WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 8, 2008

เกมลึกของคนไม่มีรุ่น [8 มี.ค. 51 - 02:55]


“รัฐบาลของผมไม่มีรุ่น”

บทออกตัวของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ภายหลังได้เรียกขุนทหารใหญ่ ไล่ตั้งแต่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าพบ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

กางโผโยกย้ายบิ๊กทหารเคลียร์กัน

ก่อนจะปรากฏชื่อผู้โชคดีทางบ้านแพลมๆออกมาเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์

ลำดับแรกเลย โฟกัสไปที่คิวของ พล.อ.มนตรี ชมภูจันทร์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 กับ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดนเด้งไปแขวนบนเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

เพื่อหลีกทางให้ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.12) น้องรักร่วมค่ายทหาร-เสือราชินีของ พล.อ.อนุพงษ์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการคุมกำลังปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19

กันยายน 2549 ขึ้นมาแทนในตำแหน่ง เสธ.ทบ

จ่อเป็นหนึ่งในห้าเสือสีเขียว

โดยชื่อและเบื้องหลังของ “เสธ.มนตรี” คิวนี้จัดอยู่ในบัญชีล้างบางเด็ก “บิ๊กบัง”

แต่อย่างไรก็ดี ตามข่าวรายงานว่า รายการนี้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์เป็นคนชงชื่อมาเอง โดยที่ “ลุงหมัก” แค่สนองตอบให้

อย่างที่หนังสือพิมพ์ใช้คำว่า “สมัคร” โอ๋ “อนุพงษ์” เต็มที่

หนุนหลัง “บิ๊กป๊อก” หัก “บิ๊กบัง”

งานนี้น่าจะมีอะไรลึกกว่าเกมถอนรากถอนโคนเครือข่าย คมช.

ประกอบกับพักหลังมานี้ สังเกตว่า “ลุงหมัก” อยู่ไหน “อนุพงษ์” อยู่นั่น และที่พิเศษกว่านั้น “บิ๊กป๊อก” เป็นขุนทหารคนเดียวที่มีชื่ออยู่ในคณะของนายกรัฐมนตรีไทยในการเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้าน

จัดลำดับชั้นใกล้ชิด เอ็นดูเป็นพิเศษ

โดยยุทธศาสตร์ “สมัคร” เล่นบทโอ๋จ่าฝูงกองทัพบก เดินหมากแยก “บิ๊กป๊อก” ออกจาก “บิ๊กบัง” ปล่อยให้คนหลังมีความสุขกับชีวิตบั้นปลายในฐานะพลเรือน เลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ใช้เวลาว่างชมความงามของต้นไม้ ดอกไม้

หมดพิษสงไปหนึ่ง

มาถึงเป้าใหญ่รายที่สอง กับคิวของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ถูกเด้งไปดองเค็มในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

เบื้องต้นเลย คิวนี้ต้องมีเชื้อมาจากปริศนา พล.อ.“ส” ในคดีทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่มีการเอ่ยอ้างคนอยู่เบื้องหลังการสร้างฉากเพื่อหวังให้ยุบพรรคพลังประชาชน

ถึงคิวคิดบัญชีแค้น

แต่โดยยุทธศาสตร์ที่ลึกไปกว่านั้น พล.อ.สมเจตน์คือนายทหารคนสนิทของ พล.อ.วินัย โดยที่ พล.อ.วินัยถูกมองว่า เป็นฝ่าย เสธ.เดินเกมทางลึกให้ “บิ๊กบัง” ลำดับชั้นความสำคัญเป็นเบอร์สองใน คมช.

ตัวอันตรายของพรรคพลังประชาชน

และก็เป็นอะไรที่เหมือนตั้งใจแสดงออกนอกหน้าให้คนนอกเห็น “ลุงหมัก” แสดงท่าทีเป็นมิตรกับ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม ตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าไปที่กระทรวงกลาโหม เอ่ยชมกันนักกันหนา

หลังจากนั้นมาก็แว่วๆว่า มีการสืบสาววงศ์วานว่านเครือ เปิดข้อมูลย้อนอดีตกลับไปถึงต้นตระกูล

“สุนทรเวช” กับ “กัลยาณมิตร” ใช่อื่นไกล

รุ่นปู่รุ่นทวดเป็นญาติห่างๆกัน

แต่ที่ไม่ต้องย้อนอดีตสืบสาวไปไกล ก่อนหน้านี้ไม่ถึงปี ช่วงที่ คมช. เรืองอำนาจ โดยเบื้องหลังก็รู้ไปทั่วบ้านทั่วเมือง ระหว่าง พล.อ.วินัย กับ พล.อ.สพรั่ง มีปมค้างคาใจกันมา

โดยท่าที “ลุงหมัก” ถือหาง “สพรั่ง” เด้งมือขวาคนสำคัญของ “วินัย”

ส่งสัญญาณอะไรคิดกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

อีกสรรพคุณไฮไฟว์ เครื่องตรวจจับ "กิ๊ก" [8 มี.ค. 51 - 17:06]

พลันที่ข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หัวสีหลายฉบับ ได้เสนอข่าวเรื่องราวที่ไม่เหมาะสม ของพระสงฆ์ ที่เข้าไปจิ๊จ๊ะกับสีกาสาวๆในเว็บไซต์ไฮไฟว์ ( www.hi5.com) ก็ส่งผลให้เว็บไซต์นี้ ที่แต่เดิมก็โด่งดังอยู่แล้ว ก็ดังขึ้นไปอีกราวกับพลุแตก

อนันต์ แป้นทองคำ แหล่งข่าวทางด้านเทคโนโลยี บอกว่า หลังจากที่มีการเสนอข่าวนี้ออกไป ตัวเลขของผู้ที่เข้าสู่เว็บไซต์ไฮไฟว์นั้น เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ตัวเลขก่อนการเสนอข่าว เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 มีการคลิกเข้าเว็บไซต์ไฮไฟว์ ประมาณ 2 แสนคนต่อวัน แต่ตัวเลขหลังจากการเสนอข่าวไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 มีกว่า 4 แสนคนต่อวัน

อนันต์ บอกว่า ไฮไฟว์เป็นเว็บไซต์ของสัญชาติอเมริกัน ตัวเซฟเวอร์ใหญ่ อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดให้บริการมากว่า 5 ปี

แต่ช่วง 3 ปีหลังที่ผ่านมา คนไทยได้เริ่มแห่เข้าไปใช้บริการ โดยเฉลี่ย มีคนคลิกเข้าไปในเว็บไฮไฟว์ 200,000 คนต่อวัน

ตัวเลข 200,000 นี้มากพอที่จะเป็นข้อมูลให้เจ้าของเว็บไซต์ไฮไฟว์ ตัดสินใจแปลหน้าเว็บไซต์จากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย เพื่อที่จะรองรับ การใช้งานของคนไทย

เว็บไฮไฟว์ไม่ได้จะจัดทำภาษาเพื่อรองรับการใช้งานของคนไทยเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้แปลออกมาเป็นภาษาต่างๆ ถึง 17 ภาษา

อนันต์ บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ไฮไฟว์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ก็เพราะใช้กลเม็ดบางอย่าง โดยไฮไฟว์ได้กำหนดให้ผู้ที่จะสมัครสมาชิก

ต้องใช้อีเมล์ส่วนตัว และต้องบอกรหัสผ่านอีเมล์อันนั้นมาด้วย

ในตอนแรกคนส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจ หลงใส่รหัสผ่านอีเมล์ไป ซึ่งผลจากการใส่รหัส ก็เปิดโอกาสให้ไฮไฟว์เข้าไปดึงเอารายชื่อของผู้ที่เคยติดต่อกับอีเมล์นั้นออกมา แล้วก็ส่งข้อความแบบอัตโนมัติไปเชิญชวนให้เข้ามาสมัครใช้บริการไฮไฟว์แบบต่อๆกันไป

สมมติว่าอีเมล์ของผู้สมัครรายหนึ่ง ชื่อ “ไผ่” อีเมล์อันนี้เคยติดต่อกับคนอื่นๆมาแล้ว 1,000 คน เจ้าไฮไฟว์ก็ไปดึงเอาบันทึกรายชื่ออีเมล์ทั้ง 1,000 คนออกมา แล้วก็ส่งข้อความไปหา 1,000 คนนั้น โดยบอกว่า “ไผ่” เชิญชวนคนให้สมัครใช้บริการไฮไฟว์

บังเอิญเหลือเกินที่ “มิกกี้” เป็น 1 ใน 1,000 คน ที่ได้รับอีเมล์ เชิญชวนจาก ไผ่ แล้ว มิกกี้ ได้ตัดสินใจสมัครใช้บริการ โดยอีเมล์ของมิกกี้นั้น เคยผ่านการติดต่อกับคนอื่นๆมาแล้ว 300 คน

เจ้าไฮไฟว์ก็จะให้มิกกี้ใส่รหัสผ่านของอีเมล์อันนั้น จากนั้นไฮไฟว์ก็จะเข้าไปดึงข้อมูล 300 คนนั้นออกมาอีก แล้วก็ส่งข้อความไปหาคนอีก 300 คนว่า มิกกี้เชิญชวนให้สมัครใช้บริการไฮไฟว์

เทคนิคของไฮไฟว์แบบนี้ ส่งผลให้ผู้สมัครบางคนออกอาการงงๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจที่ส่งข้อความไปเชิญชวนบุคคลเหล่านั้นเลย

บางครั้งอีเมล์ที่ถูกส่งไปโดยไม่รู้ตัว ผู้ที่รับข้อความดังกล่าว กลายเป็นผู้ใหญ่หรือเจ้านาย ก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาเหมือนกัน

เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการสมัคร ไฮไฟว์จะสร้างกลุ่มเพื่อนให้กับเรา โดยดูจากเพื่อนที่เคยติดต่อ กับเราผ่านทางอีเมล์มาก่อน หากเพื่อนคนใดได้ลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้แล้ว ทางไฮไฟว์ก็จะโชว์รูปของคนเหล่านั้น พร้อมทั้ง จัดให้มาอยู่ในคอนแทคลิสต์ของเราทันที

นอกจากนั้น เราก็สามารถที่จะหาเพื่อนคนอื่นๆเข้าอยู่ในลิสต์ได้ ทั้งโดยการค้นหาจากตัวเราเอง และโดยการแนะนำจากตัวไฮไฟว์เอง การค้นหาเพื่อนใหม่ในไฮไฟว์นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เช่น เราต้องการหาผู้หญิงที่ สถานะโสด อายุไม่เกิน 30 อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เราก็ใส่ข้อมูลลงไปแค่นั้น

เพียงไม่ถึง 10 วินาที ข้อมูลพร้อมทั้งรูปถ่ายของผู้หญิงที่ตรงตามคุณสมบัติ จะมีมาให้เลือกเป็นพันคน

และเมื่อเราได้เลือกคนที่ต้องการจะติดต่อด้วยแล้ว ต้องส่งข้อความไปขออนุญาตคนนั้นก่อน หากตอบรับว่าอนุญาต เราก็ไปอยู่ในคอนแทคลิสต์เขาได้ทันที

ในขณะเดียวกัน ทางไฮไฟว์จะเป็นสื่อกลางแนะนำเพื่อนให้เราอีกมากมาย

สมมติว่า เรามีเพื่อนอยู่แล้ว 10 คน เราอยากได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีก จึงได้ เข้าไปค้นหามาเพิ่มอีก 5 คน เพื่อนใหม่ของเราทั้ง 5 คน ก็จะรู้จักเพื่อนเก่าของเราทั้ง 10 คนเดิมด้วย โดยไฮไฟว์จะแนะนำเพื่อนต่อๆกันไปเหมือนกับวงจรลูกโซ่

จนสมาชิกบางคน...มีเพื่อนอยู่ในคอนแทคลิสต์เกือบหมื่นคน

ในเว็บไซต์ไฮไฟว์ ยังอนุญาตให้มีการสร้างกลุ่มต่างๆขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักหมา รักแมว กลุ่มศิษย์เก่าโรงเรียนต่างๆ เพื่อที่จะให้บุคคล เหล่านั้นโคจรมาเจอกันในโลกของอินเตอร์เน็ต

“เพื่อนบางคนไม่เจอกันมาเป็นสิบปี พอมาตั้งกลุ่มชื่อโรงเรียน เก่าในไฮไฟว์ เพื่อนมากมายก็เข้ามาสมัครอยู่ในกลุ่ม เราก็ไปเปิดดู รูป อ้าวนี่เพื่อนเก่า ไม่เจอกันมานานมาก ก็เลยส่งข้อความไปทักทาย แล้วได้เบอร์โทรศัพท์มา ก็เลยกลับมาติดต่อกันเหมือนเดิม”

อนันต์ บอกว่า ความสามารถของไฮไฟว์เช่นนี้ ถ้ามองในมุมของเทคโนโลยี ก็จะเป็นเรื่องที่ทันสมัย และน่าจับตามอง

แต่ถ้ามองในมุมของผู้ปกครองก็ย่อมเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง ภาษาพระบอกว่า เว็บไซต์แบบนี้เป็นสถานที่อโคจร เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่มีวุฒิภาวะก็จะมีความเสี่ยงในการที่จะถูกหลอกลวงค่อนข้างสูง

แต่วันนี้เว็บไฮไฟว์ไม่ได้กลายเป็นสถานที่อโคจรเพียงอย่างเดียว แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยในการตรวจสอบ “กิ๊ก”

เมื่อไม่นานนี้ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งอายุยังไม่มาก ฝ่ายสามีก็ไปสมัครเล่นไฮไฟว์ อีเมล์ที่ไปสมัครก็ส่งมาเชิญชวนภรรยาเข้าไปสมัครด้วย แต่ภรรยาเป็นคนที่มีงานยุ่ง ก็เลยไม่ได้สมัครในทันที ปล่อยให้เจ้าสามีเล่นไปตามลำพัง

วันดีคืนดี ภรรยาเกิดว่างขึ้นมาเลยลองเข้าไปสมัครดูบ้าง ก็บังเอิญไปเห็นรูปเพื่อนๆ ที่อยู่ในคอนแทคลิสต์ของสามีเยอะมาก จึงทดลองคลิกเข้าไปดูเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อไปพบภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ถ่ายคู่กับสามีตนเอง ความก็เลยแตก

เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดกับสามีภรรยาคู่นี้เพียงคู่เดียว

ตอนนี้เมียหลวงจำนวนมากกำลังใช้ไฮไฟว์ตรวจสอบพฤติกรรม ความเคลื่อนไหวของสามีนักแชตในโลกอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย

บางคนไปเจอรูปสามีไปถ่ายคู่กับกิ๊ก อดรนทนไม่ได้ ส่งข้อความไปด่า ขึ้นหน้าเว็บไซต์ของผู้หญิงคนนั้น

ข้อความบนหน้าเว็บไซต์ไฮไฟว์ของแต่ละคนนั้น ใช่จะมีแต่เพียงคำด่าของเมียหลวงกับ กิ๊กเพียงอย่างเดียว คำพูดดีๆที่ให้กำลังใจระหว่างเพื่อน ระหว่างคนที่เริ่มรู้จัก หรืออะไรหวานๆระหว่างแฟนนั้นก็มีให้เห็นอยู่มาก

กับข่าวหน้า 1 ที่บอกถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ ที่เข้าไปเล่นไฮไฟว์ อนันต์ บอกตามตรงว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ไม่เสนอข่าวก็ไม่มีใครรู้

เพราะคนที่เข้ามาเล่นไฮไฟว์นั้นเป็นล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนพระสงฆ์ที่เข้าไปประพฤติตนไม่สมควรนั้น เทียบกันไม่ได้

แต่อย่างไรก็ดี ยังมีพระสงฆ์ที่เข้ามาในโลกของอินเตอร์เน็ตแล้วไม่ได้ ประพฤติตัวอย่างที่เป็นข่าวอีกมากมาย ยกตัวอย่างเว็บไซต์ของพระมหาสมปอง www.dhammadelivery.com ที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมะ ในแง่มุมดีๆออกสู่สายตาชาวโลก

หรือแม้แต่บล็อก www.oknation.net/blog/buddhamantra ที่มีมุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา

หรือแม้กระทั่ง www.oknation.net/blog/taimahayan ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีเขียนงานเกี่ยวกับศาสนา หลักคำสอน และวิธีการปฏิบัติตนในทางศาสนาอย่างน่าสนใจ

อนันต์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้คนที่มาให้ข่าวกับสื่อมวลชนในเรื่องพระเล่นไฮไฟว์ ลองเข้าไปศึกษาดูเว็บไซต์เหล่านั้น แล้วได้โปรดเข้าไปทดลองค้นหาคำว่า “ธรรมะ” ในเว็บไซต์กูเกิ้ลดูบ้าง

เมื่อทำทั้งหมดแล้ว ช่วยกลับมาให้ข่าวกับสื่อมวลชนอีกครั้งว่า ผลจากการค้นหาในครั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการค้นหาคำว่าพระในเว็บไซต์ ไฮไฟว์ในครั้งก่อนนั้น

พระสงฆ์แบบไหนมีเยอะกว่ากัน?

ทักษิณ กบดานเงียบที่ตึกชินวัตร 3 [8 มี.ค. 51 - 04:30]

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช้าวานนี้ (7 มี.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางออกจากเซฟเฮาส์ ไปเก็บตัวอยู่ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต จนถึงช่วงเย็น โดยไม่มีภารกิจใดๆ ส่วนโปรแกรมที่สมาคมศิษย์เก่ามงฟอร์ตวิทยาลัย เชียงใหม่ เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปมอบถ้วยรางวัล แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ที่เดอะเลกาซี่กอล์ฟคลับ ย่านรามอินทรา ในเวลา 18.00 น. นั้น ปรากฏว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เดินทางไปร่วมงาน แต่ได้มอบให้ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น เลขาธิการสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ไปเป็นประธานในการมอบถ้วยรางวัลแทน


นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอเดินทางกลับประเทศอังกฤษ ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทีมทนายความจะดำเนินการ สามารถยื่นเรื่องขออนุมัติเดินทางออกนอกประเทศ ต่อศาลในวันที่ 12 มี.ค. ได้เลย ไม่จำเป็นต้องยื่นล่วงหน้า โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจพิจารณาได้ทันทีว่า จะอนุมัติตามที่ร้องขอหรือไม่

สำหรับเหตุผลในการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ มีภารกิจในฐานะประธานสโมสรแมนฯซิตี้ ที่จะต้องกลับไปดูแลธุรกิจ รวมถึงมีภารกิจต้องเดินทางไปบรรยายตามสถานศึกษาของประเทศต่างๆ และอาจจะต้องไปร่วมงานรับปริญญาของบุตรสาวด้วย ทั้งนี้ ยังไม่มีการกำหนดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปอยู่กี่วัน แต่คิดว่าน่าจะไปอยู่หลายวัน โดยยังไม่มีการกำหนดว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้งเมื่อไร ส่วนศาลจะพิจารณาอนุมัติให้เดินทางออกนอกประเทศได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นกรณีที่ถูกฟ้องตอนที่พักอยู่ต่างประเทศ แต่ พ.ต.ท. ทักษิณเดินทางกลับมาประเทศเอง เพื่อมาต่อสู้คดี เป็นการแสดงเจตนาชัดเจนว่า เต็มใจพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวน การทางศาลในประเทศไทย ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ส่วนการเดินทางไปศาลฎีกาในวันที่ 12 มี.ค.นี้ เพื่อไต่สวนคดีเป็นนัดแรกนั้น พ.ต.ท.ทักษิณมีความพร้อมแน่นอน โดยศาลจะอ่านและอธิบายคำฟ้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณฟัง จากนั้นจะสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่า จะให้การรับหรือปฏิเสธ คาดว่าคงใช้เวลาเต็มที่ไม่เกิน 45 นาที เหมือนกับครั้งที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ มาขึ้นศาลเป็นนัดแรกเช่นกัน ขั้นตอนหลังจากนี้ศาลจะนัดตรวจสอบพยานหลักฐาน ในวันที่ 29-30 เม.ย.ต่อไป

อนุโมทนา

อนุโมทนา (กริยา) หมายถึง ยินดีตาม, ยินดีด้วย, พลอยยินดีที่เกริ่นนำคำ “อนุโมทนา” ข้างต้นนั้น ก็เพียงเพื่อขยายความให้เกิดความเข้าอกเข้าใจมากขึ้นเหตุเพราะเมื่อวันที่ 6 มี.ค.51 น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ระบุ “วัน อยู่บำรุง” ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแจ้งความประสงค์ในการไม่ขอรับเงินเดือนๆ ละประมาณ 70,000 บาท ที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยขอบริจาคสมทบเข้ามูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทุกเดือน เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการดำเนินงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ทั่วทุกภาคของประเทศทั้ง 21 แห่งโอ้ว!!! พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก...เมื่อเรื่องดังกล่าวกระทบโสตประสาท “ใครหลายคน” ที่ตั้งแง่ลบใส่ “วัน อยู่บำรุง” ถึงกับลมแทบจับ พาลสะกิดคนข้างๆ ให้ช่วย “หยิก” สักทีแต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่า “วัน” ไม่ขอรับเงินเดือนจริงๆย้ำ!!! ไม่รับจริงๆไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แต่ “วัน” ได้เริ่มก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความเลวร้ายทีละขั้นๆ เรียบร้อยแล้วแม้ “ผลงาน” ของ “วัน” ในอดีต จะยังฝังใจ “ใครหลายคน”ทว่า การที่ “วัน” เริ่มต้น “ทำความดี” เท่านี้ก็ “เรียกคะแนน” กลับคืนมาได้บ้างแล้ว จาก วัน จะกลายเป็น ทู ทรี โฟร์ ไฟว์ ซิกซ์...ต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุด เรื่อง “ดำเข้ม” ของ “วัน” จะเริ่มจาง กลับกลายเป็น “ขาว” ขึ้นก็ได้ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เข้าพบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไรก็ตาม ก่อนการหารือ ร.ต.อ.เฉลิม ได้มอบช่อ “ดอกกุหลาบสีขาว” แสดงความยินดีให้นายอภิสิทธิ์ เนื่องในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้นำฝ่ายค้าน พร้อมกับกล่าวชื่นชมว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งจะมาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง3 จังหวัดชายแดนภาคใต้“ไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่มาในฐานะ รมว.มหาดไทย การที่ให้ดอกไม้สีขาวไม่ใช่แค่สันติภาพ แต่เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นคนกลางๆ ไม่หนักไม่เบา จึงเหมาะกับสีขาว”การเข้ามาอยู่ใน “รัฐบาลสมัคร 1” ของ 2 พ่อลูก “อยู่บำรุง” จึงถือว่า “ไม่ธรรมดา” ทีเดียวหลายคนจึง “อนุโมทนา” สาธุกันเลยมี “กูรู” กล่าวไว้ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมา ไม่มีใครอยากจะทำสิ่งที่ไม่ดี...แต่บางครั้ง มนุษย์ก็พลาดพลั้ง ก้าวผิดทางไปบ้าง แต่เมื่อรู้ว่าก้าวผิดแล้ว ตั้งสติ หันกลับเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ก็น่าที่จะให้อภัยกัน…

● เพลิงพิโรธ ●


โง่

ไม่มีอะไรง่ายไปกว่า การได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยการยึดอำนาจไม่มีอะไรยากไปกว่า การได้มาซึ่งอำนาจรัฐด้วยการเลือกตั้ง บนวิถีทางแห่งประชาธิปไตย..การเมืองไทยวันนี้...ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้วอย่างเที่ยงธรรม...ด้วยชะตากรรมของพรรคการเมืองที่มี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้า..หลังจากรับลูกเป็นหัวหน้าพรรคมาจากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม..ในวันที่พรรคเผชิญกับความตกต่ำอย่างหนัก..พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เหลือผู้แทนราษฎรเพียง1 คน คือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในกรุงเทพฯ..ทักษิณ ชินวัตร กลับมาชนะในสนามเลือกตั้งใหญ่..เมื่อพรรคไทยรักไทยได้ครอบครองเสียงส่วนใหญ่..และยิ่งชนะจนข้ามเส้นแบ่งครึ่งเกินกึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย..ในอีกสมัยต่อมาครั้งนั้น...พรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร รักษาการในฐานะรัฐบาล ทำให้เกิดคำกล่าวหามากมายว่า ใช้อำนาจรัฐกำกับการเลือกตั้งปฏิวัติ 19 กันยายน 49 รัฐบาลปฏิวัติและกองทัพ..ย่อมปฏิเสธการกลับมาของเขา..แต่ภายใต้กติกาแห่งการเลือกตั้งท่ามกลางความยากลำบากและการปิดกั้นประดามี..พรรคพลังประชาชนที่ชูทักษิณ ชินวัตร..ได้รับคะแนนอย่างล้นหลามได้เสียงส่วนใหญ่..เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลใครจะปฏิเสธได้ว่า..นี่ไม่ใช่เสียงของประชาชนที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่เคยมีเคยเกิดขึ้นในประเทศนี้ บนเส้นทางประชาธิปไตยใครก็ตามที่ได้เสียงสนับสนุนแบบนี้..จะไม่มีวันทำรัฐประหาร..สร้างความเป็นทรราชให้กับตนเองจะไม่มีใคร..ทำลายภาพลักษณ์แห่งความเป็นประชาธิปไตย..ที่สดสวยสง่างามและได้รับความเชื่อมั่นจากชาวโลกด้วยความคิดโง่..เพื่อสร้างการเลือกตั้งใหม่ที่..ตนเองเป็นผู้กุมอำนาจรัฐจัดการเลือกตั้ง และเพื่อสร้างกระแสต่อต้าน..ว่า เลือกตั้งสกปรกโง่...นำมาใช้ได้กับผู้ปราชัย ทั้งๆ ที่กำความได้เปรียบอยู่แทบทุกประตู...แต่การประเมินว่าคนอื่นเขาจะ...โง่...เช่นที่พวกตนเคยโง่นั้น...เป็นเรื่องน่าสงสาร..จะปลุกจะสร้างกลียุคขึ้นมาใหม่นั้น..มีแต่คนโง่เท่านั้น...ที่คิดว่ามันง่าย..หากกลียุค..เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่...ก็ “โง่”เท่านั้น..ที่จะถูกทำลายเป็นพวกแรกอัปลักษณ์ทั้ง 5 วานพิจารณา..ไตร่ตรอง

● พญาไม้ ●


พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์

‘โม่ง’ แทรก โผทหาร

ไม่ธรรมดาเอามากๆ !!! สำหรับ....ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็น“คนใกล้ชิด” บิ๊กผู้มีอำนาจในรัฐบาลคนหนึ่งไม่ธรรมดายังไง??? “บางกอกทูเดย์” ขอผ่านประเด็นสำคัญตรงนี้ไปก่อน หันไปสำรวจการประชุมนัดแรกของ “คณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหารตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม” ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

ระหว่าง...นายสมัคร และเหล่าขุนพลทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเคยเป็น “แกนหลัก” ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น...คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
ไม่ว่าจะเป็น...พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดฯ กลาโหม
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สูงสุด
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร.

และ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ.ทั้ง 5 คน ล้วนร่วมเปิดปฏิบัติการ “ยึดอำนาจ” จากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้วทั้งสิ้น!!!แต่การประชุมฯ ครั้งแรกระหว่าง...ฝ่ายการเมือง ผู้ประกาศชัดเจนว่าจะขอเป็น “นอมินี” ให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ กับ ฝ่ายที่เคยปฏิวัติยึดอำนาจกลับเป็นไปแบบ...อะลุ่มอล่วย ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ขนาดที่ พล.อ.อนุพงษ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมฯ ว่า...การหารือกับนายสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนการการย้ายของกองทัพบกมีไม่มาก

พล.อ.อนุพงษ์ ยังตอบคำถามของนักข่าวที่ว่า...นายสมัครได้เสนอแนะหรือท้วงติงบัญชีรายชื่อที่เสนอมาหรือไม่ โดยย้ำว่า… “คงไม่เรียกว่าเป็นการเสนอแนะ แต่มีการซักถามว่าการปรับย้ายใช้หลักเกณฑ์ใดและมีเหตุผลอะไร ซึ่งเหล่าทัพได้ชี้แจงกับนายกฯ เป็นที่เรียบร้อยดี” นักข่าวสนใจกันมากว่า...การปรับย้ายครั้งนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม “5 เสือ ทบ.” นั้นมีหรือไม่??? ซึ่งก็ได้รับคำตอบจาก ผบ.ทบ. ว่า...ไม่มีการปรับแต่อย่างใด นักข่าวหลายสำนักเริ่มหาข่าวกันให้ควั่กว่า...โผการย้ายกลางปี นอกจาก “5 เสือ ทบ.” ที่ยังคงนิ่งสนิทแล้ว

ใครบ้าง??? โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในเครือข่าย คมช. รวมถึงคนใกล้ชิดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ที่จะจะโดน “เด้ง” เข้ากรุเพื่อเปิดทางให้ผู้ที่เคยถูกสั่งย้ายไม่เป็นธรรมสมัย คมช.“โฟกัส” ไปยัง ตท.10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อให้กลับคืนสู่ฐานอำนาจใหม่อีกครั้ง หลายคน...หลากตำแหน่ง ถูกขุดคุ้ยและคาดเดากันไปต่างๆ นานา “ถูกบ้าง-ผิดบ้าง” แต่ที่ “บางกอกทูเดย์” สนใจ เพราะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนงานในภารกิจของรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับ “ถุงเงิน” ของกองทัพก็คือ...

ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม และ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่ง มีเจ้าของเดิมนั่งกำกับดูแลอยู่แล้ว คือ...พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม (ตท.8) และ พล.อ.เหมรัฐ ขำนิล (ตท.9) สิ่งที่ “บางกอกทูเดย์” ค้างเอาไว้ข้างต้น เกี่ยวกับความไม่ธรรมดาของ ผู้ยิ่งใหญ่ “คนใกล้ชิด” คนนั้น ถึงตรงนี้ เราจะขอตอบ!!! โดยขอย้อนให้เห็นภาพ เมื่อครั้งประชุมสภากลาโหม วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น กล้าที่จะ “ต่อรอง” และ “ฟันธง” กับบรรดา “บิ๊ก’ทหาร” ถึงขนาดที่ระบุเลยว่า...

ขอย้าย พล.อ.สมเจตน์ พ้นจากเก้าอี้...ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม โดยจะสำรองตำแหน่ง “จอมพล” ในฐานะ “ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ” ให้เป็นการตอบแทนส่วนคนที่เขาย้ำต่อที่ประชุมฯ ว่า...อยากได้ตัวมาแทนที่ก็คือ...
ล.อ.รังสาทย์ แช่มเชื้อ ที่ปรึกษาพิเศษ บก.ทหารสูงสุด (ตท.10)ขณะที่คนซึ่งมาแทนที่ พล.อ.เหมรัฐ จะเป็น... พล.ท.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ รอง ผบ.นทพ. (ตท.11) น่าสนใจที่ว่า “คนใกล้ชิด” บิ๊กผู้มีอำนาจในรัฐบาล การันตีกับบรรดา “บิ๊ก’ทหาร” ว่า... “ผมจะเอาคนนี้...”“รับประกัน ผมจะเตรียมตำแหน่งจอมพลเอาไว้ให้...”เรา “บางกอกทูเดย์” ขอบอกว่า... บุคคลผู้นี้ช่างกล้ามากๆ !!!

อย่างว่า...สมัยเคยร่วมงานที่ กทม. ก็เป็นเขาคนนี้แหละ คอยทำหน้าที่ผู้จัดสรรผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวเรียกว่า...ใครจะมา ใครจะไป หรือทำอะไรที่ข้องเกี่ยวกับ กทม. แล้วต้องมาหาเขาผู้นี้…คนเดียวงานทุกอย่างจึงจะลงล็อก จัดสรรกันลงตัว แต่สำหรับ...งานด้านความมั่นคง ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทหาร ซึ่งมีศักดิ์และศรีรวมถึงเกียรติยศ...เกียรติภูมิแล้วมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับการจัดสรรผลประโยชน์ใน กทม.!!!งสถานการณ์การแต่งตั้งโยกย้าย ที่คนบางกลุ่มในสังคมไทยโดยเฉพาะ...กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย....

นายสนธิ ลิ้มทองกุล
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
นายพิภพ ธงไชย

และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แถมยังมีผู้ประสานงานคนดังอย่าง...นายสุริยะใส กตะศิลา ทั้งหมดต่างคอยจับจ้องชนิด...ไม่กะพริบตาอย่างนี้ด้วยแล้วก็ต้องบอกว่า...เสี่ยงมากๆ สำหรับอนาคตของรัฐบาล “สมัคร 1” กับการฝากชะตากรรมไว้กับ...ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อย่าลืมว่า...เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร “19 ก.ย.49” นั้น

ชนวนที่เกิดขึ้น...มาจากความไม่พอใจของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ ที่ออกมาเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ กระทั่ง สามารถจะออก “บัตรเชิญ” ให้ กองทัพ ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ ทำการยึดอำนาจ รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างราบคาบ หาก นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะปล่อยให้อายุของรัฐบาล “สั้น” เกินกว่าเงื่อนเวลาตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการากอนาคต ชื่อเสียง เกียรติยศ และความหวังทั้งมวลของคนไทยไว้กับ... ผู้ยิ่งใหญ่ “คนใกล้ชิด” บิ๊กรัฐบาล คนนั้น สั่ง “ซ้ายหัน...ขวาหัน” กับบรรดา นายทหารที่เคยร่วมทำการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.49 แล้วล่ะก็ถือว่า...นายสมัคร “ตายน้ำตื้น” ตอนแก่...จริงๆ !!!


รัฐฯชูกก.ศึกษาแก้รธน.50

‘ชูศักดิ์’รับลูกแก้รธน.50 ลับลวงพราง เตรียมหารือนายกฯ ใน 1- 2 วันนี้

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะเมื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เห็นว่ามีปัญหาอุปสรรคพอสมควร และหลายเรื่องต้องมีการตีความ เช่น การเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว.ที่ผ่านมา สำหรับคณะกรรมาธิการฯ ที่จะตั้งขึ้นควรมาจากหลายฝ่าย เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ส่วนแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในช่วง 1-2 วันนี้ จะนำเรื่องการตั้งคณะกรรมการศึกษาไปหารือกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

ต่อข้อถามถึงข้อเสนอของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีน้อย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังเป็นเรื่องของ ส.ส.ที่สอบตกและไม่มีตำแหน่งหน้าที่ รวมตัวกัน เป็นการแสดงบทบาทว่าจะช่วยพรรคได้อย่างไร ติดตามการทำงานของรัฐบาล และเวลาประชุมพรรคจะรวบรวมมานำเสนอเป็นรายกระทรวง ถือเป็นเรื่องดี จะได้มีการติดตามเร่งรัดและผลักดันการทำงานรัฐบาล ซึ่งถือเป็นผลดีกับรัฐบาล และไม่ใช่เป็นการเตรียมการเป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด


ต้องยกเลิก รธน.50ผลผลิตจากรัฐประหาร

ประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงสาระสำคัญที่ซ่อนปมปัญหาทางการเมืองเอาไว้มากมาย ตลอดจนที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาของเผด็จการ โดยล่าสุดกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และกฎหมายที่มีคราบไคลเผด็จการ พร้อมกับการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการจากฝ่ายต่างๆ เพื่อตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหาร ซึ่งนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้บอกเล่าถึงสาระสำคัญของเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

มีเหตุผลหรือแนวคิดอย่างไรในการเรียกร้องให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แทนที่จะเป็นการแก้ไข
การรัฐประหารที่ผ่านมาได้ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ทิ้ง เป็นการทำลายประชาธิปไตย และพยายามยัดเยียดรัฐธรรมนูญปี 2550 มาให้ ซึ่วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสาระที่ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และระบบรัฐสภา ผลจากรัฐธรรมนูญดังกลบ่าวทำให้สังคมไทยได้รับความเสียหายในทุกๆ ด้าน อย่างรุนแรง
หากเรายอมรับให้เกิดการแก้ไขในกระบวนการของรัฐธรรมนูญเท่ากับว่าเรายอมรับให้เกิดการรัฐประหาร และยอมรับการยัดเยียดรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน เราเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยายนนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทำลายประชาธิปไตย และเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ
ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นเป็นผลผลิตที่มาจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ใช้อำนาจเถื่อนในการร่างรัฐธรรมนูญและยัดเยียดให้กับประชาชน กฎหมายที่มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ก็เป็นกฎหมายถื่อน หากปล่อยให้มีการบังคับใช้ ก็เท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจเถื่อนของกลุ่มโจรกบถ เป็นการยอมรับการรัฐประหารและระบอบการปกครองเผด็จการทหาร
เมื่อ คมช. ได้ยุติบทบาทลงไปแล้ว แต่ยังคงไว้ซึ่งตัวหนังสือที่เป็นบทบัญยัติและองค์กรผลผลิต ถือเป็นมรดกบาปและสิ่งชั่วร้าย ในเมื่อวันนี้เรามีรัฐบาลที่มาจรากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอเรียกร้องให้สภาดำเนินการให้รัฐธรรมนูญ 2550 คำสั่ง คมช. กฎหมาย และองค์กรต่างๆ ที่มาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ให้สิ้นสุดลงหรือเป็นโมฆะ


การตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากการรัฐประหารมีแนวทางในการดำเนินการและมีเป้าหมายอย่างไรบ้าง
สำหรับแนวทางและเหตุผลที่เรียกร้องให้มีการตั้งกรรมมาธิการวิสามัญตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหารนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรัฐประหารที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้กับภาคเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย อย่างรุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน หลังการรัฐประหารมีการเบิกเงินไปใช้จำนวนมาก ในช่วงแรกของการรัฐประหารมีการเบิกเงินจากกระทรวงการคลังไปถึง 1,200 ล้านบาท เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานต่างๆ ทำให้เราอยากทราบว่าเงินจำนวนนี้ไปเข้าหน่วยงานใดบ้าง มีความโปร่งใส มีการทุจริตคอรัปชั่นกันหรือไม่
เพราะบางหน่วยงานไม่ได้เกี่ยวข้องกับการยกกำลังพลมาก่อการรัฐประหารเลย แต่ก็ได้รับเงินจำนวนนี้ไปด้วย เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ นี่คือหน่วยงานที่ควรจะตรวจสอบ
อีกจุดหนึ่งที่ควรได้รับการตรวจสอบคือ บ้านพักส่วนตัวที่กรมทหารราบ ที่ 11 บ้านหลังดังกล่าวสร้างด้วยงบประมาณ 21 ล้านบาท ซึ่งทราบข่าวมาว่าเป็นบ้านพักให้กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ขณะนั้น
เป็นการกระทำในลักษณะเดียวกันกับ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ที่อยู่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ตรงนี้เองที่ต้องการให้มีการตรวจสอบว่า งบประมาณที่นำมาสร้างบ้านพักหลายล้านบาทนั้นถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ มีที่มาที่ไปอย่างไร
ทั้งนี้ยังรวมไปถึงงบประมาณที่มีการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกณัฐมนตรีขณะนั้น โดยใช้คำว่า “งบประมาณเพื่อความมั่นคง” จำนวน 555 ล้านบาท ซึ่งต่อมาถูกส่งมาอยู่ในความดูแลของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ตรงนี้จะมีการตรวจสอบว่าเงินจากงบประมาณดังกล่าวถูกส่งไปที่หน่วยงานใดบ้าง ใช้จ่ายอย่างไร เกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่
นี่คือตัวอย่างที่เราจะต้องตรวจสอบ เพราะการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการใช้อำนาจเถือน เป็นการทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายกฎหมาย ทำลายระบอบประชาธิปไตย
เพราะฉะนั้นเราถือว่าผลผลิตหรือการดำเนินการของ คมช. ไม่สามารถรับได้ จึงต้องการให้สภาผู้แทนราษฏร จัดตั้งกรรมมาธิการตรวจสอบความเสียหายจากการรัฐประหารเป็นการเร่งด่วน
โดยกรรมาธิการชุดนี้จะประกอบด้วย ตัวแทนจากพรรคการเมือง, ตัวแทนจากภาคประชาชนที่ต่อต้านการรัฐประหาร และตัวแทนนักวิชาการที่เป็นกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องไม่เป็นผู้ที่เคยสนับสนุนการรัฐประหารมาก่อน คณะกรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ มีงบประมาณและบุคคลากรที่จะเข้าไปตรวจสอบความเสียหายในทุกด้าน ทุกมิติ
เพราะเรากำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผลผลิตจากการรัฐประหารต้องไม่มีผลบังคับใช้ ต้องมีการตรวจสอบความเสีบหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อรัฐสภา เพื่อกำหนดเป็นกฎหมาย หรือเป็นมาตรการที่จะป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารอีก อีกทั้งยั้งเป็นการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเพื่อที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม
ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่จะต้องพิจารณาต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคพลังประชาชนจะคำนึงถึงเสียงเรียกร้องประประชาชน เพราะการรัฐประหารสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ลึกซึ้ง และรุนแรง
โดยเฉพาะงบประมาณของแผ่นดินที่ถูกนำไปใช้จ่ายจำนวนมาก งบประมาณที่ส่งลงไปภาคใต้เราก็อยากจะตรวจสอบว่าใช้จ่ายกันอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต และเราเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง
คนที่กระทำความผิดสมควรถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย เราจะดำเนินการไปตามเนื้อผ้า ไม่ได้เป็นการชำระแค้นหรือเช็คบิลแต่อย่างใด

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
ให้สัมภาษณ์ นสพ.ประชาทรรศน์
วันที่ 6 มีนาคม 2551

กองทัพยืนยันปรับย้ายทหารกลางปีราบรื่น

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด-ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยืนยันการปรับย้ายนายทหารกลางปีไม่มีปัญหา “สมัคร สุนทรเวช” ไม่ได้ขอตำแหน่งให้เตรียมทหาร รุ่น 10

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยืนยันว่า การหารือเรื่องการปรับย้ายนายทหารกลางปี ร่วมกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วานนี้ (6 มี.ค.) ไม่มีปัญหาอะไรสะดุด การพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะทุกเหล่าทัพรู้จักบุคลากรของตัวเองดี และจะลงในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นการพิจารณาโดยคณะกรรมการ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าฝ่ายการเมืองขอมานั้น เห็นว่าการปรับย้ายแต่ละคนต้องมีข้อมูลจากคนนั้นคนนี้ อยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร

“ไม่ใช่เรามีหน้าที่จะจัดการได้ แล้วไม่ทำหน้าที่ ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็เป็นผู้นำที่ไม่ค่อยดี คิดว่าฝ่ายการเมืองคงไม่ได้ขอคน อาจจะเป็นการให้ข้อคิด” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

ส่วนที่มีข่าวว่า นายทหารเตรียมทหาร รุ่น 10 ขึ้นมามาก จะตอบสังคมได้อย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในยามสงคราม คนที่นำความลับของราชการมาเปิดเผย ต้องถูกยิงเป้า ดังนั้น แม้ในยามปกติ ทหารก็ต้องฝึกเอาไว้ว่าจะไม่เปิดเผยความลับทางราชการ ถ้ามีใครเอามาเปิดเผย สื่อฯ ก็ต้องทราบว่าบุคคลนั้นกำลังทำความผิดสำคัญ สำหรับกรณีรุ่น ที่ผ่านมาก็เคยมีการพูดกันว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นรุ่น 6 หมด แต่ถ้าศึกษาประวัติแล้วจะเห็นว่า แต่ละคนเจริญเติบโตมาตามธรรมชาติ ไม่มีการวิ่งเต้น ไม่ได้ฮั้ว หรือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

“ปีนี้รุ่น 6 เกษียณหมดแล้ว รุ่น 7 เหลือไม่เกิน 10 คน ก็จะมีรุ่น 8 รุ่น 9 รุ่น 10 ที่จะต้องมีชื่อ ถือเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าแต่ละชื่อมีความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้หรือไม่” พล.อ.บุญสร้าง กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ยืนยันเช่นกันว่า การหารือเรื่องการปรับย้าย วานนี้ เรียบร้อยดี ไม่มีการแก้ไข และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ขอตำแหน่งให้นายทหาร รุ่น 10 อย่างที่ข่าวระบุ กองทัพไม่มีอะไรกดดัน ไม่มีการต่อรอง นายกรัฐมนตรีดีมาก เหล่าทัพสบายใจ ในการหารือเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรีได้ศึกษามาแล้ว อาจจะสอบถามบ้างบางตำแหน่ง เพราะนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ค่อยเข้าใจระบบทหาร

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ชลิต ยังยืนยันว่า การปรับย้ายครั้งนี้ไม่ได้เป็นการย้ายล้างบางคนที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แต่งตั้ง พร้อมปฏิเสธข่าวส่งโผให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดูก่อน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวข้อง

ต่อกรณีที่มีข้อห่วงใยเรื่องการปรับย้ายข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีอสไอ) ที่อาจจะทำให้คดีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หลุด พล.อ.อ.ชลิต ในฐานะอดีตปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน คมช. กล่าวว่า ไม่หลุด กฎหมายก็คือกฎหมาย คงไม่มีอะไรมากดดันได้ เพราะแต่ละเรื่องอยู่ใน คตส. ป.ป.ช. และศาล ต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

มท.1 เตรียมเสนอนายกฯ ตั้งกรรมการปราบปรามยาเสพติด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุเตรียมเสนอนายกฯ ภายใน วันนี้เพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดระดับ ชาติ ย้ำมีข้อมูลครบแล้ว โดยเฉพาะเครือข่ายต่างชาติที่มาลักลอบ ค้ายาเสพติดภายในประเทศไทย ทั้งยาไอซ์ และโคเคนที่พวกไฮโซ นิยมกินกัน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ระบุว่า ได้พูดคุยกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ และเห็นชอบในหลักการแล้ว ดังนั้น ในวันนี้จะเสนอให้นายกฯ จัดตั้งคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดแห่ง- ชาติขึ้นมา ซึ่งคาดว่าในช่วงบ่ายก็จะสามารถลงนามได้ โดยคณะกรรม- การชุดนี้จะมีนายกฯ เป็นประธาน หรือผู้อำนวยการ และมี รมว.มหาดไทย เป็นรองประธาน เพื่อที่ตนเองจะได้มีอำนาจใน การเข้าไปดูแลและสั่งการหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้จาก ข้อมูลที่มีอยู่พบว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่และเป็นชาวต่างชาติที่ลักลอบเข้ามาค้ายาเสพติดในประ- เทศไทย ซึ่งมีทั้งยาไอซ์และโคเคนที่มีราคาแพง และเป็นที่นิยมของพวกไฮโซทั้งหลาย โดยขบวนการค่ายาเสพติดเหล่านี้ ใช้ธุรกิจเข้ามาบังหน้า ดังนั้นเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว ต่อไปการปฏิบัติการก็จะเข้มข้นมากขึ้น

รมต.มหาดไทยยังกล่าวถึงการพูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านเมื่อวานนี้เกี่ยวกับการขอความร่วมมือในการแก้ไขป้ญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ภาคใต้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันเกี่ยวกับ ศอ.บต. ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะมี ศบ.ชต. จึงได้ไปดูราย- ละเอียด แม้ชื่อจะต่างกัน แต่เห็นตรงกันที่จะให้ผู้อำนวยการ ศอ.บต. หรือ ศบ.ชต. ขึ้นตรงกับนายกฯ แทนที่จะขึ้นตรงกับ กอ.รมน. ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมที่จะเสนอกฎหมายขึ้นมา โดยจะนำร่างกฎหมายของฝ่ายค้านมารวมกันเพื่อเสนอเป็น กฎหมายต่อไป ส่วนจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ไม่มีปัญหา เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มองในเรื่องของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่จะ ให้ทุกฝ่ายมาช่วยกัน อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า กฎหมายที่จะเสนอไม่ใช่กฎหมาย ศอ.บต. ที่เสนอโดยสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ เพราะเป็นคนละฉบับกัน และเรื่องนี้ได้มีการปรึกษาหารือกับกลุ่มสัจจานุภาพ ของ น.พ.แวร์มาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งกลุ่มวาดะ ของนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ แล้ว