WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 6, 2008

พ.ต.ท.ทักษิณ เผยหลังขึ้นศาลเรียบร้อยแล้วจะขอเดินทางไปอังกฤษ

กทม. 6 มี.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ จะขอเดินทางไปอังกฤษ ในวันที่ 13 มีนาคม หลังจากขึ้นศาลในวันที่ 12 มี.ค. เรียบร้อยแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง และจะหาโอกาสไปเข้าพบประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ขณะเดียวกันขอไม่แสดงความเห็นกรณีกลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 14:04:38



จักรภพ แนะ ขรก.คุยกับรัฐบาลก่อนตั้งสหภาพ

ทำเนียบฯ 6 มี.ค. - “จักรภพ เพ็ญแข” ไม่พูดชัดรัฐบาลเปิดทางข้าราชการตั้งสหภาพหรือไม่ แต่แนะให้มีการพูดคุยกันก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาพที่ไม่ดีระหว่างกัน จนการทำงานร่วมกันมีปัญหา

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยจะตั้งสหภาพ ว่า หลักการคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกควบคุมโดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอยู่แล้ว ดังนั้น ความสัมพันธ์ใด ๆ ที่รัฐบาลจะมีกับข้าราชการประจำก็ถูกตรวจสอบ วัด และประเมินผลได้

นายจักรภพ กล่าวว่า การจะสร้างกลไกเพิ่มเติม ถึงแม้จะทำมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ต้องคิดว่ามีความจำเป็นหรือไม่ รัฐบาลไม่มีปัญหาในการที่ประชาชนกลุ่มใดก็ตามจะใช้สิทธิ และเสรีภาพของตัวเองตามระบอบประชาธิปไตย แต่อยากให้คำนึงถึงความจริงว่า รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาธิปไตย ดังนั้น การตรวจสอบในทางสังคม ในทางการเมือง และในทางกฎหมาย มีอยู่แล้วเต็มที่

“โดยความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าข้าราชการประจำไม่ต้องตั้งการ์ดสูงขนาดนั้นก็ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้น อาจจะทำให้ความรู้สึกระหว่างกันไม่ดี และการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน อาจจะได้รับผลกระทบ” นายจักรภพ กล่าว

นายจักรภพ เห็นว่า ทางที่ดีที่สุดคือ ถ้าข้าราชการประจำมีความหวาดระแวงใด ๆ ในข้าราชการการเมือง ก็มานั่งคุยกัน ปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการเข้ามาของรัฐบาลนี้ แต่เกิดจากปัญหาที่สั่งสมมาจากรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลชุดนี้ต้องเข้ามาแก้ไข และว่า “ปัญหาไม่ได้เริ่มต้นที่การโยกย้ายข้าราชการประจำ แต่เริ่มต้นจากที่มีการใช้ระบบข้าราชการประจำในช่วงที่ผ่านมาจนเกินเลย และกลายเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะออก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสหภาพ ควรจะได้พุดคุยกับรัฐบาลก่อนหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความริเริ่มของฝ่ายข้าราชการพลเรือน ถ้าหากว่ามีความไม่สบายใจ ก็คงต้องเป็นคนริเริ่มที่จะเข้ามาคุยกัน ถ้าไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร จะคุยกับตนก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องการจะไปยุ่งกับทุกเรื่อง แต่ไม่ต้องการเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกลุกลามใหญ่โต กลายเป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันลำบาก

ต่อข้อถามว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เปิดช่องให้ข้าราชการทำได้ แต่รัฐบาลกลับไม่เห็นด้วย จะกลายเป็นรัฐบาลขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลก็เป็นประชาชนเหมือนกัน มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย คำว่าไม่เห็นด้วย ไม่ได้แปลว่าจะห้ามทำ ขณะนี้เพียงแต่ขอร้องกันว่าให้มานั่งคุยกัน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สึก ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อน ดังนั้น เราก็แก้ไขแบบคนด้วยกัน นั่งพูดคุยกัน ความคิดเห็นก็เป็นส่วนของความคิดเห็น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอยู่แล้ว” นายจักรภพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า หากข้าราชการยังยืนยันจุดเดิม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนหรือไม่ โดยกล่าวว่า รัฐมนตรีที่ดูแลงาน ก.พ. และ ก.พ.ร. น่าจะเป็นผู้ไปพูดคุย โดยยินดีจะเป็นผู้ประสานงานให้

