WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 11, 2008

สามเหลี่ยมดินแดง



* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัว เข้าประจำการหน้าสี่ ที่นี่เหมือนเดิม เพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดของข้อมูลข่าวสารอันจำเป็นต่อการพิจารณาวิเคราะห์สถานการณ์ของประชาชน

* ดังเช่นที่ กลุ่มเบญจพิษ หรือ ห้าโจรปล้นประชาธิปไตย “ธิ-ลอง-ใส-ภพ-สมศักดิ์” ว่าไว้ ไม่น่าจะผิด กลียุคใกล้มาถึงแล้ว นับแต่ที่ พวกมันทั้ง 5 โผล่หัวออกมานั่นล่ะ คือสัญญาณแรกของหายนะ และกลียุค ในยุทธจักรร่ำลือกันว่า พวกมันทั้ง 5 ย่ำเท้าไปที่ไหน ที่นั่นจะหาความสงบสุขได้เป็นไม่มี เนื่องเพราะ พวกมันทั้ง 5 ถือเอาความแหลกราญของบ้านเมืองเป็นความสำเร็จสูงสุด เป็นเครื่องดับความใคร่ของตนเอง

* มิใช่ไม่มีหนทางแห่งการดับกลียุคที่พวกมันทั้ง 5 ก่อขึ้นได้ ไฟประลัยกัลป์ที่พวกมันจะนำมาเผาบ้านเผาเมืองซ้ำเป็นครั้งที่ 2 นั้น ดับง่ายนิดเดียว หากพวกเราพากัน ถ่มน้ำลายคนละครั้งลงไปยังหน้าพวกมัน เท่านั้น ก็จะดับกลียุคที่จะเกิดแก่บ้านเมืองของเราอย่างได้ผล เจอหน้าพวกมันทั้ง 5 ที่ไหน ก็ เสียสละน้ำลายกันคนละเล็กคนละน้อย เพื่อความร่มเย็นของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ

* ไม่รู้ว่าประเทศชาติและประชาชนไปทำอะไรให้พวกมันขุ่นข้องหมองใจ หรือ มีใครไปถ่ายรดหัวมารดามัน จึงทำให้พวกมันอาฆาตแค้น ไม่ยอมให้ประเทศชาติได้สงบสุข และประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็น

* พวกมันมิใช่มีเพียง 5 ดังที่พบเห็น ยังมีอีกหลายตัว (คน) ที่แอบซ่อนอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากแหล่งซ่องสุมกำลังของพวกมัน ทั้ง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และอดีตผู้ร่วมก่อการ...กับพวกมัน ทั้งหญิงและชายที่เป็นคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ กัลยา โสภณพนิช สำราญ รอดเพชร ประพันธ์ คูณมี บุญยอด สุขถิ่นไทย และผู้สนับสนุนกำลังใจคนสำคัญ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

* พรรคประชาธิปัตย์ กับ กลุ่มเบญจพิษ แม้นไม่ใช่หนึ่งเดียวกันในแง่องค์กร แต่ก็เป็น หนึ่งเดียวกันในมุมมองของเป้าหมาย คือล้มรัฐบาล แย่งชิงอำนาจรัฐ พวกมันจึงช่วยเหลือเกื้อกูล แลกเปลี่ยนบุคคล ถ่ายเทพลัง ทำให้ผู้คนสับสนและหลงกล ตามเคล็ดวิชา จริงคือลวง ลวงคือจริง เนื่องเพราะเช่นนี้เองเราจึง มิอาจพิเคราะห์พรรคประชาธิปัตย์ในซีกร่างที่เป็นพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่เพียงด้านเดียว ยังมีอีกซีกร่างหนึ่งที่จะต้องพิจารณา ในฐานะ ผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทแน่นกับเหล่าเบญจพิษ ด้วย

* เหตุแห่งการกลับมารวมตัวกันเพื่อฟื้นฟูเครือข่ายเบญจพิษที่อ้างขึ้นมาแต่ละข้อ หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีพยานปรากฏหลักฐานประกอบ หากแต่เป็นความคิดและจินตนาการอันชั่วร้ายเท่าที่พวกมันจะนึกขึ้นได้ในเวลานั้น หาใช่ความจริงแม้แต่เรื่องเดียว กลับไปอ่านแถลงการณ์ของพวกเบญจพิษอีกสักรอบ ท่านจะได้พบว่ามีแต่คำว่า “เชื่อว่า” “น่าจะ” “ถ้า” และ “จะ” อยู่เต็มไปหมด เพียงเพราะพวกมันเชื่อว่า การกลับมาของ ทักษิณ ชินวัตร จะทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมายเท่าที่พวกมันจะนึกได้ และเพื่อจะกำจัดทักษิณ พวกมันจึงคิดเผาประเทศไทย คิดกันดังนี้ถูกต้องแล้วหรือ

