WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 8, 2008

นพดล ระบุจะหารือกับมาเลเซีย เพื่อเร่งแก้ปัญหาภาคใต้โดยเร็ว

กรุงเทพฯ 8 มี.ค. - รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันข้อมูลของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาระบุกลุ่มที่ออกมาก่อเหตุในพื้นที่ภาคใต้ มาจากภายนอกประเทศ ระบุจะหารือกับทางการมาเลเซีย เพื่อเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาภายในของไทย แม้จะมีการสนับสนุนจากภายนอก เช่น เรื่องการเงิน ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุย และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ในรายการ สนทนาประสาสมัคร วันพรุ่งนี้ (9 มี.ค.)

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-08 15:08:25

นักวิชาการชี้หากแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ภายใน 3 ปี อาจมีเหตุปะทะรุนแรง

กรุงเทพฯ 8 มี.ค. - นักวิชาการชี้ว่าถ้าแก้ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไม่ได้ ภายใน 3 ปี จะเกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรง

การสัมมนา “คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย” ที่จัดโดยสถานีวิทยา อสมท. เอฟเอ็ม 96.5 มีการเสนอมุมมองในการแก้ปัญหาประเทศไทย โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ เห็นว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองภายใน 3 ปีนี้ จะเกิดวิกฤติและมีเหตุปะทะกันอย่างรุนแรง อาจต้องเสียเลือดเนื้อของประชาชน นอกจากนั้นยังเรียกร้องให้มีระบบตรวจสอบที่ดีมากกว่ามีองค์กรเพื่อตรวจสอบ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ

ด้านนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม มองว่าปัญหาแรกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเกี่ยวกับปากท้องของประชาชน อย่าห่วงกังวล หรือคิดบัญชีล้างแค้นกลุ่มอำนาจเก่า รวมถึงอย่าเหลิงอำนาจ เชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้ ก็จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-08 12:24:49

‘นพดล' ชี้กลุ่มพันธมิตรฯถ่วงฟื้นภาพลักษณ์ปท.

วันนี้(8 มี.ค.) นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่ กระทรวงการต่างประเทศ อ้างว่ามีความเป็นห่วงเรื่องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ หลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหว ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกรงเป็นการส่งสัญญาณให้ต่างประเทศเข้าใจว่า เสถียรภาพทางการเมืองของไทยไม่ดี ส่งผลต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
"การดำเนินการใดๆ ของกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาล จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ผมอยากพูดในฐานะรัฐมนตรีคนหนึ่งว่า ขณะนี้ไม่มีที่ของกฎหมู่อีกต่อไป รัฐบาลจะไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย จะไม่ยอมให้ใครมาฉุดรั้งประชาธิปไตย" นายนพดล กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องแปลกที่มีแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ บางคน เป็น ส.ส.ของพรรคการเมืองใหญ่ จึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองดังกล่าวออกมาชี้แจงจุดยืน
ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีโต๊ะรายงานไปยังเมืองหลวงของเขา ข่าวแต่ละข่าวสามารถวิเคราะห์ และประเมินผลออกมาได้ รัฐบาลไม่ได้ห้ามการชุมนุม สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่าข่มขู่ หรือใช้สถานการณ์มาต่อรอง หรือการละเมิดกฎหมาย รัฐบาลจะไม่ยอมเด็ดขาด
รมว.ต่างประเทศยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุในการพบสื่อฯ ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (7 มี.ค.) ว่า ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เป็นงานที่คนอื่นเข้ามาก่อเหตุในบ้านเรา ไม่ใช่คนของเรา ว่า ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ เป็นไปในทิศทางเดียวกับนายกรัฐมนตรี และในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในช่วงกลางเดือนนี้ คงจะได้นำปัญหาและหลักการไปพูดคุย
"ผมยังยืนยันว่า ปัญหาภาคใต้ยังเป็นปัญหาภายในประเทศ แม้จะมีการสนับสนุนภายจากภายนอก เช่น เรื่องการเงิน แต่ก็ยังเป็นเรื่องภายในของไทยอยู่ดี เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุย และชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ในรายการสนทนาประสาสมัคร ต่อจากเรื่องการบริโภคไก่" นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ นายนพดล ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในเมืองไทย และสบายดี ขอใช้เวลาเป็นส่วนตัว เพื่อดูแลคดีของตัวเอง พบปะและรับประทานอาหารร่วมกับญาติๆ ส่วนความคืบหน้าอื่นๆ หากสื่อฯ ต้องการให้สอบถามจากโฆษกส่วนตัว คือ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนาและนส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ และว่า วานนี้ (7 มี.ค.) ได้คุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้สอบถามความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ


จาก hi-thaksin

รมว.พาณิชย์ ยืนยัน ลดราคาเนื้อหมูเหลือ กก.ละ 98 บาท ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน การลดราคาเนื้อหมูเหลือกิโลกรัมละ 98 บาท ไม่เป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ขณะเดียวกันพร้อมประสานกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการพืชพาณิชย์ให้ส่งออกเพิ่มขึ้น
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อหมูลดราคาจำหน่ายลงจากเดิมกิโลกรัมละ 120 บาทมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 98 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือนนั้น ตนเองยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ถือเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดใดๆ ทั้งสิ้น แต่ที่มีการปรับลดราคาได้เพราะได้รับความร่วมมือจากโรงชำแหละ และผู้ค้าปลีกรายใหญ่
ขณะเดียวกัน การประชุมร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคมนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จะเป็นการหารือถึงเรื่องการปลูกพืชพาณิชย์ การบูรณาการทางการตลาด การจัดจำหน่าย การขนส่ง ซึ่งจะต้องมีความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการจัดทำตลาดและการส่งออกสินค้าค้าล่วงหน้า โดยเฉพาะสินค้าลำไย ที่จะต้องมีการนำผลผลิตออกสู่ท้องตลาดในเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมนี้

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน เห็นชอบ จัดหางบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่

คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เห็นชอบจัดหางบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา


นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาทบทวนประโยชน์ของกองทุนหมู่บ้านที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการสร้างอาชีพ พบว่าระยะ 2 ปีที่ผ่านมา มีหมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่จำนวน 1,600 หมู่บ้าน ซึ่งที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า จะจัดสรรงบประมาณให้หมู่บ้านที่เกิดขึ้นใหม่ ต้องใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท โดยจะมีการพิจารณาที่มาของงบประมาณต่อไป นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการพัฒนากองทุนหมู่บ้านที่ดำเนินการมาแล้ว ให้พัฒนาเป็นสถาบันการเงินหมู่บ้าน เพื่อดูแลเงินหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันต่อไป
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดระดับกองทุนหมู่บ้านแล้ว พบว่ามีกองทุนที่มีวินัยทางการเงินและคุณภาพระดับ 3 เอ จำนวนกว่า 2 หมื่นบ้าน ดังนั้นจึงเห็นว่าควรให้การสนับสนุนและขยายผลด้วย

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

อมร แนะ รธน.ใหม่ประสานการเมืองกับเอกชน

กรุงเทพฯ 7 มี.ค.- “อมร จันทรสมบูรณ์” แนะการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องคิดให้เป็น มีจุดหมาย วางระบอบการเมืองให้ประสานประโยชน์กับเอกชน และสอดคล้องกับส่วนรวม ชี้การเลือกตั้งไม่ใช่จุดหมายของระบอบประชาธิปไตย แต่จำเป็นต้องมี

นายอมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปาฐกถาทางวิชาการ เรื่อง สถานะของกฎหมายมหาชน ในบริบททางการเมืองไทยในปัจจุบัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี ศาลปกครอง ณ อาคารที่ทำการถาวรศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ

นายอมร กล่าวว่า การปฏิวัติที่ผ่านมา ทำงานไม่สำเร็จ เพราะไม่รู้ว่าภารกิจคืออะไร คนปฏิวัติต้องกำหนดภารกิจ แยกให้ชัดว่ามีภารกิจ 2 อย่าง คือการเขียนรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเก่า ให้แก้ปัญหาได้ และสร้างองค์กรเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ ก่อนปฏิวัติ 4 เดือน ตนเคยพูดว่า อยากจะออกแบบบ้านให้สวย จึงตั้งสภาออกแบบบ้าน เลือกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านประเภทละ 5 คน แล้วเอานักเทคนิค นักวิศวกร สถาปนิก มารวมเป็นสภาออกแบบบ้าน แล้วมาโหวตเสียง คิดดูแบบบ้านจะเป็นอย่างไร เปรียบได้กับการตั้งสมัชชาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพ องค์กรที่เป็นสมัชชาแบบนี้ ได้รัฐธรรมนูญแบบสัพเพเหระ จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ ซึ่งคนที่จะต้องรับผิดชอบคือผู้ที่ทำการรัฐประหาร ดังนั้น ภารกิจการร่างรัฐธรรมนูญ จึงล้มเหลว

อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 คือ เขียนแบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมือง ในระบบรัฐสภา โดยกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ เพราะใครกุมเสียงข้างมากในรัฐสภา คนนั้นเป็นรัฐบาลด้วย ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย ในสภาพการผูกขาดเผด็จการในระบบรัฐสภา หมายถึงเอาอำนาจรัฐไปผูกกับจำนวน ส.ส. เมื่อเอาอำนาจรัฐบวกกับสภาพความอ่อนแอของสังคม คนมีเงินร่วมกันเพื่อตั้งพรรคการเมือง ตั้งใครก็ได้เข้ามาทำงาน เพราะคุมทั้งรัฐสภาและรัฐบาล เพราะฉะนั้น การมีรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องคิดให้เป็น ต้องมีจุดหมาย ต้องวางระบอบการเมืองให้ประสานประโยชน์กับเอกชน และสอดคล้องกับส่วนรวม การเลือกตั้งไม่ใช่จุดหมายของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมี ดังนั้น ต้องปรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งให้มีอำนาจหน้าที่คานกันได้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิก และใช้เงินซื้อได้ .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-07 19:11:13

กองทัพเผยรุ่น 10 ขึ้นไม่แปลก

ผบ.สส.เผยหากนายทหารที่เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 ได้ปรับย้ายขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญก็ไม่แปลก เพราะรุ่นพี่เกษียณเกือบหมดแล้ว

ความเคลื่อนไหวของกองทัพในวันนี้ พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ได้เชิญผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ทั้งบก เรือ อากาศ เข้าประชุมเพื่อเตรียมการรองรับการปรับโครงสร้างกระทรวงกลาโหมตาม พรบ.จัด
ส่วนราชการกระทรวงกลาโหม โดยหลักๆ คือ การเปลี่ยนกองบัญชาการทหารสูงสุดให้เป็นกองบัญชาการกองทัพไทย และกำหนดให้มีการประชุมศูนย์บัญชาการทางทหาร มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพเป็นสมาชิกที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย -สำหรับการประชุมศูนย์บัญชาการทางทหาร จะกำหนดให้ประชุมกันเดือนละครั้ง ซึ่งจะแตกต่างจากการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่นัดประชุมกัน 2 เดือนครั้ง โดยการประชุมศูนย์ฯ จะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาในบ้านเมือง รวมถึงสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศขึ้นมาหารือ เพื่อให้คำแนะนำ และเปรียบเสมือนเป็นทีมที่ปรึกษาให้กับ รมว.กลาโหม ส่วนการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเป็นเพียงแค่การรายงานผลการปฏิบัติงานของแต่ละเหล่าทัพเท่านั้น

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้พูดถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารกลางปีด้วยว่าใกล้เสร็จหมดแล้ว โดยยอมรับว่าหากนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 9 และรุ่น 10 ขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญก็ไม่แปลก เพราะได้พิจารณาตามสายงาน และกรอบเวลาการดำรงตำแหน่งต่างๆ ของแต่ละคน เนื่องจากปีนี้นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 (รุ่นเดียวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) ก็จะเกษียณทั้งหมด ส่วนรุ่น 7 และ 8 ก็เหลือไม่กี่คน ดังนั้น คนที่จะได้ขึ้นมาก็เป็นรุ่น 9 และ รุ่น 10 แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีบางตำแหน่งที่มีการขอเข้ามาบ้าง ซึ่งทางกองทัพจะพิจารณาตามความเหมาะสม หากคุณสมบัติและความรู้ความสามารถผ่าน
ก็ไม่มีปัญหา (07/03/51)


ร.ต.อ.เฉลิม ประเดิม ศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประเดิมศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1 วันแรก เพื่อเป็นจุดรับเรื่องราวร้องทุกข์ และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา(7 มีค) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระ- ทรวงมหาดไทย ได้ลงมารับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และหน่วยราชการในสังกัดกระ-
ทรวงมหาดไทย ที่บริเวณลานดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย โดยใช้ชื่องานว่า"ศุกร์บ่าย คลายทุกข์กับ มท.1" ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการให้ประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ได้ใช้เป็นช่องทางในการร้องทุกข์มายังกระทรวงมหาดไทย ได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีการเปิดสาย hotline โทร 1567 ให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์สายตรงมายัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้โดยตรงเช่นกัน ซึ่งจะเปิดเป็นประจำทุกวันศุกร์ โดยสัปดาห์ใดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ติดภาระกิจก็จะลงมารับเรื่องด้วยตนเอง โดยจะเปิดรับวันละประมาณ 50 คน ตั้งแต่เวลา 13.00-16.30

สำหรับขั้นตอนในการดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์
1.ลงทะเบียนรับบัตรคิวและรับแบบฟอร์มสำหรับผู้ที่มาร้องเรียนด้วยตนเองต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
2.ศูนย์ดำรงธรรมจะจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประกอบการร้องเรียนตามประเภทกลุ่มปัญหา
3.ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐมนตรีโดยตรงหรือเจ้าหน้าที่ตามประเภทกลุ่มปัญหา
4.มอบหมายให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยรับเรื่องร้องเรียนไปดำเนินการแก้ไข
5.ให้สำนักตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย ถ่ายสำเนาเอกสารเรื่องร้องเรียนไว้เพื่อบันทึกข้อมูลลงระบบ e-inspection และติดตามผลการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติ

อย่างไรก็ตามร้อยตำรวจเอกเฉลิม บอกว่า ประชาชนสามารถมาร้องทุกข์ที่กระทรวงมหาดไทยได้ตลอดเวลาที่ศูนย์ดำรงธรรม หากไม่สามารถมาร้องเรียนได้ในวันศุกร์ โดยตนเองจะลงไปรับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง หากมาไม่ได้ก็จะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยฯ หรือปลัดกระทรวงฯ หรืออธิบดีกรมต่างๆ มารับเรื่อง ซึ่งวันนี้มีผู้ร้องทุกข์เข้ามาเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะคิวมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่จบ ดังนั้น ตนจะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตามการร้องทุกข์กับร้อยตำรวจเอกเฉลิมวันแรก ปรากฏว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มาร้องทุกข์จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับที่จะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลขอให้สบายใจได้ นอกจากนี้ยังมีนายวรัญชัย โชคชนะ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองยังได้มาร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการจับกุมตนเองสมัยที่ คมช.ยังมีอำนาจด้วย (07/03/51)


ชูศักดิ์เห็นด้วยตั้งครม.น้อย สส.สอบตกช่วยดูงานพรรค

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เห็นด้วยกับแนวคิดการเสนอตั้งคณะรัฐมนตรีน้อยของ ส.ส. สอบตก เชื่อช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเดินหน้าได้เร็วขึ้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคพลังประชาชนว่า เป็นเพราะเห็นว่าตั้งแต่มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พบว่ามีปัญหาอุปสรรคอีกพอสมควร และหลายเรื่องยังต้องตีความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเลือกตั้งซึ่งมี ส.ส.เป็นจำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วย โดยหากรัฐสภารับหลักการให้สามารถจัดตั้งได้ ก็จะมีสัดส่วนของผู้แทนจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมทั้งสามารถตั้งคนนอกเข้ามาทำงานได้เช่นกัน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรมีคนนอกอาทิ นักวิชาการ และผู้ที่มีประสบการณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาว่าสมควรหรือไม่

ส่วนสส.ที่สอบตกของพรรครวมตัวกันเสนอตั้งคณะรัฐมนตรีน้อย เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาลนั้น นายชูศักดิ์ เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะแสดงบทบาทในการอช่วยเหลือพรรค ซึ่งเท่าที่ทราบจะเป็นการติดตามการทำงานของรัฐบาลและผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้สามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะเข้ามาช่วยกันทำงานไม่ได้เกี่ยวข้อง
กับการเตรียมเป็นรัฐมนตรี (07/03/51)


รัฐบาลอายุสั้น [8 มี.ค. 51 - 17:12]

อย่างน้อย มีนักวิชาการในระดับอธิการบดี พูดตรงกันสองท่าน ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จะอายุสั้น อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน หรือ 1 ปีเท่านั้น

สาเหตุมาจากการโยกย้ายข้าราชการ ทำอะไรไม่เกรงใจประชาชน บวกกับเงื่อนไขทางด้านคดีความข้อกฎหมายไม่ว่าจะเป็นตัวนายกฯเอง หรือพรรคพลังประชาชน ที่อาจจะต้องเจอกับวิกฤติถึงต้องยุบพรรค

มีการคาดเดาสถานการณ์อนาคตการเมืองกันต่อไปว่า จะมีเจเนอเรชั่นใหม่ของไทยรักไทยเดิม เป็นรุ่นที่สามหรือรุ่นซี เข้ามาสานต่องานการเมือง

คาดกันว่าคนโน้นคนนี้จะมาเป็นนายกฯ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคในรุ่นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สุดแล้วแต่จะเดา

หรือการสร้างข่าวว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดการปฏิวัติตัวเอง เพื่อล้มเลิกกฎระเบียบต่างๆของ คมช. ที่วางเป็นกับดักเอาไว้ หวังผลจะได้ล้มล้างข้อกล่าวหาต่างๆที่มีขึ้นกับ พ.ต.ท.

ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำและครอบครัว โดยทางลัด

ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่ก็ยังขาดน้ำหนักก็เพราะบุคคลในขบวนการเหล่านี้ก็คือคนที่เคยขับไล่ขั้วอำนาจ เก่ามาแล้วทั้งนั้น จะปลุกกระแสได้ก็ต่อเมื่อ ชาวบ้านเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ชุดนี้ไม่ชอบธรรมจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการหรือความไม่ชอบ มาพากลต่างๆ ที่ต้องจับตาก็คือเรื่อง การโยกย้ายกลางปีในกองทัพ คนมักจะนึกเทียบเคียงไปถึงการปฏิวัติในยุคของน้าชาติ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ สมัยนั้นมีข่าวว่าจะย้ายระดับ ผบ.เหล่าทัพเข้า ก็เลยถูกบุกจับตัวถึงสนามบิน โดยอ้างเหตุเรื่องของการทุจริตคอรัปชันตามฟอร์ม

แต่การโยกย้ายในกองทัพครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งนั้น พูดกันตรงๆกองทัพก็ย่ำแย่ เพราะไปเปลืองตัวจากการยึดอำนาจที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จ ยังทำความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ถ้าคิดจะปฏิวัติเที่ยวนี้คงไปไม่รอด

นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่ผมมองต่างจากนักวิชาการ ก็คือภารกิจหลัก การแก้รัฐธรรมนูญ และการปลดล็อกคนในบ้านเลขที่ 111 ยังไม่สำเร็จ

ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลมีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขหลายจุด เพราะถ้าไม่ได้รับการแก้ไข เลือกตั้งไปแล้วก็เหมือนเดิม เป็นอุปสรรคกับการดำเนินการทางการเมืองที่ทุลักทุเล

อาทิ การดำรงตำแหน่งทางการเมือง กฎกติกาการเลือกตั้ง เป็นต้น และที่ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายไม่อยากให้มีการเลือกตั้งเร็วเกินไปมาจากเรื่องของ กระสุนดินดำ เข้าใจว่าหมดกันไปหลายพันล้าน

ซ้ำร้ายประชาชนยังอยู่ในอาการเบื่อการเมือง

ขืนมาเลือกตั้งซ้ำซากกันอีก คงถูกด่าเละ เอาเป็นว่าดูจากปัจจัยในเบื้องต้นแล้ว รัฐบาลน่าจะอยู่ไปได้ยาวกว่า 1 ปีถึงจะถูกยุบพรรคก็มีแผนสำรอง ยกเว้นจัดสรรผลประโยชน์กันไม่ลงตัวก็เป็นอีกเรื่อง.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก