชนและภาคประชาชน

เมื่อถามว่าทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาลมักเกิดการเปลี่ยนแปลงใน อสมท นายจักรภพ กล่าวว่า จำเป็น เพราะการเมืองควบคุมดูแลอยู่ จึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อนำมาสู่องค์กรดูแลสังคม โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องผลประโยชน์ใด ๆ และไม่ต้องการให้มองว่า อสมท จะเป็นเหมือนอดีต ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะต้องมีการเปลี่ยนผู้บริหาร หรือมองว่าการเมืองจะต้องเข้ามาแทรกแซง เพราะในบางครั้งสิ่งที่การเมืองดำเนินการ ก็เป็นไปตามกรอบที่ต้องการให้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 11:10:53

จักรภพ เชื่อ ทักษิณ วิจารณ์ คมช.ไม่มีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บมจ.อสมท 5 มี.ค. - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ การที่อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาวิจารณ์การทำงานของ คมช. และรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของ บมจ.อสมท ว่าการวิจารณ์ คมช.ของอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อต่างชาติครั้งนี้ ถือเป็นการให้ความเห็นในฐานะพลเมือง ไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือใช้อำนาจอิทธิพลใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยยังเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง

นายจักรภพ ในฐานะกำกับดูแลสื่อทั้ง อสมท และกรมประชาสัมพันธ์ ระบุว่า การดูแลจะต่างกันเนื่องจาก อสมท เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จุดที่ละเอียดอ่อนของ อสมท คือ ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนด้วย

ทั้งนี้ยอมรับอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อยากให้มองว่าเป็นการแทรกแซง เพราะสิ่งที่การเมืองทำ เป็นไปตามกระบวนการการบริหารที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น พร้อมยืนยันว่า การสรรหาบอร์ด อสมท ที่ว่าง อยู่ 9 ตำแหน่ง จะคำนึงถึงความเหมาะสมให้องค์ประกอบมาจากทุกภาคส่วน .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 11:04:47

ลดภาษีเพิ่มเงินคนไทย [5 มี.ค. 51 - 16:26]

เมื่อวานนี้ ครม.หมัก 1 คงทำคลอดออกมาเรียบร้อยแล้ว มาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ ของ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง ที่เสนอให้ลดหย่อนภาษีมากมาย เพื่อเพิ่มรายได้ประชาชนและกระตุ้นการลงทุนในภาคเอกชน

นโยบายเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนทั้งประเทศอย่างนี้ เป็นนโยบายที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนมานานแล้ว ผมเขียนกระทุ้งมาทุกรัฐบาล เป็นมาตรการที่ผมเห็นว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าการลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติเสียอีก

เมื่อวานนี้เหมือนกัน ผู้นำโสมขาวคนใหม่ ประธานาธิบดี ลี เมียง มัค ก็ประกาศ ลดภาษีน้ำมันลงมาร้อยละ 10 เพื่อลดต้นทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำ รวมทั้งมาตรการทางภาษีอื่นในการช่วยเหลือภาคเอกชน เช่น คงอัตราค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ไปจนถึงการลดค่าเล่าเรียนของสถาบันการศึกษาภาคเอกชน เป็นต้น

มันเป็น “หน้าที่ของรัฐบาล” ที่จะต้อง “ขาดทุน” เพื่อทำ “กำไร” ให้กับประชาชนและภาคเอกชน เมื่อประชาชนรวย บริษัทเอกชนรวย ประเทศก็รวย เพราะเก็บภาษีได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ผมชอบใจ “นโยบาย 747” ของผู้นำโสมขาวคนใหม่ ฟังดูง่ายแต่ท้าทายดี คือ จะทำให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวร้อยละ 7 ในช่วง 5 ปีที่ดำรงตำแหน่งเพิ่มรายได้ของคนเกาหลีใต้เป็นหัวละ 40,000 ดอลลาร์ (1.3 ล้านบาท) ต่อปี ภายใน 10 ปี และผลักดันให้เศรษฐกิจเกาหลีใต้ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก

เขียนถึงผู้นำประเทศที่มีวิชั่นกว้างไกลแล้ว ผมก็ออกไปไกลทุกที กลับมาที่มาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของ “หมอเลี้ยบ” รัฐมนตรีคลังกันดีกว่าครับ

หมอเลี้ยบบอกว่า การเพิ่มค่าลดหย่อนทางภาษี โดยเฉพาะกับประชาชนระดับฐานราก เพื่อให้มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน และรัฐบาลก็จะได้ภาษีมูลค่าเพิ่มมาชดเชยรายได้ ที่ลดลงจากการลดภาษีให้ประชาชน

นี่คือ การคิดที่ใช้ “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” อย่างแท้จริง

ถ้ามาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจของหมอเลี้ยบไม่ถูกใครขัดคอใน ครม.แล้ว มนุษย์เงินเดือน ทั้งหลายจะได้ลดหย่อนเพิ่มขึ้นมากมายดังนี้

หนึ่งคนมีเงินเดือน เดือนละ 12,500 บาท ไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่ สตางค์เดียว

สองเพิ่มลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตจาก 5 หมื่นเป็น 1 แสนบาท

สามเพิ่มลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจาก 3 แสนบาทเป็น 5 แสนบาท เป็นต้น

ในภาคธุรกิจ นอกจากลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในตลาดหลักทรัพย์แล้ว บริษัทนอกตลาดที่ซื้อเครื่องจักรประหยัดพลังงานก่อน 31 ธันวาคม 2553 จะได้รับยกเว้นภาษีร้อยละ 25 บริษัทที่ซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ผลิตสินค้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ จะหักค่าเสื่อมราคาได้ร้อยละ 40 ของมูลค่า ไปจนถึงการลดภาษีธุรกิจเฉพาะและลดค่าธรรมเนียมการโอนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ก็เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายด้านใช้ได้เลยทีเดียว

