“บ่อนล้อมบ้าน” คืออะไร??ทำไม “บ่อน” จึงล้อม “บ้าน” มันมีความเป็นมาอย่างไร??? ทำไม “บางกอกทูเดย์” จึงนำเอาประเด็นนี้มาพูดถึง...เพราะมัน “อินเทรนด์” เป็น “ข่าวฮอต” ที่เกิดจากจินตนาการลื่นไหลของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 นายสมัคร สุนทรเวชแต่...สำหรับเมืองไทย ที่เต็มไปด้วย เอ็นจีโอ หรือ การเมืองภาคประชาชน สิ่งที่ นายกฯ สมัคร คิดหวัง ใช่ว่าจะสำเร็จได้ทุกเรื่องดังเช่น...ความพยายามที่จะให้เมืองไทยมี “คาสิโน” เป็นครั้งแรก เป็นรายแรก หรืออาจเป็น “รายสุดท้าย” เป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายมาก...!! ก่อนพูดถึง “บ่อนล้อมบ้าน” ขอหยิบยกกรณีการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาประกอบด้วย
ถือเป็น “ทูอินวัน” ก็แล้วกัน... หากจะมีกลุ่มก้อนใด ออกมาต่อต้านการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ของรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่ว่า...เหมือนเก็บ “ระเบิดเวลา” ไว้ในบ้านล่ะก็ถ้าจำลองสถานการณ์ “วิกฤติพลังงาน” หากประเทศเพื่อนบ้านรายรอบไทยต่างพากันสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เพราะน้ำมันดิบจะหมดไปจากโลกในอีก 40-50 ปีข้างหน้า คำถาม คือ...คนไทยและเมืองไทย ยังจะรอดพ้นความวิตกกังวลเรื่อง “ระเบิดเวลา” หรือไม่??? เปล่าเลย!!!
หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยและเมืองไทยยังจะ “สุ่มเสี่ยง” กับ “ระเบิดเวลา” ไม่ต่างจากคนในประเทศนั้นๆ รวมถึงคนในภูมิภาคนี้ด้วยนี่คือเรื่องจริงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ที่ “บางกอกทูเดย์” หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา ก็หวังจะ “ยิงปืนนัดเดียว” แต่ทำให้สังคมไทยได้ “ฉุกคิด” ใน 2 เรื่องพร้อมๆ กัน เรื่องแรก “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” กับ “วิกฤติพลังงาน” เพราะสิ่งนี้...จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยในไม่ช้านี้และเรื่องหลัง ซึ่งกำลัง “ฮอต” อยู่ในขณะนี้ ก็คือ “คาสิโน” หรือ “บ่อนพนันถูกกฎหมาย”นายกฯ สมัคร สุนทรเวช พูดชัด!!! หากรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี คนไทยได้เห็น “คาสิโน” แน่
แต่ “คาสิโน” ในความหมายของ นายกฯ สมัคร หาใช่การ “เปิดบ่อนเสรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ หรือบางคนพยายามจะชี้นำให้คนอื่นเข้าใจเช่นนั้น...แต่อย่างใดเอาล่ะ! หน้าตาของ “คาสิโน” ในเมืองไทยจะเป็นเช่นใด มีรูปแบบการบริหารจัดการอย่างไร และใครจะเป็นคนลงทุน...เดี๋ยวค่อยว่ากันประเด็นที่สังคมไทยอยากรู้ก็คือ...ถ้าเมืองไทยมี “คาสิโน” มันจะเกิดอะไรขึ้น??? กลับกัน หากถูกต่อต้านกระทั่ง รัฐบาล “สมัคร 1” มิอาจจะเปิด “คาสิโน” ได้ เมืองไทยและคนไทยจะได้หรือเสียอะไร? อย่างไร? สถานการณ์ของ “คาสิโน” ในปัจจุบัน คือ ทุกประเทศที่อยู่รายล้อมเมืองไทย ต่างก็เปิด “บ่อนพนันถูกกฎหมาย” หรือ “คาสิโน” เต็มพรืดไปหมด…รวมกันกว่า 10 แห่ง (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ) และที่กำลังจะเปิดใหม่อีกอย่างน้อย 3 แห่ง 2 แห่งเป็นของรัฐบาลสิงคโปร์ หลังจากที่เคย “ปิดกั้น” มายาวนานกว่า 40 ปี ในยุคของ “ลีกวนยู” อีก 1 แห่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้แต่เป็นเรื่องจริง ก็คือ...