* เปรียบเสมือนมีคนที่เราไม่ชอบเดินผ่านหน้าบ้านเรา เราก็คิดไปต่างๆ นานาว่าเขามาดูลาดเลาเพื่อจะมาแอบเผาบ้านเรา หรือหากมากับคนแปลกหน้า ก็เชื่อว่าน่าจะพามือปืนมายิงเรา หรือหากเดินก้มหน้าก้มตาไม่เงยหน้าสบตาเรา ก็น่าจะเพราะมีความคิดชั่วแอบอยู่ในใจ จึงไม่กล้าสบตาเรา เมื่อความคิดชั่วร้ายเข้าครอบงำจิตใจเราโดยสมบูรณ์ เราก็เลยปลุกระดมคนทั้งซอย รุมกระทืบและฆ่ามันให้ตายเสียเลย โดยไม่ต้องสนใจว่าจินตนาการชั่วร้ายของเราจะถูกหรือผิด

* บรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจกับ สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่ฉีกหน้ากากประจานตัวเอง ด้วยการประกาศชื่อ ตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการเพราะถูกศาลสั่งจำคุกฐานเสนอข่าวเท็จ ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็น กรรมการจริยธรรมของสมาคมนักข่าว นอกจากฉีกหน้ากากตัวเองแล้ว ยังเป็น การตบหน้าศาล และตอบโต้คำพิพากษาของศาล อย่างสะใจเหล่าสมาชิกอีกด้วย

* โชคดีเหลือหลายที่นับแต่เป็นนักข่าวมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เข้าปีที่ยี่สิบพอดิบพอดี จงรัก ภักดีราช ไม่เคยเป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย จึงไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่อาจจะถูกกรรมการจริยธรรมของสมาคมนักข่าวเรียกไปสอบสวน ชี้แจง การเขียนความจริง ที่ทำให้สมาคมฯ และกรรมการสมาคมฯ รู้สึกว่าได้รับความเสียหาย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ไปอยู่แล้ว

* นี่ก็อีกราย เถกิง สมทรัพย์ ลาออกจากการเป็นผู้บริหารคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 105 เดินติดตูด เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ไปอีกราย ตามวิสัยลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ เมื่อนายอยู่ไม่ได้ เถกิงก็ไม่อยู่ แล้วก็ไปแอบซ่องสุมกำลังกันอยู่ที่ไทยพีบีเอส ซึ่งกำลังจะ กลายสภาพจากโทรทัศน์สาธารณะ เป็นโทรทัศน์ปฏิปักษ์รัฐบาล หรือเป็น ASTV สาขาสอง นั่นเอง

* มีประเด็นต้องพิจารณาคือ เถกิง สมทรัพย์ มีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ฯ เป็นหนึ่งใน 15 กรรมการสรรหาคณะผู้บริหารไทยพีบีเอสชุดถาวร ในเร็วๆ นี้ ดังนั้นการที่ กรรมการสรรหาไปเป็นลูกจ้างของไทยพีบีเอส นั้นมัน เหมาะสมแล้วหรือ เป็นความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ต่อกันหรือไม่ ในฐานะกรรมการสรรหา และลูกจ้าง

* ก่อนจากกันวันนี้ จงรัก ภักดีราช อยากจะเตือนสติบรรดาข้าราชการที่ชอบอ้างความเป็น “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นเกราะป้องกันตัวเอง ต้องไม่ลืมว่า รัฐบาลก็เป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐมนตรีก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งทุกคน ก่อนเข้าทำงานก็เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนถ้วนหน้า

* รัฐบาลนี้มาตาม วิถีแห่งประชาธิปไตย จากพลังของประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลที่มาด้วย วิถีโจรที่ได้อำนาจมาจากการปล้น รัฐมนตรีชุดนี้มิได้ กำเนิดมาจากความใคร่ของเผด็จการ ที่ปฏิสนธิกับสันดานชั่วของสื่อมวลชนบางคน และนักวิชาการบางพวก หากแต่มาตามความชอบธรรมของกฎหมาย ด้วยการเลือกสรรของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

* ย้อนคิดไปเมื่อปีก่อน เมื่อวันที่ท่าน สยบยอมต่ออำนาจเผด็จการ คุกเข่า คลานสี่เท้า คลอเคลียเลีย ท็อปบู๊ต เคยคิดบ้างไหมว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศักดิ์ศรีของท่าน นอกจากใช้แลกกับตำแหน่งที่เผด็จการโยนมาให้แล้ว ยังมีเหลือไว้ให้ลูกหลานชื่นชมอีกบ้างไหม

* บางคนถึงกับ ถอดครุยผู้พิพากษา หันหลังให้กับการปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของในหลวง ไปรับใช้เผด็จการสุดตัวสุดหัวใจ แต่พอถึงวันที่เผด็จการตายจากไป ก็กลับมาอ้างว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนแบบนี้ยังมีที่ให้ยืนในแผ่นดินไทยก็บุญโขแล้ว

* ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ ก็เหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่มีวันเข้ากันได้ เมื่อวันนี้รัฐบาลประชาธิปไตยเข้ามาทำหน้าที่ตามอาณัติที่ประชาชนมอบให้ จึงจำเป็นที่จะต้องกำจัดคราบน้ำมันที่เผด็จการทิ้งไว้ให้หมดเสียก่อน เพราะหากปล่อยไว้ จะทำให้เกิดมลพิษต่อระบอบประชาธิปไตย ได้แต่เตือนสติรัฐบาล อย่าได้อ่อนไหวกับกระแสต่อต้าน หากว่าจะต้องมีการโยกย้ายข้าราชการที่ฝักใฝ่เผด็จการกันต่อไป เพื่อกำจัดคราบไคลของเผด็จการให้หมดสิ้นไป ก็ขอให้รู้ว่า ประชาชนที่เจ็บปวดเพราะเผด็จการยังยืนอยู่ข้างท่านตลอดเวลา


ลิเดีย...เพื่อนยามยาก หัวใจเธอน่าคบ

หากการกลับมาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะเข้าไปแย่งพื้นที่ข่าวของใครหลายคนในโฉมหน้าการเมืองไทย นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เหตุบังเอิญอันไร้ที่มาที่ไป เพราะพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯคนเดียวที่เดินเข้าหาประชาชนคนรากหญ้าอย่างที่ไม่มีเคยมีนายกฯคนไหนทำได้ และคิดจะทำมาก่อน การลงไปติดตามถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของประชาชนแบบเข้าถึง เข้าใจ นอนค้างอ้างแรม ได้เห็น ได้สัมผัสกับพี่น้องประชาชนถึงความเป็นอยู่ สิ่งที่ขาด สิ่งที่มีของประชาชน และนำมาบริหารจัดดการเพื่อคนส่วนมากของสังคม ย่อมเป็นยิ่งกว่าการซื้อใจ แต่เป็นการแลกใจของกันและกัน

เกือบสองปีที่ต้องจากบ้านเมืองไปด้วยข้อหาฉกรรจ์ เพื่อนที่รุมล้อมหน้าล้อมหลังลดน้อยลง แต่นั่นก็ช่วยให้ภาพชัดขึ้นว่าใครคือมิตรแท้ ใครคือ มิตรปอกลอก เหมือนที่ท่านทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ประชาทรรศน์ว่า มิตรแท้ผมมีไม่กี่คน

ท่ามกลางความวิกฤติ ยากลำบากหลายคนจากไป เพราะขั่วอำนาจเปลี่ยนแปลง บางคนเปลี่ยนเพราะถูกสะกิดให้เลือกข้าง คนเหล่านั้นเป็นผู้ชายออกสามศอกที่ทิ้งเพื่อนในยามยาก บางคนนอกจากทิ้งยังร่วมมือกับฝ่ายตรงข้ามทำลายล้างอย่างไร้น้ำมิตรเป็นที่สุด พฤติกรรมสิ้นลายนักเลงจะกระทำต่อเพื่อน

แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เธอกล้าประกาศว่า เป็นพวก และยืนข้างคนเสียอำนาจอย่างทักษิณ ในขณะที่หลายคนกลัวเกรงอำนาจจากมือที่มองเห็น และไม่เห็น แสดงความเป็นห่วงเป็นใยอย่างไม่ยี่หระอำนาจใดทั้งสิ้น

ลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา ให้สัมภาษณ์ ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ฉบับที่ 58 ประจำวันเสาร์ที่ 8- ศุกร์ที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2551 ถ้อยคำของเธอซื่อๆ ชัดเจน ไม่แฝงเงื่อนงำทางการเมืองใดๆ เป็นคำพูดที่เข้าใจความยากลำบากที่เธอให้ความเคารพเหมือนพ่อคนหนึ่ง

เมื่อถามถึงผลกระทบที่เธอแสดงตัวว่า อยู่ข้าง อดีตนายกฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

“ถ้าถามว่าหวั่นไหวไหม ไม่หวั่นไหว แต่ว่าแบบก็มีเครียดบ้าง เพราะว่ามันก็มีข่าวขึ้นหน้า 1 ตลอด แล้วก็มันเป็นการเข้าใจผิดกันตั้งแต่ตอนแรก แต่ก็ที่ผ่านมาก็เคลียร์กันแล้วก็โอเคจริงๆ แล้วมีเป็นบางสื่อเท่านั้นที่แบบ...ส่วนผลกระทบมันก็มีเยอะ มันทั้งดีด้วยและไม่ดีด้วย อะไรอย่างเนี้ย มันมีทั้งหมด แต่หลังจากที่ออกมาเคลียร์ข่าว ซึ่งเราไม่ได้มีอะไรปิดบังอยู่แล้ว และเราค่อนข้างบริสุทธิ์ใจ มันไม่มีอะไรอะค่ะ เลยคิดว่าเขาจะโจมตีเราอย่างไรเขาโจมตีเราไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีอะไร…ค่อนข้างเป็นข้อใหญ่เลยอะค่ะ ที่เป็นข่าวหน้า 1 ตลอด เพราะว่าถ้าไม่ใช่พ่อคงไม่เป็นข่าวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเดียไปสนิทกับผู้ใหญ่คนอื่น คงไม่แบบ...อ๋อเป็นเมียน้อย อะไรอย่างเนี้ย มันไม่ใช่อยู่แล้ว คือถ่ายคู่กับคนอื่น ถ่ายคู่กับเฮียฮ้ออย่างเนี้ย เขาจะเขียนเหรอว่าเป็นเมียน้อย อันนี้มันไม่ใช่ คือมันเป็นที่บุคคลด้วย ที่เกี่ยวข้องอะไรอย่างเนี่ย….ที่ประเทศอังกฤษ อยู่ด้วยกันที่โน่น ไปกันหมด ตอนที่ไปเปิดสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตอนที่ข่าวออกมาพ่อขำๆ คือมันลงเป็นพาดหัวข่าวเล่นๆ แต่ช่วงหลังมันก็เริ่มแบบว่าทุกวัน เป็นเรื่องใหญ่โต พ่อให้อานพดล (นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในขณะนี้) ออกมาพูดให้ แต่มีอยู่บางกลุ่มเท่านั้นที่ดูเหมือนว่ายังออกมาโจมตีอยู่ และเหมือนเดียไม่ได้ออกมาเคลียร์ ยังอยู่อังกฤษอยู่ และเพิ่งเดินทางกลับมาก็ยังไม่ได้ออกมาเคลียร์อะไร มันเลยมีการเข้าใจผิดกันในตอนแรก

ลิเดีย ไม่เอ่ยถึงผลกระทบในทางลบเท่านั้น หากผลบวกในด่านอื่นๆ เธอก็เล่าซื่อๆ และชัดเจน

“หนังสือช่วงนั้นมันเหมือนออกมาเคลียร์ และมันเป็นเรื่องของพ่อช่วงหลังปฏิวัติ ซึ่งมันไม่มีใครรู้เกี่ยวกับพ่อ ว่าพ่อไปอยู่ไหน ไปทำอะไร และชีวิตพ่อเป็นอย่างไร ก็เลยแบบอาจจะทำให้คนให้ความสนใจเยอะกับหนังสือของเดีย ยอดขายหนังสือเลยพุ่งค่ะ…พี่ๆ สื่อมวลชนมาเยอะมาก แล้วลงหน้า 1 คือต้องรู้อยู่แล้วว่ามีหนังสื่อตัวนี้ออกมา แต่ว่าจะได้อ่านไหม อันนี้เดียไม่ทราบเหมือนกัน แต่ถ้าได้อ่าน คือจะรู้เลยว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ แบบเนี้ย ถ่ายรูปคู่กับทั้งคุณหญิงและตัวคุณทักษิณเอง แบบมันไม่มีอะไร ถ่ายกับครอบครัวเขา ถ้าเดียเป็นเมียน้อยกับเขาจริงๆ จะถ่ายรูปกับครอบครัวเขามันคงไม่ใช่ และพ่อแม่เดียไปอยู่ด้วย พี่น้องเดียไปอะไรอย่างเนี้ย คือคนที่ได้อ่านได้ดูคงเข้าใจอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ได้อ่าน ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไง…”

กรณีที่สื่อบางฉบับอออกมาโจมตีด้วยเรื่องเสียหาย ด้วยเหตุผลทางการเมือง

“เดียรู้สึกว่า โดนผู้ใหญ่รังแกโดยไม่มีเหตุผล อะไรแบบนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เขามีปากกา เราไม่มีปากกา บางครั้งเขาก็เขียนอะไรของเขาได้ แต่ว่าในเมื่อเราออกมาเคลียร์ แบบว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นสิทธิของคุณที่คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ว่าเรื่องจริงมันแค่นี้ เราทำได้เท่านี้…ไม่ได้โกรธ แต่รู้สึกว่าน่าสงสารคนคนเนี้ย คือ ชีวิตนี้คนคนนี้ไม่มีอะไรทำแล้วเหรอ เขียนข่าวด่าคนอื่น แล้วแบบคือเดียไม่เข้าใจว่าเดียไปทำอะไรให้ครอบครัวเขาบาดเจ็บล้มตายหรือเปล่า มันไม่มี แล้วเขามาเขียนว่าเดียอย่างนี้ คือไม่เข้าใจ แล้วด่าถึงพ่อแม่ว่าแบบเอาลูกสาวไปขาย แล้วลงชื่อพ่อแม่และชื่อผู้ใหญ่ที่เดียเคารพหลายท่าน แบบว่าอ๋อ...เนี่ยเป็นพ่อเล้า คือไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้...”

เธอมีมุมมองและความหวังต่อรัฐบาลนี้เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติและเศรษฐกิจโดยรวม

“รัฐบาลนี้ดีนะคะ เพราะว่าเป็นประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง แล้วคนเลือกขึ้นมาเป็นรัฐบาล เดีย...หวังว่าจะทำให้เศรษฐกิจบ้านเราเหมือนเดิม ให้ดีขึ้นเหมือนกับตอนก่อนที่จะเกิดการรัฐประหาร”

กับความวุ่นวายที่กำลังก่อเค้าขึ้นอีกจากพันธมิตรฯ เธอให้เหตุผลที่น่าฟังทีเดียว

“ความวุ่นวายมันต้องมีค่ะ เพราะว่าเราไม่สามารถทำให้คนทั้ง 100 คนคิดในสิ่งเดียว เชื่อในสิ่งเดียวได้ หลายๆ คนต้องมีหลายๆ ความคิดอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าความคิดของคนส่วนมาก ถ้าคนส่วนมากเลือกพรรคพลังประชาชนแล้ว ควรที่จะเคารพค่ะ…”

ลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา ทั้งภูมิใจและเป็นห่วง อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เธอเรียกว่าพ่อทุกคำ

“ดีใจมากที่พ่อกลับบ้าน และได้อยู่กับครอบครัว...เดีย...ห่วงอย่างเดียว คือ ห่วงเรื่องความปลอดภัยของพ่อ คือ กลัวเหมือนกับที่ผ่านมา ที่ปากีสถาน นางเบนาซีร์ บุตโต อดีตประธานาธิบดีปากีสถาน ถูกลอบสังหาร กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น เพราะก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารมีเรื่องคาร์บอมบ์ มีอะไรอย่างนี้ กลัวว่าถ้ากลับมาแล้วจะเกิดอะไรไม่ดีหรือเปล่า เป็นห่วงอยู่เรื่องเดียว เรื่องอื่นไม่เท่าไร…”

หาซื้อบทสัมภาษณ์อย่างหมดเปลือกได้ที่แผงขณะนี้ ตามปกในภาพประกอบนั่นเชียว ให้ไวครับ ก่อนหมดจากแผง


น้ำลดตอผุด

อดขำไม่ได้เมื่อได้อ่านข่าว พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฝ่ายจราจร กล่าวถึงมาตรการดูแลความเรียบร้อยกรณีรถโฆษณาบริษัท ฮัลโหลบางกอก ที่จอดกีดขวางเส้นทางจราจร จนได้รับการร้องเรียนมาเป็นจำนวนมากว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการกำชับให้ทุกท้องที่สอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด หากพบมีการฝ่าฝืนให้ดำเนินการออกใบสั่งได้ทันที ซึ่งพื้นที่ที่มีรถของบริษัท ฮัลโหลบางกอก ฝ่าฝืนอยู่ มีอยู่ 10 สถานี เบื้องต้นให้มีการประสานกับการไฟฟ้า ตัดไฟ และแจ้งให้เจ้าของรถขยับรถออกไปนอกพื้นที่ก่อน หากฝ่าฝืนอีกให้พนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายเรียกเจ้าของบริษัท ซึ่งถ้าออกหมายเรียก 2 ครั้งยังไม่มา ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการออกหมายจับได้ทันที

ขำ เพราะว่าก่อนหน้านี้ในช่วงที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ เคยนำเสนอข่าวนี้มาก่อน แต่แทบไม่มีการสนองตอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเลย

เพราะมีการนินทากันว่า ตำรวจคนไหนจะกล้าจับล่ะ ในเมื่อป้ายโฆษณาคุณภาพของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่ติดหราอยู่ในที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ก็เป็นฝีมือของบริษัท ฮัลโหลบางกอก

หลังจากที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอไป ก็มีบ้างที่มีการขยับรถพ้นไปจากย่านถนนวิภาวดีรังสิต ใกล้กับป้อมยามใต้ทางด่วน เพราะเป็นทางผ่านที่พนักงานของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นั่งรถผ่าน แต่มีการนำไปจอดที่อื่นให้ห่างไกลหูไกลตาของทีมงานประชาทรรศน์

ผมนั้นได้รับโทรศัพท์ต่อว่าต่อขานมาจากพรรคพวกที่เป็นตำรวจว่า บริษัท ฮัลโหลบางกอก ได้ช่วยงานประชาสัมพันธ์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่น่าจะเปิดโปงโจมตีกันเลย

ผมก็บอกไปว่า ไม่ใช่เป็นการประชาสัมพันธ์งานให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นการประชาสัมพันธ์โฆษณาให้กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น และที่ต้องนำเสนอข่าวนี้ไปก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับสังคม

เพราะอย่าลืมว่าการโฆษณาบนป้ายโฆษณาที่ติดหราอยู่ตามที่ต่างๆ จะต้องมีการเสียค่าสถานที่ติดตั้ง เสียภาษีป้าย แต่สำหรับรถโมบายของบริษัท ฮัลโหลบางกอก ไม่ต้องเสียภาษี เพราะป้ายติดอยู่ท้ายรถ สามารถวิ่งไปจอดที่ต่างๆ ได้โดยตำรวจไม่กล้าจับกุม มิหนำซ้ำรถแต่ละคันไม่ทราบว่ามีทะเบียนหรือไม่ เพราะไม่เห็นจะมีคันไหนปิดแผ่นป้ายทะเบียน

จะให้มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากต้องการจะเลี่ยงไม่ให้ตำรวจจราจรเขียนใบสั่งแปะไว้ที่หน้ารถได้ เพราะไม่รู้จะระบุว่าทะเบียนอะไร นอกจากจะนำเครื่องล็อกล้อมาล็อกล้อเท่านั้น แต่ไม่เคยปรากฏว่ามีการล็อกล้อ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์จึงหยิบเรื่องนี้มานำเสนอเป็นข่าวใหญ่อยู่ 2-3 วัน ด้วยเหตุนี้

ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ยังไม่ทันข้ามสัปดาห์ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล สั่งให้ตำรวจจราจรทุกท้องที่กวดขันจับกุมรถโมบายของบริษัท ฮัลโหลบางกอก อย่างจริงจัง จึงอดขำไม่ได้

อีกเรื่องหนึ่งเป็นข่าวเล็กๆ แต่อดขำไม่ได้เหมือนกัน กรณีที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งยกเลิกงานประกวดพระเครื่องที่จัดโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะมีบริษัทห้างร้านต่างๆ ร้องเรียนมาว่าได้รับความเดือดร้อนจากการที่ถูกขอค่าโฆษณาในหนังสือจัดงาน

นี่ถ้ายังไม่มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ชาวบ้านทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง และเจ้าของบริษัทห้างร้านที่ถูกขอให้เป็นสปอนเซอร์โฆษณาหนังสือ คงไม่รู้ว่าตำรวจไทยได้พัฒนาก้าวไกลไปถึงขนาดจัดงานหาเงินเองแล้วหรือ

เมื่อก่อนนี้ ตำรวจเพียงแต่มีเอี่ยวในการจัดงานต่างๆ เช่น การจัดมวยชิงแชมป์โลก ตำรวจจะมีเอี่ยวกันในการรับบัตรชั้นริงไซด์ไปจำนวนหนึ่ง ขายได้เท่าไรก็ให้เป็นสวัสดิการของตำรวจ หรือการจัดคอนเสิร์ตที่แบ่งบัตรให้ตำรวจนำไปขาย

แน่นอน บัตรมวยหรือบัตรคอนเสิร์ตที่ตำรวจได้รับมานั้น จะต้องนำไปขายให้กับเจ้าของสถานบริการในท้องที่ ซึ่งซื้อง่ายขายคล่อง รับไปกี่บัตรต้องขายได้เท่านั้น ไม่มีการรับคืน

แต่ในระยะหลังๆ เศรษฐกิจย่ำแย่ สถานบริการต่างๆ ปิดกิจการไปเยอะ การยัดเยียดบัตรมวย บัตรคอนเสิร์ต จึงลดน้อยลงไปด้วย ประกอบกับระยะหลังนี้ มวยชิงแชมป์โลกของสถาบันต่างๆ ซึ่งมีชกกันเป็นรายสัปดาห์ เปิดให้ดูฟรี และมีการถ่ายทอดสดทางทีวี การขายบัตรเปลี่ยนเป็นขอสปอนเซอร์โฆษณาทางโทรทัศน์แทน เราจึงเห็นสินค้าอีกแบบหนึ่งที่จะโฆษณาเฉพาะรายการมวยชิงแชมป์เท่านั้น

เราจึงเห็นว่าในการชกมวยชิงแชมป์ต่างๆ ที่จัดให้มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ จะต้องมีนายตำรวจระดับผู้กำกับ ผู้บังคับการจังหวัด เป็นประธานจัดงานฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อการันตีกับเจ้าของร้านค้าที่มาเป็นสปอนเซอร์โฆษณาทางโทรทัศน์ โดยมีนักการเมืองค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง

เพิ่งมาเห็นครั้งนี้แหละ ที่ตำรวจเป็นเจ้าภาพจัดงานเสียเอง ถ้าน้ำไม่ลด ตอคงไม่ผุดให้เห็น


'ทักษิณ'ไม่หนักใจ!สู้คดีที่ดินรัชดาฯ

ทนายความส่วนตัวของอดีตนายกฯทักษิณเผยความพร้อมการแจงต่อศาลฎีกาในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกวันที่ 12 มี.ค.นี้ ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ และไม่ได้ซักซ้อมอะไรเป็นพิเศษ

นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวชินวัตร กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมชี้แจงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกวันที่ 12 มี.ค.นี้ ว่า ทีมทนายความได้เตรียมความพร้อมเรื่องการร่างคำให้การของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเข้ารับพิจาณณาคดีครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 12 มี.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเอง และยื่นให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า ไม่ได้กระทำการตามความผิดตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดในคดีที่ดินรัชดา โดยในเวลา 09.30 น. ซึ่งเมื่อศาลอ่านคำฟ้องของพ.ต.ท.ทักษิณในฐานะจำเลยแล้ว ก็จะมีการสอบคำให้การปฏิเสธ หลังจากนั้นคงต้องรอดูว่าศาลจะนัดหมายอีกครั้งในวันใด อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ และไม่ต้องมีการซักซ้อมอะไรเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมามีการพูดคุยกันตลอดอยู่แล้ว จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมทนาย ที่จะพิจารณาในข้อกฎหมายต่างๆ ในการสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนของการชี้แจงต่อศาลแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปต่างประเทศเลยหรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า เบื้องต้นตนทราบว่าจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งภายใน 1- 2 วันนี้ หากได้รับการยืนยันจากพ.ต.ท.ทักษิณ ทีมทนายความก็จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเดินทางมาต่อสู้คดี และไม่เคยคิดที่จะหลบหนีแต่อย่างใด

ทนายอดีตนายกฯ‘ทักษิณ'เผยพร้อมแล้ว!สู้คดีที่ดินรัชดาฯ

นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวชินวัตร กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมชี้แจงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกวันที่ 12 มี.ค.นี้ ว่า ทีมทนายความได้เตรียมความพร้อมเรื่องการร่างคำให้การของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเข้ารับพิจาณณาคดีครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 12 มี.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเอง และยื่นให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า ไม่ได้กระทำการตามความผิดตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดในคดีที่ดินรัชดา โดยในเวลา 09.30 น. ซึ่งเมื่อศาลอ่านคำฟ้องของพ.ต.ท.ทักษิณในฐานะจำเลยแล้ว ก็จะมีการสอบคำให้การปฏิเสธ หลังจากนั้นคงต้องรอดูว่าศาลจะนัดหมายอีกครั้งในวันใด อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้สึกหนักใจในเรื่องนี้ และไม่ต้องมีการซักซ้อมอะไรเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมามีการพูดคุยกันตลอดอยู่แล้ว จึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมทนาย ที่จะพิจารณาในข้อกฎหมายต่างๆ ในการสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนของการชี้แจงต่อศาลแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปต่างประเทศเลยหรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า เบื้องต้นตนทราบว่าจะเดินทางไปประเทศอังกฤษ แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน ซึ่งภายใน 1- 2 วันนี้ หากได้รับการยืนยันจากพ.ต.ท.ทักษิณ ทีมทนายความก็จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเดินทางออกนอกประเทศ ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ และเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเดินทางมาต่อสู้คดี และไม่เคยคิดที่จะหลบหนีแต่อย่างใด

จาก hi-thaksin

‘ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน'ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระราชินี

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เดินทางมายังตึก สก. ร.พ.จุฬาฯ เพื่อร่วมลงนามถวายพระพรขอให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว พร้อมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแจกันดอกไม้แด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่าทราบข่าวพระอาการประชวรของพระองค์เมื่อช่วงเย็นวานนี้ ในขณะที่ตลอดทั้งวันมีคณะบุคคล หน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งประชาชนเผ้าติดตามพระอาการและลงนามถวายพระพรอย่างต่อเนื่อง อาทิพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการสำนักนายกฯ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา คณะกรรมการการเลือกตั้งนำโดย นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. และคณะผู้บริหารจาก ร.พ.ศิริราช


จาก hi-thaksin

Monday, March 10, 2008

นายกฯ นำปัญหา กม.เหล้าถก ครม.พรุ่งนี้ (11 มี.ค.)

นายกรัฐมนตรีเตรียมนำปัญหาเนื่องจากการประกาศบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ให้ครม.พิจารณาอังคารนี้ ยอมรับเป็นการออกกฎหมายที่ปฏิบัติได้ยาก

นางวิมลวรรณ อุดมพร ประธานสมาพันธ์ช่วยภาครัฐลดปัญหาแอลกอฮอล์ และคณะเข้าพบ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เพื่อชี้แจงปัญหาผลกระทบอันเนื่องมาจากการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551

โดยบอกว่ามีหลายมาตราที่มีปัญหา อาทิ มาตรา 30 ที่บัญญัติว่าห้ามมิให้ผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีการหรือลักษณะดังต่อไปนี้ คือ การเร่ขาย และ โดยแจก แถม ให้หรือแลกเปลี่ยนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกับสินค้าอื่น หรือ การให้บริการอย่างอื่นแล้วแต่กรณี หรือแจกจ่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะเป็นตัวอย่างของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเป็นการจูงใจสาธารณชนให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับผู้ผลิตไวน์ผลไม้โอท็อป เพราะไวน์โอท็อปมีช่องทางการจำหน่ายหลักด้วยการออกงานแสดงสินค้าโอท็อป ที่จัดว่าเป็นการเร่ขาย อีกทั้งต้องให้ผู้บริโภคได้ชิมไวน์ มิฉะนั้นผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อสินค้า ซึ่งการชิมก็เข้าข่ายการแจกแถม และผู้ผลิตไวน์โอท็อปไม่ได้มีต้นทุนการผลิตและปัจจัยอื่นที่สามารถส่งเสริมสินค้าของตนได้ เหมือนผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่

พร้อมกันนี้ สมาพันธ์ช่วยภาครัฐลดปัญหาแอลกอฮอล์ ได้นำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาสังคมและเยาวชนต่อภาครัฐ โดยมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจให้น้อยที่สุด อาทิ การนำเอาสภาพความเป็นจริงที่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม ภัตตาคาร สถานบันเทิง ร้านค้าปลีกในปัจจุบันมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพื้นที่ขาย วัน และเวลา ตลอดจนการส่งเสริมการขายและโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นต่างๆ พร้อมกับบอกว่า เข้าใจในปัญหาของสมาพันธ์ฯ ซึ่งเป็นปัญหาข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงขอให้ทางสมาพันธ์ฯ ได้รวบรวมสรุปเป็นเอกสาร ระบุปัญหาข้อต่าง ๆ ในมาตราที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน แล้วนำส่งให้ตนเองในวันนี้ เพื่อจะนำเข้าที่ประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ เพื่อให้ครม.รับทราบและพิจารณาในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ โดยจะส่งให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาเหตุผล เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการ ขอแก้ไขกฎหมายในสภาฯ ต่อไป นายกฯได้ขอบคุณคณะสมาพันธ์ฯ ที่มาเข้าพบถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมาก และขอบคุณภาคเอกชนที่ไว้วางใจให้คนที่มาจากการเลือกตั้งได้ตรวจสอบ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาในแง่กฎหมาย ที่ออก
ในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้ แล้วทำให้สังคมเดือดร้อนจึงต้องมีการช่วยแก้ไขให้ปฏิบัติได้ (10/03/51)


มท.1 ข้องใจ คตส. มีอำนาจฟ้องศาลฎีกาด้วยตัวเองหรือไม่

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความข้องใจว่า คตส. มีอำนาจในการฟ้องร้องคดีหวยบนดินต่อศาลฎีกาฯด้วยตนเองได้หรือไม่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ คตส.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหวยบนดินด้วยตัวเอง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ว่าเรื่องนี้ต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อน เร็วเกินไปที่จะตอบ

เพราะข้อเท็จจริงของกรณีนี้ คตส. ทำเรื่องและมีความเห็นสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการแต่พนักงานอัยการยังไม่มีความเห็นว่าจะฟ้องหรือไม่ แต่ให้สอบเพิ่ม 5 ประเด็น และส่งเรื่องกลับมายัง คตส. แต่คตส.บอกไม่สอบเพิ่ม ซึ่งเป็นปัญหาให้ชวนคิดว่า คตส.มีอำนาจหรือไม่ที่จะฟ้องเอง (10/03/51)


ทักษิณนั่งปธ.มูลนิธิไทยคมในฐานะผู้ก่อตั้งแทนยิ่งลักษณ์

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางมายังมูลนิธิไทยคม เพื่อร่วมประชุมกับกรรมการมูลนิธิโดยมีวาระสำคัญคือการแต่งตั้งตำแหน่งประธานมูลนิธิให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ก่อตั้ง แทน นส.ยิ่งลักษณ์

เวลา14.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เดินทางมายังมูลนิธิไทยคมพร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว และประธานมูลนิธิฯพร้อมด้วยนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน และนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย การมาครั้งนี้ เพื่อร่วมประชุมกับกรรมการมูลนิธิโดยมีวาระสำคัญคือการแต่งตั้งตำแหน่งประธานมูลนิธิให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ก่อตั้ง แทน นส.ยิ่งลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ จะเข้าประชุมมี กองเชียร์ผู้สนับสนุน 1คน คือนายประทุม เกิดศรี อ้างว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้นำพวงมาลัย, ขนมสังขยาและเป็ดพะโล้มอบให้ พ.ต.ท.ทักษิณและกล่าวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ว่า อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดังเร็วไวๆ โดยพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวตอบว่าไม่ไหวแล้วตนแก่แล้วให้คนหนุ่มทำงานดี

นายปทุม กล่าวต่อว่า อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณทำให้สโมสรแมนซิตี้ ติดอันดับพรีเมียร์ลีก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงกล่าวตอบว่า เร็วๆ นี้ตนจะกลับไปดูแล

จักรภพไม่หวั่นคดีดักโทรศัพท์กระทบเก้าอี้มั่นใจแจงศาลได้

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จักรภพ เพ็ญแข ไม่หวั่นคดีดักฟังโทรศัพท์ กระทบเก้าอี้รัฐมนตรี มั่นใจ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลได้

อดีต 3 แกนนำ นปก.“จักรภพ - ณัฐวุฒิ - จตุพร” ร้องศาลเลื่อนนัดแถลงเปิดคดีดักฟังโทรศัพท์ อ้างติดสมัยประชุมสภา

อดีต 3 แกนนำ นปก.“จักรภพ - ณัฐวุฒิ - จตุพร” ร้องศาลเลื่อนนัดแถลงเปิดคดีดักฟังโทรศัพท์ อ้างติดสมัยประชุมสภา ศาลนัดสอบให้การ - ตรวจสอบพยานหลักฐานอีกครั้ง 23 มิ.ย.นี้ ขณะที่จักรภพย้ำ พร้อมพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล

ทั้งนี้ อดีต 3 แกนนำ นปก. มีตำแหน่งในรัฐบาลสมัคร คือ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) และกลุ่มผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์พีทีวี