WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 7, 2008

กลียุค

พันธมิตรฯ แฉเล่ห์แม้ว...ซิ่งหนีคดีโกง-หวั่นบ้านเมืองกลียุคพาดหัวข่าว...สนธิทูเดย์...ผู้จัดการ...ฉบับ 6 มีนาคม 51 บ้านเมืองนั้น....คงไม่ใช่ภาระหน้าที่ของคน 5 คน...ที่ประกาศตนเป็น "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"
เพราะสิ่งที่ยามทั้ง 5 พากันทำอยู่นี้...ต้องเรียกว่า..."พันธมิตรเผด็จการ"
เพราะสิ่งที่ท่านล้มล้างลงไปครั้งที่แล้วนั้นก็เป็นการล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย...
และสิ่งที่พวกท่านกำลังจะทำการล้มล้างครั้งใหม่ ก็เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยต่างกันที่คนก่อนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
ส่วนคนใหม่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช
ทักษิณ ชินวัตร เคยตอบคำถามของ...นักหนังสือพิมพ์กลุ่มหนึ่ง...เกี่ยวกับความแตกแยกระหว่างเขากับนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งว่า...ทำไม...ทำไมถึงคุยกันไม่ได้...ผมให้เขา แต่เขาไม่เคยพอเกี่ยวกับ...นายทหารคนหนึ่ง...
ทักษิณตอบว่า...เขาบอกผมมามากมายหลายครั้งผมก็จัดให้...แต่ครั้งหลังสุดนี้ขอมา 2 พันล้าน...
ผมจะจัดจากที่ไหนไปให้เขาได้...
ทักษิณ...จะพูดถึงใคร เรื่องที่เล่าจะเป็นจริงเป็นเท็จแค่ไหน...เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ
แต่หากดูในประวัติศาสตร์ของมิตรไมตรีที่เคยมีต่อกัน มาจนถึงวันที่เกิดความแตกแยกแปรสภาพจากมิตรเป็นศัตรู...และการต่อสู้ที่เรื้อรังเหี้ยมโหดแล้ว
อย่างน้อย เนื้อเรื่องคือเรื่องจริง
ตราบเท่าที่ ทักษิณ ชินวัตร ยังมีชีวิตอยู่...เขาเหล่านั้นย่อมไม่เลิกรา...และยิ่งเมื่อประชาชนพากันศรัทธา และลงคะแนนให้คนของทักษิณกลับมาเป็นรัฐบาลด้วยแล้ว
ท่านเหล่านั้นย่อมคลั่งเจียนตาย
ท่านเหล่านั้นย่อมกระทำในทุกวิถีทางที่จะเป็นการทำลาย ทักษิณ ชินวัตร...
แต่ในวันที่ทักษิณมีสภาพเป็นมนุษย์ล่องหนหาตัวหาตนไม่พบแบบนี้...เขาจึงเป็นเป้าหมายที่ถูกทำลายยาก...
สมัคร สุนทรเวช จึงเป็นเป้าตัวแทนพร้อมกับคณะรัฐมนตรีของพลังประชาชน
หนทางเดียวที่จะทำลาย...ทักษิณและพรรคพลังประชาชน...ก็คือต้องสร้างกลียุคขึ้นมา...
แต่พวกท่านลืมไปว่า...กลียุคนั้น...มันควบคุมไม่ได้...
กลียุคครั้งหนึ่งบนแผ่นดินฝรั่งเศส...ผู้สร้างกลียุคต้องหัวหลุดให้กับ...กิโยติน...
ผู้สร้างกิโยตินก็ต้องอุทิศหัว...ให้กับเครื่องมือ...ที่มันประดิษฐ์ขึ้นมา..
.พระท่านว่า...ผู้ประพฤติกรรมย่อมเป็นไปตามกรรม


● พญาไม้ ●

/////////

คอลัมน์:พญาไม้ ทูเดย์...

จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 6/03/2551

‘โกตั๊บ แซ่ลิ้ม'ผิดซ้ำซาก!มิรู้สำนึก

คงต้องบอกว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจจริง ๆ และถือเป็นเวรกรรมของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศที่มีคนอย่างนายโกตั๊บ แซ่ลิ้ม หรือปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันดีในนาม ‘สนธิ ลิ้มทองกุล' ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาอยู่อาศัยร่วมแผ่นดินไทย

วันนี้ หากเอ่ยถึงนาย ‘สนธิ' แล้ว เชื่อได้ว่า น้อยคนนักจะไม่รู้จักจอมอหังการที่ใช้สื่อต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีสารพัดเรื่องต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงการกล่าวหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่คนไทยให้ความเคารพเพื่อประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้องจนนำไปสู่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549

แน่นอน ความสำเร็จของนายสนธิต้องจารึกเอาไว้ประวัติศาสตร์ชาติไทยถึงอานุภาพของสื่อในยุคสมัยใหม่ และอัจฉริยะภาพส่วนตัวของนายสนธิเองที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการโค่นล้มพ.ต.ท.ทักษิณทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่ในเวลาเดียวกัน ผลดีที่ได้รับก็คือ ทำให้คนไทยได้หูตาสว่างมากขึ้นจากความจริงต่าง ๆ หลังจากที่มืดบอดมานาน

การเดินหน้าถล่มโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์หลังจากลี้ภัยในต่างประเทศนานร่วม 18 เดือนนับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 2549 แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนกำลังบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของนายสนธิ และพวกพ้อง

ด้วยเหตุนี้เอง การใช้กลยุทธ์เดิม ๆ ของนายสนธิ โดยเฉพาะการยัดเยียดข้อกล่าวหาในเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูงของพ.ต.ท.ทักษิณจึงย้อนกลับมาให้เห็นอีกครั้ง โดยเชื่อว่าอาจจะมีประชาชนหน้าโง่อีกนับหมื่นนับแสนที่หลงเชื่อคำพูดตนเอง

และมาถึงวันนี้ นายสนธิยังไม่เลิกสันดานชั่วช้าของตนเองที่พยายามจะทำเช่นนั้นอีก ดังจะเห็นได้จากความพยายามโยงใยไปถึงสถาบันเบื้องสูงอีกครั้ง โดยหยิบยกมาจากข้อความตอนหนึ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์นิตยสารไฟแนนเชียล ไทม์เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ และภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ถูกทำลายจนยับเยินจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

นี่แหละฝีมือของนายสนธิ ที่ใช้สื่อแทบทุกชนิดทุกประเภทเป็นเครื่องมือในการใส่ร้ายป้ายสีทำลายคนอื่น และยังใช้เป็นเครื่องมือในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อันที่จริงแล้ว การแสดงความเห็นของพ.ต.ท.ทักษิณในนิตยสารไฟแนนเชียล ไทม์เป็นเพียงแค่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีตำแหน่ง หรือฐานะใหญ่โตอันใดในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และที่สำคัญการแสดงความเห็นดังกล่าวเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย....ไม่ใช่เผด็จการ

หากใครก็ตามที่ได้อ่านจากต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ หรือที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามชี้ให้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปี 49

แน่นอน ความเสียหายจากเหตุการณ์รัฐประหารในวันนั้นจนถึงวันนี้ ยากที่จะประเมินผลกระทบได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ หรือสังคม และการเมือง แต่ที่เห็นชัดเจนก็คือ ประเทศไทยต้องก้าวถอยหลังไปหลายปี ความเชื่อมั่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศลดวูบจนแทบไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมกับประเทศไทย กระทั่งย้อนกลับมาส่งผลร้ายต่อประชาชนชาวไทยทุกคนในที่สุด

ในบทสัมภาษณ์ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่าง ๆ จากการก่อรัฐประหารจนตกมาสู่รัฐบาลชุดปัจจุบัน คำแนะนำในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังรุมเร้าเข้ามา ความตั้งใจจริงของอดีตนายกฯทักษิณที่ยังคงห่วงชาติบ้านเมือง ต้องการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ

ที่สำคัญที่สุดก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการรักษา และธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยตราบนานเท่านานท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ยังคงโหมแรงทุกขณะ

หากพิจารณาให้ดีแล้ว สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์ไฟแนนเชียล ไทม์ก็คือ สถานการณ์ประเทศไทยจากเหตุการณ์รัฐประหารที่ผ่านมาจะเลวร้ายลงยิ่งกว่านี้หากไม่มีสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยที่มีความเข้มแข็ง และได้รับความเคารพอย่างมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาของนายสนธิได้