บ่อนในฝั่งลาวบริเวณ “สามเหลี่ยมทองคำ” บริเวณ “แขวงบ่อแก้ว” ซึ่งนายทุนจีนร่วมลงขันนับ “หมื่นล้านบาท” หวังจะตี “บ่อนพนัน” ฝั่งพม่า “ท่าขี้เหล็ก” โดยมี นักเล่น “ได้-เสีย” ชาวไทย เป็นลูกค้าหลักรายสำคัญหมายความว่า...ทุกประเทศรายรอบไทย ต่างก็มีบ่อนพนันเป็นของตัวเองกันหมด แล้วมันจะต่างอะไรหากรัฐบาลของเพื่อนบ้าน...สร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” เล่า???หาก รัฐบาล “สมัคร 1” มิอาจทานกระแสสังคม กระทั่งตั้ง “คาสิโน” ไม่ได้ ก็ไม่ทำให้ “นักพนันไทย” เลิกเล่นพนันหรือเลิกเอาเงินจากฝั่งไทย ไปสร้างความเจริญในประเทศเพื่อนบ้าน
ข้อมูลลึกกว่านั้นที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มาก็คือ...ความพยายามของกลุ่มนายทุนจีน ที่อาศัย “ไลน์เซ่น” ของรัฐบาลลาว สร้าง “หวยออนไลน์” ผ่านทางอินเตอร์เน็ต หวังมากินเงินคนไทย...ทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซื้อขายกันผ่านอินเตอร์เน็ต...ปีละ 2 งวด งวดละครั้ง ครั้งละ 1,000 บาทต่อหมายเลข 1 ชุด ชุดละ 10 หลักหรือมากกว่านั้นโดยมีเงินรางวัลล่อใจ หากถูกรางวัลที่ 1 พ่วงแจ๊กพอต...มากสุดถึง 1,000 ล้านบาท ตรงนี้...น่ากลัวเสียยิ่งกว่า “คาสิโน” เป็นไหนๆ “คาสิโน” ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงๆ จึงจะได้เล่น แต่ “หวยออนไลน์” ของลาว เล่นได้ทุกวัน...ทุกเวลา โดยไม่จำกัดสถานที่ อายุ หรือเพศของนักเล่นเรื่องพรรค์นี้...อ้ายอีที่คิดจะต่อต้าน ที่สุด...ต้านกันได้หรือไม่? แค่ไหน?
ชัดเจนแล้วว่า...แต่ละปีมีนักพนันไทย ขนเงินบาทออกไปเล่นพนันใน “คาสิโน” ฝั่งเพื่อนบ้านหลายหมื่นล้านบาท ไม่เพียง...พม่า เขมร มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว ฮ่องกง มาเก๊า ไกลถึงลาสเวกัส นักพนันไทย...ขนเงินออกไปสร้างความมั่งคั่งและความเจริญให้กับประเทศเหล่านี้เกือบหมดแล้ว ขณะเดียวกัน หาก “รัฐบาลสมัคร 1” ผลักดันในทุกกลวิธี เพื่อให้ประชาพิจารณ์ “เป็นคุณ” กับแนวคิดการเปิด “คาสิโน” ล่ะก็ คนไทยและเมืองไทยจะได้อะไร??? หากยังจำกันได้ ช่วงที่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นำ “หวยใต้ดิน” ขึ้นมาไว้ “บนดิน” แม้จะมีข้อครหาตามมาอย่างมากมาย เกี่ยวกับการนำเงินรายได้ “หวยบนดิน” ไปใช้แบบ “ผิดประเภท”
แต่สังคมไทยก็พออุ่นใจว่า เงินจาก “หวยบนดิน” บางส่วน ยังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความเจริญ รวมถึงนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลแนวคิด “คาสิโน” ก็คงไม่ต่างกัน รายได้บางส่วนหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ จะถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศและระบบการศึกษาของไทยหาก “รัฐบาลสมัคร 1” จะพูดชัดๆ ว่า...รายได้ที่เกิดขึ้นจะนำเอาไปใช้เพื่อการใด เช่น นำไปสร้างรถไฟฟ้า สร้างรถไฟรางคู่ หรือสร้างอุโมงค์ผันน้ำ หรืออะไรก็ตามแรงเสียดทานจากกลุ่มคนที่เห็นคัดค้าน จะยังมีอยู่หรือไม่???ถึงตอนนั้น คงต้องว่ากันใหม่แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงก็คือ...บ้านเราทุกวันนี้รายล้อมไปด้วย “บ่อนพนัน” ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพวกที่มีชายแดนติดกันครบทุกประเทศแล้ว
เหลือแต่ “โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์” เท่านั้น ที่ยังไม่สร้างรายล้อมบ้านเราเหมือน “บ่อน” แต่อีกไม่นานก็คงได้เห็น!!!หรือ...เรากำลังจะปฏิเสธสิ่งที่คนไทยมากมายชอบ แต่เรากลับ “ไม่กล้า” ในการใช้โอกาสนั้น สร้าง ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็ทำให้บ่อนเถื่อนที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ก็จะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด...!!สำหรับเมืองไทย...ถึงวันนี้ นายกฯ สมัคร ก็ไม่อาจบอกได้ว่า โอกาสในการมี “คาสิโน” ในเมืองไทยนั้น จะเป็นไปได้แค่ไหน??? เพราะมีนายกฯ ในอดีตหลายคน ที่คิดและพยายามจะให้มี “คาสิโน” ในเมืองไทย แต่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จนายกฯ สมัคร จะทำสำเร็จเป็นคนแรกได้หรือไม่??? ต้องลองถามรองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ชื่อ “หมอเลี้ยบ” หรือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ดู!!!
