WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 12, 2008

เผชิญหน้า้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้้ พังเป็นพัง

เมืองไทยยามนี้...เหมือนดินแดนต้องคำสาป!!!หลุดพ้นจากอำนาจของคณะทหาร ในชื่อ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาล “ขิงแก่” ที่ คมช. ตั้งมากับมือแต่ “รัฐบาลใหม่” ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามครรลองแห่งประชาธิปไตย ก็ไม่เป็นที่ “พออกพอใจ” ของกลุ่มก้อนการเมืองทั้งในและนอกสภาฯ บางกลุ่ม เพราะคนกลุ่มนี้ ไม่ต้องการให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช เดินหน้าแก้ไขปัญหาของชาติ “ตายเป็นตาย...พังเป็นพัง”คำพูดที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ...อย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อครั้งประชุม แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดปฐมฤกษ์ (25 ก.พ.) หลังหยุดนิ่งมายาวนานกว่าปีเศษ ทำให้องศาการเมืองของไทย ร้อนฉ่าขึ้นมาทันควันและยิ่งร้อนเป็นเท่าทวีคูณ!!!

เมื่อ “มท.1” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้ขันอาสาเป็นตัวแทนรัฐบาล หวังอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับแกนนำบางคน นัดหารือกับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ แต่ถูกปฏิเสธอย่างไร้ค่าจากนายสนธิ!!!กับคำพูดบางตอนที่ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า... “...ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอะไรไป โปรดรับทราบไว้ด้วยว่า รัฐบาลไม่เกี่ยวข้อง...!!!” ลำพัง...ความคิดเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตย ก็ถือเป็นเรื่อง...ปกติธรรมดา แต่กับปรากฏการณ์ที่กำลังจะกิดขึ้นนับจากนี้ ดูท่าว่า...มันจะไม่ใช่สิ่งที่ปกติธรรมดา หากแต่มีวาระซ่อนเร้นบางอย่างแฝงอยู่???วิธีคิดและวิธีการต่อสู้ระหว่าง...คน 2 ฟาก ที่พร้อมจะห้ำหั่น...ประจัญบานซึ่งกันและกัน ในทุกๆ รูปแบบนั้น

ถูกปลุกเร้าจาก “แกนนำ” ทั้งที่ประกาศและไม่ประกาศตัวต่อสาธารณชนใครเป็นใคร???“บางกอกทูเดย์” ก็อยากจะชี้ให้เห็นกันตรงนี้... ฟากที่ดูเหมือนจะยืนอยู่ตรงข้ามกับ รัฐบาลของนายสมัคร ผู้ที่เคยประกาศตัวเป็น “นอมินี” ของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เห็นกันชัดๆ ก็น่าจะมี... กลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ที่มี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางกลุ่ม ที่เห็นชัดๆ ก็คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิรินักวิชาการบางคนและ เอ็นจีโอบางค่ายฯลฯ

ขณะที่ อีกฝั่ง...ซึ่งเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ และ อดีตพรรคไทยรักไทย รวมถึง รัฐบาลของนายสมัคร อย่างออกนอกหน้า ไม่ว่าจะเป็น...แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการกลุ่มคนขับรถแท็กซี่และมอเตอร์ไซค์รับจ้างรวมถึงคนระดับรากหญ้าและชนชั้นระดับล่างฯลฯแน่นอน ต้องมีคนในอดีตพรรคไทยรักไทย และ คนที่ชื่นชอบนายสมัครและพรรคพลังประชาชน รวมอยู่ในนั้นด้วย “เค้าลาง” ที่ “บางกอกทูเดย์” พอจะจับสัญญาณเจอ ก็คือการต่อสู้ทั้งทางความคิดและการกระทำของคน 2 กลุ่ม ในหลากหลายกลวิธีและสารพัดรูปแบบ ทั้ง... บนฟ้าบนดินใต้ดินใต้น้ำในอากาศ และ อวกาศหากจำเป็นจะต้องใช้ “ไสยศาสตร์” เพื่อการทำลายล้างกันแล้ว เชื่อว่า...คนกลุ่มนี้ก็พร้อมจะนำมาใช้ เป้าหมายเพื่อให้ตรงข้ามย่อยยับอับปาง และดับสูญไป...ต่อหน้าต่อหน้าโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่า...ผลจากการกระทำของแต่ละกลุ่มนั้นประเทศชาติและประชาชน จะได้หรือเสียอะไรและอย่างไรบ้าง???

ตั้งแต่...งัดข้อกฎหมายมาฟ้องร้องดำเนินคดีกันและกัน จนถึงการวางแผนเตรียมการจัดตั้ง “ม็อบชนม็อบ”แตกเป็นแตกหักเป็นหักพังเป็นพังตายเป็นตายไม่เพียงแค่นั้น หากเหตุการณ์ “ม็อบชนม็อบ” เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ เชื่อว่า...มือที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 รวมทั้ง “มือที่มองไม่เห็น” ทั้งหมด...จะอาศัยจังหวะและโอกาสแห่งการเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม สร้าง....บาดแผลและบันทึกหลักฐานประวัติศาสตร์ “เลือด” ให้นองผืนแผ่นดินไทยอีกครั้ง“บางกอกทูเดย์” ก็ไม่อยากเห็น “กงล้อประวัติศาสตร์” หมุนกลับมาทาบทับร่องรอยเดิมๆ เหมือนเช่นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกรณี นายวรพล พรหมิกบุตร และ นายพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ 2 อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนคณะนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ได้เข้ายื่นหนังสือกับกองปราบปราบ

เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ข้อหาสร้างความปั่นป่วนและก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร รวมถึงความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่จะให้ศาล “ถอนประกัน” แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ต้องโทษ 2 ปีและรอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกรณีอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้ มันก็เหมือนกัน “เร่งปฏิกิริยา” ให้ความร้อนทางการเมืองปะทุขึ้นซึ่งก็ไม่ต่างจากพฤติการณ์ของฝั่งที่ยืนตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ และ รัฐบาลของนายสมัคร สักเท่าใด??? ถึงตรงนี้ “บางกอกทูเดย์” จึงอยากจะเตือนทุกฝ่าย ให้พึงระลึกถึงผลได้ผลเสีย และภาพลักษณ์ของประเทศชาติและประชาชน มากกว่าจะนึกถึงแค่ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องใคร...ที่คิดจะทำอะไร???โดยเฉพาะการ “หลอก” เอาประเทศชาติและประชาชน มาเป็นเครื่องมือ “ต่อรอง” และ “ต่อสู้” ด้วยสารพัดวิธีของการเผชิญหน้าในทุกรูปแบบนั้น คิดได้...แต่อย่าได้ทำเป็นอันขาด!!! แผ่นดินแม่ผืนนี้...มันศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะให้ใครเอาไปปู้ยี่ปู้ยำได้ง่ายๆ


ปากพาจน

เห็นการออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายหลังศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษาจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาท นายเก่งกาจ ศีรหาสาร ข้าราชการระดับ 8 กรมอุทยานและพันธ์พืชแล้วรู้สึกตกใจ

ประการแรกเป็นเพราะนายสนธิ เพิ่งจะต้องคำพิพากษาในข้อหาเดียวกันไปก่อนหน้านั้น 2 คดี คดีหนึ่งเป็นการหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย และอีกคดีหนึ่งหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยทั้ง 3 กรณีเกิดจากการขึ้นพูดจาบนเวทีเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ต่อเนื่องถึงเวทีพันธมิตร ที่ปลุกคนออกมาชุมนุมบนท้องถนน จนเป็นชนวนเหตุและเป็นข้ออ้างของฝ่ายทหารให้เกิดการปฏิวัติรัฐบาล จนบ้านเมืองเสียหายดังที่ผ่านมา

นั่นย่อมทำให้คนที่รับรู้ข่าวเกิดความรู้สึกได้ว่าการพูดจาปราศัยบนเวทีดังกล่าวของนายสนธิ มีการพูดพาดพิงถึงผู้คนมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการพูดไปโดยปราศจากความรับผิดชอบ ขาดการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน

ทั้งยังอาจทำให้มองได้ว่าการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยปกตินิสัย เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไม่ทำผิดซ้ำซาก หลายครั้งหลายหนอย่างนี้

ความตกใจต่อมาก็คือการที่ นายสนธิ ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการชั่วโมงข่าว ของสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายผู้จัดการ ที่เนื้อหาใจความมีความล่อแหลมอยู่หลายประการ บางประโยค บางคำพูดยังชวนให้เข้าใจได้ว่าเป็นการพาดพิงไปถึงศาลสถิตย์ยุติธรรม

นับตั้งแต่การระบุว่ามีขบวนการ อันเนื่องจากการที่นายสนธิ ต้องโดนพิพากษาจำคุกถึง 3 คดีรวด รวมโทษ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเป็นความพยายามที่จะเอาคำพิพากษาของศาลไปบีบให้มีการเจรจากัน

ซึ่งในประเด็นนี้หากนายสนธิ พูดจาไม่เคลียร์คนฟังก็อาจจะเข้าใจผิดไปได้ว่าขบวนการที่นายสนธิ กล่าวถึงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับศาลหรือไม่อย่างไร ซึ่งแม้ว่านายสนธิ ไม่ได้มีเจตนาดังนั้น แต่เพียงแค่การพูดโดยไม่รอบยคอบรัดกุมและชวนให้คนเข้าใจผิดได้ ก็ไม่สมควรอยู่แล้ว

นอกจากนี้ก็ยังมีการพูดถึงคำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่นายสนธิ พยายามชี้ว่ามีการโยงไปถึงเรื่องเสื้อเหลือง อันเนื่องจากคำพิพากษาครั้งนั้นระบุว่านายสนธิ มีความพยายามที่จะทำให้ผู้คนมีความรู้สึกว่าแนบชิดกับสถาบัน

รวมไปถึงการระบุว่า “ผู้พิพากษาไม่ได้นำภาพมาพิจารณาเลยว่านายเก่งกาจอยู่ในที่เกิดเหตุ และไปทำอะไรที่นั่น” ทั้งที่ในกระบวนการพิจารณาคดี ศาลจะให้โอกาสทุกฝ่ายได้ชี้แจงและพิจารณาพยานหลักฐานของแต่ละฝ่ายอย่างครนบถ้วนอยู่แล้ว

ส่วนศาลจะพิจารณาให้น้ำหนักของเรื่องใดมากหรือน้อยไปกว่ากัน ก็คงเป็นเรื่องดุลยพินิจของศาลที่จะพิจารณาด้วยความเหมาะสม ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปก้าวล่วง

ถ้อยคำและท่าทีต่างๆ ของนายสนธิ อาจจะถูกมองไปต่างๆ กัน บางคนอาจมองว่าละเมิดอำนาจศาลชัดแจ้ง สมควรแก่การถอนประกันในคดีก่อนหน้า และจับไปติดคุกเสียให้เข็ด จะได้รู้จักสงบปากสงบคำ

หรือบางคนก็อาจจะมองว่าคำพูดของนายสนธิ ก้ำกึ่งไม่ชัดเจนนักว่าจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เพราะนายสนธิ ก็พยายามจะออกตัวทุกห้วงระยะว่าเคารพในวินิจฉัยของศาล แต่ขณะเดียวกันก็มีคำพูดที่ล่อแหลมสลับออกมาตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นแมท้จะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า นายสนธิ ทำผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ในทางมารยาทแล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายสุดๆ และเห็นจริงดังที่ นสพ.ประชาทรรศน์ พาดหัวข่าวไว้เมื่อวันก่อนด้วยคำว่า “อหังการ”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่า นายสนธิ ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวกฎหมาย และออกจะดูย่ามใจเสียด้วยซ้ำไป เมื่อรู้สึกว่ากฎหมายไม่สามารถเอาผิดในบางคำพูด ที่พาดพิงคนนั้นนิด คนนี้หน่อยให้ผู้ถูกกล่าวถึงเกิดความเสียหาย

รวมทั้งการที่ยังออกมาพูดจาด้วยท่าทีก้าวร้าว ทั้งที่มีชนักปักหลังอยู่หลายเล่ม แถมยังออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญส่อว่าจะเป็นชนวนสร้างความแตกแยกขึ้นในบ้านเมือง

เป็นเสมือนการยั่วยุให้เกิดการประจัญหน้า และเสมือนเป็นการออกเทียบเชิญให้ทหารนำกำลังเข้ามาปฏิวัติรัฐประหาร ทำลายเศรษฐกิจของบ้านเมือง ทุบหม้อข้องประชาชนกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามหากมองในมุมที่แตกต่าง การที่นายสนธิ ได้ออกมาแสดงความเป็นตัวตนอย่างชัดแจ้งในวันนี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้ประชาชนอีกจำนวนมากหูตาสว่าง

ในขณะที่บ้านเมืองกำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้า เศรษฐกิจที่ถดถอยกำลังจะได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลบที่มีที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีใครหน้าไหนอยากออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้ตัวเอง ครอบครัว หรือญาติพี่น้องเดือดร้อนและอยากจะรู้ว่าจะมีใครหน้าไหนที่อยากจะเดินตามคนที่พูดจาให้ร้ายผู้คนโดยไม่มีความรับผิดชอบ

เชื่ออย่างยิ่งว่าบทเรียนที่ผ่านมาทำให้มีผู้คนหูตาสว่างไปแล้วเป็นจำนวนมาก การแสดงบทบาทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือการขับเคลื่อนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากนี้ไป ก็คงไม่ง่ายเหมือนดังที่เคยเป็น

ผมต้องฝากถึงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ว่าอย่าปล่อยให้กลุ่มก๊วนข้างถนนที่ไหนออกมาเคลื่อนไหวทำลายบ้านเมืองได้เป็นอันขาด แม้ว่าการชุมนุมอย่างสงบจะเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ

แต่หากการชุมนุมนั้นจะสร้างความเสียหายให้กับปรพะเทศชาติ สร้างผลกระทบถึงประชาชนคนอื่นๆ ในประเทศชาติ อย่างนี้ก็ต้องเอาผิดและดำเนินคดีกันให้ถึงที่สุด

ต้องจับขัง...ให้มันติดคุกหัวโตกันไปเลย...!!


Tuesday, March 11, 2008

นายกฯ ยันต้องแก้ กม.เหล้า

นายกรัฐมนตรียันต้องแก้กม.แอลกอฮอล์ เพราะปฏิบัติไม่ได้ บอกแม้เพิ่งประกาศใช้เพียงวันเดียวแต่มีปัญหาก็ต้องแก้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่าที่ประชุม ครม.วันนี้ยังไม่ได้หยิบยกปัญหาอุปสรรคการประกาศใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เข้ามาหารือเนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ส่งต้นฉบับมาให้ ส่งเพียงสำเนามาเท่านั้นจึงไม่สามารถนำเข้ามาหารือใน ครม.ได้ ทั้งที่ตอนแรกมีความตั้งใจจะขอมติจาก ครม. เพื่อแก้ไขกฎหมายใหม่ เพื่อให้ปฏิบัติได้

โดยนายกฯ บอกว่าเท่าที่ดูแล้วเห็นว่ามีปัญหาไม่สามารถปฏิบัติได้จริงๆ และการขอแก้ไขก็จะแก้เพียงแค่ให้ปฏิบัติได้เท่านั้น โดยจะไม่เข้าไปลงในรายละเอียด แต่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปเขียนมาในประเด็นที่เป็นไปไม่ได้มา เพราะเวลานี้กฎหมายได้ประกาศ ในราชกิจจาไว้แล้ว ก็ไม่มีทางอื่นที่จะทำได้ นอกจากต้องเสนอแก้ไขกฎหมายอย่างเดียว นายกฯย้ำว่าแม้กฎหมายฉบับนี้เพิ่งประกาศใช้มาไม่นาน แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข เพราะขณะนี้มีคนเดือดร้อนกันเป็น 10 สมาคม ทำมาหากินไม่ได้ ติดขัดหมด ไม่จำเป็นต้องใช้มา 1 ปี หรือ 2 ปี ใช้มาแค่วันเดียวหากใช้ไม่ได้ก็แก้ได้แล้ว

นายกฯ บอกด้วยว่าที่ประชุมยังได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างการพิจารณาของ สนช. ที่ทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลส่งกลับมาให้รัฐบาลยืนยันเกือบ 20 ฉบับ ซึ่งครม.จะขอดูทั้งหมดก่อน โดยเป็นกฎหมายที่ สนช.ได้พิจารณากันอย่างรีบร้อน มีองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งแม้ว่าร่างกฎหมายบางฉบับจะเข้ากับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ แต่ก็ขอมาพิจารณาใหม่ทั้งหมด และถือเป็นสิทธิของเรา (11/03/51)

อนงค์วรรณ มั่นใจมัชฌิมาฯ ไม่ถูกยุบ

มัชฌิมาธิปไตย 11 มี.ค. - “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” มั่นใจมัชฌิมาธิปไตยไม่ถูกยุบพรรค เชื่อจะได้รับความเป็นธรรมจาก กกต. พร้อมยอมรับคำวินิจฉัย

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย สรุปสำนวนเตรียมส่งให้ กกต.พิจารณาว่า พรรคมัชฌิมาธิปไตยยังคงมีความหวังว่าจะไม่ถูกยุบพรรค ด้วยเหตุผลที่ได้ชี้แจง กกต.คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรม และการตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ก็เป็นประเด็นสำคัญ

นางอนงค์วรรณ กล่าวว่า กรรมการบริหารพรรคชุดเก่าถือว่ามีวาระการทำหน้าที่เพียง 4 วันเท่านั้น เนื่องจาก กกต.รับรองกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ขณะที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ได้ลาออก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และระหว่างช่วงการเลือกตั้งไม่มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เนื่องจากเป็นเพียงกรรมการบริหารพรรครักษาการ เพื่อรอการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ กรณีของพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นคนละกรณีกับพรรคชาติไทย และแตกต่างกัน

นางอนงค์วรรณ ยืนยันว่า กรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตยไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตรองหัวหน้าพรรค และได้หารือในกรรมการบริหารพรรค และนักกฎหมายของพรรค คิดว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ได้ชี้แจงเพียงพอ และอยู่บนฐานข้อมูลความจริง ขณะที่วิกฤติของพรรคในครั้งนี้อาจพลิกเป็นโอกาสได้

“ขอยืนยันว่าไม่หนักใจกับเรื่องดังกล่าว แต่ยอมรับว่ามีความกังวลใจ เพราะปัญหาของพรรคคาราคาซังมาเป็นเวลานาน จึงต้องการให้เรื่องต่าง ๆ จบโดยเร็ว และพร้อมยอมรับคำวินิจฉัยของ กกต. อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมตั้งพรรคสำรอง หรือคิดหาแนวทางใด หากพรรคมัชฌิมาธิปไตยถูกยุบ” นางอนงค์วรรณ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:58:37

ก.ทรัพยากรฯ พร้อมรับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีบริหาร

ทำเนียบฯ11 มี.ค. -ครม.รับทราบ ก.ทรัพยากรฯ รับเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี บริหาร ก่อนส่งมอบให้องค์กรบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวฯ นายกฯ ติงหากโครงการใดของรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ” สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องโอนถ่ายไปอยู่หน่วยงานอื่น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 ให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มอบการบริหารจัดการโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี และพื้นที่เชื่อมโยงไปให้องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่ขณะนี้เกินระยะเวลาที่ คณะรัฐมนตรีกำหนดแล้ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางคณะกรรมการโอนถ่ายเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ไปสู่การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีมติให้โอนถ่ายไนท์ซาฟารีไปอยู่ในการดูแลขององค์การสวนสัตว์ภายใน 7 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 12 มีนาคมนี้ ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรฯ ได้รายงานความพร้อมที่จะเข้าไปปฏิบัติงาน และดูแลโครงการไนท์ซาฟารีก่อน จนกว่ากระบวนการถ่ายโอนทุกขั้นตอนจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีความเห็นตรงกันว่า ปัญหานี้ที่ผ่านมาเป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากเมื่อเริ่มต้นการก่อสร้างโครงการนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับความเห็นชอบ และถูกต่อต้านจากบางกลุ่มในสังคม แต่เมื่อโครงการสามารถดำเนินกิจการได้ และสร้างรายได้ให้กับประเทศได้มากพอสมควร ก็จะมีการโอนย้ายให้มาอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงทรัพยากรฯ

“นายกรัฐมนตรีได้ปรารภว่า ไม่ใช่เห็นว่าโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นโครงการในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วจะมีการต่อต้าน โยกย้าย และดำเนินการไม่ให้ดำรงคงอยู่เหมือนสภาพตั้งแต่ต้น แต่น่าจะมีการตรวจสอบกันให้ชัดเจนว่า โครงการนี้สามารถดำเนินการและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากสามารถทำได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องโอนถ่ายไปอยู่หน่วยงานอื่น จึงให้ชะลอการถ่ายโอนเอาไว้ก่อน เพื่อพิจารณาหาข้อมูล และนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้ทุกโครงการที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนรัฐประหาร จะต้องถูกยุติหรือล่มสลายเพียงเพราะเหตุผลลึก ๆ ทางการเมืองว่า เป็นโครงการที่ริเริ่มในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นายณัฐวุฒิ กล่าว.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:48:08

สมัคร โต้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยื่นเรื่องทุจริตจ้างเอกชนขนขยะกับ ป.ป.ช.เป็นเรื่องเก่า

ทำเนียบฯ 11 มี.ค.- นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีข่าว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหานายกรัฐมนตรี ทุจริตโครงการจ้างเหมาเอกชนขนขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร สมัยเป็นผู้ว่าฯ กทม. ว่า มีการนำข้อกล่าวหาดังกล่าวมาเล่นงานตนตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนแล้ว ไปขุดเอาเรื่องขยะที่ผ่านมาแล้ว 3 ปี มากล่าวหาตน ทั้งที่ความจริง กทม.ได้ตรวจสอบแล้ว และไม่มีอะไรพาดพิงถึงตนเท่าไหร่


“ป.ป.ช.ก็สอบมาตลอด ไม่เลิก จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบผม ซึ่งผมก็ยังตกเป็นจำเลยในคดีนี้อยู่ และ ป.ป.ช.ก็ยื่นรายชื่อบุคคล 7 คน ที่จะมาสอบผม มาให้ตรวจสอบว่าจะคัดค้านหรือไม่ ผมก็ขอเลื่อนการตรวจสอบออกไป 15 วัน เพราะเดินทางตลอด ไม่มีเวลา วันที่ 22 มีนาคม นี้จะครบกำหนด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช. ดำเนินการมาแล้วครึ่งปี ไม่ใช่เพิ่งมายื่นฟ้องกันใหม่ตอนนี้” นายสมัคร กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:50:59

พปช.เตรียมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 22 มี.ค.นี้

พรรคพลังประชาชน 11 มี.ค. - น.ส.ฐิติมา ฉายแสง รองโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมพรรค วันนี้ (11 มี.ค.) ว่า พรรคพลังประชาชนจะจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันเสาร์ที่ 22 มีนาคม ณ ชั้น 7 ที่ทำการพรรค ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ โดยนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานในที่ประชุม ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค จะมาร่วมประชุมในเวลา 16.00 น. และขอความร่วมมือให้รัฐมนตรีของพรรคทุกคนมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้ ส.ส.ได้มีโอกาสนำปัญหาของประชาชนในพื้นที่ มาแจ้งให้รัฐมนตรีทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาบุคคลที่จะไปร่วมประชุมการประชุมองค์การการค้าโลก (WTO) โดยมอบหมายให้ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค ไปร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 1-6 เมษายน ส่วนฝ่ายค้าน น่าจะเป็นนายศิริโชค โสภา. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:40:13

ครม.เห็นชอบตั้งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม

ทำเนียบฯ 11 มี.ค. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (11 มี.ค.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอให้ที่ประชุมคณะมนตรีพิจารณาเพิ่มตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมได้ลาออกจากราชการ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวซึ่งเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวต้องถูกยุบเลิกไปตามมติคณะรัฐมนตรี แต่กระทรวงกลาโหมยังมีความจำเป็นที่ต้องมีตำแหน่งดังกล่าวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงขอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเพิ่มตำแหน่งดังกล่าว เงินเดือนอัตราจอมพล จอมพลเรือ จอมพลอากาศ จำนวน 1 อัตรา ให้กับกระทรวงกลาโหม โดยกำหนดให้เป็นอัตราเฉพาะตัว เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ให้ยุบเลิกและให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งตาม พ.ร.ฎ.การได้รับเงินตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. 2538 รวมทั้งค่าตอบแทนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2547. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:12:10

ครม.เห็นชอบลงนามความร่วมมือพัฒนาพลังงานไฟฟ้าไทย-ลาว

ทำเนียบฯ 11 มี.ค. - น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณากรณีนายกรัฐมนตรีไทย และนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้ความเห็นชอบในหลักการในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2551 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและลาว ซึ่งสาระสำคัญคือให้มีการศึกษาในรายละเอียด เพราะนอกจากซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันจากแหล่งผลิตไฟฟ้าของทั้ง 2 ประเทศแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าแม่น้ำโขงในส่วนชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ ยังมีหลายจุดที่น่าจะมีความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำร่วมกัน เพราะได้ศึกษาศักยภาพเบื้องต้นมานาน นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ยังเห็นชอบให้ภาคเอกชนเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ โดยภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการศึกษาครั้งนี้. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 17:08:24

สมพงษ์ ชี้ตีความกฎหมายแล้วไม่จำเป็นต้องพักงาน 3 รัฐมนตรี

ก.ยุติธรรม 11 มี.ค.-นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยที่กระทรวงยุติธรรม ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (11 มี.ค.) กระทรวงยุติธรรมร่วมตีความกฎหมายและวิเคราะห์ถึงกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แจ้งให้ทราบว่า ได้ส่งฟ้องจำเลยคดีหวยบนดิน ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องเป็นรัฐมนตรี 3 คน จึงขอให้พักงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 3 คนนั้น หลังจากวิเคราะห์ร่วมกันแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดในการตีความกฎหมาย รัฐธรรมนูญกำหนดว่า ถ้ารัฐมนตรีทำผิดให้หยุดทำงาน แต่กรณีนี้ ทั้ง 3 รัฐมนตรีได้ออกจากการเป็นรัฐมนตรีไปแล้วในช่วงที่ดำเนินนโยบายขายหวยบนดิน จึงไม่เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน และไม่ควรต้องพักงานทั้ง 3 รัฐมนตรี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-11 16:33:25