WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 6, 2008

เดินหน้าเต็มตัว [6 มี.ค. 51 - 19:06]

ตอนแรกคิดว่าแค่โยนหินถามทาง เช็กปฏิกิริยาสังคมว่าจะมีกระแสตอบรับอย่างไร??

แต่เมื่อฟังคำยืนยันจากปากนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

ก็เป็นอันโป๊ะเชะว่ารัฐบาลเตรียมเปิดกาสิโน (แบบถูกกฎหมาย) ชัวร์ป้าด พันเปอร์เซ็นต์!!

นี่มันงานใหญ่ระดับอุ้มช้างอาบน้ำเชียวนะโยม??

เหตุผลที่นายกฯสมัครเกิดคันคะเยอจะให้เปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย

เพราะขณะนี้ประเทศใกล้เคียง พม่า เขมร ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฯลฯ ได้แข่งกันเปิดบ่อนกาสิโนกันพร้อมหน้าพร้อมตา

แม้แต่ประเทศมุสลิมเคร่งจารีตอย่าง “มาเลเซีย” ยังอนุญาตให้เปิดกาสิโนครบวงจร

โดยมีคนไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่ขนเงินไปเล่นพนันกันตรึม!!

ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องยอมรับความจริงว่ามีคนไทยส่วนหนึ่งที่ชอบเล่นการพนัน

ทำให้มีบ่อนพนันเถื่อนทั่วบ้านทั่วเมือง

ฉะนั้น เมื่อเป็นฉะนี้ ทำไมเมืองไทยไม่มีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายซะเอง??

การเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายคือ เอาธุรกิจเถื่อนใต้ดินขึ้นมาบนดิน

รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีการพนันไปใช้พัฒนาประเทศอีกก้อนโต!!

เหมือนอย่างที่เอา “หวยใต้ดิน” ขึ้นมาเป็น “หวยบนดิน” เพื่อนำรายได้ไปเป็น ทุนการศึกษานักเรียนยากจน

ข้อสำคัญ ถ้ามีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ตำรวจก็ไม่ต้องวิ่งไล่จับบ่อนพนัน มีเวลาดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนมากกว่าเดิม

นายกฯสมัคร แบไต๋ว่าจะอนุญาตให้ เปิดบ่อนกาสิโนเฉพาะเมืองท่องเที่ยวใหญ่ 5 แห่ง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น และพัทยา

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าไปเล่นพนัน จะต้องมีหนังสือเดินทาง

คนไทยที่จะเข้าไปใช้บริการต้องจ่ายค่าสมาชิกปีละห้าหมื่นบาท หรือแสนบาท ขึ้นไป

นายกฯสมัคร ย้ำว่าบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายจะเกิดขึ้นสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับอายุรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลยืนระยะได้ครบเทอม 4 ปี ก็แจ้งเกิดได้แน่นอน!!

แต่ถ้าอยู่ได้แค่ 3 เดือน 6 เดือน หม้อข้าวยังไม่ทันดำ บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายก็ตายทั้งกลม

การที่รัฐบาลไม่รีบร้อนให้เปิดบ่อนกาสิโนโดยเร็ว ก็เพื่อให้เวลาพี่น้องประชาชนเอาข้อมูลด้านบวกด้านลบไปขึ้นตาชั่งวัดดู

ใครจะคัดค้านก็เชิญตามสบาย “สมัคร” ยอมเปลืองตัวให้ด่าฟรี!!

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าเหตุผลของรัฐบาลก็มีน้ำหนักน่ารับฟัง

แต่...การตั้งบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายก็เป็น “ดาบสองคม”

เพราะอาจดึงดูดเยาวชนรุ่นใหม่กลายเป็นทาสการพนัน

ยกเว้น จะมีมาตรการ “สกรีน” คนที่จะเข้าไปเล่นอย่างชัดเจน

คำถามต่อไปคือ ถ้ามีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบ่อนพนันเถื่อนจะลดลง??

เพราะคนไทยไม่ว่ารวยหรือจนย่อมมีเชื้อนักพนันอยู่ในดีเอ็นเอ

ป.ล. “แม่ลูกจันทร์” มองข้ามช็อตไปถึงสัมปทานทำธุรกิจกาสิโน??

เพราะธุรกิจนี้ใครประมูลได้ก็สบายบรื๋อสะดือบวม

ฉะนั้น รัฐบาลต้องเปิดประมูลสัมปทานกาสิโนอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างแท้จริง!!

แต่ก็อย่างที่กระชุ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า เรื่องการพนันเป็นดาบสองคม

“แม่ลูกจันทร์” จึงเห็นด้วยกับแนวคิดของ รมว.มหาดไทย “ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” ให้เปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นประชาชน

ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยให้เปิดกาสิโน... รัฐบาลก็ลุยถั่วได้ทันที

แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย... รัฐบาลก็ไม่ควรดันทุรัง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

เริ่มแล้ว”เสี่ยสั่งลุย” [6 มี.ค. 51 - 03:26]

มาแล้วครับทั่น “เสี่ยสั่งลุย” เจ้าเก่า ยี่ห้อ “ประชานิยม” ขนานแท้และดั้งเดิม

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวง การคลังเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 19 ข้อ

อาทิ มาตรการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ด้วยการเพิ่มวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิมที่ต้องมีรายได้สุทธิไม่เกิน 100,000 บาท เป็น 150,000 บาท

มาตรการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่นเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลในส่วนกำไร 150,000 บาทแรก

มาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น การหักค่าสึกหรอเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การผลิต ได้ทันทีร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุนสินทรัพย์

มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์

ลดกระหน่ำเดือนมีนาคม

และนี่แค่เฟสแรกเท่านั้น ยังมีก๊อกสองเตรียมรอรับได้ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ตั้งแท่นชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกชุดเข้า ครม. ในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการใหม่จะเน้นไปที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์

รวมไปถึงการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก เช่น การต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล และพักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

เงินกำลังจะหมุนไปอีกรอบแล้ว

ก็ไม่ปล่อยให้รอนาน นี่คือการสมนาคุณแฟนๆที่เทคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ฝากความหวังให้กลับมาฟื้นโครงการประชาชนนิยม ปัดฝุ่นนโยบาย ลด แลก แจก แถม

คืนความกินดีอยู่ดี

ไม่ได้หมดเท่านี้ ยังมีโครงการคืนความสุขให้สังคมนักเสี่ยงโชคแบบไทยๆ

วงการนักเล่นหวยกลับมาคึกคักทันทีที่ได้ยิน “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีชัดเจนในการเดินหน้ารื้อฟื้นโครงการหวยบนดิน

รอแค่บทสรุปวิธีการจัดจำหน่าย จะเป็นแบบเขียนอย่างเก่าหรือขายผ่านตู้ลอตโต

โดยมีเป้าหมายในการเอาเงินรายได้จากหวยบนดิน มาต่อยอดโครงการทุนการศึกษานักเรียน ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

รีบปัดฝุ่นสินค้าที่เคยฮิตติดตลาด เอากลับมาขายใหม่

ยังไม่พูดถึงว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะได้เนื้อได้หนังแค่ไหน

แต่โดยรูปการณ์ ไม่ถึงเดือนดีที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเริ่มต้น บริหารประเทศอย่างเต็มไม้เต็มมือ แต่ปั˜นโปรเจกต์ออกมาคึกคักเลย เปรียบเทียบกับ 1 ปี 2 เดือนของ “ฤาษีขี่เต่า” รัฐบาลจำเป็น ผลผลิตจากการรัฐประหาร

อย่างน้อยก็เหนือกว่ากันในด้านของคะแนนความพยายาม

ได้ทีย้ำแผล บลัฟผลงานล้มเหลวของฝ่ายยึดอำนาจ

ที่แสบก็คือความเก๋าของเซียนการตลาด

แม้ปากจะปฏิเสธเทียบเชิญให้รับตำแหน่งกุนซือเศรษฐกิจของ “หมอเลี้ยบ”

แต่ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มปฏิบัติภารกิจแรก ด้วยการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ของอังกฤษ ประจำภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

ตะโกนประจานไปทั่วโลก

ระบุการรัฐประหารและความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ทำลาย ภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างร้ายแรง รัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดใหม่ ของไทยจะเผชิญความยากลำบากในการเรียกความมั่นใจของนักลงทุนกลับคืนมา

“ในทางเศรษฐกิจแล้ว ความเชื่อมั่นนั้นมีราคาแพงยิ่ง และเมื่อมันหายไป เราต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลที่จะนำความเชื่อมั่น กลับมา

ไม่เพียงเท่านั้น มันยังรวมถึงเวลาอีกด้วย สองปีที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมืองรวมถึงการปฏิวัติ ได้สร้าง ความเสียหายอย่างมาก ที่สำคัญคือการกัดกร่อนภาพลักษณ์ ประเทศไทยในประชาคมโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการฟื้นฟู”

ได้ทีตามถล่มคู่แค้นที่ยึดอำนาจ

พร้อมกับเปิดช่องหายใจหายคอให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ดันกองทุนหมู่บ้านกระตุ้นศก. ดึง'ออมสิน-ธกส.'เสริมคุณภาพ [6 มี.ค. 51 - 03:01]

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววันนี้ (5 มี.ค.) ว่า ในวันศุกร์ที่ 7 มี.ค.นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อวางแนวทางการพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ให้มีส่วนสำคัญเข้าไปช่วยกระตุ้นประชาชนระดับฐานราก ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขั้นต่อไป การดำเนินการครั้งนี้ จะเน้นการพัฒนาคุณภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นหลัก ไม่เน้นเชิงปริมาณเช่นที่ผ่านมา ต้องมีหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาให้ชัดเจนด้วย โดยรายละเอียดทั้งหมดต้องหารือในที่ประชุมก่อน ยืนยันว่า การพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ครั้งนี้ จะให้ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าไปช่วยดำเนินการ เพื่อพัฒนาให้เกิดความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในระยะต่อไป


"มาตรการเหล่านี้ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วง 6 เดือน จากนั้นในระยะยาวได้เตรียมมาตรการการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งระบบใหม่หมด โดยเน้นการสร้างฐานความรู้เป็นหลัก และเป็นเรื่องใหญ่ในระยะต่อไปที่จะนำศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี มาเป็นองค์กรสำคัญเพื่อปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยให้มีแนวคิดในเชิงสร้างสรรค์" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว


นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้พิจารณาการให้สินเชื่อต่อยอดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีศักยภาพในการดำเนินงานอีกกว่า 20,000 กองทุน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า และได้เสนอมาตรการเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการพักชำระหนี้ ลดภาระหนี้แก่เกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ให้กับนายสุรพงษ์ เรียบร้อยแล้ว แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหาค้างชำระในงบบัญชีกว่า 300,000 ราย การลดดอกเบี้ยลงไม่เกินร้อยละ 3 ของดอกเบี้ยปัจจุบัน ให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ตรงเวลา 1.7 ล้านราย สามารถประกาศใช้ได้ในปลายเดือนมี.ค.นี้


คนกลุ่ม 1 กับ สื่อกลุ่ม 1

ความพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย วันนี้..ต้องยกให้กับสื่อพวกที่เข้าไปเล่นการเมืองสื่อมวลชนนั้น..หากไม่ใช่สื่อของพรรคหรือสื่อของขบวนการทางการเมืองแล้ว..จะต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด..แต่ประเทศไทยกับความวุ่นวายทางการเมือง ที่สร้างความเสียหายอย่างยับเยินให้กับชาติมาตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่านั้น..ถึงวันนี้..กองทัพได้ประกาศแล้ว ที่จะไม่เข้ามายุ่งกับการเมืองพรรคการเมือง..ที่เป็นฝ่ายค้านก็ถอยไปเล่นกันตามกติกา เล่นกันในสภาผู้แทน..ทักษิณ ชินวัตร..ก็ประกาศ..ถอนตัวอย่างเด็ดขาดจาก..การเมือง..แต่..ที่ยังไม่ยอมรับในกติกา ยังเดินหน้าและตั้งเป้าที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นนั้น..มีแค่คนกลุ่มหนึ่งกับสื่อกลุ่มหนึ่ง..คนกลุ่มนี้กับสื่อกลุ่มนี้..ประสบชัยชนะมาแล้วเมื่อปีกว่าๆ เพราะสามารถพาคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล เปิดทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจรัฐ..วันนี้ มีรัฐบาลเลือกตั้งเกิดขึ้น..เป็นคนหน้าใหม่แทบจะทั้งสิ้น..แต่คนกลุ่มนี้และสื่อกลุ่มนี้..ก็ยังหิวโหยในอำนาจและสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นพาหนะในการก้าวเข้ามามีอำนาจทางการเมืองในวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหากย้อนหลังกลับเข้าไปในความวุ่นวายทุกครั้งในประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง..ในสงครามกลางเมืองที่มีประชาชนต้องล้มตาย และทรัพย์สมบัติของบ้านเมืองต้องเสียหายมันก็เนื่องมาจากคนกลุ่มนี้กับสื่อกลุ่มหนึ่งอาศัยคราบร่างแห่งความเป็นสื่อบังหน้า..ขู่เข็ญบังคับเพื่อรับผลประโยชน์จากนักการเมืองที่..อยากจะปกปิดบาดแผล..สื่อชั่วชาติบางคน..หยิบเอาผลประโยชน์คลื่นมือถือออกไปเซ็งลี้ขาย..จนกลายเป็นสื่อพันล้านหมื่นล้าน..แล้วยักย้ายถ่ายเทออกไปเป็นโรงแรมหรูในเวียดนาม..สื่อชั่วชาติ..ปล้นธนาคารใหญ่ไปเกือบหมื่นล้าน แล้วล้มสบายลงมาบนฟูก..ถึงวันนี้มันชี้หน้าด่ากราด..สื่อหลากหลายว่าไม่ใช่สื่อ..ทั้งๆ ที่สื่อเหล่านั้นเขายังชีพอยู่ได้ด้วยจำนวนขายและโฆษณา..สื่อหลายรายต้องปิดตัวสลายกองบรรณาธิการ..เพราะ..ขู่เข็ญทำแบล็กเมล์ไม่เป็น..ข้าแต่ศาลที่เคารพ ถ้าสื่อชาติชั่วเหล่านี้ยังอยู่ได้..ประเทศน่าจะไปไม่รอด

● พญาไม้ ●


บ่อนล้อมบ้าน

“บ่อนล้อมบ้าน” คืออะไร??ทำไม “บ่อน” จึงล้อม “บ้าน” มันมีความเป็นมาอย่างไร??? ทำไม “บางกอกทูเดย์” จึงนำเอาประเด็นนี้มาพูดถึง...เพราะมัน “อินเทรนด์” เป็น “ข่าวฮอต” ที่เกิดจากจินตนาการลื่นไหลของนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 นายสมัคร สุนทรเวชแต่...สำหรับเมืองไทย ที่เต็มไปด้วย เอ็นจีโอ หรือ การเมืองภาคประชาชน สิ่งที่ นายกฯ สมัคร คิดหวัง ใช่ว่าจะสำเร็จได้ทุกเรื่องดังเช่น...ความพยายามที่จะให้เมืองไทยมี “คาสิโน” เป็นครั้งแรก เป็นรายแรก หรืออาจเป็น “รายสุดท้าย” เป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายมาก...!! ก่อนพูดถึง “บ่อนล้อมบ้าน” ขอหยิบยกกรณีการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาประกอบด้วย

ถือเป็น “ทูอินวัน” ก็แล้วกัน... หากจะมีกลุ่มก้อนใด ออกมาต่อต้านการก่อสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ของรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่ว่า...เหมือนเก็บ “ระเบิดเวลา” ไว้ในบ้านล่ะก็ถ้าจำลองสถานการณ์ “วิกฤติพลังงาน” หากประเทศเพื่อนบ้านรายรอบไทยต่างพากันสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เพราะน้ำมันดิบจะหมดไปจากโลกในอีก 40-50 ปีข้างหน้า คำถาม คือ...คนไทยและเมืองไทย ยังจะรอดพ้นความวิตกกังวลเรื่อง “ระเบิดเวลา” หรือไม่??? เปล่าเลย!!!

หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศเพื่อนบ้าน คนไทยและเมืองไทยยังจะ “สุ่มเสี่ยง” กับ “ระเบิดเวลา” ไม่ต่างจากคนในประเทศนั้นๆ รวมถึงคนในภูมิภาคนี้ด้วยนี่คือเรื่องจริงที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ ที่ “บางกอกทูเดย์” หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา ก็หวังจะ “ยิงปืนนัดเดียว” แต่ทำให้สังคมไทยได้ “ฉุกคิด” ใน 2 เรื่องพร้อมๆ กัน เรื่องแรก “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” กับ “วิกฤติพลังงาน” เพราะสิ่งนี้...จะเกิดขึ้นกับเมืองไทยในไม่ช้านี้และเรื่องหลัง ซึ่งกำลัง “ฮอต” อยู่ในขณะนี้ ก็คือ “คาสิโน” หรือ “บ่อนพนันถูกกฎหมาย”นายกฯ สมัคร สุนทรเวช พูดชัด!!! หากรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี คนไทยได้เห็น “คาสิโน” แน่

แต่ “คาสิโน” ในความหมายของ นายกฯ สมัคร หาใช่การ “เปิดบ่อนเสรี” อย่างที่หลายคนเข้าใจ หรือบางคนพยายามจะชี้นำให้คนอื่นเข้าใจเช่นนั้น...แต่อย่างใดเอาล่ะ! หน้าตาของ “คาสิโน” ในเมืองไทยจะเป็นเช่นใด มีรูปแบบการบริหารจัดการอย่างไร และใครจะเป็นคนลงทุน...เดี๋ยวค่อยว่ากันประเด็นที่สังคมไทยอยากรู้ก็คือ...ถ้าเมืองไทยมี “คาสิโน” มันจะเกิดอะไรขึ้น??? กลับกัน หากถูกต่อต้านกระทั่ง รัฐบาล “สมัคร 1” มิอาจจะเปิด “คาสิโน” ได้ เมืองไทยและคนไทยจะได้หรือเสียอะไร? อย่างไร? สถานการณ์ของ “คาสิโน” ในปัจจุบัน คือ ทุกประเทศที่อยู่รายล้อมเมืองไทย ต่างก็เปิด “บ่อนพนันถูกกฎหมาย” หรือ “คาสิโน” เต็มพรืดไปหมด…รวมกันกว่า 10 แห่ง (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ) และที่กำลังจะเปิดใหม่อีกอย่างน้อย 3 แห่ง 2 แห่งเป็นของรัฐบาลสิงคโปร์ หลังจากที่เคย “ปิดกั้น” มายาวนานกว่า 40 ปี ในยุคของ “ลีกวนยู” อีก 1 แห่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้แต่เป็นเรื่องจริง ก็คือ...

บ่อนในฝั่งลาวบริเวณ “สามเหลี่ยมทองคำ” บริเวณ “แขวงบ่อแก้ว” ซึ่งนายทุนจีนร่วมลงขันนับ “หมื่นล้านบาท” หวังจะตี “บ่อนพนัน” ฝั่งพม่า “ท่าขี้เหล็ก” โดยมี นักเล่น “ได้-เสีย” ชาวไทย เป็นลูกค้าหลักรายสำคัญหมายความว่า...ทุกประเทศรายรอบไทย ต่างก็มีบ่อนพนันเป็นของตัวเองกันหมด แล้วมันจะต่างอะไรหากรัฐบาลของเพื่อนบ้าน...สร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” เล่า???หาก รัฐบาล “สมัคร 1” มิอาจทานกระแสสังคม กระทั่งตั้ง “คาสิโน” ไม่ได้ ก็ไม่ทำให้ “นักพนันไทย” เลิกเล่นพนันหรือเลิกเอาเงินจากฝั่งไทย ไปสร้างความเจริญในประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อมูลลึกกว่านั้นที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มาก็คือ...ความพยายามของกลุ่มนายทุนจีน ที่อาศัย “ไลน์เซ่น” ของรัฐบาลลาว สร้าง “หวยออนไลน์” ผ่านทางอินเตอร์เน็ต หวังมากินเงินคนไทย...ทั่วทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซื้อขายกันผ่านอินเตอร์เน็ต...ปีละ 2 งวด งวดละครั้ง ครั้งละ 1,000 บาทต่อหมายเลข 1 ชุด ชุดละ 10 หลักหรือมากกว่านั้นโดยมีเงินรางวัลล่อใจ หากถูกรางวัลที่ 1 พ่วงแจ๊กพอต...มากสุดถึง 1,000 ล้านบาท ตรงนี้...น่ากลัวเสียยิ่งกว่า “คาสิโน” เป็นไหนๆ “คาสิโน” ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงๆ จึงจะได้เล่น แต่ “หวยออนไลน์” ของลาว เล่นได้ทุกวัน...ทุกเวลา โดยไม่จำกัดสถานที่ อายุ หรือเพศของนักเล่นเรื่องพรรค์นี้...อ้ายอีที่คิดจะต่อต้าน ที่สุด...ต้านกันได้หรือไม่? แค่ไหน?