มีเวลาอีก 1 ปี
ขณะที่คนในสังคมไทยยังคงพูดถึงหัวข้อที่ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช พูดเอาไว้ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อช่วงสาย วันที่ 2 มี.ค. เกี่ยวกับ “บ่อนพนัน”
กระทั่ง สังคมไทยหลงลืม...ภาพ “กราบดิน” ของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปชั่วขณะวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังคงมี “คอมเมนต์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ และน่าสนใจโดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ของ อดีต สนช. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เขายืนยันว่า...เห็นด้วยกับแนวคิดของ นายกฯ สมัคร เพราะจะทำให้เม็ดเงินที่เคยไหลอยู่ในบ่อนเถื่อนและบ่อนชายแดนประเทศเพื่อนบ้านหลายหมื่นล้านบาท กลับเข้าประเทศเสียที
แต่การตัดสินใจทำโครงการ “คาสิโน” จะต้องมีหลัก “ธรรมาภิบาล” คือ เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงเสียก่อน หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรจะเดินหน้า แต่ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็ต้องทำให้ถูกต้องโดยการออกเป็นกฎหมาย ซึ่งการที่นายกฯ สมัคร ประกาศแนวทางในรายละเอียดก่อน ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและอาจจะเกิดการคัดค้านได้มาก
ด้าน นายบรรหาร ศิลปอาชา หน.พรรคชาติไทย ไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะต้องไปศึกษาข้อมูลก่อนว่ามีผลดีและผลเสียอย่างไร ต้องดูผลกระทบและศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องการเปิดบ่อนคาสิโนก่อนว่า จะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมทั้งควรมีการทำประชาพิจารณ์ด้วย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตรอง หน.พรรคชาติไทย บอกว่า อยากเสนอแนะให้ทำประชาพิจารณ์ประชาชนก่อน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบกับประชาชนทุกคน ทั้งนี้ ไม่ขอบอกว่าควรดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้พูดว่าอยู่บนพื้นฐานอะไร
หากอยู่บนฐานสัจธรรมหรือความเป็นจริง ก็พร้อมสนับสนุนให้เปิดคาสิโน แต่หากพูดอยู่บนฐานของศีลธรรมก็จะไม่สนับสนุน นอกจากนี้ เรื่องนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน อีกทั้ง หากมีการเปิดคาสิโนไทยจริง ก็ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับประเทศแถบตะวันตก แต่ให้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านรอบไทยแต่ที่ทำให้สังคมไทยต้องหยุดฟัง เห็นจะเป็นคำพูดจาก “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่บอกในวันเดียวกันว่า...รัฐบาลต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ เพราะยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 1 ปี
การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ควรเร่งรีบ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ถึงรูปแบบการจัดตั้ง “คาสิโน” ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสังคมไทย รวมถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้ามายุ่งเกี่ยว ที่สุดแล้ว เชื่อว่า...ต้องมีการรับฟังความเห็นในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำวิจัยและการทำประชาพิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น.พ.สุรพงษ์ ย้ำว่า การตั้ง “คาสิโน” ต่างจากการขายหวยบนดิน เพราะเรื่องหวยบนดินมีการศึกษาและดำเนินการมาแล้ว มีการสอบถามความเห็นจากประชาชน และมีประชาชนจำนวนมากที่อยากเห็นการนำหวยใต้ดินจากกลุ่มผู้ได้ประโยชน์นำกลับมาขายบนดิน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, March 6, 2008
บ่อนล้อมบ้าน
โละ รธน.
หลังจาก “น.พ.เหวง โตจิราการ” แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ “พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตแกนนำ นปก.เพื่อขอให้มีการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.51ล่าสุด วันที่ 5 ก.พ.51 “นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข”ประธานกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย และคณะ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อพ.อ.อภิวันท์ เป็นรายที่ 2 โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารเป็นโมฆะ“นายสมยศ” บอกว่า จากการเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.49ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำให้ “รัฐธรรมนูญปี2540” ถูกฉีกทิ้ง มีการจัดตั้งรัฐบาล “สภานิติบัญญัติ (สนช.)” และองค์กรเถื่อน ออกกฎหมายมาบังคับประชาชน รวมทั้งยัดเยียด“รัฐธรรมนูญ ปี 2550” มาบังคับใช้ ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองและระบบรัฐสภาดังนั้น “รัฐธรรมนูญ ปี 2550” และกฎหมายที่ออกจาก “สนช.”