WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 12, 2008

'ลูกวัน'โชว์กึ๋น ประสานข้อมูลมท.

นอกจากประกาศล้างยาเสพติดใน 6 เดือน มท.1-ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังบอกจะเล่นงานเครื่องดื่มชูกำลังที่มีส่วนผสมของกาเฟอีนอีกต่างหาก ออกตัวไม่ได้อิจฉาคนที่ทำขายจนร่ำรวยติดอันดับเศรษฐีเมืองไทย แต่ทำเพื่อสังคม ให้หลังไอเดียขึงขังของมท.1 นักข่าวสอบถามผู้รู้ด้วยความข้องใจ

กาเฟอีนจัดเป็นยาเสพติดหรือไม่? รองเลขาฯอย. นรังสันต์ พีรกิจ ให้ข้อมูลว่า กาเฟอีนจัดอยู่ในกลุ่มอาหาร นำไปสกัดเป็นสารตั้งต้นยาเสพติดไม่ได้ มีฤทธิ์เพียงกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นเท่านั้น ที่ผ่านมามีการควบคุมปริมาณ ฉลากและคำเตือนข้างขวดอย่างเคร่งครัด

แต่เพื่อความชัวร์นักข่าวเลยหันไปถาม ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข อีกที

ปู่ชวรัตน์รีบโบ้ยให้ไปถามเลขาฯวัน อยู่บำรุง ลูกชายมท.เหลิม ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

เลขาฯวัน ก็เอาแต่ยิ้ม ไม่ยอมตอบ

นักข่าวเลยจี้ต่อว่าต้องประสานขอข้อมูลจากมหาดไทยหรือไม่ คราวนี้ได้ผล เลขาฯวัน ยอมเปิดปาก

'ความจริงมหาดไทยต้องส่งข้อมูลมาให้กระทรวงสาธารณสุข จะได้ออกไปตรวจสอบ' 'ไม่ค่อยได้เจอคุณพ่อเลยไม่ได้ถามเรื่องนี้ เมื่อคืนก็ไม่เจอกัน'

ขยันทำงานจนดึกดื่นแน่ๆ เลย!

พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ปากคำนัดแรกคดีที่ดินรัชดา ใช้เวลา 20 นาที

ศาลฎีกา 12 มี.ค. - หลังจากเสร็จสิ้นการให้ปากคำนัดแรกคดีจัดซื้อที่ดินรัชดา ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 นาที พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินออกมาทักทายกลุ่มผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถกลับ ซึ่งศาลนัดฟังการสืบพยานอีกครั้ง 29 - 30 เม.ย.นี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-12 10:10:25





พ.ต.ท.ทักษิณ ไปให้ปากคำนัดแรกคดีที่ดินรัชดาที่ศาลฎีกา

ศาลฎีกา 12 มี.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ปากคำนัดแรก คดีที่ดินรัชดา ในเวลา 09.30 น.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-12 09:23:51





ตร.วางกำลังเข้มรักษาความปลอดภัยทักษิณขึ้นศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจ วางกำลังรักษาความปลอดภัยขั้นเด็ดขาดรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ซึ่งอดีตนายกฯทักษิณจะเดินทางขึ้นศาลคดีที่ดินรัชดาฯราว 09.30 น. โดยบรรยากาศล่าสุด เริ่มมีประชาชนเดินทางมาให้กำลังใจแล้ว


รัฐประหาร...หน่อมแน้มรัฐมนตรี...อย่า! หน่อมแน้มตาม

เห็นฝีมือการบริหารราชการแผ่นดินของคณะปฏิวัติรัฐประหารมา 1 ปี 4 เดือน ที่ผ่านมา ฝ่ายพวกที่มีรสนิยมเดียวกับพวกเผด็จการ ล้วนต่างบอกว่า “หน่อมแน้ม” เสียเหลือเกิน ทั้งที่ คณะปฏิวัติรัฐประหาร เข้ามาแล้วใช้อำนาจ “บู๊” ล้างผลาญ
การจ้าง ฝ่ายประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อการรัฐประหาร จนเกิดพวกป่วนเมือง ตาม วิทยุ ทีวี และอินเตอร์เน็ต
รวมทั้งการคิดค้น แผนบันได 4–5 ขั้น หรือในที่สุดถูกแฉอยู่ใน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่เรียกกันว่า เอกสารลับ คมช. หลายชุด
เป็นการลงมือกระทำการอย่าง เหี้ยมโหด ไร้ซึ่ง จิตวิญญาณ ต่อ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่แผนการนี้ถูกจับได้ไล่ทัน เนื่องจากมีคนไม่เห็นด้วยกับความเลวร้ายที่จะตามมา หากมีการสมคบกันระหว่าง
ทหารชั่ว (บางคน)
ข้าราชการเลว (บางคน)
ตำรวจเพี้ยน (บางคน)
เอ็นจีโออเวจี (บางองค์กร)
นักวิชาการชั่วช้าสามานย์ (บางคน)
สื่อสารมวลชนไร้จิตสำนึก (บางสำนัก)
คนเหล่านี้ล้วนแต่เข้ามาในคราบวิชาชีพ ร่วมด้วยช่วยกันในการหาผลประโยชน์จากภาษีอากรของประชาชน โดยไม่สนใจกระบวนการ ไร้สึกนึกแห่งความถูกต้องดีงาม “โกงการเลือกตั้ง” ซึ่งๆ หน้า หรือการ “ปล้นประเทศกลางแดด” เป็น รอบที่สอง