ชัดเจนแล้วว่า...แต่ละปีมีนักพนันไทย ขนเงินบาทออกไปเล่นพนันใน “คาสิโน” ฝั่งเพื่อนบ้านหลายหมื่นล้านบาท ไม่เพียง...พม่า เขมร มาเลเซีย สิงคโปร์ และลาว ฮ่องกง มาเก๊า ไกลถึงลาสเวกัส นักพนันไทย...ขนเงินออกไปสร้างความมั่งคั่งและความเจริญให้กับประเทศเหล่านี้เกือบหมดแล้ว ขณะเดียวกัน หาก “รัฐบาลสมัคร 1” ผลักดันในทุกกลวิธี เพื่อให้ประชาพิจารณ์ “เป็นคุณ” กับแนวคิดการเปิด “คาสิโน” ล่ะก็ คนไทยและเมืองไทยจะได้อะไร??? หากยังจำกันได้ ช่วงที่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นำ “หวยใต้ดิน” ขึ้นมาไว้ “บนดิน” แม้จะมีข้อครหาตามมาอย่างมากมาย เกี่ยวกับการนำเงินรายได้ “หวยบนดิน” ไปใช้แบบ “ผิดประเภท”

แต่สังคมไทยก็พออุ่นใจว่า เงินจาก “หวยบนดิน” บางส่วน ยังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความเจริญ รวมถึงนำไปเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลแนวคิด “คาสิโน” ก็คงไม่ต่างกัน รายได้บางส่วนหรืออาจเป็นส่วนใหญ่ จะถูกนำไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศและระบบการศึกษาของไทยหาก “รัฐบาลสมัคร 1” จะพูดชัดๆ ว่า...รายได้ที่เกิดขึ้นจะนำเอาไปใช้เพื่อการใด เช่น นำไปสร้างรถไฟฟ้า สร้างรถไฟรางคู่ หรือสร้างอุโมงค์ผันน้ำ หรืออะไรก็ตามแรงเสียดทานจากกลุ่มคนที่เห็นคัดค้าน จะยังมีอยู่หรือไม่???ถึงตอนนั้น คงต้องว่ากันใหม่แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริงก็คือ...บ้านเราทุกวันนี้รายล้อมไปด้วย “บ่อนพนัน” ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพวกที่มีชายแดนติดกันครบทุกประเทศแล้ว

เหลือแต่ “โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์” เท่านั้น ที่ยังไม่สร้างรายล้อมบ้านเราเหมือน “บ่อน” แต่อีกไม่นานก็คงได้เห็น!!!หรือ...เรากำลังจะปฏิเสธสิ่งที่คนไทยมากมายชอบ แต่เรากลับ “ไม่กล้า” ในการใช้โอกาสนั้น สร้าง ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็ทำให้บ่อนเถื่อนที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย ก็จะค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งหายไปในที่สุด...!!สำหรับเมืองไทย...ถึงวันนี้ นายกฯ สมัคร ก็ไม่อาจบอกได้ว่า โอกาสในการมี “คาสิโน” ในเมืองไทยนั้น จะเป็นไปได้แค่ไหน??? เพราะมีนายกฯ ในอดีตหลายคน ที่คิดและพยายามจะให้มี “คาสิโน” ในเมืองไทย แต่ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จนายกฯ สมัคร จะทำสำเร็จเป็นคนแรกได้หรือไม่??? ต้องลองถามรองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ชื่อ “หมอเลี้ยบ” หรือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ดู!!!

มีเวลาอีก 1 ปี

ขณะที่คนในสังคมไทยยังคงพูดถึงหัวข้อที่ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช พูดเอาไว้ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อช่วงสาย วันที่ 2 มี.ค. เกี่ยวกับ “บ่อนพนัน”
กระทั่ง สังคมไทยหลงลืม...ภาพ “กราบดิน” ของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปชั่วขณะวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ยังคงมี “คอมเมนต์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ และน่าสนใจโดยเฉพาะคำสัมภาษณ์ของ อดีต สนช. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เขายืนยันว่า...เห็นด้วยกับแนวคิดของ นายกฯ สมัคร เพราะจะทำให้เม็ดเงินที่เคยไหลอยู่ในบ่อนเถื่อนและบ่อนชายแดนประเทศเพื่อนบ้านหลายหมื่นล้านบาท กลับเข้าประเทศเสียที

แต่การตัดสินใจทำโครงการ “คาสิโน” จะต้องมีหลัก “ธรรมาภิบาล” คือ เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงเสียก่อน หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรจะเดินหน้า แต่ถ้าประชาชนเห็นด้วยก็ต้องทำให้ถูกต้องโดยการออกเป็นกฎหมาย ซึ่งการที่นายกฯ สมัคร ประกาศแนวทางในรายละเอียดก่อน ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและอาจจะเกิดการคัดค้านได้มาก

ด้าน นายบรรหาร ศิลปอาชา หน.พรรคชาติไทย ไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะต้องไปศึกษาข้อมูลก่อนว่ามีผลดีและผลเสียอย่างไร ต้องดูผลกระทบและศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องการเปิดบ่อนคาสิโนก่อนว่า จะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมทั้งควรมีการทำประชาพิจารณ์ด้วย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตรอง หน.พรรคชาติไทย บอกว่า อยากเสนอแนะให้ทำประชาพิจารณ์ประชาชนก่อน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบกับประชาชนทุกคน ทั้งนี้ ไม่ขอบอกว่าควรดำเนินการในเรื่องนี้อย่างไร เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับผู้พูดว่าอยู่บนพื้นฐานอะไร

หากอยู่บนฐานสัจธรรมหรือความเป็นจริง ก็พร้อมสนับสนุนให้เปิดคาสิโน แต่หากพูดอยู่บนฐานของศีลธรรมก็จะไม่สนับสนุน นอกจากนี้ เรื่องนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบที่ชัดเจน อีกทั้ง หากมีการเปิดคาสิโนไทยจริง ก็ไม่ควรนำไปเปรียบเทียบกับประเทศแถบตะวันตก แต่ให้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านรอบไทยแต่ที่ทำให้สังคมไทยต้องหยุดฟัง เห็นจะเป็นคำพูดจาก “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่บอกในวันเดียวกันว่า...รัฐบาลต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ เพราะยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 1 ปี

การพิจารณาเรื่องนี้ไม่ควรเร่งรีบ เพราะขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ถึงรูปแบบการจัดตั้ง “คาสิโน” ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสังคมไทย รวมถึงแนวทางป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้ามายุ่งเกี่ยว ที่สุดแล้ว เชื่อว่า...ต้องมีการรับฟังความเห็นในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำวิจัยและการทำประชาพิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น.พ.สุรพงษ์ ย้ำว่า การตั้ง “คาสิโน” ต่างจากการขายหวยบนดิน เพราะเรื่องหวยบนดินมีการศึกษาและดำเนินการมาแล้ว มีการสอบถามความเห็นจากประชาชน และมีประชาชนจำนวนมากที่อยากเห็นการนำหวยใต้ดินจากกลุ่มผู้ได้ประโยชน์นำกลับมาขายบนดิน


โละ รธน.

หลังจาก “น.พ.เหวง โตจิราการ” แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ “พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย” รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตแกนนำ นปก.เพื่อขอให้มีการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 ก.พ.51ล่าสุด วันที่ 5 ก.พ.51 “นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข”ประธานกลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย และคณะ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อพ.อ.อภิวันท์ เป็นรายที่ 2 โดยเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารเป็นโมฆะ“นายสมยศ” บอกว่า จากการเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.49ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำให้ “รัฐธรรมนูญปี2540” ถูกฉีกทิ้ง มีการจัดตั้งรัฐบาล “สภานิติบัญญัติ (สนช.)” และองค์กรเถื่อน ออกกฎหมายมาบังคับประชาชน รวมทั้งยัดเยียด“รัฐธรรมนูญ ปี 2550” มาบังคับใช้ ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองและระบบรัฐสภาดังนั้น “รัฐธรรมนูญ ปี 2550” และกฎหมายที่ออกจาก “สนช.”รวมทั้งคำสั่งของ คมช. จึงเป็นกฎหมายเถื่อนของ “กลุ่มโจรกบฏ”หากปล่อยให้มีการบังคับใช้ เท่ากับว่าเป็นการยอมรับอำนาจเถื่อนยอมรับการรัฐประหารและระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร“นายสมยศ” บอกต่อว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง 23 ธ.ค.50 ที่ผ่านมาและได้ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปสู่การมีระบอบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น โดยที่ “คมช.” ได้ยุติบทบาทลงคงเหลือไว้แต่หนังสือที่เป็นบทบัญญัติ เป็นมรดกและสิ่งชั่วร้ายของเผด็จการทหารดังนั้น “กลุ่ม 24 มิถุนาฯ” จึงขอเรียกร้อง คือ 1. ให้ ส.ส.ดำเนินการให้ “รัฐธรรมนูญปี 2550” ที่เป็นคำสั่งของ คมช. ไม่มีผลบังคับใช้ ให้เป็นโมฆะ 2. ให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญ” ตรวจสอบความเสียหายจากรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยให้ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ตัวแทนองค์กรต่อต้านรัฐประหาร นักวิชาการ และองค์กรประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยรวมทั้งตรวจสอบความเสียหายที่มีต่อรัฐ งบประมาณ บุคลากรอันเนื่องมาจากการรัฐประหาร เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้มีมติป้องกันรัฐประหารในโอกาสต่อไปซึ่ง “พ.อ.อภิวันท์” บอกว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องที่ทางกลุ่มเสนอมา โดยจะประสานกับสถาบันพระปกเกล้าและสำนักวิชาการสภาผู้แทนราษฎร ทำวิจัยถึงผลกระทบต่อ “รัฐธรรมนูญ ปี 2550”ว่ามีอะไรบ้าง“ผมอยากให้มีการแก้ไขโดยหลักวิชาการ ไม่ใช่ทำเพราะความรู้สึกส่วนตัวหรือความอาฆาตมาดร้าย และอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย กฎหมายที่ออกโดย สนช. หลายฉบับดี ส่วนบางฉบับที่มีปัญหา ก็ต้องมาปรับปรุงแก้ไขกันอีกครั้ง”จากข้อซักถามที่ว่า “รัฐธรรมนูญปี 2550” ได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธยแล้ว การออกมาระบุอย่างนี้จะเข้าข่ายการละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่“นายสมยศ” บอกว่า การก่อรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. ถือว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจอยู่แล้ว ดังนั้น จึงต้องปฏิเสธทั้งระบบเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีศักดิ์ศรี และประชาชนไม่สามารถยอมรับอำนาจเถื่อนและเผด็จการทหารที่มีโจรกบฏเป็นประมุขได้ส่วนข้อซักถามกรณี หากรัฐธรรมนูญมีความเป็นเผด็จการ ส.ส.ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องลาออกหรือไม่ เพราะมีที่มาไม่ชอบธรรมเช่นกัน“นายสมยศ” บอกว่า ส.ส.ชุดนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนพอมาถึงช่วงนี้ “พ.อ.อภิวันท์” ได้พูดตัดบท “นายสมยศ”ว่า การแก้ไขอะไรก็ต้องมีหลักวิชาการ จะแก้เพราะความรู้สึกของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้ ซึ่งสภาฯ จะได้ประสานไปยังสถาบันพระปกเกล้าและสถาบันวิชาการของสภาฯและการตั้ง “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ” ก็เพื่อศึกษาผลกระทบจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยจะคัดเลือกตัวแทนภาคประชาชนและพรรคการเมืองทุกพรรค เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการด้วย

ขรก.อย่าสําคัญตัวเองผิด?

จักรภพ ติงขรก.ไม่ใช่เจ้าของประเทศ คิดออกพรฏ.ตั้งสหภาพฯปชช.อย่ามองข้ามคนส่วนใหญ่ที่ไม่รับราชการต่างหาก อย่าผูกขาดอํานาจความชอบธรรมกลุ่มเดียวที่นี่ปกครองระบอบปชต.มิใช่ระบอบอมาตยาธิปไตย ปชช.เป็นศูนย์กลาง

16.00 น. นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงแนวความคิดในการตั้งสหภาพของข้าราชการ เพื่อปกป้องข้าราชการไม่ให้ถูกฝ่ายการเมืองย้ายอย่างไม่เป็นธรรม ว่า ถือเป็นสิทธิของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่จะดำเนินการ แต่ต้องติงไว้ว่าประเทศนี้ไม่ได้เป็นของข้าราชการ แต่เป็นของประชาชนที่ไม่เคยรับราชการ และไม่เคยมีญาติพี่น้องอยู่ในตระกูลรับราชการ ดังนั้นการทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นระดับชาติขึ้นมา จะต้องคิดให้ดี เพราะในปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในระบอบอมาตยาธิปไตย แต่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่แปลว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นเราไม่ควรนำเรื่องการโยกย้ายข้าราชการไปพูดในภาพรวม เพราะกรณีที่เกิดขึ้นในดีเอสไอ อย. กรมประชาสัมพันธ์ หรือ สตช. เป็นเหตุผลคนละกรณีกัน เพียงแต่เกิดในห้วงเวลาเดียวกันเท่านั้น
เมื่อถามว่า จะฝากอะไรไปถึงนายกสมาคมข้าราชพลเรือนแห่งประเทศ ที่อยู่ใน สปน.หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ขอให้ช่วยกรองข้าราชการ ให้เหลือข้าราชการที่ดีจำนวนมากเอาไว้รับใช้สังคม ไม่ให้ข้าราชการเล่นการเมือง หรือคิดที่จะได้รับประโยชน์จากการอิงแอบตัวเองเข้ากับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นยุคเผด็จการหรือประชาธิปไตย ซึ่งสมาคมข้าราชการพลเรือนฯ จะช่วยได้มาก ส่วนการเสนอให้ออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อตั้งสหภาพฯ นั้น ถือว่าไปไกลเกินไป ข้าราชการอยู่ภายใต้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การที่ต้องมีกฎหมายใด ๆ ออกมากำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็หมายความว่ามันแย่ลง จึงไม่ควรสื่อสารให้สังคมคิดว่า เกิดสงครามขึ้นแล้ว ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายราชการ แต่ถ้าจะหาทางแก้ปัญหา เพื่อที่จะมาคุยกันอย่างสงบ สันติถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
“ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องตั้งสหภาพฯ และเชื่อว่าไม่มีใครผิดเพี้ยนถึงขั้นนั้น อาจเป็นการพูดด้วยอารมณ์ความรู้สึก และคิดว่าข้าราชการใหญ่กว่าทุกคน ซึ่งถ้าคิดผิดก็คิดใหม่ได้” นายจักรภพ กล่าว และว่า หากสมาคมฯ เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นมา ตนก็ต้องดูก่อนว่า เขาจะไปไกลถึงขั้นไหน ทั้งนี้เราไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งอะไรมากขึ้นในสังคมอีก ถ้าไม่พอใจก็ควรใช้ช่องทางปกติในการพูดจากันได้

มท. 1 เย้ย ขรก. ตั้งสหภาพ ทำได้แต่ป้องกันการโยกย้ายไม่ได้ แนะ ฟ้องศาลปกครอง "สมชาย" ชี้ไม่มีกฎหมายรองรับ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดทย กล่าวถึง กรณีที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย จะก่อตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อป้องกันการโยกย้ายข้าราชการจากฝ่ายการเมืองนั้น ว่า สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการโยกย้ายได้ เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการโยกย้ายข้าราชการว่า มีทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ต้องดูว่าการโยกย้ายมีเหตุผลอย่างไร ส่วนที่ระบุว่าโยกย้ายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคดีของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้เรื่องที่จะมีการตั้งสหภาพข้าราชการพลเรือนขึ้นมาเพื่อดูแลให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ จะต้องมีการศึกษาด้านกฎหมายว่าสามารถตั้งได้หรือไม่ แต่เท่าที่ทราบไม่มีกฎหมายรองรับในการตั้งสหภาพข้าราชการพลเรือน ทำได้เพียงการรวมกลุ่มกันเท่านั้น

สื่อคราบนักการเมืองหลุดจอแน่

จักรภพย้ำรบ.ไม่รับผิดชอบหากสื่อคราบนักการเมืองรายใดหายจากจออย่ามาโทษรัฐแทรกแซง ต้องการคนทําอาชีพสื่อมวลชน มิใช่แปลงกายแปลงตนแอบอ้างสื่อบังหน้า รัฐฯไม่มีนโยบายในการปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่อย่างใด

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้ความเห็นว่ารัฐบาล มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งลับที่ให้ยุติการเผยแพร่ออกอากาศสถานีโทรทัศน์ ASTV ในต่างจังหวัดหรือไม่ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาระบุว่าถูกรบกวนสัญญาณและโดนกลั่นแกล้งจนไม่สามารถออกอากาศได้ตามปกติ พร้อมกันนี้ยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปิดสถานีโทรทัศน์ ASTV แต่ทั้งนี้เห็นว่าหากสื่อรายใด หายไปจากสังคมไทยจริง
คงไม่ใช่ประเด็นการแทรกแซงสื่อของรัฐบาล เพียงแต่วันนี้รัฐบาลพยายามจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าใครเป็นสื่อมวลชน
และใครเป็นนักการเมืองที่แฝงเข้ามาในรูปของสื่อมวลชน
นอกจากนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายในการปิดเว็บไซต์ HI 5หลังพบว่ามีพระภิกษุสงฆ์เข้าไปใช้บริการ โดยการดำเนินการของรัฐบาลนั้น จะไม่เหมือนกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่ไม่ว่าพบเว็บไซต์อะไรมีปัญหาก็ปิดอย่างเดียว

ยกช่อง11สู้ฃ่องไทยpbs

รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ ปชช.จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ช่อง 11 วันที่ 1 เม.ย.นี้ ลั่นเปิดแข่งขันเสรีเน้นสาระข่าวสารคุณภาพ จับงานลุยต่อโครงการพัฒนาสถานีโทรทัศน์กีฬา และสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลกำลังมีโครงการใหม่ๆ ด้านสื่อหลายโครงการ อาทิ สถานีโทรทัศน์กีฬา (Sport Channel) และสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าฐานการดำเนินการจะอยู่ที่กรมประชาสัมพันธ์ หรือ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้รัฐบาลจะให้โอกาสทั้ง 2 หน่วยงานเท่าเทียมกันในการเสนอตัวเป็นผู้พัฒนางาน 2 โครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถานีโทรทัศน์กีฬาจะดำเนินการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งจะประสบความสำเร็จอย่างมากในการสร้างวัฒนธรรม และเศรษฐศาสตร์กีฬา ส่วนสถานีโทรทัศน์ของอาเซียน จะมีการพัฒนาเป็นวิทยุอาเซียนต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ทั้งช่อง 11 และช่อง 9 วางตารางเวลาไปสู่การเป็นทีวีดิจิตอลโดยเร็ว ส่วนเครื่องรับโทรทัศน์ของประชาชนนั้น จะต้องหารือกันในรัฐบาลอีกครั้งว่าจะมีมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนเครื่องรับโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลด้วยหรือไม่ อย่างไร

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการปรับโฉมรายการช่อง 11 ด้วยว่า แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกประชาชนจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของช่อง 11 ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ส่วนระยะที่ 2 จะมีการปรับปรุงรายการต่างๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนาสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 โดยช่วงนี้จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใดก่อนเดินหน้าเข้าสู่ช่วงที่ 3 โดยช่อง 11 จะทำหน้าที่เป็นทีวีสาธารณะเหมือนกับช่อง TPBS

ชัยเกษม เผยยังไม่ได้รับคำสั่งสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

กรุงเทพฯ 5 มี.ค. - อัยการสูงสุด เผยยังไม่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นประธานสอบวินัยร้ายแรง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ยืนยันพร้อมทำงานหากได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการ

วันนี้ (5 มี.ค.) นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรงใน 3 ประเด็น ตามที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้

“เมื่อยังไม่ได้รับคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ผมก็ยังไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการ หรือดำเนินการใด ๆ ได้ ตอนนี้เห็นแต่เพียงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น อย่างไรก็ดี หากได้รับคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ก็พร้อมจะเข้าไปทำงานที่ได้รับมอบหมาย” นายชัยเกษม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 34/2551 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธานกรรมการสอบสวน มีนายนัที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นกรรมการ และ พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจ เขตตรวจราชการที่ 8 เป็นกรรมการและเลขานุการ

รายละเอียดของข้อกล่าวหาทั้งหมด 3 ข้อ ประกอบด้วย 1. ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์เพื่อใช้ในราชการ รวมวงเงิน 9,899,578,200 ล้านบาท โดยมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและเอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ 2. สั่งการโดยใช้ถ้อยคำมิบังควรและไม่เหมาะสม ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงานในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดจัดการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2551 และ 3. ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอก และตำแหน่งผู้บังคับการฝ่ายปฏิบัติการ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-05 19:36:26