รวมทั้งคำสั่งของ คมช. จึงเป็นกฎหมายเถื่อนของ “กลุ่มโจรกบฏ”หากปล่อยให้มีการบังคับใช้ เท่ากับว่าเป็นการยอมรับอำนาจเถื่อนยอมรับการรัฐประหารและระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร“นายสมยศ” บอกต่อว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 ที่ผ่านมาและได้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปสู่การมีระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยที่ “คมช.” ได้ยุติบทบาทลงคงเหลือไว้แต่หนังสือที่เป็นบทบัญญัติ เป็นมรดกและสิ่งชั่วร้ายของเผด็จการทหารดังนั้น “กลุ่ม 24 มิถุนาฯ” จึงขอเรียกร้อง คือ 1. ให้ ส.ส.ดำเนินการให้ “รัฐธรรมนูญปี 2550” ที่เป็นคำสั่งของ คมช. ไม่มีผลบังคับใช้ ให้เป็นโมฆะ 2. ให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญ” ตรวจสอบความเสียหายจากรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยให้ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ตัวแทนองค์กรต่อต้านรัฐประหาร นักวิชาการ และองค์กรประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยรวมทั้งตรวจสอบความเสียหายที่มีต่อรัฐ งบประมาณ บุคลากรอันเนื่องมาจากการรัฐประหาร เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้มีมติป้องกันรัฐประหารในโอกาสต่อไปซึ่ง “พ.อ.อภิวันท์” บอกว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่ทางกลุ่มเสนอมา โดยจะประสานกับสถาบันพระปกเกล้าและสำนักวิชาการสภาผู้แทนราษฎร ทำวิจัยถึงผลกระทบต่อ “รัฐธรรมนูญ ปี 2550”ว่ามีอะไรบ้าง“ผมอยากให้มีการแก้ไขโดยหลักวิชาการ ไม่ใช่ทำเพราะความรู้สึกส่วนตัวหรือความอาฆาตมาดร้าย และอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย กฎหมายที่ออกโดย สนช. หลายฉบับดี ส่วนบางฉบับที่มีปัญหา ก็ต้องมาปรับปรุงแก้ไขกันอีกครั้ง”จากข้อซักถามที่ว่า “รัฐธรรมนูญปี 2550” ได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธยแล้ว การออกมาระบุอย่างนี้จะเข้าข่ายการละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่“นายสมยศ” บอกว่า การก่อรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. ถือว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องปฏิเสธทั้งระบบเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีศักดิ์ศรี และประชาชนไม่สามารถยอมรับอำนาจเถื่อนและเผด็จการทหารที่มีโจรกบฏเป็นประมุขได้ส่วนข้อซักถามกรณี หากรัฐธรรมนูญมีความเป็นเผด็จการ ส.ส.ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องลาออกหรือไม่ เพราะมีที่มาไม่ชอบธรรมเช่นกัน“นายสมยศ” บอกว่า ส.ส.ชุดนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนพอมาถึงช่วงนี้ “พ.อ.อภิวันท์” ได้พูดตัดบท “นายสมยศ”ว่า การแก้ไขอะไรก็ต้องมีหลักวิชาการ จะแก้เพราะความรู้สึกของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ ซึ่งสภาฯ จะได้ประสานไปยังสถาบันพระปกเกล้าและสถาบันวิชาการของสภาฯและการตั้ง “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ” ก็เพื่อศึกษาผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยจะคัดเลือกตัวแทนภาคประชาชนและพรรคการเมืองทุกพรรค เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย
ขรก.อย่าสําคัญตัวเองผิด?
จักรภพ ติงขรก.ไม่ใช่เจ้าของประเทศ คิดออกพรฏ.ตั้งสหภาพฯปชช.อย่ามองข้ามคนส่วนใหญ่ที่ไม่รับราชการต่างหาก อย่าผูกขาดอํานาจความชอบธรรมกลุ่มเดียวที่นี่ปกครองระบอบปชต.มิใช่ระบอบอมาตยาธิปไตย ปชช.เป็นศูนย์กลาง
16.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวความคิดในการตั้งสหภาพของข้าราชการ เพื่อปกป้องข้าราชการไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ว่า ถือเป็นสิทธิของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่จะดำเนินการ แต่ต้องติงไว้ว่าประเทศนี้ไม่ได้เป็นของข้าราชการ แต่เป็นของประชาชนที่ไม่เคยรับราชการ และไม่เคยมีญาติพี่น้องอยู่ในตระกูลรับราชการ ดังนั้นการทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับชาติขึ้นมา จะต้องคิดให้ดี เพราะในปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในระบอบอมาตยาธิปไตย แต่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่แปลว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราไม่ควรนำเรื่องการโยกย้ายข้าราชการไปพูดในภาพรวม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นในดีเอสไอ อย. กรมประชาสัมพันธ์ หรือ สตช. เป็นเหตุผลคนละกรณีกัน เพียงแต่เกิดในห้วงเวลาเดียวกันเท่านั้น
เมื่อถามว่า จะฝากอะไรไปถึงนายกสมาคมข้าราชพลเรือนแห่งประเทศ ที่อยู่ใน สปน.หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ขอให้ช่วยกรองข้าราชการ ให้เหลือข้าราชการที่ดีจำนวนมากเอาไว้รับใช้สังคม ไม่ให้ข้าราชการเล่นการเมือง หรือคิดที่จะได้รับประโยชน์จากการอิงแอบตัวเองเข้ากับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการหรือประชาธิปไตย ซึ่งสมาคมข้าราชการพลเรือนฯ จะช่วยได้มาก ส่วนการเสนอให้ออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อตั้งสหภาพฯ นั้น ถือว่าไปไกลเกินไป ข้าราชการอยู่ภายใต้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่ต้องมีกฎหมายใด ๆ ออกมากำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็หมายความว่ามันแย่ลง จึงไม่ควรสื่อสารให้สังคมคิดว่า เกิดสงครามขึ้นแล้ว ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายราชการ แต่ถ้าจะหาทางแก้ปัญหา เพื่อที่จะมาคุยกันอย่างสงบ สันติถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
“ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งสหภาพฯ และเชื่อว่าไม่มีใครผิดเพี้ยนถึงขั้นนั้น อาจเป็นการพูดด้วยอารมณ์ความรู้สึก และคิดว่าข้าราชการใหญ่กว่าทุกคน ซึ่งถ้าคิดผิดก็คิดใหม่ได้” นายจักรภพ กล่าว และว่า หากสมาคมฯ เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นมา ตนก็ต้องดูก่อนว่า เขาจะไปไกลถึงขั้นไหน ทั้งนี้เราไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งอะไรมากขึ้นในสังคมอีก ถ้าไม่พอใจก็ควรใช้ช่องทางปกติในการพูดจากันได้
มท. 1 เย้ย ขรก. ตั้งสหภาพ ทำได้แต่ป้องกันการโยกย้ายไม่ได้ แนะ ฟ้องศาลปกครอง "สมชาย" ชี้ไม่มีกฎหมายรองรับ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดทย กล่าวถึง กรณีที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย จะก่อตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อป้องกันการโยกย้ายข้าราชการจากฝ่ายการเมืองนั้น ว่า สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการโยกย้ายได้ เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการโยกย้ายข้าราชการว่า มีทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ต้องดูว่าการโยกย้ายมีเหตุผลอย่างไร ส่วนที่ระบุว่าโยกย้ายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคดีของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้เรื่องที่จะมีการตั้งสหภาพข้าราชการพลเรือนขึ้นมาเพื่อดูแลให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ จะต้องมีการศึกษาด้านกฎหมายว่าสามารถตั้งได้หรือไม่ แต่เท่าที่ทราบไม่มีกฎหมายรองรับในการตั้งสหภาพข้าราชการพลเรือน ทำได้เพียงการรวมกลุ่มกันเท่านั้น
สื่อคราบนักการเมืองหลุดจอแน่
จักรภพย้ำรบ.ไม่รับผิดชอบหากสื่อคราบนักการเมืองรายใดหายจากจออย่ามาโทษรัฐแทรกแซง ต้องการคนทําอาชีพสื่อมวลชน มิใช่แปลงกายแปลงตนแอบอ้างสื่อบังหน้า รัฐฯไม่มีนโยบายในการปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่อย่างใด
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นว่ารัฐบาล มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งลับที่ให้ยุติการเผยแพร่ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ASTV ในต่างจังหวัดหรือไม่ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาระบุว่าถูกรบกวนสัญญาณและโดนกลั่นแกล้งจนไม่สามารถออกอากาศได้ตามปกติ พร้อมกันนี้ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่ทั้งนี้เห็นว่าหากสื่อรายใด หายไปจากสังคมไทยจริง
คงไม่ใช่ประเด็นการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล เพียงแต่วันนี้รัฐบาลพยายามจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าใครเป็นสื่อมวลชน
และใครเป็นนักการเมืองที่แฝงเข้ามาในรูปของสื่อมวลชน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายในการปิดเว็บไซต์ HI 5หลังพบว่ามีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปใช้บริการ โดยการดำเนินการของรัฐบาลนั้น จะไม่เหมือนกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่ไม่ว่าพบเว็บไซต์อะไรมีปัญหาก็ปิดอย่างเดียว
ยกช่อง11สู้ฃ่องไทยpbs
รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ ปชช.จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ช่อง 11 วันที่ 1 เม.ย.นี้ ลั่นเปิดแข่งขันเสรีเน้นสาระข่าวสารคุณภาพ จับงานลุยต่อโครงการพัฒนาสถานีโทรทัศน์กีฬา และสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังมีโครงการใหม่ๆ ด้านสื่อหลายโครงการ อาทิ สถานีโทรทัศน์กีฬา (Sport Channel) และสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าฐานการดำเนินการจะอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ หรือ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้รัฐบาลจะให้โอกาสทั้ง 2 หน่วยงานเท่าเทียมกันในการเสนอตัวเป็นผู้พัฒนางาน 2 โครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถานีโทรทัศน์กีฬาจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งจะประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างวัฒนธรรม และเศรษฐศาสตร์กีฬา ส่วนสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน จะมีการพัฒนาเป็นวิทยุอาเซียนต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ทั้งช่อง 11 และช่อง 9 วางตารางเวลาไปสู่การเป็นทีวีดิจิตอลโดยเร็ว ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์ของประชาชนนั้น จะต้องหารือกันในรัฐบาลอีกครั้งว่าจะมีมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนเครื่องรับโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลด้วยหรือไม่ อย่างไร
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการปรับโฉมรายการช่อง 11 ด้วยว่า แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกประชาชนจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของช่อง 11 ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ส่วนระยะที่ 2 จะมีการปรับปรุงรายการต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 โดยช่วงนี้จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใดก่อนเดินหน้าเข้าสู่ช่วงที่ 3 โดยช่อง 11 จะทำหน้าที่เป็นทีวีสาธารณะเหมือนกับช่อง TPBS
ชัยเกษม เผยยังไม่ได้รับคำสั่งสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์
กรุงเทพฯ 5 มี.ค. - อัยการสูงสุด เผยยังไม่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นประธานสอบวินัยร้ายแรง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยืนยันพร้อมทำงานหากได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการ
วันนี้ (5 มี.ค.) นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงใน 3 ประเด็น ตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้
“เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็ยังไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการ หรือดำเนินการใด ๆ ได้ ตอนนี้เห็นแต่เพียงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น อย่างไรก็ดี หากได้รับคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะเข้าไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย” นายชัยเกษม กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 34/2551 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการสอบสวน มีนายนัที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นกรรมการ และ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจ เขตตรวจราชการที่ 8 เป็นกรรมการและเลขานุการ
รายละเอียดของข้อกล่าวหาทั้งหมด 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์เพื่อใช้ในราชการ รวมวงเงิน 9,899,578,200 ล้านบาท โดยมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ 2. สั่งการโดยใช้ถ้อยคำมิบังควรและไม่เหมาะสม ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดจัดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2551 และ 3. ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก และตำแหน่งผู้บังคับการฝ่ายปฏิบัติการ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 19:36:26

จักรภพ เชื่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสื่อจะดีขึ้น ถ้าได้รับความเป็นธรรม
ทำเนียบฯ 5 มี.ค. - รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ ระบุสื่อต้องสร้างมาตรฐานในวิชาชีพ และตักเตือนกันเอง เชื่อความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับรัฐบาล น่าจะดีขึ้น หากสื่อให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวันนักข่าว วันที่ 5 มี.ค. ว่า นักข่าวเป็นอาชีพหนึ่งของสื่อมวลชนที่มีความสำคัญ ตนในฐานะที่เคยอยู่วงการสื่อมาก่อน เข้าใจดีว่านักข่าวเป็นคนพิเศษอย่างไร ต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา มีเวลาพักผ่อนน้อย บางครั้งแทบจะมีปัญหากับครอบครัว ที่สำคัญนักข่าวต้องเจอแรงกดดัน ทั้งกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องแข่งขันกัน และยังมีการเมืองในโรงพิมพ์ตัวเอง ทั้งยังต้องมีความอดทนกับแหล่งข่าวที่บางครั้งไม่ค่อยมีเวลา และมีอารมณ์แปรปรวน
“เวลาที่มีข่าวว่า รัฐบาลกับสื่อมวลชนมีเรื่องที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ผมเข้าใจดีว่าไม่ใช่เกิดขึ้นจากตัวนักข่าว แต่เป็นเรื่องของนโยบายที่แตกต่างกัน วันนักข่าวถือว่าเป็นวันสำคัญที่ทำให้เรารำลึกถึงความสำคัญของอาชีพนี้ และเข้าใจเป็นอย่างดีว่า นักข่าวมีความสำคัญต่อระบบสื่อสารมวลชนในบ้านเมือง ขณะเดียวกันก็ควรที่จะได้สร้างมาตรฐานในวิชาชีพกันเอง เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปตักเตือนนักข่าว ก็ไม่เหมาะสมเท่ากับนักข่าวตักเตือนกันเอง” นายจักรภพ กล่าว
เมื่อถามว่า มองความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนกับรัฐบาลชุดนี้อย่างไร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าจะดีขึ้น แม้ว่าจะมีคนคาดคะเนว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะต้องทะเลาะกับนักข่าว หรือรัฐมนตรีหลายคนต้องโดนนักข่าวไล่เบี้ยจนเกิดความโมโหกัน แต่รัฐบาลประชาธิปไตยได้เตรียมการเรื่องนี้มามาก รู้ดีว่าประชาธิปไตยต้องมีคนวิพากษ์ จับผิด และโทษรัฐบาลได้ ซึ่งหน้าที่ของรัฐบาล คือ ต้องขอใช้โอกาสเดียวกันตอบคำถามนักข่าวไปว่า เราไม่ได้ทำอย่างข้อกล่าวหา ตนเชื่อว่าถ้าเราได้รับความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชนก็ไม่น่าจะมีปัญหา. - สำนักข่าวไทย