เมื่อกาลผ่านไป ประชาชน เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว หูตาสว่าง เราได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ตาม ครรลองของประชาธิปไตย

รัฐบาลที่หลายคนพูดว่าเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน” เพราะ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ชาติ

รัฐมนตรีหลายคนบริหารราชการด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะได้ดิบได้ดี บนการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของพี่น้องประชาชนหลายสิบล้านคน ในการเลือกตั้งครั้งนี้

เวลาผ่านมา กว่า 1 เดือน ที่ว่าราชการได้เพียง “พฤตินัย” หรือ 2 สัปดาห์ ที่ว่าราชการได้ตาม “พฤตินัย” และ “นิตินัย” เราพบว่ารัฐมนตรีหลายคนยังมีความ “หน่อมแน้ม” มีแนวโน้มว่า รัฐมนตรีเหล่านี้ไม่กล้าที่จะ “เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย” ทั้งที่ประชาชนได้ฝ่าด่านแห่งความสยดสยองนี้ทะลุทะลวงให้กับท่านมาก่อน คำถามหลายคำถามเกิดขึ้นมาในขณะนี้ว่า
ทำไม รัฐมนตรีจึง ไม่ช่วยกันคัดค้านในสิ่งที่ประชาชนต้องการให้คัดค้าน
ทำไม รัฐมนตรี ทิ้งภาพเดิมแห่งการต่อสู้ เพียงเพื่อสลัดภาพ บทบู๊ ในการต่อสู้ของตัวเองในอดีต บางคนถึงขนาดไปร่วมงานกับ “คนชั่ว” ที่ สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร แล้ว ได้ดิบได้ดี มีหน้ามีตา มีตำแหน่ง ในหน่วยงานสื่อสารมวลชนของรัฐ
ทำไม รัฐมนตรีจึงปล่อยให้ทุกเรื่อง พุ่งเป้า เข้าหา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เพียงคนเดียว ทั้งที่เป็นเป้าที่ทุกคนอยากจะ ตีให้สลบ เอากันให้ ตายคามือ ไปวันนี้พรุ่งนี้
ทำไม รัฐมนตรีจึงไปตกปากรับคำฝ่ายหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าเป็น “กระพี้” ทิ้ง “แก่นแท้” ในการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งที่สุดจะเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับพวกท่านเอง
ทำไม รัฐมนตรีถึงปล่อยให้มีการ แต่งตั้ง คนที่เคยมีประวัติ “ร่วมหัวจมปลัก” กับ “พันธมารประชาธิปไตย” ให้มาชูหน้าสลอนในการบริหารราชการแผ่นดิน คอยฮุบงบประมาณ ต่อท่อน้ำเลี้ยงกันเสียเฉยๆ ล่ะ
อย่าให้เขาว่าเป็นรัฐมนตรีทั้งที ดันหน่อมแน้ม เหมือน คณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาล่ะ
วันนี้ท่านถืออำนาจ ที่ไม่ได้มีฐานเป็นกระบอกปืนอันทรง “ฤทธานุภาพ” แต่ท่านถือฐานเสียงของประชาชน ที่มี “พลานุภาพ” มากกว่าอาวุธใดๆ ใยต้องเกรงอกเกรงใจ ถึงขั้นที่จะให้คนฝ่ายเดียวกันว่า “หน่อมแน้ม” ด้วยเล่า


เปิดจดหมายกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ร้องนายกฯ สอบ “เสรีพิศุทธ์” เพิ่มกรณี “ตีม็อบหน้าบ้านป๋า”

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2551 เวลา 10.00 น.ที่ผ่านมากลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่สำคัญดังนี้

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

เรื่อง ขอให้สอบสวนวินัยร้ายแรงเพิ่มเติม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เรียน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
สิ่งที่ส่งมาด้วย วีซีดีบันทึกเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์(บันทึกสีม่วง)

ตามที่นายสมัคร สุนทรเวช ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 35/2551 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวสมาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 34/2551 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้(คมชัดลึก 1 มีนาคม 2551)
1.ดำเนินโครงการเช่ารถยนต์ ใช้งบประมาณ 9,899,578,200 บาท โดยมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกฯว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ทำให้ราชการเสียหาย เอื้อประโยชน์แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถยนต์ ถือว่าเป็นการกระทำการ หรือไม่กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง และเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้
2.สั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน
3.ดำเนินการบริหารงานบุคคลโดยออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพันตำรวจเอกโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำให้ราชการต้องเสียงบประมาณสำหรับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยยังไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายเสียก่อน

พวกข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การตั้งประเด็นการสอบสวนดังกล่าวยังไม่เป็นการเพียงพอต่อความผิดวินัยร้ายแรงอันอาจเกิดจากการกระทำ สั่งการ หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวสโดยเฉพาะกรณีการชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศน์ เมื่อคืนวันที่ 22 กรกฎาคม 2550



ผู้ร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในคืนดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการล้อมปราบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งพวกข้าพเจ้าสงสัยว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร.ในขณะนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสั่งการให้มีการล้อมปราบประชาชนที่มาชุมนุมกันอย่างสงบหรือไม่

การล้อมปราบในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนที่มาชุมนุมกันอย่างสงบต้องป้องกันตนเองให้รอดพ้นจากการทำร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เกิดการปะทะกันจนบาดเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่ายนับร้อยคน ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ผู้ร่วมชุมนุมและแกนนำถูกจับและดำเนินคดีหลายสิบคน

พวกข้าพเจ้าเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของประชาชนในการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยสงบ ขัดขวางการใช้สิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ เป็นการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมได้ทยอยกันกลับบ้านจนเหลือผู้ร่วมชุมนุมเพียงไม่เกินสองพันคน จากผู้ร่วมชุมนุมเมื่อตอนเริ่มต้นนับหมื่นคน นอกจากนั้นการล้อมปราบประชาชนในครั้งนั้นยังทำให้ภาพพจน์ตำรวจไทยเสื่อมเสียในสายตาอารยประเทศทั่วโลก ซึ่งเฝ้ามองประเทศไทยด้วยความเป็นห่วงอันเนื่องจากประเทศไทยถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารนับตั้งแต่19 กันยายน2549 เป็นต้นมา

พวกข้าพเจ้าขอร้องเรียนและเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้มีคำสั่งสอบสวนเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว เพื่อเป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ ตลอดจนทวงคืนศักดิ์ศรีตำรวจไทยที่ได้สูญเสียไปในระหว่างการปกครองของเผด็จการทหาร และยังเป็นการสร้างภาพพจน์ที่ดีต่อรัฐบาลไทยในสายตาชาวโลกที่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกับที่ท่านได้ให้ ความเป็นธรรมกับข้าราชการที่ถูกโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมในช่วงเผด็จการครองอำนาจ และที่สำคัญที่สุดเพื่อเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านพร้อมจะยืนอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย


หัวมังกือ...หางมังกรเช่นใดกันเล่า?

เป็นใคร? ได้สดับถ้อยวาที
ที่ผ่านพ่นลมปากของ สนธิ ลิ้มทองกุล คราเมื่อตัดสัมพันธ์มิตรไมตรีจากปลายมือของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 ก็ต้องให้มีอันต้องลุแก่โทสะ เกรี้ยวกราดเข้าใส่
เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็น “องครักษ์พิทักษ์สมัคร” พยายามสร้าง “ราคา” ให้ตัวเอง
พาลเถิดไปถึงอดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
ก่อนจะย้อนกลับมาจั่วอีกขยักหนึ่ง ว่าไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ในำตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ด้วยซ้ำไป
“ชีวิตการเจริญเติบโตของผม มาด้วยคุณธรรมและสัจจะ ผมมีสัจจะคำไหนคำนั้น ผมมีธรรมะ มีขันติ มีความอดทนมาตลอด ส่วนคุณเฉลิมโตมาในแวดวงอำนาจ การพ้นจากสารวัตรกองปราบ และไปร่วมการปฏิวัติในเมษาฮาวาย เพราะเชื่อว่าถ้าทำปฏิวัติชนะแล้ว จะยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน

...การติดคุกครั้งนั้น ไม่ใช่สู้เพื่อประชาชน ต่างจากผมมาก พอคุณเฉลิมออกมา ก็เวียนวนในแวดวงอำนาจ สมัยทักษิณมีปัญหาแล้วเราประท้วง คุณเฉลิมทำไมนั่งเฉยๆ เพราะลูกชายกำลังมีคดีความกรณี “ไอ้ปื๊ด”

...ผมเป็นนักเลงมากกว่า คุณเฉลิม เยอะ ผมไม่ยึดติดกับลาภยศ คุณเฉลิมพยายามทำให้คนเข้าใจผิด ว่าคุยกับผมได้ เขาเคยบอกว่า ทักษิณไม่ผิด ก็แสดงว่า คตส.ผิดสิ

ก่อนจะจบท้ายที่คำ “ขอบคุณ”...ผมขอบคุณในน้ำใจไมตรีคุณเฉลิม ในชีวิตผมไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณเฉลิม แต่หากอยากรู้คุณเฉลิมเป็นหนี้บุญคุณผมหรือไม่ ให้ไปถามเขาดู”

สำนวนจากปลายสำเนียงของผู้ที่ “ก่น” วาจาอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ที่ถอดถ้อยกระบวนความมาให้อ่านกันเล่นๆ ใช่ว่าจะให้บังเกิดคำ “ชื่นชม” ตอบแทนกลับไป
ในเมื่อ ผู้ที่พูดได้เยี่ยงนี้ หาได้เอากระจกมาส่อง “สะท้อนดีชั่ว” แก่ตัวเองก็หาไม่
ความมี “คุณธรรม” หรือ “สัจจะ” ตามที่ได้อวดอ้าง คงจะไม่บังเกิดในตัวตนของคนที่ได้กระทำความผิดจนต้องคำพิพากษาถึง 3 คดี...เช่นนั้นดอกหรือ?

หากแม้จะได้รับความ “ปราณี” อยู่บ้าง แต่ก็หาได้สำนึกในสิ่งที่ตนได้กระทำในที่แล้วมาไม่
กลับกลายเป็นแรงขับส่ง ยั่วยุ ให้ยังลุ่มหลงทะนงใน “เงาตัวเอง”
ยังมัวหลงงมงายในสิ่งที่ได้ “คิด” ได้ “กระทำ” ว่าเป็นความ “ถูกต้อง” เช่นนั้นแล้ว
หาได้ใช้หลักพระพุทธเจ้าที่โปรดสัตว์โลกให้บังเกิด “สติ” จะได้มี “ปัญญา” แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่
ในขณะที่ฟากฝ่ายที่ถูก “ก่น” มา จำต้องยอมรับแต่เพียงคำน้อยว่า “ไม่เป็นไร” ก็คงต้องจบกันไป...ก็เท่านั้น
แล้วก็ยังแอบใจกว้างขอทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชน ให้สมตามเจตนารมณ์ที่มั่นหมาย
ด้วยการเชิญชวน “กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย” ออกมาชุมนุมกันได้อย่างเสรี ไม่มีห้าม ไม่มีหวง จะให้ใช้สนามหลวง และจัดรถสุขาให้ทันที โดยไม่มีผู้ใดไปขัดขวางแต่อย่างใด
ก่อนจะทิ้งปมประเด็น “ความลับไม่มีในโลก” ให้แกนนำพันธมิตรฯ ไปขบคิดกันเล่นๆ
นั่นอาจเป็น “กรณี” ที่เกิดขึ้นระหว่าง “คนสองคน”
อาจมองเป็นเพียงแค่การปะทะฝีปาก เพื่อประลองชั้นเชิงกันเพียงชั่วครั้งชั่วยาม แต่หากหยั่งให้ลึกลงไปในท่าทีที่ได้ประจักษ์นั้นแล้ว ย่อมได้เห็นถึง “ใจความ” ที่แฝงนัยบางสิ่งบางอย่าง
ที่ข้างหนึ่งพยายามบอกย้ำ ซ้ำๆ กับตัวเอง ว่ากำลังยืนอยู่บน “ความชอบธรรม” จึงออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องพลังมวลชนให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง
ขณะที่อีกข้างหนึ่ง ก็พยายามจะกระทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความถูกต้อง” เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ด้วยการหยิบยื่น “ความสมานฉันท์”
แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก...
ฝ่าย ร.ต.อ.เฉลิม คงจะนับว่าไม่เสียอะไรมากมาย ด้วยเพราะเป็นผู้ที่มี “ขันติ” มากกว่า มี “ใจนักเลง” เหนือกว่า จึงเลือกทาง “สงบสยบเคลื่อนไหว” ไม่ผรุสวาทมาดร้ายออกมาให้เปลืองตัว
แต่อีกฝ่ายนั้นเล่า...
ใจความประเด็นหลักใหญ่ที่ประชาชนใคร่รู้เกี่ยวกับคุณ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็ดี
หรือแม้แต่ แกนนำพันธมิตร ที่พยายามออกแถงการณ์ ฉบับที่ 1 ก็แล้ว ฉบับที่ 2 ก็แล้ว และที่จะแถลงกันอีกยกหนึ่งนั่นเล่า

ทำไปเพื่อเป้าวัตถุประสงค์ใด? เพื่อใคร? กันแน่...
เที่ยวไล่กล่าวหาคนโน้นคนนี้ ว่าปูดแผนยุแยง ปลุกปั่นย่อยสลายกำลังมวลชน แล้วแท้ที่จริง พวกคุณกำลังทำเช่นที่กล่าวหาคนอื่นหรือไม่
เค้าว่ากันว่า “หัว” เป็นเช่นไร “หาง” ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
ถ้าหัวเป็น “มังกือ” เสียแล้วหางก็คงจะมิอาจกลายเป็น “มังกร” ไปเสียได้
แล้วถ้า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ต้องตกอยู่ในสภานภาพในสังคมเช่นนี้แล้ว
เหล่าบรรดาพันธมิตร...มิตรผู้อ้างเกิดจากประชาธิปไตย เพื่อประชาธิปไตย จะกลายเป็นเยี่ยงไร กันเล่า...


สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ที่เคารพรักทุกท่าน พบกันอีกครั้ง เป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 106 ประจำวันอังคารที่ 11 มีนาคม 2551 กับภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” วันนี้ “แทง แทนไท” ร่วมหัวจมท้ายกับผู้อ่านเราๆ ท่านๆ ขับไล่ “อำมาตยาธิปไตย” ที่ยังเคลื่อนไหวในนาม “ม็อบไข่ป๋า” ที่ยังออกมาสร้างข่าวก่อกวนรัฐบาล “เตะตัดขา” เพื่อไม่ให้ทำงานได้ สะดวกโยธิน

** “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง” เมื่อ “กรรม” แปลว่า “ผลแห่งการกระทำ” ใครกระทำดี ใครกระทำชั่ว ย่อมรู้อยู่แก่ใจ บางคน บางพวก บางฝ่าย ท้าทาย อำนาจบริหาร และ นิติบัญญัติ ที่มีที่มาจากประชาชน ซ้ำร้ายกว่านั้น แม้แต่ “ศาลสถิตยุติธรรม” ตัดสินคดีความแล้ว ยังออกมา ประกาศท้าทาย ไม่ยำเกรงซึ่ง อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ทางนี้ ใช้ “อัตตา” เป็นที่ตั้ง โจมตีกล่าวร้าย แม้กระทั่ง สถาบันตุลาการ ปล่อยเอาไว้เห็นทีจะเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีกับสังคมไทยเป็นแน่แท้


** บรรทัดนี้ แทง แทนไท คงได้แต่ขอร้องวิงวอนผู้เกี่ยวข้อง อย่าให้มีตัวอย่างที่ไม่ดี เกิดขึ้นในบ้านเมืองต่อไปเล้ย...เจ้าประคุณ รีบๆ จัดการ เอาตัวเข้าไปสงบสติอารมณ์ ขังเดี่ยว ขังรวม ขังแยก ไปกินไปนอนในคุกขี้เป็ด เสียที ก่อนบ้านเมืองจะถึง “กลียุค” จริงๆ ดังที่เขาต้องการจะทำให้มันเป็น วันนี้ กระบวนการยุติธรรม ต้องกล้าหาญพอที่จะเป็น หลักค้ำชูบ้านเมือง ให้ได้ ไม่อย่างนั้น ประชาชน คงจะ ไม่มั่นใจ ใน วิถีทางประชาธิปไตย อีกต่อไป และจะต้องให้คนในกลุ่มนั้นได้เห็นเสียทีว่า อะไรคือกงจักร? อะไรคือดอกบัว?

** หันมาคุย เรื่องคน “ดี-เด่น-ดัง” กันบ้าง ฯพณฯ รมว.พาณิชย์ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ โชว์ฝีมือการบริหารชาติบ้านเมืองได้เข้าตา แทง แทนไท เป็นที่ยิ่ง สัปดาห์ก่อน หั่นราคาหมู จาก 120 บาท มาเหลือเพียง 98 บาท มาจนถึง สัปดาห์นี้ หั่นราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค 30 รายการ งานนี้ชาวบ้านร้านตลาด แฮปปี้ กันทั่วหน้า ขอปรบมือดังๆ ให้กับความกล้าหาญในครั้งนี้...แหม!!! น่าจะมี องค์กรประชาชน ทำโล่ไปมอบให้กับคนทำงาน ด้วยความแข็งขัน อย่างนี้

** “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” บรรดารัฐมนตรีทั้งหลาย อย่ามัวเมา ลุ่มหลง ในอำนาจอันไม่จีรังเหล่านี้จนเพลิดเพลิน ลืมรากเหง้าที่มา ภาระหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย กฎหมายโจร ผลผลิตโจรที่เข้ามาปล้นประชาธิปไตย ได้ทำเอาไว้นั้น ขัดหลักการประชาธิปไตย อย่างมาก ต้องช่วยกัน หาวิถีทางยกเลิกไปเสียให้หมด

** นอกจากนี้ รัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย พวกท่านมีภาระหน้าที่ยังจะต้องรับข้อเสนอของ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ช่วยกันตรวจสอบการ ชำระประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีอะไรบ้างที่ ก่อให้เกิดความเสียหาย กับ ประเทศไทย ซึ่งควรจะมีการระบุให้ชัดแจ้งแดงแจ๋ ใคร อ้าย อี มัน ผู้ใด ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังกันบ้าง ลากขุดโค่น มาทั้ง สารบบ เอามาประจานให้ ชาวบ้านร้านตลาด ลูกเด็กเล็กแดง ได้รับรู้ และคนเหล่านี้จะได้ หลาบจำ ทีหลังจะได้ ไม่-ทำ-อีก

** แทง แทนไท สนับสนุน “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” ที่ให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณในการปฏิวัติรัฐประหาร ว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. และ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ได้เบิกจ่ายไปนั้น เอาไปใช้ทำอะไร ให้กับใครกันบ้าง เพราะ มีรายงานข่าวล่ามาเร็ว ข่าวที่ยังไม่ได้กรอง บอกมาว่า นายพล นายพัน หลายคนที่ ได้ดิบได้ดี ในช่วงปฏิวัติรัฐประหาร ทยอย ขึ้นบ้านใหม่ ซื้อรถหรู หลายต่อหลายคน ไม่ได้อิจฉาตาร้อน แต่ ภาษีประชาชน ของ พวกกระผม ทั้งนั้นที่ พวกมัน! เอาไป ผลาญ กัน

** หาก รัฐมนตรีที่จะรับผิดชอบ เหล่านี้อึดอัดใจ เพราะ ไร้ฝีมือ ไร้ศิลปะ ไร้หัวสมอง ในการทำงาน 2-3 เรื่อง ดังว่านี้ ขอให้ ลาออก เสียเถิด แล้วให้คนที่มีศักยภาพ อยากทำงานเพื่อ ต่อต้านการรัฐประหาร และ รักประชาธิปไตย อีกมากมายเกลื่อนกลาด เข้ามานั่งทำงานแทนดีกว่ากระมัง...เพราะหาประโยชน์อันใดมิได้ อุตส่าห์ได้ดิบได้ดี ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ดันมาทำงานเพื่อประชาธิปไตย หามีเป้าหมายที่ร่วมเรียกร้องต้องการกันไม่ หากไม่อยากให้ แทง แทนไท ออกโรงมากกว่านี้ อย่าย่อหย่อน เอาอกเอาใจ ให้กับ ฝ่ายเผด็จการทหาร มากจนดูน่า รำคาญหู รำคาญตา กันต่อไป

** นี่จะบ้ากันหรือเปล่า รัฐบาลจะปลดข้าราชการ 3-4 คน พอฝ่ายโน้นออกมาโวยวายมาหน่อย รัฐมนตรี ต่างๆ นั่ง กลัวกันหัวหด ได้อย่างไร ทั้งที่ “ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช” บอกว่า ยังมีหลงเหลืออยู่อีกที่จะต้องดำเนินการ ไม่ว่ายุคใดสมัยใด เขาต้อง เอาคนของตัวเอง ขึ้นมาทำงานทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่ง รัฐบาลที่มากล้นด้วยคุณธรรม จริยธรรม ของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่หลายคนบูชานักหนา ยัง ดึงตำรวจที่มีความสัมพันธ์ ในครอบครัวเข้ามา เป็นใหญ่ คุมอยู่ใน สันติบาล ทั้งที่เจ้าตัวมีประวัติ คุ้นเคย อยู่ ภาคใต้ มาก่อน ยังเฉยๆ กันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจว่าตำรวจคนเก่าโดนโยกย้ายไปจะรู้สึกอย่างไร

** ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาล กำลังประสบคือ มรสุมด้านราคาน้ำมัน ที่ในต่างประเทศ เขยิบทะลุแนวต้าน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแล้ว ไม่มีท่าทีจะลดลงแต่อย่างใด เป็นไปตามคำทำนายของ ศาสดา พยากรณ์หลายต่อหลายคนที่เชี่ยวชาญทางน้ำมัน ว่ามันจะมีแต่ขึ้นไม่มีลด เพราะ “น้ำมันใกล้หมดโลก” แล้ว ว่ากันว่าหากราคาสูงไปกว่านี้ ดีเซลในประเทศจะทะลุเลยแนวต้านไปที่ 30 บาทต่อลิตร เมื่อนั้นล่ะ ฮากันไม่ออก เพราะ รถโดยสารขึ้นราคา ของขึ้นราคา ขอให้รับรู้ไว้ว่าเป็นเพราะ รัฐบาลเผด็จการ ที่มันไม่สนใจ ประชาชนตาดำๆ วันๆ เอาแต่นั่งพิจารณา งบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

** แทง แทนไท พยายามบอกกล่าวรัฐบาลที่มาจากเผด็จการ ให้ดูแลแก้ปัญหาด้วยการใช้ ก๊าซธรรมชาติ หรือ เอ็นจีวี เป็น พลังงานทดแทน ไม่มีใครเชื่อ ปล่อยปละละเลย จนมาถึง รัฐบาลท่านนายกฯ สมัคร ที่มาจากประชาชน กระตือรือร้น เอาใจใส่ ถึงกล้าประกาศว่า รออีก 2-3 เดือน จะมีการ ปรับปรุงสถานีบริการ ให้ กระจายไปกว้างขวางกว่าเดิม เรา ลดความเร็วในการเดินทาง ลงบ้าง แต่ ราคาประหยัดกว่ากัน 4 เท่าตัว เหมือน “หมูแพงหันไปกินไก่” แนะนำวิธีครองชีพตามหลักการพระราชทาน “เศรษฐกิจพอเพียง” ชี้ทางสว่างให้ประชาชน รู้จักอดออม ฝ่ายแค้นยังเอามาเล่นการเมืองกันได้ เอ็นจีวีคือทางออกด้านพลังงานทดแทน เพราะ แก๊สโซฮอล์ หรือ ไบโอดีเซล ยังต้องพึ่งพา ส่วนผสมน้ำมันในตลาดโลก อยู่ด

“กาสิโน” ผลดีมากกว่าผลเสีย

แม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะออกตัวไปแล้วว่าไอเดียในการผุดกาสิโนขึ้นในเมืองไทย ไม่ใช่นโยบายของพรรคพลังประชาชน และไม่ใช่นโยบายชของรัฐบาล เพียงแค่เป็นการตอบคำถามของประชาชนทางบ้านผ่านรายการ “สนทนาประสามัคร”

แต่ผมก็ยังอดที่จะเชียร์ให้มีการสร้างกาสิโนในเมืองไทยไม่ได้ เพราะยังมองเห็นผลดีที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผลเสีย หากมีการ้ปองกันที่ดี มีมาตรการที่รอบคอบรัดกุม

แม้ว่ารัฐบาลคิดอยากจะทำผมก็ยังไม่เห็นว่าจะน่าเกลียดอย่างไร เพียงแต่พร้อมๆ กับการเสนอไอเดียนี้ รัฐบาลจะต้องบอกเล่าถึงการควบคุมออกมาด้วยว่าจะคัดกรองคนที่เข้าไปเล่นการพนันอย่างไร

ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน และทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ที่มีรายได้ที่ไม่เหมาะสม

เพราะทุกวันนี้คนกลุ่มหนึ่งที่มีฐานะทางการเงิน มีความพร้อมที่จะเอาเงินส่วนหนึ่งมาเสียไปกับการพนัน หากไม่บินไปเล่นนอกประเทศ ก็นั่งรถที่ทางกาสิโนประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนจัดมารับถึงใจกลางเมืองไปเล่นพนันกันอยู่แล้ว

และทุกวันนี้บ่อนกาสิโนรอบๆ ประเทศไทยก็มีอยู่ร่วม 40 แห่ง ซึ่งแน่นนอนว่าการตั้งบ่อนอยู่ริมชายแดนประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายก็คือคนไทย หรือคนต่างชาติที่มาเที่ยวในประเทศไทยนั่นเองเพราะฉะนั้นการมีบ่อนอยู่ในประเทศเสียเลย ก็ไม่ได้ส่งผลเสียไปมากกว่า แต่กลับกันการควบคุมอาจจะเป็นไปง่ายดายขึ้น เพราะอยู่ในแผ่นดินไทย ควบคุมดูแลกันด้วยกฎหมายไทย

ขณะเดียวกันบ่อนหลายแห่งก็มีคนไทยเป็นเจ้าของ มีคนไทยเป็นหุ้นส่วนอยู่แล้ว และที่สำคัญแรงงานในบ่อนส่วนหนึ่งก็เป็นคนไทย

เพราะฉะนั้นการเปิดบ่อนกาสิโนในประเทศ ชัดเจนว่าเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดเงินหมุนเวียน ดึงเงินในกระเป๋าเศรษฐีให้ออกมาในระบบ ออกมาสร้างงานให้ผู้มีรายได้น้อย และอาจจะหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

ซึ่งอาจหมายถึงการจัดแพคเกจการท้องเที่ยว แบบเดียวกับบางประเทศ ชักชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย แล้วก็ได้แวะเสี่ยงโชคบ้างพอหอมปากหอมคอ

ที่จริงเรื่องการเปิดบ่อนกาสิโน มีการศึกษาวิจัยเอาไว้อย่างเป็นระบบแล้วด้วยซ้ำไป มีตัวเลขแสดงให้เห็นชัดว่าจะมีเงินหมุนเวียน และมีเงินไหลเข้าประเทศมากน้อยแค่ไหน

ผมว่าวิธีคิดของการเปิดบ่อนกาสิโน ยังอันตรายน้อยกว่าการปล่อยให้คนไทยออกไปเล่นการพนันในประเทศเพื่อนบ้านมากมายนัก เพราะเคยมีข่าวกันมาแล้วว่าบางคนไปเล่นการพันั้นแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย

ขณะเดียวกันก็น่าจะใช้หลักคิดแบบเดียวกับหวยบนดิน คือแทนที่จะปล่อยให้บ่อนการพนันเถื่อนมีอยู่เกลื่อนเมือง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเลวบางคนรู้เห็นเป็นใจ

ก็มาจัดระเบียบกันเสียใหม่ทำให้การพนันเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เอาขอใต้โต๊ะขึ้นมาบนโต๊ะ ซึ่งเชื่อแน่ว่าด้วยกลไกทางการตลาดเช่นนี้ในที่สุดบ่อนการพนันเถื่อนที่เป็นแหล่งอาชญากรรม เป็นตัวการสร้างปัญหาสังคมอย่างแท้จริงก็จะหมดไปในที่สุด

เพียงแต่สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้อย่างไร ว่าบ่อนกาสิโน จะไม่ทำลายความเป็นเมืองพุทธ จะไม่ทำร้ายอนาคตของชาติ และจะไม่ก่อปัญหาอาชญากรรม

เช่นอาจจะต้องมีการตรวจสอบเสตทเม้นของคนที่จะมาเล่นการพนัน หรือจำกัดวงเงินในการเล่นให้สมควรแก่ฐานะ หรือาจจะมุ่งเน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเป้าหมายหลักก็ยังได้

แน่นอนว่าแค่ได้ยินชื่อว่าเป็นบ่อนการพนั้น หลายคนก็ตั้งหลักค้านหัวชนฝากันไปแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ล่อแหลม และหมิ่นเหม่ต่อความรู้สึกอย่างยิ่ง

แต่หากรัฐบาลเล็งเห็นว่าการมีกาสิโนในเมืองไทย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จะช่วยให้บ้านเมืองพัฒนาได้จริง ก็ต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ ต้องอธิบายอย่างมีหลักมีเกณฑ์

เชื่อแน่ว่าหลายคนที่คัดค้านอยู่ในขณะนี้ ก็ล้วนอยากเห็นประเทศชาติเกิดการพัฒนา เพียงแต่ว่ายังมีความไม่สบายใจ อันเนื่องมาจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งด้วยเจตนาอันเดียวกันเช่นนี้ในที่สุดก็จะสามารถทำความเข้าใจกันได้ไม่ยาก

จะน่ากลัวก็แต่พวกค้านทุกเรื่องทุกราว โดยไม่สนใจเหตุผล แค่ขอให้โจมตีรัฐบาลได้เป็นพอ อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องอันตรายสำหรับรัฐบาล เพราะเรื่องที่คาบเกี่ยวเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการที่ประชาชนจะถูกชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ได้ง่าย

ผมว่ากาสิโนในประเทศไทยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ เพียงแต่หลบายครั้งที่มีการเสนอความคิดเห็นก็มักจะถูกโจมตี จนนักการเมืองหลายยุคหลายสมัยต้องพับโครงการเก๋บไว้อย่างเก่า เพราะเกรงจะเสียคะแนนนิยม

แต่ในเมื่อรัฐบาลอาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองแล้ว อะไรที่เกิดประโยชน์ก็ต้องมีความกล้าหาญที่จะทำ และผมก็เป็นคนหนึ่งที่เชียร์ให้รัฐบาลผลักดันให้ประสบความสำเร็จให้จงได้

ไม่ต้องไปสนใจพวกถ่วงความเจริญ และคิดแต่จะตะบี้ตะบันค้านจนลืมมองโลกแห่งความความเป็นจริง...!!


เรื่องบ้ากับ เรื่องจริง

ตรึงราคาสินค้านี่ไม่น่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง...มนุษย์นั้นต่างกับสัตว์ ตรงที่สามารถปรับปรุงตัวได้รวดเร็วกว่าและหลากหลายรูปแบบกว่าแม้แต่พืช มันยังรู้จักการทิ้งใบในฤดูแล้งยามที่แผ่นดินแห้งน้ำเพื่อจะช่วยคนไม่ให้ต้องซื้อสินค้าราคาแพงประเทศต้องตรึงราคาสินค้าเพื่อให้คนได้มีชีวิต

ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างนั้นหรือ..อีกหน่อยมิต้องแจกเงินให้เขาด้วยหรือเราเห็นการบอนไซต้นไม้ เพื่อให้ต้นไม้นั้นหยุดการเติบโตตามธรรมชาติ และบังคับให้มันมีชีวิตอยู่บนความจำกัดของกระถางแล้วชาติล่ะ ประเทศล่ะ..เราจะบอนไซให้มันเป็นต้นไม้ในกระถางหรือถ้าหมูมันจะมีราคาแพง...ไม่นานมันก็จะล้นตลาด เมื่อทุกคนหันมาเลี้ยง มาฟูมฟัก

มันมากขึ้น...หมูแพงหมูถูกนั้น มันเป็นวัฏสงสารมานานนักหนาแล้ว ในประเทศที่น่าสงสารประเทศนี้ปล่อยให้ประเทศเติบโตไปในทิศทางของมัน..แล้วบริหารจัดการประเทศให้เติบโตไปได้ ในทิศทางที่ประเทศทั้งหลายในโลกกำลังแข่งขันกันไม่ดีกว่าหรือหมูแพง..คนก็จะหันไปกินอย่างอื่นหมูแพง..ก็เพิ่มค่าครองชีพให้ข้าราชการ..เพราะคนที่ไม่ใช่ข้าราชการกินเงินเดือนนั้น..

เขาปรับตัวได้และปรับตัวเก่งมานานแล้ว ในประเทศที่เกือบจะไม่มีการบริหารจัดการประเทศนี้หมูแพงขึ้นมาตัวละ 1,000 บาท...จะมีคนรวยเพิ่มมากขึ้นกว่า 10 คน แต่ตรึงราคาหมูไว้..จะมีคนฉิบหายวอดวายมากกว่า..เพื่อเอาใจผู้บริโภคปากสุดท้าย เราทำลายกลไกที่เป็นต้นตอการผลิตกระนั้นหรือรัฐบาลนี้..รับหน้าที่ต่อมาจากรัฐบาล..ที่มาจากอำนาจการปฏิวัติรัฐประหาร การปฏิวัติ

ที่ล้มเหลวสร้างภาวะข้าวยากหมากแพงให้เกิดขึ้น..รัฐบาลนี้ต้องเร่งผ่าทางตัน..เร่งสร้างรายได้ให้กับประชาชนบนการคิดใหม่ทำใหม่ไม่ใช่มะงุมมะงาหรา อยู่กับการกดตรึงราคา เอาตัวรอดไปวันๆเสียเวลาอยู่กับการขอลดราคามาม่าซองละบาท..ในขณะที่กรรมกรทั้งชาติ..เสียเงินดื่มเครื่องดื่มชูกำลังวันละกว่าร้อยบาท เพราะเสพติดคาเฟอีนเรื่องมันบ้า แต่ว่ามันเรื่องจริง

● พญาไม้ ●

พญาไม้ทูเดย์ - พญาไม้ทูเดย์