หากจำกันได้ ศาลอาญารัชดาเคยพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 3 ปีโดยไม่รอลงอาญาต่อนายสนธิกรณีแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งใช้เลห์เพทุบายเพื่อประโยชน์ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้แตกแยกเป็น 2 ฝ่ายหวังโค่นล้มอดีตนายกฯทักษิณที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าไม่มีความจงรักภักดี แต่นายสนธิยังถือว่าโชคดีที่ศาลท่านเมตตาอนุญาตให้ประกันตัวไปสู้คดีกันต่อไป

ดังนั้น จึงถือได้ว่า เหตุการณ์ และบทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมามิได้ทำให้นายสนธิเข็ดหลาบ หรือสำนึกกับความผิดของตนเองแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเพิ่มความหยิ่งผยองพองขนโดยไม่สนใจหลักกฎหมายของชาติบ้านเมือง

ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ชะตากรรมของนายสนธิจะเป็นเช่นใดก็ขึ้นอยู่กับผลกรรมของนายสนธิที่ก่อเอาไว้นั่นแหละ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ตอนจบไม่น่าจะแฮปปี้ เอ็นดิ้ง แน่นอน


จาก hi-thaksin

Thursday, March 6, 2008

รัฐฯฟื้นคดีเพชรซาอุ

นพดลลั่นรื้อคดีเพชรซาอุ รวมระยะเวลา19 ปีเต็ม ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุ หยุดชะงัก รายไดที่ขาดหายไปไม่ตํากว่า 2 แสนล้านบาท ต้องสาวถึงตัวการนํามาลงโทษ นัดถกกับรก.อธิบดีดีเอสไอ สตง.แนวทางสืบสวนสอบสวนในเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนายนาบีล ฮุสเซน อัชรี อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยว่า รัฐบาลไทยชุดนี้อยากปรับความสัมพันธ์กับซาอุดี อาระเบียให้อยู่ในระดับปกติ ทั้งมีสถานเอกอัครราชทูตและเอกอัครราชทูตที่นั่น แต่ปัญหาคือ ซาอุดีอาระเบียไม่ออกวีซ่าให้คนงานไทยหรือออกให้จำนวนน้อย เมื่อเทียบกับแรงงานไทยเมื่อปี 2532 มีประมาณ 1.5 แสนถึง 2 แสนคน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1 หมื่นคน ไทยสูญเสียรายได้จากที่เคยมีประมาณหมื่นล้านบาทต่อปี แต่สิบกว่าปีมานี้ ไทยสูญเสียโอกาสทางธุรกิจกว่าสองแสนล้านบาท ซึ่งทางซาอุดีอาระเบียชี้แจงว่า มีปัญหา 3 ประการที่มีผลต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ คือ กรณีนักการทูตถูกสังหาร กรณีนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย และคดีเพชรซาอุฯ ซึ่งตนรับปากว่าจะเชิญรมว. ยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาหารือเพื่อหาทางคลี่คลายเพื่อหาคำตอบที่ทางซาอุดีอาระเบียต้องการและรอคอยคำตอบมานาน 19 ปี ถ้ามีผู้กระทำความผิดในไทย ก็ต้องหาคนผิดมาลงโทษให้ได้ กระทรวงการต่างประเทศถือว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก

สมัคร พบ อุปทูตซาอุฯหวังฟื้นความสัมพันธ์

10.00 น. นายนาบีล ฮุสเซน อัชรี อุปทูตซาอุดีบาระเบียประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลเป็นการส่วนตัว โดยมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ใช้เวลาหารือกันนานประมาณ 40 นาที ซึ่งคาดว่าเป็นการหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย โดยภารกิจดังกล่าวไม่อนุญาตให้ช่างภาพและสื่อมวลชนเข้าบันทึกภาพ
อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา นายนาบีล ฮุสเซน อัชรี ได้เข้าพบและหารือร่วมกับนายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศแล้ว โดยนายนพดล เปิดเผยผลการหารือว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องการปรับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียให้อยู่ในระดับปกติ เนื่องจากมีปัญหาที่ซาอุดีอาระเบีย ออกวีซ่าให้คนงานไทยจำนวนน้อยมาก ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ โดยซาอุดีอาระเบียชี้แจงกับนายนพดลด้วยว่ามีปัญหา 3 ประการที่มีผลต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ คือ กรณีนักการทูตถูกสังหาร กรณีนักธุรกิจซาอุดีอาระเบีย และคดีเพชรซาอุ อย่างไรก็ตามทางนายนพดลยังได้รับปากอุปทูตซาอุดีอาระเบียด้วยว่า จะเชิญ รมว.ยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หารือเพื่อหาทางคลี่คลายและหาคำตอบที่ทางซาอุดีอาระเบียรอคอยมานานกว่า 19 ปี และกระทรวงการต่างประเทศถือว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย เป็นนโยบายหลัก

จักรภพ ชี้ย้าย ขรก.เพื่อวางคนสนองตอบนโยบายรัฐบาล

ทำเนียบฯ 6 มี.ค. - “จักรภพ” พร้อมหนุนตั้งสหภาพ ขรก. หากจะทำให้การทำงานร่วมกันของ ขรก.ประจำกับฝ่ายการเมืองในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนมีประสิทธิภาพ อ้างเหตุย้าย ขรก. เพื่อวางตัวคนต่อยอดนโยบายรัฐบาล ยันย้าย จนท.ดีเอสไอไป ป.ป.ท. ไม่ใช่กลั่นแกล้ง-ล้างแค้น

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายจาดุร อภิชาตบุตร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกสมาคมข้าราชการพลเรือน เกี่ยวกับกรณีที่จะมีการตั้งสหภาพข้าราชการ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเท่านั้น แต่ทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกอย่าง หากทำให้ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมืองสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

“เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างข้าราชการประจำกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การทำงานให้กับประชาชนเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลจะไม่เข้าไปก้าวล่วง เพียงแต่อยากให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ที่อาจสร้างความแตกแยกในช่วงที่บ้านเมืองกำลังก้าวเข้าสู่สภาวะปกติ” นายจักภพ กล่าว

ส่วนการส่งสัญญาณที่จะมีการโยกย้ายข้าราชการอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการสร้างบรรยากาศที่ไม่สมานฉันท์หรือไม่นั้น นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องทำงานรับใช้ประชาชนตามนโยบายที่หาเสียงไว้ และต้องเชื่อมั่นว่า บุคคลที่ได้รับมอบหมายงานจะสานต่องานที่ได้รับมอบหมายได้ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้คนที่ได้รับความไว้วางใจมาช่วยทำงาน จึงไม่ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีต่อข้าราชการ

“การโยกย้ายรองเลขาธิการกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานไปช่วยงานที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือล้างแค้นเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการย้ายเพื่อความเหมาะสม เพราะถึงแม้จะโยกย้ายเจ้าหน้าที่ก็ไม่ส่งผลต่อคดีที่ถูกส่งขึ้นสู่ศาลแล้ว และหากกลั่นแกล้งก็มีประชาชนคอยตรวจสอบอยู่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 18:41:39

พ.ต.ท.ทักษิณ แก้ข้อกล่าวหา คตส. ยืนยันไม่เคยโกงชาติ

กรุงเทพฯ 6 มี.ค. –พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งทนายความแก้ข้อกล่าวหาฐานร่ำรวยผิดปกติต่ออนุกรรมการ คตส. มีความหนากว่าพันหน้า ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่เคยทำผิดกฎหมายและไม่เคยหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากประเทศชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นที่ทำการของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า เมื่อเวลา 15.00 น. (6 มี.ค.) นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้เข้ายื่นหนังสือแก้ข้อกล่าวหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่

ทั้งนี้ อนุกรรมการไต่สวนฯ มีข้อกล่าวหาหลัก 3 ประการ คือ 1. พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรส ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.การใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ธุรกิจสัมปทานของบริษัทชินคอร์ป 3.ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ โดยมีทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร คือ เงินจำนวน 77,000 ล้านบาท ที่ได้มาจากการขายหุ้นและเงินปันผลของหุ้น

ภายหลังการยื่นหนังสือ นายฉัตรทิพย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่า ตนเองและครอบครัวไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ ต่อกฎหมาย ไม่เคยหาประโยชน์โดยมิชอบจากประเทศชาติ สำหรับข้อต่อสู้ในข้อกฎหมายสรุปได้ว่า คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 แต่เวลานี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แล้ว ดังนั้น การใช้ประกาศ คปค. ไม่ควรใช้ควบคู่กับรัฐธรรมนูญ และเห็นว่า คตส.ไม่น่ามีอำนาจตามกฎหมายแล้ว

นายฉัตรทิพย์ กล่าวต่อว่า รูปแบบตามอำนาจตามประกาศ คปค. ยังมีอำนาจเฉพาะเจาะจงเพื่อดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณและคนในครอบครัว จึงเป็นข้อขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะที่การไต่สวนก็ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ให้ผู้ถูกฟ้องมีสิทธิตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากอนุกรรมการฯ ทำให้เสียโอกาสในการต่อสู้คดี

นายฉัตรทิพย์ กล่าวอีกว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของ คตส. มีการดำเนินการในเรื่องเดียวกัน แต่มีข้อเท็จจริงเป็น 2 มาตรฐาน ทำให้เกิดความสับสน เช่น เมื่อต้องการเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีได้หุ้นชินคอร์ปมาเป็นกรรมสิทธิ์จากบริษัท แอมเพิลริชฯ คตส.เร่งรัดให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษี ทั้งที่หุ้นดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบของบุคคลทั้งสองตามกฎหมาย แต่เมื่อจะเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และต้องการให้เงิน 77,000 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน กลับกล่าวอ้างขึ้นมาใหม่ว่า หุ้นจำนวนเดียวกันนั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสอยู่ แล้วกล่าวอ้างใหม่ว่า ผู้รับโอนนั้นเป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ

“การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โอนหุ้นให้กับบุตรในราคาพาร์ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากให้ลูกได้เรียนรู้ถึงการทำธุรกิจว่า ต้องมีต้นทุน ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว หากพ่อให้หุ้นลูก สามารถทำโดยเสน่ห์หาได้ ทำไมถึงต้องมากล่าวหาว่าการซื้อขายไม่ถูกต้อง เพราะให้ฟรียังทำได้เลย” นายฉัตรทิพย์กล่าว

ส่วนข้อกล่าวหาที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจนั้น นายฉัตรทิพย์ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะในกระบวนการนิติบัญญัติเป็นความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีอำนาจไปก้าวก่ายกระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภาได้ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนดแก้ไขภาษีสรรพสามิต ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะมากล่าวอ้างโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ และหากกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์จริง เหตุใดผู้มีอำนาจจึงไม่ยกเลิกกฎหมายดังกล่าว

นายฉัตรทิพย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ธนาคารเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ช่วยเหลือประเทศพม่าว่า เป็นไปตามสนธิสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องบริหารราชการ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเรื่องดังกล่าวส่งผลให้ไทยได้รับสัมปทานก๊าชธรรมชาติจากพม่ามูลค่านับแสนล้านบาท และที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณและคู่สมรสไม่มีส่วนได้เสีย เป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในกิจการทั้งหมดที่คณะอนุกรรมการไต่สวนกล่าวอ้างเลย

นายฉัตรทิพย์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกกล่าวหาที่ระบุว่าร่ำรวยผิดปกติ ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เพราะจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายมีอยู่เท่าเดิม ตั้งแต่สมัยก่อตั้งบริษัทชินคอร์ป จนโอนไปให้ผู้รับโอน และเมื่อมีการขายในตลาดหลักทรัพย์จำนวนหุ้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น หากพิจารณาว่าหุ้นเป็นทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นผิดปกติ หรือได้มาโดยไม่สมบูรณ์ จึงไม่เป็นความจริง

“วันนี้ ได้ยื่นเอกสารหลักฐานพร้อมกับคำชี้แจงกว่า 1,000 หน้า และได้ขอเพิ่มพยานบุคคลประมาณ 100 กว่าปาก โดยเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการออกกฎหมาย เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รวมทั้งบอร์ดในบริษัท กสท. ทศท. ซึ่งยืนยันว่า การขอเพิ่มพยานไม่ได้เป็นการประวิงเวลาของคดี เพราะยังไม่ได้มีการสอบปากคำพยานเลย ซึ่งเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะใช้เวลาพอสมควร แต่จะได้สอบปากคำพยานทุกปากหรือไม่ ขึ้นกับ คตส.ที่จะพิจารณา” นายฉัตรทิพย์.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 18:12:33

‘ทักษิณ’ปรากฏตัวอีกครั้ง

หลังจากที่เงียบหายไปหลายวัน วันนี้อดีตนายกฯปรากฏตัวที่สมาคมกอล์ฟอาชีพ โดย มีส.ส.พลังประชาชนเดินทางเข้าพบด้วย

วันนี้(6 มี.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมประชุม สมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย โดยก่อนการเข้าร่วมประชุม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยิ้มทักทายกับสื่อมวลชนที่เกาะติดทำข่าวอย่างใกล้ชิด

สำหรับการปรากฏตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก หลังจาก เช็กเอ๊าท์ออกจากห้องพักโรงแรมเพนนินซูล่า อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ จะให้สัมภาษณ์หลังจากประชุมสมาคมกอล์ฟฯ ล่าสุด ได้มี ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน เข้าพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ นายนัจมุดดีน อูมา นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ และนายซูกาโน มะทา

‘ทักษิณ'มอบอำนาจทนายแจงอนุกก.ไต่สวนของคตส.

ทีมทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำโดย นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ นำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของ พันตำรวจโททักษิณ ซึ่งหนาประมาณ 500 หน้า ยื่นต่ออนุกรรมการไต่สวนของ คตส.โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ว่า พันตำรวจโททักษิณ และภริยาได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปให้บุคคลอื่นไปแล้วตั้งแต่ปี 2543 ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2544 ซึ่งเป็นการกระทำอย่างเปิดเผย ไม่มีการวางแผนโอนหุ้นให้บุคคลอื่น
สำหรับ ข้อกล่าวหาที่ว่าใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสัมปทานของบริษัท ชินคอร์ป นั้น ทีมทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พันตำรวจโททักษิณ ชี้แจงว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องไปแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือธุรกิจสื่อสารดาวเทียม เพราะมีหน่วยงานของรัฐดูแลรับผิดชอบอยู่ และเป็นหลักการของการเปิดกิจการโทรคมนาคมเสรี ขณะเดียวกัน ปฏิเสธข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติจากการขายหุ้น และเงินปันผลของหุ้น มูลค่า 77,000 ล้านบาท เพราะจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายมีเท่าเดิมตั้งแต่สมัยก่อตั้งบริษัทชินคอร์ป แต่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยขอยืนยันความบริสุทธิ์ และเชื่อว่าการถูกตั้งข้อกล่าวหาครั้งนี้ มีปัญหามาจากทางการเมืองเป็นสำคัญ


จาก hi-thaksin

คนรัก‘ทักษิณ'จับมือตั้งกลุ่ม‘มหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย'

นายประชา ประสพดี ส.ส.สุมทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะอดีตแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกแถลงการณ์เรื่อง 'กลียุคมาแล้ว' โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีพฤติการณ์ดูถูกภาคประชาชน ว่า ตนมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวโดยที่แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนมีจิตใจหมกมุ่นและมีอคติกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม ตนและแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ ได้ตั้งกลุ่ม 'มหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย' ขึ้น เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีวัตถุประสงค์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และมีแนวโน้มที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ และระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
สำหรับคณะทำงานติดตามความเคลื่อนไหวนั้น มาจากตัวแทนหลายฝ่าย อาทิ กลุ่มคนขับแท็กซี่ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กลุ่มกรรมกร นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ที่มีความเห็นตรงกันว่าขณะนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแล้ว ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบผ่านทางนิติบัญญัติ ศาล และฝ่ายบริหาร
ทั้นี้ นายประชา ยังกล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่ในลักษณะข่มขู่ โดยมีวิธีการที่อยู่นอกเหนือกติกา ซึ่งหากกลุ่มคนเหล่านี้ยังใส่ร้ายและดูถูก พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไม่หยุดหย่อน ตนจะดำเนินการทุกมาตราการทางสังคมเพื่อการตอบโต้ ซึ่งจะเริ่มจากการดำเนินคดีทางศาล และจะจบลงด้วยการขับเคลื่อนของคลื่นมหาชนจำนวนมาก ที่มีความต้องการร่วมกันในการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ตั้งข้อสังเกตุว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาตั้งโต๊ะแถลงการณ์นั้น มีเหตุผลมาจากการแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัวใช่หรือไม่
'รัฐบาลไม่ได้สร้างเงื่อนไขในการปฎิวัติอีกรอบ แต่คนกลุ่มนี้ต่างหากที่โยนไฟใส่คนอื่น และที่ผ่านมาความวุ่นวายก็เกิดจากกลุ่มคนเหล่านี้ทั้งนั้น คิดไปเองหรือเปล่าหรือกลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมที่จะคิดแผนชั่วรายอีกหน ผมของวิงวินให้หยุดถ้าไม่หยุดก็จะเจอคลื่นมหาชน ครั้งนี้ผมไม่ได้ขู่ แต่เอาแน่ ไม่ถอยด้วย ผมไม่ยอมปล่อยพวกทรราชย์ทั้ง 5 คนมาทำลายความสุขอย่างเด็ดขาด และเชื่อว่าไม่ต้องเป่านกหวีด แค่เคาะกะลาก็มีคนออกมาเยอะแล้ว และหากเหตุการณ์หนักๆ ผมก็พร้อมที่จะถอดเครื่องแบบมาเป็นคนธรรมดาร่วมดำเนินการด้วย' นายประชากล่าว


จาก hi-thaksin

‘สมัคร'เผยเปิดกาสิโนแค่ความเห็น-ชี้แจงอีกครั้ง9มี.ค.

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุว่า แนวคิดการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในไทยเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลหรือพรรคพลังประชาชน(พปช.)โดยจะยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น จนกว่ารัฐบาลจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้
"เรื่องนี้ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ที่ไหน ผมตอบคำถามในรายการพูดจาประสาสมัคร มีการถามว่ากาสิโนในประเทศไทยสร้างได้หรือ ผมก็บอกว่าเรื่องนี้น่าพิจารณาก่อสร้างได้ เท่านั้นเองแต่กลายเป็นข่าวใหญ่โต ผมตอบคำถามเท่านั้น ไม่ใช่นโยบาย เป็นความเห็นส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น"นายสมัคร ตอบกระทู้เรื่องการตั้งบ่อนกาสิโนในประเทศซึ่งถามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เมื่อบ่ายนี้
เขา กล่าวอีกว่า จะไม่มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อที่จะเปิดบ่อนกาสิโน อย่างไรก็ตาม หากอนาคตรัฐบาลเห็นด้วยก็สามารถนำรายงานของสภาผู้แทนราษฎรที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้ ไปดำเนินการได้ทันที
"ผมไม่บ้าพอที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะตั้งกาสิโน ถ้าเขาห้ามไม่ให้ทำผมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเริ่มทำ เพราะสภาผู้แทนราษฎร เคยศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว มีรายงานวันข้างหน้าถ้ารัฐบาลเห็นชอบ เราก็เอารายงานของสภาไปดำเนินงานได้" นายสมัคร กล่าว
เขา กล่าวอีกว่า จะชี้แจงเรื่องนี้อีกครั้ง ในรายการ"สนทนาประสาสมัคร" วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค.นี้
เมื่อต้นมี.ค.นี้ นายสมัคร กล่าวในรายการ"สนทนาประสาสมัคร"ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11กรมประชาสัมพันธ์ ว่า จะผลักดันการพนันให้มาอยู่บนดินโดยจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเหมือนอย่างต่างประเทศ


จาก hi-thaksin

สุเมธ ระบุอายุครบ 70 ปี 9 มี.ค.ไม่ส่งผลหน้าที่ กกต.

นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง กกต. เนื่องจากจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 9 มีนาคมนี้ ว่า เนื่องจากมี พ.ร.บ. เปลี่ยนการนับวันขึ้นปีใหม่ของไทย เมื่อปี 2483 จากวันที่ 1 เมษายน เป็นวันที่ 1 มกราคม ทำให้ปี 2483 หายไป 3 เดือน คือ ไม่มีเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม ประกอบกับเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา เกษียณอายุในเดือนกันยายน 2542 ดังนั้น ที่จะครบ 70 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 9 มีนาคม 2552 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำหน้าที่ กกต. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 15:41:39