ส่วนจะแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างไร เพื่อไม่ให้ข้าราชการเกิดความหวาดระแวงนักการเมืองเช่นนี้อีก นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่มีทางที่เราจะบริหารงานในระดับประเทศ โดยที่ไม่มีความหวั่นเกรง หวาดวิตกอยู่ในใจ รัฐบาลทุกชุดต้องนำความทุกข์ของประชาชนมาเป็นหลัก ก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นจากการมองโลกในแง่ร้ายอยู่พอสมควร ว่ามีปัญหาอยู่ แล้วจะต้องแก้ไขตรงไหน

“การที่จะบอกว่าให้ทุกคนอยู่กันอย่างปลอดโปร่งใจ สัญญากันว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นโลกในอุดมคติ เป็นจริงไม่ได้ ดังนั้น ทางดีที่สุดที่เราทำได้ คือ ทำให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามมีเหตุผล และเปิดช่องให้รู้ว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว จะคุยกันได้ตรงไหน ซึ่งเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลมากที่สุด” นายจักรภพ กล่าว. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 13:51:43

“นพดล” ยันไม่มีอารมณ์ค้าง คิดย้ายทูตตามอำเภอใจ [6 มี.ค. 51 - 07:26]

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าววันนี้ (6 มี.ค.) ถึงข่าวมีเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ จะย้ายไปสังกัดในหน่วยงานอื่น ว่า นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี จะไปรับตำแหน่งรองราชเลขาธิการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องมีข้าราชการไปแทน

“ผมไม่ได้มีอารมณ์ค้างจะย้ายทูตตามอำเภอใจ กระทรวงการต่างประเทศมีมืออาชีพ มีข้าราชการมือดีๆ เยอะ จะไปทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ การย้ายของผม เป็นการย้ายโดยความจำเป็น” รมว.ต่างประเทศ กล่าว และว่า ตนมีหลักเกณฑ์ โดยดูที่ความสามารถ อาวุโส ได้ซี 9 เมื่อไหร่ ได้ซี 10 เมื่อไหร่ ได้ซี 10 ครั้งแรกแล้วไปเป็นเอกอัครราชทูตในประเทศใหญ่โตหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศมีธรรมเนียมอยู่ ที่วอชิงตัน ดีซี จะเป็นทูตที่ดีที่สุด อาวุโสที่สุดของเรา ก่อนที่จะกลับมาเป็นปลัดกระทรวง เป็นต้น ส่วนทูตญี่ปุ่น ปารีส ลอนดอน ต้องอาวุโส ฉะนั้น คนที่ออกไปเป็นทูตครั้งแรก ไปอยู่ประเทศใหญ่ ๆ ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการโยกย้ายเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ และมอสโควตามที่มีข่าวลือหนาหูในขณะนี้หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ยืนยันที่มอสโควไม่มี ที่ลอนดอนยังไม่ได้มีการพิจารณา ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ขอรอดูสักประมาณ 2 สัปดาห์ ตนจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวว่า ย้ายเพราะเหตุใด อธิบายให้ประชาชนได้

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีย้ายเอกอัครราชทูตในลักษณะไม่เหมาะสมหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า มี แต่ตนจะดูว่า หากไปแล้วมีความสามารถทำงานได้ แม้ตอนแรกอาจจะไม่เหมาะสม ก็จะไม่ไปแตะต้อง หากไม่เหมาะสม ก็สามารถปรับได้ การย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติของข้าราชการฝ่ายการเมือง ที่ต้องปรับคนให้เหมาะสมกับภารกิจ

นายนพดล กล่าวอีกว่า การย้ายข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีการขอความยินยอมจากประเทศที่จะไปก่อน และประเทศนั้น ๆ มีสิทธิ์ที่จะไม่รับด้วย แต่ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิเสธจากประเทศที่ขอไป ทั้งนี้ ระดับซี 10 ต้องผ่านมติครม.ก่อน ถึงวันนี้การปรับย้ายเอกอัครราชทูตมีประมาณ 4-5 คน

“ข้าราชการบางคนฝักใฝ่เผด็จการ ทำทุกอย่างตอบสนองการยึดอำนาจ เป็นต้น ข้าราชการมีหลายแสนคน รัฐบาลนี้ย้ายไป 4 คน คิดว่าเป็นจำนวนไม่มาก ยกตัวอย่าง นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ผมไม่มีแนวคิดย้ายท่านเลย แม้จะเป็นกระบอกเสียงให้ช่วงยึดอำนาจก็ตาม แต่ท่านก็ทำตามหน้าที่ ที่ถูกฝ่ายการเมืองให้ทำ ผมไม่มีความรู้สึกไม่ดี แต่ข้าราชการคนใดทำเกินเลย ไม่บริการประชาชน ฝักใฝ่เผด็จการ มีความลำเอียงอย่างออกนอกหน้า ทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองการยึดอำนาจ เราต้องยอมรับว่า รับไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

ชูศักดิ์ ยืนยันการโยกย้ายข้าราชการรัฐมนตรีแต่ละคนมีเหตุผล

กรุงเทพฯ 6 มี.ค.-"ชูศักดิ์" รมต.สำนักนายกฯ ย้ำการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ คำนึงถึงหลักคุณธรรม ระบุเป็นดุลพินิจของผู้เกี่ยวข้องว่าเหมาะสมหรือไม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวใน “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ว่า มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินว่ารัฐมนตรีมีอำนาจในการโยกย้ายใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ให้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายต้องคำนึงถึงหลักคุณธรรม ธรรมาภิบาล และสิ่งที่ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องดุลยพินิจของผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

“การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) ก็พูดทำนองว่า ถ้าเราดูไปว่าการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในรัฐบาลยุคก่อน พล.อ.โกวิท วัฒนะ ก็ถูกนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นโยกย้าย เหมือนกับสมัยนี้ที่โยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีเหตุผลชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า การโยกย้ายเป็นเรื่องการปฏิบัติงานที่เหมาะสม ดังนั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาที่ต้องแสดงต่อสาธารณชน เป็นเหตุผลในเชิงการใช้อำนาจ ผู้ถูกแต่งตั้งโยกย้ายเห็นว่าไม่ถูกต้องก็สามารถต่อสู้ได้” นายชูศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า การโยกย้ายที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องแสดงเหตุผลให้สาธารณชนได้รับทราบว่ามีเหตุผลอะไร ซึ่งเหตุผลบางทีเป็นเรื่องเชิงบริหารงานของรัฐมนตรีที่เข้ามา ในยุค 1 ปีที่ผ่านมามีการแต่งตั้งโยกย้ายหลายคน แต่ไม่มีใครวิจารณ์กันมาก เพราะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพของประชาชนเงียบ ๆ เมื่อรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนสามารถวิจารณ์ได้

ส่วนการตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อเป็นตัวแทนปกป้องข้าราชการนั้น นายชูศักดิ์ เห็นว่า เป็นช่องทางที่จะเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวกับการบังคับบัญชา แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 07:39:00

ความต่างย้าย 2 ผบ.ตร.

แม้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะบอกว่า “พอได้แล้ว” แต่ควันหลงยังมีการพูดคุยกันในวงสนทนา และปรากฏเป็นข่าวและบทความทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

อย่างเมื่อวันวาน มีการตั้งวงสนทนากัน 2 วง ที่มีเนื้อหาการสนทนากันคนละฝั่ง เห็นด้วยกับคัดค้าน หนังสือพิมพ์ก็ให้ความสำคัญแตกต่างกันด้วย

กลุ่มแรก บรรดาคณาจารย์ของคณะรัฐประศาสนศาตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม โดยระบุความไม่เป็นธรรม 2 ประการ คือ

1.การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นไปตามหลักการบริหารคนที่ดี ทำให้กระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการโดยรวม

2.ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการบริหารงานของข้าราชการประจำ ทำให้สูญเสียความเป็นกลางทางการเมือง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงคุณธรรมในการบริหารคนให้มากกว่าการใช้อำนาจตามตัวบทกฎหมายอย่างเดียว

อีกวงเป็นของสมาพันธ์ประชาธิปไตย จัดอภิปรายเรื่อง โยกย้ายบิ๊กข้าราชการชอบธรรมหรือชำระแค้น มี พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรอง ผบ.ตร. ซึ่งคนในแวดวงสีกากีทราบกันดีว่า เป็นคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดีในเกือบทุกแง่ทุกมุม เป็นคนชูโรง ทำให้การอภิปรายเมื่อวันวานได้รับความสนใจจากนักข่าวพอสมควร

เนื่องจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช เป็นนายตำรวจคนแรกที่ออกอาการ หลังจากที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศลาออกจากราชการ

ในวงอภิปรายนี้ เห็นด้วยกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการย้ายข้าราชการระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เมื่อเข้ามายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ละคนที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่า ไม่ได้มีความผิดอะไร ไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