ผมดีใจที่รัฐมนตรีคลัง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มองเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวของไทย ซึ่งโตโดยพึ่งการส่งออกถึงร้อยละ 70 ถือว่าขาเป๋ไปแล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดความสมดุล รัฐบาลที่ผ่านมาก็ดีใจกับตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้น โดยไม่สนใจคนไทยในประเทศที่แย่กันหมด เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นถึงได้ ถดถอยอย่างที่เห็น

วันนี้ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมา กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ กันอย่างจริงจังเสียที เพิ่มจีดีพีในประเทศเพื่อสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทดแทนการส่งออกที่อนาคตเริ่มไม่สดใส เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯส่อแววถดถอยชัดเจนแล้ว

คนไทยรวย ประเทศไทยก็รวย ดีกว่าต่างชาติรวย แล้วคนไทยจน ประเทศไทยจนแน่นอนครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย

เหตุผลบนความจริง [5 มี.ค. 51 - 16:12]

ผลการเลือกตั้ง ส.ว.ทั่วประเทศ ที่ผ่านมาชี้ถึงอะไรหลายอย่าง ทั้ง ความไม่เอาไหนของรัฐธรรมนูญ ที่ค่อนข้างจะขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย ทั้ง ประสิทธิภาพของ กกต. และความรู้สึกเบื่อหน่ายการเมืองของประชาชน ไปจนถึงบทสรุปความล้มเหลวของการปฏิรูปทางการเมือง

เมื่อวิเคราะห์จากตัวเลข จำนวนผู้มาใช้สิทธิ มีอยู่ประมาณร้อยละ 55 จากจำนวนผู้มีสิทธิ 44 ล้านคน มาใช้สิทธิลงคะแนนแค่ 25 ล้านคนเท่านั้น

ประการต่อมา ในจำนวนของผู้มาใช้สิทธิ กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโนโหวต ถึงประมาณ 2 ล้านคน เรื่องนี้ไม่ธรรมดา กกต.ควรจะหาเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร ด้วยเหตุที่ไม่รู้จักตัวผู้สมัครก็เลยตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร หรือเซ็งการเมืองจริงๆ ถ้าเป็นด้วยเหตุผลหลังก็จะอันตราย

ระบอบประชาธิปไตยจะถูกครอบงำได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ กกต.จะต้องนำปัญหาเหล่านี้ไปหาทางรีบแก้ไขโดยด่วน อย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค หรือปรับแผนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เสียใหม่

โดยเฉพาะ กกต. จะต้องปรับปรุงตัวเองอย่างไรบ้าง

ภาคประชาชนก็มีปัญหา คนที่ใกล้ข้อมูลมากที่สุด อวดว่ารู้จักการเมืองดีที่สุด กลับไปใช้สิทธิไม่ถึงครึ่ง โดยเฉพาะคน กทม.ไปลงคะแนนกันที่ประมาณร้อยละ 40 เท่านั้น ส.ว.กทม.ได้คะแนนสูงสุดที่ 7 แสนกว่าคะแนน คือ คุณรสนา โตสิตระกูล อย่างไรก็อย่าลืมไปลาออกจากบอร์ด อสมท ก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเจอเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้า เป็นอันว่าคนที่ใกล้ความเจริญมากที่สุดกลับไม่ค่อยสนใจจะไปใช้สิทธิ

หรือถนัดแต่วิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น

ความจริงการลงคะแนนเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไม่ได้วุ่นวายอะไร ไปถึงเจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประชาชน รับบัตรเข้าคูหาไปกาเลือกแค่คนเดียว ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็เรียบร้อย แต่ชาวบ้านกลับขาดแรงจูงใจที่จะไปเลือกตั้ง

ผมว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะกลับไปคิดเป็นการบ้าน ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย คิดจะออกแอ็กชั่นตัดสิทธิ์ผู้สมัครให้ใบแดงใบเหลือง มุ่งแต่เรื่องซื้อสิทธิขายเสียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถจูงใจให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการไปเลือกตั้ง ให้เกิดจิตสำนึกในประชาธิปไตยได้ ก็ไม่มีประโยชน์

ถือเป็นความล้มเหลวของ กกต.ด้วยซ้ำ

ผมว่าหลักการอย่างหนึ่งของประชาธิปไตยก็คือ การยืดหยุ่น เพราะหัวใจของประชาธิปไตยจริงๆหรือความเป็นอิสระทางสิทธิและเสรีภาพ

บ้านเรามักจะลื่นไปตามกระแสมากกว่าจะอยู่บนเหตุผลข้อเท็จจริงดูอย่างเรื่องที่ นายกฯสมัคร สุนทรเวช จะจัดการ เรื่องหวย เรื่องบ่อน ให้ถูกต้องตามกฎหมายนั่นปะไร ตีโพยตีพายกันใหญ่

ไม่รู้จะไปดัดจริตกันทำไม รอบบ้านเปิดบ่อนกันครึกโครมดูดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ ทั้งนี้และทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการควบคุมให้เข้มงวดได้อย่างไรมากกว่า มัวแต่ดัดจริต เจ้ามือหวย พ่อค้ายาบ้า เลยใช้เงินสกปรกซื้อเสียงเข้ามาเป็นนักการเมืองเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ไม่รู้ว่าปรารถนาดีหรือประสงค์ร้ายกันแน่ พับผ่า.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก