รองโฆษกรัฐบาล "ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ" ระบุ รัฐบาลโยกย้ายข้าราชการน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เตือน หยุดปล่อยข่าวทำลายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ ขอให้รัฐบาลได้ทำงานให้กับประชาชนก่อนและขอให้เกิดความสมานฉันทน์ปรองดองขึ้นสังคมด้วย

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
รองโฆษกรัฐบาล "ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ" ระบุ รัฐบาลโยกย้ายข้าราชการน้อยกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา เตือน หยุดปล่อยข่าวทำลายรัฐบาล

47 ไม่ใช่เลขเด็ดของอาจารย์ดัง ไม่ได้บอกใบ้ให้แทงหวย
แต่เป็นตัวเลขสวยๆที่ล่าสุดคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความขนเอกสารกว่า 40 ลัง เดินทางเข้ายื่นสำนวนคำฟ้องพร้อมพยานหลักฐานในคดีการออกสลากพิเศษ 3 ตัวและ 2 ตัว หรือหวยบนดิน
ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมพวกอดีตรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตั้งแท่นชงข้อหาหนัก ยักยอกเงินหลวงกว่า 36,000 ล้านบาท
ก่อนอื่นเลย ถือเป็นปฏิบัติการหักหน้าอัยการสูงสุดที่ตีกลับสำนวนคดีหวยบนดินให้ คตส.ไปสอบเพิ่มเติมใน 5 ประเด็นก่อนหน้านี้
งัดข้อกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ คตส.จะเดินหน้าฟ้องเอง
และน่าจะเป็นอะไรที่แว่วข่าวล่วงหน้า “ลุงหมัก” พูดออกอากาศในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ช่วงสายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
“ก็หวยมันอยู่ที่คนเขาเล่นกันอย่างนั้น คนแทงกันตั้งแต่เศษสตางค์กันมา เสร็จแล้วหวยก็มาพัฒนามีลอตเตอรี่ขึ้น ก็เอาเบอร์ท้ายลอตเตอรี่มาเป็นหวยใต้ดิน รัฐบาลก็คิดดีเอามาไว้บนดิน แทนที่จะให้จบเรียบร้อย เกือบจะติดตะรางกันทั้งคณะ
ไปๆมาๆออกกฎหมายมาออกได้อีกแล้ว ตกลงจะติดตะรางทั้งคณะหรือไม่ ยังไม่ ทราบได้ แต่ว่ามีกฎหมายผ่านออกมาว่าทำได้ กำลังตรวจสอบอยู่ แต่ว่าถ้าไม่ผ่านอันนี้ก็ต้องยกเลิก ลอตเตอรี่ก็ต้องเลิก เล่นไม่ได้หรอก ผิดกฎหมายกันอย่างนี้ ลอตเตอรี่ที่ออก 40 ล้านฉบับก็ต้องยกเลิก”
หวยบนดินผิดกฎหมาย ก็ต้องเลิกลอตเตอรี่
ล็อกคอเป็นตัวประกัน
โดยลีลาวัดใจคอหวยที่มีอยู่ครึ่งค่อนเมือง อ้างอิงประวัติศาสตร์ที่ “ลุงหมัก” ย้อนอดีตเล่าความหลัง “อบายมุขกับคนไทยเกิดมาผมก็เจอแล้ว ที่สามยอดแต่ก่อนมีรถราง หน้าห้างเซ่งจง ก่อนถึงประตูสามยอด เขาเรียกว่าโรงหวย รถรางถึงตรงนั้นก็บอกว่าโรงหวยๆสามยอด ออกหวยที่นั่น และคนไทยตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ก็เล่นหวยกันมา”
ถึงคราวจะต้องเลิก ถ้าบทสรุปคดีหวยบนดินผิดกฎหมาย แม้แต่ลอตเตอรี่ก็เล่นไม่ได้
คนไทยที่ชอบเสี่ยงโชคในสายเลือดมีหวังลงแดงตาย
ใครจะโดนชาวบ้านด่า ลองเดาดู
ไหนๆเขาจะล่อกันด้วยอบายมุขแล้ว จากหวยร้อนๆถึงเหล้าอุ่นๆ
มาได้เวลาพอดิบพอดี กับคิวที่นางวิมลวรรณ อุดมพร ประธานสมาพันธ์ช่วยภาครัฐลดปัญหาแอลกอฮอล์และคณะ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ร้องเรียนถึงผลกระทบอันเนื่องมาจากการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกออฮอล์ พ.ศ.2551
ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน
โดยเฉพาะผู้ผลิตไวน์ผลไม้โอทอป ที่ช่องทางการจำหน่ายหลักคือการออกงานแสดงสินค้าโอทอปที่จัดว่าเป็นการเร่ขาย และผู้บริโภคต้องได้ชิมไวน์ มิฉะนั้น ผู้บริโภคก็จะไม่ซื้อสินค้า ซึ่งเข้าข่ายการแจกแถม
ผิดกฎหมายมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โดยลำดับความสำคัญของปัญหาน่าจะอยู่ลำดับท้ายๆ แต่ได้รับคิวให้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ตรงนี้ก็น่าเอะใจแล้ว
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า “ลุงหมัก” ฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆ เด้งรับลูกทันที
รับปากจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 มีนาคมนี้ เพราะถือเป็นปัญหาแง่กฎหมายที่มีการออกกฎหมายในสิ่งที่ปฏิบัติไม่ได้แล้วทำให้สังคมเดือดร้อน จึงต้องมีการช่วยแก้ไขให้ปฏิบัติได้
นายกฯตั้งแท่นรื้อกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และถ้ายังจำได้ก่อนหน้านี้ ช่วงที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาผ่านกฎหมายฉบับดังกล่าว ก็มีเสียงโวยวายจากบริษัทผู้ผลิตน้ำเมาด้วยกันว่า เอื้อประโยชน์ให้เหล้าขาวในเครือข่ายเจ้าสัวใหญ่ที่เป็นสปอนเซอร์หลักฝ่ายโค่นอำนาจ “ทักษิณ”
โดยเกมก็น่าเร้าใจ ศึกอบายมุข
หวยกับเหล้า แลกกันคนละดอก.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (10 มี.ค.) ถึงการปฏิรูปสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่า ขณะนี้กำลังปรับปรุงทั้งภายในระบบราชการและภายนอก คือผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปช่วย ในวันที่ 24 มี.ค. จะเปิดตัวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 รูปแบบใหม่ และวันที่ 1 เม.ย. จะเป็นการเปิดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ใหม่เป็นวันแรก จะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝ่ายข่าวก่อน ส่วนช่วงที่ 2 จะเว้นไปประมาณ 3 เดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของรายการ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ นายเผชิญ ขำโพธิ์ รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เชิญผู้จัดรายการที่ได้รับผลกระทบ มาคุยเพื่อแก้ไขปัญหา เนื่องจากทราบว่ามีผู้จัดรายการบางคนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงไม่ต้องการให้เกิดความเดือดร้อนกับใคร แต่อยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปฏิรูป เป็นตัวอย่างว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศ ต้องมีการกระทบกระเทือนกันบ้าง แต่ต้องพูดกันได้ ส่วนการปรับปรุง สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ไม่ใช่เพื่อมาชนกับ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แต่ให้นโยบายว่า หากสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 จะยึดสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อเป็นธงในการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ก็ไม่ถือว่าผิด
คดีหวยบนดินนับว่าเป็นคดีการเมืองที่ร้อนแรงอีกเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้จะไปติดตามถึงเส้นทางกว่าจะมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ติดตามได้จากรายงาน สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-10 20:03:17

ทำเนียบฯ 10 มี.ค.- รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้ 3 รมต.ที่เกี่ยวข้องคดีหวยบนดินไม่จำเป็นต้องยุติการทำงาน เพราะ คตส.ไม่ได้ฟ้องรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหวยบนดิน และมีรัฐมนตรีในรัฐบาลเกี่ยวข้อง 3 คน ว่า จะไม่กระทบต่อการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ โดยรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ไม่จำเป็นต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะว่า คตส.ไม่ได้ฟ้องรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แต่ฟ้องคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคณะ ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดดังกล่าวพ้นจากการทำหน้าที่ไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ และที่สำคัญ คตส.ไม่ได้ฟ้องรัฐมนตรีทั้ง 3 คน เป็นรายบุคคล
“ดังนั้น ครม.เก่าได้พ้นหน้าที่ไปแล้ว การฟ้องก็เป็นการฟ้อง ครม.เก่า ว่ามติ ครม.ไม่ชอบในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ไม่ได้เป็นการฟ้องว่ารัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเป็นรายบุคคล เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ไม่จำเป็นต้องยุติการทำหน้าที่ เป็นเรื่องที่สามารถทำงานต่อไปได้ เนื่องจากรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้เกิดปัญหา เพียงแต่เข้าร่วมประชุม ครม.เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวเท่านั้น” นายชูศักดิ์ กล่าว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องที่รัฐมนตรีควรจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ ควรเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีถูกร้องเรียนตามข้อกล่าวหา คำร้องมีมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ และอาจจะส่งผลให้การพิจารณาคดีไม่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ควรต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ แต่เรื่องหวยบนดินไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีคนนั้น ๆ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้รัฐมนตรียุติการทำงานเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะเกรงว่าจะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปทำให้เรื่องร้องเรียนมีปัญหาได้
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตีความไปที่กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 55 ที่จะต้องยุติการทำหน้าที่นั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการร้องเรียนรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล แต่กรณีนี้ คตส.ฟ้องทั้ง ครม. และ ครม.ที่ถูกฟ้องก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว ซึ่งกฎหมายจำกัดสิทธิของบุคคลต้องมีการตีความอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ตีความจนเป็นการขยายความ จนท้ายที่สุดบ้านเมืองก็คงไม่มีใครมาทำหน้าที่ได้เลยแม้สักคนเดียว ต่อไปก็ไม่มีใครอยากเข้ามาทำงานการเมืองอีก
ด้านนายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงว่า ได้รับรายงานจากทีมทนายความว่าไปยื่นฟ้องกรณีดังกล่าว โดยเป็นคดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ซึ่งประกอบด้วย เอกสารคำฟ้อง และเอกสารต้นฉบับที่อัยการสูงสุดส่งกลับมายัง คตส.ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ คตส.ยังได้พิจารณาเรื่องการแจ้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ซึ่ง คตส.ใช้อำนาจตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 55 ระบุว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา 43 (1) หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 43 (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาแล้วแต่กรณี. -สำนักข่าวไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับลูกผู้ว่าการฯ กฟภ.ตรวจเข้มและเสนอขึ้นทะเบียนร้านรับซื้อขายของเก่า ป้องกันการลักทรัพย์น๊อตเสาไฟฟ้า พร้อมกำหนด
บทลงโทษเด็ดขาด
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ.โดยมีนายอดิศรเกียรติโชควิวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟภ. บรรยายสรุปการทำงาน และปัญหา
โดยพบว่าขณะนี้มีปัญหาสำคัญ คือการขโมยน็อตเสาไฟฟ้าเพื่อนำไปขายและการลอกลวดทองแดงไปขายได้เงินเพียงจำนวนเล็กน้อยแต่สร้างความเสียหายให้กับส่วนราชการและมีผลกระทบต่อประชาชน ทั้งการไฟฟ้านครหลวง และ กฟภ.จึงอยากให้มีการขึ้นทะเบียนร้านรับซื้อของเก่า และกำหนดบทลงโทษให้เด็ดขาด ซึ่งในเรื่องนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ต่อไปสถานที่รับซื้อของเก่าจะต้องมีการตรวจสอบ ถ้าใครนำของเก่าไปขายต้องดูว่าวัตถุนั้นๆเป็นสิ่งของทางราชการหรือไม่ เช่น ทองแดง ทองเหลืองจะต้องมีการถ่ายสำเนาบัตรประชาชน ซึ่งจะมาตรการป้องกันได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่ได้มาควบคุม กฟภ. แต่มากำกับดูแลซึ่งตนไม่ได้เรียนจบทางวิศวกรรมศาสตร์ ดังนั้นเรื่องการจัดการก็ให้เป็นเรื่องที่ กฟภ. ดูแลเอง ทั้งนี้ได้ขอใน 3เรื่องให้กฟภ.ดำเนินการ 1. ให้บริการประชาชน ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วและที่สำคัญคือการดำเนินการให้มีไฟฟ้าสำรองที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อความมั่นคงของประชาชน 2.แนะแนวทางประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทนให้กับประชาชนและต้องมีการบริหารงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้นอกจากนี้ต้องมีการรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงานในภูมิภาคที่ถือเป็นเรื่องสำคัญด้วย
นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าไม่มีนโยบายที่จะเปลี่ยนตัวกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการ กฟภ.ขอให้ทุกคนสบายใจได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบอร์ด กฟภ.ได้มีการลาออกไป 2 คน ประกอบด้วย นายฐิรวัฒน์ กุลละวณิช อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการ ที่ลาออกไปรับตำแหน่ง สว.สรรหา และ พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาค 4 ที่ยื่นหนังสือลาออกตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.2551 ที่ผ่านมา (10/03/51)
หัวใจและจิตใจที่แตกต่างกัน ไม่สามารถอยู่ในร่างเพียงหนึ่งเดียวได้ถ้าร่างหนึ่งเดียวนั้นคือประเทศไทย..ความแตกต่างระหว่างหัวใจและจิตใจที่เป็นปัจจุบันก็ยากที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวดังนั้น ใน 1 ร่าง เขาจึงต้องสร้างกฎเกณฑ์กติกาขึ้นมา เพื่อให้หัวใจและจิตใจที่แตกต่างกัน ต่างยอมรับในกันและกันยุติความขัดแย้งที่จำเป็นจะต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน หันไปสู่วิธีการที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อเมื่อเกือบ 800 ปีที่แล้วเจงกิสข่าน..นักรบมองโกล..ใช้ดาบและความตายรวบรวมชนเผ่าเร่ร่อนแห่งทะเลทราย..จนได้กองทัพใหญ่ที่ครอบครองแผ่นดินไปเกือบค่อนโลก ชนเผ่าที่เกิดมาเพื่อฆ่าหรือถูกฆ่า ย่อมยากที่จะหลอมรวมอยู่กันภายใต้นายเดียว ยิ่งในวันที่ระยะทางวัดกันด้วยกำลังเดินทางของม้า กฎเกณฑ์กติกายิ่งรักษาไว้ได้ยากยิ่งแต่มองโกลใต้อำนาจเจงกิสข่าน..รวมตัวกันอยู่ใต้กฎหมายยัสซา..หรือรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งยัสซาเจงกิสคานิ ที่มีบทบัญญัติง่ายๆเพื่อสันติสุขและสันติภาพของคนส่วนใหญ่..ขโมยและการคบชู้สู่สวาท จะมีโทษประหารสถานเดียวคนมั่งมีจะต้องเจือจานคนจน..ห้ามใช้กำลังยามวิวาท ยุยงส่งเสริมทำให้คนหลงเชื่อหลงผิด มีโทษประหารชีวิตเช่นกันเกือบพันปีที่ผ่าน เจงกิสข่านให้ความสำคัญกับการ..ยุยงส่งเสริมให้คนหลงเชื่อหลงผิดว่ามีโทษถึงประหาร..และการลงโทษผู้กระทำผิดจะต้องไร้ความเมตตาปรานีแผ่นดินของ...เจงกิสข่าน..ยิ่งใหญ่หลังการตายของเขาไปอีกเป็นร้อยปี..อำนาจเหนือโลกของเขายั่งยืนจนไปถึงชั้นลูกชั้นหลานร่างหนึ่งเพียงร่างเดียวอย่างประเทศไทย..หากจะไม่ให้หัวใจและจิตใจที่แตกต่าง..ทำสงครามต่อกัน ใช้กำลังเข้าเผชิญหน้ากันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะป้องกันได้ในวันนี้นั่นคือ..“กฎเกณฑ์กติกา” และการลงโทษผู้กระทำผิดต้องไร้ความปรานียิ่งโดยเฉพาะ กับผู้ที่ “ยุยงส่งเสริมให้คนหลงเชื่อหลงผิด”มิฉะนั้น..เราจะสูญเสียประเทศนี้ให้กับความแตกแยกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับโคตรชั่วหลายหลากพันธุ์ที่ไม่สนใจในกฎเกณฑ์กติกาปรารถนาแต่ชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงความวอดวายของราชอาณาจักรข้าแต่ศาลที่เคารพ
● พญาไม้ ●
แม้ “สงค์สุ่น” น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จะเคยออกมาปฏิเสธก่อนหน้านี้แล้วว่า...
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วง ต.ค.2537 หลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรมขณะนั้น ได้นำ “คนนอก” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มานั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ แทนที่ตัวเขา จะมิใช่เหตุผลของปมขัดแย้งระหว่างตัวเขากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ลุกลามต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้แต่นั่นก็แค่...คำแก้ตัวของ “สงค์สุ่น” ที่สังคมไทยโดยเฉพาะกลุ่มก้อนการเมือง ต่างก็ไม่เชื่อและยังมองว่า...การเข้ามาแทนที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ ความเจ็บช้ำสุดๆ ของคนที่เคยทำงานด้านข่าวกรอง ในยุคสงครามเย็นและสงครามคอมมิวนิสต์ นั่นเองไม่แปลก...หากก่อนหน้านี้ วันนี้ และอนาคตจากนี้ น.ต.ประสงค์ ยังจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ “เส้นทาง” ทั้งในและนอกการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ
คับแคบและบีบรัด ถึงขั้นขมึงเกลียวในที่สุด!!! เหมือนเมื่อครั้งที่ตัวเขา เคยประสบกับชะตากรรมเช่นนี้มาก่อน“อะไรก็ได้แต่ขอให้ชนะ” และ “ใครอยู่ตรงข้ามต้องพ่ายแพ้” จะเรียกเป็น “ปรัชญา” หรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งนี้...มันฝังอยู่ในหัวสมองของคนชื่อ “ประสงค์ สุ่นศิริ” ชนิดแยกจากกันไม่ได้จาก “ปฏิบัติการแรก” ภายหลังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามานั่งทำงานในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ เพียง 3 เดือนสุดท้าย แผนการ “ตีแผ่” เรื่องคุณสมบัติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกระบุว่า...ขัดกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานจากภาครัฐก็สัมฤทธิผล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชิงลาออกจากรัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่อ นายชวน หลีกภัย แทบไม่ทัน!!!เท่าที่ “บางกอกทูเดย์” พอจะสืบค้นได้ พบว่า...ยังมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ ที่ตอกย้ำถึง ความแค้น “ฝังลึก” ของคนที่ชื่อ “ประสงค์ สุ่นศิริ” อย่างชัดเจนที่สุด ทันทีที่มีข่าวว่า...พ.ต.ท.ทักษิณ จะตั้งพรรคการเมืองใหม่ เมื่อปี 2533
น.ต.ประสงค์ ก็ใช้คอลัมน์ “ประสงค์พูด” ใน นสพ.แนวหน้า “ถล่ม” หัวหน้าพรรคไทยรักไทยเรื่อยมายิ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชนะเลือกตั้ง และได้เป็น นายกรัฐมนตรี ด้วยแล้ว
ปฏิบัติการโจมตีของ น.ต.ประสงค์ ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนั้นทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาบอกเองว่า...คนที่ให้ “ข่าวลบ” เกี่ยวกับตัวเขา แก่ “ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว” ก็คือ...น.ต.ประสงค์ นั่นเอง!!! จะเห็นได้ว่า...สิ่งที่ น.ต.ประสงค์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า...“...ผมขัดแย้งกับความเลวกับความชั่ว ผมไม่ได้แย้งกับตัวบุคคล...” นั้น มีความจริงน้อยมาก เมื่อเทียบกับการกระทำของ น.ต.ประสงค์ ช่วง 15-16 ปีที่ผ่านมาล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา น.ต.ประสงค์ กล่าวระหว่างเสวนาภาคประชาชน หัวข้อ “บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร เมื่อทักษิณกลับมา” ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส
สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า...คนๆ นี้คิดถึงเรื่องส่วนตัว หรือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ!!!ไม่เพียง “5 แก้” (แก้ตัว, แก้ต่าง, แก้คดี, แก้แค้น และแก้รัฐธรรมนูญ) ที่เขาระบุว่า...เป็นสิ่งที่รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือ อดีตนายกฯ ทักษิณ เท่านั้นแต่การที่ น.ต.ประสงค์ ย้ำบนเวทีเสวนาฯ ว่า... สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พูดว่าจะวางมือทางการเมือง ยังไม่เกิดขึ้นจริง!?!พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า...พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้วิธีการเดียวกับการบริหารทีมฟุตบอล โดย เจ้าของทีม จะบริหารผ่าน ผู้จัดการทีม และ ผู้เล่น สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ผู้จัดการทีมจะติดต่ออย่างใกล้ชิดกับเจ้าของทีม อีกทั้ง ผู้เล่นก็เป็นหน้าเก่าที่ย้ายพรรคมาจากพรรคการเมืองที่ถูกยุบ “บางกอกทูเดย์” ถอดรหัส...ตีความ ในสิ่งที่ น.ต.ประสงค์ พูดออกเป็น 2 นัย
นัยแรก น.ต.ประสงค์ ต้องการจะชี้ให้เห็นจริงๆ ว่า...อดีตนายกฯ ทักษิณ จะใช้วิธีการบริหารพรรคฯ และนักการเมือง เหมือนที่นั่ง...บริหารทีมฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ “แมนฯ ซิตี้” คือ บริหารผ่าน “มืออาชีพ” หรือ “นอมินี”หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจจะแปลความหมายได้ว่า...น.ต.ประสงค์ ต้องการจะสื่อให้สังคมไทยเชื่อว่า...การวางมือทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่เกิดขึ้นจริง!!! เพราะขณะที่ อดีตนายกฯ ทักษิณ ประกาศจะวางมือนั้น บางส่วนของอวัยวะเบื้องล่าง (เท้า) จะยังใช้ “เขี่ย” หรือ “คอนโทรล” พรรคฯ และนักการเมืองเหมือนที่นักฟุตบอลสโมสร “แมนฯ ซิตี้” ใช้เท้าในการเล่นกับลูกฟุตบอล
ไม่ว่า...รหัสที่ “บางกอกทูเดย์” ถอดออกมาจะโดนและตรงกับใจ เช่นที่ น.ต.ประสงค์ ต้องการจะสื่อกับสังคมไทยหรือไม่???แต่ก็เชื่อว่า...สังคมไทยและกลุ่มก้อนการเมืองบางส่วน คิดและเชื่อเช่นที่ “บางกอกทูเดย์” คิดเช่นนั้นจริงๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะการแสดงความเชื่อที่ว่า...อดีตนายกฯ ทักษิณ จะไม่เลิกเล่นหรือวางมือทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ น.ต.ประสงค์ เคยออกมาพูดแล้วอย่างน้อย 2-3 ครั้งการเชื่อมโยงเรื่อง การเมือง กับ เกมกีฬาแห่งฟุตบอล ที่ต้องใช้เท้าเป็นอวัยวะสำคัญในเกมการเล่นและกติกาสากลนั้น จึงเป็นที่มาของพาดหัวข่าวของ “บางกอกทูเดย์” ที่ว่า...จากมือถึงเท้าจากสงค์ (น.ต.ประสงค์) ถึงษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ) แค่แผ่นเสียงตกร่อง ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่ หรืออาจพ้องเป็นอย่างอื่น เรา “บางกอกทูเดย์” ก็ไม่ว่ากัน!!!