เพียงแต่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 และนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 เท่านั้น และที่โดดเด่นคงจะเป็น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มีผลงานพิสูจน์ได้ แต่ถูกย้ายออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพียงเพราะเป็นพี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทำให้เสียโอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะก่อนที่จะถูกย้ายนั้น กำลังจ่อคิวขยับขึ้น ในฐานะอาวุโสอันดับหนึ่ง อาวุโสกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ด้วยซ้ำ

ต่อมาเมื่อรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาจาก คมช. ที่เรียกกันว่า รัฐบาลขิงแก่ มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำงานไปได้ประมาณเดือนสองเดือน ก็เริ่มหวั่นไหวกับการที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการโหมกระหน่ำโจมตี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. ยังคงรับใช้อำนาจเก่า ในทำนองว่าเหมือนกับจะรู้อะไร จึงเดินทางไปราชการที่ภาคใต้ เมื่อเกิดระเบิดขึ้น 9 จุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แทนที่จะรีบขึ้นมาตรวจที่เกิดเหตุ สั่งการเร่งรัดให้ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายให้
เพราะตอนนั้นมีการตั้งธงกันไว้ว่าเป็นฝีมือของสมุนอำนาจเก่า

ทั้งๆ ที่ในห้วงเวลาปีเศษที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไปเรียกหาเผด็จการ ชุมนุมขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร นั้น พล.ต.อ.โกวิท ได้วางตัวเป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด

แต่บังเอิญว่าหลังจากมีการทำรัฐประหาร พล.ต.อ.โกวิท เร่งรีบรับ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 ของอดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นตำรวจ หลังจากลาออกจากผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และบังเอิญพนักงานสอบสวนคดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกแจ้งความกล่าวหา ได้สรุปสำนวน จึงกล่าวหาว่า พล.ต.อ.โกวิท เป็นผู้เร่งให้สรุปสำนวน

ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขีดเส้นตายให้ พล.ต.อ.โกวิท จับกุมตัวมือวางระเบิดให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในเมื่อผู้ลอบวางระเบิดเป็นมืออาชีพ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้เลย และที่ยากขึ้นอีกหลายเท่าก็เมื่อผู้มีอำนาจบางคนชี้นำรูปคดีไว้ล่วงหน้า

พล.ต.อ.โกวิท จึงถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีความผิดอะไรเลย

ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคำสั่งที่ออกหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน จะผิดจะถูกก็ต้องรอผลการสอบสวน แต่นั่นหมายความว่ามีข้อกล่าวหา

แต่...ด้วยความดัดจริต กองเชียร์ออกมาโวยวายกล่าวหาว่าเป็นการรังแกข้าราชการประจำ ที พล.ต.อ.โกวิท ไม่มีความผิด แต่กระหน่ำโจมตีกันเป็นลูกระนาด

นี่คือความต่างที่เห็นได้ชัด


รัฐฯดับชนวน 'กาสิโน'ช่างใจ 1 ปี

'รมว.คลัง' ขอเวลา 1 ปี พิจารณาเรื่องเปิดกาสิโน หลังนายกฯมีนโยบาย เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องรอบคอบ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเรื่องของการเปิดคาสิโนหรือ Entertainment Complex เป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะถือว่าเป็นสิ่งละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจว่าหากมีการเปิดขึ้นแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไร
' จะต้องดูรูปแบบให้มีความสอดคล้องกับสังคมไทย และป้องกันเยาวชนได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลยังมีเวลาในการศึกษาอีกนาน โดยมองว่าอาจจะใช้ระยะเวลา 1 ปี ในการเรียนรู้จากประเทศอื่น และรวบรวมข้อมูลให้มีความเข้าใจถ่องแท้จริงก่อน' รมว. คลัง

"เฉลิม" ขอรูดซิปปากกรณีบ่อนคาสิโน โต้"จำลอง"ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ด้าน “บรรหาร” นิ่งขอดูข้อมูลก่อนวิจารณ์ มท.1 เย้ยขรก.ตั้งสหภาพสู้ ไม่อาจห้ามคำสั่งโยกย้ายขรก.รายวันได้
วันนี้ (5 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงนโยบายเปิดบ่อนคาสิโนว่า จากนี้ไปจะไม่ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการเปิดบ่อนถูกกฎหมาย หรือคาสิโนอีกแล้ว และไม่ต้องการให้มองว่ารัฐบาลไม่สนใจในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปในรูปแบบต่าง ๆ อีกทั้งขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ก็ยังไม่ได้ประสานมาที่ตน ส่วนกรณีที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติของ พล.ต.จำลอง เป็นเหตุผลของท่าน เพราะคนอย่างพล.ต.จำลอง ไม่ชอบอบายมุขทั้งปวง ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ถือศีลปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกที่พล.ต.จำลองจะมาคัดค้านเรื่องแบบนี้ มันเป็นมุมมองของท่าน ตนไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงหรือบานปลาย เพราะสุดท้ายหากมีเหตุผลที่ดี ท่านก็ต้องเข้าใจและเห็นด้วย
ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ยังไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขอศึกษาข้อมูลก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าควรต้องทำประชาพิจารณ์ก่อนเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนและต้องดูข้อมูลด้วยว่า กรอบของแนวคิดดังกล่าวเมื่อทำออกมาแล้วจะประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เท่าไหร่ แนวคิดดังกล่าวมี 2 แนวทาง อย่างที่สิงคโปร์ก็ทำมานานแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่า การทำประชาพิจารณ์ต้องใช้เวลานาน อาจทำให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ นายบรรหาร กล่าวว่า ยังมีเวลาอีกมาก น่าจะทำ เพราะเห็นนายกฯบอกจะอยู่ 4 ปี
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนวินัย กระทรวงมหาดไทย มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ไล่ออก นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ อธิบดีกรมที่ดิน เมื่อครั้งเป็นประธานกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่มีการจัดซื้อมิเตอร์ไฟฟ้าโดยมิชอบว่า เรื่องนี้ไม่มีการปกป้องหรืออุ้มอธิบดีกรมที่ดินแต่อย่างใด แต่สำนวนที่นำมาพิจารณาในที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. เป็นการสรุปสำนวนจากคณะกรรมการเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีเอกสารประกอบคำแก้ข้อกล่าวหาของอธิบดีกรมที่ดินแนบมาด้วย จึงเห็นควรที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย การพิจารณาจะต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดว่าไปตามผิด ไม่มีการปกป้องหรืออุ้มอธิบดีกรมที่ดินอย่างแน่นอน ยืนยันว่าจะไม่มีการโยกย้ายอธิบดีกรมที่ดินไปก่อน จนกว่าการพิจารณาจะได้ข้อยุติ
ส่วนกรณีที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย จะก่อตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อป้องกันการโยกย้ายข้าราชการจากฝ่ายการเมืองนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการโยกย้ายได้ เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้

เดินหน้าเต็มตัว [6 มี.ค. 51 - 19:06]

ตอนแรกคิดว่าแค่โยนหินถามทาง เช็กปฏิกิริยาสังคมว่าจะมีกระแสตอบรับอย่างไร??

แต่เมื่อฟังคำยืนยันจากปากนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” หลังกลับจากเยือนกัมพูชา

ก็เป็นอันโป๊ะเชะว่ารัฐบาลเตรียมเปิดกาสิโน (แบบถูกกฎหมาย) ชัวร์ป้าด พันเปอร์เซ็นต์!!

นี่มันงานใหญ่ระดับอุ้มช้างอาบน้ำเชียวนะโยม??

เหตุผลที่นายกฯสมัครเกิดคันคะเยอจะให้เปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย

เพราะขณะนี้ประเทศใกล้เคียง พม่า เขมร ลาว ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ฯลฯ ได้แข่งกันเปิดบ่อนกาสิโนกันพร้อมหน้าพร้อมตา

แม้แต่ประเทศมุสลิมเคร่งจารีตอย่าง “มาเลเซีย” ยังอนุญาตให้เปิดกาสิโนครบวงจร

โดยมีคนไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่ขนเงินไปเล่นพนันกันตรึม!!

ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องยอมรับความจริงว่ามีคนไทยส่วนหนึ่งที่ชอบเล่นการพนัน

ทำให้มีบ่อนพนันเถื่อนทั่วบ้านทั่วเมือง

ฉะนั้น เมื่อเป็นฉะนี้ ทำไมเมืองไทยไม่มีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายซะเอง??

การเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายคือ เอาธุรกิจเถื่อนใต้ดินขึ้นมาบนดิน

รัฐบาลก็จะมีรายได้จากภาษีการพนันไปใช้พัฒนาประเทศอีกก้อนโต!!

เหมือนอย่างที่เอา “หวยใต้ดิน” ขึ้นมาเป็น “หวยบนดิน” เพื่อนำรายได้ไปเป็น ทุนการศึกษานักเรียนยากจน

ข้อสำคัญ ถ้ามีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย ตำรวจก็ไม่ต้องวิ่งไล่จับบ่อนพนัน มีเวลาดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนมากกว่าเดิม

นายกฯสมัคร แบไต๋ว่าจะอนุญาตให้ เปิดบ่อนกาสิโนเฉพาะเมืองท่องเที่ยวใหญ่ 5 แห่ง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น และพัทยา

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้าไปเล่นพนัน จะต้องมีหนังสือเดินทาง

คนไทยที่จะเข้าไปใช้บริการต้องจ่ายค่าสมาชิกปีละห้าหมื่นบาท หรือแสนบาท ขึ้นไป

นายกฯสมัคร ย้ำว่าบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายจะเกิดขึ้นสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับอายุรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลยืนระยะได้ครบเทอม 4 ปี ก็แจ้งเกิดได้แน่นอน!!

แต่ถ้าอยู่ได้แค่ 3 เดือน 6 เดือน หม้อข้าวยังไม่ทันดำ บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายก็ตายทั้งกลม

การที่รัฐบาลไม่รีบร้อนให้เปิดบ่อนกาสิโนโดยเร็ว ก็เพื่อให้เวลาพี่น้องประชาชนเอาข้อมูลด้านบวกด้านลบไปขึ้นตาชั่งวัดดู

ใครจะคัดค้านก็เชิญตามสบาย “สมัคร” ยอมเปลืองตัวให้ด่าฟรี!!

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าเหตุผลของรัฐบาลก็มีน้ำหนักน่ารับฟัง

แต่...การตั้งบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายก็เป็น “ดาบสองคม”

เพราะอาจดึงดูดเยาวชนรุ่นใหม่กลายเป็นทาสการพนัน

ยกเว้น จะมีมาตรการ “สกรีน” คนที่จะเข้าไปเล่นอย่างชัดเจน

คำถามต่อไปคือ ถ้ามีบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบ่อนพนันเถื่อนจะลดลง??

เพราะคนไทยไม่ว่ารวยหรือจนย่อมมีเชื้อนักพนันอยู่ในดีเอ็นเอ

ป.ล. “แม่ลูกจันทร์” มองข้ามช็อตไปถึงสัมปทานทำธุรกิจกาสิโน??

เพราะธุรกิจนี้ใครประมูลได้ก็สบายบรื๋อสะดือบวม

ฉะนั้น รัฐบาลต้องเปิดประมูลสัมปทานกาสิโนอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างแท้จริง!!

แต่ก็อย่างที่กระชุ่นไว้ตั้งแต่แรกว่า เรื่องการพนันเป็นดาบสองคม

“แม่ลูกจันทร์” จึงเห็นด้วยกับแนวคิดของ รมว.มหาดไทย “ดร.เฉลิม อยู่บำรุง” ให้เปิดเวทีประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นประชาชน

ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยให้เปิดกาสิโน... รัฐบาลก็ลุยถั่วได้ทันที

แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย... รัฐบาลก็ไม่ควรดันทุรัง.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว

เริ่มแล้ว”เสี่ยสั่งลุย” [6 มี.ค. 51 - 03:26]

มาแล้วครับทั่น “เสี่ยสั่งลุย” เจ้าเก่า ยี่ห้อ “ประชานิยม” ขนานแท้และดั้งเดิม

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวง การคลังเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 19 ข้อ

อาทิ มาตรการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ด้วยการเพิ่มวงเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิมที่ต้องมีรายได้สุทธิไม่เกิน 100,000 บาท เป็น 150,000 บาท

มาตรการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่นเอสเอ็มอีที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลในส่วนกำไร 150,000 บาทแรก

มาตรการกระตุ้นการลงทุน เช่น การหักค่าสึกหรอเครื่องจักรหรืออุปกรณ์การผลิต ได้ทันทีร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุนสินทรัพย์

มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์

ลดกระหน่ำเดือนมีนาคม

และนี่แค่เฟสแรกเท่านั้น ยังมีก๊อกสองเตรียมรอรับได้ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ตั้งแท่นชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกชุดเข้า ครม. ในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดยมาตรการใหม่จะเน้นไปที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์

รวมไปถึงการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก เช่น การต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล และพักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

เงินกำลังจะหมุนไปอีกรอบแล้ว

ก็ไม่ปล่อยให้รอนาน นี่คือการสมนาคุณแฟนๆที่เทคะแนนให้พรรคพลังประชาชน ฝากความหวังให้กลับมาฟื้นโครงการประชาชนนิยม ปัดฝุ่นนโยบาย ลด แลก แจก แถม

คืนความกินดีอยู่ดี

ไม่ได้หมดเท่านี้ ยังมีโครงการคืนความสุขให้สังคมนักเสี่ยงโชคแบบไทยๆ

วงการนักเล่นหวยกลับมาคึกคักทันทีที่ได้ยิน “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีชัดเจนในการเดินหน้ารื้อฟื้นโครงการหวยบนดิน

รอแค่บทสรุปวิธีการจัดจำหน่าย จะเป็นแบบเขียนอย่างเก่าหรือขายผ่านตู้ลอตโต

โดยมีเป้าหมายในการเอาเงินรายได้จากหวยบนดิน มาต่อยอดโครงการทุนการศึกษานักเรียน ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

รีบปัดฝุ่นสินค้าที่เคยฮิตติดตลาด เอากลับมาขายใหม่

ยังไม่พูดถึงว่า ผลลัพธ์สุดท้ายจะได้เนื้อได้หนังแค่ไหน

แต่โดยรูปการณ์ ไม่ถึงเดือนดีที่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนเริ่มต้น บริหารประเทศอย่างเต็มไม้เต็มมือ แต่ปั˜นโปรเจกต์ออกมาคึกคักเลย เปรียบเทียบกับ 1 ปี 2 เดือนของ “ฤาษีขี่เต่า” รัฐบาลจำเป็น ผลผลิตจากการรัฐประหาร

อย่างน้อยก็เหนือกว่ากันในด้านของคะแนนความพยายาม

ได้ทีย้ำแผล บลัฟผลงานล้มเหลวของฝ่ายยึดอำนาจ

ที่แสบก็คือความเก๋าของเซียนการตลาด

แม้ปากจะปฏิเสธเทียบเชิญให้รับตำแหน่งกุนซือเศรษฐกิจของ “หมอเลี้ยบ”

แต่ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เริ่มปฏิบัติภารกิจแรก ด้วยการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ของอังกฤษ ประจำภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้

ตะโกนประจานไปทั่วโลก

ระบุการรัฐประหารและความไม่แน่นอนทางการเมืองได้ทำลาย ภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างร้ายแรง รัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดใหม่ ของไทยจะเผชิญความยากลำบากในการเรียกความมั่นใจของนักลงทุนกลับคืนมา

“ในทางเศรษฐกิจแล้ว ความเชื่อมั่นนั้นมีราคาแพงยิ่ง และเมื่อมันหายไป เราต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลที่จะนำความเชื่อมั่น กลับมา

ไม่เพียงเท่านั้น มันยังรวมถึงเวลาอีกด้วย สองปีที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมืองรวมถึงการปฏิวัติ ได้สร้าง ความเสียหายอย่างมาก ที่สำคัญคือการกัดกร่อนภาพลักษณ์ ประเทศไทยในประชาคมโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการฟื้นฟู”

ได้ทีตามถล่มคู่แค้นที่ยึดอำนาจ

พร้อมกับเปิดช่องหายใจหายคอให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ดันกองทุนหมู่บ้านกระตุ้นศก. ดึง'ออมสิน-ธกส.'เสริมคุณภาพ [6 มี.ค. 51 - 03:01]

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าววันนี้ (5 มี.ค.) ว่า ในวันศุกร์ที่ 7 มี.ค.นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อวางแนวทางการพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ให้มีส่วนสำคัญเข้าไปช่วยกระตุ้นประชาชนระดับฐานราก ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขั้นต่อไป การดำเนินการครั้งนี้ จะเน้นการพัฒนาคุณภาพของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นหลัก ไม่เน้นเชิงปริมาณเช่นที่ผ่านมา ต้องมีหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาให้ชัดเจนด้วย โดยรายละเอียดทั้งหมดต้องหารือในที่ประชุมก่อน ยืนยันว่า การพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ครั้งนี้ จะให้ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าไปช่วยดำเนินการ เพื่อพัฒนาให้เกิดความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในระยะต่อไป


"มาตรการเหล่านี้ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วง 6 เดือน จากนั้นในระยะยาวได้เตรียมมาตรการการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งระบบใหม่หมด โดยเน้นการสร้างฐานความรู้เป็นหลัก และเป็นเรื่องใหญ่ในระยะต่อไปที่จะนำศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี มาเป็นองค์กรสำคัญเพื่อปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยให้มีแนวคิดในเชิงสร้างสรรค์" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว


นายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้พิจารณาการให้สินเชื่อต่อยอดกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีศักยภาพในการดำเนินงานอีกกว่า 20,000 กองทุน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า และได้เสนอมาตรการเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการพักชำระหนี้ ลดภาระหนี้แก่เกษตรกรที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ให้กับนายสุรพงษ์ เรียบร้อยแล้ว แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหาค้างชำระในงบบัญชีกว่า 300,000 ราย การลดดอกเบี้ยลงไม่เกินร้อยละ 3 ของดอกเบี้ยปัจจุบัน ให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระหนี้ตรงเวลา 1.7 ล้านราย สามารถประกาศใช้ได้ในปลายเดือนมี.ค.นี้


คนกลุ่ม 1 กับ สื่อกลุ่ม 1

ความพยายามที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย วันนี้..ต้องยกให้กับสื่อพวกที่เข้าไปเล่นการเมืองสื่อมวลชนนั้น..หากไม่ใช่สื่อของพรรคหรือสื่อของขบวนการทางการเมืองแล้ว..จะต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด..แต่ประเทศไทยกับความวุ่นวายทางการเมือง ที่สร้างความเสียหายอย่างยับเยินให้กับชาติมาตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่านั้น..ถึงวันนี้..กองทัพได้ประกาศแล้ว ที่จะไม่เข้ามายุ่งกับการเมืองพรรคการเมือง..ที่เป็นฝ่ายค้านก็ถอยไปเล่นกันตามกติกา เล่นกันในสภาผู้แทน..ทักษิณ ชินวัตร..ก็ประกาศ..ถอนตัวอย่างเด็ดขาดจาก..การเมือง..แต่..ที่ยังไม่ยอมรับในกติกา ยังเดินหน้าและตั้งเป้าที่จะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นนั้น..มีแค่คนกลุ่มหนึ่งกับสื่อกลุ่มหนึ่ง..คนกลุ่มนี้กับสื่อกลุ่มนี้..ประสบชัยชนะมาแล้วเมื่อปีกว่าๆ เพราะสามารถพาคนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล เปิดทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจรัฐ..วันนี้ มีรัฐบาลเลือกตั้งเกิดขึ้น..เป็นคนหน้าใหม่แทบจะทั้งสิ้น..แต่คนกลุ่มนี้และสื่อกลุ่มนี้..ก็ยังหิวโหยในอำนาจและสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะใช้เป็นพาหนะในการก้าวเข้ามามีอำนาจทางการเมืองในวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหากย้อนหลังกลับเข้าไปในความวุ่นวายทุกครั้งในประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง..ในสงครามกลางเมืองที่มีประชาชนต้องล้มตาย และทรัพย์สมบัติของบ้านเมืองต้องเสียหายมันก็เนื่องมาจากคนกลุ่มนี้กับสื่อกลุ่มหนึ่งอาศัยคราบร่างแห่งความเป็นสื่อบังหน้า..ขู่เข็ญบังคับเพื่อรับผลประโยชน์จากนักการเมืองที่..อยากจะปกปิดบาดแผล..สื่อชั่วชาติบางคน..หยิบเอาผลประโยชน์คลื่นมือถือออกไปเซ็งลี้ขาย..จนกลายเป็นสื่อพันล้านหมื่นล้าน..แล้วยักย้ายถ่ายเทออกไปเป็นโรงแรมหรูในเวียดนาม..สื่อชั่วชาติ..ปล้นธนาคารใหญ่ไปเกือบหมื่นล้าน แล้วล้มสบายลงมาบนฟูก..ถึงวันนี้มันชี้หน้าด่ากราด..สื่อหลากหลายว่าไม่ใช่สื่อ..ทั้งๆ ที่สื่อเหล่านั้นเขายังชีพอยู่ได้ด้วยจำนวนขายและโฆษณา..สื่อหลายรายต้องปิดตัวสลายกองบรรณาธิการ..เพราะ..ขู่เข็ญทำแบล็กเมล์ไม่เป็น..ข้าแต่ศาลที่เคารพ ถ้าสื่อชาติชั่วเหล่านี้ยังอยู่ได้..ประเทศน่าจะไปไม่รอด

● พญาไม้ ●