คตส.ส่งสำนวนคดีหุ้นชินคอร์ปให้ อสส.แล้ว
สตง. 5 มี.ค. - คตส.ส่งสำนวนสรุปผลไต่สวนต่ออัยการสูงสุด จัดการข้าราชการสรรพากร รวมทัังเลขานุการ “คุณหญิงพจมาน” ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเอื้อ “โอ๊ค-เอม” ไม่ต้องเสียภาษีคดีซื้อขายหุ้นชินคอร์ป
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีกล่าวหาข้าราชการกรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ในราคาถูกกว่าราคาตลาด ระหว่างบริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนท์ จำกัด กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเช้า คตส. ได้ส่งตัวแทนไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นสรุปสำนวนผลการไต่สวนดังกล่าว ที่ คตส.มีมติสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้อัยการสูงสุดดำเนินการสั่งฟ้องต่อศาลอาญาต่อไป อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ตัวแทนของ คตส. จะรายงานให้ คตส.ได้รับทราบ และจะนำเข้ารายงานความคืบหน้าในที่ประชุมใหญ่ คตส.อีกครั้ง
นายสัก กล่าวว่า คดีดังกล่าว จะมีขั้นตอนเช่นเดียวกับคดีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี หลีกเลี่ยงภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น แต่ไม่มีระยะเวลากำหนดว่า อัยการสูงสุดจะดำเนินการสั่งฟ้องได้เมื่อใด เพราะคดีนี้จะต้องไปขึ้นศาลอาญา ไม่เหมือนกับคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก และหวยบนดิน ที่ต้องไปขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีระยะเวลากำหนดให้ อัยการสูงสุดต้องดำเนินการสั่งฟ้องภายใน 30 วัน
คดีดังกล่าว คตส.ได้มติให้ยื่นฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องต่ออัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา ในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154, 157 ประกอบมาตรา 83, 84 และ 86 ประกอบด้วย นางเบญจา หลุยเจริญ น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ และนายกริช วิปุลานุสาสน์ โดยทั้งหมดเป็นข้าราชการกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือตอบข้อหารือเรื่องการไม่เสียภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป นอกจากนี้ยังมีบุคคลภายนอกคือ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดคุณหญิงพจมาน ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นด้วย
ความคืบหน้ากรณี คตส.มีมติมอบหมายให้ นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ กรรมการ คตส.ที่รับผิดชอบคดีเลี่ยงภาษีของนายบรรณพจน์ รวบรวมข้อมูลผลสรุปการวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีที่มีมติว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าวไม่มีภาระภาษี 546 ล้านบาท เพราะหมดอายุความแล้ว 5 ปีว่า หลังจาก คตส.ได้มีมติ นายวิโรจน์ ได้ทำหนังสือไปยังกรมสรรพากร เพื่อขอคำวินิจของคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษีฉบับเต็ม เพื่อมาพิจารณาประกอบการต่อสู้คดี และความผิดปกติของคำวินิจฉัย แต่จนถึงขณะนี้กรมสรรพกร ยังไม่ได้ส่งเอกสารมาให้แต่อย่างได โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมคำนินิจฉัย โดย คตส.จะให้เวลากรมสรรพากรส่งเอกสารมาภายในสัปดาห์นี้. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 18:04:25

'สุรพงษ์'โต้พันธมิตรฯ ปัดรัฐบาลเดินเกมยั่วยุ หวังรัฐประหารตัวเอง
รองนายกฯ ระบุรัฐบาลไม่มีแนวคิดตามการวิเคราะห์ของกลุ่มพันธมิตรฯ โยกย้ายขรก.เพื่ออุ้ม'ทักษิณ' เลี่ยงคดีแผ่นดิน หวังยั่วยุประชาชนประท้วงเพื่ออ้างเหตุยึดอำนาจตัวเอง
: ที่ทำเนียบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ ์ถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปลุกระดมให้มีการต่อต้านรัฐบาล โดยวิเคราะห์ชี้นำว่ารัฐบาล วางแผนโยกย้ายข้าราชการ เพื่อยั่วยุประชาชน เพื่อจะนำไปสู่การรัฐประหารตัวเอง เพื่อหวังตัดตอนช่วยเหลือคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
โดยระบุว่า รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้ประกาศต้องการให้เห็นประชาธิปไตย กลับคืนมาสู่ประเทศ ซึ่ง 1 เดือนที่ผ่านมา ที่ได้พบปะพูดคุยกับต่างประเทศ ก็พบว่าความเชื่อมั่นได้กลับคืนมาอีกครั้ง จึงเป็นไปไม่ได้เลย และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมีการทำปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือเพื่อใคร เพราะการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมา ทำให้บ้านเมืองบอบช้ำ และสูญเสียโอกาส ไปมากแล้ว
'ยืนยันได้ว่า การจะปฏิวัติรัฐประหารโดยรัฐบาลปัจจุบัน ไม่มีความเป็นจริงแต่อย่างใด ซึ่งวันนี้ที่อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับมามอบตัวเพื่อต่อสู้คดี ก็เป็นเจตนาที่ตั้งใจต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม หากไม่ตั้งใจเช่นนั้นก็คงไม่กลับมา และรัฐบาลเองยืนยันอยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าพิสูจน์ ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก' นพ.สุรพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะทำให้การทำงานของรัฐบาลลำบากขึ้นหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า นี่คือระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็น ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มอื่นที่มาแสดงความเห็นแตกต่างจากสิ่งที่รัฐบาลทำก็เป็นสิทธิที่ทำได้ และรัฐบาลสมควรที่ต้องอดทนและรับฟัง เพียงแต่ขอให้ตระหนักว่า ขอให้ทุกคนพยายามมีสติ และให้ความเห็นอย่างสร้างสรรค์ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ต่อข้อถามว่า การตั้ง ครม.ขี้เหร่ และการโยกย้ายข้าราชการ เพราะรัฐบาลต้องการยั่วยุประชาชนให้ออกมา ต่อต้านรัฐบาล นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าทุกคนต่างตั้งใจทำงานหนัก และพยายาม ทำผลงานออกมาเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ดังนั้นเรื่องราวที่จะทำกันต่อไปนี้ หรือการโยกย้ายข้าราชการ บางเรื่องก็เป็นเพียงข่าวลือ บางเรื่องก็เกิดขึ้นจริง แต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อต้องการให้เกิด ประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งการโยกย้ายข้าราชการก็เกิดขึ้นได้ในทุกรัฐบาล ซึ่งในที่สุดแล้วหากทำให้ ประสิทธิภาพด้อยลง ก็จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้รัฐมนตรีคนนั้นไม่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เพราะอาจจะถูกปรับเปลี่ยนในภายหลังได้ ทั้งนี้รัฐบาลเองก็พยายามที่จะชี้แจงในเรื่องต่างๆให้มากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรีบ้างหรือยัง น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการถามสารทุกข์สุกดิบ และคุยกันว่าอดีตนายกรัฐมนตรี คงจะทำในลักษณะการบรรยายในเรื่อง ของแนวคิด แต่ไม่ได้ให้คำปรึกษา ซึ่งตนก็ยืนยันไปกับพ.ต.ท.ทักษิณแล้วว่า เราต้องการความรู้และแนวคิดใหม่ๆ ซึ่งตนก็พยายามรับฟังแนวคิดจากหลากหลาย และต้องยอมรับว่าแนวคิดด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง มีแนวคิดที่แตกต่างกันมาก บางครั้งแนวคิดตรงกันข้ามก็มี ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องกลับมารวบรวมพิจารณา และตัดสินใจว่าจะเลือกเดินในแนวทางไหน
'ในอดีตบางความคิดของท่านอดีตนายกฯเอง ก็อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสามารถนำมาใช้ในสถานการณ์นั้นๆ ก็มีหลายเรื่องที่เคยพูดเป็นแนวคิดแล้วยังปฏิบัติไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำขณะนี้ คือการกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในระยะเวลา 6 เดือน ส่วนระยะยาวก็จะมีมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ทั้งระบบ รวมทั้งเน้นในเรื่อง เศรษฐกิจฐานความรู้ซึ่งไม่ง่าย' น.พ.สุรพงษ์ กล่าว
'เฉลิม'พร้อมจัดที่ให้พันธมิตรฯชุมนุม-ปัดคุย'จำลอง'
วันนี้ (5 มี.ค.) ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวระหว่างการตรวจเยี่ยมพื้นที่ ี่เพลิงไหม้ชุมชนคลองเตย ย่านพระราม 4 ว่า การที่พันธมิตรปลุกระดมให้มีการต่อต้านนอมินีของระบอบทักษิณนั้น ขึ้นอยู่ที่มุมมอง อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท. ทักษิณ ก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง การที่จะไปประท้วง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่หากต้องการที่จะประท้วงจริงๆ ก็ให้ประท้วงรัฐบาล ที่ทำหน้าที่อยู่เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง และการที่พันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวก็อยู่ที่ประชาชนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่
' พันธมิตรมีสิทธิที่จะประชุม แน่จริงก็ประชุมให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย จะจัดที่ให้ ไม่ต้องมาประชุมทีสองที ผมจะสั่งให้ปลัดกระทรวงเตรียมที่ไว้ให้เลย ทุกอย่างไม่มีปัญหา และการที่ออกมาพูดแบบนี้ไม่ได้ท้าทาย ' รมว. มหาดไทย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จะต้องมีการเจรจาแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่รู้จะคุยกับใคร กำลังคิดหาวิธี และตนต้องการที่จะบอกกับพันธมิตรฯ ว่าขณะนี้ไม่มีนอมินี พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนายสมัคร สุนทรเวช เป็นคนเซ็นเอกสารสำคัญทุกอย่าง ส่วนที่จะไปคุยกับพันธมิตรฯ ก็ไม่กลัวว่าจะเสียหน้าแต่ต้องหาโอกาส แต่คงไม่คุยกับ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ
'ผมอาจจะหาเวลาและโอกาสไปคุยกับตัวแทนพันธมิตรฯ ชี้แจงว่า พวกท่านเข้าใจผิด แต่คงจะไม่ได้คุยกับ พล.ต.จำลอง แม้จะรู้จักกัน แต่ พล.ต.จำลอง เป็นคนไม่ค่อยพูด และการที่จะหารือกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ผมไม่กลัวเสียหน้า แต่อยากให้บ้านเมืองเดินไปได้ ทำงานได้แบบไม่มีปัญหา' ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว