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้ชื่อ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่โชว์ ผลงานชิ้นโบดำ ในการ เรียกทหารมายึดเมือง ทำลายหลักการประชาธิปไตย ล้มรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วเข้าไปมี “ผลประโยชน์คำโต”
เหตุการณ์ผ่านพ้นมา 1 ปี กับอีก 7 เดือน คนกลุ่มนี้ยังไม่สำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป แม้ว่า ศาลสถิตยุติธรรม ได้พิพากษาในเบื้องต้น ให้แกนนำคนหนึ่ง มีความผิด ถึงขั้นต้อง เดินหน้าเข้าสู่คุกตะราง รวม 3 ปี โดยไม่มีการรอลงอาญา แล้วก็ตาม
การเดินหน้าในการสร้างความสับสนวุ่นวาย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ให้กับ ประเทศชาติบ้านเมือง อีกครั้ง ทั้งที่บ้านเมืองเพิ่งจะเริ่มพลิกฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะเดิม นั่นคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐบาลที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่พวกเขาเองเข้าข้าง ไม่เคยมีเสียงคัดค้าน
ไม่รู้ว่า บ้านเมืองจะพัฒนาไปได้อย่างไร? หากคนกลุ่มนี้ยังเดินหน้า สร้างสถานการณ์และเงื่อนไข สำหรับประเทศชาติให้ยิ่ง เปราะบางมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ผ่านการ ใช้ถ้อยคำ ที่รุนแรง ปลุกเร้า ตลอดเวลา
“ผมคิดว่าทั้ง คุณสมัคร และ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนอมินีของ ระบอบทักษิณ” เป็น ข้ออ้างที่ถาวร ของคนกลุ่มนี้ ที่คิดว่าเป็นความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวไปเสียแล้ว แสดงให้เห็นเจตนาการปิดทางเจรจาฉันมิตรกับฝ่ายรัฐบาล ทั้งที่ตัวผู้พูดเองก็อยู่ในพรรคการเมือง ที่อ้างว่าจะทำงานอย่างสร้างสรรค์ และมีสโลแกนประจำพรรคว่า “ประชาชนต้องมาก่อน”
หากจะ พูดไร้หลักฐาน แบบที่เขาพูดกัน พูดได้ว่า “คุณอภิสิทธิ์เป็นนอมินีระบอบชวน” เพราะใช้ น้ำเสียงนุ่มๆ ในการอภิปราย เหมือนกัน ลีลาท่าทาง เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ เพราะบางเรื่อง ความคิด ก็ไม่เหมือนกัน เช่น การที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจไม่ลงเลือกตั้ง ในปี 2549 และอีกหลายๆ เรื่อง เป็นต้น
หากถาม พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ท่านก็คงไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านนายกฯ สมัคร ตอบโต้สื่อสารมวลชนอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง (แต่ผู้เขียนเห็นด้วย หากสื่อมวลชนทำพฤติกรรม รับงาน รับจ๊อบ มา ทั้งทางตรงและทางอ้อม)
คำว่า “นอมินี” กับ “ระบอบทักษิณ” ไม่ควรหยิบยกขึ้นมาอ้างบนหลักการนี้ เพราะที่สุดแล้วมันเป็นเพียงแค่ ความรู้สึกนึกคิด ของคนเท่านั้น
หากการเมืองจะเล่นกันอยู่บน ความเชื่อส่วนบุคคล มันเป็นเรื่อง ยากจะตัดสิน
การที่ รัฐบาล ที่ ได้คะแนนเสียง จากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ จน เกือบเกินครึ่งหนึ่ง ของ สภา นั้นแสดงว่า พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยแท้จริง ให้ความไว้วางใจ ขนาดการเลือกตั้งที่เรียกได้ว่าเป็นการ “ชกข้างเดียว” คมช. จับมัดมือ มัดเท้า มัดปาก ยัง ได้เสียง มามากขนาดนี้ หากไม่มี คมช. จะ มากกว่านี้ขนาดไหน ไม่อยากจะนึก
เมื่อเจ้าของ อำนาจอธิปไตย ให้ความไว้วางใจ ทุกคน ทุกฝ่าย ควรต้อง เคารพ ซึ่งคะแนน อันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหล่านี้
การมาตัดสินว่าคุณสมัคร หรือ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม และพรรคพลังประชาชน เป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ นั้นเป็นการดูถูกดูแคลนประชาชนมากเกินไปหรือไม่
เพราะเมื่อประชาชนเลือก “พรรคพลังประชาชน” ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นขนาดนี้ พรรคการเมืองนี้จะเป็นนอมินีของใครไปไม่ได้ นอกจากจะเป็น “นอมินีของประชาชน” ที่ได้ให้อาณัติสัญญาณให้มาทำหน้าที่ใน ฝ่ายนิติบัญญัติ และ ฝ่ายบริหาร ตามครรลองประชาธิปไตย
“นอมินีประชาชน” หรือ “ตัวแทนประชาชน” อันนี้มีหลักฐานชัดแจ้ง คือ บัตรลงคะแนน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ยืนยันชัดเจน ไม่ใช่เลื่อนลอย เหมือนที่พูดเรื่อง “นอมินีระบอบทักษิณ” ในเวลานี้ เพื่อให้คนหลงเชื่อและเข้าใจผิด
ดังนั้นใครที่จะไปร่วมกับคนกลุ่มนี้ หากคิดที่จะได้ยินเสียงผ่านทีวี วิทยุ “โปรดฟังอีกครั้ง” โดยไม่สำนึกตามที่ศาลสถิตยุติธรรมท่านได้พิจารณาตัดสินความเอาไว้ ระวังท่านจะกลายเป็นพวก กาลีบ้าน กาลีเมือง กับเขาไปด้วย
ปลัดยุติธรรมไม่กลัวน้ำร้อน เตือนรัฐบาลอย่าเหลิงอำนาจ มุ่งคิดบัญชีล้างแค้น ให้เลิก ลด ละ ทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน ชาติจะพ้นวิกฤติ รองอธิการ มธ. ชี้ไม่เร่งแก้ปัญหาภายใน 3 ปี ถึงนองเลือด...!!!
ปลัดยุติธรรมคือ นายจรัญ ภักดีธนากุล...รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ มธ. คือ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล...
เป็นการโปรยสรุปของหัวข้อข่าวๆ หนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง...???
น่าจับตามองเพราะ หนึ่ง ดูเหมือนฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย กำลังคิดว่า ประเด็นการโยกย้ายข้าราชการของรัฐบาลขณะนี้ จะเป็นเรื่องที่จุดติด...
จุดติดที่จะพาไปสู่การลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลประชาธิปไตย อันเป็นเป้าหมายของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยในขณะนี้ หลังพลพรรคฝ่ายอำมาตยาธิปไตยพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา
ที่เห็นชัดคือ เป็นการพ่ายแพ้ต่อเสียงของประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย มากกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย...!!!
เหตุผลที่เชื่อเช่นนั้นเพราะ ประเด็นการโยกย้ายข้าราชการน่าจะเบา น่าจะทุเลาลง หลังรัฐบาลได้ชี้แจงเหตุและผลให้สังคมได้รับรู้ไปชั้นหนึ่งแล้ว
ทั้งน่าจะเบา น่าจะทุเลาลง หลังประชาชนส่งเสียงยืนยันให้รัฐบาลทำหน้าที่ล้างสมุนเผด็จการที่ฝังตัวอยู่ในระบบข้าราชการได้อย่างชอบธรรม โดยเฉพาะต่อเรื่องของการโยกย้าย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
แต่ไย นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงออกมาสุมไฟในเรื่องนี้ขึ้นอีก
สุมไฟขณะที่นายจรัญเองก็ตกเป็นข่าวอาจถูกโยกย้าย เพราะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 แต่ก็ได้รับการปฏิเสธไปแล้วก่อนหน้านี้จากรัฐมนตรียุติธรรม...???
การออกมาแสดงความเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง สอนสั่งรัฐบาล ขณะที่นายจรัญอยู่ในฐานะข้าราชการระดับสูงที่ต้องรับนโยบายจากรัฐบาลไปปฏิบัติ จึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก นายจรัญกำลังยั่วยุ...ยั่วยุเพื่อให้เกิดอะไรขึ้นบางอย่าง...ยั่วยุเพื่อให้กลุ่มใดใช้ประโยชน์จากการยั่วยุนี้...???
และยังมองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากนายจรัญคนนี้แหละ คือภาพสะท้อนรากเหง้าของฝ่ายอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยที่สังคมกำลังค้นหา กำลังก่นด่ากันอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย...
นายจรัญคนนี้แหละ คือฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่ยืนตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตย เพราะคำพูดของนายจรัญบ่งบอกได้ชัดว่า ไม่เคยเคารพต่อความคิดเห็นของประชาชน...ไม่เคยเคารพต่ออำนาจของประชาชน
นายจรัญจะรู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าตัวเองมาอย่างไร ก็ไยที่จะต้องไปสนใจ เพราะถึงห้วงเวลานี้ เห็นชัดแล้วว่า นายจรัญหาได้ส่องกระจกดูตัวเองไม่ และยังหาได้สำเหนียกต่อหน้าที่ของข้าราชการในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด
ซ้ำร้าย การกล้าออกมาสอนสั่งรัฐบาลเหลิงอำนาจ จึงเสมือนกำลังปลุกปั่นข้าราชการให้แข็งข้อต่อรัฐบาล แข็งข้อต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และยังนับเป็นการปลุกปั่นที่เข้าข่ายขัดขวางต่อกระบวนการประชาธิปไตยอีกด้วย...!!!
มิไยที่นายจรัญต้องออกมาสอนสั่งรัฐบาลไม่ให้แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะนายจรัญคนนี้แหละที่เคยยืนอยู่บนซีกกระบวนการยุติธรรม แต่ดันกระโจนโหนเชือก คมช. เข้ามาเกลือกกลั้วกับการเมือง จนทำให้สถาบันผู้พิพากษาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นายจรัญคนนี้แหละ คือคนที่เหลิงอำนาจ หลงยึดติด...ยึดติดอยู่กับรัฐบาลเผด็จการที่ใช้กำลังทางทหารเข้าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย จนลืมความชอบธรรมที่แท้จริงว่าต้องได้มาจากประชาชน...
ลืมไปแม้กระทั่งว่า นี่คือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง...เป็นรัฐบาลที่มาจากอำนาจของประชาชน ที่จะต้องมากำกับข้าราชการให้ขับเคลื่อนไปตามนโยบาย
นายจรัญคนนี้แหละ เป็นนักกฎหมายที่ละทิ้งความเป็นนิติรัฐ...ละทิ้งนัยของการใช้กฎหมาย หันมาใช้กำลังแทน...
ยอมถอดทิ้งแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของผู้ซึ่งต้องดำรงอยู่ในความยุติธรรม ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เปลือยเปล่าเหลือที่แต่ตัวล่อนจ้อนในคราบไคลเผด็จการ ออกมาทั้งสนับสนุน ทั้งสยบยอมต่อการใช้อำนาจมืด แทนการใช้กฎหมาย
และก็ไม่ผิดที่ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาตอนหนึ่งว่า “ผมไม่บังอาจแทรกแซงศาล เพราะจบกฎหมายมา รู้จักความเข้มแข็งของสถาบันนี้ดี พร้อมย้อนถามว่า พวกคุณเตือนผิดคนหรือเปล่า และเตือนช้าไป 16 เดือนหรือไม่”
นายจรัญไม่เคยรู้เลยหรือว่า ใครทำผิดกฎหมาย เมื่อ 19 กันยายน 2549...นายจรัญไม่รู้เลยหรือว่า การยุบทิ้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่งตั้งขึ้นใหม่ด้วยคำสั่งของนายทหารที่ยึดอำนาจ คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสถาบันศาลสถิตยุติธรรม
นายจรัญไม่รู้เลยหรือว่า...การข้ามฟากเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมของตัวเองนั้น คือกระบวนการยุติธรรมนั่นแหละเข้ามาแทรกแซงฝ่ายบริหาร
หรือรู้ทั้งรู้ แต่คิดว่าที่ตัวเองเคยอยู่ในกระบวนการศาลสถิตยุติธรรมมาก่อน จึงใหญ่โตราวกับเทวดาที่จะออกมาสอนสั่งใครๆ ก็ได้ ใหญ่โตที่จะยัดเอาความคิดไดโนเสาร์เต่าล้านปีใส่สมองคนไทยได้อย่างง่ายๆ
แล้วหากความคิดอย่างนี้ เยี่ยงนี้ ยังอยู่ในมันสมองของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว ก็คงไม่ผิดไปจากที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาเดียวกันว่า ประเทศไทยอยู่ในภาวะเดินหน้าต่อไปก็ไปไม่ถูก ถอยหลังก็ไม่ได้ ดังนั้น อนาคตของประเทศไทยอยู่ตรงไหน และหากไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ เชื่อว่าไม่เกิน 3 ปี จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นจนถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ
ก็อยากจะบอกว่าผมก็เชื่อเช่นนั้น และอาจไม่ถึง 3 ปีก็ได้ เพราะหากฝ่ายอำนาจนิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ยังไม่สำเหนียก ยังไม่เรียนรู้ว่าการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยเขาทำกันอย่างไร...???
ยังฝืนโลก...ฝืนความจริง...ยังนึกว่าประชาชนคือทาส...มันก็คงไม่ผิด ถ้าประชาชนคนไทยฝ่ายประชาธิปไตยจะลุกขึ้นมากำจัดเหล่าอำมาตย์ชั่วให้สิ้นซากไปโดยเร็ว...!!!
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51